• มีตัวเลขแล้ว ต้องมีสิงที่จะทำต่อ
    ปกบทความ สไลด์ 38 หน้าแต่นายถามว่าแล้วไงต่อ พร้อมข้อความ Why มาก่อน What

    “Turnover เดือนนี้ 4.3% ครับ สูงกว่าเดือนก่อน 0.8”

    นายพยักหน้าช้า ๆ แล้ววางปากกาลงบนโต๊ะ

    “แล้วไงต่อ”

    ผมกดไปสไลด์หน้าถัดไป มันคือกราฟอีกหนึ่งอัน

    “ผมถามว่าแล้วไงต่อ” นายพูดซ้ำ เสียงไม่ดัง แต่ทั้งห้องเงียบ “คุณอยากให้ผมทำอะไร”

    ผมไม่มีคำตอบ ในสไลด์ 38 หน้าที่ทำมาสามคืน ไม่มีหน้าไหนตอบคำถามนี้เลย

    .

    ห้องประชุมเช้าวันจันทร์

    ห้องประชุมชั้นสองเย็นกว่าข้างล่างเสมอ แอร์ตัวเก่าส่งเสียงหึ่ง ๆ เหมือนเครื่องจักรที่ยังไม่ยอมเลิกกะ บนโต๊ะมีกาแฟเย็นห้าแก้วกับแฟ้มวาระประชุมประจำเดือน

    พี่ชัย ผู้จัดการฝ่ายผลิต นำเสนอเป็นคนแรก สไลด์ห้าหน้า หน้าแรกเขียนตัวใหญ่ว่า “เครื่องปั๊มเบอร์ 3 หยุดเดือนละ 40 ชั่วโมง เสียยอดผลิต 1.2 ล้านบาท” นายถามสองคำถาม แล้วเซ็นอนุมัติงบซ่อมภายในสิบนาที

    ผมนั่งกอดโน้ตบุ๊กอยู่ปลายโต๊ะ ในนั้นมีสไลด์ 38 หน้า มีกราฟทุกอย่างที่ HR เก็บได้ ผมภูมิใจกับมันมาก

    ตอนนั้นผมยังไม่รู้ว่า ความภูมิใจนั้นคือปัญหา

    .

    สามสิบแปดหน้าที่ไม่มีใครถามต่อ

    ผมเริ่มนำเสนอตามลำดับที่เตรียมไว้ จำนวนพนักงานแยกตามแผนก อายุงานเฉลี่ย สัดส่วนชายหญิง ชั่วโมงอบรมที่จัดไป กิจกรรมวันเกิดประจำเดือน แล้วจึงค่อยมาถึงตัวเลขการลาออก

    นายฟังมาได้ราวหน้าที่สิบสอง ก่อนจะถามคำถามที่ผมยังได้ยินในหัวมาจนทุกวันนี้

    “แล้วไงต่อ”

    ผมพยายามอธิบายว่าการลาออกสูงขึ้นเพราะอะไร แต่ข้อมูลกระจายอยู่ในสไลด์หลายหน้า ผมต้องกดย้อนไปย้อนมา นายเริ่มมองนาฬิกา สุดท้ายเลขาฯ ก็พูดขึ้นเบา ๆ ว่า “วาระ HR ขอยกไปเดือนหน้านะคะ เวลาหมดแล้ว”

    หลังประชุม พี่ชัยเดินมาตบไหล่ผมที่หน้าลิฟต์

    “น้อง นายไม่ได้อยากรู้ว่า HR ทำอะไรไปบ้างหรอก นายอยากรู้ว่าตัวเองต้องตัดสินใจอะไร”

    ประโยคนั้นทำให้ผมกลับไปนั่งดูสไลด์ทั้ง 38 หน้าอีกครั้งในคืนนั้น

    หน้าที่สี่คือจำนวนพนักงาน 418 คน หน้าที่เก้าคือชั่วโมงอบรม 2.4 ชั่วโมงต่อคน หน้าที่สิบห้าคือการลาออก 4.3% ทุกหน้าถูกต้อง ทุกหน้าใช้เวลาทำ แต่ทุกหน้าจบด้วยจุด ไม่มีหน้าไหนจบด้วยคำถามหรือคำขอเลยสักหน้า

    ผมเห็นสิ่งที่ไม่เคยเห็นมาก่อน สไลด์ทุกหน้าตอบคำถามว่า “HR มีข้อมูลอะไร” แต่ไม่มีหน้าไหนตอบว่า “ทำไมผู้บริหารต้องสนใจ” และ “ผมอยากให้เขาทำอะไร”

    ผมทำรายงานผลงานของตัวเอง ไม่ได้ทำเครื่องมือที่ช่วยให้คนฟังตัดสินใจ

    .

    สามเวทีที่ล้มเหลว ได้แก่ รายงานผู้บริหาร ข้อเสนอโครงการ และประกาศพนักงาน

    ยิ่งแก้ ยิ่งห่าง

    ครั้งแรกผมคิดว่าปัญหาอยู่ที่หน้าตา ผมเลยทำสไลด์ใหม่ให้สวยขึ้น เปลี่ยนสี เพิ่มลูกเล่น ตัดเหลือ 20 หน้า เดือนต่อมานายก็ยังถามคำเดิม “แล้วไงต่อ”

    ผมยังจำได้ว่าตอนนั้นตัวเองหงุดหงิดแค่ไหน สไลด์สวยขึ้นจริง แต่ข้างในยังว่างเหมือนเดิม เหมือนเอากล่องของขวัญใบใหม่มาใส่ของชิ้นเดิม

    ครั้งที่สองผมเสนอโครงการพี่เลี้ยงพนักงานใหม่ ผมทำการบ้านหนักมาก มีทฤษฎีการเรียนรู้ มีตัวอย่างจากบริษัทใหญ่ มีขั้นตอนละเอียดไปจนถึงแบบฟอร์ม สิบห้าหน้าเต็ม นายเปิดดูไม่ถึงสองนาทีแล้วปิดแฟ้ม “ไว้ก่อนนะ งบปีนี้ตึง”

    ผมมารู้ทีหลังว่า หน้าที่บอกว่าถ้าไม่ทำบริษัทจะเสียเงินเท่าไร อยู่หน้าที่สิบสี่ นายไม่เคยเปิดไปถึงหน้านั้นเลย

    ครั้งที่สามเจ็บที่สุด บริษัทจะเปลี่ยนใบลากระดาษเป็นระบบลาออนไลน์ ผมขึ้นเวทีหน้าแถวพนักงานตอนเช้า สไลด์หน้าแรกคือวิธีดาวน์โหลดแอป หน้าที่สองคือวิธีเข้าสู่ระบบ ผมพูดจบภายในห้านาที รู้สึกว่าชัดเจนดี

    วันรุ่งขึ้นข่าวลือกระจายไปทั้งโรงงาน “บริษัทจะคุมวันลา” “ต่อไปจะลาป่วยยากขึ้น” โทรศัพท์ HR ดังทั้งสัปดาห์ หัวหน้างานหลายคนเดินมาถามด้วยคำถามเดียวกัน “ทำไมต้องเปลี่ยน ของเดิมก็ใช้ได้อยู่แล้ว”

    สามเวที สามกลุ่มคนฟัง สามความล้มเหลว

    ผมนั่งไล่ดูทั้งสามครั้งแล้วเห็นสิ่งที่เหมือนกัน ผมเริ่มทุกครั้งด้วยคำว่า “อะไร” กับ “อย่างไร” ไม่เคยเริ่มด้วยคำว่า “ทำไม” เลยสักครั้ง

    .

    แนวคิด Golden Circle เริ่มที่ Why เทียบสไลด์ 38 หน้ากับ 12 หน้า

    วงกลมสามวงที่ผมเคยอ่านข้ามไป

    คืนหนึ่งผมเปิดคลิปเก่าของ Simon Sinek ที่เคยดูผ่าน ๆ เมื่อหลายปีก่อน ตอนนั้นผมคิดว่าเป็นเรื่องการตลาด ไม่เกี่ยวกับงาน HR

    Sinek วาดวงกลมซ้อนกันสามวง เรียกว่า Golden Circle วงในสุดคือ Why วงกลางคือ How วงนอกคือ What เขาบอกว่าคนส่วนใหญ่สื่อสารจากข้างนอกเข้าข้างใน บอกว่าทำอะไรก่อน แล้วค่อยบอกว่าทำอย่างไร ส่วนเหตุผลมักไม่ได้พูดถึงเลย

    แต่คนที่พูดแล้วคนฟังคล้อยตาม จะเริ่มจากข้างในออกมา บอกว่าทำไมก่อนเสมอ

    ตัวอย่างที่เขายกมาคือ Apple ถ้าบริษัทพูดแค่ว่าเราทำคอมพิวเตอร์ที่ดี ใช้ง่าย ดีไซน์สวย มันก็เป็นแค่ข้อมูลสินค้าอีกชุดหนึ่ง แต่ Apple เริ่มด้วยความเชื่อว่าจะท้าทายวิธีคิดแบบเดิม แล้วจึงบอกว่าทำอย่างไร สุดท้ายค่อยบอกว่าสินค้าคืออะไร คนฟังรู้สึกก่อน แล้วจึงอยากรู้รายละเอียด

    เขาอธิบายต่อว่า สมองส่วนที่ใช้ตัดสินใจคือส่วนที่ดูแลความรู้สึกและพฤติกรรม ไม่ใช่ส่วนที่อ่านตัวเลขและภาษา ข้อมูลเยอะแค่ไหนจึงไม่ทำให้ใครตัดสินใจ ถ้าเขายังไม่รู้สึกว่าเรื่องนี้เกี่ยวกับตัวเอง

    ผมลองเอาสไลด์ 38 หน้าของตัวเองมาวางเทียบกับวงกลมสามวงนั้น วงนอกสุดแน่นไปด้วยตัวเลขและกิจกรรม วงกลางพอมีบ้าง ส่วนวงในสุดว่างเปล่า

    ผมนั่งนิ่งไปนาน นี่คือคำอธิบายของคำว่า “แล้วไงต่อ” ทั้งหมด

    แต่สิ่งที่ผมค้นพบต่อจากนั้นสำคัญกว่า คำว่า “ทำไม” ของคนฟังแต่ละกลุ่มไม่เหมือนกัน

    ผู้บริหารที่ฟังรายงานประจำเดือน ทำไมของเขาคือ “ตัวเลขนี้กระทบเงินและความเสี่ยงของบริษัทแค่ไหน”

    ผู้อนุมัติงบโครงการ ทำไมของเขาคือ “ถ้าไม่ทำ จะเสียมากกว่าเงินที่ต้องจ่ายไหม”

    พนักงานที่ฟังประกาศ ทำไมของเขาคือ “ทำไมต้องเปลี่ยน และฉันได้หรือเสียอะไร”

    งานนำเสนอของ HR เกือบทั้งหมดในหนึ่งปี ตกอยู่ในสามเวทีนี้ รายงาน ขออนุมัติ และสื่อสารพนักงาน

    ผมเลยตัดสินใจว่า แทนที่จะทำสไลด์ใหม่จากหน้าว่างทุกครั้ง ผมจะทำแม่แบบไว้สามชุด ที่บังคับให้ผมเริ่มด้วยคำว่าทำไมของคนฟังกลุ่มนั้นเสมอ

    .

    สามแม่แบบ HR และโครงเดียวกัน คือ ทำไม อย่างไร อะไร และขออะไร

    สามแม่แบบที่ขึ้นต้นด้วยคำว่าทำไม

    แม่แบบแรกคือรายงาน HR ประจำเดือน หน้าแรกไม่ใช่กราฟอีกต่อไป แต่เป็น “สรุป 3 เรื่องสำคัญของเดือนนี้” เขียนหัวข้อเป็นข้อสรุป เช่น “OT เกินงบ 19% จากตำแหน่งว่างในสายผลิต” ไม่ใช่แค่ “เรื่อง OT” และมุมขวามีกล่องสีเข้มเขียนว่า “ขอการตัดสินใจ” ไม่เกินสองข้อ ผมตั้งกฎกับตัวเองว่า ถ้าผู้บริหารอ่านแค่หน้านี้หน้าเดียวแล้วต้องลุกออกจากห้อง เขาต้องรู้เรื่องทั้งหมดที่จำเป็น

    ถัดมาคือ KPI 6 ตัวที่ใช้ชุดเดิมทุกเดือน มีจุดสีบอกว่าตัวไหนตามเป้า ตัวไหนต้องเฝ้าระวัง และหน้าที่ผมชอบที่สุดคือ “ตัวเลขเหล่านี้คิดเป็นเงินเท่าไร” คนลาออก 18 คน คูณต้นทุนคนละราว 15,000 บาท เท่ากับ 270,000 บาท บวก OT ที่เกินงบอีก 200,000 บาท ตัวเลขที่เคยเป็นแค่เปอร์เซ็นต์ กลายเป็นเงินที่ผู้บริหารเห็นภาพทันที และใต้ตัวเลขทุกตัวต้องมีสูตรคำนวณเล็ก ๆ กำกับไว้ เพราะคำถามแรกของผู้บริหารที่เห็นตัวเลขใหญ่คือ “ตัวเลขนี้มาจากไหน” เสมอ

    ปิดท้ายรายงานด้วยตารางสามช่องที่ผมเรียกว่าปัญหา สาเหตุ แผน ทุกปัญหาต้องมีชื่อคนรับผิดชอบและวันเสร็จ เดือนถัดไปผมจะรายงานความคืบหน้าของแผนเหล่านี้ก่อนเรื่องใหม่

    แม่แบบที่สองคือข้อเสนอโครงการเพื่อขออนุมัติ หน้าแรกคือสรุปทั้งข้อเสนอในหน้าเดียว ถัดมาคือต้นทุนของการไม่ทำอะไร พนักงานใหม่ 1 ใน 3 ลาออกก่อนครบ 90 วัน คิดเป็นเงินราว 1.32 ล้านบาทต่อปี จากนั้นจึงเป็นสาเหตุ ทางเลือกสามทางที่รวมทางที่ถูกที่สุดไว้ด้วย ระยะเวลาคืนทุน และจบด้วยหน้า “ขออนุมัติวันนี้” ที่มีคำขอชัด ๆ ข้อเดียว

    สิ่งที่ผมเพิ่มเข้าไปและไม่เคยทำมาก่อน คือหน้าความเสี่ยงที่ผมบอกเองก่อนถูกถาม เช่น พี่เลี้ยงอาจไม่มีเวลาเพราะงานประจำรัดตัว พร้อมแผนรองรับ ผู้บริหารเห็นว่าเราคิดรอบด้านแล้ว คำถามจับผิดจะลดลงเองโดยอัตโนมัติ

    แม่แบบที่สามคือการสื่อสารพนักงาน หน้าแรกหลังชื่อเรื่องคือ “ทำไมเราต้องเปลี่ยน” เขียนเป็นภาษาพูดประโยคเดียว ตามด้วยตารางเดิมเทียบใหม่ และหน้าที่ผมเพิ่มหลังบทเรียนเรื่องข่าวลือ คือ “สิ่งที่ไม่เปลี่ยน” ตัวใหญ่ ๆ ปิดด้วยสามขั้นตอนที่ต้องทำ คำถามที่พบบ่อย และชื่อคนที่ถามได้จริง ไม่ใช่แค่คำว่า “ติดต่อ HR” แม่แบบนี้ตัวหนังสือน้อย ตัวใหญ่ เพราะต้องอ่านได้จากจอหน้าไลน์ผลิตและจากมือถือของพนักงาน

    ทั้งสามแม่แบบมีโครงเดียวกัน เริ่มที่ทำไม แล้วจึงอย่างไร แล้วจึงอะไร

    .

    เดือนถัดมา นายไม่ได้ถามว่าแล้วไงต่อ

    ประชุมเดือนถัดมา ผมใช้สไลด์ 12 หน้า

    นายอ่านหน้าแรกเสร็จ ไม่ได้ถามว่าแล้วไงต่อ แต่ชี้ไปที่กล่องขอการตัดสินใจ “จ้างชั่วคราว 8 อัตรา ใช้เงินเท่าไร” ผมกดไปหน้าต้นทุนทันที นายมองตัวเลขสองตัวเทียบกัน แล้วพูดว่า “อนุมัติ ปิดตำแหน่งให้ได้ภายในสองเดือนนะ”

    วาระ HR ที่เคยถูกยกไปเดือนหน้า จบภายในสิบห้านาที

    โครงการพี่เลี้ยงที่เคยได้คำตอบว่า “ไว้ก่อน” ผมนำกลับไปเสนอใหม่ด้วยข้อมูลชุดเดิมเกือบทั้งหมด ต่างกันแค่ลำดับ ครั้งนี้หน้าที่สองคือเงิน 1.32 ล้านบาทที่เสียไปทุกปี นายถามคำถามเดียว “ถ้าไม่ทำ ปีหน้าก็เสียเท่านี้อีกใช่ไหม” แล้วอนุมัติให้นำร่องที่แผนกเดียวก่อน

    ส่วนระบบลาออนไลน์ ผมขอเวลาหัวหน้างานทุกทีมใหม่อีกรอบ เปิดด้วยเหตุผลว่าทำไมเราอยากให้ทุกคนลางานได้ง่ายขึ้น และบอกชัดตั้งแต่ต้นว่าสิทธิวันลาไม่ได้เปลี่ยนเลย สายโทรศัพท์ที่เคยดังเป็นสิบสายต่อวันเหลือไม่กี่สาย และหลายทีมเอาสไลด์ไปเปิดพูดต่อกันเองในการประชุมเช้า

    สัปดาห์ต่อมา พี่ชัยเดินมาที่ห้อง HR “ไฟล์รายงานของน้องน่ะ ขอไปใช้กับรายงานฝ่ายผลิตบ้างได้ไหม” ผมยิ้มอยู่นาน คนที่สอนผมเรื่องนี้ กำลังขอแม่แบบจากผม

    ข้อมูลเหมือนเดิม คนพูดคนเดิม สิ่งที่เปลี่ยนมีแค่ลำดับของการเล่า

    .

    ไฟล์ตัวอย่างที่อยากให้ลองเปิด

    ผมทำไฟล์ตัวอย่างไว้ให้ดาวน์โหลด 2 ไฟล์ คือแม่แบบรายงาน HR ประจำเดือน และแม่แบบข้อเสนอโครงการเพื่อขออนุมัติ ทั้งสองไฟล์ใส่ตัวเลขของโรงงานสมมติ ให้เห็นการเล่าเรื่องครบทั้งชุด และมีโน้ตผู้บรรยายบอกวิธีใช้ทุกหน้า

    แก้ชื่อบริษัทครั้งเดียวที่ Slide Master แล้วใส่ตัวเลขของที่ทำงานคุณแทนได้เลย

    📥 ดาวน์โหลด แม่แบบรายงาน HR ประจำเดือน (.pptx) [ลิงก์ดาวน์โหลด ไฟล์ที่ 1]

    📥 ดาวน์โหลด แม่แบบข้อเสนอโครงการเพื่อขออนุมัติ (.pptx) [ลิงก์ดาวน์โหลด ไฟล์ที่ 2]

    .

    บทเรียนที่อยากแชร์

    หนึ่ง — สไลด์ไม่ใช่รายงานผลงาน แต่คือเครื่องมือช่วยตัดสินใจ ก่อนทำสไลด์หน้าแรก ให้ถามตัวเองว่าอยากให้คนฟังทำอะไรหลังจบการประชุม ถ้ายังตอบไม่ได้ อย่าเพิ่งเปิดโปรแกรม

    สอง — คนฟังแต่ละกลุ่มมีคำว่าทำไมไม่เหมือนกัน ผู้บริหารอยากรู้ผลกระทบ ผู้อนุมัติอยากรู้ว่าคุ้มไหม พนักงานอยากรู้ว่าตัวเองได้หรือเสียอะไร ใช้ประโยคเปิดเดียวกันกับทุกเวทีไม่ได้

    สาม — ภาษาของผู้บริหารคือเงินและความเสี่ยง เปอร์เซ็นต์การลาออกไม่ทำให้ใครตัดสินใจ แต่ 270,000 บาทต่อเดือนทำได้ และต้องแสดงสูตรคำนวณไว้ใต้ตัวเลขทุกครั้ง

    สี่ — บอกสิ่งที่ไม่เปลี่ยน ก่อนให้คนกังวลกับสิ่งที่เปลี่ยน ความเงียบในเรื่องที่คนกลัวที่สุด คือพื้นที่ที่ข่าวลือเติบโตเร็วที่สุด

    ห้า — ทำแม่แบบครั้งเดียว ใช้ได้ทั้งปี เมื่อโครงบังคับให้เริ่มด้วยคำว่าทำไม เราจะไม่เผลอกลับไปเริ่มด้วยกราฟอีก

    #hrรีพอร์ต #StartWithWhy #HR #HRD #การนำเสนอผู้บริหาร #การพัฒนาองค์กร

  • หนึ่งหน้าสำหรับการตัดสินใจ
    ปกบทความ คำถาม สรุปแล้ว อยากให้ผมตัดสินใจอะไร กับข้อความ หน้าเดียวพอ

    “ทั้งหมดนี่กี่หน้า”

    “สิบสองหน้าครับ ผมรวบรวมตัวเลขไว้ครบทุกแผนก”

    นายพลิกหน้าแรกช้าๆ อ่านอยู่ไม่ถึงนาที แล้ววางแฟ้มลงบนโต๊ะ

    “สรุปแล้ว คุณอยากให้ผมตัดสินใจเรื่องอะไร”

    ผมเปิดปากจะตอบ แต่ไม่มีประโยคไหนออกมาเลย

    ทั้งที่คำตอบอยู่ในแฟ้มนั้น ที่หน้าสิบสอง

    .

    เช้าวันประชุมงบที่ทุกคนรีบ

    ห้องประชุมชั้นสองของโรงงานแปรรูปอาหารแห่งนี้เย็นกว่าปกติ แอร์ตัวใหม่เพิ่งติดเมื่อสัปดาห์ก่อน กลิ่นกาแฟลอยมาจากมุมห้อง ปนกับไอเย็นจางๆ จากห้องแช่แข็งที่ติดเสื้อทุกคนขึ้นมาจากไลน์ผลิต

    วันนั้นเป็นวันประชุมงบประมาณประจำปี แต่ละฝ่ายได้เวลาคนละสิบห้านาที

    ผู้จัดการโรงงานขึ้นก่อน สไลด์เดียว ขอเครื่องบรรจุใหม่หนึ่งเครื่อง นายถามสองคำถาม แล้วพยักหน้า

    ห้านาที จบ

    ผมนั่งถัดไป มือกอดแฟ้มสิบสองหน้าที่ทำมาสามสัปดาห์ ในใจคิดว่า ของผมข้อมูลแน่นกว่าเยอะ

    .

    สิบสองหน้าที่ไม่มีใครถามถึง

    เรื่องที่ผมจะเสนอ คือปัญหาที่แผนกบรรจุเจอมาทั้งปี

    แผนกนี้มีสี่ไลน์ เดินเครื่องสองกะ ทุกไลน์ต้องมีคนครบถึงจะเดินได้เต็มกำลัง แต่คนขาดแทบทุกวัน คนใหม่เข้ามาไม่กี่สัปดาห์ก็ออก หัวหน้าไลน์ต้องขอให้คนที่เหลือทำ OT อุดช่อง ทำติดกันหลายวันจนล้า แล้วอุบัติเหตุก็ตามมา

    ผมเลยทำข้อเสนอขอจัดพนักงานสำรองประจำไลน์ กับระบบหัวหน้าพี่เลี้ยงสำหรับคนใหม่ช่วง 90 วันแรก

    แฟ้มของผมเรียงแบบที่ผมถนัด หน้าแรกเป็นประวัติปัญหาย้อนไปสามปี หน้าสองถึงห้าเป็นกราฟอัตราลาออกรายเดือน หน้าหกเป็นผลสำรวจความพึงพอใจ หน้าเจ็ดถึงสิบเป็นตัวอย่างจากบริษัทอื่น หน้าสิบเอ็ดเป็นข้อดีข้อเสียของสามทางเลือก

    และหน้าสิบสอง คือสิ่งที่ผมขอ

    นายไม่ได้ไปถึงหน้าสิบสอง

    หลังคำถามนั้น ห้องเงียบไปสามวินาที ซึ่งยาวมากสำหรับห้องประชุม แล้วนายก็พูดว่า

    “เอาไว้ก่อนนะ ไปสรุปมาใหม่ให้ชัด”

    วาระเดินต่อไปที่ฝ่ายจัดซื้อ

    ผมเดินออกจากห้องพร้อมคำถามค้างในหัว ทำไมผู้จัดการโรงงานใช้สไลด์เดียวได้เครื่องจักรราคาหลายล้าน แต่ผมใช้สิบสองหน้า ไม่ได้แม้แต่คำว่า “ลองดู”

    ตอนนั้นผมสรุปเอาเองว่า เพราะเครื่องจักรเป็นเรื่องเงิน ส่วนเรื่องคนเป็นเรื่องความรู้สึก ผู้บริหารเลยให้น้ำหนักไม่เท่ากัน

    ผมคิดผิด แต่ต้องใช้เวลาอีกเดือนกว่าจะรู้ตัว

    .

    สามเหตุผลที่ข้อเสนอฉบับแรกมีข้อมูลครบแต่ไม่มีใครเซ็นให้

    ยิ่งเติมข้อมูล ยิ่งไกลคำตอบ

    คำว่า “สรุปมาใหม่ให้ชัด” ผมตีความว่า ข้อมูลยังไม่พอ

    สองสัปดาห์ต่อมา ผมเพิ่มอัตราลาออกเฉลี่ยของอุตสาหกรรม เพิ่มคำพูดจากการสัมภาษณ์คนลาออกสิบกว่าคน เพิ่มตารางเปรียบเทียบสามทางเลือกให้ละเอียดขึ้นอีก

    จากสิบสองหน้า กลายเป็นสิบแปดหน้า

    ผมส่งอีเมลไปหานาย แนบไฟล์ พร้อมข้อความยาวครึ่งหน้า

    สัปดาห์แรก เงียบ

    สัปดาห์ที่สอง ยังเงียบ

    ผมแวะไปถามเลขาฯ ของนาย เธอยิ้มแบบเห็นใจ แล้วบอกเรื่องที่ทำให้ผมยืนนิ่งไปพักหนึ่ง

    “นายอ่านทุกอย่างค่ะ แต่อ่านแค่หน้าแรก ถ้าหน้าแรกไม่บอกว่าต้องตัดสินใจอะไร นายจะเก็บไว้อ่านทีหลัง แล้วทีหลังก็ไม่ค่อยมาถึง”

    กลับมาที่โต๊ะ ผมเปิดไฟล์ตัวเองแล้วลองอ่านหน้าแรกแบบที่นายอ่าน

    ประโยคแรกคือ “ในช่วงสามปีที่ผ่านมา แผนกบรรจุประสบปัญหาขวัญกำลังใจของพนักงานลดลงอย่างต่อเนื่อง”

    ผมอ่านซ้ำสองรอบ แล้วถามตัวเองแบบที่นายจะถาม

    ขวัญกำลังใจลดลง วัดจากอะไร

    แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเงินของบริษัท

    หน้าแรกของผมมีแต่ความรู้สึก ส่วนตัวเลขที่แข็งที่สุด ไปซ่อนอยู่หน้าเก้า

    ผมไม่ได้ขาดข้อมูล ผมเรียงข้อมูลแบบรายงาน ให้คนอ่านรู้ว่าผมทำอะไรมาบ้าง

    แต่นายอ่านแบบคนที่ต้องตัดสินใจ

    .

    กรอบ SCQA สี่ช่อง สถานการณ์ สิ่งที่เปลี่ยน คำถามเดียว และคำตอบที่ขึ้นบรรทัดแรก

    สี่ช่องบนกระดาษเปล่า

    คนที่ช่วยผมคือพี่อร ผู้จัดการฝ่ายบัญชี ที่เคยทำงานบริษัทที่ปรึกษามาก่อนจะย้ายมาอยู่โรงงาน

    ผมเอาไฟล์สิบแปดหน้าไปให้พี่อรดู พี่อรไม่เปิดไฟล์เลยสักหน้า หยิบกระดาษเปล่ามาแผ่นหนึ่ง ขีดเป็นสี่ช่อง แล้วเขียนตัวอักษรไว้ช่องละตัว

    S C Q A

    “ตอนพี่ทำที่ปรึกษา เขาสอนให้เปิดเรื่องแบบนี้ทุกครั้ง มาจาก Pyramid Principle ของ Barbara Minto”

    พี่อรอธิบายทีละช่อง

    S คือ Situation เรื่องที่ทุกคนในห้องเห็นตรงกันอยู่แล้ว ไม่ต้องเถียง ไม่ต้องพิสูจน์

    C คือ Complication สิ่งที่เปลี่ยนไป หรือสิ่งที่ทำให้อยู่เฉยต่อไปไม่ได้ ช่องนี้ต้องมีตัวเลข

    Q คือ Question คำถามเดียวที่ผู้บริหารต้องตอบ หลังจากเห็น S กับ C

    A คือ Answer คำตอบของเรา หรือสิ่งที่เราขอ

    “แล้วของผมผิดตรงไหนครับ”

    “ของน้องมีครบทั้งสี่อย่างนะ” พี่อรชี้ที่ไฟล์ “แต่ S อยู่หน้าหนึ่งถึงห้า C กระจายอยู่หน้าหกถึงสิบ Q ไม่มีเลย ส่วน A อยู่หน้าสุดท้าย นายต้องเดินเองทั้งทางถึงจะเจอว่าน้องขออะไร”

    ผมนึกถึงสไลด์เดียวของผู้จัดการโรงงานขึ้นมาทันที เครื่องเก่าเสียบ่อย ไตรมาสที่แล้วส่งของไม่ทันสามออเดอร์ ถ้าไม่เปลี่ยนจะเสียลูกค้ารายใหญ่ไหม ขอเครื่องใหม่ คืนทุนสิบแปดเดือน

    ครบสี่ช่อง เขาแค่ไม่ได้เรียกมันว่า SCQA

    เครื่องจักรไม่ได้ชนะเพราะเป็นเรื่องเงิน มันชนะเพราะเรียงมาให้ตัดสินใจได้

    แล้วพี่อรก็พูดประโยคที่ผมจดไว้จนทุกวันนี้

    “ผู้บริหารไม่ได้อ่านเพื่อรู้ เขาอ่านเพื่อตัดสินใจ เอา A ขึ้นบรรทัดแรก ที่เหลือมีไว้รองรับ A”

    ก่อนผมลุก พี่อรเขียนเพิ่มที่มุมกระดาษอีกบรรทัด

    “ทุกประโยคใน C ถามตัวเองก่อน ว่านี่คือข้อเท็จจริง หรือความรู้สึก”

    .

    เขียนใหม่ให้เหลือหน้าเดียว

    คืนนั้นผมยังไม่ได้เขียนข้อเสนอ ผมนั่งแยกประโยค

    เอาทุกประโยคในไฟล์สิบแปดหน้ามาเรียงในตาราง แล้วติดป้ายทีละประโยค ข้อเท็จจริง ความรู้สึก หรือสมมติฐาน

    “พนักงานเหนื่อยล้า” ความรู้สึก

    “ขวัญกำลังใจตกต่ำ” ความรู้สึก

    “หกเดือนที่ผ่านมา แผนกบรรจุจ่าย OT เพื่ออุดคนขาด 1.26 ล้านบาท” ข้อเท็จจริง ดึงจากระบบเงินเดือนได้

    “ลาออก 38 คน ในจำนวนนี้ 26 คนออกก่อนครบ 90 วัน” ข้อเท็จจริง

    “อุบัติเหตุถึงขั้นหยุดงาน 4 ครั้ง 3 ครั้งเป็นพนักงานใหม่ที่ทำ OT ติดกันเกินห้าวัน” ข้อเท็จจริง

    พอแยกเสร็จ ผมเห็นสิ่งที่ไม่เคยเห็นตอนอ่านไฟล์ตัวเอง

    ตัวเลขสามตัวนี้ไม่ใช่สามปัญหา มันคือปัญหาเดียวที่รั่วออกมาสามทาง

    คนใหม่ออกเร็ว คนที่อยู่ต้องทำ OT แทน ทำ OT จนล้า อุบัติเหตุก็ตามมา แล้วคนใหม่ที่เห็นแบบนั้นก็ออกเร็วกว่าเดิม

    ผมแปลงทั้งสามตัวเป็นเงิน คนใหม่ที่ออกไปหนึ่งคน ทั้งค่าประกาศรับสมัคร ค่าตรวจสุขภาพ เวลาที่หัวหน้าใช้สอนงาน และของเสียช่วงที่ยังไม่คล่อง ตกคนละราว 18,000 บาท รวมกับ OT และค่าใช้จ่ายจากอุบัติเหตุ หกเดือนเงินรั่วไปราว 2.1 ล้านบาท

    ร่างแรกของ Q ผมเขียนว่า “เราควรทำอย่างไรกับปัญหาคนในแผนกบรรจุ”

    พี่อรอ่านแล้วส่ายหน้า

    “คำถามนี้นายตอบในห้องประชุมไม่ได้ มันกว้างเกิน คำถามที่ดีต้องตอบได้ด้วยการตัดสินใจครั้งเดียว”

    ผมแก้เป็น “เราจะหยุดเงินที่รั่วสามทางนี้ได้อย่างไร โดยไม่ต้องเพิ่มคนทั้งแผนก”

    พอได้คำถามที่ถูก A ก็ตามมาเอง

    “ขออนุมัติงบ 81,000 บาท นำร่องพนักงานสำรองกะละ 1 คน และหัวหน้าพี่เลี้ยงสำหรับคนใหม่ช่วง 90 วันแรก ที่แผนกบรรจุ 1 ไลน์ นาน 3 เดือน”

    ใต้บรรทัดนั้นคือ S สองบรรทัด C สามตัวเลข Q หนึ่งข้อ และอีกหนึ่งประโยคที่พี่อรบอกให้เติม ไลน์หนึ่งรั่วไตรมาสละราว 2.6 แสนบาท ถ้าลดได้สักหนึ่งในสามก็คุ้มงบแล้ว

    ท้ายหน้า ผมทำช่องไว้สามช่อง อนุมัตินำร่อง ขอข้อมูลเพิ่ม ไม่อนุมัติ

    ส่วนสิบแปดหน้าเดิม ผมไม่ได้ทิ้ง ย้ายไปเป็นเอกสารแนบด้านหลัง เผื่อนายอยากดูที่มาของตัวเลข

    .

    ข้อเสนอจาก 18 หน้าเหลือ 1 หน้า เพราะผู้บริหารอ่านเพื่อตัดสินใจ ไม่ได้อ่านเพื่อรู้

    เจ็ดนาทีกับคำว่าลองเลย

    เดือนต่อมา ผมเข้าห้องประชุมพร้อมกระดาษแผ่นเดียว

    นายอ่านบรรทัดแรก แล้วเงยหน้า

    “แปดหมื่นเอ็ดพัน สามเดือน ไลน์เดียว”

    ผมพยักหน้า

    นายอ่านต่อจนจบหน้า ใช้เวลาไม่ถึงสองนาที แล้วถามสองคำถาม

    “ตัวเลข OT นี่มาจากไหน”

    “จากระบบเงินเดือนครับ ย้อนหลังหกเดือน รายละเอียดอยู่ในเอกสารแนบ”

    “แล้วถ้าไม่ได้ผล เรารู้ได้ตอนไหน”

    “วัดทุกเดือนครับ สามตัวเลขเดิม ถ้าครบเดือนที่สองแล้ว OT ไม่ลดเลย ผมจะเสนอหยุดเอง”

    นายหยิบปากกา ติ๊กช่องแรก แล้วพูดว่า “ลองเลย”

    เจ็ดนาที รวมเวลาที่ผมยืนรอให้ตัวเองหายใจทัน

    สามเดือนต่อมา ไลน์นำร่องจ่าย OT อุดคนขาดลดลง 38% คนใหม่ที่ออกก่อนครบ 90 วัน จาก 4 คนในไตรมาสก่อน เหลือ 1 คน อุบัติเหตุถึงขั้นหยุดงานไม่เกิดเลยตลอดสามเดือน ข้อนี้ผมเขียนในรายงานตรงๆ ว่าระยะเวลายังสั้นเกินจะสรุป

    เงินที่ประหยัดได้มากกว่างบนำร่องราวสามหมื่นบาท ไม่หวือหวา แต่พอให้นายอนุมัติขยายไปอีกสามไลน์

    เรื่องเดียวกัน ตัวเลขชุดเดียวกัน ข้อมูลเกือบทั้งหมดก็มาจากไฟล์สิบแปดหน้าเดิม

    สิ่งที่เปลี่ยน มีแค่ลำดับ

    ตั้งแต่วันนั้น ทุกข้อเสนอที่ผมส่งขึ้นไป ผมอ่านหน้าแรกแบบนายก่อนเสมอ ถ้าอ่านจบบรรทัดแรกแล้วยังไม่รู้ว่าผมขออะไร ผมไม่ส่ง

    .

    สามหลักเขียนข้อเสนอหน้าเดียวและเช็คลิสต์ก่อนส่ง

    บทเรียนที่อยากแชร์

    หนึ่ง — ผู้บริหารอ่านเพื่อตัดสินใจ ไม่ได้อ่านเพื่อรู้ ข้อเสนอที่ดีจึงเริ่มจากสิ่งที่อยากให้เขาเลือก ไม่ใช่เริ่มจากสิ่งที่เราทำมา

    สอง — คำตอบต้องอยู่บรรทัดแรก ถ้าคนอ่านต้องพลิกถึงหน้าสุดท้ายถึงจะรู้ว่าเราขออะไร โอกาสที่เขาจะพลิกไปไม่ถึงมีสูงมาก

    สาม — แยกข้อเท็จจริงออกจากความรู้สึกก่อนเขียน ความรู้สึกของพนักงานสำคัญเสมอ แต่ในข้อเสนอ มันต้องมีตัวเลขยืนอยู่ข้างๆ

    สี่ — คำถามที่ดีตอบได้ด้วยการตัดสินใจครั้งเดียว ถ้าคำถามกว้างจนต้องประชุมต่ออีกสามรอบ แปลว่าเรายังคิดไม่จบ

    ห้า — ขอแบบนำร่อง และบอกวิธีหยุด ผู้บริหารเซ็นง่ายขึ้นมาก เมื่อรู้ว่าความเสี่ยงมีขอบเขต และรู้ว่าจะวัดผลกันตอนไหน

    #hrรีพอร์ต #ข้อเสนอหน้าเดียว #HR #HRD #SCQA #การพัฒนาองค์กร

  • วันที่ผมเลิกของบด้วยคำว่าน่าจะ
    ปกบทความ ของบเรื่องคนด้วยคำว่าน่าจะ ผ่านไหม

    “โครงการนี้ใช้เงินเท่าไหร่ครับ”

    “สี่หมื่นบาทครับ”

    “แล้วบริษัทได้อะไรกลับมา”

    “คนใหม่น่าจะลาออกน้อยลงครับ”

    ผู้จัดการฝ่ายบัญชีวางปากกาลงบนโต๊ะ เงยหน้าขึ้นมามองผม แล้วถามคำถามที่ผมจำได้จนถึงทุกวันนี้

    “น่าจะ… คือเท่าไหร่ครับ”

    ทั้งห้องเงียบ ผมเปิดสไลด์หน้าถัดไป ทั้งที่รู้ดีว่าในสไลด์ไม่มีคำตอบ

    .

    ฤดูทำงบที่ทุกฝ่ายพกเครื่องคิดเลขเข้าห้อง

    ทุกปลายปี ห้องประชุมชั้นสองจะเย็นกว่าปกติ ไม่ใช่เพราะแอร์ แต่เพราะเป็นฤดูทำงบ

    ฝ่ายผลิตมาพร้อมของเสียต่อเดือนเป็นกิโลกรัม คูณราคาวัตถุดิบเป็นบาท ฝ่ายขายมีเป้ายอดขายปีหน้า จัดซื้อมีราคาวัตถุดิบที่ต่อรองลงได้กี่เปอร์เซ็นต์ ทุกคนพูดภาษาเดียวกัน คือภาษาเงิน

    ส่วนผมถือสไลด์ HR มาสิบกว่าหน้า อัตราลาออก กราฟวันลารายเดือน ชั่วโมงอบรมต่อคน

    ทั้งเล่มมีคำว่า “บาท” อยู่หน้าเดียว คือหน้าที่ผมขอเงิน

    .

    งบที่ตกไปพร้อมคำว่าน่าจะ

    โครงการที่ผมเสนอปีนั้นคือระบบพี่เลี้ยงพนักงานใหม่ 30 วันแรก ใช้เงินสี่หมื่นบาท เป็นค่าเบี้ยเลี้ยงพี่เลี้ยง ค่าคู่มือ และค่าอบรมพี่เลี้ยงหนึ่งวัน

    เหตุผลของผมฟังดูดีมาก คนใหม่ออกเร็ว หัวหน้างานสอนไม่ทัน น้องใหม่ยืนงงอยู่หน้าเครื่องเพราะไม่กล้าถาม พี่เลี้ยงจะช่วยให้น้องอยู่รอดช่วงแรก

    ผลคือ “ไว้ปีหน้าค่อยว่ากันครับ”

    ผมเดินกลับโต๊ะพร้อมความรู้สึกเดิม ๆ ที่ HR หลายคนคงเคยเจอ ผู้บริหารไม่เห็นความสำคัญของเรื่องคน งบเครื่องจักรผ่าน งบคนไม่ผ่าน

    แต่คืนนั้นผมนั่งเปิดสไลด์ของฝ่ายอื่นดูอีกรอบ แล้วเห็นอะไรบางอย่างที่ไม่เคยสังเกต

    ฝ่ายผลิตไม่ได้ขอเครื่องใหม่เพราะ “เครื่องเก่าแล้ว” เขาบอกว่าเครื่องหยุดเดือนละกี่ชั่วโมง เสียของกี่กิโล คิดเป็นเงินเท่าไหร่ และเครื่องใหม่คืนทุนในกี่เดือน

    จัดซื้อไม่ได้บอกว่า “ซัพพลายเออร์ใหม่ดีกว่า” เขาบอกว่าถูกลงกี่บาทต่อหน่วย ทั้งปีประหยัดได้เท่าไหร่

    ส่วนผมบอกว่าอัตราลาออกสูงขึ้นจากปีก่อน ผู้บริหารพยักหน้า จดอะไรบางอย่าง แล้วก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

    ผมเริ่มเข้าใจว่าคำถาม “ได้อะไรกลับมา” ไม่ใช่การปัดตก มันคือคำถามปกติที่ผู้บริหารถามทุกฝ่าย ฝ่ายผลิตก็โดน จัดซื้อก็โดน เพราะหน้าที่ของเขาคือดูแลเงินของบริษัท

    ฝ่ายอื่นตอบคำถามนี้ได้ ผมตอบไม่ได้

    ปัญหาไม่ใช่ผู้บริหารไม่ใส่ใจเรื่องคน ปัญหาคือผมรายงานเรื่องคนด้วยตัวเลขที่ไม่มีหน่วยบาท

    .

    ตัวเลข HR ที่ยังไม่มีหน่วยบาท 3 แบบที่ทำให้งบไม่ผ่าน

    ตัวเลขใหญ่ที่ไม่มีใครเชื่อ

    ผมลองแก้สองวิธี และพลาดทั้งสองวิธี

    วิธีแรก ผมเพิ่มกราฟ คิดว่าถ้าข้อมูลเยอะพอ ผู้บริหารจะเห็นปัญหาเอง อัตราลาออกแยกแผนก แยกอายุงาน แยกเหตุผล วันลาแยกประเภท สไลด์จากสิบกว่าหน้ากลายเป็นยี่สิบกว่าหน้า

    ยิ่งเพิ่มกราฟ คนในห้องยิ่งมองโทรศัพท์

    วิธีที่สอง ผมค้นอินเทอร์เน็ต เจอสูตรสำเร็จบอกว่าคนออก 1 คน บริษัทเสียเงินเท่ากับเงินเดือนหลายเดือน ผมเอาจำนวนคนออกทั้งปีคูณเข้าไป ได้ตัวเลขหลักล้าน

    ผมตื่นเต้นมาก ถือตัวเลขนี้ไปคุยกับผู้จัดการฝ่ายบัญชีคนเดิมก่อนเข้าห้องประชุมรอบใหม่

    เธอดูอยู่พักหนึ่ง แล้วถามสั้น ๆ

    “เงินก้อนนี้ออกจากบัญชีไหนคะ”

    ผมตอบไม่ได้

    “เงินเดือนของคนที่ออกไปแล้ว บริษัทก็ไม่ต้องจ่ายแล้วนี่คะ แล้วมันจะกลายเป็นต้นทุนได้ยังไง”

    ผมตอบไม่ได้อีกครั้ง

    แล้วเธอก็พูดประโยคที่เปลี่ยนวิธีคิดของผม

    “ถ้าตัวเลขแรกที่เอามาให้ดูมันเกินจริง ตัวเลขต่อ ๆ ไปพี่ก็จะไม่เชื่อแล้วนะ”

    ผมเพิ่งรู้ว่าตัวเลขใหญ่ที่อธิบายไม่ได้ อันตรายกว่าการไม่มีตัวเลขเลย เพราะมันทำลายความน่าเชื่อถือของ HR ไปทั้งเล่ม ไม่ใช่แค่หน้าเดียว

    ผมไม่ได้ขาดข้อมูล และไม่ได้ขาดตัวเลข ผมขาดวิธีคิดที่ฝ่ายบัญชียอมรับ

    .

    กติกานับเฉพาะเงินที่บริษัทจ่ายเพิ่มจริง ลาป่วยนับ 1.5 เท่า ขาดงานหรือตำแหน่งว่างนับ 0.5 เท่า

    เริ่มจากทำไม ไม่ใช่เริ่มจากโครงการ

    ช่วงนั้นผมกลับไปอ่าน Start with Why ของ Simon Sinek อีกรอบ เขาอธิบายด้วยวงกลมสามชั้นที่เรียกว่า Golden Circle ชั้นในสุดคือทำไม ถัดมาคือทำอย่างไร และชั้นนอกสุดคือทำอะไร

    คนส่วนใหญ่สื่อสารจากข้างนอกเข้าข้างใน บอกว่าทำอะไรก่อน แล้วค่อยอธิบายว่าทำอย่างไร ส่วนทำไมมักไม่ได้พูด หรือพูดท้ายสุดตอนคนฟังหมดความสนใจไปแล้ว คนที่โน้มน้าวใจคนอื่นได้ จะเริ่มจากทำไม

    ผมเอาสไลด์ของบปีที่แล้วมาวาง แล้วหัวเราะตัวเอง

    ผมเริ่มจากทำอะไร คือโครงการพี่เลี้ยง ตามด้วยทำอย่างไร คือจับคู่พี่กับน้อง 30 วัน ส่วนทำไมของผมคือ “คนใหม่จะได้อยู่รอด”

    ซึ่งเป็นทำไมของ HR ไม่ใช่ของผู้บริหาร

    Sinek พูดถึงการสร้างแรงบันดาลใจ ผมเอามาใช้ในแบบของผม คือเรียงการของบใหม่ทั้งหมด และหาทำไมในภาษาที่ผู้บริหารฟังออก

    ทำไม คือเงินที่บริษัทกำลังเสียอยู่แล้วทุกปี ไม่ใช่เงินที่ HR อยากได้เพิ่ม พอเริ่มแบบนี้ โครงการจะกลายเป็นการอุดรอยรั่ว ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายก้อนใหม่

    ทำอย่างไร คือวิธีนับที่ฝ่ายบัญชียอมรับ ผมตั้งกติกาข้อเดียว นับเฉพาะเงินที่บริษัทจ่ายเพิ่มจริง

    ยกตัวอย่างวันที่มีคนลาป่วยแล้วต้องเรียกคนอื่นทำ OT แทน บริษัทจ่ายค่าจ้างคนป่วยตามปกติ แล้วจ่าย OT ให้คนแทนอีก 1.5 เท่าของค่าจ้าง แบบนี้นับเต็ม 1.5 เท่า

    แต่ถ้าคนขาดงานโดยไม่ได้ค่าจ้าง หรือตำแหน่งยังว่างอยู่ บริษัทไม่ต้องจ่ายค่าจ้างคนที่ไม่อยู่ เงินที่จ่ายเพิ่มจริงคือส่วนต่างแค่ 0.5 เท่า แบบนี้นับแค่ส่วนต่าง

    กติกาข้อนี้ทำให้ตัวเลขเล็กลงกว่าสูตรสำเร็จมาก แต่ทุกบาทชี้ได้ว่าออกจากบัญชีไหน

    ผมเอาวิธีนี้ไปให้ผู้จัดการฝ่ายบัญชีดูอีกครั้ง คราวนี้เธออ่านจนจบ ถามสองสามจุด แล้วพูดว่า

    “แบบนี้พี่เชื่อ”

    ส่วนทำอะไร คือตัวเลขที่ต้องหามาให้ได้

    .

    3 ตัวเลขฉบับโรงงานจากไฟล์ตัวอย่าง ค่า OT แทนคนที่ไม่อยู่ ต้นทุนการลาออก และต้นทุนอุบัติเหตุ

    สามตัวเลขที่โรงงานมีข้อมูลอยู่แล้ว

    ผมไม่ได้เลือกตัวเลขที่ดูเท่ที่สุด ผมเลือกตัวเลขที่โรงงานมีข้อมูลอยู่แล้ว ระบบลงเวลา ระบบเงินเดือน ทะเบียนคนเข้าออก และรายงานอุบัติเหตุ ใช้ค่าจ้างเฉลี่ยรายแผนก ไม่ต้องเปิดเงินเดือนรายคน

    เพื่อให้เห็นภาพ ผมทำไฟล์ตัวอย่างเป็นโรงงานเฟอร์นิเจอร์ไม้สมมติ พนักงาน 180 คน ค่าจ้างรวมทั้งปี 24 ล้านบาท ตัวเลขทั้งหมดจากนี้มาจากไฟล์นี้ ไม่ใช่ตัวเลขจริงของที่นี่

    ตัวเลขที่หนึ่ง ค่า OT ที่จ่ายแทนคนที่ไม่อยู่

    ข้อมูลที่ใช้คือวันลาป่วย วันขาดงาน และจำนวนวันที่ตำแหน่งว่างระหว่างรอคนใหม่ แล้วถามหัวหน้างานว่า ถ้ามีคนไม่มา สิบครั้งต้องเรียก OT แทนกี่ครั้ง

    ในไฟล์ตัวอย่าง ทั้งปีมีลาป่วย 795 วัน ขาดงาน 357 วัน และตำแหน่งว่างอีก 536 คน-วัน รวมแล้วต้องเรียก OT แทน 10,283 ชั่วโมง คิดเป็นเงินที่จ่ายเพิ่ม 604,501 บาท

    ตัวเลขนี้ยังบอกอีกเรื่องที่ไม่อยู่ในบัญชี ชั่วโมง OT ทั้งหมดไปตกที่คนที่เหลืออยู่ คนที่มาทำงานทุกวันคือคนที่เหนื่อยที่สุด และกฎหมายให้ทำ OT รวมทำงานวันหยุดได้ไม่เกิน 36 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

    ตัวเลขที่สอง ต้นทุนการลาออก

    ข้อมูลที่ใช้คือจำนวนคนออก ค่าสรรหาต่อคน วันอบรมก่อนเข้างาน และคำถามสำคัญที่ต้องถามหัวหน้างาน คนใหม่ใช้กี่วันจึงทำได้เท่าคนเก่า และช่วงนั้นทำได้ประมาณกี่เปอร์เซ็นต์

    ในไฟล์ตัวอย่าง คนออก 49 คน บริษัทเสียเงินกับการหาคนใหม่และสอนงานรวม 418,610 บาท เฉลี่ยคนละ 8,543 บาท

    ที่ผมไม่คาดคิดคือ 69% ของเงินก้อนนี้ไม่ใช่ค่าประกาศหาคน แต่เป็นค่าช่วงเรียนรู้งาน คือช่วงที่บริษัทจ่ายค่าจ้างเต็ม แต่คนใหม่ยังทำงานได้ไม่เต็ม เงินส่วนนี้ไม่มีใบเสร็จ จึงไม่เคยมีใครเห็น

    และ 34% มาจากคนที่อยู่ไม่ถึง 3 เดือน เงินที่ลงไปแล้ว แทบไม่ได้อะไรกลับมา

    ตัวเลขที่สาม ต้นทุนอุบัติเหตุ

    ข้อมูลที่ใช้คือรายงานอุบัติเหตุ บิลค่ารักษา และบันทึกเครื่องหยุดของฝ่ายผลิต

    ในไฟล์ตัวอย่าง ปีนี้มีอุบัติเหตุ 4 ครั้ง ค่ารักษาที่บริษัทจ่ายเองแค่ 6,450 บาท ถ้าดูแค่บิล ผู้บริหารคงคิดว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่เมื่อนับเครื่องหยุด ของเสียหาย เวลาสอบสวน และ OT แทนวันหยุดงาน ต้นทุนรวมกลายเป็น 43,498 บาท

    85% เป็นต้นทุนแฝงที่ไม่อยู่ในบิลค่ารักษา ค่ารักษา 1 บาท มีต้นทุนแฝงตามมาอีกเกือบ 6 บาท

    สามตัวเลขรวมกัน 1,066,609 บาท เท่ากับ 4.4% ของค่าจ้างทั้งปี ถ้าลดได้แค่ 10% บริษัทจะเก็บเงินไว้ได้ปีละแสนกว่าบาท

    ถามว่าทำไมไม่ใส่ตัวเลขอื่นอย่างผลตอบแทนการอบรม คำตอบคือตัวเลขนั้นต้องพิสูจน์ก่อนว่าผลงานที่ดีขึ้นมาจากการอบรมจริง ไม่ใช่จากเครื่องใหม่หรือวัตถุดิบใหม่ ผมขอเริ่มจากตัวเลขที่ตอบได้ทุกบรรทัดก่อน

    .

    ของบแบบเริ่มจากทำไม 3 ขั้น พร้อมสูตรคืนทุน

    ประโยคเดียวที่เปลี่ยนห้องประชุม

    ฤดูทำงบรอบถัดมา ผมเปลี่ยนสไลด์ยี่สิบกว่าหน้าเหลือสามหน้า เรียงตาม Golden Circle จากข้างในออกมาข้างนอก

    หน้าแรกคือทำไม “ปีที่ผ่านมา บริษัทจ่ายค่าหาคนและสอนงานใหม่ไปสี่แสนกว่าบาท และหนึ่งในสามมาจากคนที่อยู่ไม่ถึง 3 เดือน”

    หน้าที่สองคือทำอย่างไร สูตรเดียว นับเฉพาะเงินที่จ่ายเพิ่มจริง ใครถามบรรทัดไหน ผมตอบได้ทุกบรรทัด

    หน้าที่สามคือทำอะไร “ขอบงบ 40,000 บาท ทำโครงการพี่เลี้ยงพนักงานใหม่ 30 วันแรก ถ้าลดต้นทุนการลาออกได้ 25% บริษัทจะประหยัด 104,653 บาทต่อปี คืนทุนใน 4.6 เดือน”

    ห้องเงียบอีกครั้ง แต่เป็นความเงียบคนละแบบกับปีก่อน

    ผู้จัดการฝ่ายบัญชีถามคำถามเดียว

    “25% มาจากไหนคะ”

    ผมบอกตรง ๆ ว่าเป็นเป้าแบบระมัดระวัง ยังไม่มีผลยืนยัน จึงขอทำนำร่องแผนกเดียวก่อน 6 เดือน แล้วจะกลับมารายงานด้วยตัวเลขชุดเดิม ถ้าไม่ได้ผลก็หยุด

    ผลคืออนุมัติแบบนำร่อง โดยมีเงื่อนไขว่าต้องรายงานตัวเลขนี้ทุกไตรมาส

    แต่สิ่งที่เปลี่ยนจริง ๆ ไม่ใช่งบสี่หมื่นบาท

    หลังประชุม ผู้จัดการฝ่ายผลิตเดินมาหาผม แล้วถามว่า “ช่วยคิดตัวเลขข้อหนึ่งให้ไลน์ผมหน่อยได้ไหม ผมอยากรู้ว่าเดือนนึงเสีย OT ไปกับคนขาดเท่าไหร่”

    เป็นครั้งแรกที่มีคนมาขอตัวเลขจาก HR ไม่ใช่ HR วิ่งไปขอตัวเลขจากเขา

    .

    บทเรียนที่อยากแชร์

    หนึ่ง — ผู้บริหารไม่ได้ใจร้าย แค่ถามด้วยภาษาของเงิน คำถาม “ได้อะไรกลับมา” คือคำถามที่เขาถามทุกฝ่าย HR ไม่ได้ถูกเลือกปฏิบัติ เราแค่ยังไม่ได้ตอบด้วยภาษาเดียวกัน

    สอง — เริ่มจากทำไมของผู้บริหาร ไม่ใช่ทำไมของ HR ทำไมที่มีพลังที่สุดคือเงินที่บริษัทเสียอยู่แล้วทุกปี เพราะมันทำให้โครงการกลายเป็นการอุดรอยรั่ว ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายเพิ่ม

    สาม — ตัวเลขเล็กที่ตอบได้ทุกบรรทัด ชนะตัวเลขใหญ่ที่ตอบไม่ได้ นับเฉพาะเงินที่จ่ายเพิ่มจริง ตัวเลขจะเล็กลง แต่ความน่าเชื่อถือจะใหญ่ขึ้น และอยู่กับ HR ไปทุกการประชุม

    สี่ — ใช้ข้อมูลที่โรงงานมีอยู่แล้ว ระบบลงเวลา ระบบเงินเดือน ทะเบียนคนเข้าออก และรายงานอุบัติเหตุ พอสำหรับ 3 ตัวเลขนี้ ไม่ต้องรอระบบใหม่ และไม่ต้องเปิดเงินเดือนรายคน

    ห้า — ตัวเลขที่ดีที่สุดคือตัวเลขที่กลับมาวัดซ้ำได้ ของบด้วยตัวเลขไหน ให้รายงานผลด้วยตัวเลขนั้น ผู้บริหารจะเชื่อ HR ครั้งต่อไปง่ายขึ้นมาก

    .

    #hrรีพอร์ต #ต้นทุนเรื่องคน #HR #HRD #StartWithWhy #การพัฒนาองค์กร

  • ไฟกองเดิมที่ผมดับไม่จบ
    ปกบทความ คำถาม ดับไฟทันที แต่ทำไมไฟลุกที่เดิม พร้อมการ์ด ×2 ที่กองเดิม

    “พี่ครับ มีควันขึ้นหลังโรงงาน ดับได้แล้วครับ แต่…”

    “แต่อะไร”

    “กองเดิมเลยครับพี่”

    เสียงหัวหน้ากะดึกดังผ่านโทรศัพท์ตอนสี่ทุ่มกว่า

    ผมลุกจากโซฟาทั้งที่รีโมตยังอยู่ในมือ

    คืนนั้นผมนอนไม่หลับ

    ไม่ใช่เพราะคำว่า “ไฟไหม้”

    แต่เพราะคำว่า “กองเดิม”

    .

    ที่นี่ กลิ่นหมึกมาถึงก่อนเสมอ

    ที่นี่เป็นโรงงานผลิตบรรจุภัณฑ์ พนักงานสองร้อยกว่าคน ทำงานสองกะ

    เดินผ่านประตูหน้าเข้ามา กลิ่นหมึกพิมพ์กับตัวทำละลายจะมาถึงก่อนเสียงเครื่องจักรเสมอ

    ม้วนฟิล์มในโกดังเรียงสูงเหมือนตึกเล็กๆ

    ผมดูแลงาน HR และพ่วงงานความปลอดภัยมาด้วย

    เช้าคุยเรื่องเงินเดือน บ่ายเดินตรวจถังดับเพลิง

    บางวันก็สลับกัน

    หลังโรงงานมีลานเล็กๆ ไว้พักเศษฟิล์มกับเศษกล่อง รอรถมารับไปขาย

    ข้างลานมีมุมอับใต้ชายคาที่ไม่มีใครตั้งชื่อให้

    แต่ทุกคนรู้ว่ามันใช้ทำอะไร

    ผมเองก็รู้

    และนั่นแหละคือจุดเริ่มต้นของปัญหา

    .

    ไฟครั้งแรก ที่ทุกคนชมว่าดับไว

    ไฟครั้งแรกเกิดก่อนหน้านั้นห้าสัปดาห์ ช่วงบ่ายของกะเช้า

    พนักงานคลังเห็นควันลอยขึ้นจากกองเศษกล่อง

    ตะโกนเรียกเพื่อน วิ่งไปคว้าถังดับเพลิงที่แขวนอยู่ข้างประตู

    ดึงสลัก ชี้ที่ฐานไฟ บีบ กวาดซ้ายขวา

    ไม่ถึงสองนาที ทุกอย่างก็เหลือแค่เถ้ากับกลิ่นไหม้

    ผมยืนดูอยู่ห่างๆ แล้วรู้สึกภูมิใจแปลกๆ

    เพราะเพิ่งพาทุกคนซ้อมดับเพลิงไปเมื่อสองเดือนก่อน

    สิ่งที่ซ้อมกันกลางแดด มันใช้ได้จริงในวันที่ต้องใช้

    เช้าวันต่อมา ผู้จัดการโรงงานเอ่ยชมในที่ประชุม

    “ทีมเราดับไฟไวมาก นี่แหละผลของการซ้อม”

    ทุกคนยิ้ม ผมก็ยิ้ม

    บ่ายวันนั้น ผมนั่งกรอกรายงานอุบัติการณ์

    ช่องสาเหตุ ผมเขียนว่า “ก้นบุหรี่”

    ช่องการแก้ไข ผมเขียนว่า “ดับไฟเรียบร้อย ทำความสะอาดพื้นที่ ตักเตือนพนักงานที่เกี่ยวข้อง ติดป้ายห้ามสูบบุหรี่เพิ่ม 2 จุด”

    ช่องสถานะ ผมติ๊กว่า “ปิด”

    เซ็นชื่อ ส่งแฟ้ม แล้วไปทำงานอื่นต่อ

    ตอนนั้นผมรู้สึกว่าเรื่องนี้จบแล้ว

    ผมไม่ได้สังเกตเลยว่า

    ทุกบรรทัดในแบบฟอร์มนั้นตอบคำถามเดียวกันหมด

    ว่า “เราทำอะไรกับไฟกองนี้”

    ไม่มีบรรทัดไหนเลยที่ถามว่า “ทำไมไฟถึงลุกตรงนี้”

    .

    สิ่งที่ลองแก้หลังไฟครั้งที่สอง ออกหนังสือเตือน ติดป้ายห้ามสูบเพิ่ม แต่ก้นบุหรี่ย้ายไปซ่อนข้างถังน้ำมันดีเซล

    ป้ายห้ามสูบที่ยังเงาวับ

    เช้าหลังคืนที่โทรศัพท์ดัง ผมไปยืนอยู่หน้ากองเศษตั้งแต่เจ็ดโมง

    ไฟครั้งนี้เล็กกว่าครั้งแรก กะดึกดับได้เร็วเหมือนเดิม

    แต่สิ่งที่ทำให้ผมยืนนิ่งไปนาน คือป้ายห้ามสูบบุหรี่ที่ผมเพิ่งสั่งติด

    มันยังใหม่ เงาวับ ติดตรงระดับสายตาพอดี

    และใต้ป้ายนั้น มีก้นบุหรี่สามสี่ตัววางอยู่บนพื้นปูน

    ผมรู้สึกเหมือนโดนป้ายของตัวเองหัวเราะใส่

    แล้วผมก็ทำในสิ่งที่ตัวเองถนัด

    คือทำแบบเดิม แต่หนักข้อขึ้น

    เปิดกล้องวงจรปิดย้อนหลัง เจอน้องต้นจากไลน์ลามิเนตเดินไปมุมนั้นช่วงพักกลางดึก

    เรียกมาคุย ออกหนังสือเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร

    ประกาศเสียงตามสายทั้งสองกะ

    ทำเรื่องขอกล้องเพิ่มอีกตัว

    ทบทวนบทลงโทษในระเบียบให้หนักขึ้น

    สองสัปดาห์ผ่านไป ไม่มีไฟ

    ผมเริ่มคิดว่าคราวนี้คงได้ผล

    จนวันหนึ่งผมเดินตรวจหลังห้องเครื่องปั่นไฟ

    แล้วเจอก้นบุหรี่กองเล็กๆ ซุกอยู่ข้างถังน้ำมันดีเซล

    ปัญหาไม่ได้หายไปไหน

    มันแค่ย้ายบ้าน

    และบ้านใหม่ของมัน อันตรายกว่าบ้านเก่าเสียอีก

    .

    ตาราง 2×2 แบ่ง Correction, Corrective, Preventive และป้ายลอยๆ ตามแกนแก้ลึกถึงต้นเหตุกับทำก่อนเกิดเหตุ รายงานของผมอยู่ช่อง Correction

    ภาพสามช่องที่น้องฝนส่งมา

    อาทิตย์เดียวกันนั้น น้องฝนจากฝ่ายประกันคุณภาพมาขอดูแฟ้มอุบัติการณ์

    เดือนหน้าลูกค้าจะเข้ามาตรวจ และผู้ตรวจมักขอดูบันทึกการแก้ไขปัญหาย้อนหลัง

    เธอเปิดรายงานไฟครั้งแรก อ่านอยู่พักหนึ่ง แล้วพูดเบาๆ

    “พี่คะ อันนี้มันคือ Correction นะคะ ยังไม่ใช่ Corrective Action”

    ผมหัวเราะแห้งๆ “มันต่างกันด้วยเหรอ”

    คืนนั้นเธอส่งภาพมาในไลน์ เป็นภาพตุ๊กตาสีขาวกับกองกล่องกระดาษ แบ่งเป็นสามช่อง

    ช่องแรก ตุ๊กตาสาดน้ำใส่กองกล่องที่ไฟกำลังลุก

    กำกับไว้ว่า Correction คือการดับไฟตรงหน้า ณ เวลานั้น

    ช่องที่สอง ตุ๊กตาสองตัวยืนชี้ก้นบุหรี่บนพื้นข้างกองกล่อง ตัวหนึ่งพูดว่าอาทิตย์ก่อนไฟไหม้ตรงนี้

    กำกับไว้ว่า Corrective Action คือการหาว่าอะไรทำให้ไฟลุก แล้วแก้ไม่ให้เกิดซ้ำ ทำหลังเกิดเหตุ

    ช่องสุดท้าย มีแค่กองกล่องเฉยๆ กับป้ายห้ามสูบบุหรี่ปักอยู่ข้างๆ

    กำกับไว้ว่า Preventive Action คือการหยุดไฟไม่ให้เกิดตั้งแต่แรก ทำก่อนเกิดเหตุ

    ผมนั่งมองภาพนั้นนานกว่าที่คิด

    แล้วค่อยๆ เอารายงานของตัวเองมาวางเทียบ

    ดับไฟ ทำความสะอาด คือช่องแรก

    ตักเตือนพนักงาน ก็ยังเป็นช่องแรก แค่เปลี่ยนจากสาดน้ำใส่กล่อง เป็นสาดน้ำใส่คน

    ส่วนป้ายห้ามสูบที่ผมภูมิใจ ดูเผินๆ เหมือนช่องที่สาม

    แต่ป้ายในภาพมันทำงาน เพราะต้องมีใครสักคนคิดมาก่อนว่าทำไมต้องปักตรงนั้น

    ป้ายของผมไม่มีความคิดนั้นอยู่ข้างหลังเลย

    รายงานทั้งฉบับของผม อยู่ในช่องแรกช่องเดียว

    วันรุ่งขึ้นน้องฝนเล่าเพิ่มว่า มาตรฐาน ISO รุ่นใหม่ๆ ไม่ได้แยกหัวข้อ Preventive Action ออกมาเป็นข้อของมันเองแล้ว

    แต่ย้ายไปรวมไว้กับเรื่องการประเมินความเสี่ยงตั้งแต่ขั้นวางแผน

    “แปลว่าเขาอยากให้เราคิดเรื่องป้องกันตั้งแต่ก่อนเริ่มทำงานค่ะพี่ ไม่ใช่รอให้มีเรื่องแล้วค่อยไปเติมในฟอร์ม”

    ประโยคนั้นทำให้ผมนึกถึงป้ายห้ามสูบสองแผ่นนั้นอีกรอบ

    .

    เวลาพัก 15 นาที เทียบกับเวลาเดินไปจุดสูบบุหรี่ 6–7 นาทีต่อเที่ยว และคำถามว่าใครทำให้ทางลัดน่าเลือก

    คำตอบที่ซ่อนอยู่ในตารางเวลาพัก

    ผมเรียกน้องต้นมาคุยอีกครั้ง

    คราวนี้ไม่มีหนังสือเตือนอยู่บนโต๊ะ มีแค่กาแฟสองแก้ว

    “ต้น พี่ไม่ได้เรียกมาเตือนเพิ่มนะ พี่อยากรู้จริงๆ ว่าทำไมต้องไปสูบตรงนั้น”

    เขาเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนจะตอบเสียงเรียบๆ

    “จุดสูบบุหรี่มันอยู่หน้าโรงงานพี่ เดินจากไลน์ไปก็หกเจ็ดนาที เดินกลับอีกหกเจ็ดนาที พักสิบห้านาที จุดไฟได้ไม่กี่ทีก็ต้องรีบเดินกลับแล้ว”

    ผมไม่ได้เถียงอะไร

    เพราะผมไม่เคยเดินวัดระยะนั้นเลยสักครั้ง

    บ่ายวันนั้นผมชวนหัวหน้าไลน์ ตัวแทนคณะกรรมการความปลอดภัย และน้องฝนมายืนหน้าไวท์บอร์ด

    ใช้วิธีง่ายๆ คือถามว่า “ทำไม” ซ้ำไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเจอสิ่งที่แก้ได้จริง

    ทำไมไฟลุก เพราะก้นบุหรี่ตกลงบนเศษกล่องกับเศษฟิล์ม

    ทำไมมีคนไปสูบตรงนั้น เพราะจุดสูบบุหรี่ที่กำหนดอยู่ไกลเกินกว่าเวลาพักจะพอ

    ทำไมจุดสูบบุหรี่อยู่ไกลขนาดนั้น เพราะตอนกำหนดจุด เราดูแค่ว่าห่างวัสดุไวไฟ ไม่มีใครคิดเรื่องระยะเดินกับเวลาพัก

    ทำไมเศษกองเยอะจนติดไฟง่าย เพราะรถรับเศษมาสัปดาห์ละครั้ง ช่วงยอดผลิตสูงกองล้นออกนอกเขต

    ทำไมกะดึกไม่มีใครเห็น เพราะรายการเดินตรวจกะดึกไม่มีจุดนี้อยู่เลย

    เขียนเสร็จ ห้องเงียบไปพักหนึ่ง

    สาเหตุข้อที่สอง ไปเกี่ยวกับตารางเวลาพักที่ฝ่าย HR เป็นคนออกแบบ

    ซึ่งก็คือผมเอง

    เราลงโทษคนที่เลือกทางลัด

    โดยไม่เคยถามว่าใครเป็นคนทำให้ทางลัดนั้นน่าเลือก

    หนังสือเตือนของน้องต้นยังอยู่ในแฟ้ม เพราะกฎก็คือกฎ

    แต่ผมบอกเขาตรงๆ ว่าพี่แก้ผิดที่มาตั้งแต่ต้น

    และขอให้เขาช่วยเลือกจุดสูบบุหรี่ใหม่ ในฐานะคนที่ต้องเดินไปใช้มันจริงๆ

    .

    สามขั้นของรายงาน ดับไฟตรงหน้า ถามทำไมจนเจอต้นเหตุ เดินหาจุดที่ยังไม่ลุก และเช็กลิสต์ก่อนปิดเรื่อง 4 ข้อ

    สามช่องในกระดาษแผ่นเดียว

    รายงานฉบับใหม่ ผมแบ่งหน้ากระดาษออกเป็นสามช่องตามภาพของน้องฝน

    ช่อง Correction ยังอยู่ และยังสำคัญเหมือนเดิม

    ดับไฟ เก็บเศษที่ไหม้ ส่งถังดับเพลิงที่ใช้แล้วไปเติมทันที

    ไม่มีใครบอกว่าการดับไฟไม่ดี มันแค่ไม่พอ

    ช่อง Corrective Action คือการตามแก้สาเหตุที่เพิ่งเจอ

    ย้ายจุดสูบบุหรี่มาไว้ใกล้ไลน์ผลิต ในมุมที่ห่างวัสดุไวไฟตามระยะปลอดภัย มีที่เขี่ยบุหรี่แบบมีฝาปิดกับถังทราย จุดนี้น้องต้นเป็นคนชี้เอง

    คุยกับผู้รับซื้อเศษให้มารับสัปดาห์ละสามครั้ง ตีเส้นเหลืองรอบเขตกองเศษ ห้ามล้นเส้น

    เพิ่มจุดหลังโรงงานเข้าไปในรายการเดินตรวจกะดึก

    และฝ่าย HR ทบทวนเวลาพักให้สอดคล้องกับระยะเดินจริง

    ทุกข้อมีชื่อคนรับผิดชอบกับวันที่ต้องเสร็จ ไม่ใช่แค่คำว่า “ดำเนินการแล้ว”

    ช่อง Preventive Action เป็นช่องที่ใช้เวลานานที่สุด

    คำถามของช่องนี้ไม่ใช่ “ทำไมไฟลุกตรงนี้”

    แต่คือ “ถ้าไฟลุกตรงนี้ได้ แล้วตรงไหนอีกที่ยังไม่เคยลุก แต่ลุกได้”

    ผมกับคณะกรรมการความปลอดภัยใช้เวลาสองวันเดินทั่วโรงงาน

    แล้วก็เจอจริงๆ

    ถังใส่ผ้าเช็ดหมึกที่ชุ่มตัวทำละลายแต่ไม่มีฝาปิด ในห้องพิมพ์

    ปลั๊กพ่วงต่อกันสามทอดในห้องแพ็คสินค้า

    กาต้มน้ำที่เสียบทิ้งไว้ทั้งคืนในห้องพักกะดึก

    ไม่มีจุดไหนเคยมีไฟ

    ไม่มีจุดไหนเคยอยู่ในรายงาน

    แต่ทุกจุดคือกองกล่องในช่องที่สามของภาพนั้น

    เราเอาทุกจุดเข้าไปในการประเมินความเสี่ยง แล้วไล่แก้ทีละข้อตามลำดับความรุนแรง

    .

    สามเดือนที่ไม่มีโทรศัพท์ตอนสี่ทุ่ม

    สามเดือนผ่านไป ไม่มีไฟสักครั้ง

    ก้นบุหรี่ไปอยู่ในที่เขี่ยแบบมีฝา ไม่ใช่บนพื้นปูน

    กองเศษอยู่ในเส้นเหลือง

    มุมหลังห้องเครื่องปั่นไฟสะอาด

    วันที่ลูกค้าเข้ามาตรวจ ผู้ตรวจเปิดรายงานฉบับใหม่ อ่านช่องสาเหตุ แล้วถามต่อว่า

    “แล้วจุดอื่นในโรงงานที่มีความเสี่ยงแบบเดียวกัน ได้เข้าไปดูหรือยังครับ”

    ผมพลิกไปหน้าถัดไป ยื่นผลเดินสำรวจสองวันนั้นให้

    เขาพยักหน้า แล้วเปิดหน้าต่อไป

    แต่สิ่งที่ผมภูมิใจที่สุดไม่ได้อยู่ในวันตรวจ

    มันอยู่ในวันธรรมดาวันหนึ่ง ที่ผมได้ยินหัวหน้าไลน์คุยกับลูกน้องหน้าเครื่องพิมพ์

    “ก่อนเขียนว่าตักเตือนพนักงานนะ ถามตัวเองก่อนว่าทำไมเขาถึงทำแบบนั้น”

    ภาพสามช่องของน้องฝน ตอนนี้ถูกพิมพ์ติดอยู่ที่บอร์ดห้องประชุมความปลอดภัย

    แล้วผมก็เริ่มเห็นสามช่องนี้ในงาน HR ของตัวเองด้วย

    พนักงานลาออก รีบหาคนใหม่มาแทนให้ทันกะ คือช่องแรก

    นั่งคุยกับคนที่กำลังจะออก หาว่าทำไมไลน์นี้คนออกบ่อย แล้วแก้ที่ต้นเหตุ คือช่องที่สอง

    เดินไปคุยกับไลน์ที่ยังไม่มีใครออก ถามว่าอะไรทำให้เขายังอยู่ และอะไรที่อาจทำให้เขาไป คือช่องที่สาม

    หลายปีที่ผ่านมา ผมใช้เวลาเกือบทั้งหมดอยู่ในช่องแรก

    และเรียกมันว่าการแก้ปัญหามาตลอด

    น้องต้นยังสูบบุหรี่อยู่ ผมก็ยังอยากให้เขาเลิก

    แต่อย่างน้อยวันนี้ เขาสูบในที่ที่ไม่มีใครต้องโทรหาผมตอนสี่ทุ่ม

    .

    บทเรียนที่อยากแชร์

    หนึ่ง — ดับไฟเร็ว ไม่ได้แปลว่าแก้ปัญหาจบ Correction จำเป็นเสมอ แต่ถ้ารายงานมีแค่ช่องนี้ช่องเดียว เราแค่กำลังนั่งรอไฟกองต่อไป

    สอง — ก่อนเขียนว่า “ตักเตือนพนักงาน” ให้ถามต่ออีกหนึ่งคำถาม ว่าระบบอะไรทำให้ทางที่ผิดดูง่ายกว่าทางที่ถูก การลงโทษคนโดยไม่แก้ระบบ คือการสาดน้ำใส่คนแทนกล่อง

    สาม — Corrective มองย้อนหลัง Preventive มองไปข้างหน้า อย่างแรกถามว่าทำไมที่นี่ถึงลุก อย่างหลังถามว่าที่ไหนอีกที่ยังไม่ลุกแต่ลุกได้ จุดที่ยังไม่เคยเกิดเรื่อง คือจุดที่ควรเดินไปดูก่อน

    สี่ — ป้ายไม่ได้ป้องกันอะไร ความเข้าใจต่างหากที่ป้องกัน ป้ายห้ามสูบที่ไม่รู้ว่าทำไมคนถึงสูบตรงนั้น ก็เป็นแค่ของตกแต่งผนัง

    ห้า — สาเหตุของปัญหาความปลอดภัย บางทีซ่อนอยู่ในนโยบาย HR เวลาพัก ตารางกะ หรือ OT ที่ลากยาว ล้วนเป็นต้นเหตุได้ คนออกแบบระบบต้องกล้ามองเห็นตัวเองในช่องสาเหตุด้วย

    .

    #hrรีพอร์ต #CAPA #HR #HRD #CorrectiveAction #PreventiveAction #ความปลอดภัยในการทำงาน #การพัฒนาองค์กร

  • จากกันให้ถูก ไม่ใช่แค่จบให้เร็ว
    ปกบทความ จ่ายครบทุกบาทแต่ทำไมทุกอย่างพัง จากกันให้ถูก ไม่ใช่แค่จบให้เร็ว

    “พี่ครับ ทำไมพี่วิทย์ไม่อยู่ในกลุ่มไลน์ทีมแล้ว”

    ข้อความนี้เด้งขึ้นมาตอนเจ็ดโมงสี่สิบ เช้าวันจันทร์

    ผมพิมพ์ตอบไปว่า “เดี๋ยวพี่ขอเช็กก่อนนะ”

    ทั้งที่ผมรู้คำตอบดีกว่าใคร เพราะผมเป็นคนนั่งอยู่ในห้องตอนที่พี่วิทย์ถูกเลิกจ้าง เมื่อเย็นวันศุกร์ที่ผ่านมา

    .

    ศุกร์ห้าโมงเย็นที่ทุกอย่างดูเรียบร้อย

    ที่นี่เป็นโรงงานอาหารแช่แข็งขนาดกลาง ห้องเย็นดังหึ่งทั้งวัน รถห้องเย็นเข้าออกลานไม่เคยว่าง

    วันศุกร์นั้น เอ็มดีเรียกผมเข้าห้องตอนบ่ายสาม

    “เรื่องพี่วิทย์ จบภายในวันนี้นะ เงียบ ๆ ไม่ต้องให้เป็นเรื่อง”

    พี่วิทย์เป็นผู้จัดการฝ่ายขาย อยู่กับที่นี่มาแปดปี ยอดขายตกต่อเนื่องมาสามไตรมาส

    ผมเตรียมทุกอย่างเสร็จภายในสองชั่วโมง หนังสือเลิกจ้างพิมพ์เรียบร้อย ค่าชดเชยคำนวณตรงทุกบาท ห้องประชุมกระจกชั้นสองว่างพอดี

    ห้าโมงตรง ผมนั่งตรงข้ามพี่วิทย์คนเดียว

    สิบนาทีต่อมา เขาเดินออกจากห้อง ผ่านโต๊ะลูกทีมทั้งแปดคนที่ยังไม่กลับบ้าน

    ตอนขับรถกลับ ผมคิดว่าเราทำถูกทุกอย่าง

    .

    ต้นทุนของการเลิกจ้างแบบจบให้เร็ว ทีมรู้ข่าวจากไลน์ ลูกค้าไม่รู้จะถามใคร และมีข้อร้องเรียน

    เช้าวันจันทร์ที่ความเงียบส่งเสียง

    ข้อความในไลน์เป็นแค่เรื่องแรก

    แปดโมงครึ่ง ลูกค้ารายใหญ่โทรเข้ามาที่ฝ่ายขาย ถามว่าราคาที่คุยกับพี่วิทย์ไว้ยังใช้ได้ไหม และตอนนี้ใครเป็นคนดูแล

    ไม่มีใครตอบได้ เพราะไม่มีใครได้รับมอบหมาย

    พอสาย ๆ ผมเดินผ่านฝ่ายขาย บรรยากาศเงียบผิดปกติ มีเสียงกระซิบสั้น ๆ ว่า “ใครจะเป็นรายต่อไป” ไม่มีใครถามผมตรง ๆ แต่ทุกคนมองตามตอนผมเดินผ่าน

    สิบโมง ไอทีเดินมาบอกผมว่า อีเมลของพี่วิทย์ยังใช้งานได้ และมีไฟล์รายชื่อลูกค้าถูกส่งออกไปเมื่อคืนวันอาทิตย์ เราไม่เคยส่งคำขอให้ไอทีตัดสิทธิ์ เพราะในหัวผมมีแค่เรื่องเอกสารกับเงิน

    สองสัปดาห์ต่อมา จดหมายจากพนักงานตรวจแรงงานมาถึงโต๊ะผม

    หนังสือเลิกจ้างของเราเขียนเหตุผลไว้สั้นแค่ว่า “ผลงานไม่เป็นไปตามเป้า” ส่วนในห้องวันศุกร์ ผมเผลอพูดไปว่า “ถ้าพี่เขียนใบลาออกเอง จะดูดีกว่า” ประโยคนี้ถูกเล่าในข้อร้องเรียนแบบคำต่อคำ

    ภายในเก้าสิบวัน ลูกทีมของพี่วิทย์ลาออกตามไปสองคน ลูกค้ารายใหญ่ขอทบทวนสัญญา

    เอ็มดีเรียกผมเข้าห้องอีกครั้ง คราวนี้คำถามสั้นกว่าเดิม

    “เรื่องที่ควรจะเงียบ ทำไมมันดังขนาดนี้”

    ผมนั่งดูตัวเลขค่าชดเชยที่คำนวณไว้ มันถูกต้องทุกบาท

    แต่เกือบทุกอย่างรอบตัวเลขนั้นพังหมด

    .

    เช็กลิสต์สี่สิบข้อที่ไม่มีใครอยากทำ

    ผมทำสิ่งที่คน HR ส่วนใหญ่จะทำ คือเขียนเช็กลิสต์

    ผมคิดง่าย ๆ ว่า ที่พังเพราะเราลืม ถ้ามีรายการให้ติ๊กครบทุกข้อ ครั้งหน้าจะไม่ลืมอีก

    สี่สิบข้อ ครอบคลุมตั้งแต่เตรียมเอกสาร แจ้งไอที เก็บทรัพย์สินคืน จนถึงแจ้งประกันสังคม ผมภูมิใจกับมันมาก พิมพ์ใส่แฟ้มสีฟ้าแจกหัวหน้าทุกฝ่าย

    ครึ่งปีต่อมา เราต้องเลิกจ้างผู้จัดการคลังสินค้าคนหนึ่ง

    หัวหน้าฝ่ายเปิดแฟ้มสีฟ้า อ่านไปสามข้อแล้วถามผมว่า

    “ทำไมต้องรอแจ้งวันจันทร์ วันศุกร์ก็จบได้เลยไม่ใช่เหรอ”

    “ทำไมผู้อำนวยการต้องแจ้งเอง HR แจ้งแทนไม่ได้เหรอ”

    ผมตอบได้แค่ว่า “เพราะในเช็กลิสต์เขียนไว้แบบนั้น”

    สุดท้ายเขาทำตามแค่ครึ่งเดียว ข้ามข้อที่ดูยุ่งยาก ข้ามข้อที่ดูไม่จำเป็น ซึ่งก็คือข้อที่ผมเพิ่มเข้าไปเพราะบทเรียนจากพี่วิทย์ทั้งหมด

    คืนนั้นผมเปิดแฟ้มสีฟ้าดูอีกรอบ แล้วเห็นว่ามันมีแต่คำว่า “ทำอะไร” ทั้งสี่สิบข้อ

    ไม่มีข้อไหนบอกเลยว่า “ทำไปเพื่ออะไร”

    เช็กลิสต์ที่ไม่มีเหตุผลกำกับ ก็เป็นแค่แบบฟอร์มที่คนพร้อมจะข้ามเมื่อมันไม่สะดวก

    .

    ไม่ใช่เช็กลิสต์ 40 ข้อ แต่คือ Why 3 ข้อ เพราะผู้บริหารหนึ่งคนถือกุญแจองค์กร 4 ดอก

    คำถามที่ควรถามก่อนเปิดเช็กลิสต์

    ช่วงนั้นผมกลับไปอ่านแนวคิด Golden Circle ของ Simon Sinek อีกครั้ง ที่บอกว่าคนส่วนใหญ่สื่อสารจากวงนอกเข้าใน คือเริ่มจาก What แล้วค่อยไป How ส่วนน้อยมากที่เริ่มจาก Why

    ผมเพิ่งเห็นว่าการเลิกจ้างพี่วิทย์ เริ่มจาก What ล้วน ๆ ออกหนังสือ คำนวณเงิน เก็บโน้ตบุ๊ก

    ถ้าถามว่าทำไมการเลิกจ้างผู้บริหารต้องต่างจากพนักงานทั่วไป คำตอบคือผู้บริหารหนึ่งคนไม่ได้ถือแค่ตำแหน่ง เขาถือกุญแจขององค์กรไว้สี่ดอก คือทีมที่ผูกพันกับเขา ความรู้และความลับ ความสัมพันธ์กับลูกค้าและคู่ค้า และอำนาจในการลงนามอนุมัติ

    การเลิกจ้างผู้บริหารจึงคือการถอดกุญแจสี่ดอก โดยไม่ให้ประตูไหนเปิดค้าง

    ผมเขียน Why ใหม่ให้เหลือแค่สามข้อ ทำไปเพื่อให้องค์กรเดินต่อได้โดยไม่สะดุด ให้คนที่ออกเดินออกไปอย่างมีศักดิ์ศรี และให้คนที่อยู่ยังเชื่อว่าองค์กรนี้ยุติธรรม

    จาก Why ผมได้ How ห้าข้อ

    ยุติธรรมและพิสูจน์ได้ ทุกการตัดสินใจต้องมีเหตุผลและหลักฐานที่เปิดให้ใครดูก็ได้

    พร้อมก่อนพูด ทุกอย่างต้องเสร็จก่อนนาทีที่แจ้ง ไม่ใช่ไล่ตามแก้ทีหลัง

    เด็ดขาดในการตัดสินใจ แต่อ่อนโยนในวิธีการ ไม่เปิดให้ต่อรองว่าจะเปลี่ยนใจ แต่ให้เวลา ให้ข้อมูล และให้เกียรติ

    ลับเท่าที่จำเป็น ก่อนวันแจ้ง รู้เฉพาะคนที่ต้องรู้

    และไม่มีช่องว่าง งาน อำนาจ และความสัมพันธ์ต้องส่งต่อครบ

    พอวาง Why กับ How ไว้ข้างแฟ้มสีฟ้า คำถามของหัวหน้าฝ่ายคลังสินค้าก็มีคำตอบทันที ที่ต้องรอแจ้งต้นสัปดาห์ เพราะคนที่ออกจะมีวันทำการให้ถาม ให้ติดต่อ ให้ตั้งหลัก ไม่ต้องจมอยู่กับเรื่องนี้คนเดียวทั้งเสาร์อาทิตย์ ที่ผู้อำนวยการต้องแจ้งเอง เพราะการตัดสินใจเป็นของเขา และคนที่ออกควรได้ยินจากคนที่ตัดสินใจ

    แล้วค่อยแตก What เป็นแปดมิติ ตั้งแต่เหตุผลและหลักฐาน กฎหมายและเงิน ข้อตกลงแยกทาง ไปจนถึงการสื่อสารและการถอดบทเรียน

    บางข้อเป็นเรื่องกฎหมายที่ผมเพิ่งเข้าใจลึกขึ้น จ่ายค่าชดเชยครบไม่ได้แปลว่าเลิกจ้างเป็นธรรม ลูกจ้างยังฟ้องเรื่องเลิกจ้างไม่เป็นธรรมได้ ถ้าไม่มีเหตุอันสมควร เหตุผลต้องเขียนในหนังสือให้ครบ เพราะถ้าไม่เขียนไว้ จะยกเหตุตามมาตรา 119 ขึ้นมาอ้างภายหลังเพื่อไม่จ่ายค่าชดเชยไม่ได้ และการชวนให้เขียนใบลาออกไม่ได้ทำให้อะไรดูดีขึ้นเลย นอกจากเสี่ยงถูกตีความว่าเป็นการเลิกจ้าง เขายังเสียสิทธิยกเว้นภาษีค่าชดเชย ซึ่งตอนนี้ยกเว้นได้ถึงค่าจ้าง 400 วันสุดท้าย และไม่เกิน 600,000 บาท

    คราวนี้ทุกข้อในเช็กลิสต์มีคำตอบแล้วว่าทำไปเพื่อ Why ข้อไหน

    .

    การเตรียมคนทดแทน 3 ชั้น และสูตรคำนวณวันที่คนทดแทนเริ่มงาน

    ตำแหน่งว่างได้ แต่การตัดสินใจว่างไม่ได้

    ยังมีอีกเรื่องที่ผมมองข้ามไปในเช้าวันจันทร์นั้น

    ลูกค้าไม่ได้โทรมาเพราะอยากรู้ว่าพี่วิทย์ไปไหน เขาโทรมาเพราะไม่มีใครตัดสินใจเรื่องราคาให้เขาได้

    ตำแหน่งว่างได้ แต่การตัดสินใจว่างไม่ได้แม้แต่วันเดียว

    ผมเลยเพิ่มหมวดการเตรียมคนทดแทนลงไป แบ่งเป็นสามชั้น

    ชั้นแรกคือผู้รักษาการ ต้องมีคำสั่งแต่งตั้งที่มีผลตั้งแต่วันแจ้ง ระบุขอบเขตอำนาจและวงเงินให้ชัด และประกาศชื่อพร้อมกับประกาศเรื่องคนที่ออก ทีมจะได้รู้ว่าพรุ่งนี้ต้องถามใคร

    ชั้นที่สองคือผู้สืบทอดภายใน ต้องประเมินตั้งแต่ก่อนวันแจ้งสามสัปดาห์ว่าใครพร้อมทันที ใครพร้อมในหนึ่งถึงสองปี และใครยังไม่พร้อม

    ชั้นที่สามคือสรรหาภายนอก ถ้าไม่มีใครพร้อม ก็ต้องรู้ให้เร็ว เพราะคำว่าทันเวลาต้องคำนวณได้ ไม่ใช่ความรู้สึก

    สูตรง่ายมาก วันเริ่มสรรหา บวกระยะเวลาสรรหา บวกระยะที่คนใหม่ต้องแจ้งลาออกจากบริษัทเดิม

    ลองใส่ตัวเลขเล่น ๆ ดู ตำแหน่งว่างปลายเดือนพฤศจิกายน เริ่มหาวันแรกของเดือนธันวาคม ใช้เวลาหา 75 วัน แล้วคนใหม่ต้องแจ้งลาออกจากที่เดิมอีก 30 วัน กว่าจะเริ่มงานได้ก็กลางเดือนมีนาคม ช้ากว่าเป้าที่ตั้งไว้ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 16 วัน และผู้รักษาการต้องแบกงานนานกว่า 100 วัน

    ตัวเลขแบบนี้ ถ้ารู้ก่อนวันแจ้ง เรายังเลือกทางแก้ได้ ถ้ารู้หลังวันแจ้ง เราได้แต่รับมือ

    .

    สามสิบวันก่อน และสามสิบวันหลัง

    ปีถัดมา ที่นี่ปรับโครงสร้าง รวมฝ่ายการเงินกับฝ่ายบัญชีเข้าด้วยกัน ตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายการเงินของพี่นภาถูกยุบ

    พี่นภาอยู่กับเรามาสี่ปีสามเดือน เป็นกรรมการบริษัท และเป็นผู้มีอำนาจลงนามกับธนาคาร

    คราวนี้เราเริ่มนับถอยหลังสามสิบวันก่อนวันแจ้ง

    ทนายตรวจเหตุผลและหลักฐานว่าตำแหน่งถูกยุบจริง ไม่ใช่ยุบแล้วรับคนใหม่มานั่งที่เดิม ฝ่ายบัญชีคำนวณเงินทุกก้อน ทั้งค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าว วันลาพักร้อนที่เหลือ และส่วนที่ต้องเสียภาษี ฝ่ายกฎหมายวางขั้นตอนให้พ้นจากกรรมการและจดทะเบียนเปลี่ยนแปลง

    ผู้จัดการฝ่ายบัญชีถูกประเมินว่าพร้อมในหนึ่งถึงสองปี เราลองใส่ตัวเลขดูว่าถ้าหาคนนอกมาแทน คนใหม่จะเริ่มงานได้เมื่อไร คำตอบคือช้ากว่าที่ธุรกิจรอได้หลายสัปดาห์ และงานที่รวมกันใหม่ก็ยังไม่มีใครรู้จักดีเท่าคนใน

    เราจึงเลือกให้ผู้จัดการฝ่ายบัญชีรักษาการงานประจำวัน พร้อม coaching จากเอ็มดีทุกสองสัปดาห์ และแผนพัฒนาที่เขียนเป็นตัวหนังสือ ส่วนอำนาจลงนามกับธนาคาร เอ็มดีรับร่วมกับกรรมการอีกท่านตั้งแต่วันแจ้ง ไม่มีวันไหนที่การตัดสินใจว่าง

    เช้าวันจันทร์ สิบโมงตรง เอ็มดีเป็นคนแจ้งพี่นภาด้วยตัวเอง ผมนั่งอยู่ด้วย ในห้องที่เดินออกได้โดยไม่ต้องผ่านหน้าทีม

    สองนาทีแรก เอ็มดีบอกการตัดสินใจ เหตุผล และวันมีผล ไม่อ้อม ไม่ขอโทษแทนคนอื่น

    ช่วงที่เหลือ เราฟัง

    พี่นภาเงียบไปพักใหญ่ แล้วถามแค่ว่า “ทีมพี่จะรู้เมื่อไร ใครจะดูแลพวกเขา”

    ผมดีใจที่คราวนี้ผมมีคำตอบ

    ผมอธิบายรายการเงินทีละบรรทัด ยื่นร่างข้อตกลงแยกทาง แล้วบอกว่ามีเวลาพิจารณาสามวัน และปรึกษาทนายได้

    ไอทีตัดสิทธิ์ทุกระบบในนาทีเดียวกับที่เราออกจากห้อง ก่อนเที่ยง ทีมการเงินได้ยินข่าวจากเอ็มดีโดยตรง พร้อมชื่อผู้รักษาการและเบอร์ที่ต้องโทรหา

    เงินทุกก้อนโอนครบตามกำหนดของกฎหมาย ภายในเจ็ดวัน ข้อตกลงลงนามเรียบร้อย ธนาคารรับรู้ผู้ลงนามชุดใหม่โดยไม่มีเช็คใบไหนค้าง

    ไม่มีจดหมายจากพนักงานตรวจแรงงาน ไม่มีใครในทีมลาออกตาม

    สามสิบวันหลังวันแจ้ง เรานั่งถอดบทเรียนกันตามวงล้อ Employee Life Cycle แล้วพบว่าช่องที่ต้องแก้ไม่ใช่ช่องจากกัน แต่เป็นช่องพัฒนา ถ้าเราเตรียมผู้จัดการฝ่ายบัญชีตั้งแต่ปีก่อน วันนี้เขาจะพร้อมรับงานทันที ไม่ต้องรักษาการ

    และในวันสุดท้ายของพี่นภา เธอส่งข้อความสั้น ๆ มาหาผมว่า

    “ขอบคุณที่ทำให้วันนี้ไม่เป็นวันที่แย่ที่สุดในชีวิตการทำงานของพี่”

    .

    บทเรียนที่อยากแชร์

    หนึ่ง — จ่ายครบไม่ได้แปลว่าเป็นธรรม เงินที่ถูกต้องทุกบาทเป็นแค่เงื่อนไขขั้นต่ำ เหตุผล หลักฐาน และวิธีแจ้งต่างหากที่ตัดสินว่าเรื่องจะจบที่ห้องประชุมหรือจบที่ศาล และเหตุผลทุกข้อต้องอยู่ในหนังสือเลิกจ้าง ไม่ใช่อยู่ในความทรงจำของเรา

    สอง — เช็กลิสต์ที่ไม่มี Why คือแบบฟอร์มที่คนพร้อมจะข้าม ก่อนเพิ่มข้อใหม่ ให้เขียนกำกับว่ามันตอบ Why ข้อไหน ถ้าตอบไม่ได้ อาจไม่จำเป็นต้องมีข้อนั้น และเมื่อหัวหน้าถามว่าทำไม เราจะมีคำตอบที่ดีกว่า “เพราะในเช็กลิสต์เขียนไว้”

    สาม — ตำแหน่งว่างได้ แต่การตัดสินใจว่างไม่ได้ ผู้รักษาการต้องพร้อมตั้งแต่วันแจ้ง และวันที่คนทดแทนจะเริ่มงานต้องคำนวณได้ก่อนเราเปิดประตูห้องประชุม

    สี่ — คนที่อยู่กำลังดูเราอยู่เสมอ วิธีที่องค์กรปฏิบัติต่อคนที่ออก คือข้อความที่ส่งตรงถึงคนที่ยังอยู่ ว่าวันหนึ่งถ้าเป็นเขา เขาจะได้รับการปฏิบัติแบบไหน

    ห้า — ทุกการเลิกจ้างคือข้อมูลของวงล้อ คำถามหลังจากกันไม่ใช่ใครผิด แต่คือช่องไหนในวงล้อที่ต้องแก้ ตั้งแต่การสรรหา การรับเข้า ไปจนถึงการพัฒนาคนที่จะขึ้นมาแทน เพื่อไม่ให้ต้องจากกันแบบนี้อีก

    #hrรีพอร์ต #เลิกจ้างผู้บริหาร #HR #HRD #StartWithWhy #การพัฒนาองค์กร

  • เก้าคนที่บอกว่าไม่ใช่
    ปกบทความ เก้าคนที่บอกว่าไม่ใช่ ผ่านมา 48 คน ลาออกเองระหว่างทดลองงาน 9 คน เพราะอะไร

    “พี่คะ ทะเบียนทดลองงานครบปีแล้วนะคะ สี่สิบแปดคน”

    น้องฝนหมุนจอมาให้ผมดู

    “ดีเลย ปีนี้ไม่มีใครเลยวันที่ 120 ใช่ไหม”

    “ไม่มีค่ะ” เธอเลื่อนลงไปที่คอลัมน์สุดท้าย “แต่มีเก้าคนที่ลาออกเองระหว่างทดลองงาน แล้วเราไม่เคยโทรถามเขาสักคนเลยว่าทำไม”

    ผมนั่งนิ่งไปพักหนึ่ง

    ทั้งปีเราถามแต่ว่า เขาใช่สำหรับเราไหม

    ไม่เคยถามเลยว่า เราใช่สำหรับเขาไหม

    .

    บ่ายวันพฤหัสที่ทุกอย่างดูเรียบร้อย

    เสียงเครื่องขัดจากแผนกขัดผิวไม้ดังลอดผนังห้อง HR เหมือนทุกบ่าย กลิ่นแลกเกอร์จากแผนกพ่นสีลอยมาจาง ๆ ลานหน้าโกดังมีตู้คอนเทนเนอร์สองตู้รอโหลดโต๊ะกินข้าวส่งยุโรป

    บนโต๊ะผมคือแฟ้มคู่มือทดลองงานที่เราช่วยกันทำเมื่อปีก่อน มุมโต๊ะยังแปะกระดาษวงล้อ Employee Life Cycle ที่ผมวาดไว้นานแล้ว แปดช่องสี มีกล่องเหลืองเขียนกำกับว่าแต่ละช่องมีไว้ทำไม

    หนึ่งปีที่ผ่านมา ระบบเดินดี หัวหน้าทำ check-in วันที่ 30 และ 60 ครบ ไม่มีใครเลยเส้นวันที่ 120 อีกเลย

    ผมคิดว่างานนี้จบแล้ว

    .

    สี่สิบแปดแถวที่ไม่เคยมีใครถามต่อ

    ฝนเปิดไฟล์ให้ดูทั้งหมด

    สี่สิบแปดคนที่จบทดลองงานในรอบปี ผ่าน 33 คน ไม่ผ่าน 6 คน และลาออกเองระหว่างทาง 9 คน

    หกคนที่ไม่ผ่าน เราคุยกันทุกเดือน มีแบบประเมิน มีหนังสือ มีเหตุผลชัด

    แต่เก้าคนที่ลาออกเอง ในไฟล์มีแค่คำว่า “ลาออก” กับวันที่

    “ใบสมัครเรามีช่องว่ารู้ข่าวจากไหนใช่ไหม” ผมถาม

    “มีค่ะ” ฝนกดกรองข้อมูลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วหันจอมาอีกรอบ

    คนที่พนักงานแนะนำมา 12 คน ผ่าน 10 คน

    มาจากเว็บไซต์หางาน 16 คน ผ่าน 12 คน

    มาจากเพจเฟซบุ๊กของโรงงาน 20 คน ผ่านแค่ 11 คน

    ผมจำได้ว่าปีก่อนผมเพิ่งชมเพจนี้ในที่ประชุม ว่าหาคนได้เร็วที่สุด ลงประกาศห้าวันก็มีคนมาสัมภาษณ์

    เร็วจริง แต่เกือบครึ่งไปไม่ถึงวันที่ 120

    สัปดาห์นั้นฝนโทรหาเก้าคนที่ลาออก ติดต่อได้แปดคน คำตอบที่ได้ทำให้ผมนั่งเงียบอีกรอบ

    สี่คนบอกว่างานจริงไม่ตรงกับที่ประกาศ ประกาศเขียนว่า “งานประกอบเฟอร์นิเจอร์ ไม่ต้องมีประสบการณ์” แต่ของจริงคือยกแผ่นไม้หนักทั้งวันในห้องที่ฝุ่นเยอะ

    สามคนบอกว่าไม่มีใครสอน ช่วงที่เข้ามาตรงกับออเดอร์เร่ง หัวหน้าวิ่งทั้งวัน

    อีกหนึ่งคนบอกว่ากลัว เพราะสัปดาห์ที่สองเห็นเพื่อนเกือบโดนเครื่องตัดไม้

    ผมเปิดสมุดบันทึกอุบัติเหตุดูต่อ ปีนั้นมีบาดเจ็บเล็กน้อยเจ็ดครั้ง สี่ครั้งเป็นคนที่อายุงานยังไม่ถึง 120 วัน

    .

    ข้อมูลครบแต่ไม่มีใครรู้ว่าต้องแก้ตรงไหน รายงาน 12 ตาราง ประชุมกลายเป็นหาคนผิด และ 9 คนที่ลาออกเองโดยไม่มีใครถามเหตุผล

    สิบสองตารางกับห้องประชุมที่ร้อนขึ้น

    ผมทำสิ่งที่ HR ส่วนใหญ่ทำ

    ทำรายงาน

    สิบสองตาราง แยกตามแผนก ตามช่องทาง ตามเดือน ตามผู้สัมภาษณ์ ตามเหตุผล มีกราฟครบ ส่งให้นายกับหัวหน้าทุกแผนกก่อนประชุมประจำเดือนสองวัน

    ในห้องประชุม พี่สมพงษ์ หัวหน้าแผนกประกอบ เห็นว่าคนลาออกเองส่วนใหญ่อยู่แผนกเขา

    “ก็ HR หาคนมาไม่ตรงนี่ครับ เพจเฟซบุ๊กได้ใครมาก็ส่งมาหมด”

    ผมแย้งกลับเบา ๆ “แต่สามคนบอกว่าไม่มีใครสอนนะพี่”

    แค่นั้นห้องก็ร้อนขึ้นทันที

    หัวหน้าแผนกพ่นสีเห็นว่าตัวเลขแผนกตัวเองโอเค ก็ก้มดูโทรศัพท์ หัวหน้าคลังถามว่าตารางที่เจ็ดหมายถึงอะไร ผมอธิบายไปครึ่งทางก็รู้ว่าไม่มีใครฟังแล้ว

    นายปิดแฟ้ม แล้วถามคำถามเดียว

    “สรุปแล้วคุณอยากให้ผมทำอะไร”

    ผมตอบไม่ได้

    ขากลับผมคิดอยู่ตลอดทาง ข้อมูลเรามีครบกว่าทุกปี แต่ประชุมกลับแย่กว่าทุกปี

    คำตอบมันง่ายจนน่าอาย

    ผมเริ่มจาก What คือตาราง กระโดดไป How คือใครต้องแก้ แต่ไม่เคยบอกเลยว่าเราดูตัวเลขพวกนี้ไปเพื่ออะไร

    พอไม่มี Why ตัวเลขทุกตัวเลยกลายเป็นหลักฐานว่าใครผิด

    .

    ไม่ใช่หาว่าใครผิด แต่หาว่าช่องไหนต้องแก้ ผ่านทดลองงาน 55% จากเพจเฟซบุ๊ก เทียบ 83% จากคนแนะนำ และ Why กลางวงล้อ

    วงล้อที่แปะอยู่มุมโต๊ะมาตลอด

    เย็นวันนั้นผมกลับมานั่งที่โต๊ะ สายตาไปหยุดที่กระดาษแผ่นเดิมมุมโต๊ะ

    วงล้อแปดช่อง เริ่มจากดึงดูดคนเก่ง สรรหาคนให้ตรงและทันเวลา รับเข้ามาให้เรียนรู้และปรับตัวจนทำงานได้ตามที่คาดหวัง พัฒนาทักษะ ตั้งเป้าและวัดผลงาน ให้ค่าตอบแทนที่จูงใจภายใต้ต้นทุนที่เหมาะกับผลงาน ทำทุกอย่างให้ถูกกฎหมาย และถ้าต้องแยกทาง ก็จากกันด้วยดี

    ข้างล่างวงล้อมีฐานอีกสองอัน คือเทคโนโลยีที่ช่วยงาน กับสถานที่ทำงานที่ปลอดภัยและถูกสุขอนามัย

    ผมเพิ่งเห็นสองอย่างที่มองข้ามมาตลอด

    อย่างแรก กล่องเหลืองที่ผมเขียนกำกับแต่ละช่อง คือ Why ของช่องนั้นอยู่แล้ว ผมเขียนเอง แต่ไม่เคยเอามาใช้กับตัวเลขเลย

    อย่างที่สอง ทดลองงาน 119 วันไม่ได้อยู่ช่องเดียวในวงล้อ

    มันแตะครบทุกช่อง

    ประกาศงานที่ขายฝันเกินจริงคือช่องดึงดูด ช่องทางที่ได้คนไม่ตรงคือช่องสรรหา ไม่มีใครสอนคือช่อง Onboarding เป้าหมายสามถึงห้าข้อในสัปดาห์แรกคือช่องผลงาน เส้นวันที่ 62 กับ 120 คือช่องกฎหมาย หนังสือแจ้งไม่ผ่านที่มีเหตุผลชัดคือช่องจากกัน อุบัติเหตุของคนใหม่คือฐานเรื่องความปลอดภัย

    ทดลองงานคือวงล้อย่อส่วน และเป็นครั้งแรกที่องค์กรได้ข้อมูลจริงว่าวงล้อทั้งวงหมุนได้หรือเปล่า

    แล้วผมก็นึกถึงคำที่เราเขียนเป็น Why ของระบบทดลองงานเมื่อปีก่อน

    ให้ทั้งสองฝ่ายรู้ว่าใช่กัน ก่อนผูกพันกันยาว

    ทั้งสองฝ่าย

    หกคนที่ไม่ผ่าน คือองค์กรบอกว่าไม่ใช่ เก้าคนที่ลาออกเอง คือพนักงานบอกว่าไม่ใช่

    ทั้งปีเราฟังแค่หกคนแรก

    ผมเขียนคำถามใหม่ลงกระดาษโน้ต แปะไว้ข้างวงล้อ

    ไม่ใช่ “ใครผิด” แต่เป็น “ตัวเลขนี้บอกว่าช่องไหนในวงล้อต้องแก้”

    .

    ทดลองงาน 119 วันแรกแตะครบทุกช่องของวงล้อ Employee Life Cycle พร้อมตัวเลขที่ควรดูในแต่ละกลุ่ม

    วางตัวเลขลงบนวงล้อ

    เช้าวันรุ่งขึ้นผมพิมพ์วงล้อขยายใหญ่เท่าโต๊ะ ฝนถือกระดาษโน้ตมาหนึ่งปึก แล้วเราก็ไล่แปะตัวเลขลงทีละช่อง

    ผ่านทดลองงาน 55% จากเพจเฟซบุ๊ก ไปอยู่ช่องสรรหา

    สี่คนที่บอกว่างานไม่ตรงกับประกาศ ไปอยู่ช่องดึงดูด เพราะปัญหาเริ่มตั้งแต่ประโยคแรกของประกาศงาน

    สามคนที่ไม่มีใครสอน ไปอยู่ช่อง Onboarding

    สี่ในเจ็ดของอุบัติเหตุ ไปอยู่ฐานความปลอดภัย

    ในแบบประเมินทดลองงาน มีสิบเอ็ดคนที่ได้คะแนนต่ำข้อเดียวกันคือ อ่านแบบประกอบไม่คล่อง เราแปะไว้ช่องพัฒนา เพราะเมื่อคนสิบเอ็ดคนติดเรื่องเดียวกัน ปัญหาน่าจะอยู่ที่วิธีสอน ไม่ใช่ที่ตัวคน

    ช่องกฎหมายกับช่องจากกันได้ข่าวดี ปีนี้ตัดสินใจทันเส้นครบทุกเคส เงินที่ต้องจ่ายเพราะตัดสินใจช้าเป็นศูนย์บาท ต่างจากปีก่อนที่จ่ายไปหนึ่งหมื่นห้าพันจากเคสน้องต้น และหกคนที่ไม่ผ่านได้หนังสือระบุเหตุกับหนังสือรับรองการทำงานครบทุกคน

    ส่วนช่องผลงาน เราเพิ่มคอลัมน์คะแนนประเมินปีแรกไว้ รอเทียบกับคะแนนทดลองงาน ถ้าใครผ่านโปรสวยแต่ปีแรกตก แปลว่าแบบประเมินเราหลวมไป

    แปะเสร็จ ผมถอยออกมามอง

    วงล้อที่เคยเป็นแค่รูปสวย ตอนนี้บอกได้ว่าต้องลงมือตรงไหน

    จากนั้นผมก็ทำสิ่งที่ควรทำตั้งแต่แรก คือตัดรายงานสิบสองตาราง เหลือหน้าเดียว ห้าตัวเลข

    อัตราผ่านทดลองงาน แยกตามช่องทาง

    อัตราลาออกเองระหว่างทดลองงาน พร้อมเหตุผล

    คะแนนเสียงพนักงานใหม่ สองข้อ คือ งานจริงตรงกับที่บอกไหม และหัวหน้ามีเวลาสอนไหม

    สัดส่วนเคสที่ตัดสินใจทันเส้นกฎหมาย

    เงินที่จ่ายเพราะตัดสินใจช้า

    ทุกตัวเลขต้องตอบได้สองคำถาม องค์กรได้อะไร และพนักงานได้อะไร ตัวไหนตอบไม่ได้ ผมตัดทิ้ง

    ทะเบียนทดลองงานซึ่งเป็นฐานเทคโนโลยีของเรา ก็เพิ่มแค่สี่คอลัมน์ ช่องทางสรรหา หัวหน้าผู้ประเมิน รหัสเหตุผลที่ไม่ผ่านหรือลาออก และคะแนนประเมินปีแรก ฝนบอกว่าเพิ่มงานวันละไม่ถึงห้านาที

    .

    5 ตัวเลขที่คุยกันทุกไตรมาส เพิ่ม 4 คอลัมน์ในทะเบียน ประชุม 30 นาทีหน้าเดียว และถามว่าช่องไหนต้องแก้

    ประชุมรอบสองที่ไม่มีใครถามว่าใครผิด

    ประชุมเดือนถัดมา ผมแจกกระดาษแผ่นเดียว ตรงกลางคือวงล้อ รอบ ๆ คือห้าตัวเลข

    ผมเปิดด้วยประโยคเดียว

    “วันนี้เราไม่ได้มาหาว่าใครผิด เรามาดูว่าช่องไหนในวงล้อต้องแก้ เพื่อให้คนใหม่กับเรารู้เร็วว่าใช่กันไหม”

    ห้องเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วพี่สมพงษ์ก็เป็นคนแรกที่พูด

    “ถ้าประกาศงานมันขายฝันเกินจริง งั้นถ่ายคลิปงานจริงเลยไหม ให้เห็นว่าไม้หนักแค่ไหน ฝุ่นแค่ไหน ผมยืนในคลิปเองก็ได้”

    สามสิบนาทีนั้น เราได้ข้อตกลงห้าข้อ

    ช่องดึงดูด ประกาศงานบนเพจแนบคลิปงานจริงสามสิบวินาที

    ช่องสรรหา เพจเพิ่มคำถามคัดกรองสามข้อก่อนนัดสัมภาษณ์

    ช่อง Onboarding พนักงานใหม่ทุกคนมีพี่เลี้ยงหนึ่งคน โดยเฉพาะช่วงออเดอร์เร่ง

    ฐานความปลอดภัย ปฐมนิเทศความปลอดภัยครึ่งวันก่อนเข้าไลน์ และติดสติกเกอร์สีบนหมวกให้ทุกคนรู้ว่าเป็นคนใหม่ใน 120 วันแรก

    ช่องพัฒนา คลาสอ่านแบบประกอบสองชั่วโมงในสัปดาห์ที่สอง

    นายฟังจบแล้วพยักหน้า “แบบนี้ผมรู้ว่าต้องอนุมัติอะไร”

    แปดเดือนต่อมา พนักงานใหม่ที่จบทดลองงานแล้วมี 22 คน ลาออกเองระหว่างทาง 2 คน คิดเป็นราว 9% จากปีก่อนที่ราว 19% คนจากเพจเฟซบุ๊กผ่านทดลองงาน 8 จาก 11 คน คะแนนข้อ “งานจริงตรงกับที่บอกไหม” ขึ้นจาก 2.6 เป็น 3.4 จาก 4 คะแนน และคนใหม่ไม่มีใครบาดเจ็บ มีแค่เหตุเกือบเกิดอุบัติเหตุหนึ่งครั้ง

    ยังไม่ใช่ปาฏิหาริย์ แปดเดือนยังสั้นเกินจะสรุป แต่ทิศทางชัด

    ที่ผมจำได้มากที่สุดคือสายที่ฝนโทรหาหนึ่งในสองคนที่ลาออก

    “ผมรู้ตั้งแต่ดูคลิปแล้วว่างานหนัก ลองแล้วไม่ไหวจริง ๆ ครับ แต่พี่เลี้ยงสอนดีมาก ถ้าแผนกคลังเปิดรับเมื่อไหร่ ผมขอสมัครใหม่นะครับ”

    เขาบอกว่าไม่ใช่ เหมือนเก้าคนเมื่อปีก่อน

    แต่ครั้งนี้เขาบอกเร็ว บอกตรง และจากกันด้วยดีจนอยากกลับมาสมัครใหม่

    ช่องจากกันวนกลับไปหาช่องดึงดูดพอดี

    วงล้อมันเป็นวงกลมจริง ๆ

    .

    บทเรียนที่อยากแชร์

    หนึ่ง — ทดลองงานคือวงล้อย่อส่วน 119 วันแรกแตะครบทุกช่องของ Employee Life Cycle ถ้าอยากรู้ว่าวงล้อทั้งวงหมุนได้ไหม ให้ดูข้อมูลช่วงนี้ก่อน

    สอง — “ใช่กันไหม” มีสองฝั่งเสมอ คนที่ไม่ผ่านคือคำตอบจากองค์กร คนที่ลาออกเองคือคำตอบจากพนักงาน ถ้าฟังฝั่งเดียว เราจะแก้ผิดที่

    สาม — ตัวเลขมีไว้หาว่าช่องไหนต้องแก้ ไม่ใช่หาว่าใครผิด แค่เปลี่ยนคำถาม บรรยากาศในห้องประชุมก็เปลี่ยน คนที่เคยตั้งการ์ดกลายเป็นคนเสนอทางแก้

    สี่ — ห้าตัวเลขที่ทุกคนเข้าใจ ดีกว่าสิบสองตารางที่ไม่มีใครอ่าน ทุกตัวเลขต้องตอบได้ว่าองค์กรได้อะไร พนักงานได้อะไร ตัวไหนตอบไม่ได้ ให้ตัดทิ้ง

    ห้า — เริ่มจาก Why กลางวงล้อ กล่องเหลืองของแต่ละช่องคือ Why ย่อยที่ต้องตอบให้ได้ มาตรการไหนตอบ Why ไม่ได้ ก็ยังไม่ต้องรีบทำ

    #hrรีพอร์ต #ทดลองงาน #HR #HRD #EmployeeLifeCycle #StartWithWhy #การพัฒนาองค์กร

  • วันที่ 62 ที่ไม่มีใครนับ
    ปกบทความถามว่าถ้าไม่อยากจ่ายเพิ่ม ต้องแจ้งไม่ผ่านวันไหน โดยมีคำตอบคือวันที่ 62

    “พี่คะ ถ้าน้องต้นแผนกพ่นสีไม่ผ่าน แล้วเราไม่อยากจ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวเลย ต้องแจ้งเขาวันไหนคะ”

    “ก็ก่อนวันที่ 119 ไง”

    “ฝนนับตามรอบเงินเดือนแล้วค่ะ… วันที่ 62”

    ผมวางแก้วกาแฟลงช้า ๆ แล้วขอให้น้องฝนพูดอีกรอบ เพราะคิดว่าตัวเองฟังผิด

    .

    เช้าวันจันทร์ที่ปฏิทินเต็มไปด้วยวงแดง

    สองเดือนหลังนายเซ็นนโยบาย “ทดลองงานสามขนาด” ห้อง HR ของโรงงานเฟอร์นิเจอร์ไม้ส่งออกแห่งนี้ดูเป็นระเบียบขึ้นมาก

    กลิ่นแลกเกอร์จากแผนกพ่นสีลอยมาตามลม เสียงเครื่องขัดผิวไม้ดังเป็นจังหวะเหมือนทุกเช้า

    บนไวท์บอร์ดหน้าโต๊ะผมมีชื่อพนักงานใหม่เจ็ดคน ข้างชื่อทุกคนมีวันที่ 119 วงด้วยปากกาแดง

    พี่สมพงษ์ หัวหน้าแผนกประกอบ เดินผ่านมาแล้วพยักหน้า “แบบนี้ดี ขอแค่บอกพี่ล่วงหน้าว่าใครครบวันไหน”

    น้องฝน เจ้าหน้าที่ HR ที่เพิ่งเข้ามาได้ครึ่งปี จดทุกอย่างลงสมุดเล่มเล็ก

    ทุกคนดูมั่นใจว่าเมื่อเรารู้วันที่แล้ว ก็เท่ากับเรามีระบบแล้ว

    .

    ตัวเลขที่ซ่อนอยู่ในรอบเงินเดือน

    น้องต้นเริ่มงานวันที่ 1 กรกฎาคม ตำแหน่งช่างพ่นสี เป็นพนักงานรายเดือน เงินเดือน 15,000 บาท

    เดือนแรกไปได้ดี เดือนที่สองเริ่มมีเสียงบ่นจากหัวหน้าแผนกพ่นสี งานพ่นยังเป็นคลื่น ต้องขัดแล้วพ่นใหม่บ่อย ตู้ไม้ที่ต้องส่งออกเดือนหน้ากองรอแก้อยู่หลังห้อง

    ผมเลยให้น้องฝนลองเตรียมตัวเลขไว้ก่อน เผื่อต้องตัดสินใจ

    น้องฝนกาง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน มาตรา 17 ขึ้นมาอ่าน มาตรานี้บอกว่าสัญญาทดลองงานให้ถือเป็นสัญญาที่ไม่มีกำหนดระยะเวลา ถ้าจะเลิกจ้าง ต้องบอกกล่าวเป็นหนังสือ ณ หรือก่อนวันจ่ายค่าจ้างงวดหนึ่ง แล้วจะมีผลในวันจ่ายค่าจ้างงวดถัดไป

    โรงงานเราจ่ายเงินเดือนทุกสิ้นเดือน

    วันที่ 119 ของน้องต้นคือ 27 ตุลาคม วันจ่ายค่าจ้างงวดสุดท้ายที่ยังไม่เลยวันนั้นคือ 30 กันยายน ถ้าอยากให้การบอกกล่าวมีผลวันที่ 30 กันยายน ก็ต้องแจ้งภายในวันจ่ายค่าจ้างงวดก่อนหน้า คือ 31 สิงหาคม

    ซึ่งตรงกับวันทำงานวันที่ 62 พอดี

    “แปลว่าถ้าเราไม่อยากจ่ายแทนการบอกกล่าว เราต้องตัดสินใจตอนที่เขาเพิ่งทำงานได้สองเดือนนะคะพี่”

    อีกทางหนึ่งคือแจ้งช้ากว่านั้น แล้วจ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวตาม ม.17/1 ซึ่งไม่ผิดอะไร แต่เป็นเงินก้อนที่ไม่เคยมีใครวางแผนไว้

    ผมนั่งเงียบไปพักหนึ่ง ที่ผ่านมาเราพูดกันแต่เรื่องวันที่ 119 กับวันที่ 120 แต่ไม่มีใครนับวันที่ต้องตัดสินใจจริง

    ผมเปิดแฟ้มแบบประเมินทดลองงานย้อนหลังหกเดือนดูต่อ แบบฟอร์ม 12 ข้อ ได้ 3 คะแนน “พอใช้” เกือบทุกข้อ ช่องหลักฐานว่าง ช่องความเห็นเขียนว่า “ตั้งใจทำงานดี”

    แบบประเมินของเราไม่ได้ช่วยหัวหน้าตัดสินใจ มันแค่ช่วยบันทึกว่าตัดสินใจไปแล้ว

    .

    สามความพลาดของระบบเดิม คือเตือนถี่ แบบประเมิน 20 ข้อ และให้ทำงานต่อจนเลยวันที่ 120

    ยิ่งเติมของ ยิ่งไม่มีใครเข้าใจ

    ผมทำสิ่งที่ HR ส่วนใหญ่ทำเมื่อเจอปัญหา คือเพิ่มของ

    ตั้งข้อความเตือนใน LINE กลุ่มหัวหน้า วันที่ 90 วันที่ 105 และวันที่ 115 ขยายแบบประเมินจาก 12 ข้อเป็น 20 ข้อ ทำตารางสีแดงเหลืองเขียวติดหน้าห้อง HR

    สามสัปดาห์แรกดูดีมาก หัวหน้าส่งแบบประเมินเร็วขึ้น ไม่มีใครลืม

    แต่พอเปิดดูข้างใน 20 ข้อได้ 3 คะแนนเกือบหมด เหมือนเดิมทุกอย่าง ต่างกันแค่ใช้เวลากรอกนานขึ้น

    แล้วเคสน้องต้นก็จบแบบที่ผมกลัว

    วันที่ 20 ตุลาคม ซึ่งเป็นวันทำงานวันที่ 112 หัวหน้าแผนกพ่นสีเรียกน้องต้นไปคุย บอกว่าไม่ผ่าน แล้วพูดด้วยความหวังดีว่า “ทำต่อถึงสิ้นเดือนนะ จะได้มีเวลาหางานใหม่”

    ใจดีครับ แต่วันที่ 31 ตุลาคมคือวันทำงานวันที่ 123 เลยเส้นวันที่ 120 ไปสามวัน

    ค่าชดเชย 30 วันตาม ม.118 จึงตามมาทันที 15,000 บาท และเพราะการบอกกล่าววันที่ 20 ตุลาคมมีผลตามกฎหมายวันที่ 30 พฤศจิกายน เราจึงต้องจ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวส่วนที่ขาดอีก 15,000 บาท รวมกับค่าจ้างช่วงที่เขาทำงานต่ออีก 11 วัน เงินที่จ่ายหลังวันแจ้งรวม 35,500 บาท

    ถ้าวันนั้นให้มีผลทันทีพร้อมจ่ายแทนการบอกกล่าว เราจะจ่าย 20,500 บาท และไม่ข้ามวันที่ 120

    ส่วนต่าง 15,000 บาทไม่ได้เกิดจากใครใจร้าย มันเกิดจากความใจดีที่ไม่มีเครื่องคิดเลข

    คืนนั้นผมมองตารางสีแดงเหลืองเขียวแล้วรู้ตัวว่า ผมเติม “อะไร” ให้หัวหน้าทุกอย่าง แต่ไม่เคยบอกเลยว่า “ทำไม”

    .

    แนวคิด Start with Why ขยับวันตัดสินใจจากวันที่ 112 มาเป็นวันที่ 95 เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายรู้ว่าใช่กัน

    วงกลมสามวงบนหลังกระดาษรีไซเคิล

    ผมนึกถึงหนังสือ Start with Why ของ Simon Sinek ที่เคยอ่านไว้

    Sinek อธิบายด้วยวงกลมสามชั้นที่เรียกว่า Golden Circle วงในสุดคือ Why เหตุผลที่เราทำ วงกลางคือ How วิธีที่เราทำ วงนอกคือ What สิ่งที่เราทำออกมาให้เห็น

    องค์กรส่วนใหญ่สื่อสารจากวงนอกเข้าไปข้างใน เริ่มจากแบบฟอร์ม กติกา ตัวเลข แต่คนที่ทำให้คนอื่นเชื่อตามได้ เริ่มจากวงในสุดออกมา

    ผมหยิบกระดาษรีไซเคิลแผ่นหนึ่ง วาดวงกลมสามวง แล้วเขียนใหม่ทีละวง

    วงใน Why: ทดลองงานมีไว้ให้ทั้งสองฝ่ายรู้ว่าใช่กัน ก่อนผูกพันกันยาว ไม่ได้มีไว้หาเหตุผลเลิกจ้าง

    วงกลาง How: เป้าหมายต้องชัดตั้งแต่สัปดาห์แรก คุยกันสม่ำเสมอวันที่ 30 และ 60 ตัดสินใจก่อนเส้นกฎหมาย และฟังเสียงพนักงานใหม่ด้วย

    วงนอก What: เพิ่งมาถึงตรงนี้ แบบฟอร์มทุกแผ่นต้องตอบได้ว่ารับใช้ Why ข้อไหน

    แบบฟอร์มเลยถูกเขียนใหม่ทั้งชุด เหลือห้าแผ่น

    F01 แบบกำหนดเป้าหมาย ทำให้เสร็จภายในวันที่ 7 เป้า 3–5 ข้อ แต่ละข้อต้องบอกว่าดูจากหลักฐานอะไร และแค่ไหนถึงเรียกว่าผ่าน เพราะคนจะถูกประเมินอย่างเป็นธรรมได้ก็ต่อเมื่อรู้เกณฑ์ตั้งแต่วันแรก

    F02 บันทึก Check-in ใช้วันที่ 30 และ 60 คุยกันแค่ 15–20 นาที แต่ต้องมีตัวอย่างจริงทุกครั้ง

    F03 แบบประเมิน เหลือผลงานตามเป้า 60% พฤติกรรมการทำงาน 40% ทุกคะแนน 1 ต้องมีหลักฐาน แล้วปิดด้วยสามคำถาม ทำงานหลักได้เองแล้วหรือยัง ทำตามกติกาและทำงานกับทีมได้โดยไม่ต้องคุมใกล้ชิดไหม และถ้าวันนี้ต้องเลือกรับคนนี้อีกครั้ง จะรับไหม

    F04 แบบฟังเสียงพนักงานใหม่ ให้น้องใหม่ส่งตรงถึง HR ช่วงวันที่ 45–60 เพราะบริษัทก็อยู่ในช่วงทดลองงานในสายตาเขาเหมือนกัน

    F05 บันทึกขอขยาย ขยายได้ครั้งเดียว เป็นหนังสือ และต้องคำนวณค่าชดเชยไว้ก่อนเซ็น

    ส่วนวันตัดสินใจของกลุ่ม 119 วัน เราขยับมาไว้ราววันที่ 95 ให้เหลือเวลาแจ้งผลและออกหนังสือ

    .

    ระบบทดลองงาน 3 จังหวะ และไฟล์ Excel แจกฟรีที่มีทะเบียน แบบประเมิน ตัวคำนวณ และหน้าตั้งค่า

    ตารางหนึ่งไฟล์ที่ตอบนายได้ในสิบวินาที

    แบบฟอร์มแก้ปัญหาเรื่องหลักฐาน แต่ยังเหลือปัญหาเรื่องวันที่ ซึ่งเป็นต้นเหตุของวันที่ 62 และเงินส่วนต่าง 15,000 บาท

    ผมกับน้องฝนเลยทำ Excel ขึ้นมาไฟล์หนึ่ง

    หน้าแรกคือทะเบียนติดตาม ใส่แค่วันเริ่มงาน กลุ่มทดลองงาน และประเภทค่าจ้าง ไฟล์จะคำนวณวัน Check-in วันตัดสินใจ วันที่ 119 วันที่ 120 และวันแจ้งช้าสุดแบบไม่ต้องจ่ายแทนการบอกกล่าวให้เอง โดยดูรอบจ่ายจริง ทั้งรายเดือนที่จ่ายสิ้นเดือน และรายวันที่จ่ายเดือนละสองงวด

    คอลัมน์ที่หัวหน้าชอบที่สุดคือคอลัมน์สถานะ มันบอกเป็นภาษาคนว่าสัปดาห์นี้ต้องทำอะไร “ค้าง Check-in 1” “ถึงกำหนดประเมิน” หรือ “ด่วน อีก 7 วันถึงวันที่ 120”

    หน้าที่นายชอบที่สุดคือตัวคำนวณ ใส่วันเริ่มงาน เงินเดือน และวันที่จะแจ้ง แล้วไฟล์จะเทียบสามทางเลือกให้เห็นในหน้าเดียว ให้ออกทันทีพร้อมจ่ายแทนการบอกกล่าว บอกกล่าวล่วงหน้าแล้วให้ทำงานถึงวันมีผล หรือกำหนดวันสุดท้ายเอง แต่ละทางพ้นสภาพวันไหน ข้ามวันที่ 120 หรือไม่ และรวมแล้วต้องจ่ายเท่าไร

    วันที่ผมเอาเคสน้องต้นใส่ให้นายดู ตัวเลขขึ้นมาเรียงกัน 20,500 บาท 35,500 บาท และ 35,500 บาท

    นายมองอยู่นาน แล้วพูดประโยคเดียว “ความใจดีที่ไม่มีแผน แพงกว่าความตรงไปตรงมาแฮะ”

    ไฟล์ยังบอกต่อด้วยว่าต้องจ่ายเงินภายใน 3 วันนับแต่วันเลิกจ้างตาม ม.70 และต้องแจ้งออกประกันสังคมด้วยแบบ สปส.6-09 ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป เรื่องเล็ก ๆ ที่ HR ลืมบ่อยตอนวุ่น ๆ

    .

    หนึ่งไตรมาสหลังวงกลมสามวง

    สัปดาห์ที่สามหลังเริ่มใช้ พี่สมพงษ์เดินมาขอแบบฟอร์ม F01 เองเป็นครั้งแรก “ขออีกสองชุด น้องใหม่เข้ามาสองคน พี่จะได้บอกเขาตั้งแต่วันแรกเลยว่าต้องประกอบเก้าอี้ได้วันละกี่ตัว”

    F04 ของน้องใหม่แผนกคลังสินค้าบอกเราว่า เขายังไม่ได้รองเท้าเซฟตี้ไซซ์ที่ใส่ได้ ทำงานมาสามสัปดาห์แล้วไม่เคยกล้าบอกหัวหน้า น้องฝนจัดการให้ภายในสองวัน

    เคสไม่ผ่านเคสแรกหลังใช้ระบบเกิดขึ้นที่แผนกซ่อมบำรุง หัวหน้ามาหาผมวันที่ 96 พร้อม F01 F02 และ F03 ครบ หลักฐานชัด เราแจ้งตัวต่อตัว มอบหนังสือ ให้มีผลทันทีพร้อมจ่ายแทนการบอกกล่าว ทุกอย่างจบก่อนวันที่ 100

    น้องคนนั้นเซ็นรับหนังสือ แล้วพูดว่า “ขอบคุณที่บอกตรง ๆ ตั้งแต่เดือนแรกนะครับ ผมรู้ตัวมาตั้งแต่ Check-in ครั้งที่สองแล้ว”

    ไตรมาสนั้นไม่มีเคสไหนเลยวันที่ 120 โดยไม่ตั้งใจ ส่วนกลุ่มหัวหน้าที่ตั้งใจดู 180 วัน เราก็รู้ล่วงหน้าว่าถ้าไม่ผ่านต้องจ่ายเท่าไร

    ผมรวบรวมทุกอย่างเป็นไฟล์ Excel สองไฟล์ แจกฟรีท้ายบทความนี้

    ไฟล์ตัวอย่างมีข้อมูลสมมติของโรงงานเฟอร์นิเจอร์ 8 คน ให้เห็นว่าแต่ละสถานะหน้าตาเป็นอย่างไร ส่วนไฟล์เปล่าพร้อมใช้ วันที่อ้างอิงเป็นวันนี้ ใส่ข้อมูลพนักงานได้ทันที ทั้งสองไฟล์มีทะเบียนติดตาม แบบประเมิน F03 ที่คิดคะแนนให้เอง ตัวคำนวณสามทางเลือก และหน้าตั้งค่าที่ปรับรอบจ่ายค่าจ้างและระยะทดลองงานได้ตามบริษัท

    ดาวน์โหลดไฟล์ตัวอย่าง (ข้อมูลสมมติ 8 คน): [ลิงก์ดาวน์โหลดไฟล์ตัวอย่าง]

    ดาวน์โหลดไฟล์เปล่าพร้อมใช้: [ลิงก์ดาวน์โหลดไฟล์เปล่า]

    .

    บทเรียนที่อยากแชร์

    หนึ่ง — วันที่ 119 ไม่ใช่วันตัดสินใจ วันตัดสินใจจริงควรอยู่ราววันที่ 90–100 และถ้าไม่อยากจ่ายแทนการบอกกล่าว อาจต้องตัดสินใจเร็วถึงวันที่ 62 สำหรับบริษัทที่จ่ายเงินเดือนสิ้นเดือน

    สอง — เริ่มจากทำไม ก่อนเติมแบบฟอร์ม เตือนถี่ขึ้นหรือเพิ่มข้อประเมินไม่ได้ทำให้ใครตัดสินใจดีขึ้น ถ้าหัวหน้าไม่รู้ว่าทดลองงานมีไว้เพื่ออะไร

    สาม — ให้พนักงานรู้ว่า “ผ่าน” คืออะไรตั้งแต่สัปดาห์แรก เป้า 3–5 ข้อที่ดูหลักฐานได้ ทำให้การบอกว่าไม่ผ่านกลายเป็นเรื่องที่ทั้งสองฝ่ายเห็นมาตลอดทาง

    สี่ — บริษัทก็อยู่ในช่วงทดลองงานเหมือนกัน แบบฟังเสียงพนักงานใหม่ช่วยให้เราเจอปัญหาที่น้องใหม่ไม่กล้าพูด ก่อนมันจะกลายเป็นใบลาออก

    ห้า — ความใจดีต้องมีเครื่องคิดเลข การให้ทำงานต่อถึงสิ้นเดือนอาจพาข้ามวันที่ 120 คำนวณทุกทางเลือกก่อนแจ้งผล แล้วเลือกทางที่ตรงไปตรงมาและยุติธรรมกับทั้งสองฝ่าย

    #hrรีพอร์ต #ทดลองงาน #HR #HRD #StartWithWhy #การพัฒนาองค์กร

  • ทำไมต้องทดลองงาน 119 วัน?
    ปกบทความ ทดลองงาน 119 วันมีไว้ทำไม พร้อมข้อความว่า 119 ไม่ใช่เพดาน

    “พี่ครับ ขอถามอะไรหน่อยได้ไหมครับ”

    ผู้สมัครตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายวางแผนการผลิตวางปากกาลงบนใบเสนอการจ้างงาน นิ้วชี้ค้างอยู่ที่บรรทัดเดียว

    “ทดลองงาน 119 วัน ทำไมต้อง 119 ครับ ทำไมไม่ใช่ 120 หรือ 180”

    “ทุกบริษัทเขาใช้กันครับ” ผมตอบแบบที่ตอบมาตลอดสิบปี

    เขายิ้มบาง ๆ “แปลว่าตัวเลขนี้ออกแบบไว้สำหรับวันที่บริษัทจะไม่เอาผม ใช่ไหมครับ”

    ผมเงียบไปนานกว่าที่ควร

    .

    เช้าวันจันทร์กับแฟ้มสีฟ้าตั้งเดิม

    ที่นี่เป็นโรงงานเฟอร์นิเจอร์ไม้ส่งออกชานเมือง เสียงเครื่องไสไม้ดังตั้งแต่เจ็ดโมง กลิ่นขี้เลื่อยปนแลกเกอร์ลอยขึ้นมาถึงห้อง HR ชั้นสอง

    บนโต๊ะผมมีแฟ้มสีฟ้าตั้งหนึ่ง แบบประเมินทดลองงานของพนักงานใหม่ แต่ละแผ่นแปะโพสต์อิทสีส้ม เขียนตัวโต ๆ ว่า “ครบ 119 วัน ศุกร์นี้”

    สาย ๆ พี่สมพงษ์ หัวหน้าแผนกประกอบ เดินขึ้นมาเซ็นสามแผ่นรวด ใช้เวลาไม่ถึงสองนาที

    “ผ่านหมดแหละ เด็กมันก็ทำได้”

    ผมยิ้มรับ เก็บเข้าแฟ้ม เหมือนทุกรอบ

    ตอนนั้นผมยังไม่รู้ว่า สิ่งที่ควรเป็นบทสนทนา กลายเป็นแค่ลายเซ็นมานานแล้ว

    .

    คำถามที่ผมตอบได้แค่ครึ่งเดียว

    บ่ายวันนั้น ผู้สมัครคนเดิมส่งอีเมลมาขอคุยเรื่องเงื่อนไขทดลองงานอีกรอบ ผมเลยเอาไปปรึกษานาย

    นายอ่านจบแล้วเงยหน้า “เขาอยากได้ 180 วันเหรอ แล้วเราเสียอะไร”

    ผมอธิบายแบบที่ HR ทุกคนท่องได้

    กฎหมายคุ้มครองแรงงานไม่ได้กำหนดระยะเวลาทดลองงานไว้เลยสักบรรทัด พนักงานทดลองงานก็คือลูกจ้างคนหนึ่ง ได้รับความคุ้มครองเหมือนทุกคน

    ตัวเลข 119 มาจากมาตรา 118 ลูกจ้างที่ทำงานติดต่อกันครบ 120 วัน ถ้าถูกเลิกจ้างโดยไม่ได้ทำผิดร้ายแรง ต้องได้ค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้าง 30 วัน ถ้าอายุงานครบหนึ่งปี ค่าชดเชยขึ้นเป็น 90 วัน

    บริษัทส่วนใหญ่เลยตั้งไว้ที่ 119 วัน ให้การตัดสินใจเกิดขึ้นก่อนที่ค่าชดเชยจะเริ่มมีผล

    นายฟังจบ ถามสั้น ๆ

    “สรุปเราทดลองงาน เพื่อจะได้ไม่ต้องจ่าย?”

    ผมอ้าปากจะตอบ แล้วก็หุบ

    ผมรู้ว่ากฎหมายบอกอะไร รู้ว่าต้องนับวันยังไง รู้ว่าแบบฟอร์มต้องส่งเมื่อไร แต่ถ้าถามว่า “เราทดลองงานไปทำไม” ผมกลับไม่มีคำตอบที่ไม่เกี่ยวกับเงินเลย

    คืนนั้นผมเปิดแฟ้มทดลองงานย้อนหลังหนึ่งปี ไล่ดูทีละแผ่น

    เกือบทุกแผ่นเซ็นในสัปดาห์สุดท้าย ช่องความเห็นว่างเกินครึ่ง คนที่ไม่ผ่านแทบทุกคนเพิ่งรู้ตัวในสัปดาห์ที่สิบเจ็ด ไม่มีใครเคยถูกบอกตั้งแต่เดือนแรกว่าบริษัทคาดหวังอะไรจากเขา

    ทดลองงานของเรา ไม่ได้ทดลองอะไรเลย

    มันแค่นับวัน

    .

    อาการของทดลองงานแบบเดิม 3 ข้อ คือเซ็นวันสุดท้าย ต่อโปร และแจ้งไม่ผ่านแต่พ้นสภาพเกิน 120 วัน

    ยาสามัญประจำบ้านที่ชื่อว่าต่อโปร

    ผมเริ่มแก้แบบที่ HR ถนัด คือแก้ที่ระบบ

    อย่างแรก ตั้งระบบเตือนสามจังหวะ วันที่ 90 วันที่ 105 และวันที่ 115 ส่งไลน์หาหัวหน้าทุกคน

    ผลคือหัวหน้ารู้ตัวเร็วขึ้น แต่ก็ยังมาเซ็นวันสุดท้ายเหมือนเดิม พี่สมพงษ์พูดตรง ๆ ว่า “เตือนน่ะรู้ แต่ไม่รู้จะดูอะไร ฟอร์มมันถามกว้างไป”

    อย่างที่สอง ถ้าหัวหน้าไม่แน่ใจ ก็ “ต่อโปร” อีกหนึ่งถึงสองเดือน ฟังดูใจดี ให้โอกาสพิสูจน์ตัวเอง

    ยานี้ใช้ได้ผลอยู่พักหนึ่ง จนถึงเคสของน้องเก่ง

    น้องเก่งอยู่แผนกขัดผิวไม้ หัวหน้าขอต่อโปรอีกหนึ่งเดือนเพราะงานยังไม่นิ่ง ครบกำหนดใหม่ก็ยังไม่ผ่าน บริษัทแจ้งเลิกจ้างตอนอายุงานเลย 120 วันไปแล้ว

    ฝ่ายบัญชีโทรมาถามว่าทำไมมีค่าชดเชย 30 วันโผล่ขึ้นมา

    ผมต้องอธิบายว่า การต่อโปรไม่ได้ทำให้การนับอายุงานหยุดลง อายุงานนับตามปฏิทิน รวมวันหยุด นับตั้งแต่วันแรกที่เข้างาน คำว่า “ทดลองงาน” บนแฟ้มไม่ได้มีผลอะไรกับเส้น 120 วันเลย

    อีกเคสหนักกว่านั้น หัวหน้าแผนกพ่นสีแจ้งน้องคนหนึ่งว่าไม่ผ่านตั้งแต่วันที่ 115 แต่ขอให้อยู่ช่วยงานต่อจนสิ้นเดือนเพราะออเดอร์เข้า วันพ้นสภาพจริงเลยวันที่ 120 ไปแล้ว ค่าชดเชยก็ตามมาเหมือนกัน

    ผมนั่งมองสองเคสนี้ แล้วเห็นว่าทุกอย่างที่ผมแก้ เป็นการแก้ “ตัวเลข” กับ “แบบฟอร์ม” ทั้งนั้น

    ผมไม่เคยแตะคำถามของนายเลยสักนิด

    .

    119 วันไม่ใช่เพดานแต่คือเส้นต้นทุน ครบ 120 วันแล้วเลิกจ้างมีค่าชดเชย 30 วัน และ Why ของทดลองงานคือให้ทั้งสองฝ่ายรู้ว่าใช่กัน

    วงกลมสามวงบนไวท์บอร์ด

    สุดสัปดาห์นั้นผมกลับไปเปิดคลิปที่เคยดูนานแล้ว ไซมอน ซิเน็ก เล่าเรื่อง Golden Circle วงกลมสามวงซ้อนกัน วงในสุดคือ Why ถัดออกมาคือ How และวงนอกสุดคือ What

    ซิเน็กบอกว่าองค์กรส่วนใหญ่คิดและสื่อสารจากข้างนอกเข้าข้างใน เริ่มจากทำอะไร แล้วค่อยบอกว่าทำอย่างไร ส่วนทำไมมักถูกลืม ขณะที่องค์กรที่คนเชื่อและอยากอยู่ด้วย เริ่มจากข้างในเสมอ

    วันจันทร์ผมวาดวงกลมสามวงบนไวท์บอร์ดห้องประชุม แล้วเขียนระบบทดลองงานของเราลงไป

    What คือ 119 วัน แบบประเมินหนึ่งแผ่น กับโพสต์อิทสีส้ม

    How คือ เตือนวันที่ 90 105 115 หัวหน้าเซ็น ไม่แน่ใจก็ต่อโปร

    Why ว่าง

    ผมยืนมองช่องว่างนั้นอยู่นาน แล้วถามตัวเองใหม่ว่า ถ้าไม่พูดถึงเงินเลย เราทดลองงานไปทำไม

    คำตอบที่ได้ไม่ซับซ้อนเลย

    ทดลองงานมีไว้ให้ทั้งสองฝ่ายรู้ว่า “ใช่กัน” ก่อนจะผูกพันกันยาว

    บริษัทได้ดูว่าคนนี้ทำงานนี้ได้ไหม เข้ากับทีมได้ไหม ส่วนพนักงานก็ได้ดูว่างานนี้ หัวหน้าคนนี้ และที่นี่ ใช่ที่ของเขาหรือเปล่า

    พอ Why ชัด คำถามก็เปลี่ยนทันที

    จาก “กี่วันถึงจะไม่ต้องจ่าย” กลายเป็น “งานนี้ต้องใช้เวลากี่วัน ถึงจะเห็นว่าใช่”

    ตัวเลข 119 ก็เปลี่ยนสถานะไปด้วย จากเพดานที่ห้ามข้าม กลายเป็นเส้นต้นทุนที่เรารู้ราคาของมัน คอลัมนิสต์ด้านแรงงานบางท่านเขียนไว้ชัดว่า นายจ้างจะกำหนดทดลองงาน 60 วัน 90 วัน 180 วัน หรือหนึ่งปีก็ได้ แค่ต้องรู้ว่าครบ 120 วันแล้วเลิกจ้าง ต้องจ่ายค่าชดเชย

    .

    ตาราง 2×2 เทียบอินโดนีเซีย เวียดนาม ไทยวันนี้ และไทยแบบใหม่ ตามการกำหนดเพดานและการแบ่งตามระดับงาน

    เพื่อนบ้านที่เริ่มจากคำถามเดียวกัน

    ผมอยากรู้ว่าที่อื่นคิดเรื่องนี้ยังไง เลยลองค้นกฎหมายแรงงานประเทศเพื่อนบ้าน

    เวียดนามเขียนไว้ในประมวลกฎหมายแรงงานเลยว่า ระยะทดลองงานแบ่งตามระดับงาน ตำแหน่งผู้บริหารองค์กรไม่เกิน 180 วัน งานที่ต้องใช้วุฒิระดับวิทยาลัยขึ้นไปไม่เกิน 60 วัน งานช่างหรือวิชาชีพระดับกลางไม่เกิน 30 วัน และงานอื่นไม่เกิน 6 วันทำงาน

    ฟิลิปปินส์กำหนดเพดานไว้ที่ 6 เดือน ถ้าปล่อยให้ทำงานต่อหลังครบกำหนด ให้ถือเป็นพนักงานประจำทันที

    อินโดนีเซียให้ทดลองงานได้ไม่เกิน 3 เดือน ขยายหรือทดลองซ้ำไม่ได้

    ผมอ่านแล้วนึกขำตัวเอง เวียดนามตอบคำถาม Why ไว้ในตัวบทกฎหมายแล้ว งานยากต่างกัน ก็ต้องใช้เวลารู้จักกันต่างกัน

    ส่วนไทยไม่มีเพดาน มีแต่เส้นต้นทุน นั่นแปลว่าเรามีอิสระออกแบบเองได้ ถ้าเรากล้าถามว่าทำไม

    ผมเอาตัวเลขไปให้นายดูอีกรอบ

    “ถ้าเราจ้างผู้จัดการผิดคน แล้วมารู้ตัวตอนปีที่สอง ค่าชดเชยขึ้นเป็น 90 วันแล้วครับ ยังไม่นับงานที่เสียไปทั้งปี แต่ถ้าเราให้เวลาประเมิน 180 วัน แล้วไม่ใช่จริง ๆ เราจ่าย 30 วัน”

    นายนิ่งไปครู่หนึ่ง “เหมือนจ่ายเบี้ยประกัน เพื่อซื้อเวลาดูคนให้ชัด”

    “ครับ แต่ต้องซื้อเฉพาะตำแหน่งที่จำเป็นต้องดูนานจริง ๆ”

    .

    ทดลองงานสามขนาด ปฏิบัติการ 90 วัน ช่างและเจ้าหน้าที่ 119 วัน หัวหน้าและผู้จัดการ 180 วัน พร้อมกติกาใหม่ 4 ข้อ

    ทดลองงานสามขนาด

    เราใช้เวลาสองสัปดาห์นั่งคุยกับหัวหน้าทุกแผนก ด้วยคำถามเดียว “งานในแผนกเรา ต้องดูกี่วันถึงจะรู้ว่าใช่”

    คำตอบออกมาเป็นสามกลุ่มชัด ๆ

    กลุ่มแรก พนักงานปฏิบัติการ แผนกประกอบ ขัดผิว พ่นสี และคลังสินค้า ทักษะ วินัย และความปลอดภัยเห็นได้ภายในไม่กี่สัปดาห์ เราลดเหลือ 90 วัน คุยผลวันที่ 30 และ 60

    กลุ่มที่สอง ช่างซ่อมบำรุง เจ้าหน้าที่ QC และเจ้าหน้าที่วางแผน ต้องเห็นทั้งฝีมือเทคนิคและการทำงานข้ามแผนก เราคง 119 วันไว้ คุยผลวันที่ 30 60 และ 90

    กลุ่มที่สาม หัวหน้างานและผู้จัดการ ผลงานจริงต้องดูจากทีมอย่างน้อยหนึ่งรอบแผนการผลิต เราขยายเป็น 180 วัน และเขียนไว้ในใบเสนอการจ้างงานตรง ๆ ว่าถ้าไม่ผ่านหลังวันที่ 120 บริษัทจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมาย

    นอกจากตัวเลข เราตั้งกติกาใหม่อีกสี่ข้อ

    ข้อแรก คุยเป้าหมายทดลองงานตั้งแต่สัปดาห์แรก เขียนลงกระดาษแผ่นเดียว สามถึงห้าข้อ ที่ทั้งหัวหน้าและพนักงานอ่านแล้วเข้าใจตรงกัน

    ข้อสอง แบบประเมินเหลือสามคำถาม เห็นอะไรที่ทำได้ดี เห็นอะไรที่ยังต้องเติม และเดือนหน้าจะช่วยกันอย่างไร

    ข้อสาม สำหรับกลุ่ม 119 วัน วันตัดสินใจจริงคือราววันที่ 90 ถึง 100 ไม่ใช่วันที่ 119 เพราะการเลิกจ้างต้องบอกกล่าวล่วงหน้าอย่างน้อยหนึ่งรอบการจ่ายค่าจ้าง ไม่อย่างนั้นต้องจ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าว และสิ่งที่นับคือวันพ้นสภาพจริง ไม่ใช่วันที่แจ้ง

    ข้อสี่ ถ้าจะต่อโปร ต้องทำเป็นหนังสือ ระบุเป้าหมายที่ต้องเห็นเพิ่ม และ HR คำนวณให้หัวหน้าเห็นก่อนว่า ถ้าข้ามวันที่ 120 แล้วไม่ผ่าน บริษัทต้องจ่ายเท่าไร

    .

    ผู้สมัครคนเดิม กับใบเสนอฉบับใหม่

    ผมโทรหาผู้สมัครคนนั้นอีกรอบ เสนอทดลองงาน 180 วัน พร้อมเป้าหมายที่จะคุยกันในวันที่ 60 120 และ 180 แล้วบอกเขาตรง ๆ ว่า ถ้าไม่ผ่านหลังวันที่ 120 เขาได้ค่าชดเชยตามกฎหมาย

    เขาเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วตอบว่า

    “แบบนี้ผมรู้ว่าบริษัทอยากรู้จักผมจริง ๆ ไม่ได้แค่เตรียมประตูทางออกไว้”

    เขาเซ็นสัญญาในสัปดาห์นั้น

    เดือนแรกของระบบใหม่ พี่สมพงษ์เดินขึ้นมาห้อง HR พร้อมกระดาษโน้ตยับ ๆ ของน้องใหม่สองคน วันที่ 30 พอดี

    “คุยแล้ว คนหนึ่งดีเลย อีกคนยังช้าเรื่องวัดขนาด ผมให้ไปฝึกกับลุงเปี๊ยกสองอาทิตย์”

    นั่นเป็นครั้งแรกที่แบบประเมินกลายเป็นบทสนทนา

    น้องคนหนึ่งในแผนกพ่นสีได้บรรจุวันที่ 90 เร็วกว่ารุ่นพี่ทุกคน เธอบอกผมว่าจะชวนเพื่อนมาสมัคร เพราะ “ที่นี่บอกตั้งแต่วันแรกว่าอยากเห็นอะไร”

    ไม่ใช่ทุกเรื่องจะจบสวย เจ้าหน้าที่ QC คนหนึ่งไม่ผ่านที่วันที่ 95 แต่เขารู้ตัวตั้งแต่การคุยวันที่ 60 มีเป้าหมายเป็นลายลักษณ์อักษร มีโน้ตทุกครั้งที่คุย วันที่แจ้งผล เขาจับมือหัวหน้าแล้วบอกว่าเข้าใจ

    ส่วนผู้จัดการวางแผนคนใหม่ ผ่านการคุยวันที่ 120 ไปแล้ว ด้วยแผนการผลิตที่เขาเขียนใหม่ทั้งชุด

    สัปดาห์ก่อน นายเดินผ่านไวท์บอร์ดที่ยังไม่มีใครลบ ช่อง Why ไม่ว่างแล้ว

    “ตัวเลขเปลี่ยนไปไม่กี่ตัวเอง” นายว่า “แต่คำถามที่เราถามตัวเองเปลี่ยนไปหมดเลยนะ”

    .

    บทเรียนที่อยากแชร์

    หนึ่ง — 119 คือเส้นต้นทุน ไม่ใช่เพดานกฎหมาย กฎหมายไทยไม่ได้กำหนดระยะทดลองงานไว้ มาตรา 118 บอกแค่ว่าครบ 120 วันแล้วเลิกจ้างโดยไม่มีความผิด ต้องจ่ายค่าชดเชยไม่น้อยกว่า 30 วัน

    สอง — ค่าชดเชยผูกกับอายุงาน ไม่ใช่สถานะโปร อายุงานนับตามปฏิทินรวมวันหยุด ต่อโปรไม่ได้ทำให้การนับหยุดลง และสิ่งที่นับคือวันพ้นสภาพจริง ไม่ใช่วันที่แจ้ง

    สาม — เริ่มจาก Why แล้วตัวเลขจะตามมาเอง ทดลองงานมีไว้ให้ทั้งสองฝ่ายรู้ว่าใช่กัน ลองถามว่างานนี้ต้องใช้เวลาเท่าไรถึงจะเห็น แทนที่จะถามว่ากี่วันถึงไม่ต้องจ่าย

    สี่ — งานต่างระดับ ต้องใช้เวลารู้จักกันต่างกัน เวียดนามเขียนเรื่องนี้ไว้ในกฎหมาย ส่วนเราออกแบบเองได้ในข้อบังคับและสัญญาจ้าง ขอแค่มีเกณฑ์ชัดและแจ้งตั้งแต่วันแรก

    ห้า — ตัวเลขไม่ได้คุ้มครองบริษัท การประเมินที่ดีต่างหาก เหตุไม่ผ่านที่ไม่ชัดหรือไม่เกี่ยวกับผลงาน อาจถูกโต้แย้งว่าเลิกจ้างไม่เป็นธรรม เป้าหมายที่คุยกันตั้งแต่วันแรกคือหลักฐานที่ดีที่สุด

    #hrรีพอร์ต #ทดลองงาน #HR #HRD #StartWithWhy #การพัฒนาองค์กร

  • ทำไมต้องมีการประเมินค่างาน
    ปกบทความ คำถามว่าอยู่มาสิบสองปีทำไมเกรดต่ำกว่าน้องใหม่ พร้อมคำว่า Why ก่อนสูตร

    “พี่ครับ ผมทำงานที่นี่มาสิบสองปี ทำไมเกรดผมยังต่ำกว่าน้องวิศวกรที่เพิ่งเข้ามาปีเดียว”

    ลุงสมพงษ์ถามผมตรงหน้าห้อง HR มือยังเปื้อนน้ำมันจากเครื่องจักรที่เพิ่งซ่อมเสร็จ

    ผมอ้าปากจะตอบ แล้วก็หุบลง

    เพราะคำตอบเดียวที่มีอยู่ในหัวตอนนั้นคือ “ก็มันเป็นแบบนี้มาตั้งแต่ก่อนผมมา”

    และผมรู้ดีว่า นั่นไม่ใช่คำตอบ

    .

    เช้าวันจันทร์ที่ทุกอย่างยังเหมือนเดิม

    เช้าวันจันทร์ที่โรงงาน เสียงเครื่องจักรเริ่มดังตั้งแต่เจ็ดโมงครึ่ง กลิ่นกาแฟลอยมาจากโต๊ะน้องเมย์ เจ้าหน้าที่บุคคลที่นั่งทำงานกับผมมาสามปี

    บนชั้นหลังโต๊ะผมมีแฟ้มสีน้ำเงินเล่มหนึ่ง สันแฟ้มเขียนว่า “โครงสร้างเกรด” ปกซีดจนแทบอ่านไม่ออก ข้างในเป็นตารางที่ใครสักคนทำไว้ตั้งแต่โรงงานยังมีคนไม่ถึงครึ่งของวันนี้

    ไม่มีใครเปิดมันบ่อยนัก เวลารับคนใหม่ เราก็เทียบกับคนเก่าที่ตำแหน่งใกล้เคียง แล้วต่อรองกันไป

    ทุกอย่างดูปกติดี จนกระทั่งลุงสมพงษ์เดินมาเคาะประตู

    .

    เกรดที่ได้มาจากการต่อรอง 3 อาการ คือต่อรองตอนรับเข้า งานเดียวคนละเกรด และเกรดติดตัวคนเก่า

    คำถามที่ไม่มีใครเคยตอบ

    คืนนั้นผมหยิบแฟ้มสีน้ำเงินกลับบ้าน แล้วนั่งไล่ดูทีละตำแหน่ง

    ยิ่งดู ยิ่งเงียบ

    ตำแหน่งเดียวกันแต่อยู่คนละฝ่าย ได้เกรดไม่เท่ากัน เจ้าหน้าที่ธุรการของฝ่ายหนึ่งอยู่เกรดสาม อีกฝ่ายอยู่เกรดสี่ เพราะผู้จัดการฝ่ายนั้นเคยขอไว้ตอนกลัวจะเสียคน

    หลายตำแหน่งได้เกรดมาจากการต่อรองตอนรับเข้า ช่วงไหนหาคนยาก ใครเสียงดัง ใครมีข้อเสนอจากที่อื่น ก็ได้เกรดสูงติดตัวมา

    บางตำแหน่งเกรดสูงเพราะคนที่เคยนั่งอยู่เก่งมาก ไม่ใช่เพราะงานใหญ่ พอคนนั้นเกษียณ เกรดก็ยังค้างอยู่กับตำแหน่ง

    ผมเปิดแบบสัมภาษณ์คนลาออกย้อนหลังดูอีกรอบ คำว่า “ไม่ยุติธรรม” โผล่มาบ่อยกว่าที่ผมคิด ไม่มีใครเขียนตรง ๆ ว่าเกรด แต่ทุกคนพูดถึงการเปรียบเทียบ

    ผมนั่งนิ่งอยู่นาน

    ปัญหาไม่ใช่ว่าเกรดของลุงสมพงษ์ผิด มันอาจจะถูกก็ได้

    ปัญหาคือ ไม่มีใครในโรงงานนี้อธิบายได้ว่า ทำไมงานแต่ละงานถึงมีค่าเท่าที่เป็นอยู่

    และเกรดที่อธิบายไม่ได้ ต่อให้ถูก คนก็ไม่เชื่อ

    .

    ผมเริ่มจากคำว่าอะไร

    ผมทำแบบที่ HR ส่วนใหญ่ทำ คือหาเครื่องมือ

    ค้นไปเจอวิธีประเมินค่างานแบบให้คะแนนตามปัจจัย หรือ Point Factor วิธีที่บริษัทใหญ่ใช้กันมานาน แบ่งงานออกเป็นหลายปัจจัย ให้คะแนนทีละปัจจัย แล้วรวมเป็นคะแนนของงาน

    ผมดีใจมาก นี่แหละคำตอบ

    สองสัปดาห์เต็ม ผมนั่งทำตารางคนเดียวหลังเลิกงาน ให้คะแนนตำแหน่งทั้งหมดยี่สิบกว่าตำแหน่ง ทำสไลด์สวย ๆ มีปัจจัย มีน้ำหนัก มีสูตร มีตารางเกรดใหม่ครบ

    วันประชุมผู้จัดการ ผมพูดอยู่สิบห้านาที เรื่องสูตรล้วน ๆ

    พอพูดจบ ห้องเงียบ

    คุณวิทย์ ผู้จัดการโรงงาน เป็นคนแรกที่พูด “ทำไปทำไมครับ ตอนนี้ก็ไม่เห็นมีปัญหาอะไร”

    ผู้จัดการฝ่ายขายถามต่อ “แล้วคนของฝ่ายผมจะโดนลดเกรดไหม”

    พี่ชาญ หัวหน้าซ่อมบำรุง ถามเบา ๆ “คะแนนพวกนี้ ใครเป็นคนให้ครับ”

    “ผมครับ”

    ประโยคนั้นทำให้อากาศในห้องเย็นลงทันที

    ประชุมจบด้วยคำว่า “ไว้ค่อยคุยกันใหม่” ซึ่งทุกคนรู้ว่าแปลว่าอะไร

    ขากลับผมโทษตัวเองว่าสูตรอาจซับซ้อนไป สไลด์อาจเยอะไป

    แต่ลึก ๆ ผมรู้ว่าเครื่องมือไม่ได้ผิด

    ผมเปิดประตูผิดบาน ผมโชว์สิ่งที่ผมทำ ก่อนที่ใครจะรู้ว่าทำไมเขาต้องสนใจ แถมยังแบกการตัดสินค่างานของทั้งโรงงานไว้คนเดียว

    .

    แนวคิดไม่ใช่เริ่มจากสูตรแต่เริ่มจากทำไม เทียบ 2 สัปดาห์ที่ทำตารางคนเดียวกับ 1 คำถามที่เปลี่ยนการประชุม

    วงกลมสามวงที่ผมวาดกลับด้าน

    สุดสัปดาห์นั้นผมเปิดคลิปที่เคยดูนานแล้ว Simon Sinek พูดเรื่อง Start with Why กับวงกลมสามวงที่เขาเรียกว่า Golden Circle

    วงในสุดคือ Why ทำไปทำไม เชื่ออะไร

    วงกลางคือ How ทำอย่างไร ด้วยหลักการอะไร

    วงนอกสุดคือ What สิ่งที่ทำออกมา

    เขาบอกว่าองค์กรส่วนใหญ่สื่อสารจากนอกเข้าใน บอกว่าทำอะไร ทำอย่างไร แล้วแทบไม่เคยบอกว่าทำไม ส่วนคนที่ทำให้คนอื่นอยากเดินตาม จะพูดจากในออกนอก เพราะคนไม่ได้เชื่อในสิ่งที่เราทำ แต่เชื่อในเหตุผลที่เราทำมัน

    ผมหยิบกระดาษมาวาดวงกลมสามวง แล้วเอาสไลด์วันนั้นใส่ลงไป

    วงนอกแน่นเอี้ยด ปัจจัย คะแนน สูตร ตารางเกรด

    วงกลางมีนิดหน่อย น้ำหนักแต่ละปัจจัย

    วงในสุด ว่างเปล่า

    ผมขอให้ผู้จัดการยอมรับเครื่องมือหนึ่ง โดยที่เขาไม่รู้เลยว่ามันแก้ปัญหาอะไรให้เขา

    ผมนั่งเขียน Why ใหม่อยู่หลายรอบ รอบแรกเขียนว่า “เพื่อให้องค์กรมีระบบประเมินค่างานที่เป็นมาตรฐาน” อ่านแล้วก็ขีดทิ้ง เพราะนั่นคือ What ที่แต่งตัวเป็น Why

    สุดท้ายเหลือประโยคเดียว

    “ทุกคนในโรงงานควรได้คำตอบว่า ทำไมงานของตัวเองมีค่าเท่านี้ และถ้าอยากโต ต้องโตไปทางไหน”

    ประชุมครั้งที่สอง ผมไม่เปิดสไลด์ ผมเริ่มด้วยคำถามข้อเดียว

    “เคยมีลูกน้องมาถามไหมครับ ว่าทำไมเขาได้เกรดนี้ แล้วเราตอบเขาว่าอะไร”

    ห้องเงียบอีกครั้ง แต่เป็นความเงียบคนละแบบ

    พี่ชาญเล่าก่อน ช่างฝีมือดีคนหนึ่งลาออกเพราะเทียบกับเพื่อนที่อยู่อีกฝ่าย ผู้จัดการขายยอมรับว่าเคยดันเกรดให้ลูกน้องเพื่อรั้งไว้ แล้วโดนฝ่ายอื่นเอามาเทียบจนทะเลาะกัน

    คุณวิทย์ฟังจนจบ แล้วพูดประโยคที่ผมรอมาตลอด

    “ถ้าทำแล้วตอบคำถามแบบนี้ได้ ผมเอาด้วย”

    .

    ลำดับ Why How What ของการประเมินค่างาน และกติกา 4 ข้อของคณะกรรมการ

    กติกาก่อนคะแนน

    ครั้งนี้เราไม่ได้เริ่มจากตาราง เราเริ่มจาก How คือตกลงกันก่อนว่าจะตัดสินค่างานอย่างไรให้เป็นธรรม ก่อนที่ใครจะได้เห็นคะแนนแม้แต่ช่องเดียว

    กติกาที่เราเขียนไว้บนไวท์บอร์ดมีห้าข้อ

    ข้อแรก ประเมินที่งาน ไม่ใช่คน เราไม่ถามว่าคนที่นั่งอยู่เก่งแค่ไหน อยู่มากี่ปี แต่ถามว่างานนี้ต้องการอะไร

    ข้อสอง ทำเป็นคณะกรรมการ ผมกับผู้จัดการสี่คนนั่งประเมินด้วยกัน หาข้อสรุปร่วมกัน ไม่ใช่เอาคะแนนมาเฉลี่ย

    ข้อสาม เริ่มจากตำแหน่งเทียบเคียงที่ทุกคนรู้จักดีก่อน เช่น พนักงานผลิต หัวหน้าแผนกผลิต ผู้จัดการทั่วไป แล้วค่อยเทียบตำแหน่งที่เหลือกับหมุดเหล่านี้

    ข้อสี่ ไม่เปิดเงินเดือนและเกรดเดิมระหว่างประเมิน เกรดเดิมเอาไว้เทียบหลังประเมินเสร็จเท่านั้น

    ข้อห้า เถียงกันเรื่องไหน ต้องจดเหตุผลไว้เรื่องนั้น เพราะวันหนึ่งจะมีคนมาถาม

    กติกาที่ตกลงกันไว้ช่วยเราตั้งแต่วันแรก

    ตอนประเมินหัวหน้าคลังสินค้า ผู้จัดการฝ่ายนั้นขอให้ระดับสูงไว้ก่อน “คนนี้ขยันมากครับ อยู่ดึกทุกวัน”

    ผมยังไม่ทันพูดอะไร พี่ชาญชี้ไปที่ไวท์บอร์ด “ข้อหนึ่งครับ งาน ไม่ใช่คน”

    ทุกคนหัวเราะ แล้วก็กลับมาคุยกันว่างานนั้นต้องตัดสินใจเรื่องอะไรเองบ้างจริง ๆ

    วันนั้นผมเข้าใจว่า กติกาที่ทุกคนตกลงร่วมกัน เถียงแทนผมได้ดีกว่าสไลด์ทุกแผ่นที่ผมทำมา

    .

    แปดคำถามที่ทุกตำแหน่งต้องตอบ

    พอ Why ชัด How ลงตัว What ก็เดินเข้าห้องมาได้โดยไม่มีใครต่อต้าน

    เราแปลงปัจจัยแปดตัวให้เป็นคำถามภาษาคน

    งานนี้ต้องใช้ความรู้แค่ไหน ต้องมีประสบการณ์กี่ปี ต้องคุยกับใคร ปัญหาที่เจอยากแค่ไหน ตัดสินใจเองได้แค่ไหน ถ้าพลาดกระทบใครบ้าง ดูแลคนกี่ชั้น และสภาพงานหนักหรือเสี่ยงแค่ไหน

    แต่ละคำถามมีคำตอบห้าระดับ เขียนเป็นพฤติกรรมที่เห็นได้จริง คะแนนเต็มหนึ่งพันคะแนน แล้วแบ่งช่วงคะแนนเป็นแปดเกรด

    คำนิยามแต่ละระดับ เราไม่ได้ลอกมาจากตำรา คณะกรรมการช่วยกันแก้ทีละบรรทัดจนเป็นภาษาของโรงงานเรา อย่างระดับของการตัดสินใจ จากเดิมเขียนว่า “มีอิสระในการปฏิบัติงานปานกลาง” ซึ่งอ่านแล้วตีความได้ร้อยแบบ เปลี่ยนเป็น “ตัดสินใจเรื่องงานของทีมได้เอง ภายใต้นโยบาย รายงานผลเป็นระยะ” อ่านแล้วนึกภาพออกทันทีว่าหน้าตาของงานเป็นอย่างไร

    เราประเมินทีละปัจจัย ไล่ลงไปทุกตำแหน่ง แทนที่จะประเมินทีละตำแหน่งให้ครบแปดข้อ วิธีนี้ทำให้มาตรฐานไม่แกว่ง เพราะเราเทียบคำว่า “ระดับสาม” ของทุกงานในคราวเดียว ถ้าตำแหน่งไหนดูแปลกจากเพื่อน จะเห็นได้ทันที

    ผมทำไฟล์ Excel ให้คณะกรรมการแค่เลือกระดับหนึ่งถึงห้าในแต่ละช่อง ระบบคิดคะแนนและเกรดให้ทันที และมีช่องเตือนถ้าคำตอบดูไม่สอดคล้องกัน

    ตำแหน่งเจ้าหน้าที่วางแผนการผลิตขึ้นเครื่องหมายเตือน เพราะเราให้ผลกระทบสูง แต่ให้อำนาจตัดสินใจต่ำ คณะกรรมการถกกันอยู่สิบนาที สุดท้ายคงไว้ตามเดิม แต่จดเหตุผลไว้ชัด ๆ ว่างานนี้ต้องเสนอแผนให้ผู้จัดการอนุมัติทุกครั้ง

    ผลออกมา ห้าตำแหน่งขยับขึ้น สองตำแหน่งต่ำลง ที่เหลือเท่าเดิม

    วิศวกรซ่อมบำรุงขยับขึ้น เพราะงานต้องแก้ปัญหาเครื่องจักรที่ซับซ้อน ส่วนเลขานุการผู้บริหารต่ำลงหนึ่งเกรด เพราะเกรดเดิมติดมากับคนเก่ามากกว่าตัวงาน

    ข้อนี้ผมเสนอไว้ก่อนเลยว่า ใครที่เกรดต่ำลง เราไม่ลดเงินเดือน คงไว้เท่าเดิมแล้วค่อย ๆ ปรับตามโครงสร้าง คุณวิทย์พยักหน้าโดยไม่ต้องคิด

    เพราะเขารู้แล้วว่า เราทำเรื่องนี้เพื่อความเป็นธรรมที่อธิบายได้ ไม่ใช่เพื่อหาทางลดต้นทุน

    .

    คำตอบที่ผมให้ลุงได้ในที่สุด

    สองเดือนหลังจากวันที่ลุงสมพงษ์มาเคาะประตู ผมเชิญลุงมานั่งที่ห้อง HR อีกครั้ง

    คราวนี้ผมมีกระดาษหนึ่งแผ่นวางอยู่บนโต๊ะ ใบประเมินค่างานของตำแหน่งช่างซ่อมบำรุง แปดปัจจัย ระดับที่ได้ และเหตุผลของคณะกรรมการทุกข้อ

    “ลุงครับ เกรดคือขนาดของงาน ไม่ใช่ราคาของความอดทนสิบสองปี”

    ผมชี้ให้ลุงดูทีละข้อ ว่างานของช่างกับงานของวิศวกรต่างกันตรงไหน วิศวกรต้องวิเคราะห์ปัญหาที่ไม่เคยเกิด ต้องออกแบบวิธีแก้ใหม่ ส่วนความภักดีสิบสองปีของลุง เราตอบแทนผ่านการขึ้นเงินเดือนในกระบอกของเกรด ไม่ใช่ผ่านเกรด

    ลุงนั่งดูกระดาษอยู่นาน

    ผมเตรียมใจรับคำต่อว่า แต่สิ่งที่ลุงพูดออกมาคือ

    “ถ้าผมอยากขึ้นไปอีกขั้น งานผมต้องเปลี่ยนตรงไหนครับ”

    คำถามของลุงเปลี่ยนไปแล้ว จากคำถามที่บ่น กลายเป็นคำถามที่อยากโต

    เราคุยกันอีกครึ่งชั่วโมง เรื่องการเป็นหัวหน้าช่าง การสอนน้องใหม่ และการรับผิดชอบแผนบำรุงรักษาทั้งสายการผลิต

    ก่อนลุงลุกออกไป ลุงหันมาพูดอีกประโยค “เมื่อก่อนผมคิดว่าที่นี่ไม่เห็นหัวคนเก่า วันนี้อย่างน้อยผมรู้แล้วว่าเขาวัดกันด้วยอะไร”

    น้องเมย์ที่นั่งฟังอยู่ข้าง ๆ ยิ้มให้ผมหลังประตูปิด เราสองคนรู้ดีว่าประโยคนั้นมีค่ากว่าคะแนนทุกช่องในไฟล์

    หลังจากนั้น ผู้จัดการที่มาหาผมก็เปลี่ยนไปเหมือนกัน จากเดิมที่มาพร้อมประโยค “ขอเกรดให้น้องหน่อย” ตอนนี้มาพร้อมใบบรรยายลักษณะงานที่เขียนใหม่ แล้วถามว่างานนี้ควรอยู่ระดับไหน

    แฟ้มสีน้ำเงินบนชั้นถูกเก็บลงกล่องไปแล้ว

    แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปจริง ๆ ไม่ใช่ไฟล์ใหม่ในคอมพิวเตอร์ มันคือประโยคแรกของทุกการคุยเรื่องค่างาน ที่ตอนนี้เริ่มด้วยคำว่า “ทำไม”

    .

    บทเรียนที่อยากแชร์

    หนึ่ง — เริ่มจากทำไม ไม่ใช่เริ่มจากสูตร เครื่องมือที่ดีที่สุดก็ไม่มีใครใช้ ถ้าคนไม่รู้ว่ามันแก้ปัญหาอะไรให้เขา บอกเหตุผลให้ชัดก่อนเปิดตารางแรก

    สอง — Why ที่ดีต้องตอบคำถามของคนฟัง ไม่ใช่ของ HR “เพื่อให้มีระบบมาตรฐาน” คือ What ที่แต่งตัวเป็น Why ส่วน “ทุกคนควรได้คำตอบว่าทำไมงานของตัวเองมีค่าเท่านี้” คือคำถามที่ผู้จัดการทุกคนเคยเจอมากับตัว

    สาม — ตกลงกติกาก่อนให้คะแนน ประเมินที่งานไม่ใช่คน ทำเป็นคณะกรรมการ เริ่มจากตำแหน่งเทียบเคียง ไม่ดูเงินเดือนระหว่างประเมิน และจดเหตุผลทุกครั้งที่เถียงกัน กติกาที่ตกลงร่วมกันจะเถียงแทนเราได้

    สี่ — เกรดคือขนาดของงาน ไม่ใช่ราคาของอายุงาน ความภักดีควรได้รับการตอบแทน แต่ผ่านเงินเดือนในกระบอกของเกรด ไม่ใช่ผ่านการยกเกรดของตำแหน่ง

    ห้า — คนที่เกรดต่ำลง ต้องไม่เสียเงินเดือน ถ้าการประเมินค่างานทำให้ใครเงินเดือนลด คนจะจำได้แค่ว่าโครงการนี้มาเพื่อลดต้นทุน และความเชื่อใจที่สร้างมาทั้งหมดจะหายไปในวันเดียว

    .

    แจกไฟล์ประเมินค่างานที่ใช้ในเรื่องนี้

    ไฟล์ Excel ประเมินค่างานแบบ Point Factor มี 8 ปัจจัย 5 ระดับ คิดคะแนนและเกรดให้อัตโนมัติ มีระบบเตือนเมื่อให้ระดับไม่สอดคล้องกัน พร้อมใบประเมินรายตำแหน่งให้คณะกรรมการลงนาม แจกฟรี 2 แบบ คือไฟล์ตัวอย่างที่กรอกข้อมูลสมมุติไว้แล้ว และไฟล์เปล่าพร้อมใช้

    ดาวน์โหลดไฟล์ตัวอย่าง (กรอกข้อมูลสมมุติไว้แล้ว): [ลิงก์ดาวน์โหลดไฟล์ตัวอย่าง]

    ดาวน์โหลดไฟล์เปล่าพร้อมใช้: [ลิงก์ดาวน์โหลดไฟล์เปล่า]

    #hrรีพอร์ต #ประเมินค่างาน #HR #HRD #StartWithWhy #การพัฒนาองค์กร

  • ทำไมต้องวางแผนอัตรากำลังคนทุกปี?
    ปกบทความ ทุกแผนกขอคนเพิ่ม เพราะอะไร พร้อมคำว่า WHY มาก่อน

    “ปีหน้าเราจะมีพนักงานกี่คนครับ ผมต้องปิดตัวเลขงบวันศุกร์นี้”

    ผู้จัดการบัญชีวางแฟ้มลงบนโต๊ะผม แล้วถามต่อทันที

    “ที่ขอเพิ่มมาสามสิบเอ็ดคน ขอเพราะอะไรบ้าง”

    ผมเลื่อนดูไฟล์ที่รวมมาจากทุกแผนก ช่องเหตุผลเขียนคล้ายกันเกือบทุกแถว

    “งานเยอะครับ”

    เขาเงียบไปพักหนึ่ง แล้วพูดประโยคที่ผมจำได้จนถึงวันนี้

    “งานเยอะ ผมก็เอาไปตอบผู้บริหารไม่ได้เหมือนกันนะ”

    .

    ฤดูทำงบที่ห้อง HR

    เดือนตุลาคมของทุกปี ห้อง HR จะเงียบผิดปกติ

    เสียงเครื่องจักรจากไลน์ผลิตลอดผ่านผนังมาเบา ๆ เหมือนทุกวัน แต่บนโต๊ะเรามีแต่กระดาษกับไฟล์ Excel ชื่อ “ขอกำลังคน_ปีหน้า_final_ล่าสุด” ที่ส่งต่อกันมาตั้งแต่สมัยหัวหน้าคนก่อน

    น้องในทีมเพิ่งย้ายมาจากงานสรรหา ถามผมว่าช่วงทำงบต้องทำอะไรบ้าง

    ผมตอบโดยไม่ต้องคิด ส่งแบบฟอร์มให้ทุกแผนก รอรับคืน รวมตัวเลข ส่งบัญชี

    ทำแบบนี้มาหลายปีจนกลายเป็นพิธีกรรม ไม่มีใครถามว่าเราทำไปเพื่ออะไร เพราะทุกปีมันก็ผ่านไปได้

    .

    ปัญหาของแบบฟอร์มขอคนแบบเดิม 3 ข้อ ทุกแผนกขอเพิ่ม ตัดครึ่งเท่ากันทุกแผนก และ HR รวมไฟล์ 3 วัน

    สามสิบเอ็ดคนที่ไม่มีใครอธิบายได้

    แบบฟอร์มที่เราใช้มีแค่สามช่อง ตำแหน่ง จำนวนที่ขอ และเหตุผล

    ปีนั้นแบบฟอร์มกลับมาครบทุกแผนก ตัวเลขรวมกันได้สามสิบเอ็ดคน

    ฝ่ายผลิตขอสิบ ฝ่ายคลังสินค้าขอสาม ฝ่ายขายขอสอง ไล่ไปจนครบ ไม่มีแผนกไหนขอลดเลยสักแผนก

    ส่วนช่องเหตุผล อ่านแล้วเหมือนมีคนเดียวเขียน “งานเยอะ” “คนไม่พอ” “OT สูง”

    ผมไม่ได้คิดว่าหัวหน้างานโกหก ทุกคนเหนื่อยจริง แต่พอเข้าห้องประชุมงบ ผู้บริหารถามแค่สามคำถาม

    สิบคนของฝ่ายผลิต ต้องเริ่มงานเดือนไหน

    ถ้าไม่ได้ จะเกิดอะไรขึ้นกับงาน

    แล้วคนที่จะเกษียณปีหน้า นับรวมไปหรือยัง

    ผมตอบไม่ได้สักข้อ

    ห้องเงียบไปประมาณสิบวินาที ซึ่งนานมากสำหรับห้องที่มีผู้บริหารนั่งอยู่ห้าคน

    สุดท้ายที่ประชุมตัดสินใจแบบที่ง่ายที่สุด ตัดครึ่งเท่ากันทุกแผนก

    ครึ่งปีต่อมาผลก็ออกมาให้เห็น แผนกที่จำเป็นจริงได้คนไม่พอ ต้องทำ OT หนักจนคนลาออก ขณะที่แผนกที่ขอเผื่อไว้ก็ยังได้คนไปครึ่งหนึ่งอยู่ดี

    ผู้จัดการฝ่ายผลิตเดินมาหาผมตอนสายวันหนึ่ง เสื้อยังเปื้อนฝุ่นแป้งจากไลน์

    “พี่ ผมขอสิบ ได้ห้า แต่ลูกค้าใหม่เริ่มส่งของเมษา ไลน์สามต้องเปิดกะดึก ตอนนี้คนเดิมควบสองกะมาสามอาทิตย์แล้ว”

    ผมถามเขาว่า ทำไมตอนกรอกแบบฟอร์มไม่เขียนเรื่องลูกค้าใหม่ไว้

    เขาตอบสั้น ๆ ว่า “ก็ช่องมันเล็ก ผมเลยเขียนว่างานเยอะ”

    ส่วนงบค่าจ้างที่ตั้งไว้ก็สูงเกินจริง เพราะเราคิดเหมือนคนใหม่ทุกคนเริ่มงานวันที่หนึ่งมกราคม ทั้งที่ความจริงทยอยเข้ามาทั้งปี

    วันนั้นผมเริ่มรู้ว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวเลข

    ปัญหาคือเราไม่เคยให้เหตุผลที่ใครจะเอาไปตัดสินใจได้

    .

    แบบฟอร์มสี่หน้าที่ไม่มีใครอยากกรอก

    ปีถัดมาผมคิดว่าจะแก้ได้ด้วยแบบฟอร์มที่ละเอียดขึ้น

    ผมเพิ่มจากสามช่องเป็นสี่หน้า มีตารางภาระงาน ชั่วโมง OT ย้อนหลังหกเดือน ผังองค์กร และลายเซ็นสามระดับ

    คิดว่ายิ่งถามเยอะ ยิ่งได้คำตอบเยอะ

    ผลที่ได้กลับตรงข้าม

    หัวหน้างานบ่นว่าไม่มีเวลา บางแผนกส่งกลับมาไม่ครบ บางแผนกแก้แบบฟอร์มเอง เพิ่มคอลัมน์ ลบช่องที่ไม่อยากกรอก บางแผนกพิมพ์ออกมาเขียนมือแล้วสแกนส่ง

    HR ใช้เวลาสามวันเต็มนั่งรวมไฟล์ที่หน้าตาไม่เหมือนกันเลยสักไฟล์ สูตรรวมพังเพราะชื่อแผนกสะกดไม่ตรงกัน ฝ่ายคลังสินค้าเขียนว่า “คลัง” บ้าง “Warehouse” บ้าง

    ข้อมูลเยอะขึ้นสี่เท่า แต่คำถามในห้องประชุมยังเหมือนเดิม และผมก็ยังตอบไม่ได้เหมือนเดิม

    ที่เจ็บที่สุดไม่ใช่สามวันที่เสียไป แต่เป็นประโยคของหัวหน้างานคนหนึ่งตอนผมโทรไปตามแบบฟอร์ม

    “พี่ ถามเยอะขนาดนี้ สุดท้ายก็ตัดครึ่งเหมือนปีที่แล้วไม่ใช่เหรอ ผมเลยขอเผื่อไว้ก่อน”

    ผมวางสายแล้วนั่งคิดอยู่นาน แบบฟอร์มที่ผมตั้งใจทำให้ละเอียด กลับสอนให้คนขอเผื่อ เพราะเขาไม่เชื่อว่าเหตุผลที่เขียนลงไปจะมีใครอ่าน

    คืนหนึ่งผมนั่งดูคลิปเก่าของ Simon Sinek ที่เคยดูตอนเรียน เรื่อง Start with Why

    เขาบอกว่าคนส่วนใหญ่สื่อสารจากข้างนอกเข้าข้างใน เริ่มจากสิ่งที่ทำ แล้วค่อยบอกวิธี ส่วนเหตุผลว่าทำไปทำไม มักไม่มีใครพูดถึงเลย

    ผมนั่งนิ่งไปพักหนึ่ง

    เพราะสิ่งที่ผมทำมาตลอดสองปี คือการเริ่มจากข้างนอกสุด

    ผมแก้แบบฟอร์ม แล้วก็แก้แบบฟอร์ม โดยไม่เคยถามตัวเองเลยว่า การสำรวจอัตรากำลังคนครั้งนี้ มีไว้เพื่ออะไร

    .

    แนวคิด Start with Why ไม่ใช่แบบฟอร์มแต่คือคำถาม คำขอ 31 คนเหลือ 22 คนที่อธิบายได้ทุกคน

    คำถามที่ควรถามก่อนคำถามว่ากี่คน

    Golden Circle ของ Sinek มีสามวง วงในสุดคือ Why วงกลางคือ How และวงนอกสุดคือ What

    องค์กรที่คนเชื่อและอยากทำตาม จะคิดจากวงในออกไปข้างนอกเสมอ

    ผมหยิบกระดาษมาเขียน Why ของการสำรวจอัตรากำลังคนใหม่

    คำตอบแรกที่ออกมาคือ “เพื่อให้ได้ตัวเลขส่งบัญชี”

    ผมขีดทิ้ง เพราะนั่นคือหน้าที่ ไม่ใช่เหตุผล

    เขียนใหม่ได้ว่า เพื่อให้ผู้บริหารกับหัวหน้างานตัดสินใจเรื่องคนจากเหตุผลชุดเดียวกัน ว่างานปีหน้าเป็นอย่างไร ต้องใช้คนเท่าไร เมื่อไร และคุ้มกับเงินที่จะลงไปหรือเปล่า

    พอเขียนเสร็จ ผมเห็นอีกประโยคหนึ่งซ่อนอยู่ข้างใน

    คนไม่ใช่ต้นทุนที่ต้องตัด แต่เป็นการลงทุนที่ต้องอธิบายได้

    Why ข้อนี้ทำให้ผมเห็นว่า การสำรวจครั้งเดียวกันมีความหมายต่างกันสำหรับแต่ละคน

    สำหรับหัวหน้างาน มันคือโอกาสที่คำขอจะได้รับอนุมัติเพราะเหตุผล ไม่ใช่เพราะดวงหรือเสียงดัง

    สำหรับผู้บริหาร มันคือการเห็นภาพคนกับเงินพร้อมกันในหน้าเดียว ก่อนตัดสินใจ

    สำหรับ HR มันคือการเลิกเป็นคนกลางที่ส่งตัวเลขต่อโดยไม่รู้ที่มา

    พอ Why ชัด How ก็ตามมาเอง ผมได้หลักการสี่ข้อ

    ข้อแรก ถามเหตุผลก่อนถามจำนวน ให้แต่ละแผนกเล่าว่างานปีหน้าจะมากขึ้นหรือน้อยลง เพราะอะไร และถ้าไม่ได้คน งานจะกระทบอย่างไร

    ข้อสอง เริ่มจากฐานเดียวกัน HR ใส่จำนวนคนปัจจุบันกับจำนวนคนที่จะเกษียณให้แต่ละแผนกตรวจเอง ไม่ต้องนับใหม่ และไม่ต้องเถียงกันว่าใครนับถูก

    ข้อสาม แยกประเภทคำขอให้ชัด เพิ่มอัตราใหม่ ทดแทนอัตราว่าง และลดอัตรา คำว่า “ลด” ต้องมีที่ให้เขียน ไม่อย่างนั้นจะไม่มีใครเขียน

    ข้อสี่ ระบุเดือนที่ต้องการคนจริง เพราะงบประมาณคิดตามเดือนที่คนเริ่มงาน ไม่ใช่คิดเต็มปีทุกคน

    ส่วน What คือแบบฟอร์มกับไฟล์ ผมปล่อยให้มันเป็นเรื่องสุดท้ายที่ต้องคิด

    .

    ออกแบบใหม่จากวงในออกมาวงนอก

    ครั้งนี้ผมออกแบบแบบฟอร์มจากหลักการสี่ข้อ ไม่ได้ออกแบบจากสิ่งที่อยากรู้

    แบบฟอร์มหน่วยงานเหลือไฟล์เดียว หัวหน้างานเลือกชื่อแผนกของตัวเอง แล้วจำนวนคนปัจจุบันกับคนที่จะเกษียณในแต่ละตำแหน่งจะขึ้นมาเอง สิ่งที่ต้องทำคือตรวจว่าถูกหรือไม่ถูก

    จากนั้นเล่าแนวโน้มงานปีหน้าสั้น ๆ แล้วกรอกคำขอทีละแถว หนึ่งแถวต่อหนึ่งคำขอ ทุกช่องเลือกจาก dropdown ทั้งตำแหน่ง ประเภทคำขอ กะ เดือนที่ต้องการ และเหตุผล

    ด้านบนสุดมีแถบสถานะ ถ้ายังกรอกไม่ครบจะเป็นสีส้มพร้อมบอกว่าแถวไหนขาดอะไร พอครบจะเป็นสีเขียว หัวหน้างานรู้ทันทีว่าส่งได้แล้ว ไม่ต้องโทรมาถาม HR

    ในแบบฟอร์มไม่มีเงินเดือนของใครเลยสักบาท

    ผมให้ผู้จัดการฝ่ายผลิตลองกรอกเป็นคนแรก เขาใช้เวลาสิบห้านาที แล้วหยุดอยู่ที่ส่วนที่สอง

    “พี่ ไลน์ผมมีคนเกษียณสองคนปีหน้าเหรอ ผมไม่รู้มาก่อนเลย”

    เขาเพิ่มคำขอทดแทนอัตราว่างสองคน ระบุเดือนกรกฎาคมหลังคนเกษียณออก แล้วเขียนเรื่องลูกค้าใหม่ลงช่องปัจจัยสำคัญยาวสามบรรทัด เรื่องที่ปีก่อนเขาบอกว่าช่องมันเล็ก

    ฝั่ง HR ผมทำไฟล์รวมที่เรียกว่า HR Master

    พอแบบฟอร์มกลับมา HR คัดลอกข้อมูลจากชีต “ส่ง HR” ไปวางต่อท้ายได้เลย เพราะทุกแผนกใช้ไฟล์เดียวกัน คอลัมน์จึงตรงกันหมด ไม่ต้องนั่งรวมสามวันเหมือนเดิม

    จากนั้น HR พิจารณาทีละคำขอ อนุมัติ อนุมัติบางส่วน ไม่อนุมัติ หรือรอข้อมูลเพิ่ม แล้วไฟล์จะคำนวณต่อให้ทั้งหมด ทั้งแผนคนรายเดือน งบค่าจ้าง OT ประกันสังคม สวัสดิการ และค่าสรรหา สุดท้ายสรุปเป็น Dashboard หน้าเดียวที่พิมพ์เข้าห้องประชุมได้

    ผมตั้งใจให้น้องในทีมที่ไม่ถนัดตัวเลขใช้ได้ด้วย ช่องสีเหลืองคือช่องกรอก ช่องสีเทาคือสูตรที่ล็อกไว้ ไม่มี Macro และมีชีตตรวจความพร้อมที่บอกว่ายังเหลืออะไรต้องแก้ก่อนนำเสนอ

    ไฟล์ที่แจกในบทความนี้ เป็นเวอร์ชั่นที่ไม่ต้องมีโปรแกรมเงินเดือน HR กรอกทะเบียนพนักงานเองได้ ถ้ามีรายชื่อพนักงานใน Excel อยู่แล้ว หรือ export จากโปรแกรมเงินเดือนได้ ก็เรียงคอลัมน์ให้ตรงแล้ววางได้เลย

    .

    ห้องประชุมงบที่คำถามเปลี่ยนไป

    การประชุมงบรอบนั้นใช้เวลาแค่ครึ่งเดียวของปีก่อน

    ไม่ใช่เพราะทุกคำขอได้อนุมัติ แต่เพราะทุกคำขอมีเหตุผลวางอยู่ตรงหน้าแล้ว

    ผู้บริหารไม่ถามว่า “ขอกี่คน” อีกต่อไป คำถามเปลี่ยนเป็น “ทำไมต้องเริ่มเดือนเมษายน” และ “ถ้าเลื่อนไปพฤษภาคมได้ไหม”

    ฝ่ายบรรจุภัณฑ์เป็นแผนกแรกที่เขียนขอลดอัตราเอง เพราะเครื่องบรรจุอัตโนมัติกำลังจะเข้ามา ไม่มีใครถูกเลิกจ้าง คนที่ว่างจากงานบรรจุมือถูกย้ายไปช่วยกะดึกของฝ่ายผลิต ซึ่งทำให้ฝ่ายผลิตขอคนใหม่น้อยลงไปด้วย

    คำขอที่ข้อมูลยังไม่พอก็ไม่ได้ถูกปัดตกทิ้ง แต่ถูกส่งกลับไปพร้อมคำถามที่ชัดเจน หัวหน้างานคนนั้นกลับมาพร้อมแผนกะดึกที่ละเอียดกว่าที่ผมคาดไว้มาก

    มีช่วงหนึ่งผมเปิด Dashboard แล้วสลับมุมมองให้ดูว่า ถ้าอนุมัติตามที่ทุกแผนกขอทั้งหมด งบจะเป็นเท่าไร เทียบกับที่ HR เสนอ ผู้บริหารเห็นส่วนต่างเป็นตัวเงินทันที โดยที่ผมไม่ต้องอธิบายสักคำ

    หลังประชุม ผู้จัดการบัญชีเดินมาที่โต๊ะผม

    “ปีนี้ผมตอบผู้บริหารได้ทุกข้อเลยนะ”

    ผมยิ้ม เพราะปีนี้ผมก็ตอบได้เหมือนกัน

    และที่ดีกว่านั้น ไม่มีใครเดินออกจากห้องประชุมพร้อมความรู้สึกว่าโดนตัดโดยไม่มีเหตุผล คนที่ไม่ได้ตามที่ขอ รู้ว่าเพราะอะไร และรู้ว่าต้องเตรียมข้อมูลอะไรมาคุยใหม่ในไตรมาสหน้า

    .

    3 ขั้นทำแผนอัตรากำลังคน และสูตรคนสิ้นปี คนปัจจุบัน ลบเกษียณ บวกเพิ่มหรือทดแทน ลบลดอัตรา

    ไฟล์ที่อยากให้ HR ทุกคนได้ใช้

    หลังจากเล่าเรื่องนี้ให้เพื่อน HR หลายคนฟัง คำถามที่ได้กลับมาเหมือนกันเกือบทุกคน

    “แจกไฟล์ได้ไหม”

    ผมเลยทำไฟล์สองไฟล์นี้ให้ใช้ได้ทั่วไป ไม่ผูกกับโปรแกรมเงินเดือนตัวไหน

    ไฟล์แรกคือ HR Master สำหรับ HR มีชีตตั้งค่า ตำแหน่งและอัตรา ทะเบียนพนักงาน รวมคำขอ ตรวจสอบ แผนอัตรากำลัง งบประมาณ Dashboard และตารางส่งออกสำหรับคนที่อยากเอาไปทำ Pivot ต่อ

    ไฟล์ที่สองคือแบบฟอร์มสำหรับหน่วยงาน ใช้ไฟล์เดียวกันส่งให้ทุกแผนก

    ในไฟล์ผมใส่ข้อมูลตัวอย่างของโรงงานสมมติไว้ให้ลองเล่นก่อน ลองเปิด Dashboard แล้วสลับมุมมองดู จะเห็นว่าคำขอสามสิบเอ็ดคน กลายเป็นยี่สิบสองคนที่อธิบายได้ทุกคน

    ตัวเลขสมมติฐานอย่างเปอร์เซ็นต์ขึ้นเงินเดือน เปอร์เซ็นต์ OT และเพดานประกันสังคม อยู่ในชีตตั้งค่าทั้งหมด เปลี่ยนเป็นตัวเลขของบริษัทตัวเองได้ทันที

    วิธีเริ่มใช้ มีห้าขั้น

    ตั้งค่าปีงบ รายชื่อหน่วยงาน และสมมติฐานงบที่ชีต 1

    ใส่ตำแหน่งกับอัตราค่าจ้างที่ชีต 2 แล้วกรอกทะเบียนพนักงานที่ชีต 3

    คัดลอกข้อมูลจากชีต 4 ไปวางในแบบฟอร์ม แล้วส่งไฟล์เดียวกันให้ทุกแผนก

    รับคืน วางข้อมูลที่ชีต 5 แล้วพิจารณาทีละคำขอ

    ดูผลที่ Dashboard และใช้ชีตตรวจสอบเช็กก่อนเข้าห้องประชุม

    ดาวน์โหลด HR Master (ไม่ต้องมีโปรแกรมเงินเดือน): คลิกดาวน์โหลดไฟล์ Excel

    ดาวน์โหลด แบบฟอร์มสำรวจอัตรากำลังคน (สำหรับหน่วยงาน): คลิกดาวน์โหลดไฟล์ Excel

    .

    บทเรียนที่อยากแชร์

    หนึ่ง — เริ่มจากทำไม ก่อนออกแบบแบบฟอร์ม ถ้ายังตอบไม่ได้ว่าการสำรวจมีไว้เพื่ออะไร ต่อให้แบบฟอร์มละเอียดแค่ไหนก็ได้แค่ข้อมูลที่เยอะขึ้น ไม่ได้คำตอบที่ดีขึ้น

    สอง — ถามเหตุผลก่อนถามจำนวน ตัวเลขที่ไม่มีเหตุผลกำกับจะถูกตัดแบบเท่ากันทุกแผนกเสมอ แต่เหตุผลที่ชัดทำให้ผู้บริหารเลือกตัดถูกจุด

    สาม — ให้ทุกคนเริ่มจากฐานเดียวกัน เมื่อ HR เตรียมจำนวนคนปัจจุบันและคนเกษียณไว้ให้ หัวหน้างานไม่ต้องเสียเวลานับใหม่ และห้องประชุมไม่ต้องเถียงกันเรื่องตัวเลขตั้งต้น

    สี่ — เดือนที่เริ่มงานคือเงิน คนที่เริ่มงานเดือนตุลาคมใช้งบแค่สามเดือน การถามเดือนที่ต้องการจริงทำให้งบใกล้ความจริงมากขึ้นโดยไม่ต้องตัดคนสักคน

    ห้า — เครื่องมือที่ดีทำให้คนกล้าขอลด เมื่อแบบฟอร์มมีช่องให้เขียนว่า “ลดอัตรา” และไม่มีใครถูกตำหนิที่เขียน หัวหน้างานจะเริ่มคิดเรื่องปรับปรุงงานไปพร้อมกับเรื่องขอคน

    #hrรีพอร์ต #แผนอัตรากำลังคน #HR #HRD #StartWithWhy #การพัฒนาองค์กร