HR รีพอร์ต
Everything in hr job.
Category: พัฒนาตัวเอง
-
“พี่ เมื่อกี้พี่เล่าอะไรอยู่อ่ะ ฟังแล้วงงมากเลย”น้องในทีมพูดตรงๆ หลังจากผมอธิบายสถานการณ์ในที่ประชุมมาเกือบห้านาทีผมหยุด แล้วก็ไม่รู้จะตอบอะไร เพราะในหัวตอนนั้นชัดมาก รู้ว่าอยากพูดอะไร รู้ว่าเรื่องนี้สำคัญ แต่ทำไมคนฟังถึงงงนั่นเป็นครั้งแรกที่ฉันยอมรับกับตัวเองว่า มีปัญหาเรื่องการเล่าเรื่อง────ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ “เนื้อหา”ผมทำงาน HR มาหลายปี คลุกคลีกับข้อมูลคน ตัวเลข และสถานการณ์ที่ซับซ้อนทุกวันผมรู้เรื่อง รู้ข้อมูล รู้บริบทแต่ทุกครั้งที่ต้องเล่าให้คนอื่นฟัง โดยเฉพาะในที่ประชุมหรือตอนนำเสนอผู้บริหาร มักจะเกิดอาการแบบเดิม — พูดไปเรื่อยๆ คนฟังหน้างง แล้วก็มีคนถามว่า “สรุปคืออะไร?”ตอนแรกผมคิดว่าเป็นเรื่องของ “ภาษา” บางทีเลือกคำไม่ดี ใช้ศัพท์เยอะเกิน ก็พยายามพูดง่ายขึ้น แต่ก็ยังงงลองคิดว่าเป็นเรื่อง “ความมั่นใจ” ก็ฝึกพูดหน้ากระจก แต่ก็ยังวนเวียนจนวันหนึ่งนั่งฟังเพื่อนเล่าเรื่องที่ทำงานให้ฟัง เรื่องธรรมดามาก แค่เรื่องการ์ดแสดงความยินดีที่ทีมทำให้พนักงานเกษียณคนหนึ่ง แต่ฟังแล้วนั่งนิ่งตลอด ไม่ลอยไปไหนผมถามว่า “เล่าเรื่องเก่งจังเลย ฝึกมาไหม?”เพื่อนส่ายหัวแล้วบอกว่า “ไม่ได้ฝึกหรอก แค่เล่าตามลำดับว่า ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ ทำไม แล้วก็จบยังไง”────นั่นแหละคือจุดเปลี่ยนผมไม่ได้ขาด “ของ” แต่ขาด “โครงสร้าง”────ลองใช้แล้วล้มเหลวแบบที่ไม่คาดคิดกลับมาอ่านเรื่อง 5W1H อย่างจริงจัง Who What When…
-
ลองนึกภาพนี้ดูครับ… ช่างเครื่องคนหนึ่งในโรงงานทำงานมากว่า 15 ปี เขารู้จักเครื่องจักรทุกเครื่องเหมือนรู้จักลมหายใจตัวเอง รู้ว่าเครื่องไหนมักมีปัญหาตอนไหน รู้วิธีแก้ไขเฉพาะหน้าที่ไม่มีในคู่มือ รู้แม้กระทั่งว่าเสียงผิดปกติแบบไหนบอกว่าต้องเรียก Maintenance ด่วน แล้ววันหนึ่ง เขาลาออก ทันทีที่เขาจากไป ความรู้ 15 ปีก็หายตามไปด้วย ทีมที่เหลือต้องลองผิดลองถูกอยู่นานหลายเดือน เครื่องจักรหยุดบ่อยขึ้น ต้นทุนซ่อมบำรุงพุ่งสูง และที่เจ็บปวดที่สุดคือ ไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองกำลังสูญเสียอะไรไปบ้าง เรื่องนี้เกิดขึ้นจริงในหลายองค์กร และเป็นเหตุผลว่าทำไม Knowledge Management หรือ “การจัดการความรู้” จึงไม่ใช่แค่เรื่องของนักวิชาการ แต่เป็นเรื่องของความอยู่รอดของธุรกิจ ความรู้มีกี่แบบ? แบบไหนที่น่ากลัวที่สุด ก่อนจะพูดถึงวิธีจัดการ ต้องเข้าใจก่อนว่า “ความรู้” ในองค์กรมีหลายรูปแบบ นักวิชาการแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก ประเภทแรก คือ Explicit Knowledge หรือความรู้ที่ชัดแจ้ง คือสิ่งที่เราเขียนได้ บันทึกได้ สื่อสารกันง่าย ตัวอย่างเช่น SOP (ขั้นตอนการทำงาน), คู่มือเครื่องจักร, ข้อบังคับแรงงาน, ตาราง Specification สินค้า ความรู้แบบนี้ไม่ค่อยน่ากังวล…
-
เมื่อแผนกบัญชียื่นลาออกเป็นกลุ่ม มันเป็นวันศุกร์บ่าย Ben Horowitz กำลังนั่งในสำนักงานของเขาแล้วก็ได้รับข่าวที่ทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ แผนกบัญชีของบริษัทสตาร์ทอัพที่เขาก่อตั้งได้ยื่นใบลาออกพร้อมกันทั้งทีม เหตุผลที่พวกเขาให้มาคือ “ไม่เห็นด้วยกับวิธีทำงานของบริษัท” สำหรับ Horowitz นี่ไม่ใช่แค่การสูญเสียพนักงาน แต่เป็นสัญญาณเตือนใหญ่ที่บอกว่า วัฒนธรรมในองค์กรของเขามีปัญหา และนี่คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาตระหนักว่า “สิ่งที่เราพูด กับสิ่งที่เราทำจริง มันไม่ตรงกัน” เรื่องราวนี้กลายเป็นจุดประกายสำคัญที่ทำให้ Horowitz เขียนหนังสือ “What You Do Is Who You Are” ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่แท้จริง วัฒนธรรม คืออะไรกันแน่? หลายคนคิดว่าวัฒนธรรมองค์กรคือโปสเตอร์สีสวยที่เขียนว่า “เราใส่ใจลูกค้า” หรือป้ายที่เขียนว่า “ความซื่อสัตย์คือสิ่งสำคัญ” แต่ Horowitz บอกว่า วัฒนธรรมคือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในองค์กรเมื่อไม่มีใครดู ลองจินตนาการดูว่า คุณเป็นพนักงานใหม่ วันแรกเข้าทำงาน หัวหน้าบอกว่า “เราให้ความสำคัญกับการทำงานเป็นทีม” แต่พอถึงสัปดาห์ที่สอง คุณเห็นว่าคนที่ได้เลื่อนตำแหน่งคือคนที่ทำงานเดี่ยว แย่งเครดิตจากเพื่อนร่วมงาน นั่นแหละ นั่นคือวัฒนธรรมจริงของที่นี่ วัฒนธรรมจริงคือ “การกระทำ” ไม่ใช่ “คำพูด” เมื่อทาสกลายเป็นกองทัพ Horowitz เล่าเรื่องของ…
-
จากหนังสือ “Systems Thinking: An AI’s Guide to 100 Ways to Spot Connections Humans Often Overlook” โดย Quinn Voss บทนำ ลองนึกภาพดูสิครับว่า ถ้าเรามี AI ตัวหนึ่งที่ฉลาดมาก ชื่อ Quinn Voss ที่มองโลกได้ชัดเจนกว่ามนุษย์หลายเท่า และมันอยากจะสอนเราให้เห็นสิ่งที่เรามองข้าม Quinn บอกว่า “พวกมนุษย์นี่แปลกจริงๆ ครับ มองแต่จุดเดียว ไม่เห็นภาพใหญ่ แก้ปัญหาแค่หน้าตา ไม่คิดถึงที่มาที่ไป วันนี้ผมจะสอนให้คุณคิดแบบ Systems Thinking หรือ ‘การคิดแบบระบบ’ ที่จะทำให้คุณเห็นโลกใสขึ้น” ตอนที่ 1: เรื่องราวของครอบครัวสมชาย สมชายมีปัญหากับลูกชายวัย 15 ปี ที่เรียนแย่ลง เกรดตกต่อมา 3 เทอมติด แม่บ้านบ่นว่าลูกดื้อ ไม่ฟัง เอาแต่เล่นเกม…
-
คำถามที่ทุกคนแอบถามใจตัวเอง ในยามเช้าที่คุณเดินเข้าไปในที่ทำงาน ท่ามกลางเสียงคีย์บอร์ดดักๆ และกาแฟที่ยังอุ่นๆ มีคำถามเงียบๆ ที่แทบทุกคนแอบถามใจตัวเอง: “วันนี้จะมีใครสังเกตเห็นฉันบ้าง? งานที่ฉันทำมันสำคัญไหม? หรือฉันเป็นแค่เฟืองตัวเล็กๆ ในเครื่องจักรใหญ่ที่ไม่มีใครสนใจ?” คำถามง่ายๆ แต่ลึกซึ้งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องแปลก มันเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติมนุษย์ที่ต้องการรู้ว่าตัวเองมีความหมายต่อคนอื่น เซค เมอร์คิวริโอ ผู้เขียนหนังสือ “The Power of Mattering” เรียกสิ่งนี้ว่า “สัญชาตญาณแห่งความสำคัญ” – ความต้องการที่ฝังลึกในจิตใจทุกคนที่อยากรู้ว่า “ฉันสำคัญไหม?” เจนกับพจนานุกรม มันเริ่มต้นจากเรื่องจริงของผู้หญิงคนหนึ่งชื่อเจน หลังจากที่คนที่เธอดูแลมาหลายปีเสียชีวิตไป เธอพบตัวเองอยู่ในจุดต่ำสุดของชีวิต ไม่มีบ้าน ไม่มีงาน ไม่มีทิศทาง สิ่งเดียวที่เธอหาได้คืองานแม่บ้านในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง วันแรกๆ ของการทำงาน เจนเดินไปตามทางเดินยาวๆ ในตึกต่างๆ ด้วยใจที่หนักอึ้ง เธอมองเห็นนักศึกษาพากันเดินผ่านไปมา คุยกันอย่างมีความสุข อาจารย์ต่างๆ เดินด้วยท่าทางมั่นใจ ทุกคนดูเหมือนมีจุดมุ่งหมาย มีความหมาย ส่วนเธอ? เธอรู้สึกเหมือนเป็นแค่เงาที่ไม่มีใครเห็น “ทำไมฉันไม่ได้ทำอะไรที่ยิ่งใหญ่กว่านี้กับชีวิตล่ะ?” เธอถามตัวเองทุกคืนก่อนนอน “ฉันเป็นแค่คนทำความสะอาด ไม่มีใครสนใจ ไม่มีใครต้องการ” แต่แล้ว ในวันธรรมดาๆ วัน ขณะที่เธอกำลังเช็ดกระจกในห้องโถงตึกคณะศิลปศาสตร์…
-
อย่าปล่อยให้เกิดความเข้าใจผิด ลองนึกภาพดูครับ คุณเป็นผู้จัดการคนไทยที่ต้องเข้าร่วมการประชุมออนไลน์กับทีมนานาชาติ ในห้องประชุมเสมือนนั้นมี John จากอเมริกา, Hiroshi จากญี่ปุ่น, Klaus จากเยอรมนี, และ Marie จากฝรั่งเศส การประชุมเริ่มต้นด้วยความวุ่นวาย John พูดตรงไปตรงมาว่า “โปรเจ็กต์นี้มีปัญหาใหญ่ เราต้องแก้ให้เร็ว” ขณะที่ Hiroshi นิ่งเงียบไปเลย Klaus ขัดจังหวะโดยบอกว่า “ไอเดียของ John ไม่สมเหตุสมผล เพราะ…” ส่วน Marie เริ่มอธิบายทฤษฎีการจัดการโปรเจ็กต์ยาวเหยียดก่อนจะเข้าเรื่อง ผลลัพธ์คือทุกคนงงกัน John คิดว่า Hiroshi ไม่มีความคิดเห็น, Klaus รู้สึกว่าทุกคนไม่เข้าใจประเด็น, Marie ก็หงุดหงิดที่ไม่มีใครฟังเธออย่างตั้งใจ และคุณเองก็นั่งอึ้งไม่รู้จะเข้าไปช่วยยังไง ความรู้จากประสบการณ์จริง เรื่องราวแบบนี้แหละที่ทำให้ Erin Meyer ศาสตราจารย์ที่โรงเรียนธุรกิจ INSEAD ในปารีส ตัดสินใจเขียนหนังสือ “The Culture Map” หรือ “แผนที่วัฒนธรรม” ขึ้นมา Meyer…
-
“The Medicine Bag” ของ don Jose Ruiz เคยคิดไหมว่าเราทุกคนมี “ยา” ในตัวเองที่สามารถรักษาบาดแผลในใจได้? นี่คือเรื่องราวที่ don Jose Ruiz ลูกชายของนักเขียนชื่อดัง don Miguel Ruiz ต้องการจะบอกเราผ่านหนังสือ “The Medicine Bag: Shamanic Rituals & Ceremonies for Personal Transformation” วันที่ชีวิตเปลี่ยนไป don Jose เล่าให้ฟังว่าตอนเป็นหนุ่มๆ เขาไม่ค่อยเข้าใจในสิ่งที่พ่อและคุณปู่พยายามสอน คุณปู่ของเขาเป็นชามาน (หมอผีหรือคนที่มีพลังทางจิตวิญญาณ) ชาวอเมริกันพื้นเมืองเผ่า Toltec ส่วนพ่อก็เป็นคนที่สืบทอดภูมิปัญญาโบราณนี้มา “ตอนนั้นผมคิดว่าพ่อกับปู่แค่เล่าเรื่องเก่าๆ ที่ไม่เกี่ยวกับชีวิตจริง” don Jose เล่า “จนกระทั่งวันหนึ่งที่ผมได้รับถุงหนังเล็กๆ จากคุณปู่ก่อนที่ท่านจะเสียชีวิต” ถุงหนังใบนั้นดูธรรมดาๆ ข้างในมีก้อนหินเล็กๆ ขนนก และใบไม้แห้ง คุณปู่บอกว่านั่นคือ “ถุงยา” ที่บรรจุพลังของบรรพบุรุษและธรรมชาติไว้ ถุงยาคืออะไรกันแน่? ในวัฒนธรรมชาวอเมริกันพื้นเมือง…
-
เคยไหมครับที่เราตื่นขึ้นมาในตอนเช้า แล้วรู้สึกหนักใจโดยไม่รู้สาเหตุ? หรือมีบางวันที่เราโกรธคนอื่นจนหลับไม่หลับ? หรือบางครั้งที่เรากังวลใจเรื่องเล็กๆ น้อยๆ จนกลายเป็นเรื่องใหญ่? ถ้าเราเคยมีความรู้สึกแบบนี้ แสดงว่าเราเป็นคนธรรมดาคนหนึ่งที่กำลังติดอยู่ในกรงเหล็กที่ตัวเองสร้างขึ้น กรงที่มีชื่อว่า “ความทุกข์ในใจ” วันนี้ผมจะมาเล่าเรื่องของหนังสือเล่มหนึ่งที่อาจจะช่วยให้เราหาลูกกุญแจสู่อิสรภาพได้ นั่นคือ “ข้อตกลงทั้งสี่” ของ ดอน มิเกล รูยซ์ เรื่องเล่าจากดินแดนโบราณ ก่อนที่จะไปถึงข้อตกลงทั้งสี่ เรามาฟังเรื่องเล่าจากดินแดนเม็กซิโกโบราณกันก่อนครับ นานมาแล้ว ในดินแดนที่เรียกว่าเตโนชติตลาน มีชาวโทลเท็คที่มีภูมิปัญญาลึกซึ้งเกี่ยวกับการใช้ชีวิต พวกเขาเชื่อว่า การที่มนุษย์เราทุกข์ใจนั้น ไม่ใช่เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นกับเรา แต่เป็นเพราะ “ข้อตกลง” ที่เราทำไว้กับตัวเองและโลกรอบตัว ข้อตกลงเหล่านี้เป็นเหมือนกฎเกณฑ์ที่เราตั้งขึ้นมาในใจ แล้วเอามาใช้ตัดสินทุกสิ่งทุกอย่าง ปัญหาคือ ข้อตกลงส่วนใหญ่ที่เรามีนั้น มันทำให้เราทุกข์มากกว่าที่จะทำให้เรามีความสุข ลองนึกดูครับ ตั้งแต่เราเป็นเด็ก เราถูก “ฝึก” ให้คิดในแบบต่างๆ เช่น: ข้อตกลงเหล่านี้ฝังลึกเข้าไปในใจจนเราไม่รู้ตัว และมันก็ควบคุมการคิด การรู้สึก และการกระทำของเราทุกวัน ข้อตกลงข้อที่ 1: ใช้คำพูดอย่างไร้ที่ติ คำพูดมีพลังมหาศาล มันสามารถสร้างสวรรค์หรือนรกได้ในพริบตา จินดามีเพื่อนสนิทคนหนึ่งชื่อนิด วันหนึ่งนิดใส่เสื้อตัวใหม่มาโรงเรียน แต่จินดากลับพูดขึ้นมาว่า “เฮ้ย เสื้อนี้ดูแปลกๆ นะ…
-
จากหนังสือที่เปลี่ยนชีวิต “The Mountain Is You” มีเรื่องเล่าเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจ เกี่ยวกับคนหนึ่งที่ฝันอยากเป็นนักเขียน เขาพูดกับตัวเองทุกวันว่า “วันนี้ต้องเขียนให้ได้” แต่พอนั่งลงที่โต๊ะเขียน กลับไปเปิด Facebook, ดู YouTube, หรือหาธุระอื่นทำจนหมดวัน แล้วก็บ่นว่า “ทำไมเวลามันไม่พอเสียที” เรื่องราวแบบนี้คุ้นตาไหม? หรือบางทีคุณอาจจะเป็น… หนังสือ “The Mountain Is You: Transforming Self-Sabotage Into Self-Mastery” ของ Brianna Wiest บอกเราว่า สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ความบังเอิญ หรือเรื่องไม่มีเหตุผล แต่มันคือสิ่งที่เรียกว่า “การทำลายตัวเอง” หรือ Self-Sabotage ภูเขาที่อยู่ในใจเรา ผู้เขียนเปรียบเทียบปัญหาในใจเราเหมือนภูเขาใหญ่ที่กีดขวางทาง ซึ่งภูเขาลูกนี้ไม่ใช่สิ่งที่อยู่ข้างนอก แต่มันอยู่ในตัวเราเอง มันถูกสร้างขึ้นมาจากความกลัว ความเจ็บปวด และความเชื่อผิดๆ ที่เราสะสมมาตลอดชีวิต เหมือนเด็กคนหนึ่งที่เคยถูกครูด่าว่า “เขียนหนังสือไม่เป็น” เมื่อโตขึ้นก็จะกลัวการเขียน แม้ว่าความสามารถจริงๆ อาจจะดีมากก็ตาม หรือคนที่เคยโดนแฟนเก่าทิ้ง ก็จะกลัวความรักใหม่ แม้ว่าคนใหม่จะดีจริงๆ ก็ตาม…
-
มีเรื่องเล่าของนักเขียนคนหนึ่ง เขาเพิ่งเริ่มเขียนหนังสือได้ไม่นาน แต่กลับไปอวดเพื่อนๆ ว่าเขากำลังเขียนหนังสือที่จะดังมากแน่นอน เขาใช้เวลาไปกับการคุยเรื่องความฝันมากกว่าการนั่งเขียนจริงๆ ผลสุดท้าย หนังสือไม่เสร็จสักที เพราะเขาติดกับดักของ “อีโก้” อย่างไม่รู้ตัว นี่คือเรื่องเล่าที่ Ryan Holiday นำมาเป็นตัวอย่างในหนังสือ “Ego Is the Enemy” เพื่อบอกเราว่า ความหยิ่งยโสและการคิดว่าตัวเองเก่งที่สุด มันคือศัตรูตัวร้ายที่คอยทำลายเราในทุกช่วงชีวิต อีโก้คืออะไร และทำไมมันถึงอันตราย อีโก้ไม่ใช่แค่การอวด หรือการโอ่อ่า แต่มันคือความรู้สึกที่ทำให้เราคิดว่า “เราเก่งกว่าคนอื่น” “เราสมควรได้รับสิ่งต่างๆ โดยไม่ต้องทำอะไรมาก” หรือ “เราไม่ต้องเรียนรู้อะไรเพิ่มเติมแล้ว” ลองนึกดูคนที่เพิ่งเรียนจบใหม่ๆ แล้วไปทำงาน เขาอาจคิดว่าความรู้ที่ได้จากมหาวิทยาลัยเพียงพอแล้ว ไม่ต้องฟังคำแนะนำจากเพื่อนร่วมงานที่อาวุโสกว่า เพราะ “เขาเรียนมาใหม่ๆ ความรู้ล้ำสมัยกว่า” นี่คือตัวอย่างของอีโก้ที่ทำลายโอกาสเรียนรู้ Holiday เล่าให้ฟังว่า ช่วงแรกของการเป็นนักเขียน เขาก็เคยติดกับดักนี้เหมือนกัน เขาคิดว่าตัวเองมีความสามารถพิเศษ ไม่ต้องเรียนรู้จากใคร แต่เมื่อได้เจอกับ Robert Greene ผู้เขียนหนังสือ “48 Laws of Power” ที่เป็นพี่เลี้ยง เขาถึงได้เรียนรู้ว่า…