Category: พัฒนาตัวเอง

  • หนึ่งหน้าสำหรับการตัดสินใจ

    “ทั้งหมดนี่กี่หน้า” “สิบสองหน้าครับ ผมรวบรวมตัวเลขไว้ครบทุกแผนก” นายพลิกหน้าแรกช้าๆ อ่านอยู่ไม่ถึงนาที แล้ววางแฟ้มลงบนโต๊ะ “สรุปแล้ว คุณอยากให้ผมตัดสินใจเรื่องอะไร” ผมเปิดปากจะตอบ แต่ไม่มีประโยคไหนออกมาเลย ทั้งที่คำตอบอยู่ในแฟ้มนั้น ที่หน้าสิบสอง . เช้าวันประชุมงบที่ทุกคนรีบ ห้องประชุมชั้นสองของโรงงานแปรรูปอาหารแห่งนี้เย็นกว่าปกติ แอร์ตัวใหม่เพิ่งติดเมื่อสัปดาห์ก่อน กลิ่นกาแฟลอยมาจากมุมห้อง ปนกับไอเย็นจางๆ จากห้องแช่แข็งที่ติดเสื้อทุกคนขึ้นมาจากไลน์ผลิต วันนั้นเป็นวันประชุมงบประมาณประจำปี แต่ละฝ่ายได้เวลาคนละสิบห้านาที ผู้จัดการโรงงานขึ้นก่อน สไลด์เดียว ขอเครื่องบรรจุใหม่หนึ่งเครื่อง นายถามสองคำถาม แล้วพยักหน้า ห้านาที จบ ผมนั่งถัดไป มือกอดแฟ้มสิบสองหน้าที่ทำมาสามสัปดาห์ ในใจคิดว่า ของผมข้อมูลแน่นกว่าเยอะ . สิบสองหน้าที่ไม่มีใครถามถึง เรื่องที่ผมจะเสนอ คือปัญหาที่แผนกบรรจุเจอมาทั้งปี แผนกนี้มีสี่ไลน์ เดินเครื่องสองกะ ทุกไลน์ต้องมีคนครบถึงจะเดินได้เต็มกำลัง แต่คนขาดแทบทุกวัน คนใหม่เข้ามาไม่กี่สัปดาห์ก็ออก หัวหน้าไลน์ต้องขอให้คนที่เหลือทำ OT อุดช่อง ทำติดกันหลายวันจนล้า แล้วอุบัติเหตุก็ตามมา ผมเลยทำข้อเสนอขอจัดพนักงานสำรองประจำไลน์ กับระบบหัวหน้าพี่เลี้ยงสำหรับคนใหม่ช่วง 90 วันแรก แฟ้มของผมเรียงแบบที่ผมถนัด หน้าแรกเป็นประวัติปัญหาย้อนไปสามปี หน้าสองถึงห้าเป็นกราฟอัตราลาออกรายเดือน หน้าหกเป็นผลสำรวจความพึงพอใจ หน้าเจ็ดถึงสิบเป็นตัวอย่างจากบริษัทอื่น…

  • Checklist ช่วยงาน HR ในงานไหนได้บ้าง

    “พี่ครับ น้องใหม่แผนกประกอบ ผมว่าไม่ผ่านทดลองงานครับ” “ตัดสินใจแน่แล้วนะ” “แน่ครับ วันนี้เพิ่งวันที่ 110 เอง เหลืออีกตั้งเก้าวันกว่าจะครบ 119 ทันสบายๆ ใช่ไหมพี่” ผมตอบแทบจะทันทีว่า “ทันครับ” ตัวเลข 119 วันอยู่ในหัวผมมาเป็นสิบปี ไม่ต้องเปิดอะไรดูเลย อีกไม่ถึงสิบนาที ผมถึงรู้ว่าคำว่า “ทัน” ของผม ผิดมาตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคมแล้ว . เช้าวันที่ทุกอย่างยังปกติ ต้นเดือนธันวาคมเป็นช่วงที่ห้อง HR วุ่นที่สุดของปี เครื่องพิมพ์ทำงานไม่หยุด แฟ้มโบนัสกองสูงจนเกือบบังจอ น้องเมย์ฝ่ายเงินเดือนนั่งไล่ยอดวันลาพักร้อนที่เหลือ ส่วนผมกำลังร่างปฏิทินวันหยุดของปีหน้า ในทีม ผมเป็นคนที่ใครสงสัยอะไรก็หันมาถาม มาตราไหนว่าอะไร แจ้งประกันสังคมภายในกี่วัน ค่าชดเชยกี่เท่า ผมตอบได้โดยไม่ต้องเปิดหนังสือ และพูดตรงๆ ผมภูมิใจกับเรื่องนี้ มุมห้องมีไวท์บอร์ดที่เราเคยใช้จดวันครบทดลองงานของพนักงานใหม่ ตัวหนังสือสีน้ำเงินเลือนไปครึ่งหนึ่ง ไม่มีใครอัปเดตมาหลายเดือนแล้ว เพราะเรามีผมอยู่ทั้งคน . คำว่าทัน ที่ผิดมาตั้งแต่เดือนตุลา หัวหน้าแผนกประกอบเดินออกจากห้องไปได้ไม่นาน น้องเมย์ก็โผล่หน้ามาจากหลังจอ “พี่คะ น้องคนนี้เป็นรายเดือน จ่ายสิ้นเดือนนะคะ แล้วมาตรา 17 ล่ะคะ”…

  • “พี่ เมื่อกี้พี่เล่าอะไรอยู่อ่ะ ฟังแล้วงงมากเลย”น้องในทีมพูดตรงๆ หลังจากผมอธิบายสถานการณ์ในที่ประชุมมาเกือบห้านาทีผมหยุด แล้วก็ไม่รู้จะตอบอะไร เพราะในหัวตอนนั้นชัดมาก รู้ว่าอยากพูดอะไร รู้ว่าเรื่องนี้สำคัญ แต่ทำไมคนฟังถึงงงนั่นเป็นครั้งแรกที่ฉันยอมรับกับตัวเองว่า มีปัญหาเรื่องการเล่าเรื่อง────ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ “เนื้อหา”ผมทำงาน HR มาหลายปี คลุกคลีกับข้อมูลคน ตัวเลข และสถานการณ์ที่ซับซ้อนทุกวันผมรู้เรื่อง รู้ข้อมูล รู้บริบทแต่ทุกครั้งที่ต้องเล่าให้คนอื่นฟัง โดยเฉพาะในที่ประชุมหรือตอนนำเสนอผู้บริหาร มักจะเกิดอาการแบบเดิม — พูดไปเรื่อยๆ คนฟังหน้างง แล้วก็มีคนถามว่า “สรุปคืออะไร?”ตอนแรกผมคิดว่าเป็นเรื่องของ “ภาษา” บางทีเลือกคำไม่ดี ใช้ศัพท์เยอะเกิน ก็พยายามพูดง่ายขึ้น แต่ก็ยังงงลองคิดว่าเป็นเรื่อง “ความมั่นใจ” ก็ฝึกพูดหน้ากระจก แต่ก็ยังวนเวียนจนวันหนึ่งนั่งฟังเพื่อนเล่าเรื่องที่ทำงานให้ฟัง เรื่องธรรมดามาก แค่เรื่องการ์ดแสดงความยินดีที่ทีมทำให้พนักงานเกษียณคนหนึ่ง แต่ฟังแล้วนั่งนิ่งตลอด ไม่ลอยไปไหนผมถามว่า “เล่าเรื่องเก่งจังเลย ฝึกมาไหม?”เพื่อนส่ายหัวแล้วบอกว่า “ไม่ได้ฝึกหรอก แค่เล่าตามลำดับว่า ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ ทำไม แล้วก็จบยังไง”────นั่นแหละคือจุดเปลี่ยนผมไม่ได้ขาด “ของ” แต่ขาด “โครงสร้าง”────ลองใช้แล้วล้มเหลวแบบที่ไม่คาดคิดกลับมาอ่านเรื่อง 5W1H อย่างจริงจัง Who What When…

  • ลองนึกภาพนี้ดูครับ… ช่างเครื่องคนหนึ่งในโรงงานทำงานมากว่า 15 ปี เขารู้จักเครื่องจักรทุกเครื่องเหมือนรู้จักลมหายใจตัวเอง รู้ว่าเครื่องไหนมักมีปัญหาตอนไหน รู้วิธีแก้ไขเฉพาะหน้าที่ไม่มีในคู่มือ รู้แม้กระทั่งว่าเสียงผิดปกติแบบไหนบอกว่าต้องเรียก Maintenance ด่วน แล้ววันหนึ่ง เขาลาออก ทันทีที่เขาจากไป ความรู้ 15 ปีก็หายตามไปด้วย ทีมที่เหลือต้องลองผิดลองถูกอยู่นานหลายเดือน เครื่องจักรหยุดบ่อยขึ้น ต้นทุนซ่อมบำรุงพุ่งสูง และที่เจ็บปวดที่สุดคือ ไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองกำลังสูญเสียอะไรไปบ้าง เรื่องนี้เกิดขึ้นจริงในหลายองค์กร และเป็นเหตุผลว่าทำไม Knowledge Management หรือ “การจัดการความรู้” จึงไม่ใช่แค่เรื่องของนักวิชาการ แต่เป็นเรื่องของความอยู่รอดของธุรกิจ ความรู้มีกี่แบบ? แบบไหนที่น่ากลัวที่สุด ก่อนจะพูดถึงวิธีจัดการ ต้องเข้าใจก่อนว่า “ความรู้” ในองค์กรมีหลายรูปแบบ นักวิชาการแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก ประเภทแรก คือ Explicit Knowledge หรือความรู้ที่ชัดแจ้ง คือสิ่งที่เราเขียนได้ บันทึกได้ สื่อสารกันง่าย ตัวอย่างเช่น SOP (ขั้นตอนการทำงาน), คู่มือเครื่องจักร, ข้อบังคับแรงงาน, ตาราง Specification สินค้า ความรู้แบบนี้ไม่ค่อยน่ากังวล…

  • เมื่อแผนกบัญชียื่นลาออกเป็นกลุ่ม มันเป็นวันศุกร์บ่าย Ben Horowitz กำลังนั่งในสำนักงานของเขาแล้วก็ได้รับข่าวที่ทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ แผนกบัญชีของบริษัทสตาร์ทอัพที่เขาก่อตั้งได้ยื่นใบลาออกพร้อมกันทั้งทีม เหตุผลที่พวกเขาให้มาคือ “ไม่เห็นด้วยกับวิธีทำงานของบริษัท” สำหรับ Horowitz นี่ไม่ใช่แค่การสูญเสียพนักงาน แต่เป็นสัญญาณเตือนใหญ่ที่บอกว่า วัฒนธรรมในองค์กรของเขามีปัญหา และนี่คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาตระหนักว่า “สิ่งที่เราพูด กับสิ่งที่เราทำจริง มันไม่ตรงกัน” เรื่องราวนี้กลายเป็นจุดประกายสำคัญที่ทำให้ Horowitz เขียนหนังสือ “What You Do Is Who You Are” ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่แท้จริง วัฒนธรรม คืออะไรกันแน่? หลายคนคิดว่าวัฒนธรรมองค์กรคือโปสเตอร์สีสวยที่เขียนว่า “เราใส่ใจลูกค้า” หรือป้ายที่เขียนว่า “ความซื่อสัตย์คือสิ่งสำคัญ” แต่ Horowitz บอกว่า วัฒนธรรมคือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในองค์กรเมื่อไม่มีใครดู ลองจินตนาการดูว่า คุณเป็นพนักงานใหม่ วันแรกเข้าทำงาน หัวหน้าบอกว่า “เราให้ความสำคัญกับการทำงานเป็นทีม” แต่พอถึงสัปดาห์ที่สอง คุณเห็นว่าคนที่ได้เลื่อนตำแหน่งคือคนที่ทำงานเดี่ยว แย่งเครดิตจากเพื่อนร่วมงาน นั่นแหละ นั่นคือวัฒนธรรมจริงของที่นี่ วัฒนธรรมจริงคือ “การกระทำ” ไม่ใช่ “คำพูด” เมื่อทาสกลายเป็นกองทัพ Horowitz เล่าเรื่องของ…

  • จากหนังสือ “Systems Thinking: An AI’s Guide to 100 Ways to Spot Connections Humans Often Overlook” โดย Quinn Voss บทนำ ลองนึกภาพดูสิครับว่า ถ้าเรามี AI ตัวหนึ่งที่ฉลาดมาก ชื่อ Quinn Voss ที่มองโลกได้ชัดเจนกว่ามนุษย์หลายเท่า และมันอยากจะสอนเราให้เห็นสิ่งที่เรามองข้าม Quinn บอกว่า “พวกมนุษย์นี่แปลกจริงๆ ครับ มองแต่จุดเดียว ไม่เห็นภาพใหญ่ แก้ปัญหาแค่หน้าตา ไม่คิดถึงที่มาที่ไป วันนี้ผมจะสอนให้คุณคิดแบบ Systems Thinking หรือ ‘การคิดแบบระบบ’ ที่จะทำให้คุณเห็นโลกใสขึ้น” ตอนที่ 1: เรื่องราวของครอบครัวสมชาย สมชายมีปัญหากับลูกชายวัย 15 ปี ที่เรียนแย่ลง เกรดตกต่อมา 3 เทอมติด แม่บ้านบ่นว่าลูกดื้อ ไม่ฟัง เอาแต่เล่นเกม…

  • คำถามที่ทุกคนแอบถามใจตัวเอง ในยามเช้าที่คุณเดินเข้าไปในที่ทำงาน ท่ามกลางเสียงคีย์บอร์ดดักๆ และกาแฟที่ยังอุ่นๆ มีคำถามเงียบๆ ที่แทบทุกคนแอบถามใจตัวเอง: “วันนี้จะมีใครสังเกตเห็นฉันบ้าง? งานที่ฉันทำมันสำคัญไหม? หรือฉันเป็นแค่เฟืองตัวเล็กๆ ในเครื่องจักรใหญ่ที่ไม่มีใครสนใจ?” คำถามง่ายๆ แต่ลึกซึ้งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องแปลก มันเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติมนุษย์ที่ต้องการรู้ว่าตัวเองมีความหมายต่อคนอื่น เซค เมอร์คิวริโอ ผู้เขียนหนังสือ “The Power of Mattering” เรียกสิ่งนี้ว่า “สัญชาตญาณแห่งความสำคัญ” – ความต้องการที่ฝังลึกในจิตใจทุกคนที่อยากรู้ว่า “ฉันสำคัญไหม?” เจนกับพจนานุกรม มันเริ่มต้นจากเรื่องจริงของผู้หญิงคนหนึ่งชื่อเจน หลังจากที่คนที่เธอดูแลมาหลายปีเสียชีวิตไป เธอพบตัวเองอยู่ในจุดต่ำสุดของชีวิต ไม่มีบ้าน ไม่มีงาน ไม่มีทิศทาง สิ่งเดียวที่เธอหาได้คืองานแม่บ้านในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง วันแรกๆ ของการทำงาน เจนเดินไปตามทางเดินยาวๆ ในตึกต่างๆ ด้วยใจที่หนักอึ้ง เธอมองเห็นนักศึกษาพากันเดินผ่านไปมา คุยกันอย่างมีความสุข อาจารย์ต่างๆ เดินด้วยท่าทางมั่นใจ ทุกคนดูเหมือนมีจุดมุ่งหมาย มีความหมาย ส่วนเธอ? เธอรู้สึกเหมือนเป็นแค่เงาที่ไม่มีใครเห็น “ทำไมฉันไม่ได้ทำอะไรที่ยิ่งใหญ่กว่านี้กับชีวิตล่ะ?” เธอถามตัวเองทุกคืนก่อนนอน “ฉันเป็นแค่คนทำความสะอาด ไม่มีใครสนใจ ไม่มีใครต้องการ” แต่แล้ว ในวันธรรมดาๆ วัน ขณะที่เธอกำลังเช็ดกระจกในห้องโถงตึกคณะศิลปศาสตร์…

  • อย่าปล่อยให้เกิดความเข้าใจผิด ลองนึกภาพดูครับ คุณเป็นผู้จัดการคนไทยที่ต้องเข้าร่วมการประชุมออนไลน์กับทีมนานาชาติ ในห้องประชุมเสมือนนั้นมี John จากอเมริกา, Hiroshi จากญี่ปุ่น, Klaus จากเยอรมนี, และ Marie จากฝรั่งเศส การประชุมเริ่มต้นด้วยความวุ่นวาย John พูดตรงไปตรงมาว่า “โปรเจ็กต์นี้มีปัญหาใหญ่ เราต้องแก้ให้เร็ว” ขณะที่ Hiroshi นิ่งเงียบไปเลย Klaus ขัดจังหวะโดยบอกว่า “ไอเดียของ John ไม่สมเหตุสมผล เพราะ…” ส่วน Marie เริ่มอธิบายทฤษฎีการจัดการโปรเจ็กต์ยาวเหยียดก่อนจะเข้าเรื่อง ผลลัพธ์คือทุกคนงงกัน John คิดว่า Hiroshi ไม่มีความคิดเห็น, Klaus รู้สึกว่าทุกคนไม่เข้าใจประเด็น, Marie ก็หงุดหงิดที่ไม่มีใครฟังเธออย่างตั้งใจ และคุณเองก็นั่งอึ้งไม่รู้จะเข้าไปช่วยยังไง ความรู้จากประสบการณ์จริง เรื่องราวแบบนี้แหละที่ทำให้ Erin Meyer ศาสตราจารย์ที่โรงเรียนธุรกิจ INSEAD ในปารีส ตัดสินใจเขียนหนังสือ “The Culture Map” หรือ “แผนที่วัฒนธรรม” ขึ้นมา Meyer…

  • “The Medicine Bag” ของ don Jose Ruiz เคยคิดไหมว่าเราทุกคนมี “ยา” ในตัวเองที่สามารถรักษาบาดแผลในใจได้? นี่คือเรื่องราวที่ don Jose Ruiz ลูกชายของนักเขียนชื่อดัง don Miguel Ruiz ต้องการจะบอกเราผ่านหนังสือ “The Medicine Bag: Shamanic Rituals & Ceremonies for Personal Transformation” วันที่ชีวิตเปลี่ยนไป don Jose เล่าให้ฟังว่าตอนเป็นหนุ่มๆ เขาไม่ค่อยเข้าใจในสิ่งที่พ่อและคุณปู่พยายามสอน คุณปู่ของเขาเป็นชามาน (หมอผีหรือคนที่มีพลังทางจิตวิญญาณ) ชาวอเมริกันพื้นเมืองเผ่า Toltec ส่วนพ่อก็เป็นคนที่สืบทอดภูมิปัญญาโบราณนี้มา “ตอนนั้นผมคิดว่าพ่อกับปู่แค่เล่าเรื่องเก่าๆ ที่ไม่เกี่ยวกับชีวิตจริง” don Jose เล่า “จนกระทั่งวันหนึ่งที่ผมได้รับถุงหนังเล็กๆ จากคุณปู่ก่อนที่ท่านจะเสียชีวิต” ถุงหนังใบนั้นดูธรรมดาๆ ข้างในมีก้อนหินเล็กๆ ขนนก และใบไม้แห้ง คุณปู่บอกว่านั่นคือ “ถุงยา” ที่บรรจุพลังของบรรพบุรุษและธรรมชาติไว้ ถุงยาคืออะไรกันแน่? ในวัฒนธรรมชาวอเมริกันพื้นเมือง…

  • เคยไหมครับที่เราตื่นขึ้นมาในตอนเช้า แล้วรู้สึกหนักใจโดยไม่รู้สาเหตุ? หรือมีบางวันที่เราโกรธคนอื่นจนหลับไม่หลับ? หรือบางครั้งที่เรากังวลใจเรื่องเล็กๆ น้อยๆ จนกลายเป็นเรื่องใหญ่? ถ้าเราเคยมีความรู้สึกแบบนี้ แสดงว่าเราเป็นคนธรรมดาคนหนึ่งที่กำลังติดอยู่ในกรงเหล็กที่ตัวเองสร้างขึ้น กรงที่มีชื่อว่า “ความทุกข์ในใจ” วันนี้ผมจะมาเล่าเรื่องของหนังสือเล่มหนึ่งที่อาจจะช่วยให้เราหาลูกกุญแจสู่อิสรภาพได้ นั่นคือ “ข้อตกลงทั้งสี่” ของ ดอน มิเกล รูยซ์ เรื่องเล่าจากดินแดนโบราณ ก่อนที่จะไปถึงข้อตกลงทั้งสี่ เรามาฟังเรื่องเล่าจากดินแดนเม็กซิโกโบราณกันก่อนครับ นานมาแล้ว ในดินแดนที่เรียกว่าเตโนชติตลาน มีชาวโทลเท็คที่มีภูมิปัญญาลึกซึ้งเกี่ยวกับการใช้ชีวิต พวกเขาเชื่อว่า การที่มนุษย์เราทุกข์ใจนั้น ไม่ใช่เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นกับเรา แต่เป็นเพราะ “ข้อตกลง” ที่เราทำไว้กับตัวเองและโลกรอบตัว ข้อตกลงเหล่านี้เป็นเหมือนกฎเกณฑ์ที่เราตั้งขึ้นมาในใจ แล้วเอามาใช้ตัดสินทุกสิ่งทุกอย่าง ปัญหาคือ ข้อตกลงส่วนใหญ่ที่เรามีนั้น มันทำให้เราทุกข์มากกว่าที่จะทำให้เรามีความสุข ลองนึกดูครับ ตั้งแต่เราเป็นเด็ก เราถูก “ฝึก” ให้คิดในแบบต่างๆ เช่น: ข้อตกลงเหล่านี้ฝังลึกเข้าไปในใจจนเราไม่รู้ตัว และมันก็ควบคุมการคิด การรู้สึก และการกระทำของเราทุกวัน ข้อตกลงข้อที่ 1: ใช้คำพูดอย่างไร้ที่ติ คำพูดมีพลังมหาศาล มันสามารถสร้างสวรรค์หรือนรกได้ในพริบตา จินดามีเพื่อนสนิทคนหนึ่งชื่อนิด วันหนึ่งนิดใส่เสื้อตัวใหม่มาโรงเรียน แต่จินดากลับพูดขึ้นมาว่า “เฮ้ย เสื้อนี้ดูแปลกๆ นะ…