Category: การพัฒนาบุคลากร

  • ไฟกองเดิมที่ผมดับไม่จบ

    “พี่ครับ มีควันขึ้นหลังโรงงาน ดับได้แล้วครับ แต่…” “แต่อะไร” “กองเดิมเลยครับพี่” เสียงหัวหน้ากะดึกดังผ่านโทรศัพท์ตอนสี่ทุ่มกว่า ผมลุกจากโซฟาทั้งที่รีโมตยังอยู่ในมือ คืนนั้นผมนอนไม่หลับ ไม่ใช่เพราะคำว่า “ไฟไหม้” แต่เพราะคำว่า “กองเดิม” . ที่นี่ กลิ่นหมึกมาถึงก่อนเสมอ ที่นี่เป็นโรงงานผลิตบรรจุภัณฑ์ พนักงานสองร้อยกว่าคน ทำงานสองกะ เดินผ่านประตูหน้าเข้ามา กลิ่นหมึกพิมพ์กับตัวทำละลายจะมาถึงก่อนเสียงเครื่องจักรเสมอ ม้วนฟิล์มในโกดังเรียงสูงเหมือนตึกเล็กๆ ผมดูแลงาน HR และพ่วงงานความปลอดภัยมาด้วย เช้าคุยเรื่องเงินเดือน บ่ายเดินตรวจถังดับเพลิง บางวันก็สลับกัน หลังโรงงานมีลานเล็กๆ ไว้พักเศษฟิล์มกับเศษกล่อง รอรถมารับไปขาย ข้างลานมีมุมอับใต้ชายคาที่ไม่มีใครตั้งชื่อให้ แต่ทุกคนรู้ว่ามันใช้ทำอะไร ผมเองก็รู้ และนั่นแหละคือจุดเริ่มต้นของปัญหา . ไฟครั้งแรก ที่ทุกคนชมว่าดับไว ไฟครั้งแรกเกิดก่อนหน้านั้นห้าสัปดาห์ ช่วงบ่ายของกะเช้า พนักงานคลังเห็นควันลอยขึ้นจากกองเศษกล่อง ตะโกนเรียกเพื่อน วิ่งไปคว้าถังดับเพลิงที่แขวนอยู่ข้างประตู ดึงสลัก ชี้ที่ฐานไฟ บีบ กวาดซ้ายขวา ไม่ถึงสองนาที ทุกอย่างก็เหลือแค่เถ้ากับกลิ่นไหม้ ผมยืนดูอยู่ห่างๆ แล้วรู้สึกภูมิใจแปลกๆ เพราะเพิ่งพาทุกคนซ้อมดับเพลิงไปเมื่อสองเดือนก่อน สิ่งที่ซ้อมกันกลางแดด มันใช้ได้จริงในวันที่ต้องใช้ เช้าวันต่อมา…

  • ทำไมต้องมีการประเมินค่างาน

    “พี่ครับ ผมทำงานที่นี่มาสิบสองปี ทำไมเกรดผมยังต่ำกว่าน้องวิศวกรที่เพิ่งเข้ามาปีเดียว” ลุงสมพงษ์ถามผมตรงหน้าห้อง HR มือยังเปื้อนน้ำมันจากเครื่องจักรที่เพิ่งซ่อมเสร็จ ผมอ้าปากจะตอบ แล้วก็หุบลง เพราะคำตอบเดียวที่มีอยู่ในหัวตอนนั้นคือ “ก็มันเป็นแบบนี้มาตั้งแต่ก่อนผมมา” และผมรู้ดีว่า นั่นไม่ใช่คำตอบ . เช้าวันจันทร์ที่ทุกอย่างยังเหมือนเดิม เช้าวันจันทร์ที่โรงงาน เสียงเครื่องจักรเริ่มดังตั้งแต่เจ็ดโมงครึ่ง กลิ่นกาแฟลอยมาจากโต๊ะน้องเมย์ เจ้าหน้าที่บุคคลที่นั่งทำงานกับผมมาสามปี บนชั้นหลังโต๊ะผมมีแฟ้มสีน้ำเงินเล่มหนึ่ง สันแฟ้มเขียนว่า “โครงสร้างเกรด” ปกซีดจนแทบอ่านไม่ออก ข้างในเป็นตารางที่ใครสักคนทำไว้ตั้งแต่โรงงานยังมีคนไม่ถึงครึ่งของวันนี้ ไม่มีใครเปิดมันบ่อยนัก เวลารับคนใหม่ เราก็เทียบกับคนเก่าที่ตำแหน่งใกล้เคียง แล้วต่อรองกันไป ทุกอย่างดูปกติดี จนกระทั่งลุงสมพงษ์เดินมาเคาะประตู . คำถามที่ไม่มีใครเคยตอบ คืนนั้นผมหยิบแฟ้มสีน้ำเงินกลับบ้าน แล้วนั่งไล่ดูทีละตำแหน่ง ยิ่งดู ยิ่งเงียบ ตำแหน่งเดียวกันแต่อยู่คนละฝ่าย ได้เกรดไม่เท่ากัน เจ้าหน้าที่ธุรการของฝ่ายหนึ่งอยู่เกรดสาม อีกฝ่ายอยู่เกรดสี่ เพราะผู้จัดการฝ่ายนั้นเคยขอไว้ตอนกลัวจะเสียคน หลายตำแหน่งได้เกรดมาจากการต่อรองตอนรับเข้า ช่วงไหนหาคนยาก ใครเสียงดัง ใครมีข้อเสนอจากที่อื่น ก็ได้เกรดสูงติดตัวมา บางตำแหน่งเกรดสูงเพราะคนที่เคยนั่งอยู่เก่งมาก ไม่ใช่เพราะงานใหญ่ พอคนนั้นเกษียณ เกรดก็ยังค้างอยู่กับตำแหน่ง ผมเปิดแบบสัมภาษณ์คนลาออกย้อนหลังดูอีกรอบ คำว่า “ไม่ยุติธรรม” โผล่มาบ่อยกว่าที่ผมคิด ไม่มีใครเขียนตรง ๆ…

  • ติดตามงานอย่างไรให้ได้งาน

    “พี่ ผมไม่อยากเป็นคนใจร้ายแล้วนะ” พี่อนุชา หัวหน้ากะเชื่อมประกอบ วางแฟ้มรายงานของเสียลงบนโต๊ะผม แรงกว่าปกตินิดหนึ่ง “ทวงงานทีไร น้องมันมองผมเหมือนผมเป็นศัตรู” “แล้วพี่ทวงยังไงครับ” “ก็ถามตรง ๆ ไง ว่าทำไมยังไม่เสร็จ” ตอนนั้นผมแค่พยักหน้า กว่าจะรู้ว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่คำว่า “ทำไม” แต่อยู่ที่มันถูกพูดผิดเวลามาตลอด ก็ผ่านไปเกือบสองเดือน . เช้าวันจันทร์ที่ไลน์เชื่อม เจ็ดโมงสี่สิบห้า เสียงเครื่องเชื่อมยังดังไม่เต็มที่ กลิ่นโลหะร้อนลอยมาจากปลายไลน์ หัวหน้ากะยืนล้อมบอร์ดประชุมเช้าเหมือนทุกวัน ตัวเลขของเสียบนบอร์ดเป็นสีแดงมาสองสัปดาห์ติด พี่อนุชาอ่านยอดผลิต ปิยะพงษ์จากซ่อมบำรุงแจ้งว่าเครื่องปั๊มเบอร์สามมีเสียงแปลก ๆ กาญจนาจากคลังบอกว่าสต็อกเหล็กแผ่นจะนับเสร็จพรุ่งนี้ ทุกคนพยักหน้า แล้วแยกย้าย ไม่มีใครพูดถึงตัวเลขสีแดงบนบอร์ดเลยสักคน ผมยืนอยู่ท้ายวง จดไว้ในใจว่า เดี๋ยวค่อยถาม ซึ่งก็เป็นนิสัยเดียวกับที่ทุกคนในวงนั้นมี . บทสนทนาที่ทุกคนเลื่อนไว้ สัปดาห์นั้นเป็นรอบอบรมหัวหน้างานพอดี ผมเปิดคลาสด้วยคำถามที่ไม่ได้อยู่ในสไลด์ “ใครมีเรื่องที่ควรคุยกับลูกน้อง แต่เลื่อนมาเกินหนึ่งเดือนแล้ว ยกมือหน่อยครับ” เงียบไปสามวินาที แล้วมือก็ค่อย ๆ ยกขึ้น เกินครึ่งห้อง เรื่องที่เล่าออกมาคล้ายกันจนน่าตกใจ งานที่เดดไลน์เลื่อนแล้วเลื่อนอีก น้องที่ตอบว่า “ใกล้เสร็จแล้วครับพี่” มาตั้งแต่เดือนที่แล้ว รายงานที่ส่งช้าทุกเดือนจนกลายเป็นเรื่องปกติ ผมถามต่อว่า…

  • ใช้การสำรวจความผูกพันต่อองค์กร แทนการเดาใจพนักงาน

    “ไตรมาสนี้คลังสินค้าออกไปอีกห้าคน เพราะอะไร” คุณวิชัยวางรายงานกำลังคนลงบนโต๊ะ เสียงไม่ได้ดัง แต่ทั้งห้องประชุมเงียบ “น่าจะเรื่องเงินครับ แถวนี้มีที่ให้มากกว่าเรานิดหน่อย” “น่าจะ” เขาทวนคำของผมช้าๆ “ปีที่แล้วก็น่าจะ ปีนี้ก็น่าจะ แล้วเรารู้จริงๆ สักเรื่องไหม” ผมเปิดปากจะตอบ แล้วก็ปิดลง เพราะความจริงคือ ผมไม่รู้ . เช้าวันจันทร์ที่รถยกไม่เคยหยุด หกโมงครึ่ง ประตูคลังเปิดพร้อมกันสามบาน รถยกวิ่งสวนกันไปมา เสียงสัญญาณถอยหลังดังไม่หยุด รถส่งของสิบกว่าคันจอดเรียงรอขึ้นของ ที่นี่เป็นศูนย์กระจายสินค้า พนักงานร้อยกว่าคน เกือบครึ่งอยู่ในคลังกับทีมขนส่ง หน้าประตูทางเข้ามีป้าย “รับสมัครพนักงานคลังสินค้า ด่วน” กระดาษเริ่มเหลือง เทปกาวเริ่มลอก ไม่มีใครแกะออก เพราะแกะไปเดี๋ยวก็ต้องติดใหม่ ผมเดินผ่านป้ายนั้นทุกเช้า และไม่เคยถามตัวเองเลยว่า ทำไมมันไม่เคยถูกแกะ . คำตอบสุภาพในวันสุดท้าย หลังประชุมวันนั้น ผมดึงแฟ้มสัมภาษณ์คนลาออกย้อนหลังหนึ่งปีออกมาเปิดทีละใบ ปีที่แล้วคนคลังออกไปสิบสี่คน จากทีมสี่สิบคน คำตอบในช่อง “เหตุผลที่ลาออก” หน้าตาเหมือนกันแทบทุกใบ ได้งานใหม่ใกล้บ้าน เรื่องครอบครัว อยากหาประสบการณ์ใหม่ เขียนด้วยลายมือเรียบร้อย สุภาพ และไม่มีใบไหนพูดถึงที่นี่ตรงๆ สักคำ ผมตัดสินใจโทรหาเอ พนักงานคลังที่เพิ่งออกไปเมื่อสองเดือนก่อน…

  • วัฒนธรรมเกิดจากการกระทำมากกว่าคำพูด

    “พี่ครับ ป้ายตรงทางเข้าเขียนว่าความปลอดภัยต้องมาก่อนใช่ไหม” น้องโอ๊ต ช่างคุมเครื่องกะดึก ถามผมระหว่างต่อคิวข้าวในโรงอาหาร “ใช่ ทำไมเหรอ” “แล้วทำไมคนที่ได้ขึ้นเป็นผู้จัดการ คือคนที่ไม่เคยยอมหยุดไลน์เลยสักครั้งล่ะครับ” ผมยืนถือถาดข้าวอยู่ตรงนั้น และตอบอะไรเขาไม่ได้เลย . เช้าวันที่ป้ายใหม่ขึ้นผนัง เช้าวันจันทร์ต้นปี กลิ่นหมึกจากป้ายไวนิลแผ่นใหม่ยังไม่ทันจาง ป้ายสามแผ่นแขวนเรียงกันตรงทางเดินเข้าไลน์ผลิต ปลอดภัยต้องมาก่อน ทำงานเป็นทีม เคารพกันและกัน นายขึ้นพูดหน้าลานจอดรถเกือบยี่สิบนาที พนักงานยืนฟังกันเป็นแถว บางคนยกมือถือถ่ายรูป บางคนแอบหาว ผมยืนอยู่ท้ายแถว ภูมิใจลึกๆ เพราะทีม HR ปั้นเรื่องนี้กันมาสามเดือน ตอนเดินกลับเข้าไลน์ ผมได้ยินใครคนหนึ่งพูดเบาๆ “ปีที่แล้วก็มีป้าย ปีหน้าก็คงมีอีก” ผมหันไปมอง แต่เขาเดินลับไปหลังเครื่องเป่าฟิล์มแล้ว . สามเดือนต่อมา ตัวเลขเริ่มเงียบ สัญญาณแรกที่ผิดสังเกต ไม่ได้มาจากแบบสำรวจ แต่มาจากกล่องรับรายงานเหตุการณ์เกือบเกิดอุบัติเหตุ ผมดูแลงานความปลอดภัยด้วย ทุกสิ้นเดือนผมจะนั่งนับใบ Near Miss ที่พนักงานหย่อนลงกล่อง ช่วงที่ป้ายเพิ่งขึ้น ใบรายงานเพิ่มขึ้นจริง เดือนละสามสิบกว่าใบ ผ่านไปสามเดือน เหลือสิบสองใบ ไลน์ไม่ได้ปลอดภัยขึ้นนะครับ ผมเดินเองทุกวัน ยังเห็นการ์ดเครื่องที่ถูกถอดวางพิงผนัง ยังเห็นคนเอื้อมมือเข้าไปเคลียร์ฟิล์มตอนลูกกลิ้งยังหมุน คนแค่เลิกเขียน…

  • ทำโครงสร้างองค์กรให้ดีต้องเข้าใจ หน้างานด้วย

    “เอาผังองค์กรขึ้นจอหน่อยสิ ผมว่าปัญหามันอยู่ที่โครงสร้าง” เสียงคุณประวิทย์ กรรมการผู้จัดการ ดังขึ้นกลางห้องประชุม หลังเพิ่งวางสายจากลูกค้ารายใหญ่ที่โทรมาตามของเป็นรอบที่สามของเดือน ผมยังเปิดไฟล์ไม่ทันเสร็จ ท่านก็ลุกไปยืนหน้าไวท์บอร์ด หยิบปากกาสีแดงขึ้นมา แล้ววงกล่องฝ่ายวางแผนการผลิตไว้หนึ่งวง “ย้ายฝ่ายนี้ไปอยู่ใต้ฝ่ายขายเลยดีไหม” ทั้งห้องเงียบ ส่วนผมรู้ทันทีว่า สองสัปดาห์ข้างหน้าจะยาวมาก . โรงงานที่ดูเหมือนทุกอย่างยังปกติ ที่นี่เป็นโรงงานผลิตบรรจุภัณฑ์ พนักงานสองร้อยกว่าคน ทำงานสองกะ เครื่องพิมพ์ดังตั้งแต่เช้ามืดยันดึก กลิ่นหมึกกับกลิ่นฟิล์มลอยอยู่ในอากาศจนคนที่นี่ไม่รู้สึกอะไรแล้ว ห้อง HR อยู่ชั้นสองของตึกออฟฟิศ หน้าต่างมองลงไปเห็นลานโหลดสินค้า ช่วงหลังผมสังเกตว่ารถขนของจอดรอนานขึ้น บางวันคนขับนั่งหลับคาเบาะเกือบชั่วโมงกว่าของจะขึ้นรถ ในโรงงานมีคนคนหนึ่งที่ทุกคนรู้จัก พี่จิ๋ว หัวหน้าวางแผนการผลิต อยู่ที่นี่มายี่สิบปี งานติดตรงไหน ใครๆ ก็โทรหาพี่จิ๋ว และพี่จิ๋วก็แก้ได้เสมอ ตอนนั้นผมยังมองว่านั่นเป็นเรื่องดี . กล่องสี่เหลี่ยมบนไวท์บอร์ด ประชุมเช้าวันนั้นลากยาวไปเกือบเที่ยง พอคุณประวิทย์เปิดประเด็น ผู้จัดการแต่ละฝ่ายก็เริ่มมีไอเดียของตัวเอง “QC ควรขึ้นตรงกับเอ็มดีครับ จะได้เป็นกลาง ไม่ต้องเกรงใจฝ่ายผลิต” “ผมว่าชั้นมันเยอะไป ยุบตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายผลิตทิ้งสักตำแหน่งดีไหม” “คลังสินค้าน่าจะไปอยู่กับจัดซื้อนะ ของเข้าของออกจะได้คุยกันง่าย” ทุกข้อเสนอฟังขึ้นหมด กล่องบนไวท์บอร์ดถูกลบแล้ววาดใหม่ ย้ายจากซ้ายไปขวา จากล่างขึ้นบน มีลูกศรใหม่โยงไปโยงมาจนกระดานเต็ม ผมนั่งจดอย่างตั้งใจ…

  • วันที่นายถามว่าเหลือกี่คน

    “ผมอ่านเจอมาว่า อีกไม่กี่ปี AI จะทำงาน HR ได้ครึ่งหนึ่ง” คุณวิโรจน์วางมือถือลงบนโต๊ะประชุม หน้าจอยังค้างอยู่ที่โพสต์หนึ่งบน LinkedIn “งบปีหน้า ฝ่าย HR ควรเหลือกี่คนดี” ผมพยักหน้าแล้วยิ้ม เหมือนคนที่เตรียมคำตอบมาแล้ว แต่จริงๆ ในหัวผมว่างเปล่า . ห้าคนในห้องที่ใกล้เสียงเครื่องจักรที่สุด ที่นี่เป็นโรงงานผลิตบรรจุภัณฑ์ มีพนักงานเกือบสามร้อยคน ทำงานสองกะ ห้อง HR อยู่ชั้นล่างของตึกออฟฟิศ ติดทางเดินไปไลน์ผลิต เวลาเครื่องพิมพ์เดินเต็มกำลัง เสียงจะลอดผนังเข้ามาเบาๆ ทั้งวัน ทีมผมมีห้าคน พี่จิ๋วดูแลเงินเดือนมาสิบห้าปี จำรหัสพนักงานได้แม่นกว่าจำวันเกิดตัวเอง น้องเมย์ดูแลสรรหา น้องบอสดูแลธุรการและสวัสดิการ น้องฝนดูแลฝึกอบรม ส่วนผมดูภาพรวม ทุกคนยุ่ง ยุ่งจนไม่เคยมีใครถามว่ายุ่งกับอะไร และสัปดาห์นั้น คุณวิโรจน์เพิ่งกลับจากงานสัมมนาเรื่อง AI มาพอดี . คำถามที่ผมตอบได้แค่ด้วยความรู้สึก ออกจากห้องประชุม ผมเดินกลับมาที่โต๊ะ แล้วลองถามทีมแบบไม่ทันได้คิด “ถ้าแบ่งเวลาทำงานหนึ่งสัปดาห์เป็นร้อยส่วน งานอะไรกินเวลาเราเยอะที่สุด” ห้องเงียบไปพักหนึ่ง “ก็ทำทุกอย่างแหละ” พี่จิ๋วตอบโดยไม่ละสายตาจากหน้าจอ “ตอบไลน์เรื่องวันลาค่ะ วันละเป็นสิบ คำถามเดิมทุกวัน”…

  • ครึ่งชั่วโมงที่ลูกน้องรอมาทั้งปี

    “พี่ครับ ผมมีลูกน้องสิบแปดคน ถ้าต้องนั่งคุยทีละคน ไลน์ไม่ต้องเดินกันพอดี” พี่ชาติวางแบบฟอร์มลงบนโต๊ะ แล้วถามต่อด้วยน้ำเสียงที่ไม่ได้ประชด แต่สงสัยจริงๆ “ผมถามตรงๆ นะ ทำไมต้องทำ” ผมอ้าปากจะตอบ แล้วก็หุบลง เพราะคำตอบเดียวที่มีในหัวตอนนั้นคือ “เพราะบริษัทอยากให้ทำ” และผมรู้ดีว่า คำตอบแบบนี้ไม่เคยทำให้ใครอยากลุกขึ้นมาทำอะไรเลย . โรงงานที่เสียงเครื่องจักรดังกว่าเสียงคน ที่นี่ผลิตบรรจุภัณฑ์ฟิล์มพลาสติก พนักงานสองร้อยกว่าคน แบ่งเป็นสองกะ เครื่องพิมพ์ เครื่องลามิเนต เครื่องตัดซอง เดินแทบไม่หยุด ตอนเปลี่ยนกะ หัวหน้าสองกะยืนส่งงานกันหน้าเครื่องไม่ถึงสิบนาที แล้วทุกคนก็แยกย้ายกลับไปหาเสียงเครื่องของตัวเอง พี่ชาติเป็นหัวหน้ากะที่เก่งเครื่องที่สุดคนหนึ่ง อยู่มาสิบห้าปี ฟังเสียงลูกกลิ้งก็รู้ว่าแรงตึงฟิล์มเพี้ยน ส่วนพี่หน่อย หัวหน้าไลน์ตัดซอง ใจดี ลูกน้องรัก ไม่เคยมีใครเห็นพี่หน่อยขึ้นเสียง ทุกอย่างดูปกติดี จนวันที่ผมเปิดแฟ้มสัมภาษณ์คนลาออกของไตรมาสที่แล้ว แล้วเจอประโยคเดียวกันซ้ำๆ เขียนด้วยลายมือต่างกัน . ใบลาออกที่ไม่มีใครเห็นมาก่อน ประโยคนั้นคือ “หัวหน้าไม่เคยคุยด้วย” คนที่ทำให้ผมนั่งไม่ติดคือน้องฝน โอเปอเรเตอร์ไลน์ตัดซองของพี่หน่อย ทำงานมาสองปี ไม่เคยขาด ไม่เคยสาย ของเสียต่ำที่สุดในไลน์ วันที่มายื่นใบลาออก ผมถามเหตุผล น้องนิ่งไปนานกว่าจะตอบ “หนูไม่รู้ว่าพี่หน่อยมองหนูยังไงค่ะ ทำดีก็เงียบ…

  • “พี่ชาญลาออกครับ” น้องในทีมเดินมาบอกผมตอนเช้าวันจันทร์ น้ำเสียงเหมือนแจ้งข่าวว่าฝนตกผมนิ่งไปสองวินาที พี่ชาญคือหัวหน้าไลน์ที่เก่งที่สุดเท่าที่เรามี มาก่อนเวลาทุกวัน รู้จักเครื่องทุกตัว จำชื่อลูกน้องได้หมด แล้วทำไมคนแบบนี้ถึงเดินออกไปเงียบ ๆ ในเช้าวันจันทร์ธรรมดา . ที่นี่ที่ผมรู้จัก ที่นี่เป็นโรงงานบรรจุภัณฑ์ พนักงานสายการผลิตเกือบสองร้อยคน แบ่งเป็นสองกะ กะเช้าเริ่มหกโมง กะดึกจบตีสอง เสียงเครื่องจักรดังตลอดวันจนเราชินไปแล้ว ห้อง HR อยู่ตึกออฟฟิศ ห่างจากสายพานไม่ถึงร้อยเมตร แต่บางครั้งก็รู้สึกเหมือนอยู่กันคนละโลก เราเห็นตัวเลข เห็นรายงาน เห็นใบลา แต่ไม่ค่อยได้เห็น “วันธรรมดา” ของคนที่ยืนหน้าเครื่อง ผมทำงานที่นี่มาสามปี รู้ว่าแผนกไหนชอบมีปัญหาเรื่องอะไร รู้ว่าหัวหน้าคนไหนใจดี คนไหนดุ และรู้ว่าพี่ชาญ — หัวหน้าแผนกบรรจุ — เป็นคนที่ผู้บริหารไว้ใจที่สุด ปีที่ผ่านมาออเดอร์โต ลูกค้าต่างประเทศสั่งเพิ่ม เราขยายไลน์ รับคนใหม่เข้ามาเป็นสิบ ทุกคนดีใจ ยกเว้นสัญญาณเล็ก ๆ ที่ไม่มีใครทันสังเกต ว่าพี่ชาญเริ่มกลับบ้านดึกขึ้นทุกอาทิตย์ . ตัวเลขที่ผมมองข้าม หลังพี่ชาญลาออก ผมเปิดผังองค์กรของแผนกบรรจุขึ้นมาดูจริงจังเป็นครั้งแรก ในกระดาษมันสวยมาก หัวหน้าแผนกหนึ่งคน ใต้ลงมาคือพนักงานบรรจุ แล้วก็โยงเส้นลงไปเป็นพัด…

  • “พี่ครับ ผมทำตรงนี้มาสามปีแล้ว พี่ไม่ต้องมายืนดูทุกขั้นตอนก็ได้ครับ” น้ำเสียงของบอย ช่างเทคนิคแผนกซ่อมบำรุง ไม่ได้ดังนัก แต่มันสะดุดหูผมที่ยืนอยู่ข้างๆ ส่วนพี่เอ หัวหน้าแผนก ทำหน้างงๆ “ก็พี่หวังดีนี่ กลัวงานพลาด” สองคนนี้หวังดีต่อกันทั้งคู่ แต่ทำไมบรรยากาศมันเหมือนกำลังจะทะเลาะกัน . ที่นี่ หัวหน้าทุกคนคือ “ช่างเก่า” ที่ถูกเลื่อนขึ้นมา ที่นี่เป็นโรงงานผลิตบรรจุภัณฑ์ มีพนักงานสายการผลิตและซ่อมบำรุงรวมกันเกือบสองร้อยคน วัฒนธรรมหัวหน้าที่นี่เหมือนโรงงานทั่วไป — ใครทำงานเก่ง ขยัน อยู่นาน ก็ได้เลื่อนขึ้นมาเป็นหัวหน้า แทบไม่มีใครเคยเรียนเรื่อง “การเป็นผู้นำ” มาก่อนเลย พี่เอก็เป็นแบบนั้น เขาเคยเป็นช่างมือดีที่สุดของแผนก ซ่อมเครื่องเป่าฟิล์มได้ทุกอาการ พอขึ้นเป็นหัวหน้า เขาก็เอาวิธีที่เคยทำให้ตัวเองสำเร็จมาใช้กับทุกคน — ลงมือดูเอง คุมทุกขั้นตอน ไม่ปล่อยให้พลาด ผมเป็น HR ที่ดูแลโครงการพัฒนาหัวหน้างาน ผมเดินไลน์เกือบทุกวัน และผมเริ่มสังเกตเห็นอะไรบางอย่างที่ซ้ำกันไปหมด . ปัญหาไม่ได้อยู่ที่หัวหน้าไม่เก่ง — มันอยู่ที่หัวหน้าเก่งแบบเดียว ตอนนั้นผมได้รับเสียงบ่นมาจากสองทางพร้อมกัน ซึ่งมันขัดกันเองอย่างน่าประหลาด ฝั่งหนึ่ง บอยกับช่างรุ่นเก๋าอีกสองสามคนมาบ่นว่า “พี่เอจุกจิกเกินไป” งานที่เขาทำมาเป็นพันรอบแล้ว พี่เอยังมายืนดู…