Category: การทำรีพอร์ต

  • “พี่ครับ ผมทำงานที่นี่มาสี่ปีแล้วนะ ต่อสัญญามาสี่รอบติดกัน ผมยื่นใบลาออก แต่ผมน่าจะได้ค่าชดเชยใช่ไหมครับ” พนักงานคนหนึ่งวางใบลาออกลงบนโต๊ะผม น้ำเสียงมั่นใจเหมือนคนที่คิดเลขมาแล้วในใจ ผมมองใบลาออกแผ่นนั้นอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็รู้ว่าคำตอบที่ต้องให้ ไม่ใช่คำตอบที่เขาอยากได้ยิน . บริบทองค์กร ที่นี่เป็นสหกรณ์ออมทรัพย์ขนาดกลาง อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานรัฐพนักงานส่วนใหญ่อยู่กันมานาน หลายคนทำสัญญาจ้างปีต่อปี ต่อกันมาโดยไม่เคยขาดช่วงผมทำงานฝ่ายบุคคลที่นี่มาหลายปี คุ้นเคยกับการต่อสัญญาแบบนี้ดี เพราะเป็นธรรมเนียมของสหกรณ์ที่ทำมาตั้งแต่รุ่นก่อน คนที่มายื่นใบลาออกวันนั้นเป็นพนักงานตำแหน่งบริหารระดับหนึ่ง อายุงานตามสัญญารวมกันครบสามปีพอดีเขาคำนวณมาแล้วว่าตัวเองน่าจะเข้าเกณฑ์ค่าชดเชยตามกฎหมาย เพราะทำงานต่อเนื่องไม่เคยหยุด ผมยังไม่รู้ตัวว่ากำลังจะต้องกลับไปอ่านตัวบทกฎหมายอีกรอบ เพื่อตอบคำถามที่ฟังดูง่าย แต่จริง ๆ แล้วซับซ้อนกว่าที่คิด . ค้นพบปัญหา “ผมทำงานติดต่อกันมาสี่ปีนะพี่ สัญญาแต่ละฉบับต่อกันไม่มีขาดช่วงเลย กฎหมายบอกว่าให้นับอายุงานรวมกันไม่ใช่เหรอ” เขาพูดถูกครึ่งหนึ่ง ผมนึกถึงมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานทันที กฎหมายมาตรานี้เขียนไว้ชัดว่า ถ้านายจ้างจงใจทำสัญญาจ้างเป็นช่วง ๆ เพื่อไม่ให้ลูกจ้างมีอายุงานต่อเนื่อง ต้องนับระยะเวลาทำงานทุกช่วงรวมกันเพื่อประโยชน์ในการได้สิทธิของลูกจ้าง เคสนี้ตรงเป๊ะ พนักงานทำสัญญาจ้างรายปีมาแล้วสี่ฉบับ ต่อเนื่องกันไม่มีช่วงเว้น รวมอายุงานได้เกินสามปี ถ้านับตามมาตรา 20 เขาก็ควรมีสิทธิเหมือนลูกจ้างที่ทำงานต่อเนื่องมาสามปีตามปกติ ผมเริ่มคิดในใจว่าน่าจะต้องเตรียมคำนวณค่าชดเชยให้เขาแล้ว . ลองแก้แล้วล้มเหลว ผมลองคำนวณคร่าว ๆ ตามมาตรา 118 (3)…

  • “พี่ครับ ถ้าให้เขาเว้นไปสักเดือนนึง แล้วค่อยเรียกกลับมาเซ็นสัญญาใหม่ อายุงานก็เริ่มนับหนึ่งใหม่เลยใช่ไหม” คำถามจากผู้จัดการฝ่ายผลิตในห้องประชุมบ่ายวันนั้น ฟังดูเหมือนทางออกที่ฉลาด และผมก็เกือบจะตอบว่า “ใช่” ไปแล้วจริงๆ . โรงงานที่สัญญาจ้างหมุนเวียนเหมือนสายพาน ที่นี่เป็นโรงงานผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ส่งออก พนักงานหลายพันคน สายการผลิตเดินยี่สิบสี่ชั่วโมง พนักงานส่วนหนึ่งเป็นพนักงานประจำ แต่อีกส่วนที่ไม่น้อยเลย คือพนักงานสัญญาจ้างมีกำหนดระยะเวลา ต่อสัญญากันเป็นรอบ รอบละหนึ่งปีบ้าง หกเดือนบ้าง ตามคำสั่งซื้อที่ขึ้นลงเหมือนคลื่น ห้อง HR ของผมอยู่ชั้นสองของตึกออฟฟิศ มองลงไปเห็นลานจอดรถมอเตอร์ไซค์ของพนักงานเต็มลาน ทุกปลายปี โต๊ะผมจะเต็มไปด้วยแฟ้มสัญญาที่กำลังจะครบกำหนด และทุกปลายปี คำถามเดิมจะวนกลับมาจากฝ่ายบริหารเสมอ “ปีนี้เราจะต่อใคร ไม่ต่อใคร แล้วต้องจ่ายอะไรบ้าง” . คำถามสองข้อที่ผมตอบเร็วเกินไป ปีนั้นคำสั่งซื้อผันผวนหนัก ฝ่ายบริหารเรียกประชุมเรื่องต้นทุนแรงงาน แล้วคำถามสองข้อก็ถูกโยนเข้ามากลางโต๊ะ ข้อแรก — พนักงานคนหนึ่งลาออกไปเอง ผ่านไปไม่กี่เดือน หัวหน้าไลน์อยากได้ตัวกลับมาเพราะฝีมือดี ถ้ารับกลับเข้ามาใหม่ อายุงานต้องนับต่อจากของเดิมไหม ข้อสอง — พนักงานสัญญาจ้างรายปีที่ทำงานครบสัญญาแล้ว ถ้าเว้นช่วงไว้สักหนึ่งเดือน ไม่ต่อสัญญาทันที แล้วค่อยเรียกกลับมาเซ็นฉบับใหม่ อายุงานจะเริ่มนับหนึ่งใหม่หรือเปล่า ผมตอบข้อแรกไปว่า “ลาออกเองก็จบครับ กลับมาใหม่ก็นับใหม่” ส่วนข้อสอง…

  • “พี่ครับ เดือนนี้ผมโดนหักภาษีตั้งเจ็ดหมื่น เงินโบนัสที่ว่าจะได้ก้อนใหญ่ มันหายไปเกือบครึ่ง แบบนี้มันยุติธรรมตรงไหนครับ” น้องคนหนึ่งเดินถือสลิปเงินเดือนเข้ามาในห้อง HR สายตาเหมือนคนที่เพิ่งรู้ว่าตัวเองถูกโกง ผมรับสลิปมาดู ตัวเลขทุกอย่างถูกต้องตามที่ควรจะเป็น แต่ผมรู้ทันทีว่า งานที่ยากที่สุดในเช้าวันนั้นไม่ใช่การคำนวณ — มันคือการอธิบายให้เขาเชื่อ . ที่นี่ก่อนฤดูโบนัสจะมาถึง ที่นี่มีพนักงานเกือบสองร้อยห้าสิบคน แบ่งเป็นสองกะ กะเช้ากับกะดึก เสียงเครื่องจักรไม่เคยเงียบ ห้อง HR ของผมอยู่ติดกับห้องบัญชีเงินเดือน เรานั่งห่างกันแค่กำแพงบางๆ ทุกสิ้นเดือนผมจะได้ยินเสียงเครื่องพิมพ์สลิปทำงานรัวๆ เหมือนนาฬิกาที่บอกว่าถึงเวลาแล้ว ปกติเดือนทั่วไปไม่ค่อยมีใครเดินมาหาผมเรื่องเงินเดือน ตัวเลขมันนิ่ง ทุกคนชินกับมัน แต่มีอยู่สองช่วงของปีที่ห้องผมจะคึกคักเป็นพิเศษ — ช่วงกลางปีกับปลายปี ช่วงที่โบนัสออก และทุกครั้งที่โบนัสออก ผมรู้ว่าจะมีคนเดินถือสลิปเข้ามา พร้อมคำถามเดิมๆ ที่ผมตอบมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน . คำถามที่กลับมาทุกปี ปัญหาไม่ใช่ว่าเราคำนวณภาษีผิด ปัญหาคือไม่มีใครเข้าใจว่าทำไมเดือนที่ได้โบนัส ภาษีถึงพุ่งสูงกว่าเดือนปกติหลายเท่า ในหัวของพนักงานหลายคน ตรรกะมันง่ายมาก — “ยิ่งได้เงินเยอะ ยิ่งโดนหักหนัก” บางคนถึงกับมาบอกผมตรงๆ ว่า “งั้นปีหน้าผมไม่เอาโบนัสได้ไหมพี่ จะได้ไม่ต้องโดนหัก” ผมเข้าใจความรู้สึกเขานะ เงินก้อนที่รอมาทั้งปี พอเห็นตัวเลขหักภาษีในสลิป มันเหมือนโดนใครมาตัดออกไปต่อหน้าต่อตา…

  • ค่าโอทีที่คิดผิดมาทั้งปี “พี่ครับ ขอถามอะไรหน่อย” เสียงของช่างซ่อมบำรุงรายวันคนหนึ่งดังขึ้นที่หน้าห้อง HR ตอนบ่ายวันจ่ายเงินเดือน “วันอาทิตย์ที่ผมมาทำงานเต็มวัน… ทำไมในสลิปได้เท่ากับวันธรรมดาครับ?” ผมเปิดไฟล์คำนวณค่าจ้างขึ้นมาดู ตั้งใจจะอธิบายให้เขาฟัง แต่พอไล่สูตรไปได้สามนาที คนที่ต้องการคำอธิบายมากที่สุด กลายเป็นผมเอง . โรงงานที่สิ้นเดือนคือสนามรบ ที่นี่มีพนักงานสองร้อยกว่าคน เดินเครื่องสองกะกะเช้าเริ่มแปดโมง กะดึกเลิกตีหนึ่งช่วงออเดอร์เข้าเยอะ โอทีคือเรื่องปกติเหมือนข้าวเที่ยง ห้อง HR ของเรามีกันไม่กี่คนคนทำเงินเดือนคือพี่ผู้หญิงคนหนึ่งที่อยู่มาก่อนผมหลายปีทุกสิ้นเดือนโต๊ะของแกจะเต็มไปด้วยใบบันทึกโอทีจากหัวหน้าไลน์กระดาษบางใบมีรอยกาแฟ บางใบลายมือต้องใช้จินตนาการช่วยอ่าน ผมเคยถามแกว่าคำนวณยังไงแกชี้ไปที่ไฟล์ Excel ไฟล์หนึ่ง แล้วบอกสั้นๆ ว่า “ใช้ไฟล์นี้มาตั้งแต่ก่อนน้องเข้ามาอีก” . คำถามที่ผมตอบไม่ได้ กลับมาที่บ่ายวันนั้น ผมไล่ดูสูตรในไฟล์ทีละช่อง แล้วก็เจอความจริงที่ทำให้ใจหาย สูตรในไฟล์คูณ 1.5 เท่า… ทุกกรณี โอทีหลังเลิกงานวันธรรมดา — คูณ 1.5 ถูกต้องแต่ช่างคนนี้เป็นพนักงานรายวัน มาทำงานในวันหยุดของเขากฎหมายบอกว่าต้องได้ค่าจ้าง 2 เท่า ไม่ใช่ 1.5และถ้าเลยแปดชั่วโมงไปอีก ส่วนที่เกินต้องคูณ 3 ผมนั่งนิ่งไปพักหนึ่งไม่ใช่เพราะแก้ตัวเลขไม่ได้ — เคสนี้แก้ได้ใน 10 นาทีแต่เพราะคำถามที่ตามมาในหัว…

  • วันสุดท้ายของคนที่อยู่นานที่สุด “พี่ครับ… แล้ววันที่ 30 กันยายนนี้ ผมต้องไปทำเรื่องอะไร ที่ไหนบ้างครับ” ลุงสมานยืนอยู่หน้าโต๊ะผม มือถือหมวกนิรภัยใบเก่าที่สีลอกจนเห็นเนื้อพลาสติกข้างใน แกถามด้วยน้ำเสียงเกรงใจ เหมือนกลัวจะรบกวนเวลางาน ผมเงยหน้าขึ้นมอง แล้วพบว่าตัวเองตอบไม่ได้ ทั้งที่ผมเป็น HR . ที่นี่ ก่อนวันนั้น ที่นี่เป็นโรงงานผลิตที่มีพนักงานเกือบสองร้อยคน เครื่องจักรเดินสองกะ กะเช้าเริ่มหกโมง กะดึกจบตีสอง เสียงสายพานกับกลิ่นเม็ดพลาสติกร้อนๆ เป็นของคู่กับที่นี่มานานกว่าตัวผมเองเสียอีก ลุงสมานเป็นช่างซ่อมบำรุง อยู่ที่นี่มาตั้งแต่โรงงานยังมีแค่สองไลน์ ใครเครื่องเสียก็เรียกลุงสมาน ใครหาอะไหล่ไม่เจอก็ถามลุงสมาน แกจำได้หมดว่าเครื่องตัวไหนเคยพังเพราะอะไร เมื่อปีไหน ผมเพิ่งมาทำที่นี่ได้ไม่กี่ปี ในสายตาผม ลุงสมานคือคนที่ “อยู่มาก่อน” ทุกอย่าง รวมถึงระบบ HR ที่ผมดูแลอยู่ด้วย แล้ววันหนึ่งฝ่ายบุคคลก็ส่งรายชื่อพนักงานที่จะครบเกษียณปีนี้มาให้ผม บรรทัดแรกสุด คือชื่อแก . คำถามง่ายๆ ที่ผมตอบไม่ได้ ผมนึกว่าเรื่องเกษียณเป็นเรื่องง่าย ทำงานครบอายุ หยุดมาทำงาน รับเงินก้อนสุดท้าย แล้วก็จบ ผมเข้าใจมาตลอดว่ามันเป็นแบบนั้น แต่พอลุงสมานมายืนถามตรงหน้า ผมถึงรู้ว่าผมไม่เคยทำเรื่องนี้มาก่อนเลยสักครั้ง ตลอดเวลาที่ผมอยู่ที่นี่ คนที่ออกไปคือคนที่ “ลาออก”…

  • “แนท รายงาน HR Dashboard เดือนนี้ส่งมาแล้ว แต่ผู้บริหารถามกลับมาว่า… แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเป้ายอดขายที่พลาดเป้าสามเดือนติดกัน?” ผมวางโทรศัพท์แล้วนั่งนิ่งครู่หนึ่ง ฟังดูง่าย แต่ตอบไม่ได้เลยสักคำ . ตัวเลขที่งาม แต่ไม่มีใครฟัง แนทเป็น HR Officer ที่เพิ่งโปรโมทมาดูแล HR Analytics ได้ไม่ถึงปี เธอภูมิใจกับ Dashboard ที่สร้างขึ้นมาอย่างพิถีพิถัน Time to Fill ลดลง 12% Engagement Score อยู่ที่ 78 จาก 100 Training Hours เฉลี่ย 40 ชั่วโมงต่อคนต่อปี Turnover Rate อยู่ที่ 8% ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม ทุกตัวเลขดูสวยงาม ทุกตัวเลขอยู่ในเกณฑ์ที่ดี แต่ประชุมบอร์ดล่าสุด คุณจีนผู้อำนวยการฝ่ายบุคคลส่งอีเมลกลับมาว่า “ผู้บริหารถามว่า HR ทำอะไรไปบ้างที่ช่วยให้ธุรกิจดีขึ้น” แนทอ่านประโยคนั้นซ้ำสามรอบ เธอนึกถึงงานที่ทำมาทั้งปี มันไม่พอหรือ? .…

  • หลังจากที่ทองม้วนไปประชุมกลับมาก็มีเรื่องมาเล่าให้หมูกลางฟัง ทองม้วน “ช่วงเช้ามีหัวหน้าใหญ่คนหนึ่ง เขาเอางานที่ทำมาแสดงกับผู้บริหาร กราฟที่เขาเอามาอะ สวยมากเลยนะหมูกลาง สีรุ้งเจ็ดสี ใส่เงาใส่ไล่โทน ตัวอักษรก็เป็นฟอนต์แฟนซี มีเอฟเฟกต์ 3D อีก ดูเก๋ไก๋มาก” หมูกลางฟังด้วยความสนใจ “แล้วมันเป็นไง?” ทองม้วน “นี่แหละปัญหา!”  “ผู้บริหารคนแรกดูแล้วถาม ‘เอ่อ อันนี้สีฟ้าคือข้อมูลอะไรนะ?’ หัวหน้าใหญ่ตอบ ‘สีฟ้าเขียวครับ หรือสีฟ้าน้ำเงิน?’ ลืมไปแล้วเองว่าใช้สี mix กันเยอะแยะ” หมูกลาง “โอ้โห มึนละสิ” ทองม้วน “นั่นยังไม่หมด ผู้บริหารคนที่สองชี้ไปที่กราฟแล้วถาม ‘อันนี้คือยอดขายหรือกำไรหรอครับ?’ หัวหน้าใหญ่ก็เริ่มอ่างอ่าง เพราะเขาใช้กราหวิบหวับ หลายแบบ หลายชั้น รวมอยู่ในภาพเดียว” “ผู้บริหารคนที่สามถามเรื่องตัวเลข แต่ตัวอักษรในกราฟเล็กจนเกือบมองไม่เห็น เขาต้องลุกขึ้นไปดูใกล้ๆ แล้วก็ยังไม่เห็นชัด เพราะใช้สีอ่อนๆ กับพื้นหลังขาว” หมูกลาง “อ้าว แย่แล้วนี่” ทองม้วน “แย่สุดๆ เลย การประชุมที่ควรจะใช้เวลา 30 นาที กินเวลาไปเกือบ 2…

  • ดึงข้อมูลออกมาจากระบบแล้วนำเข้า Query ทีไรจะแก้ไขวันที่ให้นำไปประมวลผลให้ถูกต้องทีไรทำไม่ได้ซักที ลองผิดลองถูกมาจนเจอวิธีนี้ เลยเขียนเป็นคู่มือบันทึกไว้ให้ตัวเองดู และเผื่อเป็นอีกวิธีสำหรับคนที่กำลังหาวิธีแก้ปัญหาเหมือนกัน 1.โหลดข้อมูลเข้ามาใน Query 2.เลือก Column วันที่ที่ต้องการแก้ไข 3.คลิกขวา เลือก Change Type และ Using Locale 4. Data Type เลือกเป็น “Date” 5. Locale ให้เลือกรูปแบบที่ตรงกับข้อมูล จากภาพผมจะเลือกเป็นข้อ “C” รูปแบบ English (United Kingdom) หลังจากกำหนดวันที่ได้ถูกต้อง เราจะสามารถใช้ฟังก์ชันเกี่ยวกับวันที่ได้ออย่างถูกต้องเช่นกัน เช่น ตัวอย่างที่ผมเพิ่มชื่อของวันในข้อมูล เป็นต้น HR รีพอร์ต