“พี่ครับ ผมส่งเมลแจ้งบริษัทเอาต์ซอร์สไปแล้วนะครับ ว่าสัญญาของน้องคนนั้นจบสิ้นเดือนเมษายน”

“แล้วใครเป็นคนเลิกจ้างเขา”

“ก็เอาต์ซอร์สสิครับ เขาเป็นนายจ้างตามสัญญา เราแค่แจ้งไปว่าไม่ต่อ”

ผมพยักหน้ารับ แล้ววันนั้นก็ผ่านไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

จนสองปีต่อมา ซองเอกสารจากศาลแรงงานมาวางอยู่บนโต๊ะผม เปิดออกดูแล้วเห็นชื่อบริษัทเราอยู่บรรทัดแรก ในฐานะ “จำเลยที่ ๑”

.

ที่นี่มีคนสองสี

ที่นี่เป็นฐานประกอบชิ้นงานโลหะขนาดใหญ่ริมทะเลฝั่งตะวันออก คนทั้งไซต์ราวสี่ร้อยคน กะเช้าเริ่มเจ็ดโมง เสียงเครื่องเจียรดังตลอดวัน

สิ่งที่คนนอกมองไม่เห็นคือ ในสี่ร้อยคนนั้น มีบัตรพนักงานอยู่สองสี สีน้ำเงินคือลูกจ้างของเราโดยตรง สีเทาคือคนที่มาจากบริษัทคู่สัญญา

พวกเขาเข้าประตูเดียวกัน ต่อคิวโรงอาหารเดียวกัน ฟังหัวหน้าคนเดียวกันสั่งงาน แค่เงินเดือนออกคนละต้นทาง

ผมทำงานที่นี่มาหกปี และเชื่อมาตลอดว่าบัตรสองสีนั้นแปลว่าความรับผิดชอบสองก้อนที่แยกกัน

จนวันที่ผมรู้ว่ามันไม่เคยแยกกันเลย

.

คนที่เราสั่งงานทุกวัน แต่ไม่มีชื่อในทะเบียนลูกจ้าง

เรื่องเริ่มจากตำแหน่งผู้จัดการคลังพัสดุ

เดิมทีเขาเป็นลูกจ้างของเราตรง ๆ ทำมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๓ ต่อมาราวปี ๒๕๕๑ ฝ่ายจัดซื้อกับฝ่ายบัญชีคุยกันว่า ถ้าโอนตำแหน่งนี้ไปอยู่ใต้สัญญาบริการกับบริษัทที่ปรึกษา เราจะลดภาระเรื่องใบอนุญาตทำงาน ลดงานเอกสาร และค่าใช้จ่ายจะกลายเป็น “ค่าบริการ” แทนที่จะเป็น “ค่าจ้าง”

เขาเซ็นใบลาออกจากเรา แล้วเซ็นสัญญาใหม่กับบริษัทคู่สัญญาในเดือนถัดมา

โต๊ะทำงานเดิม งานเดิม หัวหน้าคนเดิม เปลี่ยนแค่ชื่อบริษัทบนสลิปเงินเดือน

แปดปีผ่านไป เขายังนั่งอยู่ที่เดิม ดูแลแผนคลังพัสดุ ประสานงานสต๊อกกับฝ่ายผลิต ลงชื่อในใบเบิกของเราทุกวัน เข้าประชุมประจำสัปดาห์กับผู้จัดการโรงงานของเรา ถูกประเมินผลงานด้วยฟอร์มของเรา

แต่ในทะเบียนลูกจ้างของเรา ไม่มีชื่อเขาอยู่เลย

ตอนนั้นผมมองว่านี่คือความสำเร็จของการจัดโครงสร้าง เราได้คนเก่งไว้ทำงาน โดยไม่ต้องแบกภาระความเป็นนายจ้าง

ผมไม่เคยถามตัวเองสักครั้งว่า ถ้าวันหนึ่งเราไม่อยากได้เขาแล้ว ใครจะเป็นคนบอกเขา

.

เมลสองบรรทัดที่เราคิดว่าไม่มีน้ำหนัก

วันนั้นมาถึงในเดือนกุมภาพันธ์

ฝ่ายจัดซื้อทบทวนงบประมาณแล้วสรุปว่าตำแหน่งนี้ไม่จำเป็นอีกต่อไป ผู้บริหารเซ็นอนุมัติ เรื่องส่งมาถึงผมในเช้าวันจันทร์

น้องในทีมพิมพ์เมลถึงฝ่ายบุคคลของบริษัทคู่สัญญา ใจความสองบรรทัด แจ้งว่าสัญญาของบุคลากรรายนี้จะสิ้นสุดวันที่ ๓๐ เมษายน ขอให้ดำเนินการตามขั้นตอนของท่าน

อีกสองเดือนถัดมา บริษัทคู่สัญญาก็ออกหนังสือเลิกจ้างเขา

ผมสบายใจมาก เพราะทุกอย่างเดินตามที่ผมเข้าใจมาตลอด เราไม่ได้เลิกจ้างใคร เราแค่ไม่ต่อสัญญาบริการ ซึ่งเป็นสิทธิตามสัญญาทางแพ่งระหว่างสองบริษัท ส่วนความสัมพันธ์นายจ้างลูกจ้างเป็นเรื่องของเขากับบริษัทเขา

ก่อนออกจากไซต์ เขาถูกเรียกไปเซ็นเอกสารสรุปการชำระเงินหนึ่งฉบับ มีข้อความว่าสละสิทธิเรียกร้องเงินใด ๆ ต่อไป

เขาเซ็นโดยไม่ถามอะไรเลย เพราะเขาเป็นชาวต่างชาติ และเข้าใจมาตลอดว่าคนต่างชาติไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามกฎหมายไทยอยู่แล้ว

ตอนนั้นเราคิดว่าเอกสารแผ่นนั้นคือประตูที่ปิดสนิท

.

สามความเชื่อที่พังลงพร้อมกันในห้องพิจารณา

สองปีต่อมา เขาบังเอิญเจอเพื่อนชาวต่างชาติที่เคยทำงานที่นี่และเพิ่งฟ้องเรียกค่าชดเชยสำเร็จ เขาจึงรู้เป็นครั้งแรกว่าตัวเองมีสิทธิ

คดีขึ้นสู่ศาล และความเชื่อของผมพังลงทีละข้อ

ความเชื่อข้อแรก คือเราไม่ใช่นายจ้าง

มาตรา ๑๑/๑ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ เขียนไว้ชัดว่า ถ้าผู้ประกอบกิจการมอบให้บุคคลอื่นจัดหาคนมาทำงานให้ โดยงานนั้นเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดในกระบวนการผลิตหรือธุรกิจในความรับผิดชอบของผู้ประกอบกิจการ ให้ถือว่าผู้ประกอบกิจการเป็นนายจ้างของลูกจ้างรับเหมาค่าแรงนั้น

ศาลดูว่างานคลังพัสดุคือส่วนหนึ่งของธุรกิจเราหรือไม่ คำตอบชัดเจนอยู่แล้ว เพราะมันคือเส้นเลือดของสายการผลิต

เท่ากับว่าตลอดแปดปีที่ผมคิดว่าเราเป็นแค่ลูกค้า กฎหมายมองว่าเราเป็นนายจ้างมาตั้งแต่วันแรก

ความเชื่อข้อที่สอง คือเราไม่ได้เลิกจ้าง

มาตรา ๑๑๘ วรรคสอง นิยามคำว่าเลิกจ้างไว้กว้างมาก มันไม่ได้หมายถึงเฉพาะการออกหนังสือเลิกจ้าง แต่หมายถึงการกระทำใดที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้ ไม่ว่าจะเพราะสัญญาสิ้นสุดหรือเหตุอื่นใด

ศาลไล่ดูลำดับเหตุการณ์แล้วเห็นภาพเดียวกันหมด เราเป็นคนสั่งให้คู่สัญญาจ้างเขามาทำงานให้เราตั้งแต่ต้น เราเป็นคนมอบหมายงานเขาทุกวัน และเราเป็นคนแจ้งไปว่าให้จบสัญญา

การที่เขาถูกเลิกจ้าง จึงเป็นผลมาจากความประสงค์ของเราโดยตรง

เมลสองบรรทัดฉบับนั้น ในสายตากฎหมายไม่ใช่การแจ้งเฉย ๆ แต่เป็นการกระทำร่วมกับคู่สัญญาในการไม่ให้เขาทำงานต่อและไม่จ่ายค่าจ้างให้เขา

ความเชื่อข้อที่สาม คือใบสละสิทธิคุ้มครองเราได้

ศาลฟังข้อเท็จจริงว่าตอนคุยกันวันนั้นไม่มีใครพูดถึงคำว่าค่าชดเชยเลยสักคำ และเขาเซ็นโดยเข้าใจผิดว่าตัวเองไม่มีสิทธิเพราะเป็นชาวต่างชาติ

การจะตีความว่าเขาสละสิทธิที่ตัวเองยังไม่รู้ว่ามีอยู่ ย่อมไม่เป็นธรรมกับเขา

ผลคือศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาแก้ ให้เราซึ่งเป็นผู้ประกอบกิจการร่วมรับผิดกับบริษัทคู่สัญญาในค่าชดเชย พร้อมดอกเบี้ยระหว่างผิดนัด

ตัวเลขคือค่าจ้างอัตราสุดท้ายสองร้อยสี่สิบวัน ตามอายุงานหกปีขึ้นไปแต่ไม่ครบสิบปี บวกดอกเบี้ยร้อยละสิบห้าต่อปี นับจากวันเลิกจ้างจนกว่าจะจ่ายเสร็จ

ดอกเบี้ยเดินมาแล้วหลายปี และมันเดินทุกวันที่เรายังไม่จ่าย

.

เราแยกคนออกจากกันไม่ได้ ด้วยแค่สีของบัตร

สิ่งที่เจ็บที่สุดไม่ใช่ตัวเงิน แต่คือการที่ผมต้องยอมรับว่าเราออกแบบโครงสร้างนี้ขึ้นมาเพื่อเลี่ยงหน้าที่ ไม่ใช่เพื่อบริหารงานให้ดีขึ้น

เราอยากได้แรงงานเต็มร้อย แต่อยากรับผิดชอบแค่ครึ่งเดียว

หลังคดีจบ ผมทำสามอย่าง

อย่างแรก ผมนั่งไล่รายชื่อคนบัตรสีเทาทั้งหมดกับหัวหน้าแต่ละแผนก แล้วถามคำถามเดียวทุกคน งานที่คนนี้ทำ ถ้าเอาออกไปวันนี้ สายการผลิตหยุดหรือไม่

ถ้าคำตอบคือหยุด แปลว่างานนั้นเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจเรา และเราคือนายจ้างตามมาตรา ๑๑/๑ ไม่ว่าจะเซ็นสัญญากันไว้แบบไหน จากรายชื่อร้อยกว่าคน เข้าข่ายนี้เกือบเก้าสิบคน

อย่างที่สอง ผมตั้งกฎในทีมว่า ห้ามใครส่งเมลแจ้งจบสัญญารายบุคคลไปยังคู่สัญญาโดยไม่ผ่านผม และทุกครั้งที่จะส่ง ต้องแนบการคำนวณค่าชดเชยที่อาจต้องร่วมรับผิดไปด้วย

ไม่ใช่เพื่อขู่ใคร แต่เพื่อให้ผู้บริหารเห็นต้นทุนจริงก่อนตัดสินใจ ไม่ใช่เห็นทีหลังในซองจากศาล

อย่างที่สาม เราแก้สัญญากับคู่สัญญาใหม่ทั้งฉบับ ระบุให้ชัดว่าใครต้องเป็นคนจ่ายอะไรเมื่อเกิดการเลิกจ้าง และตกลงกันว่าจะจ่ายก่อนแล้วไปไล่เบี้ยกันทีหลัง เพื่อไม่ให้ลูกจ้างต้องรอ

ปีถัดมา มีตำแหน่งที่ต้องยุบอีกสองตำแหน่ง คราวนี้เราคำนวณตั้งแต่ก่อนเสนอผู้บริหาร นัดคุยกับคู่สัญญาล่วงหน้าสองเดือน และจ่ายค่าชดเชยครบตั้งแต่วันสุดท้ายที่เขาเดินออกจากไซต์

ไม่มีใครฟ้องเรา

และที่สำคัญกว่านั้น ไม่มีใครต้องเดินออกไปโดยไม่รู้ว่าตัวเองมีสิทธิอะไร

.

บทเรียนที่อยากแชร์

หนึ่ง — นายจ้างไม่ได้ถูกกำหนดด้วยสัญญา แต่ถูกกำหนดด้วยข้อเท็จจริง ถ้างานที่เขาทำเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจเรา และเราเป็นคนสั่งงานเขา มาตรา ๑๑/๑ ถือว่าเราเป็นนายจ้าง ไม่ว่าชื่อบนสลิปเงินเดือนจะเป็นของใคร

สอง — คำว่าเลิกจ้างกว้างกว่าที่ HR ส่วนใหญ่เข้าใจ ตามมาตรา ๑๑๘ วรรคสอง การกระทำใดที่ทำให้ลูกจ้างไม่ได้ทำงานต่อและไม่ได้ค่าจ้าง ก็คือการเลิกจ้าง แม้เราจะไม่ได้เป็นคนเซ็นหนังสือฉบับนั้นเองก็ตาม

สาม — การส่งคืนลูกจ้างรับเหมาค่าแรงไม่ได้เป็นการเลิกจ้างเสมอไป ศาลจะดูพฤติการณ์เป็นราย ๆ ไป แต่ถ้าเราเป็นต้นเหตุที่ทำให้เขาต้องออก ความรับผิดจะตามมาถึงเราแน่นอน

สี่ — ใบสละสิทธิที่ลูกจ้างเซ็นตอนไม่รู้ว่าตัวเองมีสิทธิ แทบไม่มีน้ำหนักในศาล ถ้าอยากให้การตกลงมีผลจริง ต้องบอกให้ครบว่าเขามีสิทธิได้อะไรบ้าง เป็นจำนวนเท่าไร แล้วให้เขาเลือกเอง

ห้า — ต้นทุนที่แท้จริงของการเลี่ยงหน้าที่ คือดอกเบี้ยร้อยละสิบห้าต่อปีที่เดินทุกวัน บวกกับเวลาของทีม HR ที่ต้องหมดไปกับห้องพิจารณาคดี แทนที่จะได้ใช้ไปกับการดูแลคนที่ยังอยู่

.

อ้างอิงคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ 470/2567

#hrรีพอร์ต #กฎหมายแรงงาน #สิทธิลูกจ้าง #HR #HRD #มาตรา11_1 #ลูกจ้างรับเหมาค่าแรง #ค่าชดเชย

Posted in

Leave a Reply

Discover more from HR รีพอร์ต

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading