“ผมแค่อยากได้ค่าจ้างที่ค้างอยู่ครับ ผมทำงานมาสี่เดือนแล้ว”

เขาพูดภาษาอังกฤษสำเนียงฟิลิปปินส์ ผ่านล่ามที่นั่งอยู่ข้างๆ ในห้องประชุมเล็กๆ ของสำนักงานแรงงานจังหวัดชลบุรี

ผมนั่งฟัง แล้วก็รู้ทันทีว่าเรื่องนี้ไม่ธรรมดา

.

เมื่อเรือลำหนึ่งกลายเป็นศูนย์กลางของปัญหา

เรือสินค้า เอ็ม พานอร์นิติส เอวี จอดทอดสมออยู่กลางทะเลใกล้เกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี มาหลายสัปดาห์แล้ว

ลูกเรือ 21 คน ฟิลิปปินส์ 16 คน โรมาเนีย 5 คน ไม่มีใครได้รับค่าจ้างตามสัญญามาหลายเดือน บริษัทจัดการเรือสัญชาติกรีซ เจ้าของเรือสัญชาติไลบีเรีย สัญญาจ้างแรงงานทำที่ฟิลิปปินส์และโรมาเนีย

ทุกอย่างดูเหมือน “ไม่เกี่ยวกับประเทศไทย” แม้แต่คำเดียว

เมื่อลูกเรือพยายามฟ้องต่อศาลแรงงานไทย ศาลแรงงานภาค 2 จึงมีคำสั่ง “ไม่รับฟ้อง” เพราะเห็นว่ามูลคดีไม่ได้เกิดในราชอาณาจักรไทย สิทธิและหน้าที่ทั้งหมดเกิดขึ้นตามสัญญาที่ทำในต่างประเทศ

ลูกเรือทั้ง 21 คนต้องอุทธรณ์

.

กฎหมายที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่ามีอยู่

พระราชบัญญัติแรงงานทางทะเล พ.ศ. 2558 เป็นกฎหมายเฉพาะที่ออกมาคุ้มครองคนประจำเรือพาณิชย์ทุกคน ไม่ว่าจะมีสัญชาติใด ไม่ว่าสัญญาจ้างจะทำที่ไหน

มาตรา 14 ระบุชัดว่า คดีที่เกิดจากข้อพิพาทระหว่างเจ้าของเรือกับคนประจำเรือเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานทางทะเล อยู่ในเขตอำนาจของศาลแรงงานไทย

และที่สำคัญที่สุดคือ กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้ถามว่าสัญญาทำที่ไหน ไม่ได้ถามว่าคนประจำเรือถือสัญชาติอะไร คำถามเดียวที่มาตรา 14 ถามคือ “เรือจอดอยู่ที่ไหน?”

เมื่อเรือมาจอดทอดสมออยู่ในน่านน้ำไทย มูลคดีก็เกิดขึ้น “ณ สถานที่ที่เรือเทียบท่า” ในเขตอำนาจศาลไทยโดยอัตโนมัติ

.

ศาลอุทธรณ์ชี้ขาด: เรือนี้คือสถานที่ทำงาน

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า เรือ เอ็ม พานอร์นิติส เอวี คือ “สถานที่ทำงาน” ของลูกเรือทั้ง 21 คน เมื่อสถานที่ทำงานนั้นมาจอดอยู่ในน่านน้ำไทย ข้อพิพาทที่เกิดขึ้นจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลแรงงานไทย

ไม่ว่าเจ้าของเรือและคนประจำเรือจะเป็นสัญชาติอะไร และไม่ว่าสัญญาจ้างแรงงานจะทำขึ้นในราชอาณาจักรหรือไม่ก็ตาม

ศาลอุทธรณ์จึงพิพากษายกคำสั่งของศาลแรงงานภาค 2 และสั่งให้รับคำฟ้องไว้พิจารณาต่อไป

นั่นหมายความว่า ลูกเรือทั้ง 21 คนมีสิทธิฟ้องเรียกค่าจ้างค้างจ่าย ค่าใช้จ่ายเดินทางกลับภูมิลำเนา และค่าอาหารต่อศาลไทยได้

.

สิ่งที่เรื่องนี้บอกกับคนทำงาน HR

หลายคนอาจนึกว่าเรื่องลูกเรือต่างชาติอยู่ห่างไกลจากงาน HR ในโรงงานหรือออฟฟิศทั่วไป แต่หลักการที่ซ่อนอยู่ในคดีนี้สำคัญมากกว่าที่คิด

เรื่องนี้สอนว่า “สถานที่ทำงาน” ไม่ใช่แค่ตึกหรืออาคาร แต่คือ “พื้นที่ที่งานเกิดขึ้นจริง” ไม่ว่าจะลอยอยู่กลางทะเลหรืออยู่ที่ไหนก็ตาม เมื่อพื้นที่นั้นเข้ามาอยู่ในอาณาเขตไทย กฎหมายคุ้มครองแรงงานไทยก็มีสิทธิ์เข้าถึงแรงงานในนั้น

ในฐานะ HR หากองค์กรทำงานกับแรงงานต่างชาติ ทำสัญญากับผู้รับเหมาต่างชาติ หรือมีพนักงานทำงานในพื้นที่พิเศษ เราต้องรู้ว่ากฎหมายไม่ได้ดูแค่ “สัญชาติ” หรือ “ที่ทำสัญญา” แต่ดูที่ “ที่ที่งานเกิดขึ้นจริง”

และถ้าลูกจ้างต่างชาติทำงานอยู่บนพื้นดินไทย เขาก็มีสิทธิตามกฎหมายแรงงานไทยด้วย ไม่ว่าสัญญาจะเขียนว่าอะไร

.

บทเรียนที่อยากแชร์

หนึ่ง — กฎหมายแรงงานไทยคุ้มครองตามพื้นที่ ไม่ใช่ตามสัญชาติ แรงงานต่างชาติที่ทำงานในน่านน้ำหรือบนแผ่นดินไทยก็ได้รับความคุ้มครองเช่นเดียวกัน ไม่ว่าสัญญาจ้างจะทำที่ไหน

สอง — “สถานที่ทำงาน” ในความหมายของกฎหมายกว้างกว่าที่เราคิด เรือที่ลอยอยู่ในทะเลก็คือสถานที่ทำงาน เมื่อมันเข้ามาในน่านน้ำไทย มูลคดีก็เกิดขึ้นที่นั่น

สาม — พ.ร.บ. แรงงานทางทะเล พ.ศ. 2558 เป็นกฎหมายเฉพาะที่ HR ด้านพาณิชยนาวีต้องรู้ มาตรา 14 ให้อำนาจศาลแรงงานไทยรับฟ้องคดีระหว่างเจ้าของเรือและลูกเรือทุกกรณีที่เรือเข้ามาในเขตไทย

สี่ — อย่าดูแค่ที่สัญญา ให้ดูที่ความจริงในสนาม กฎหมายแรงงานของไทยและของโลกมักให้น้ำหนักกับ “ที่ที่งานเกิดขึ้นจริง” มากกว่าตัวอักษรในสัญญา

.

อ้างอิงคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ ๗๒ – ๙๒/๒๕๖๐

#hrรีพอร์ต #กฎหมายแรงงาน #แรงงานทางทะเล #HR #HRD #สิทธิลูกจ้าง

Posted in

Leave a Reply

Discover more from HR รีพอร์ต

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading