“พี่ครับ ผมตอบตกลงเลยได้ไหม ไม่ต้องคิดแล้ว”

น้องคนนั้นพูดผ่านสายโทรศัพท์ น้ำเสียงดีใจจนผมแทบได้ยินรอยยิ้มผ่านสายมาด้วย

ผมวางสายแล้วก็ควรจะดีใจสิ ปิดดีลได้ในห้านาที ไม่ต้องตามต่อรอง ไม่ต้องรอคำตอบเป็นสัปดาห์

แต่ทำไมใจมันแอบหวิวๆ อยู่ก็ไม่รู้

.

ฉากหลัง — ห้องที่เป็นคนยื่นตัวเลขให้ชีวิตคนอื่น

ที่นี่เป็นโรงงานผลิต ขนาดกลางค่อนไปทางใหญ่ เดินเครื่องสองกะ กะเช้าเริ่มแปดโมง กะดึกเลิกตีสอง

ห้อง HR อยู่ตึกออฟฟิศ มองออกไปเห็นลานจอดรถกับป้อมยาม ทุกเช้าจะมีเสียงรถโฟล์คลิฟต์วิ่งเข้าออกคลังสินค้า

งานหนึ่งที่ผมทำมาตลอดสามปี คือการ “ยื่นข้อเสนอ” ให้คนที่เพิ่งผ่านสัมภาษณ์

ฟังดูเหมือนงานธรรมดา โทรไปบอกตัวเลขเงินเดือน บอกวันเริ่มงาน จบ

แต่ผมรู้ดีว่ามันไม่ธรรมดาเลย เพราะตัวเลขที่ผมพูดออกไปในห้านาทีนั้น มันคือค่าเช่าบ้านของใครบางคน ค่านมลูกของใครอีกคน

ผมเลยพยายามทำให้ทุกการโทรเป็นมิตรที่สุด พูดดี ฟังดูเหมือนข่าวดี

และโดยมากคนก็ตอบตกลงเร็วมาก เร็วจนบางทีผมยังพูดไม่ทันจบ

ตอนนั้นผมคิดว่านั่นคือสัญญาณว่าผมทำงานเก่ง

จนกระทั่งวันที่น้องคนนั้นลาออก

.

ตอนที่ผมเริ่มเห็นว่าการรีบตกลงไม่ใช่เรื่องดี

น้องที่ตอบตกลงในห้านาทีคนนั้น อยู่กับเราได้แค่หกเดือน

วันที่เขายื่นใบลาออก ผมนั่งคุยกับเขาในห้องเล็กๆ ถามตามมารยาทว่าติดปัญหาอะไร

เขาตอบเสียงเรียบๆ ว่า “ผมเพิ่งรู้ทีหลังว่าเพื่อนที่เข้ามาตำแหน่งเดียวกัน ได้โบนัสแรกเข้า ได้วันลาเยอะกว่า ผมไม่เคยถามเลยตอนนั้น”

ประโยคนั้นค้างอยู่ในหัวผมหลายวัน

เพราะมันไม่ได้แปลว่าเราโกงเขา บริษัทเสนอตามกรอบจริงๆ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ — เขาตอบตกลงเร็วเกินไป จนไม่มีโอกาสได้ถามว่ายังมีอะไรอีกบ้าง

แล้วความรู้สึกว่า “ตัวเองรับน้อยกว่าที่ควร” มันก็กัดกินเขาทีละน้อย จนวันหนึ่งเขาก็ไป

ผมเริ่มมองย้อนกลับไปดูคนอื่นๆ ที่ผมเคยยื่นข้อเสนอให้

คนที่ตอบตกลงเร็วที่สุด มักเป็นคนที่อยู่กับเราสั้นที่สุด

ส่วนคนที่ขอเวลาคิด ขอกลับไปอ่านสัญญา กลับเป็นคนที่อยู่ยาวและทำงานอย่างมีความสุขกว่า

มันสวนกับสิ่งที่ผมเคยเชื่อทั้งหมด

ผมเคยภูมิใจที่ปิดดีลเร็ว แต่ความจริงคือ ดีลที่ปิดเร็วหลายอัน มันคือระเบิดเวลาที่ตั้งไว้ล่วงหน้า

.

ตอนที่ผมลองแก้ด้วยวิธีง่ายที่สุด แล้วก็ยังพลาด

วิธีแรกที่ผมคิดออกคือ “งั้นก็ให้เยอะขึ้นสิ”

ผมไปคุยกับผู้บริหารว่า เราน่าจะขยับฐานเงินเดือนตอนเสนอให้สูงขึ้นอีกหน่อย คนจะได้ไม่รู้สึกน้อยใจทีหลัง

ผู้บริหารก็ใจดี ยอมขยับให้ในบางตำแหน่ง

แต่ผ่านไปไม่กี่เดือน ปัญหาเดิมก็กลับมา

คนยังรู้สึกว่าได้ไม่ครบ ยังรู้สึกว่ามีอะไรที่เขาควรได้แต่ไม่ได้

ผมงงมาก ก็ให้เพิ่มแล้วนี่ ทำไมยังไม่พอใจ

จนผมมานั่งคิดดีๆ ถึงเข้าใจว่า ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่ “ตัวเลข”

ปัญหามันอยู่ที่ “วิธีคุย”

เพราะผมยังคุยแบบเดิม — โทรไป บอกฐานเงินเดือน รอเขาตอบตกลง จบ

ผมยังคุยแค่ฐาน ไม่เคยเดินผ่านเรื่องโบนัสแรกเข้า เรื่องสวัสดิการ เรื่องวันลา ให้เขาเห็นภาพรวมทั้งหมดก่อนตัดสินใจเลย

ผมเอาเงินไปกลบปัญหา ทั้งที่ปัญหาจริงคือ คนไม่เคยรู้ว่าตัวเองกำลังตกลงกับอะไรบ้าง

การให้เพิ่มโดยไม่เปลี่ยนวิธีคุย มันก็เหมือนเติมน้ำลงในถังที่รั่ว

.

ตอนที่ผมไปเจอกรอบคิดของฝั่งผู้สมัคร แล้วมันเปลี่ยนมุมผมหมด

จุดเปลี่ยนมาตอนผมไปอ่านบทความของฝรั่งคนหนึ่งชื่อ Reno Perry

เขาเขียนเรื่อง “6 ความผิดพลาดเวลาต่อรองเงินเดือน” ที่ผู้สมัครมักทำกัน แต่ละข้อเขาบอกว่าอาจทำให้เสียเงินถึงสองหมื่นเหรียญ

ตลกตรงที่ บทความนั้นเขียนสอนผู้สมัคร ให้รู้ทันคนอย่างผม

แต่พอผมอ่านจบ ผมกลับเห็นภาพตัวเองชัดมาก เพราะทุกข้อที่เขาเตือนผู้สมัคร มันคือทุกจุดที่ระบบเสนองานของผม “ฉวยโอกาส” โดยไม่ตั้งใจ

ข้อแรก เขาบอกว่าอย่ารีบตอบตกลงกับข้อเสนอด้วยวาจา เพราะเรื่องสำคัญอย่างเงินชดเชย เงื่อนไขออก มันอยู่ในหนังสือเสนองานที่เป็นลายลักษณ์อักษร — ผมนึกถึงน้องที่ตอบตกลงในห้านาที โดยไม่เคยเห็นเอกสารอะไรเลย

ข้อสอง อย่าต่อรองแค่ฐานเงินเดือน เพราะโบนัสแรกเข้า วันลา จะถูกทิ้งไว้บนโต๊ะ — ผมเป็นคนทำให้มันถูกทิ้งไว้บนโต๊ะเอง เพราะผมไม่เคยพูดถึงมัน

ข้อสาม อย่าแสดงความตื่นเต้นจนหมดหน้าตัก เพราะพอเขารู้ว่าคุณตกลงแน่ คุณก็เสียอำนาจต่อรอง — น้องที่ดีใจในสายนั่นแหละ ที่เสียอำนาจไปโดยไม่รู้ตัว

ข้อสี่ อย่าบอกตัวเลขข้อเสนอจากที่อื่นเป๊ะๆ เพราะเขาจะให้คุณแค่สูงกว่านิดเดียว เท่ากับคุณตีกรอบตัวเองไว้ที่ราคาของคนอื่น

ข้อห้า อย่าคิดว่าเส้นตายแบบ “ต้องตอบภายในวันศุกร์” มันตายตัวจริงๆ เพราะมันไม่ค่อยใช่เพดานจริง

และข้อหก ที่กระแทกใจผมที่สุด — อย่าลืมถามว่า “ยังมีอะไรเสนอให้ได้อีกไหม” เพราะคนยื่นข้อเสนอมักมีอำนาจใส่โบนัส วันลา หรือสวัสดิการเพิ่มได้ แต่แทบไม่เคยเสนอให้เอง

ผมอ่านข้อหกแล้วเหงื่อแตก เพราะผมคือ “คนที่มีของในมือแต่ไม่เคยเสนอให้เอง” นั่นแหละ

ผมเข้าใจทันทีว่า ที่คนรับข้อเสนอของเราแล้วช้ำใจทีหลัง ไม่ใช่เพราะเราให้น้อย แต่เพราะเราเงียบในสิ่งที่ควรพูด

.

ตอนที่ผมรื้อวิธียื่นข้อเสนอใหม่ทั้งหมด

ผมไม่ได้เอากรอบของ Reno Perry มาใช้เพื่อ “ป้องกันตัว” จากผู้สมัคร

ผมเอามันมากลับด้าน — ถ้าสิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ผู้สมัครควรถาม งั้นทำไม HR อย่างผมไม่เป็นฝ่ายเปิดเรื่องให้เขาก่อนเลยล่ะ

ผมเปลี่ยนสามอย่างในวันนั้น

อย่างแรก ผมเลิกขอคำตอบในสายโทรศัพท์ ทุกครั้งที่โทรไปบอกข่าวดี ผมจะปิดท้ายว่า “เดี๋ยวผมส่งหนังสือเสนองานกับรายละเอียดสวัสดิการให้ทางอีเมลนะครับ อ่านให้ครบก่อน ไม่ต้องรีบตอบวันนี้”

อย่างที่สอง ก่อนจบเรื่องฐานเงินเดือน ผมจะเดินผ่านทุกอย่างให้เขาเห็นเอง — โบนัส วันลา ประกัน เงินสมทบ ค่ากะ ของที่เขาไม่รู้ว่ามี ผมพูดให้หมด ไม่รอให้เขาถาม

อย่างที่สาม ผมเพิ่มประโยคหนึ่งที่ผมไม่เคยพูดมาก่อน ก่อนวางสายผมจะถามว่า “มีตรงไหนที่อยากให้ผมลองดูให้อีกไหมครับ”

ครั้งแรกที่ผมถามประโยคนี้ ปลายสายเงียบไปสองวินาที แล้วน้องเขาก็พูดเบาๆ ว่า “พี่ถามแบบนี้ด้วยเหรอครับ ผมไม่เคยเจอ HR ที่ไหนถามเลย”

ตอนนั้นเองที่ผมรู้ว่า ผมเดินมาถูกทางแล้ว

.

ตอนที่ตัวเลขการลาออกเริ่มเล่าเรื่องใหม่

ผ่านไปเกือบหนึ่งปี ผมลองดึงข้อมูลคนที่เข้าใหม่ในรอบนี้มาเทียบกับรอบก่อน

อัตราการลาออกในช่วงทดลองงานของพนักงานออฟฟิศลดลงอย่างเห็นได้ชัด

แต่สิ่งที่ทำให้ผมภูมิใจกว่าตัวเลข คือบทสนทนาที่เปลี่ยนไป

มีน้องคนหนึ่งโทรกลับมาขอต่อรองวันลา — ซึ่งเมื่อก่อนแทบไม่เคยมีใครกล้าทำ ผมดีใจมากที่เขากล้าถาม เพราะนั่นแปลว่าเขารู้สึกว่ามันคือการคุยกันสองฝ่าย ไม่ใช่การรับคำสั่ง

และเพื่อให้คนที่กำลังจะตัดสินใจมีเครื่องมือช่วยคิด ผมลองเอาทั้งหกข้อนั้นมาเรียงเป็นเช็กลิสต์ให้คะแนนตัวเองง่ายๆ ใน Excel แผ่นเดียว — ก่อนตอบตกลงให้ไล่ดูทีละข้อว่า เราได้เอกสารครบหรือยัง คุยครบทั้งแพ็กเกจไหม ถามคำถามสำคัญแล้วหรือเปล่า แล้วระบบจะสรุปให้เองว่า “พร้อมตัดสินใจ” หรือ “ควรชะลอไว้ก่อน” ผมแจกให้น้องๆ ที่กำลังจะรับข้อเสนอ และตั้งใจแชร์ไว้ท้ายบทความนี้ด้วย เผื่อใครเอาไปใช้ได้

และคนที่ผ่านกระบวนการแบบใหม่นี้ เวลาเขาเริ่มงานวันแรก สีหน้าเขาต่างออกไป

เขาไม่ได้มาแบบคนที่ “ได้งานมา” แต่มาแบบคนที่ “เลือกแล้วว่าจะอยู่ที่นี่”

ผมถึงเข้าใจว่า งานยื่นข้อเสนอที่ดี ไม่ใช่การปิดดีลให้เร็วที่สุด

แต่คือการทำให้คนตรงหน้ารู้สึกว่า เขาได้ตัดสินใจอย่างเต็มตา ไม่ใช่ตัดสินใจเพราะถูกเร่ง

และคนที่ตัดสินใจอย่างเต็มตา คือคนที่อยู่กับเราด้วยใจ ไม่ใช่ด้วยความจำยอม

ที่ตลกที่สุดคือ ผมไปได้บทเรียนเรื่องการเป็น HR ที่ดี จากบทความที่เขียนสอนคนให้รู้ทัน HR

.

บทเรียนที่อยากแชร์

หนึ่ง — ดีลที่ปิดเร็ว ไม่ได้แปลว่าเป็นดีลที่ดี คนที่ตอบตกลงเร็วเกินไป มักเป็นคนที่ช้ำใจทีหลัง และจากเราไปเร็วที่สุด

สอง — ปัญหาส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ที่ตัวเลข แต่อยู่ที่วิธีคุย การเติมเงินลงในกระบวนการที่ไม่โปร่งใส ก็เหมือนเติมน้ำลงถังที่รั่ว

สาม — สิ่งที่เราเงียบไว้ ทำร้ายความสัมพันธ์มากกว่าสิ่งที่เราให้น้อย โบนัส วันลา สวัสดิการที่เรามีแต่ไม่พูด มันกลายเป็นความน้อยใจในวันที่เขารู้ทีหลัง

สี่ — HR ที่ดีไม่ได้แข่งกับผู้สมัคร แต่เปิดประตูให้เขาก่อน ถ้าเรารู้ว่าอะไรคือสิ่งที่เขาควรถาม จงเป็นฝ่ายพูดให้เขาฟังก่อนที่เขาจะต้องถาม

ห้า — คำถามว่า “ยังมีอะไรให้ผมดูให้อีกไหม” คือประโยคที่เปลี่ยนความสัมพันธ์ มันเปลี่ยนการยื่นคำสั่ง ให้กลายเป็นการคุยกันของคนสองคนที่เคารพกัน

.

📥 ดาวน์โหลด “เช็กลิสต์ให้คะแนนก่อนตัดสินใจรับข้อเสนอจ้างงาน” (ไฟล์ Excel) ได้ที่ลิงก์ในคอมเมนต์ — กรอกคะแนน 8 ข้อ แล้วระบบสรุปให้เองว่าคุณพร้อมตอบตกลงหรือยัง

.

#hrรีพอร์ต #การต่อรองเงินเดือน #SalaryNegotiation #HR #HRD #Recruitment #EmployerBranding #การพัฒนาองค์กร

Posted in

Leave a Reply

Discover more from HR รีพอร์ต

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading