เรื่องเล่าจากออฟฟิศ

จินดามาทำงานใหม่ที่บริษัทแห่งหนึ่ง เขาสังเกตเห็นเรื่องแปลกๆ ที่ออฟฟิศแห่งนี้ ทุกครั้งที่เขาต้องการอนุมัติอะไรสักอย่าง ต้องผ่านหลายขั้นตอน หลายคน และใช้เวลาหลายวัน เพียงแค่จะซื้อปากกาให้พนักงาน ก็ต้องผ่านการอนุมัติ 3 ชั้น

วันหนึ่งจินดาต้องการเครื่องพิมพ์ใหม่เพื่อใช้ในการทำงาน เขาต้องเขียนใบขออนุมัติ แนบเอกสารเปรียบเทียบราคา ส่งให้หัวหน้าทีม หัวหน้าทีมส่งต่อให้ผู้จัดการแผนก ผู้จัดการแผนกส่งต่อให้กรรมการผู้จัดการ ใช้เวลาทั้งหมด 3 สัปดาห์ ในระหว่างนั้นงานของจินดาล่าช้า เพราะต้องไปขออนุญาตใช้เครื่องพิมพ์ของแผนกอื่นทุกครั้งที่มีงานด่วน

ทีมงานที่ทำงานร่วมกับจินดาก็เริ่มไม่พอใจ เพราะงานติดขัด ลูกค้าโทรมาถามความคืบหน้า และที่สำคัญคือทุกคนเครียดกับระบบการทำงานที่ซับซ้อน บรรยากาศในออฟฟิศจึงเต็มไปด้วยความไม่ไว้วางใจ ทุกคนต้องเก็บเอกสารหลักฐานทุกอย่าง เพื่อป้องกันตัวเองจากการถูกโยนความผิด

ในขณะที่ที่บริษัทเก่าของเขา หัวหน้าไว้วางใจให้พนักงานจัดการเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เอง ถ้าอุปกรณ์ไหนเสียหรือไม่เพียงพอ สามารถไปซื้อมาใช้ได้เลย แค่แจ้งหัวหน้าทราบ ทำให้งานเสร็จเร็ว ค่าใช้จ่ายในการบริหารงานก็น้อย และที่สำคัญคือทุกคนมีความสุขในการทำงาน

นี่คือสิ่งที่ Stephen M.R. Covey ต้องการจะบอกเราในหนังสือ “The SPEED of Trust” – ความไว้วางใจเป็นปัจจัยที่จะเปลี่ยนแปลงทุกอย่างในชีวิตเรา

ความไว้วางใจ vs ไม่ไว้วางใจ: ผลลัพธ์ที่ต่างกันมาก

ลองมาดูตัวอย่างการเปรียบเทียบกันชัดๆ:

บริษัท A (ความไว้วางใจสูง)

– พนักงานสามารถทำงานที่บ้านได้ตามความเหมาะสม

– ไม่มีการเช็คชื่อ มีแต่การวัดผลงาน

– งบประมาณสำหรับของใช้สำนักงานให้แต่ละทีมจัดการเอง

– ผลลัพธ์: พนักงานมีความผูกพันสูง ผลงานดี อัตราการลาออกต่ำ

บริษัท B (ความไว้วางใจต่ำ)

– ต้องเช็คชื่อทุกวัน มีกล้องวงจรปิดเฝ้าดูทุกจุด

– ต้องรายงานความคืบหน้าทุกวัน

– ทุกการใช้จ่ายต้องผ่านการอนุมัติหลายขั้นตอน

– ผลลัพธ์: พนักงานเครียด ขาดความคิดสร้างสรรค์ อัตราการลาออกสูง

ผลที่ตามมา? บริษัท A ใช้เงินในการจ้างคนมาดูแลพนักงานน้อยกว่าบริษัท B ถึง 40% และมีผลกำไรสูงกว่าถึง 25%

สมการวิเศษของความไว้วางใจ

Covey เสนอสมการง่ายๆ แต่ทรงพลัง: ความไว้วางใจ = ความเร็ว ÷ ต้นทุน

ให้ลองคิดดูสิ เวลาคุณซื้อของออนไลน์จากร้านที่คุณไว้วางใจ คุณจะสั่งซื้อได้ภายใน 5 นาที แต่ถ้าเป็นร้านที่คุณไม่เคยรู้จัก คุณอาจจะต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงในการตรวจสอบรีวิว เปรียบเทียบราคา และอ่านเงื่อนไขต่างๆ

เมื่อความไว้วางใจสูง สิ่งต่างๆ จะเกิดขึ้นเร็วขึ้นและถูกลง แต่เมื่อความไว้วางใจต่ำ ทุกอย่างจะช้าลงและแพงขึ้น

5 คลื่นแห่งความไว้วางใจ

คลื่นที่ 1: ความไว้วางใจตนเอง

เรื่องเล่า: สมศักดิ์เป็นผู้จัดการฝ่ายขาย เขาสัญญากับลูกค้าว่าจะส่งสินค้าให้ภายในวันศุกร์ แต่พอถึงวันศุกร์ เขาโทรบอกลูกค้าว่าจะล่าช้าไปอีกสัปดาห์ เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง

คุณลูกค้ารายหนึ่งจำได้ว่าใน 6 เดือนที่ผ่านมา สมศักดิ์รักษาเวลาได้เพียง 3 ครั้งจาก 10 ครั้งที่สัญญา ทำให้เขาต้องหาซัพพลายเออร์สำรอง เสียเวลาในการติดตามงาน และที่สำคัญคือต้องวางแผนงานใหม่ทุกครั้งที่มีความล่าช้า

ส่วนทีมขายที่ทำงานใต้สมศักดิ์ก็เริ่มเห็นแบบอย่างนี้ พวกเขาเริ่มยืดเวลาส่งรายงานเช่นกัน เพราะคิดว่า “หัวหน้าเองยังทำแบบนี้เลย” ผลที่ตามมาคือทั้งฝ่ายขายกลายเป็นฝ่ายที่ไม่มีใครไว้วางใจ

ผลที่ตามมา? ลูกค้าเริ่มไม่ไว้วางใจ ต้องโทรตรวจสอบทุกวัน ทีมงานเริ่มสงสัยในความสามารถของเขา และที่สำคัญที่สุด เขาเองก็เริ่มไม่มั่นใจในตัวเอง

ตรงข้ามกับกรณีของสุชาติ ซึ่งเป็นผู้จัดการฝ่ายขายของบริษัทคู่แข่ง เขามีกฎเหล็กว่า “สัญญาอะไรต้องทำได้ ถ้าทำไม่ได้ต้องบอกล่วงหน้าอย่างน้อย 3 วัน” ใน 2 ปีที่ผ่านมา เขาผิดสัญญาเพียง 2 ครั้ง และทั้งสองครั้งเขาบอกล่วงหน้า 1 สัปดาห์ พร้อมทั้งเสนอทางเลือกอื่น

ผลลัพธ์? ลูกค้าของสุชาติไม่ต้องเสียเวลามาตรวจสอบงาน ทีมงานเชื่อใจและทำงานร่วมกันได้ดี และตัวเขาเองก็มีความมั่นใจในการตัดสินใจ ยอดขายของทีมเขาสูงกว่าทีมสมศักดิ์ถึง 35%

Covey บอกว่าความไว้วางใจเริ่มต้นจากตัวเราก่อน ประกอบด้วย 4 เสาหลัก:

1. ความซื่อสัตย์ (Integrity)

– เป็นคนที่พูดตรงทำตรง

– ไม่พูดโกหกหรือบิดเบือนข้อมูล

– ยอมรับความผิดพลาดของตนเอง

2. เจตนาดี (Intent)

– มีจุดมุ่งหมายที่ดีงาม ไม่เอาเปรียบผู้อื่น

– คำนึงถึงผลประโยชน์ของส่วนรวม

– โปร่งใสในการตัดสินใจ

3. ความสามารถ (Capabilities)

– มีทักษะและความรู้ที่เพียงพอ

– เรียนรู้และพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง

– รู้จักจุดอ่อนจุดแข็งของตนเอง

4. ผลลัพธ์ (Results)

– ทำสิ่งที่สัญญาให้ได้

– สร้างผลงานที่มีคุณภาพ

– มีประวัติการทำงานที่ดี

คลื่นที่ 2: ความไว้วางใจในความสัมพันธ์

เรื่องเล่า: ปิยะเป็นหัวหน้าทีมใหม่ที่เพิ่งเข้ามาทำงาน เขาเจอกับปัญหาใหญ่ในวันแรกของการทำงาน ทีมงานที่เขาดูแลมี 8 คน แต่ดูเหมือนจะไม่ค่อยให้ความร่วมมือ พวกเขาทำงานแบบเก็บตัว ไม่ยอมแชร์ข้อมูล และที่สำคัญคือดูไม่ไว้วางใจคนใหม่

ปิยะลองหาสาเหตุ ได้ความว่าหัวหน้าคนก่อนหน้าเป็นคนที่ชอบโยนความผิดให้ลูกน้อง เมื่อเกิดปัญหาจะหาคนมาเป็นแพะรับบาป ทำให้ทุกคนระแวงกัน

ปิยะตัดสินใจว่าจะใช้วิธีการที่ต่างออกไป เขาเริ่มจากการประชุมทีมและพูดว่า “ผมรู้ว่าทุกคนอาจจะยังไม่ไว้วางใจผม แต่ผมจะพิสูจน์ให้เห็นผ่านการกระทำ ถ้าเกิดปัญหาอะไรขึ้น ผมจะเป็นคนรับผิดชอบเอง ไม่โยนความผิดให้ใคร และถ้าใครทำผิดพลาด ผมจะช่วยหาทางแก้ไข ไม่ใช่หาตัวตนที่ผิด”

สัปดาห์แรกๆ ยังไม่มีใครเชื่อ จนกระทั่งมีปัญหาใหญ่เกิดขึ้น ลูกค้าร้องเรียนว่าสินค้าที่ได้รับไม่ตรงกับที่สั่ง ในที่ประชุมกับผู้บริหารระดับสูง แทนที่ปิยะจะหาคนผิดในทีม เขากลับยืนขึ้นมาพูดว่า “ผมขอรับผิดชอบเรื่องนี้ครับ ผมคิดว่าระบบการตรวจสอบของเรายังไม่ดีพอ ผมจะหาทางแก้ไขให้ได้”

หลังจากนั้น เขาเรียกประชุมทีมและเล่าความจริงทั้งหมด ทั้งเรื่องที่บริษัทกำลังขาดทุนและต้องการปรับปรุงคุณภาพการทำงาน พร้อมกับแผนแก้ไขที่เป็นไปได้ เขาไม่ได้ปิดบังหรือหาข้อแก้ตัว

ครั้งแรกทีมงานตกใจ แต่พอเห็นว่าหัวหน้าไม่ได้ซ่อนเรื่องสำคัญ ไม่โยนความผิดให้ใคร และพร้อมที่จะแก้ไขปัญหาร่วมกัน ทุกคนก็เริ่มเปิดใจ

สมาชิกคนหนึ่งเล่าว่าเขารู้สาเหตุที่สินค้าผิดพลาด เพราะระบบเก่าที่ใช้มีบั๊ก แต่ไม่กล้าบอกหัวหน้าคนเก่าเพราะกลัวโดนดุ อีกคนหนึ่งเล่าว่าเขาไปเรียนคอร์สเกี่ยวกับการจัดการคุณภาพมา แต่ไม่ได้นำมาใช้เพราะกลัวว่าจะถูกว่าอวดรู้

ภายใน 3 เดือน ทีมของปิยะกลายเป็นทีมที่มีผลงานดีที่สุดในบริษัท ไม่เพียงแต่ปัญหาการผิดพลาดลดลงไปเกือบ 90% แต่ยังมีไอเดียใหม่ๆ ออกมาอีกมากมาย

13 พฤติกรรมสำคัญที่สร้างความไว้วางใจ:

  1. พูดตรงไปตรงมา: ไม่อ้อมค้อม ไม่ปิดบังข้อมูล
  2. แสดงความเคารพ: ให้เกียรติคนอื่น ไม่ดูหมิ่น
  3. รักษาคำมั่นสัญญา: ทำในสิ่งที่พูดไว้
  4. ยอมรับข้อผิดพลาด: ไม่หาข้อแก้ตัว
  5. ให้อภัยเมื่อผู้อื่นพลาด: ไม่จองเวรจองกรรม
  6. ฟังอย่างจริงจัง: ไม่ฟังแค่เพื่อตอบ
  7. มอบความไว้วางใจก่อน: ไม่รอให้คนอื่นพิสูจน์ตัวเอง
  8. โปร่งใสในการตัดสินใจ: อธิบายเหตุผลที่คิดแบบนั้น
  9. รักษาความลับ: ไม่นำเรื่องส่วนตัวไปเล่า
  10. ยื่นมือช่วยเหลือ: ให้ความช่วยเหลือโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน
  11. วางใจในความสามารถของคนอื่น: ไม่ไมโครแมเนจ
  12. ให้เกียรติคนอื่นต่อหน้าคนอื่น: ไม่นินทา
  13. ทำสิ่งที่ถูกต้อง: ทำในสิ่งที่รู้ว่าดี ไม่ใช่ทำในสิ่งที่ง่าย

คลื่นที่ 3: ความไว้วางใจในองค์กร

เรื่องเล่า: บริษัท A มีนโยบายที่ว่าพนักงานสามารถใช้วันลาป่วยได้ไม่จำกัด โดยไม่ต้องแสดงใบรับรองแพทย์ หลายคนคิดว่าจะมีคนมาเอาเปรียบ

แต่ผลที่ออกมากลับกัน พนักงานลาป่วยน้อยลง เพราะรู้สึกว่าบริษัทไว้วางใจ และเมื่อลาจริงๆ ก็ไม่ต้องเสียเวลาไปหาหมอเพื่อขอใบรับรong เพียงเพื่อขอลาวันเดียว

นี่คือพลังของการสร้างระบบที่ใช้ความไว้วางใจเป็นพื้นฐาน

คลื่นที่ 4: ความไว้วางใจในตลาด

เรื่องเล่า: ร้านอาหารเล็กๆ แห่งหนึ่งมีนโยบายว่า “ถ้าคุณไม่พอใจอาหาร เราคืนเงินให้เต็มจำนวน ไม่ถามคำถาม”

ในช่วงแรก เจ้าของร้านกังวลว่าจะมีคนมาเอาเปรียบ แต่ปรากฎว่าลูกค้าที่ขอเงินคืนมีน้อยมาก ส่วนใหญ่กลับมาเป็นลูกค้าประจำ และแนะนำเพื่อนมาอีกมากมาย

ความไว้วางใจจากตลาดทำให้ธุรกิจเติบโตโดยไม่ต้องใช้เงินโฆษณามากมาย

คลื่นที่ 5: ความไว้วางใจในสังคม

เรื่องเล่า: ในประเทศที่ระดับความไว้วางใจในสังคมสูง เช่น ประเทศในแถบสแกนดิเนเวีย ผู้คนสามารถจอดรถโดยไม่ล็อค ทิ้งของไว้ที่โต๊ะกาแฟแล้วไปซื้อเครื่องดื่ม และเด็กๆ สามารถเดินทางไปโรงเรียนคนเดียวได้

ในสังคมแบบนี้ ต้นทุนในการดำรงชีวิตจะต่ำลง เพราะไม่ต้องเสียเงินในการรักษาความปลอดภัย การประกันภัย และการป้องกันต่างๆ มากมาย

ประโยชน์ที่เห็นได้ชัด: ตัวเลขที่พูดแทนความจริง

เพิ่มความเร็ว

เคสจาก บริษัท Toyota:

เมื่อ Toyota เปลี่ยนจากการควบคุมแบบเข้มงวดเป็นการให้ความไว้วางใจพนักงานในการหยุดสายการผลิตเมื่อพบปัญหา ผลที่ได้คือ:

– เวลาในการแก้ไขปัญหาลดลง 75%

– จำนวนสินค้าที่มีปัญหาลดลง 60%

– ความพึงพอใจของพนักงานเพิ่มขึ้น 40%

เคสจาก Google:

การให้เวลา 20% ให้พนักงานทำโครงการส่วนตัว (โดยไว้วางใจว่าจะมีประโยชน์กับบริษัท) ส่งผลให้:

– Gmail, Google News, และ AdSense เกิดจากโครงการ 20% นี้

– อัตราการสมัครงานเพิ่มขึ้น 35%

– เวลาพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่เร็วขึ้น 50%

ลดต้นทุน

การเปรียบเทียบค่าใช้จ่าย:

บริษัทความไว้วางใจสูง:

– ค่าใช้จ่ายในการควบคุม: 2% ของรายได้

– ค่าใช้จ่ายด้านกฎระเบียบ: 1% ของรายได้

– ค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบ: 0.5% ของรายได้

– รวม: 3.5% ของรายได้

บริษัทความไว้วางใจต่ำ:

– ค่าใช้จ่ายในการควบคุม: 8% ของรายได้

– ค่าใช้จ่ายด้านกฎระเบียบ: 4% ของรายได้

– ค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบ: 3% ของรายได้

– รวม: 15% ของรายได้

นั่นหมายความว่าบริษัทที่มีความไว้วางใจสูงประหยัดค่าใช้จ่ายได้ถึง 11.5% ของรายได้ต่อปี

เพิ่มคุณภาพชีวิต

สถิติจากการวิจัยของ Harvard Business School:

– พนักงานในองค์กรที่มีความไว้วางใจสูงมีความสุขในการทำงานมากกว่า 40%

– อัตราการลาออกน้อยกว่า 50%

– ประสิทธิภาพการทำงานสูงกว่า 30%

– มีความคิดสร้างสรรค์มากกว่า 60%

**เคสจากประเทศฟินแลนด์:**

ในระบบการศึกษาที่ไว้วางใจครู (ไม่มีการสอบปลายปีระดับชาติ ไม่มีการตรวจสอบการสอนแบบเข้มงวด):

– นักเรียนมีความสุขในการเรียนมากที่สุดในโลก

– คะแนนทดสอบระดับนานาชาติติดอันดับต้นๆ ของโลก

– ครูมีความพึงพอใจในอาชีพสูงที่สุดในโลก

– งบประมาณด้านการศึกษาต่อหัวต่ำกว่าค่าเฉลี่ย OECD

การปฏิบัติในชีวิตจริง: เริ่มจากวันนี้

ที่บ้าน: สร้างครอบครัวที่เข้มแข็ง

เคสจากครอบครัวพรรณี:

พรรณีมีลูกชาย 2 คน อายุ 12 และ 15 ปี ปกติเธอจะต้องคอยเช็คการบ้าน ตรวจกระเป๋า และโทรถามครูทุกสัปดาห์ เพราะกลัวว่าลูกจะไม่รับผิดชอบ

แต่หลังจากอ่านหนังสือเล่มนี้ เธอตัดสินใจเปลี่ยนวิธี เธอนั่งคุยกับลูกทั้งสองและบอกว่า “แม่จะไว้วางใจให้ลูกๆ จัดการเรื่องเรียนเอง แต่มีเงื่อนไขว่าถ้าเกรดตกต่ำกว่า 2.5 แม่จะกลับมาเช็คอีกครั้ง”

ปีแรกลูกชายคนโตเกรดตกลงเล็กน้อย แต่เขาขอโอกาสแม่อีกครั้ง พรรณีให้อีกครั้ง ปีที่สองเกรดกลับมาดีขึ้น และที่สำคัญคือลูกทั้งสองมีความรับผิดชอบมากขึ้น เพราะรู้ว่าแม่ไว้วางใจ

3 ปีต่อมา ลูกชายคนโตเข้ามหาวิทยาลัยในคณะที่เขาต้องการ และบอกกับแม่ว่า “ผมเป็นคนที่รับผิดชอบได้เพราะแม่ไว้วางใจผม ถ้าแม่เช็คทุกอย่าง ผมคงไม่เรียนรู้ที่จะดูแลตัวเอง”

วิธีปฏิบัติ:

– ให้ความไว้วางใจในระดับที่เหมาะสมกับวัย

– ตั้งเป้าหมายและผลลัพธ์ที่ชัดเจน

– ให้โอกาสแก้ไขเมื่อผิดพลาด

– ยกย่องเมื่อรักษาความไว้วางใจได้

ที่ทำงาน: เริ่มจากตัวเอง

กลยุทธ์ 21 วัน:

สัปดาห์ที่ 1: สร้างความน่าเชื่อถือ

– วันที่ 1-3: รักษาคำพูดทุกคำที่พูดออกไป ถึงแม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อย

– วันที่ 4-5: ยอมรับข้อผิดพลาดทันที ไม่หาข้อแก้ตัว

– วันที่ 6-7: ทำสิ่งที่สัญญาให้ได้ตรงเวลา

สัปดาห์ที่ 2: แสดงความไว้วางใจ

– วันที่ 8-10: มอบหมายงานให้คนอื่นโดยไม่ไมโครแมเนจ

– วันที่ 11-12: แชร์ข้อมูลสำคัญกับทีม

– วันที่ 13-14: ขอความเห็นจากคนอื่นและนำไปใช้จริง

สัปดาห์ที่ 3: ขยายผล

– วันที่ 15-17: ช่วยเหลือคนอื่นโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน

– วันที่ 18-19: ให้อภัยเมื่อคนอื่นทำผิดพลาด

– วันที่ 20-21: เริ่มโครงการที่ต้องใช้ความร่วมมือจากหลายคน

ในธุรกิจ: เริ่มจากลูกค้ารายแรก

กรณีศึกษา: ร้านซ่อมโทรศัพท์ของเอก

เอกเปิดร้านซ่อมโทรศัพท์ใหม่ เขาเจอปัญหาว่าลูกค้าไม่ไว้วางใจ เพราะกลัวว่าจะเอาอะไหล่ปลอมมาใช้ หรือเก็บค่าแรงแพง

เขาตัดสินใจใช้หลัก “ความไว้วางใจสร้างความไว้วางใจ” ด้วยการ:

  1. โปร่งใส: เอาโทรศัพท์ของลูกค้าไปซ่อมหน้าต่อหน้า อธิบายทุกขั้นตอน
  2. รับประกัน: รับประกันงานซ่อม 6 เดือน ถ้าเสียในส่วนที่ซ่อมจะซ่อมให้ฟรี
  3. ไม่เก็บเงินมัดจำ: ให้ลูกค้าจ่ายเงินหลังซ่อมเสร็จและพอใจ
  4. แสดงอะไหล่: ให้ลูกค้าเห็นอะไหล่เก่าที่เปลี่ยนออก

เดือนแรกลูกค้ามาน้อย แต่คนที่มาแล้วพอใจ เดือนที่สองเริ่มมีลูกค้าบอกต่อ เดือนที่สามมีลูกค้าประจำ ปีแรกเอกมีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 80,000 บาท จากการที่ไม่ต้องใช้เงินโฆษณาเลย แค่ลูกค้าบอกต่อ

ที่สำคัญคือไม่เคยมีลูกค้าคนไหนโกงหรือไม่จ่ายเงิน เพราะพวกเขารู้สึกว่าได้รับการดูแลอย่างดี

กลยุทธ์สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก:

– เริ่มจากการให้ความไว้วางใจลูกค้าก่อน

– สร้างระบบที่เอื้อต่อความไว้วางใจ เช่น การรับประกัน การคืนเงิน

– โปร่งใสในทุกขั้นตอน

– สร้างความสัมพันธ์ระยะยาว ไม่เน้นแค่ขายครั้งเดียว

บทสรุป

ความไว้วางใจไม่ใช่เรื่องนุ่มนวลหรือเป็นเพียงคุณค่าทางจริยธรรม แต่เป็นเครื่องมือทางธุรกิจที่ทรงพลังที่สามารถวัดผลได้จริง

การสร้างความไว้วางใจเริ่มต้นจากตัวเราก่อน เมื่อเราเป็นคนที่เชื่อถือได้ ความไว้วางใจจะขยายออกไปในทุกด้านของชีวิต ทำให้ทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่น รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากขึ้น

จำไว้ว่า ความไว้วางใจเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุด ใช้เวลาสร้างยาก แต่เมื่อสร้างได้แล้ว จะทำให้ชีวิตและงานของเราเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นอย่างมาก

#hrรีพอร์ต

Posted in

Leave a comment