• มีชายคนหนึ่งชื่อ Brian Tracy ที่เคยล้มเหลวในชีวิตมากมาย เขาเรียนหนังสือไม่จบ ทำงานอะไรก็ไม่ได้เรื่อง เงินในกระเป๋าแทบจะไม่มี แต่แล้ววันหนึ่ง เขาได้ค้นพบสิ่งที่เปลี่ยนชีวิตเขาไปตลกกาล นั่นคือ “พลังแห่งการควบคุมตัวเอง”

    วันนี้ Brian Tracy กลายเป็นวิทยากรชื่อดังระดับโลก เขียนหนังสือขายดีกว่า 70 เล่ม และมีรายได้หลายล้านดอลลาร์ต่อปี เขาเล่าเรื่องราวการเปลี่ยนแปลงนี้ไว้ในหนังสือ “No Excuses!: The Power of Self-Discipline” ซึ่งจะพาเราไปรู้จักกับความลับของการควบคุมตัวเอง

    ทำไมการควบคุมตัวเองถึงสำคัญ?

    Tracy เล่าให้ฟังว่า ในโลกนี้มีคน 2 แบบ คือคนที่ควบคุมตัวเองได้ กับคนที่ควบคุมตัวเองไม่ได้ คนแบบแรกจะได้ชีวิตที่เขาต้องการ ส่วนคนแบบหลังจะได้ชีวิตที่เหลือเฟือจากคนอื่น

    เขายกตัวอย่างเรื่องง่ายๆ เช่น การตื่นเช้า คนที่ควบคุมตัวเองได้จะตื่นตามเวลาที่กำหนดไว้ เขาจึงมีเวลาออกกำลังกาย อ่านหนังสือ หรือวางแผนวันใหม่ ส่วนคนที่ควบคุมตัวเองไม่ได้จะกดสนูซนาฬิกาปลุก 5-6 ครั้ง ตื่นขึ้นมาก็รีบวิ่งไปทำงาน เริ่มวันใหม่ด้วยความเครียดและเร่งรีบ

    หรือเรื่องการเงิน คนที่ควบคุมตัวเองได้จะออมเงินเป็นประจำ ไม่ซื้อของที่ไม่จำเป็น ส่วนคนที่ควบคุมตัวเองไม่ได้จะใช้จ่ายตามอารมณ์ ซื้อของที่เห็นแล้วอยากได้ เวลาสิ้นเดือนก็เหลือเงินน้อยนิด

    กล้ามเนื้อแห่งความสำเร็จ

    Tracy อธิบายว่าการควบคุมตันเองเหมือนกับกล้ามเนื้อ ยิ่งใช้บ่อยก็จะยิ่งแข็งแรง ยิ่งไม่ใช้ก็จะยิ่งอ่อนแอ

    เขาเล่าถึงเพื่อนคนหนึ่งที่เคยอ้วนมาก น้ำหนัก 120 กิโลกรม วันหนึ่งเพื่อนคนนี้ตัดสินใจออกกำลังกาย เริ่มแรกวิ่งได้แค่ 100 เมตรก็หอบ แต่เขาไม่ยอมแพ้ วิ่งทุกวันเพิ่มระยะทางขึ้นเรื่อยๆ

    หลังจาก 6 เดือน เขาสามารถวิ่งได้ 5 กิโลเมตรโดยไม่หอบ น้ำหนักลดไป 30 กิโลกรม และที่สำคัญกว่านั้นคือเขาเปลี่ยนเป็นคนที่มั่นใจในตัวเองมากขึ้น ทำงานได้ดีขึ้น และมีความสุขกับชีวิตมากขึ้น

    เหตุผลก็คือ เมื่อเขาสามารถควบคุมตัวเองในเรื่องการออกกำลังกายได้ ความสามารถในการควบคุมตัวเองนี้ก็แผ่ขยายไปยังด้านอื่นๆ ของชีวิตด้วย

    4 เสาหลักแห่งการควบคุมตัวเอง

    Tracy แบ่งการควบคุมตัวเองออกเป็น 4 เสาหลัก เหมือนบ้านที่ต้องมี 4 เสาถึงจะมั่นคง

    เสาที่ 1: การควบคุมตัวเองต่อเป้าหมาย

    เขาเล่าเรื่องของนักบินเฮลิคอปเตอร์ที่บินไปส่งผู้บาดเจ็บในป่าลึก นักบินคนนี้บอกว่า “ถ้าเรายิงปืนใส่ป่าโดยไม่มีเป้า เราจะไม่เคยโดนอะไรเลย แต่ถ้าเรามีเป้าที่ชัดเจน แม้ยิงผิด เราก็จะยิงใกล้เป้ามากขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดก็โดนเป้า”

    การตั้งเป้าหมายก็เหมือนกัน ถ้าเราไม่รู้ว่าต้องการอะไร เราก็จะเดินไปเรื่อยๆ โดยไม่มีทิศทาง แต่ถ้าเรามีเป้าหมายชัดเจน เราก็จะค่อยๆ เดินเข้าใกล้มันมากขึ้น

    Tracy แนะนำให้เขียนเป้าหมายออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร อ่านทุกวันตอนเช้า และถามตัวเองว่า “วันนี้ฉันจะทำอะไรเพื่อเข้าใกล้เป้าหมายมากขึ้น?”

    เสาที่ 2: การควบคุมตัวเองต่อเวลา

    “เวลาคือชีวิต” Tracy กล่าว “ถ้าเราเสียเงิน เราหาเงินกลับคืนได้ แต่ถ้าเราเสียเวลา เราหาเวลากลับคืนไม่ได้”

    เขายกตัวอย่างคนที่ประสบความสำเร็จจะมีสมุดจดรายการสิ่งที่ต้องทำ (To-Do List) และจะเรียงลำดับความสำคัญ ทำงานสำคัญก่อน งานไม่สำคัญทีหลัง

    แต่คนที่ควบคุมตัวเองไม่ได้จะทำงานง่ายๆ ก่อน เพราะทำเสร็จแล้วรู้สึกดี แต่พอถึงเวลา งานสำคัญก็ยังค้างอยู่ ต้องรีบทำในเวลาไม่เพียงพอ ผลงานจึงออกมาไม่ดี

    Tracy สอนเทคนิค “กินกบตัวใหญ่ก่อน” คือให้ทำงานที่ยากที่สุดหรือสำคัญที่สุดก่อนเป็นอันดับแรกในแต่ละวัน เพราะตอนเช้าสมองยังสดใส มีพลังมากที่สุด

    เสาที่ 3: การควบคุมตัวเองต่อการเงิน

    Tracy เล่าว่าเขาเคยเป็นหนี้เกือบล้านบาท เพราะใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ซื้อของที่ไม่จำเป็น ต่อหนี้บัตรเครดิต วันหนึ่งเขาตัดสินใจหยุดพฤติกรรมนี้

    เขาเริ่มจากการจดบัญชีรายรับรายจ่าย พบว่าเงินส่วนใหญ่หายไปกับค่ากาแฟ ค่าอาหาร และของเล่นเทคโนโลยี

    เขาเปลี่ยนพฤติกรรมโดยการ:

    • ชงกาแฟดื่มเอง แทนการซื้อกาแฟร้าน
    • ทำข้าวกินเอง แทนการสั่งอาหารเดลิเวอรี่
    • ใช้โทรศัพท์เครื่องเก่าต่อ แทนการเปลี่ยนเครื่องใหม่ทุกปี
    • ออมเงิน 20% ของเงินเดือนทุกเดือน

    ภายใน 3 ปี เขาใช้หนี้หมดและมีเงินออมพอสมควร ชีวิตก็เปลี่ยนจากการเป็นทาสของหนี้สิน กลายเป็นเจ้าของเงิน

    เสาที่ 4: การควบคุมตัวเองต่อสุขภาพ

    “ถ้าเราไม่มีสุขภาพดี เราก็ไม่มีอะไรเลย” Tracy กล่าว

    เขาเล่าถึงเพื่อนผู้บริหารคนหนึ่งที่ทำงานหนักมาก กินอาหารไม่เป็นเวลา ไม่ออกกำลังกาย นอนน้อย ผลคือมีโรคความดันสูง เบาหวาน และโรคหัวใจ

    วันหนึ่งแพทย์เตือนว่าถ้ายังใช้ชีวิตแบบนี้ต่อไป อาจเสียชีวิตได้ เพื่อนคนนี้จึงตัดสินใจเปลี่ยนแปลง:

    • ตื่นเช้าออกกำลังกาย 30 นาทีทุกวัน
    • กินผักผลไม้เพิ่มขึ้น ลดอาหารจานด่วน
    • นอนให้ได้ 7-8 ชั่วโมงทุกคืน
    • หาเวลาผ่อนคลาย ไม่ทำงานตลอดเวลา

    ผลคือหลังจาก 1 ปี สุขภาพดีขึ้นมาก น้ำหนักลด ความดันเลือดปกติ และที่น่าแปลกคือผลงานดีขึ้นด้วย เพราะร่างกายแข็งแรง สมองก็ทำงานได้ดีขึ้น

    กฎ 80/20 ที่เปลี่ยนชีวิต

    Tracy แนะนำกฎที่เรียกว่า “Pareto Principle” หรือกฎ 80/20 ที่ว่า 20% ของสิ่งที่เราทำจะให้ผลลัพธ์ 80%

    เขายกตัวอย่าง:

    • 20% ของลูกค้าจะให้รายได้ 80% ของธุรกิจ
    • 20% ของเสื้อผ้าในตู้เสื้อผ้า เราจะใส่ 80% ของเวลา
    • 20% ของงานที่เราทำจะให้ผลลัพธ์ 80% ของความสำเร็จ

    ดังนั้นเราต้องหาว่าอะไรคือ 20% นั้น แล้วทำมันให้ดีที่สุด

    Tracy เล่าถึงนักขายคนหนึ่งที่ทำยอดขายไม่ได้เรื่อง วันหนึ่งเขาวิเคราะห์งานของตัวเอง พบว่าเขาใช้เวลา:

    • 40% กับการทำเอกสาร
    • 30% กับการประชุม
    • 20% กับการพบลูกค้า
    • 10% อื่นๆ

    แต่เมื่อวิเคราะห์ผลลัพธ์ พบว่า 80% ของยอดขายมาจากการพบลูกค้า

    เขาจึงเปลี่ยนสัดส่วนเวลา:

    • 60% พบลูกค้า
    • 20% ทำเอกสาร (ทำแค่ที่จำเป็น)
    • 15% ประชุม (เข้าแค่ประชุมสำคัญ)
    • 5% อื่นๆ

    ผลคือยอดขายเพิ่มขึ้น 3 เท่าภายใน 6 เดือน

    เทคนิคการฝึกฝนการควบคุมตัวเอง

    เริ่มจากสิ่งเล็กๆ

    Tracy แนะนำให้เริ่มจากสิ่งง่ายๆ ก่อน เช่น:

    • ทำที่นอนทุกเช้า
    • แปรงฟันก่อนนอน
    • กินผลไม้ 1 ผลทุกวัน
    • เดิน 10 นาทีหลังอาหารเย็น

    เหตุผลก็คือ เมื่อเราทำสิ่งเล็กๆ สำเร็จ สมองจะสร้างสารเคมีที่ทำให้รู้สึกดี เราจึงอยากทำต่อ และค่อยๆ เพิ่มความยากขึ้นเรื่อยๆ

    สร้างนิสัยแทนการพึ่งแรงใจ

    Tracy เล่าว่าแรงใจมันมาและไป แต่นิสัยจะอยู่กับเราไปตลอด

    เขายกตัวอย่างการแปรงฟัน เราไม่ได้ต้องรอแรงใจในการแปรงฟัน เราทำเพราะมันกลายเป็นนิสัยไปแล้ว ทำโดยอัตโนมัติ

    การออกกำลังกายก็ทำได้เหมือนกัน ถ้าเราฝึกไป 21-66 วัน มันจะกลายเป็นนิสัย เราจะรู้สึกแปลกๆ ถ้าไม่ได้ออกกำลังกายในวันไหน

    หาเพื่อนร่วมทาง

    Tracy เล่าว่าการมีเพื่อนที่คอยเตือนใจและให้กำลังใจสำคัญมาก

    เขายกตัวอย่างคนที่ต้องการลดน้ำหนัก ถ้าไปคนเดียวอาจหยุดชะงักเมื่อเจอปัญหา แต่ถ้ามีเพื่อนไปด้วย จะคอยเตือนกัน ให้กำลังใจกัน และแข่งขันกันในทางที่ดี

    ยอมรับความล้มเหลว แต่อย่ายอมแพ้

    Tracy กล่าวว่า “การล้มเหลวเป็นเรื่องปกติ แต่การยอมแพ้เป็นทางเลือก”

    เขาเล่าว่าตัวเขาเองเคยล้มเหลวในการควบคุมตัวเองหลายครั้ง บางทีก็กลับไปกินของหวานเยอะ บางทีก็ไม่ออกกำลังกายเป็นอาทิตย์ บางทีก็ใช้จ่ายเกินงบอีก

    แต่เขาไม่ได้ยอมแพ้ เขาถือว่าความล้มเหลวเป็นบทเรียน แล้วเริ่มใหม่ และครั้งต่อไปก็จะฉลาดขึ้น รู้ว่าต้องระวังอะไร ต้องเตรียมตัวอย่างไร

    ศัตรูตัวร้าย คือ ข้อแก้ตัว

    Tracy เตือนว่าศัตรูตัวฉกาจของการควบคุมตัวเองคือ “ข้อแก้ตัว”

    เขายกตัวอย่างข้อแก้ตัวที่เราคุ้นเคย:

    • “ฉันไม่มีเวลา”
    • “ฉันไม่มีเงิน”
    • “ฉันไม่มีพรสวรรค์”
    • “ฉันแก่เกินไปแล้ว”
    • “ฉันยังเด็กเกินไป”
    • “ฉันไม่ได้เรียนสูง”
    • “ครอบครัวฉันไม่สนับสนุน”

    แต่ Tracy บอกว่าคนที่ประสบความสำเร็จจะไม่หาข้อแก้ตัว แต่จะหาทางแก้ปัญหา

    เขายกตัวอย่างผู้หญิงคนหนึ่งที่มีลูก 3 คน สามีทิ้ง ต้องทำงาน 2 ที่ เธอจึงไม่มีเวลาเรียนต่อปริญญาโท

    แต่แทนที่จะบ่นว่า “ไม่มีเวลา” เธอกลับหาทางแก้ไข:

    • ฟังบรรยายผ่านพอดแคสต์ตอนขับรถไปทำงาน
    • อ่านหนังสือตอนพักเที่ยงและก่อนนอน
    • ใช้เวลาที่ลูกๆ นอนหลับมาทำการบ้าน
    • หาเพื่อนบ้านดูลูกให้ตอนไปสอบ

    ผลคือเธอจบปริญญาโทได้ภายใน 3 ปี ได้เลื่อนตำแหน่ง เงินเดือนเพิ่มขึ้น 2 เท่า

    การเปรียบเทียบที่น่าคิด

    Tracy เปรียบการควบคุมตัวเองกับการดูแลสวน

    ถ้าเราไม่ดูแลสวน วัชพืชจะขึ้นเองโดยอัตโนมัติ มันไม่ต้องปลูก ไม่ต้องรดน้ำ ไม่ต้องใส่ปุ๋ย แต่มันจะขึ้นได้เอง และขึ้นเร็วมาก

    นิสัยเลวก็เหมือนวัชพืช เราไม่ต้องฝึกให้เป็นคนขี้เกียจ เราไม่ต้องฝึกให้ชอบกิน ของหวาน เราไม่ต้องฝึกให้ชอบดูทีวีเปล่าๆ มันเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ

    แต่ดอกไม้และผลไม้ต้องปลูก ต้องดูแล ต้องรดน้ำ ต้องใส่ปุ๋ย ต้องตัดแต่งกิ่งใบ

    นิสัยดีก็เหมือนดอกไม้ เราต้องฝึกให้เป็นคนขยัน เราต้องฝึกให้กินอาหารมีประโยชน์ เราต้องฝึกให้ชอบอ่านหนังสือ เราต้องใช้ความพยายามและความอดทน

    แต่เมื่อดูแลไปสักพัก สวนจะสวยงาม ให้ผลไม้หวานอร่อย และทำให้เรามีความสุข

    ชีวิตเราก็เหมือนกัน ถ้าเราไม่ควบคุมตัวเอง นิสัยเลวจะเข้ามาครอบงำ แต่ถ้าเราใช้ความพยายามควบคุมตัวเอง ชีวิตเราจะงดงามเหมือนสวนที่ดูแลดี

    อิสระที่แท้จริง

    Tracy สรุปว่าการควบคุมตัวเองไม่ใช่การทรมานตัวเอง แต่เป็นการให้เสรีภาพแก่ตัวเอง

    คนที่ควบคุมตัวเองไม่ได้จะกลายเป็นทาสของนิสัยเลว ทาสของหนี้สิน ทาสของโรคภัยไข้เจ็บ ทาสของความขี้เกียจ พวกเขามีเสรีภาพน้อย เพราะถูกสิ่งเหล่านี้ครอบงำ

    แต่คนที่ควบคุมตัวเองได้จะมีเสรีภาพมาก พวกเขาสามารถเลือกได้ว่าจะทำอะไร จะไปไหน จะเป็นอะไร เพราะพวกเขาไม่ได้ถูกครอบงำโดยสิ่งใด

    และนี่คือข้อความสำคัญที่สุดจาก Brian Tracy: “การควบคุมตัวเองคือกุญแจสู่ความสำเร็จ ความสุข และความเป็นอิสระในชีวิต เริ่มต้นได้ตั้งแต่วันนี้ เริ่มต้นได้ตั้งแต่เดี๋ยวนี้ และอย่าหาข้อแก้ตัวอีก!”

    เรื่องราวของ Brian Tracy และหนังสือ “No Excuses!” สอนให้เรารู้ว่าทุกคนสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตได้ ไม่ว่าจะเริ่มต้นจากจุดไหน ไม่ว่าจะมีอุปสรรคอะไร สิ่งที่ต้องการคือความตั้งใจที่จริงจังและการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ

    ชีวิตที่ดีไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เกิดจากการเลือกและการควบคุมตัวเองในแต่ละวัน การควบคุมตัวเองคือทักษะที่สามารถเรียนรู้และฝึกฝนได้ และเมื่อเราเชี่ยวชาญแล้ว มันจะเปลี่ยนชีวิตเราไปตลอดกาล

    #hrรีพอร์ต

  • จินตนาการภาพนี้ดูสิครับ คุณกำลังนั่งประชุมอย่างสบายๆ เป็นแค่ผู้ฟัง ดื่มกาแฟไปเรื่อยๆ แล้วทันใดนั้น เสียงของผู้จัดการก็ดังขึ้น “คุณสมชาย ช่วยอธิบายให้ทีมฟังหน่อยสิ ว่าโปรเจคนี้จะส่งผลกระทบต่อแผนกเราอย่างไร”

    เฮ้ย!

    หัวใจเต้นแรง ฝ่ามือเปียก ปากแห้ง หาคำพูดไม่เจอ คิดอะไรไม่ออก แล้วก็พูดออกมาแบบ “เอ่อ… ก็… คือ… ผมว่า… อาจจะ…” จนทั้งห้องมองด้วยสายตาเหม่อลอย

    ถ้าคุณเคยเจอสถานการณ์แบบนี้ ขอบอกเลยว่าคุณไม่ได้โดดเดี่ยว คนส่วนใหญ่ทั่วโลกมีปัญหาเดียวกัน นั่นคือ “กลัวพูดแบบไม่ได้เตรียมตัว” แต่มีคนคนหนึ่งที่ตัดสินใจจะแก้ปัญหานี้ให้เราทุกคน เขาชื่อ Matt Abrahams อาจารย์จากมหาวิทยาลัย Stanford ที่เขียนหนังสือ “Think Faster, Talk Smarter”

    คนที่โชคร้ายจนกลายเป็นโชคดี

    Matt Abrahams เป็นคนโชคร้าย… เป็นต้น เพราะนามสกุลของเขาขึ้นต้นด้วย A ทำให้ตอนเรียนเขามักถูกเรียกให้ตอบคำถามหรือนำเสนอเป็นคนแรกเสมอ นึกภาพดูสิครับ ตั้งแต่เด็กจนโต ทุกครั้งที่อาจารย์เรียกชื่อตามตัวอักษร เขาต้องเป็นคนแรกเสมอ

    “Abrahams! พูดหน่อยสิ คิดยังไงกับเรื่องนี้”

    ปกติคนอื่นยังได้เวลาคิด ได้เวลาเตรียมใจ แต่เขาต้องตอบทันที แต่บางทีสิ่งที่เราคิดว่าเป็นปัญหา กลับกลายเป็นของขวัญที่ดีที่สุดก็ได้ เพราะการที่เขาต้องเจอสถานการณ์แบบนี้บ่อยๆ ทำให้เขาเริ่มหาวิธีรับมือ

    เขาสังเกตว่า คนส่วนใหญ่เก่งพูดเมื่อได้เตรียมตัว เช่น นำเสนอสไลด์ หา PowerPoint สวยๆ มา แต่พอต้องพูดแบบไม่ได้เตรียมตัว อย่างตอบคำถาม ให้ฟีดแบ็ก หรือแนะนำตัว ทุกคนกลับกลายเป็นคนละคน

    จากประสบการณ์นี้ Matt จึงสร้างหลักสูตรใน Stanford ชื่อ “Think Fast, Talk Smart: Effective Speaking in Spontaneous and Stressful Situations” และต่อมาก็กลายเป็นหนังสือเล่มนี้

    จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง

    คุณรู้ไหมครับ ว่าในชีวิตประจำวันเรา การพูดแบบไม่ได้เตรียมตัวเกิดขึ้นมากกว่าการพูดที่เตรียมมาแล้ว ไม่เชื่อลองคิดดู:

    • ทักทายคนในลิฟต์
    • ตอบคำถามในที่ประชุม
    • ให้ฟีดแบ็กเพื่อนร่วมงาน
    • สัมภาษณ์งาน
    • แก้ไขเมื่อพูดผิด
    • คุยกับแม่ค้าตลาด
    • โพสต์คอมเมนต์ในกรุ๊ป
    • แนะนำตัวในงานเลี้ยง

    เห็นไหมครับ จริงๆ แล้วเราพูดแบบ “ไม่ได้เตรียมตัว” กันทุกวัน แต่ทำไมเวลาต้องพูดต่อหน้าคนหลายๆ คน หรือในสถานการณ์สำคัญๆ เราถึงตื่นเต้นขนาดนี้?

    Matt บอกว่า เพราะเราไม่เคยเรียนรู้วิธีการที่ถูกต้อง เราแค่หวังให้โชคดี หรือฝึกพูดแบบมีสคริปต์เท่านั้น

    เรื่องแปลกแต่สมเหตุสมผล

    หัวใจสำคัญของหนังสือนี้มีสองประเด็นที่ฟังแล้วแปลกแต่คิดดูแล้วเข้าใจ:

    ประเด็นแรก: เราต้องเตรียมตัวเพื่อจะพูดแบบไม่เตรียมตัว

    ฟังดูขัดแย้งใช่ไหมครับ แต่จริงๆ แล้วเหมือนนักดนตรีแจ๊สเลย เวลาพวกเขาเล่นเพลง improvisation (เล่นแบบไม่มีโน้ต) พวกเขาไม่ได้เล่นโน้ตแบบสุ่มๆ หรอก แต่เล่นในกรอบของทำนองและคอร์ดที่ฝึกมาแล้วเป็นพื้นฐาน

    การเตรียมตัวที่ว่านี้คือ การฝึกเทคนิค เรียนรู้โครงสร้าง และเตรียมใจ ไม่ใช่การจำสคริปต์

    ประเด็นที่สอง: การมีโครงสร้างทำให้เราคิดเร็วและพูดชัดขึ้น

    หลายคนคิดว่าการมีโครงสร้างจะทำให้เราแข็งทื่อ แต่จริงๆ แล้วเป็นตรงข้าม เมื่อเรารู้ว่าจะเริ่มอย่างไร ดำเนินเรื่องไป และจบอย่างไร สมองเราจะว่างมากขึ้นเพื่อคิดเนื้อหาที่ต้องการสื่อสาร

    6 ขั้นตอน

    Matt แบ่งการฝึกพูดแบบไม่เตรียมตัวออกเป็น 6 ขั้นตอน เราลองมาดูทีละขั้นตอนกัน:

    ขั้นตอนที่ 1: เอาชนะความกังวล (แต่ไม่ใช่ทำให้หายไป)

    Matt มีสูตรเรียกว่า “ABCs” สำหรับอาการกังวล:

    • A = Affect (อารมณ์) รู้สึกกลัว เครียด กังวล
    • B = Behavioral (ร่างกาย) หัวใจเต้นแรง ฝ่ามือเปียก เสียงสั่น
    • C = Cognitive (ความคิด) หาคำพูดไม่เจอ คิดอะไรไม่ออก

    เขาไม่ได้บอกให้เราทำให้ความกังวลหายไป แต่ให้เรียนรู้จัดการกับมัน เทคนิคง่ายๆ เช่น:

    จับของเย็นๆ: ถือแก้วน้าแข็ง หรือของเย็นใดๆ จะช่วยคลายเครียดได้ เพราะสมองจะเปลี่ยนไปสนใจความรู้สึกเย็นแทน

    พูดคำบวกๆ กับตัวเอง: แทนที่จะคิดว่า “ฉันจะพูดผิดแน่ๆ” ให้เปลี่ยนเป็น “ฉันจะทำให้ดีที่สุด”

    ลิ้นพัน: พูดคำที่ลิ้นพันยากๆ เช่น “กบเก้อ เก็บเกลือ กกลอก กอก” สมองจะยุ่งกับการควบคุมลิ้น ทำให้ลืมความเครียด

    ตัวอย่างจริง: สมมติคุณต้องแนะนำตัวในงานเลี้ยงบริษัท แทนที่จะคิดว่า “ทุกคนจะดูฉัน ฉันจะอายมาก” ให้เปลี่ยนเป็น “นี่เป็นโอกาสดีที่จะให้คนอื่นรู้จักฉัน”

    ขั้นตอนที่ 2: เลิกเป็นคนแบบ “ต้องสมบูรณ์แบบ”

    นี่เป็นปัญหาใหญ่ของคนไทยเรา เพราะเราถูกสอนมาให้ทำอะไรให้สมบูรณ์แบบ แต่การพูดแบบไม่เตรียมตัว ไม่มีใครสมบูรณ์แบบได้หรอก

    Matt บอกว่า “ไม่มีวิธีที่ถูกหรือผิดในการสื่อสาร” สิ่งสำคัญคือการฝึกฝนและการเตรียมตัว

    เปลี่ยนมุมมอง:

    • จาก “ฉันต้องตอบให้ถูกต้อง 100%” เป็น “ฉันจะตอบตามที่รู้ให้ดีที่สุด”
    • จาก “ฉันต้องไม่พูดผิด” เป็น “ถ้าพูดผิด ฉันจะแก้ไขได้”
    • จาก “ทุกคนจะตัดสินฉัน” เป็น “ทุกคนต้องการข้อมูลที่เป็นประโยชน์”

    ตัวอย่างจริง: ในที่ประชุม เมื่อถูกถามเรื่องยอดขาย แทนที่จะตื่นตระหนกว่าจำตัวเลขไม่ได้ ให้พูดว่า “จากที่ผมจำได้ ประมาณ X เปอร์เซ็นต์ ครับ ผมจะไปเช็คเลขแน่นอนแล้วส่งให้ทุกคนทาง email นะครับ”

    ขั้นตอนที่ 3: เปิดใจรับฟัง

    นี่เป็นข้อผิดพลาดที่ใหญ่ที่สุดที่ Matt พบ คือ เราคิดผิดตั้งแต่จุดเริ่มต้น

    เรามักคิดว่า “ฉันจะพูดอะไรดี” แทนที่จะคิดว่า “คนฟังต้องการได้ยินอะไร”

    การเปลี่ยนมุมมอง:

    • จาก “ฉัน” เป็น “เขา”
    • จาก “สิ่งที่ฉันรู้” เป็น “สิ่งที่เขาต้องการรู้”
    • จาก “ฉันจะดูดี” เป็น “เขาจะได้ประโยชน์”

    ตัวอย่างจริง: เมื่อเจ้านายถามว่า “โปรเจคนี้เป็นยังไง” แทนที่จะรายงานทุกอย่างที่คุณทำ ให้คิดก่อนว่าเขาต้องการรู้อะไร อาจเป็นความคืบหนา้ ปัญหา หรือผลลัพธ์ แล้วเลือกตอบในสิ่งที่เขาสนใจ

    ขั้นตอนที่ 4: ฟังอย่างตั้งใจ

    การฟังที่ดีเป็นกุญแจของการตอบที่ดี หลายคนไม่ฟังให้จบ เพราะรีบคิดว่าจะตอบอะไร

    เทคนิคการฟัง:

    • ฟังให้จบก่อน อย่ารีบขัดจังหวะ
    • สังเกตน้ำเสียง และความรู้สึกของคนพูด
    • ถ้าไม่เข้าใจ ถามทวนได้

    ตัวอย่างจริง: เมื่อลูกค้าบ่นว่า “สินค้าของพวกคุณแพงจัง” อย่ารีบแก้ตัว ให้ฟังต่อว่าเขาหมายถึงอะไร อาจเป็นเรื่องคุณภาพ คุณค่า หรือเปรียบเทียบกับคู่แข่ง แล้วค่อยตอบตรงจุด

    ขั้นตอนที่ 5: ใช้โครงสร้างในการพูด

    นี่คือหัวใจสำคัญของเทคนิค Matt แนะนำโครงสร้างหลายแบบ แต่โครงสร้างที่เขาชอบที่สุดคือ “What-So What-Now What”

    What-So What-Now What:

    • What (อะไร): นำเสนอเรื่อง ข้อมูล หรือสถานการณ์
    • So What (แล้วไง): อธิบายความสำคัญ ผลกระทบ หรือประโยชน์
    • Now What (ทำไงต่อ): ข้อเสนอแนะ แผนการ หรือขั้นตอนต่อไป

    ตัวอย่างการใช้:

    สถานการณ์: ถูกถามเรื่องการทำงานจากบ้าน

    แบบไม่มีโครงสร้าง: “เอ่อ… ก็… ทำงานจากบ้านดีนะ ประหยัดเวลาเดินทาง แต่ก็มีปัญหาบ้าง เช่น สัญญาณอินเทอร์เน็ต บางทีก็เหงา ไม่ได้เจอเพื่อนร่วมงาน แต่โดยรวมแล้วก็โอเค”

    แบบมีโครงสร้าง:

    • What: “การทำงานจากบ้านช่วยลดเวลาเดินทางวันละ 2 ชั่วโมง”
    • So What: “ทำให้เรามีเวลาทำงานจริงมากขึ้น และ work-life balance ดีขึ้น”
    • Now What: “ผมคิดว่าควรมีวันทำงานจากบ้าน 2-3 วันต่อสัปดาห์ เพื่อรักษาความสัมพันธ์ในทีม”

    โครงสร้างอื่นๆ ที่ใช้ได้:

    • ปัญหา-วิธีแก้-ประโยชน์: เหมาะสำหรับการโน้มน้าว
    • อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต: เหมาะสำหรับการรายงานความคืบหน้า
    • เปรียบเทียบ-ตัดสิน-สรุป: เหมาะสำหรับการวิเคราะห์

    ขั้นตอนที่ 6: พูดให้กระชับและน่าสนใจ

    Matt เล่าว่า ภรรยาของเขาช่วยฝึกเขาโดยบอกว่า “ใช้คำน้อยๆ หน่อย พูดมากเกินไป เด็กๆ เลยไม่สนใจ”

    กฎการพูดให้กระชับ:

    • หลัก “Less is More” พูดน้อยแต่โดนใจ
    • ตัดเรื่องไม่สำคัญออก
    • ใช้คำง่ายๆ ที่ทุกคนเข้าใจ
    • มีจุดเด่นที่ชัดเจน

    เทคนิค “Grandmother Test”: ถ้าคุณต้องอธิบายเทคโนโลยีให้คุณยายฟัง คุณจะใช้คำยากๆ ได้ไหม? เทคนิคนี้ใช้ได้กับทุกเรื่อง

    ตัวอย่างการลดความซับซ้อน:

    แบบซับซ้อน: “เราใช้ Machine Learning Algorithm ด้วย Deep Neural Network เพื่อ Optimize Performance ของ System โดยการ Analyze Pattern จาก Big Data”

    แบบง่าย: “เราสอนคอมพิวเตอร์ให้เรียนรู้จากข้อมูลเยอะๆ เพื่อหาวิธีทำงานที่ดีขึ้น เหมือนคนที่ยิ่งทำบ่อยก็ยิ่งเก่ง”

    ตัวอย่างการใช้ในสถานการณ์จริง

    สถานการณ์ที่ 1: ถูกถามกะทันหันในที่ประชุม

    สถานการณ์: “คุณสมหญิง เรื่องงบประมาณที่เหลือ คิดว่าจะจัดสรรยังไงดี?”

    ขั้นตอนคิด (3 วินาที):

    1. หายใจลึกๆ (จัดการความกังวล)
    2. คิดว่าเขาต้องการรู้อะไร (เปิดใจรับฟัง)
    3. เลือกโครงสร้าง What-So What-Now What

    การตอบ: “จากที่ผมเช็คเมื่อวาน งบที่เหลืออยู่ประมาณ 200,000 บาท (What) เงินจำนวนนี้ถ้าเราใช้อย่างชาญฉลาด จะช่วยให้โปรเจคสำเร็จได้ตามเป้า (So What) ผมขอเสนอให้แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 70% สำหรับ Marketing และ 30% เก็บไว้เป็น Buffer กรณีฉุกเฉิน ขอเวลา 2 วันเพื่อทำ Proposal ละเอียดมาเสนอครับ (Now What)”

    สถานการณ์ที่ 2: แนะนำตัวในงาน Networking

    สถานการณ์: คุณต้องแนะนำตัวในงาน Networking บริษัท

    การเตรียมตัว:

    • คิดโครงสร้างไว้ก่อน: ชื่อ-งาน-สิ่งที่น่าสนใจ
    • เตรียมคำถามดีๆ สำหรับคนอื่น
    • ฝึกพูดดูหน้ากระจก

    ตัวอย่างการแนะนำตัว: “สวัสดีครับ ผม นายสมชาย จากแผนกการตลาด (ชื่อ-งาน) ตอนนี้กำลังทำโปรเจคเกี่ยวกับการใช้ AI ในการวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า ค่อนข้างน่าสนใจครับ (สิ่งที่น่าสนใจ) แล้วคุณล่ะครับ ทำงานด้านไหน?” (ถามคำถาม)

    สถานการณ์ที่ 3: ให้ฟีดแบ็กแก่เพื่อนร่วมงาน

    สถานการณ์: เจ้านายให้คุณแสดงความคิดเห็นเรื่องงานของเพื่อนร่วมงาน

    โครงสร้าง: บวก-ปรับปรุง-สนับสนุน

    ตัวอย่าง: “Presentation ของคุณนิดามีเนื้อหาที่ดีมาก โดยเฉพาะข้อมูลในส่วนการวิเคราะห์ตลาด (บวก) ถ้าเพิ่มกราฟให้มากขึ้นอีกนิด จะช่วยให้เข้าใจง่ายขึ้น (ปรับปรุง) ผมยินดีช่วยหาข้อมูลเพิ่มเติมครับ ถ้าต้องการ (สนับสนุน)”

    ข้อควรระวัง

    ความผิดพลาดยอดฮิต:

    1. พูดมากเกินไป – เมื่อเครียด เรามักพูดไม่หยุด คิดว่าพูดมากจะดูฉลาด
    2. ไม่ยอมรับที่ไม่รู้ – พยายามตอบทุกคำถาม แม้ที่ไม่รู้
    3. เน้นตัวเองมากเกินไป – ลืมมองความต้องการของผู้ฟัง
    4. ใช้คำยากเกินไป – คิดว่าคำยากจะดูเก่ง แต่ทำให้คนฟังไม่เข้าใจ
    5. ไม่มีโครงสร้าง – พูดไปเรื่อยๆ ไม่มีต้นปลาย

    วิธีแก้:

    1. ฝึกพูด 30 วินาที – ตั้งเวลาไว้ ฝึกอธิบายเรื่องต่างๆ ใน 30 วินาที
    2. ยอมรับที่ไม่รู้ – พูดว่า “ผมไม่แน่ใจ ขอไปหาข้อมูลมาให้นะครับ”
    3. ถามคำถาม – แทนที่จะพูดเรื่อยๆ ให้ถามว่า “มีคำถามอะไรไหมครับ?”
    4. ใช้คำง่ายๆ – เลือกคำที่เด็กอายุ 12 ขวบเข้าใจได้
    5. ฝึกโครงสร้าง – ฝึกใช้ What-So What-Now What ในการสนทนาธรรมดา

    การฝึกฝนในชีวิตประจำวัน

    แบบฝึกหัดง่ายๆ ที่ทำได้ทุกวัน:

    1. เล่นเกม “อธิบาย 30 วินาที” เลือกของใดของหนึ่งในบ้าน อธิบายให้คนอื่นฟังใน 30 วินาที ว่ามันคืออะไร ทำไมสำคัญ และใช้ยังไง

    2. ฝึกตอบคำถามสุ่ม ให้เพื่อนหรือครอบครัวถามคำถามแปลกๆ แล้วตอบด้วยโครงสร้าง What-So What-Now What

    3. สรุปข่าวให้คนอื่นฟัง อ่านข่าวแล้วสรุปให้เพื่อนหรือครอบครัวฟังใน 1 นาที โดยใช้โครงสร้างที่ชัดเจน

    4. ฝึกแนะนำตัวหลายแบบ เตรียมการแนะนำตัวแบบ 30 วินาที, 1 นาที, และ 3 นาที สำหรับโอกาสต่างๆ

    5. เล่นเกม “ทำไม?” เมื่อมีคนพูดอะไร ให้ถามว่า “ทำไม?” หรือ “แล้วไง?” เพื่อฝึกการฟังและการถามคำถามที่ลึกขึ้น

    เคล็ดลับสำหรับสถานการณ์เฉพาะ

    การสัมภาษณ์งาน

    สัมภาษณ์งานเป็นสถานการณ์ที่เราคิดว่าเตรียมตัวได้ แต่จริงๆ แล้วมีคำถามแปลกๆ เยอะมาก

    คำถามยอดฮิตและวิธีตอบ:

    “เล่าเรื่องตัวเองหน่อย”

    • โครงสร้าง: อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต
    • ตัวอย่าง: “ผมจบการศึกษาด้าน… มีประสบการณ์ทำงานเรื่อง… ตอนนี้กำลังมองหาโอกาสที่จะได้… เพราะผมเชื่อว่าตำแหน่งนี้จะเหมาะกับทักษะและความสนใจของผม”

    “จุดอ่อนของคุณคืออะไร?”

    • โครงสร้าง: ยอมรับ-แก้ไข-พัฒนา
    • ตัวอย่าง: “ผมเป็นคนที่ใส่ใจรายละเอียดมาก บางทีจึงใช้เวลานานไปหน่อย แต่ตอนนี้ผมฝึกการจัดลำดับความสำคัญ และใช้เครื่องมือช่วยเพื่อให้ทำงานเสร็จทันเวลา ผลลัพธ์ก็ดีขึ้นมาก”

    การนำเสนองาน

    แม้จะเตรียม PowerPoint มาดีๆ แต่ช่วง Q&A มักเป็นจุดที่หลายคนตกใจ

    เทคนิค PRP (Point-Reason-Point):

    • Point: ตอบคำถามตรงๆ
    • Reason: ให้เหตุผลหรือข้อมูลสนับสนุน
    • Point: ย้ำจุดสำคัญอีกครั้ง

    ตัวอย่าง: คำถาม: “ทำไมราคาถึงแพงกว่าคู่แข่ง?”

    ตอบ: “เพราะเราใช้วัตถุดิบคุณภาพสูงกว่า (Point) ซึ่งทำให้ผลิตภัณฑ์ทนทานกว่า และลูกค้าประหยัดค่าซ่อมแซมในระยะยาว (Reason) ดังนั้นราคาที่สูงกว่าจึงคุ้มค่ากับคุณภาพที่ลูกค้าจะได้รับ (Point)”

    การคุยกับลูกค้าหรือผู้ใช้บริการ

    เมื่อลูกค้าไม่พอใจ:

    1. ฟังให้จบ – อย่าขัดจังหวะ แม้จะรู้สึกอยากแก้ตัว
    2. ยอมรับความรู้สึก – “เข้าใจเลยครับว่าคุณรู้สึกไม่ดี”
    3. หาข้อมูล – “ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยครับว่าเกิดอะไรขึ้น”
    4. เสนอทางแก้ – “ผมจะจัดการให้นะครับ โดยการ…”
    5. ติดตาม – “ผมจะโทรมาอัปเดตให้ในวันพรุ่งนี้”

    การพูดในงานเลี้ยงหรืองานสังสรรค์

    Small Talk ที่ไม่ใช่แค่ “อากาศร้อนนะ”:

    สูตร FORD:

    • Family (ครอบครัว)
    • Occupation (งาน)
    • Recreation (งานอดิเรก)
    • Dreams (ความฝัน)

    ตัวอย่างการเริ่มสนทนา:

    • “งานนี้สนุกดีนะครับ คุณมาคนเดียวหรือมากับเพื่อนครับ?” (เริ่มจากสถานการณ์ปัจจุบัน)
    • “เห็นคุณสั่งเมนูนี้ อร่อยไหมครับ ผมกำลังลังเลอยู่เลย” (เริ่มจากสิ่งที่เห็น)
    • “คุณทำงานด้านไหนครับ ดูสนุกดี” (ถามเรื่องงาน)

    การรับมือกับสถานการณ์วิกฤต

    เมื่อพูดผิด

    ทุกคนพูดผิดได้ สิ่งสำคัญคือการแก้ไขอย่างมีศักดิ์ศรี

    สูตร ACE:

    • Acknowledge (ยอมรับ)
    • Correct (แก้ไข)
    • Explain (อธิบาย ถ้าจำเป็น)

    ตัวอย่าง: “ขอโทษครับ เมื่อกี้ผมพูดผิด (Acknowledge) ตัวเลขที่ถูกคือ 50% ไม่ใช่ 15% (Correct) เพราะผมดูจากกราฟผิดหน้า (Explain – ถ้าจำเป็น)”

    เมื่อไม่รู้คำตอบ

    สิ่งที่ไม่ควรทำ:

    • แกล้งทำเป็นรู้
    • เดาๆ ตอบไป
    • เปลี่ยนเรื่อง

    สิ่งที่ควรทำ:

    • ยอมรับที่ไม่รู้
    • เสนอหาข้อมูลมาให้
    • ถามคนอื่นที่อาจรู้

    ตัวอย่าง: “เรื่องนี้ผมไม่แน่ใจครับ ขอไปหาข้อมูลแน่นอนมาให้ได้ไหม หรือมีใครในห้องนี้ที่รู้เรื่องนี้ดีกว่าผมไหมครับ?”

    เมื่อถูกวิพากษ์วิจารณ์หรือโจมตี

    โครงสร้าง CALM:

    • Cool (เก็บความเย็น)
    • Acknowledge (รับฟังความคิดเห็น)
    • Learn (หาสิ่งที่เรียนรู้ได้)
    • Move forward (ก้าวต่อไป)

    ตัวอย่าง: เมื่อมีคนบอกว่า “แผนนี้ไม่น่าจะได้ผลหรอก”

    ตอบ: “ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นครับ (Cool + Acknowledge) ช่วยบอกหน่อยได้ไหมครับว่าส่วนไหนที่คุณคิดว่าอาจมีปัญหา (Learn) เพื่อเราจะได้ปรับปรุงแผนให้ดีขึ้น (Move forward)”

    เทคโนโลยีและเครื่องมือช่วย

    แอปฝึกพูด

    • Voice Recorder: บันทึกเสียงตัวเองพูด แล้วฟังดูว่าพูดเร็วเกินไป ช้าเกินไป หรือมีคำอุดมากไหม
    • Timer Apps: ฝึกพูดในเวลาที่กำหนด เช่น 30 วินาที 1 นาที
    • Presentation Apps: เตรียมโครงสร้างง่ายๆ ในมือถือสำหรับยามฉุกเฉิน

    เครื่องมือจัดระเบียบความคิด

    Mind Mapping: เมื่อต้องตอบคำถามซับซ้อน ให้คิดเป็น Mind Map ในหัว

    • กลาง: หัวข้อหลัก
    • กิ่งใหญ่: ประเด็นสำคัญ 3-4 ข้อ
    • กิ่งเล็ก: รายละเอียดย่อย

    Note-taking: เขียนคำสำคัญ 3-5 คำขณะฟังคำถาม จะช่วยให้จำและตอบได้ตรงจุด

    การประยุกต์ใช้ในโลกดิจิทัล

    การประชุมออนไลน์

    ความท้าทายใหม่ของยุคโควิด แต่หลักการเดิมยังใช้ได้

    เทคนิคเพิ่มเติม:

    • เตรียม Note ไว้ข้างๆ: ในออนไลน์ไม่มีใครเห็นว่าเราดูโน้ต
    • ปิดไมค์เมื่อไม่พูด: จะได้ไม่มีเสียงรบกวน และได้เวลาคิดก่อนเปิดไมค์
    • ใช้ Chat เป็นผู้ช่วย: ถ้าพูดผิดหรือต้องการแก้ไข สามารถแชทเสริมได้

    การตอบข้อความใน Social Media หรือ Work Chat

    แม้เป็นข้อความ แต่ก็ต้องใช้หลักการเดียวกัน

    กฎ 3C:

    • Clear (ชัดเจน): ข้อความต้องเข้าใจง่าย
    • Concise (กระชับ): ไม่ยาวเกินไป
    • Courteous (สุภาพ): ใช้น้ำเสียงที่เหมาะสม

    ตัวอย่าง:

    แบบไม่ดี: “อ่า เออ ประมาณนั้นแหละ ไม่รู้เหมือนกัน 555 ลองดูก่อนมั้ย แล้วค่อยว่ากัน”

    แบบดี: “จากที่ดูแล้ว แนวทางนี้น่าสนใจครับ ขอเวลาศึกษารายละเอียดแล้วมาคุยกันใหม่ในพรุ่งนี้ได้ไหมครับ”

    เรื่องราวสำเร็จของคนจริง

    Case Study 1: น้องมินท์ พนักงานใหม่

    น้องมินท์เพิ่งเริ่มงานได้ 3 เดือน วันหนึ่งในประชุมใหญ่ MD ถามกะทันหันว่า “คุณมินท์ ช่วยแชร์ประสบการณ์การทำงานในช่วงนี้หน่อย”

    เดิม: “เอ่อ… ก็… ดีครับ… เรียนรู้ได้เยอะ… เพื่อนร่วมงานก็ดี… ก็… ชอบมากครับ”

    หลังฝึก (ใช้โครงสร้าง What-So What-Now What): “3 เดือนที่ผ่านมา ผมได้เรียนรู้ระบบงานและทำความรู้จักทีม (What) ทำให้ผมมั่นใจขึ้นและเริ่มมีส่วนร่วมในโปรเจคต่างๆ (So What) เป้าหมายต่อไปคือการพัฒนาทักษะให้เชี่ยวชาญมากขึ้น และช่วยทีมให้บรรลุเป้าหมายไตรมาสนี้ครับ (Now What)”

    Case Study 2: คุณจิราพร Account Manager

    คุณจิราพรต้องไปงาน Client Visit ที่ไม่ได้เตรียมตัว เพราะคนเดิมป่วยกะทันหัน Client ถามเรื่องแคมเปญใหม่ที่เธอไม่รู้รายละเอียด

    เดิม: ตื่นตระหนกจนตอบไม่ได้ ทำให้ Client ไม่มั่นใจ

    หลังฝึก (ใช้เทคนิคการยอมรับที่ไม่รู้): “ขอโทษค่ะ เรื่องแคมเปญนี้ทีมครีเอทีฟเป็นคนดูแลโดยตรง ฉันจะประสานให้คุณ [ชื่อ] โทรมาอธิบายรายละเอียดภายในวันนี้เลยนะคะ ส่วนเรื่องไทม์ไลน์และงบประมาณที่คุณสนใจ ฉันสามารถตอบได้เลยค่ะ”

    ผลลัพธ์: Client ประทับใจความซื่อสัตย์และความรับผิดชอบ

    Case Study 3: พี่อนุชา Team Leader

    พี่อนุชาต้องเสนอไอเดียในที่ประชุมบอร์ดแบบกะทันหัน เพราะเจ้านายถูกเรียกไปด่วน

    เดิม: เตรียมนำเสนอแบบจำ script ทำให้เมื่อต้องพูดแบบไม่มี slide จึงสับสน

    หลังฝึก (ใช้โครงสร้าง Problem-Solution-Benefit): “ปัญหาที่เราเจอตอนนี้คือการ retain ลูกค้าลดลง 15% (Problem) ผมเสนอให้สร้างโปรแกรม loyalty ที่ให้ลูกค้าสะสมแต้มแลกของรางวัล (Solution) ซึ่งจะช่วยเพิ่มการกลับมาซื้อซ้ำและยกระดับยอดขายรวม (Benefit)”

    ผลลัพธ์: บอร์ดอนุมัติงบประมาณทันที

    ข้อผิดพลาดที่คนไทยมักทำ (และวิธีแก้)

    1. “ครับ” “ค่ะ” มากเกินไป

    ปัญหา: “ผมคิดว่าครับ โปรเจคนี้ครับ จะช่วยให้ครับ บริษัทเราครับ…”

    แก้: ใช้ “ครับ” ที่จุดสิ้นสุดประโยคหรือเมื่อจำเป็นเท่านั้น

    2. เริ่มด้วย “เออ” “อ่า” “ก็”

    ปัญหา: “เออ… ก็… เรื่องนี้… อ่า… ผมว่า…”

    แก้: หยุดใจ 2 วินาที ก่อนเริ่มพูด หรือเริ่มด้วย “ขอคิดสักครู่นะครับ”

    3. ขอโทษมากเกินไป

    ปัญหา: “ขอโทษครับ ผมคิดว่า… ขอโทษนะครับ อาจจะผิด… ขอโทษครับถ้า…”

    แก้: ขอโทษเมื่อจำเป็นจริงๆ เท่านั้น ความมั่นใจไม่ต้องขอโทษ

    4. พูดเสียงเบาจนไม่ได้ยิน

    ปัญหา: เป็นนิสัยของคนไทยที่ถ่อมตัว

    แก้: ฝึกพูดให้คนที่นั่งไกลที่สุดได้ยิน

    5. หลีกเลี่ยงการแสดงความคิดเห็น

    ปัญหา: กลัวผิด กลัวโดนตำหนิ

    แก้: เริ่มด้วย “จากมุมมองของผม…” หรือ “ผมมองว่า…”

    แผนฝึกฝน 30 วัน

    สัปดาห์ที่ 1: พื้นฐาน

    • วันที่ 1-2: ฝึกหายใจลึกๆ และจัดการความเครียด
    • วันที่ 3-4: ฝึกโครงสร้าง What-So What-Now What
    • วันที่ 5-7: ฝึกฟังและถามคำถาม

    สัปดาห์ที่ 2: โครงสร้าง

    • วันที่ 8-10: ฝึกโครงสร้างอื่นๆ (Problem-Solution-Benefit, Past-Present-Future)
    • วันที่ 11-14: ฝึกสรุปข่าวให้คนอื่นฟัง

    สัปดาห์ที่ 3: สถานการณ์จริง

    • วันที่ 15-17: ฝึกแนะนำตัวหลายรูปแบบ
    • วันที่ 18-21: ฝึกตอบคำถามยาก

    สัปดาห์ที่ 4: การประยุกต์

    • วันที่ 22-24: ฝึกการให้ฟีดแบ็ก
    • วันที่ 25-28: ฝึกการแก้ไขเมื่อผิดพลาด
    • วันที่ 29-30: ทบทวนและประเมินผล

    สรุป

    หลังจากที่เราได้ติดตาม Matt Abrahams และหนังสือ “Think Faster, Talk Smarter” มาตลอดเรื่อง คุณจะพบว่าการพูดเก่งเมื่อไม่ได้เตรียมตัวไม่ใช่เรื่องยาก หากเรา:

    1. เตรียมใจมากกว่าเตรียมคำ – ยอมรับว่าความกังวลเป็นเรื่องปกติ แต่เรียนรู้จัดการกับมัน
    2. เข้าใจผู้ฟังมากกว่าเข้าใจตัวเอง – คิดว่าเขาต้องการอะไร มากกว่าเราอยากจะพูดอะไร
    3. ใช้โครงสร้างเป็นเพื่อน – มีกรอบคิดช่วยให้พูดเป็นระบบ
    4. ฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ – เทพก็มาจากการฝึก ไม่ใช่พรสวรรค์

    สิ่งสำคัญที่สุดที่ Matt อยากให้เราจำไว้คือ “ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ แต่ทุกคนสามารถดีขึ้นได้”

    ถึงตอนนี้ ครั้งต่อไปที่คุณต้องเจอสถานการณ์พูดแบบไม่ได้เตรียมตัว แทนที่จะคิดว่า “ตายแล้ว จะพูดอะไรดี” ให้เปลี่ยนเป็น “โอเค มาดูกันว่าเขาต้องการอะไร แล้วเราจะใช้โครงสร้างไหนดี”

    และอย่าลืมว่า ทุกคนที่ดูเก่งในวันนี้ ก็เคยเป็นมือใหม่มาก่อน การเริ่มต้นใหม่ไม่เคยสายเกินไป เพียงแค่เริ่มจากวันนี้ ฝึกทีละนิด และเชื่อว่าคุณทำได้

    จุดจบแห่งการเริ่มต้น: หนังสือ “Think Faster, Talk Smarter” ไม่ได้สอนเราให้เป็นนักพูดระดับโลก แต่สอนให้เราเป็นตัวเราที่พูดได้ดีที่สุด และนั่นคือสิ่งที่เพียงพอแล้ว

    อีกไม่นาน เสียงใส “คุณ[ใส่ชื่อ]ช่วยอธิบายหน่อยสิ” จะไม่ใช่ฝันร้ายอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นโอกาสในการแสดงให้คนอื่นเห็นว่า คุณคือคนที่พูดได้ คิดได้ และทำให้คนอื่นเข้าใจได้

    นั่นคือพลังของการ “Think Faster, Talk Smarter” ครับ

    #hrรีพอร์ต

  • จุดเริ่มต้น

    เอ็คฮาร์ต โทลเล่ เคยเป็นชายหนุ่มที่มีชีวิตเหมือนคนส่วนใหญ่ในยุคปัจจุบัน วิ่งไล่ตามความสำเร็จ กังวลเรื่องอนาคต เสียใจกับอดีต และรู้สึกว่าไม่เคยมีความสุขที่แท้จริง จนกระทั่งความทุกข์ในใจเขาเข้มข้นมากจนคิดจะฆ่าตัวตาย

    แต่แล้ววันหนึ่ง ในขณะที่เขานอนเศร้าโศกอยู่บนเตียง ประโยคหนึ่งก็ผุดขึ้นในหัว “ฉันไม่สามารถอยู่กับตัวเองได้อีกแล้ว” ทันใดนั้นเขาก็ตั้งคำถามกับตัวเอง “ใครกันแน่ที่ไม่สามารถอยู่กับใคร? ฉันคือคนเดียวกันหรือสองคน?”

    คำถามนั้นทำให้เขาตระหนักว่า มี “สองตัว” อยู่ในใจเขา หนึ่งคือ “ตัวที่คิด” และอีกตัวคือ “ตัวที่รู้ว่าตัวเองคิด” การตระหนักรู้นี้กลายเป็นจุดเปลี่ยนชีวิตของเขา และเป็นที่มาของหนังสือ “The Power of Now” ที่เปลี่ยนชีวิตผู้คนนับล้านทั่วโลก

    กับดักแห่งความคิด

    ลองจินตนาการดูครับ สมศรีเป็นพนักงานออฟฟิศคนหนึ่ง เธอตื่นขึ้นมาตอนเช้าแล้วคิดทันที “วันนี้มีมีตติ้งสำคัญ เจ้านายอาจจะไม่ชอบงานที่ฉันทำ ถ้าเขาไม่ชอบ ฉันอาจจะถูกไล่ออก แล้วฉันจะเอาเงินไปจ่ายบ้านยังไง”

    ในขณะที่กำลังแต่งตัว เธอก็คิดต่อ “เมื่อวานฉันพูดกับเพื่อนร่วมงานไปแบบนั้น เขาอาจจะไม่ชอบใจ ฉันควรจะไปขออภัยมั้ย หรือเขาจะคิดว่าฉันอ่อนแอ”

    ระหว่างทางไปทำงาน เธอก็ยังคิดอยู่เรื่อยเปื่อย “ชีวิตฉันมันซ้ำซากจำเจจัง ทำงานเดิมๆ ทุกวัน คนอื่นเขาดูมีความสุขกว่า เงินเดือนน้อย อนาคตไม่รู้จะเป็นยังไง”

    สิ่งที่เกิดขึ้นกับสมศรีคือสิ่งที่เอ็คฮาร์ต โทลเล่ เรียกว่า “การถูกจิตใจครอบงำ” เธอไม่ได้อยู่กับปัจจุบันเลยแม้แต่นาทีเดียว แทนที่จะรู้สึกถึงลมเช้าที่เย็นสบาย เสียงนกร้อง หรือรสชาติของกาแฟที่เธอดื่ม เธอกลับจมอยู่ในโลกแห่งความคิดที่เต็มไปด้วยความกังวลและความเศร้า

    เราคือใคร?

    โทลเล่สอนเราให้ถามตัวเองว่า “ใครคือคนที่กำลังคิด?” เมื่อเราสังเกตความคิดของเราเอง นั่นหมายความว่ามี “ผู้สังเกต” และ “สิ่งที่ถูกสังเกต” อยู่ด้วยกัน

    ลองทำแบบฝึกหัดง่ายๆ ดูครับ ตอนนี้สังเกตความคิดของคุณ คิดอะไรอยู่? อาจจะคิดว่า “เอ๊ะ ตอนนี้ฉันกำลังสังเกตความคิดของฉันเอง” หรือ “นี่มันแปลกๆ นะ”

    คำถามคือ ใครเป็นคนรู้ว่าคุณกำลังคิดเรื่องนั้น? นั่นคือ “ตัวตนที่แท้จริง” ของคุณ ส่วนความคิดทั้งหลายที่วิ่งผ่านไปมาในหัว ไม่ใช่ตัวคุณ

    เปรียบเหมือนฟ้าและเมฆ เมฆลอยผ่านไปมาอยู่เสมอ บางทีเป็นเมฆขาว บางทีเป็นเมฆดำ บางทีมีพายุฝน แต่ฟ้าเองไม่เคยเปลี่ยน ฟ้ายังคงเป็นฟ้า ไม่ว่าจะมีเมฆแบบไหนลอยผ่าน

    การอยู่ในอดีตและอนาคต

    มนุษย์เราชอบใช้เวลาส่วนใหญ่คิดเรื่องที่ผ่านมาแล้ว หรือกังวลเรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้น ทั้งที่ความจริงแล้ว เราสามารถใช้ชีวิตได้เฉพาะ “ตอนนี้” เท่านั้น

    ลองดูตัวอย่าง สมชายเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ แต่เขากลับไม่เคยมีความสุข เพราะเขาใช้เวลาส่วนใหญ่คิดแบบนี้:

    เรื่องอดีต: “เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ถ้าฉันไม่ลงทุนในบริษัทนั้น ตอนนี้ฉันคงรวยกว่านี้” “สมัยเด็กๆ ถ้าพ่อแม่ไม่หย่าร้าง ชีวิตฉันคงไม่ลำบาก” “เมื่อวานทะเลาะกับเมีย ฉันไม่ควรพูดแบบนั้น”

    เรื่องอนาคต: “ปีหน้าเศรษฐกิจจะเป็นยังไง ถ้าธุรกิจล้มละลาย ฉันจะรับมือยังไง” “ลูกโตขึ้น ค่าใช้จ่ายเยอะ เงินพอมั้ย” “อีก 10 ปีฉันแก่แล้ว สุขภาพจะเป็นยังไง”

    ผลที่ตามมาคือ แม้สมชายจะมีเงินมากมาย มีครอบครัวที่ดี แต่เขากลับไม่เคยรู้สึกถึงความสุขที่อยู่ตรงหน้าเขา เช่น รอยยิ้มของลูก รสชาติของอาหารที่กิน ความอบอุ่นจากการได้อยู่กับคนที่รัก

    เทคนิคง่ายๆ ในการกลับมาตอนนี้

    โทลเล่แนะนำวิธีง่ายๆ หลายแบบให้เราฝึกอยู่กับปัจจุบัน:

    1. สังเกตลมหายใจ

    เวลาที่รู้สึกเครียด วิตกกังวล ให้หยุดแล้วสังเกตลมหายใจของเรา สูดเข้า หายออก อย่าพยายามควบคุม แค่สังเกต ลมหายใจเป็นสิ่งที่เกิดขึ้น “ตอนนี้” เสมอ ไม่มีลมหายใจในอดีตหรืออนาคต

    2. รู้สึกถึงร่างกาย

    ลองรู้สึกถึงน้ำหนักของร่างกายที่นั่งบนเก้าอี้ ความรู้สึกของเท้าที่สัมผัสพื้น หรือความอบอุ่นในมือ ร่างกายอยู่ในปัจจุบันเสมอ เมื่อเราใส่ใจกับร่างกาย จิตใจก็จะตามมา

    3. ฟังเสียงรอบตัว

    หยุดแล้วฟังเสียงต่างๆ รอบตัว เสียงรถ เสียงคน เสียงลม เสียงนก ฟังโดยไม่ตัดสิน ไม่ต้องคิดว่าเสียงไหนดี เสียงไหนไม่ดี แค่ฟัง

    4. สังเกตช่องว่างระหว่างความคิด

    ลองนั่งเงียบๆ แล้วสังเกตความคิด จะพบว่าความคิดไม่ได้เกิดขึ้นติดต่อกันแบบไม่มีช่วงหยุด มีช่องว่างระหว่างความคิดหนึ่งกับอีกความคิดหนึ่ง ช่องว่างนั้นคือ “ปัจจุบันขณะ”

    ความเปลี่ยนแปลง

    สมหญิงเป็นแม่บ้านที่รู้สึกเบื่อหน่ายกับชีวิตการแต่งงาน เธอรู้สึกว่าสามีไม่เข้าใจเธอ ลูกๆ ไม่เชื่อฟัง งานบ้านไม่มีวันจบ เธอใช้เวลาส่วนใหญ่บ่นในใจ “ชีวิตฉันมันแย่จัง ทำไมต้องมาเกิดทำงานบ้านทั้งวัน ไม่มีใครเห็นคุณค่า”

    วันหนึ่ง เธอได้อ่านหนังสือ “The Power of Now” แล้วตัดสินใจลอง เมื่อล้างจาน แทนที่จะคิดว่า “งานบ้านน่าเบื่อ” เธอกลับมาสนใจความรู้สึกของน้ำอุ่นที่ไหลผ่านมือ ฟองสบู่ที่นิ่ม เสียงของน้ำที่กระทบจาน

    เมื่อซักผ้า แทนที่จะบ่น เธอสังเกตกลิ่นของผงซักฟอก ความรู้สึกของผ้าที่นุ่ม เสียงของเครื่องซักผ้าที่หมุน

    เมื่อเล่นกับลูก แทนที่จะคิดว่า “ลูกซุกซน ไม่เชื่อฟัง” เธอมองดูสีตาของลูก ฟังเสียงหัวเราะ รู้สึกถึงความอบอุ่นเมื่อลูกกอดเธอ

    ผลลัพธ์คือ ชีวิตของเธอเปลี่ยนไป แม้จะยังทำงานเดิม อยู่บ้านเดิม แต่เธอรู้สึกเหมือนได้ใช้ชีวิตครั้งแรก มีความสุขกับสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่เธอไม่เคยสังเกตมาก่อน

    ปล่อยวางและยอมรับ

    หนึ่งในแนวคิดสำคัญที่โทลเล่สอนคือ การ “ปล่อยวาง” และ “ยอมรับ” แต่การปล่อยวางไม่ใช่การยอมแพ้ หรือไม่พยายาม แต่เป็นการหยุดต่อสู้กับสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้

    ลองดูตัวอย่าง สมเกียรติเพิ่งเสียงาน เขาใช้เวลาหลายเดือนโกรธ เศร้า โทษนั่นโทษนี่ “ทำไมฉันถึงโชคร้ายแบบนี้” “เจ้านายมันไม่ยุติธรรม” “เพื่อนร่วมงานมันทรยศ”

    ความโกรธและความเศร้านั้นไม่ได้ช่วยให้เขาหางานใหม่ได้เร็วขึ้น กลับทำให้เขาไม่มีพลังไปสมัครงาน หรือไม่มีความมั่นใจในตัวเอง

    เมื่อเขาเรียนรู้การปล่อยวาง เขาเริ่มยอมรับว่า “โอเค การถูกไล่ออกเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว ฉันไม่สามารถเปลี่ยนแปลงมันได้ แต่ฉันเปลี่ยนแปลงสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปได้”

    เมื่อหยุดต่อสู้กับความจริง เขาก็มีพลังไปสมัครงานใหม่ และในที่สุดก็ได้งานที่ดีกว่าเดิม

    ความสัมพันธ์กับคนอื่น

    เมื่อเราเรียนรู้ที่จะอยู่กับปัจจุบัน ความสัมพันธ์กับคนอื่นก็จะเปลี่ยนไป เราจะ “อยู่กับ” คนอื่นได้อย่างแท้จริง แทนที่จะอยู่กับความคิดของเราเองเกี่ยวกับคนนั้น

    สมปรารถนาและสามีเธอเคยทะเลาะกันบ่อย เพราะแต่ละคนก็อยู่กับความคิดของตัวเอง เมื่อสามีพูดอะไร เธอจะไม่ได้ฟังจริงๆ แต่จะคิดในใจว่า “เขาจะพูดแบบนี้อีกแล้ว” “เขาไม่เคยเข้าใจฉันเลย” “ฉันจะตอบเขายังไงดี”

    เมื่อเธอเรียนรู้การอยู่กับปัจจุบัน เธอเริ่มฟังสามีด้วยความตั้งใจ ไม่เตรียมคำตอบล่วงหน้า ไม่ตัดสิน แค่ฟัง ผลลัพธ์คือ เธอเริ่มเข้าใจสามีมากขึ้น และสามีก็รู้สึกว่าเธอให้ความสำคัญกับเขา

    อีโก้

    โทลเล่อธิบายว่า “อีโก้” คือตัวตนปลอมที่เราสร้างขึ้น มันประกอบไปด้วยความคิดที่ว่า “ฉันเป็นคนแบบนี้” “ฉันชอบอันนี้ ไม่ชอบอันนั้น” “ฉันสำคัญ” “ฉันถูกต้อง”

    อีโก้ต้องการความสำคัญ ความเป็นพิเศษ การยอมรับ และมันกลัวความตาย การถูกปฏิเสธ การไม่ถูกต้อง เมื่อไรที่อีโก้รู้สึกถูกคุกคาม มันจะสร้างความทุกข์ให้เรา

    ตัวอย่างง่ายๆ คือ เมื่อมีคนขับรถแซงหน้าเรา บางคนจะโกรธมาก เพราะอีโก้รู้สึกว่าถูก “ดูถูก” แต่ถ้าเราสังเกตดี เราจะเห็นว่า การที่คนขับรถแซงไปไม่ได้ทำร้ายเราจริงๆ มันเป็นแค่อีโก้ที่รู้สึกถูกโจมตี

    เมื่อเราตระหนักรู้ถึงอีโก้ เราก็สามารถเลือกได้ว่าจะให้มันควบคุมเราหรือไม่

    การฝึกในชีวิตประจำวัน

    การนำคำสอนของโทลเล่ไปใช้ไม่ต้องเปลี่ยนชีวิตแบบรุนแรง แค่เปลี่ยนวิธีคิดและวิธีมองสิ่งต่างๆ

    ตอนตื่นนอน: แทนที่จะคิดทันทีว่าวันนี้ต้องทำอะไรบ้าง ให้ใช้เวลาสัก 2-3 นาทีรู้สึกถึงร่างกาย สังเกตลมหายใจ

    ตอนกิน: กินอย่างมีสติ สังเกตรสชาติ กลิ่น เนื้อสัมผัสของอาหาร แทนที่จะกินไปคิดไป หรือดูโทรศัพท์ไป

    ตอนติดรถ: แทนที่จะโมโหกับการจราจร ให้ใช้เวลานั้นสังเกตสิ่งรอบตัว ฟังเพลง หรือแค่นั่งเงียบๆ

    ตอนทำงาน: แม้จะเป็นงานที่ซ้ำซาก ลองให้ความสนใจกับสิ่งที่ทำ รู้สึกถึงความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ

    ตอนนอน: แทนที่จะคิดเรื่องต่างๆ ให้สังเกตความนุ่มของเตียง ความอุ่นของผ้าห่ม ความสงบในห้อง

    ผลลัพธ์

    หลายคนที่นำคำสอนของโทลเล่ไปปฏิบัติรายงานว่า:

    • รู้สึกสงบมากขึ้น แม้ในสถานการณ์ที่เครียด
    • เข้าใจคนอื่นได้ดีขึ้น ความสัมพันธ์ดีขึ้น
    • มีความสุขกับสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่เคยมองข้าม
    • ไม่กังวลกับอนาคตมากเกินไป
    • ไม่เสียใจกับอดีตที่เปลี่ยนไม่ได้
    • รู้สึกมีพลังและมีแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต

    ข้อผิดพลาด

    1. คิดว่าต้องหยุดคิดให้หมด – การอยู่กับปัจจุบันไม่ได้หมายถึงไม่คิดเลย แต่หมายถึงไม่ให้ความคิดมาครอบงำ
    2. บังคับตัวเองให้เป็นบวกตลอดเวลา – การยอมรับความรู้สึกลบก็เป็นส่วนหนึ่งของการอยู่กับปัจจุบัน
    3. คาดหวังผลลัพธ์ที่รวดเร็ว – การเปลี่ยนแปลงต้องใช้เวลา และต้องฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ
    4. ใช้เป็นข้ออ้างไม่ทำอะไร – การอยู่กับปัจจุบันไม่ได้หมายถึงไม่วางแผนอนาคต แต่หมายถึงไม่ให้ความกังวลเรื่องอนาคตมาทำลายความสุขในปัจจุบัน

    สรุป

    “The Power of Now” ไม่ใช่แค่หนังสือ แต่เป็นคู่มือการใช้ชีวิต มันสอนเราว่า ความสุขไม่ได้อยู่ในสิ่งที่เราจะได้ในอนาคต หรือสิ่งที่เราเสียไปในอดีต แต่อยู่ในช่วงเวลา “ตอนนี้” ที่เราสามารถสัมผัสได้อย่างเต็มที่

    การปฏิบัติไม่ต้องสมบูรณ์แบบ ไม่ต้องเป็น “นักบุญ” เพียงแค่เริ่มสังเกตตัวเอง สังเกตความคิด สังเกตความรู้สึก และค่อยๆ เรียนรู้ที่จะมีชีวิตอยู่กับปัจจุบันมากขึ้นเรื่อยๆ

    ชีวิตคือช่วงเวลาปัจจุบันที่ต่อเนื่องกัน ไม่ใช่จุดหมายปลายทางที่เราต้องไปถึง เมื่อเรารู้จักการใช้ชีวิตอย่างนี้ เราจะค้นพบว่า ความสุขและความสงบนั้นอยู่ในตัวเราอยู่แล้ว รอเพียงให้เราเปิดใจรับมัน

    #hrรีพอร์ต

  • จากคนธรรมดา

    นึกภาพดูสิครับ ถ้าคุณถูกหมอบอกว่า “อาจจะเดินไม่ได้อีกแล้ว” หลังจากเกิดอุบัติเหตุรถชนอย่างรุนแรง คุณจะทำยังไง? นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับ ฮัล เอลร็อด ผู้เขียนหนังสือ “The Miracle Morning”

    ตอนอายุ 20 ปี ฮัลเป็นแค่เซลล์แมนธรรมดาๆ ที่ขายรถใช้ ชีวิตเขาเรียบง่าย ไม่มีอะไรโดดเด่น แต่แล้วในคืนวันหนึ่ง ขณะขับรถกลับบ้าน เขาก็พุ่งชนรถบรรทุกด้วยความเร็ว 70 ไมล์ต่อชั่วโมง

    “ตื่นมาก็เห็นหน้าหมอที่กำลังส่ายหน้า บอกว่าขาข้างซ้ายอาจจะใช้การไม่ได้อีกแล้ว” ฮัลเล่าในหนังสือ

    แต่นั่นไม่ใช่จุดจบ หลังจากที่พอฟื้นตัวได้บ้าง เศรษฐกิจอเมริกาก็เกิดวิกฤต ฮัลต้องเจ๊งทางการเงิน บ้านถูกยึด เหมือนชีวิตกำลังพังทลาย

    การค้นพบ

    แทนที่จะนั่งเศร้า ฮัลกลับทำสิ่งที่หลายคนไม่คิดจะทำ – เขาไปศึกษาดูว่า “คนสำเร็จเขาทำอะไรกันตอนเช้า”

    “ผมเริ่มสังเกตว่า โอปราห์ ตื่นตี 4 โดนัลด์ ทรัมป์ ตื่นตี 5 ทิม คุก ตื่นตี 4.30 นักกีฬาโอลิมปิก นักธุรกิจมหาเศรษฐี ล้วนมีนิสัยเดียวกัน – ตื่นเช้าและมีกิจวัตรเช้าที่ชัดเจน”

    ฮัลเริ่มสงสัยว่า “ถ้าผมเลียนแบบสิ่งที่คนสำเร็จทำ ผมจะสำเร็จเหมือนเขาไหม?”

    จากการศึกษาอย่างจริงจัง เขาพบว่า คนที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่ จะใช้เวลาเช้าทำ 6 สิ่งนี้: ทำสมาธิ พูดกับตัวเองในทางบวก จินตนาการถึงความสำเร็จ ออกกำลังกาย อ่านหนังสือ และเขียนบันทึก

    สูตร SAVERS

    ฮัลจึงสร้างระบบง่ายๆ ที่เขาเรียกว่า “SAVERS” เพื่อให้จำได้ง่าย:

    S – Silence (ความเงียบ)

    “ตื่นมาแล้วอย่าเพิ่งดูโทรศัพท์ ให้นั่งเงียบๆ สัก 5 นาทีก่อน” ฮัลอธิบาย

    เขียกว่าการนั่งเงียบนี้เหมือน “การล้างจิตใจ” ก่อนเริ่มวันใหม่ ไม่ต้องเป็นการสมาธิแบบพระ แค่นั่งหลับตา หายใจลึกๆ หรือฟังเสียงธรรมชาติก็ได้

    ตัวอย่าง: “ผมจะนั่งริมหน้าต่าง หลับตา แล้วนับลมหายใจ 1-2-3… ไปจนถึง 50 รู้สึกเหมือนสมองได้รีบูทใหม่” นี่คือสิ่งที่ฮัลทำทุกวัน

    A – Affirmations (การยืนยันตนเอง)

    “เอาจริงๆ นะ ตอนแรกผมก็คิดว่าการพูดกับตัวเองมันแปลกๆ แต่พอลองทำดู มันได้ผลจริง”

    ฮัลเล่าให้ฟังว่า เขาจะยืนหน้ากระจก แล้วพูดประโยคเหล่านี้:

    • “วันนี้ผมจะเป็นคนที่ดีที่สุดที่ผมเป็นได้”
    • “ผมมีพลังที่จะเอาชนะทุกอุปสรรค”
    • “ผมคู่ควรกับความสำเร็จ”

    “คิดดูสิครับ ถ้าเราไม่เชื่อในตัวเอง แล้วใครจะเชื่อเรา?”

    V – Visualization (จินตนาการ)

    นี่เป็นเทคนิคที่นักกีฬาระดับโลกใช้กัน ฮัลอธิบายว่า “สมองเราไม่รู้ว่าสิ่งที่เรานึกภาพกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงต่างกันยังไง”

    เขายกตัวอย่างว่า นักกีฬาเทนนิส จะนึกภาพตัวเองตีลูกโฟร์แฮนด์ได้อย่างสมบูรณ์แบบก่อนลงแข่งจริง นักธุรกิจจะนึกภาพตัวเองนำเสนอผลงานสำเร็จ

    “ผมจะนั่งหลับตา แล้วนึกภาพตัวเองกำลังพูดบนเวทีหน้าคนหลายพันคน เห็นผู้ฟังมีความสุข ได้รับแรงบันดาลใจ รู้สึกเหมือนทำจริงเลย”

    E – Exercise (ออกกำลังกาย)

    “ไม่ต้องไปฟิตเนส ไม่ต้องวิ่งมาราธอน แค่ทำให้ร่างกายขยับก็พอ”

    ฮัลแนะนำการออกกำลังกายง่ายๆ เช่น:

    • ยืดเส้น 5 นาที
    • วิ่งออกแรงรอบบ้าน 10 นาที
    • สแควท์ 20 ครั้ง
    • ดันพื้น 15 ครั้ง

    “จุดประสงค์ไม่ใช่เพื่อสร้างกล้ามเนื้อ แต่เพื่อปลุกร่างกายให้ตื่นตัว เหมือนเอาเครื่องยนต์อุ่นเครื่องก่อนออกเดินทาง”

    R – Reading (อ่านหนังสือ)

    “แทนที่จะเปิดเฟซบุ๊ค อินสตาแกรม ให้เปิดหนังสือแทน สักแค่ 10 นาที”

    ฮัลแนะนำให้อ่านหนังสือที่เติมพลังบวก เช่น หนังสือพัฒนาตนเอง หนังสือชีวประวัติคนสำเร็จ หรือหนังสือที่เกี่ยวกับเป้าหมายที่เรามี

    “ถ้าคุณอ่านแค่วันละ 10 หน้า หนึ่งปีคุณจะอ่านได้ 3,650 หน้า หรือประมาณ 10-15 เล่ม นี่คือการลงทุนที่คุ้มที่สุด”

    S – Scribing (เขียนบันทึก)

    “การเขียนเหมือนการทำให้ความคิดในหัวกลายเป็นรูปธรรม”

    ฮัลแนะนำให้เขียน 3 สิ่ง:

    1. สิ่งที่ขอบคุณ 3 อย่าง
    2. เป้าหมายสำคัญวันนั้น 3 อย่าง
    3. สิ่งที่ภูมิใจในตัวเอง 1 อย่าง

    “เช่น วันนี้ผมขอบคุณที่มีสุขภาพดี ได้นอนหลับพอ และได้เจอเพื่อนเก่า เป้าหมายวันนี้คือทำงานโปรเจ็คให้เสร็จ โทรหาแม่ และออกกำลังกาย ผมภูมิใจที่เมื่อวานได้ช่วยเพื่อนแก้ปัญหา”

    เริ่มต้นอย่างไร? (ไม่ให้ท้อ)

    “ผิดพลาดที่ใหญ่ที่สุดคือ คิดว่าต้องทำครบ 6 อย่างตั้งแต่วันแรก แล้วต้องทำให้นานด้วย” ฮัลเตือน

    เขาแนะนำระบบ “6 นาทีสำหรับ Miracle Morning”:

    • Silence: 1 นาที (นั่งเงียบ หายใจลึก)
    • Affirmations: 1 นาที (พูดกับตัวเองดีๆ)
    • Visualization: 1 นาที (นึกภาพความสำเร็จ)
    • Exercise: 1 นาที (สแควท์หรือยืดเส้น)
    • Reading: 1 นาที (อ่านหนังสือ 2-3 หน้า)
    • Scribing: 1 นาที (เขียนขอบคุณ 3 อย่าง)

    “เมื่อทำได้สม่ำเสมอแล้ว ค่อยเพิ่มเป็น 10 นาที 20 นาที 30 นาที หรือ 60 นาที สำคัญที่ความสม่ำเสมอ ไม่ใช่เวลา”

    เคล็ดลับการตื่นเช้าแบบไม่ทรมาน

    ฮัลรู้ดีว่า การตื่นเช้าเป็นเรื่องยากสำหรับหลายคน เขาจึงมีเคล็ดลับ:

    เคล็ดลับ 1: วางนาฬิกาปลุกไว้ห่างจากเตียง “ถ้าปลุกอยู่ข้างเตียง คุณจะกดสนูซโดยไม่รู้ตัว แต่ถ้าต้องลุกไปปิด คุณจะตื่นขึ้นมาแล้ว”

    เคล็ดลับ 2: เตรียมของล่วงหน้า “วางหนังสือ วางเสื้อผ้าออกกำลังกาย เตรียมน้ำ เพื่อไม่ต้องคิดมากตอนเช้า”

    เคล็ดลับ 3: นอนเร็วขึ้น “ถ้าต้องการตื่นเช้าขึ้น 1 ชั่วโมง ต้องนอนเร็วขึ้น 1 ชั่วโมงด้วย อย่าคิดจะลดเวลานอน”

    เคล็ดลับ 4: มีเหตุผลที่ชัดเจน “ตื่นเพื่ออะไร? เพื่อพัฒนาตัวเอง เพื่อครอบครัว เพื่อความฝัน ถ้าเหตุผลแรงพอ การตื่นเช้าจะง่ายขึ้น”

    ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับฮัล

    หลังจากทำ Miracle Morning อย่างสม่ำเสมอ ชีวิตฮัลเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง:

    ด้านสุขภาพ: ขาที่หมอบอกว่าอาจจะใช้การไม่ได้ กลับฟื้นคืนมาได้เกือบ 100% เขากลับมาวิ่งมาราธอนได้อีกครั้ง

    ด้านการเงิน: จากคนเจ๊ง กลายเป็นนักพูดระดับนานาชาติ เขียนหนังสือขายดีที่สุด

    ด้านความสัมพันธ์: แต่งงานกับคนที่รัก มีครอบครัวที่อบอุ่น

    ด้านจิตใจ: จากคนท้อแท้ กลับมามีพลังใจที่แกร่งกล้า

    “ที่สำคัญที่สุด ผมรู้สึกว่าชีวิตผมมีจุดหมาย มีความหมาย ไม่ใช่แค่ลุกขึ้นมาทำงาน กิน นอน แล้วก็วนซ้ำ”

    เคสศึกษา: คนธรรมดา

    ฮัลเล่าเรื่องของ จอห์น นักบัญชีธรรมดาๆ ที่อ่านหนังสือเขาแล้วลองทำตาม:

    “จอห์นเป็นคนที่ตื่นสายเสมอ รีบเร่งไปทำงานทุกวัน รู้สึกเหมือนชีวิตไม่มีทิศทาง แต่หลังจากทำ Miracle Morning 30 วัน เขาโทรมาบอกว่า ได้เลื่อนตำแหน่ง เริ่มเรียนภาษาสเปน และลดน้ำหนักได้ 5 กิโล”

    หรือเรื่องของ ซาร่าห์ แม่บ้านที่มีลูก 3 คน:

    “เธอบอกว่าตื่นเช้าเป็นไปไม่ได้ เพราะลูกทำให้นอนดึก แต่เมื่อลองตื่นก่อนลูก 30 นาที เธอพบว่าได้เวลาสำหรับตัวเองครั้งแรกในรอบ 5 ปี เริ่มเขียนนิยายที่ฝันมานาน และรู้สึกมีพลังเป็นแม่ที่ดีขึ้น”

    จุดเปลี่ยน

    “ที่สำคัญไม่ใช่ 6 กิจกรรมนี้ แต่เป็นการ ‘เอาชนะตัวเอง’ ตอนเช้า” ฮัลเน้นย้ำ

    เขาอธิบายว่า เวลาเราตื่นมาแล้วรู้สึกไม่อยากลุก แต่เราฝืนใจลุกขึ้นมาทำสิ่งที่ดีสำหรับตัวเอง นั่นคือการฝึก “วินัย”

    “แต่ละวันที่คุณเอาชนะความเกียจคร้านได้ คุณจะรู้สึกภูมิใจในตัวเอง ความภูมิใจนี้จะทำให้คุณมีพลังไปทำสิ่งอื่นๆ ที่ท้าทายในวันนั้น”

    เขาเปรียบเทียบว่า “เหมือนกับการออกกำลังกายกล้ามเนื้อ ยิ่งฝึกยิ่งแข็งแรง การฝึกวินัยก็เป็นแบบเดียวกัน”

    ข้อผิดพลาด

    จากประสบการณ์สอนคนหลายพันคน ฮัลพบข้อผิดพลาดที่คนมักจะทำ:

    ข้อผิดพลาดที่ 1: ทำมากเกินไป “อย่าคิดจะตื่นตี 4 ในวันแรก ถ้าปกติตื่น 8 โมง ให้ตื่น 7.30 ก่อน”

    ข้อผิดพลาดที่ 2: ไม่เตรียมตัว “ตื่นมาแล้วไม่รู้จะทำอะไร เลยกลับไปนอนต่อ ต้องวางแผนไว้ก่อน”

    ข้อผิดพลาดที่ 3: ยอมแพ้เร็วเกินไป “ส่วนใหญ่จะท้อใน 3 วันแรก แต่ถ้าทำได้ 21 วัน จะเริ่มเป็นนิสัย”

    ข้อผิดพลาดที่ 4: ไม่ปรับให้เหมาะกับตัวเอง “ถ้าไม่ชอบวิ่ง ก็เปลี่ยนเป็นโยคะ ถ้าไม่ชอบนั่งสมาธิ ก็เปลี่ยนเป็นฟังเพลงเบาๆ”

    ปรับให้เข้ากับคนไทย

    ฮัลรับรู้ว่า คนแต่ละประเทศมีวัฒนธรรมต่างกัน เขาแนะนำให้ปรับ:

    สำหรับคนที่ต้องเดินทางไกล: “ทำใน BTS รถไฟฟ้า หรือรถประจำทางก็ได้ ฟังเพลงสมาธิ อ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์”

    สำหรับคนที่อยู่กับครอบครัวใหญ่: “ไปนั่งในสวน หรือดาดฟ้าอาคาร หาที่เงียบๆ แค่ 10 นาที”

    สำหรับคนที่ทำงานเป็นกะ: “ไม่จำเป็นต้องตอนเช้า ให้ทำก่อนเริ่มงาน เช่น ถ้าเข้าเวรดึก ก็ทำตอนเย็น”

    ข้อคิด

    ฮัลจบหนังสือด้วยข้อความที่สะเทือนใจ:

    “ชีวิตคุณวันนี้ เป็นผลมาจากสิ่งที่คุณเลือกทำเมื่อวาน ชีวิตคุณพรุ่งนี้ เป็นผลมาจากสิ่งที่คุณเลือกทำวันนี้”

    “คำถามคือ พรุ่งนี้เช้า เมื่อนาฬิกาปลุกดัง คุณจะเลือกกดสนูซ หรือเลือกลุกขึ้นมาสร้างชีวิตที่คุณใฝ่ฝัน?”

    เขาบอกว่า Miracle Morning ไม่ใช่แค่กิจวัตรเช้า แต่เป็น “การเลือกที่จะเป็นคนดีที่สุดที่เราเป็นได้”

    “ทุกวันเป็นโอกาสใหม่ ทุกเช้าเป็นจุดเริ่มต้นใหม่ คำถามคือ คุณจะใช้โอกาสนี้หรือไม่?”

    สุดท้ายแล้ว หนังสือเล่มนี้ไม่ได้สอนแค่เรื่องการตื่นเช้า แต่สอนให้เรา “กล้าที่จะเปลี่ยนแปลง” และเชื่อว่า “เราสามารถสร้างชีวิตที่ดีกว่านี้ได้”

    “ความสำเร็จไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลมาจากสิ่งที่เราเลือกทำซ้ำๆ ทุกวัน และมันเริ่มต้นตั้งแต่หนึ่งชั่วโมงแรกของวันใหม่”


    หากคุณอยากเปลี่ยนชีวิต ลองเริ่มจาก “พรุ่งนี้เช้า” ดูสิครับ

    #hrรีพอร์ต

  • เรื่องเล่าจากสมัยโบราณที่ยังคงมีค่า

    ลองนึกภาพว่าเราย้อนเวลากลับไปเมื่อ 2,500 ปีที่แล้ว ในดินแดนจีนโบราณ มีชายคนหนึ่งชื่อ “ขงจื๊อ” หรือที่เรียกกันว่า “Confucius” ในภาษาอังกฤษ ท่านเป็นครูผู้ยิ่งใหญ่ที่มีศิษย์มากมายตามเรียนรู้

    สิ่งที่น่าสนใจคือ ท่านขงจื๊อไม่ได้เขียนหนังสือไว้เอง แต่เป็นพวกลูกศิษย์ที่รักและเคารพท่านมาก จึงช่วยกันจดบันทึกคำสอน บทสนทนา และเรื่องราวต่างๆ ของครูไว้ หนังสือ “บทสนทนาของขงจื๊อ” หรือ “Analects” จึงเกิดขึ้นมา

    เหมือนกับสมัยนี้ที่นักเรียนชอบจดสิ่งที่ครูพูดในห้องเรียน แต่ในกรณีนี้ สิ่งที่จดไว้กลายเป็นปรัชญาชีวิตที่คนทั่วโลกศึกษากันมาหลายพันปี

    ครูของโลก

    ท่านขงจื๊อไม่ได้เกิดมาเป็นเจ้าชาย หรือคนรวยใหญ่ ท่านเป็นแค่ชายธรรมดาที่มีความใฝ่รู้และรักการสอน สิ่งที่ทำให้ท่านพิเศษคือความเชื่อมั่นว่า “การศึกษาและความดีงาม” สามารถเปลี่ยนแปลงสังคมได้

    ในสมัยนั้น จีนกำลังเผชิญปัญหาสังคมมากมาย เหมือนกับปัจจุบันที่เรามีปัญหาการทุจริต ความเห็นแก่ตัว และความขัดแย้งในสังคม ท่านขงจื๊อเชื่อว่าทางออกไม่ได้อยู่ที่การใช้อำนาจหรือความรุนแรง แต่อยู่ที่การปลูกฝังคุณธรรมในใจคน

    ท่านเปรียบว่า “ถ้าผู้นำมีคุณธรรม ประชาชนก็จะเลียนแบบ เหมือนกับแรงลมที่พัดผ่านทุ่งข้าว ข้าวจะโน้มตามทิศทางลม”

    สี่เสาหลักแห่งปรัชญาขงจื๊อ

    เสาที่ 1: ความเมตตา (仁 – เหริน)

    “เมตตา” ในปรัชญาขงจื๊อไม่ได้หมายถึงแค่ความกรุณา แต่หมายถึงความรักที่แท้จริงต่อเพื่อนมนุষย์ ท่านสอนว่า คนที่มี “เหริน” จะไม่ทำร้ายผู้อื่น และจะช่วยเหลือคนอื่นเหมือนกับช่วยเหลือตัวเอง

    ตัวอย่างในชีวิตประจำวัน: เมื่อเราเห็นเพื่อนร่วงงาน เราไม่รอให้เขามาขอความช่วยเหลือ แต่เราเข้าไปช่วยด้วยใจที่จริงใจ หรือเมื่อเราเดินผ่านคนแก่ที่กำลังยกของหนัก เราหยุดเข้าไปช่วย ไม่ใช่เพราะมีใครบอก แต่เพราะใจเรารู้สึกว่าควรทำ

    เสาที่ 2: ความชอบธรรม (义 – อี้)

    ความชอบธรรมคือการรู้ว่าอะไรถูก อะไรผิด และมีความกล้าที่จะทำในสิ่งที่ถูก แม้ว่าจะเสียประโยชน์ส่วนตัว

    มีเรื่องเล่าว่า ครั้งหนึ่งมีคนมาถามท่านขงจื๊อว่า “ถ้าได้เงินก้อนใหญ่มาโดยไม่ชอบธรรม ท่านจะเอาไหม?” ท่านตอบว่า “เงินทองที่ได้มาไม่ถูกต้อง เหมือนกับเมฆลอยฟ้าสำหรับข้า ดูได้แต่จับไม่ได้”

    ในยุคนี้ เราเห็นตัวอย่างชัดเจน เช่น การที่คนขับรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างเก็บกระเป๋าเงินที่ลูกค้าทำหล่นแล้วนำไปคืน แม้ว่าข้างในจะมีเงินหลายหมื่นบาท หรือเจ้าของร้านอาหารที่ขายอาหารสะอาด ไม่เอาสีผสมอาหาร แม้จะขายได้ราคาถูกกว่า

    เสาที่ 3: ความเคารพ (礼 – ลี่)

    “ลี่” ไม่ได้หมายถึงแค่มารยาทภายนอก แต่หมายถึงการเคารพที่มาจากใจจริง ท่านเชื่อว่าถ้าคนในสังคมรู้จักเคารพกัน สังคมจะมีความสงบสุข

    เรื่องเล่าจากสมัยโบราณ: มีชายคนหนึ่งมาถามท่านขงจื๊อว่า “ทำไมต้องไหว้บูชาบรรพบุรุษ?” ท่านตอบว่า “การไหว้บูชาไม่ใช่เพราะเชื่อว่าผีมีจริง แต่เพราะความกตัญญู หากเราลืมคนที่ให้ชีวิตเรา เราจะไม่รู้จักรักคนที่อยู่ข้างกายเรา”

    ตัวอย่างสมัยใหม่: การที่ลูกโทรหาพ่อแม่ทุกวัน ไม่ใช่เพราะบังคับ แต่เพราะรัก การยืนให้ผู้สูงอายุนั่งในรถเมล์ การพูดคำว่า “ขอบคุณ” เมื่อได้รับความช่วยเหลือ

    เสาที่ 4: ปัญญา (智 – จือ)

    ท่านขงจื๊อมีคำสอนที่โด่งดังว่า “รู้ก็บอกว่ารู้ ไม่รู้ก็บอกว่าไม่รู้ นั่นแหละคือความรู้แท้” ท่านสอนให้เราใฝ่เรียนรู้ แต่ไม่อวดรู้

    มีเรื่องเล่าว่า มีคนมาถามท่านเรื่องการตาย ท่านตอบว่า “ยังไม่รู้เรื่องการมีชีวิตอยู่เลย จะไปรู้เรื่องการตายทำไม” ท่านไม่ปฏิเสธคำถาม แต่บอกว่าควรเรียนรู้สิ่งที่อยู่ตรงหน้าก่อน

    ในชีวิตประจำวัน: เมื่อเราไม่เข้าใจเรื่องอะไร เราไม่ต้องแกล้งทำเป็นรู้ แต่ถามหรือหาข้อมูลเพิ่มเติม เหมือนกับแพทย์ที่ดี จะไม่อวดรู้ แต่จะส่งต่อไปหาผู้เชี่ยวชาญที่เหมาะสมกว่า

    ครอบครัว คือ รากฐานของสังคมที่ดี

    ท่านขงจื๊อให้ความสำคัญกับครอบครัวมากเป็นพิเศษ ท่านเชื่อว่าถ้าครอบครัวแต่ละครอบครัวอบอุ่น สังคมก็จะสงบสุข ท่านสอนเรื่อง “ความกตัญญูกตเวที” (孝 – เซียว) ว่าเป็นรากฐานของคุณธรรมทั้งหลาย

    เรื่องเล่าที่น่าสนใจ: มีลูกศิษย์คนหนึ่งถามท่านว่า “ความกตัญญูคืออะไร?” ท่านตอบหลายคำตอบให้คนละคน

    • กับคนที่รวย ท่านบอกว่า “การดูแลพ่อแม่ให้มีความสุข”
    • กับคนที่ไม่มีเงิน ท่านบอกว่า “การทำให้พ่อแม่เป็นสุขด้วยหน้าตายิ้มแย้ม”
    • กับคนที่ฉลาด ท่านบอกว่า “การไม่ทำให้พ่อแม่เป็นห่วง”

    ท่านรู้ว่าคนแต่ละคนมีสถานการณ์ต่างกัน ความกตัญญูจึงแสดงออกได้หลายแบบ แต่หัวใจสำคัญคือ “ความรัก” และ “ความเอาใจใส่”

    หลักทองคำที่ใช้ได้ทุกยุคสมัย

    คำสอนที่โด่งดังที่สุดของท่านขงจื๊อคือ “อย่าทำกับคนอื่นในสิ่งที่เราไม่อยากให้เขาทำกับเรา” ซึ่งคล้ายกับหลักคำสอนในศาสนาต่างๆ ทั่วโลก

    ลองดูตัวอย่างในชีวิตประจำวัน:

    • เราไม่ชอบให้คนมาดูดาวน์เรา เราก็ไม่ควรดูดาวน์คนอื่น
    • เราไม่ชอบให้คนนินทาเราลับหลัง เราก็ไม่ควรนินทาใครลับหลัง
    • เราไม่ชอบให้คนโกหกเรา เราก็ไม่ควรโกหกใคร
    • เราชอบให้คนยิ้มให้เราเวลาเจอกัน เราก็ควรยิ้มให้คนอื่นบ้าง

    การเรียนรู้ คือ ความสุขที่แท้จริง

    ท่านขงจื๊อเปิดหนังสือด้วยประโยคที่โด่งดัง: “เรียนแล้วได้นำมาใช้ ก็เป็นความสุข” ท่านเชื่อว่าการเรียนรู้ไม่ใช่เพื่ออวด แต่เพื่อนำมาใช้ในชีวิต

    ตัวอย่าง:

    • เรียนภาษาต่างประเทศ แล้วได้ใช้สื่อสารกับเพื่อนต่างชาติ
    • เรียนทำอาหาร แล้วได้ทำให้คนที่เรารักกิน
    • เรียนการเงิน แล้วได้วางแผนการออมเงินให้ครอบครัว

    ท่านยังสอนว่า “มีเพื่อนมาจากที่ไกล ช่างเป็นความสุข” แสดงให้เห็นว่าการแลกเปลี่ยนความรู้กับคนอื่นเป็นสิ่งที่น่าดีใจ

    การเป็นผู้นำที่ดี

    ท่านขงจื๊อมีคำสอนเรื่องผู้นำที่น่าสนใจ ท่านบอกว่า “ถ้าอยากปกครองคนอื่น ต้องปกครองตัวเองให้ได้ก่อน” ท่านเชื่อว่าผู้นำที่ดีจะต้องเป็นแบบอย่างที่ดี ไม่ใช่แค่สั่งการ

    เรื่องเล่าจากประวัติศาสตร์: มีกษัตริย์องค์หนึ่งถามท่านว่า “จะปกครองประเทศให้ดีได้อย่างไร?” ท่านตอบว่า “ท่านจงเป็นแบบอย่างที่ดี ประชาชนจะเลียนแบบ ถ้าท่านซื่อสัตย์ ข้าราชการจะซื่อสัตย์ ถ้าท่านยุติธรรม ประชาชนจะเคารพกฎหมาย”

    ในชีวิตการทำงาน: หัวหน้าที่ดีจะไม่มาสายแล้วสั่งให้ลูกน้องมาตรงเวลา จะไม่ทำงานเลอะเทอะแล้วต่อว่าลูกน้องทำงานไม่เรียบร้อย

    บทเรียนจากความผิดพลาด

    ท่านขงจื๊อไม่ได้สมบูรณ์แบบ และท่านก็ไม่เคยอ้างว่าตัวเองสมบูรณ์แบบ ท่านเล่าว่า “ข้าไม่ใช่คนที่เกิดมาแล้วรู้ทุกอย่าง แต่เป็นคนที่รักการเรียนรู้และพยายามฝึกฝนตัวเอง”

    เรื่องเล่าที่น่าสนใจ: ครั้งหนึ่งท่านไปเยี่ยมคนเจ็บที่ท่านไม่ชอบ ลูกศิษย์ถามว่า “ครูไม่ชอบเขา ทำไมยังไปเยี่ยม?” ท่านตอบว่า “ข้าไม่ชอบนิสัยของเขา แต่เขายังคงเป็นมนุษย์ ความเจ็บป่วยไม่มีกับใครที่สมควรได้รับ”

    สิ่งนี้สอนให้เราเห็นว่า เราสามารถไม่เห็นด้วยกับความคิดหรือพฤติกรรมของคนอื่น แต่เราควรให้เกียรติในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

    ใครเป็นคนดี?

    ท่านขงจื๊อใช้คำว่า “จุนเจื่อ” (君子) เรียกคนที่มีคุณธรรม ซึ่งแปลได้หลายอย่าง เช่น “สุภาพบุรุษ” หรือ “คนดี” แต่ความหมายลึกๆ คือ “คนที่พัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง”

    คุณสมบัติของ “จุนเจื่อ”:

    • คิดก่อนพูด พูดแล้วทำจริง
    • กล้ายอมรับความผิด และเรียนรู้จากข้อผิดพลาด
    • ไม่หวังสิ่งตอบแทนเมื่อทำดี
    • มองหาข้อดีในคนอื่น แทนที่จะจับผิด
    • มีใจกว้าง ใจเย็น ไม่โกรธง่าย

    ตรงข้ามกับ “เสี่ยวเหริน” (小人) คือคนใจแคบ มักคิดแต่เรื่องผลประโยชน์ส่วนตัว ชูน่าเกลียดชัง

    ทำไมยังคงเป็นที่นิยม?

    หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมคำสอนเก่าแก่อายุ 2,500 ปีจึงยังคงมีคนสนใจ คำตอบอยู่ที่ปัญหาของมนุษย์นั้นไม่ค่อยเปลี่ยน

    ไม่ว่าจะเป็นยุคไหน คนเราก็ยังต้องเผชิญกับ:

    • การเลือกระหว่างผลประโยชน์กับความถูกต้อง
    • ความสัมพันธ์ในครอบครัวและสังคม
    • การควบคุมอารมณ์และความต้องการ
    • การเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง

    ข้อคิดสำหรับชีวิตประจำวัน

    1. เริ่มต้นจากตัวเอง: ก่อนจะไปแก้ไขคนอื่น หรือสังคม ลองแก้ไขตัวเองก่อน
    2. ให้เวลากับครอบครัว: ความสำเร็จในการงานไม่มีความหมาย ถ้าครอบครัวไม่มีความสุข
    3. เรียนรู้อย่างต่อเนื่อง: โลกเปลี่ยนไป แต่การเรียนรู้ยังคงเป็นกุญแจของความสำเร็จ
    4. ใจกว้าง ใจเย็น: ปัญหาหลายอย่างจะคลี่คลายได้ ถ้าเราไม่ตอบโต้ด้วยอารมณ์
    5. ช่วยเหลือผู้อื่น: ความสุขที่แท้จริงมาจากการเห็นคนอื่นมีความสุข

    มรดกที่ยั่งยืน

    บทสนทนาของขงจื๊อไม่ใช่หนังสือธรรมดา แต่เป็นเหมือนเพื่อนคู่คิดที่คอยให้คำปรึกษา เมื่อเราอ่านแล้ว เราจะพบว่าหลายเรื่องที่ท่านสอน เราก็รู้อยู่แล้วในใจ แต่การได้อ่านทำให้เราเกิดกำลังใจที่จะนำไปปฏิบัติ

    ท่านขงจื๊อไม่ได้สอนให้เราเป็นนักบุญ แต่สอนให้เราเป็น “มนุษย์ที่สมบูรณ์” คือคนที่มีความรัก ความเข้าใจ ความยุติธรรม และปัญญา

    ในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การกลับไปหาหลักการพื้นฐานของการเป็นมนุษย์ที่ดี อาจเป็นสิ่งที่เราทุกคนต้องการ มากกว่าเทคโนโลยีใดๆ ก็ตาม

    หนังสือเล่มเล็กๆ เล่มนี้ เป็นเหมือนกระจกส่องใจ ที่ช่วยให้เราเห็นตัวเองชัดขึ้น และหาทางเป็นคนที่ดีกว่าเดิม ทั้งกับตัวเอง ครอบครัว และสังคม

    สุดท้ายนี้ เหมือนกับที่ท่านขงจื๊อเคยกล่าวไว้ว่า “การเดินทางพันลี้ เริ่มต้นจากก้าวแรก” การเปลี่ยนแปลงชีวิตให้ดีขึ้น ก็เริ่มต้นจากการตัดสินใจที่จะเป็นคนดีในวันนี้

    #hrรีพอร์ต

  • เมื่อปราชญ์ชาวจีนเขียนหนังสือเล่มเล็ก แต่เปลี่ยนโลกใบใหญ่

    เมื่อกว่า 2,500 ปีที่แล้ว ในประเทศจีนสมัยโบราณ มีชายชราคนหนึ่งนั่งอยู่ริมแม่น้ำ เขาเขียนข้อความสั้นๆ ลงไปบนผืนผ้าไหม ด้วยลายมือที่งดงาม ไม่มีใครรู้ว่าสิ่งที่เขาเขียนในวันนั้น จะกลายเป็นหนังสือปรัชญาที่มีผู้อ่านมากที่สุดในโลกรองจากพระคัมภีร์ไบเบิล

    ชายชราคนนั้นชื่อ เหลาจื่อ และหนังสือที่เขาเขียนคือ “เต๋าเต๋อจิง” หรือ “คัมภีร์แห่งเต๋า” หนังสือเล่มเล็กที่มีเพียง 81 บท แต่เต็มไปด้วยภูมิปัญญาอันล้ำลึกที่ยังคงใช้ได้ในยุคปัจจุบัน

    เรื่องเล่าของนักปราชญ์ผู้ลึกลับ

    ตำนานเล่าว่า เหลาจื่อเป็นนักปราชญ์ที่เงียบขรึม ไม่ชอบความวุ่นวายของเมืองใหญ่ เขามักจะใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย ไม่แสวงหาชื่อเสียง เมื่อเขาเห็นว่าสังคมเต็มไปด้วยความโลภ ความโกรธ และการแข่งขันที่ไร้ความหมาย เขาจึงตัดสินใจออกจากราชสำนักแล้วเดินทางไปยังดินแดนห่างไกล

    ขณะที่เขากำลังข้ามด่านชายแดน นายทหารรักษาประตูเมืองได้ขอร้องให้เขาเขียนบันทึกปรัชญาของเขาไว้ก่อนจากไป เหลาจื่อจึงนั่งลงเขียนหนังสือเล่มเล็กนี้ในคืนเดียว แล้วจากไปโดยไม่มีใครเห็นอีกเลย บางคนเชื่อว่าเขากลายเป็นเซียน บางคนก็ว่าเขาไปใช้ชีวิตอย่างสงบในป่าลึก

    “เต๋า” คืออะไร และทำไมเราต้องเข้าใจ

    คำว่า “เต๋า” ในภาษาจีนแปลได้หลายความหมาย แต่ง่ายที่สุดคือ “หนทาง” หรือ “วิธีการ” แต่เหลาจื่อใช้คำนี้หมายถึงสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นมาก นั่นคือ “หลักการพื้นฐานของจักรวาล” หรือ “ธรรมชาติที่แท้จริงของทุกสิ่ง”

    ลองนึกภาพว่าคุณยืนอยู่ริมทะเล ดูคลื่นซัดฝั่ง คลื่นไม่เคยหยุด ไม่เคยเร่งรีบ แต่ก็ไม่เคยช้าเกินไป มันเป็นไปตามธรรมชาติ ไม่บังคับ ไม่ฝืน นี่คือ “เต๋า” – ธรรมชาติที่ไหลลื่นและสมบูรณ์แบบ

    เหลาจื่อบอกว่า หากเราเข้าใจ “เต๋า” และใช้ชีวิตตามหลักการนี้ เราจะมีความสุข สงบสุข และประสบความสำเร็จโดยไม่ต้องต่อสู้กับโลก

    บทเรียนที่ 1: อู่เว่ย – ศิลปะแห่งการไม่บังคับ

    หลักการสำคัญที่สุดในเต๋าเต๋อจิงคือ “อู่เว่ย” ซึ่งแปลตรงตัวว่า “การไม่กระทำ” แต่ความหมายที่แท้จริงคือ “การไม่ไปฝืนธรรมชาติ” หรือ “การทำสิ่งต่างๆ อย่างไม่บังคับ”

    ตัวอย่างจากน้ำ

    เหลาจื่อใช้น้ำเป็นตัวอย่างหลักในการอธิบายเรื่องนี้ น้ำดูอ่อนแอ ไม่มีรูปแบบตายตัว แต่มันสามารถกัดกร่อนหินแข็งได้ในที่สุด น้ำไม่เคยต่อสู้กับอุปสรรค แต่จะหาทางไหลผ่านไป ไหลรอบ หรือค่อยๆ ละลาย

    ในชีวิตจริง ถ้าคุณเป็นเจ้านายที่ชอบสั่งการด้วยเสียงดัง บีบบังคับให้ลูกน้องทำตามคำสั่ง คุณอาจได้ผลลัพธ์ในระยะสั้น แต่ในระยะยาว ลูกน้องจะขาดความคิดริเริ่มและไม่มีความสุขในการทำงาน

    แต่ถ้าคุณเป็นผู้นำแบบ “น้ำ” คุณจะเป็นแบบอย่างที่ดี ให้โอกาสลูกน้องแสดงความคิดเห็น และชี้แนะทางโดยไม่บังคับ ผลลัพธ์จะยั่งยืนกว่า และทุกคนจะมีความสุขมากกว่า

    ตัวอย่างในกีฬา

    นักกีฬาที่เก่งจริงๆ มักจะมีลักษณะคล้าย “อู่เว่ย” นักเทนนิสระดับโลกจะไม่ใช้แรงเต็มที่ทุกลูก แต่จะเล่นตามจังหวะ รู้เวลาที่ต้องออกแรง และรู้เวลาที่ต้องประหยัดพลัง นักมวยที่ดีจะไม่ต่อสู้กับการโจมตีของคู่ต่อสู้ แต่จะหลบหลีก หาช่องโหว่ แล้วโต้กลับอย่างมีประสิทธิภาพ

    บทเรียนที่ 2: ความเรียบง่ายคือความยิ่งใหญ่

    เหลาจื่อเชื่อว่า ความเรียบง่ายคือสิ่งที่สวยงามที่สุดในโลก เขาเปรียบเทียบผู้คนกับ “ผู้รู้” และ “ผู้ไม่รู้” แต่น่าแปลกที่ “ผู้รู้” ในความหมายของเขา ไม่ใช่คนที่อวดความรู้

    เรื่องราวของนักปราชญ์และเด็ก

    มีเรื่องเล่าว่า นักปราชญ์คนหนึ่งไปเยี่ยมบ้านเพื่อน เขาเห็นเด็กน้อยคนหนึ่งกำลังเล่นน้ำในสวน เด็กนั้นเล่นอย่างมีความสุข ไม่คิดถึงอะไรมากมาย ไม่กังวลเรื่องเงินทอง ชื่อเสียง หรือความสำเร็จ

    นักปราชญ์เข้าใจทันทีว่า เด็กคนนี้ใกล้เคียงกับ “เต๋า” มากกว่าตัวเขาเสียอีก เพราะเด็กมีใจที่เรียบง่าย ไม่ยุ่งเหยิง และมีความสุขจากสิ่งเล็กๆ น้อยๆ

    การใช้ในชีวิตประจำวัน

    ในยุคที่เราต้องใช้สมาร์ทโฟนกว่า 100 แอป เช็คอีเมลวันละ 50 ครั้ง และวิ่งไปทำงาน 3-4 ที่ในวันเดียว หลักการของเหลาจื่อช่วยเตือนเราว่า บางทีการช้าลงหน่อย เลือกทำแต่สิ่งที่สำคัญ และมีเวลาให้กับตัวเอง อาจจะทำให้เราสุขใจกว่า

    คุณเคยสังเกตไหมว่า ร้านอาหารที่อร่อยที่สุดมักจะเป็นร้านเล็กๆ ที่เสิร์ฟอาหารจานเดียว แต่ทำได้อร่อยมาก? เจ้าของร้านไม่พยายามทำเมนูเยอะ แต่ทำให้อาหารจานเดียวนั้นอร่อยที่สุด นี่คือความเรียบง่ายที่นำไปสู่ความยิ่งใหญ่

    บทเรียนที่ 3: หยิน-หยาง และความสมดุลของชีวิต

    แม้ว่าเหลาจื่อจะไม่ได้พูดถึง “หยิน-หยาง” โดยตรง แต่เขาพูดถึงความสมดุลและการที่ทุกสิ่งในโลกมีคู่ตรงข้าม แสงและความมืด ความร้อนและความเย็น ความแข็งและความอ่อน ความสูงและความต่ำ

    เรื่องของนักธุรกิจสองคน

    มีนักธุรกิจสองคนเปิดร้านขายของที่ตลาดเดียวกัน

    คนแรกทำงานหนักทุกวัน เปิดร้านตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ไม่เคยหยุดพัก เขาอยากรวยเร็ว ขายของราคาแพง และพยายามกำไรจากลูกค้าให้ได้มากที่สุด

    คนที่สองใช้หลัก “เต๋า” เขาเปิดร้านในเวลาที่เหมาะสม หยุดพักเมื่อร่างกายต้องการ ขายของในราคาสมเหตุสมผล และให้ความสำคังกับการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า

    หลังจากผ่านไปหนึ่งปี คนแรกเหนื่อยล้า เครียด และลูกค้าก็เริ่มหายไป เพราะรู้สึกว่าถูกเอาเปรียบ คนที่สองมีลูกค้าประจำมากมาย ร่างกายแข็งแรง และแม้จะรวยไม่เร็วเท่าที่อยาก แต่ก็มีความสุขมากกว่า

    นี่คือตัวอย่างของความสมดุล การทำงานหนัก (หยาง) ต้องมาคู่กับการพักผ่อน (หยิน) การแสวงหากำไร (หยาง) ต้องมาคู่กับการให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ (หยิน)

    บทเรียนที่ 4: การเป็นผู้นำแบบเต๋า

    เหลาจื่อมีความคิดที่น่าสนใจเกี่ยวกับการเป็นผู้นำ เขาบอกว่า ผู้นำที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือคนที่ประชาชนไม่รู้สึกว่าถูก “นำ” เขาปกครองด้วยการเป็นแบบอย่าง ไม่ใช่ด้วยการบังคับ

    เรื่องของครูสองคน

    มีครูสองคนสอนในโรงเรียนเดียวกัน

    ครูคนแรกเข้มงวดมาก สั่งให้นักเรียนท่องจำตำรา ใช้วิธีลงโทษถ้านักเรียนทำผิด นักเรียนเรียนเก่งในห้องเรียน แต่พอออกจากโรงเรียนแล้วก็ลืมทุกอย่างหมด

    ครูคนที่สองใช้หลักการของเหลาจื่อ เขาสอนด้วยการเล่าเรื่อง ให้นักเรียนค้นหาคำตอบด้วยตัวเอง และเป็นแบบอย่างที่ดีในการใช้ชีวิต นักเรียนของเขาอาจจะได้คะแนนสอบไม่สูงมาก แต่พวกเขาเข้าใจบทเรียนชีวิตที่สำคัญ และนำไปใช้ได้จริงแม้จะเรียนจบไปแล้ว

    หลายปีผ่านไป นักเรียนของครูคนที่สองกลับมาขอบคุณครู และบอกว่า สิ่งที่เรียนรู้จากครูคนนี้ เป็นสิ่งที่ช่วยพวกเขาใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข

    บทเรียนที่ 5: ภูมิปัญญาจากความไม่รู้

    หนึ่งในข้อความที่มีชื่อเสียงที่สุดในเต๋าเต๋อจิงคือ “ผู้รู้ไม่พูด ผู้พูดไม่รู้” และ “รู้ว่าไม่รู้ คือรู้จริง ไม่รู้ว่าไม่รู้ คือป่วย”

    เรื่องของหมอสองคน

    มีหมอสองคนทำงานในโรงพยาบาลเดียวกัน

    หมอคนแรกจบการศึกษาด้วยเกียรตินิยม รู้ชื่อยาทุกตัว ท่องสูตรการรักษาได้แม่น เขามักจะให้การวินิจฉัยอย่างมั่นใจ และบอกผู้ป่วยว่า ตนรู้วิธีรักษาทุกโรค

    หมอคนที่สองแม้จะมีความรู้มากเท่าเทียมกัน แต่เขามักจะฟังผู้ป่วยอย่างตั้งใจ ยอมรับเมื่อตนไม่แน่ใจ และปรึกษาเพื่อนร่วมงานเมื่อเจอกรณีที่ซับซ้อน เขาเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง และไม่อายที่จะพูดว่า “ผมไม่แน่ใจ ให้ผมศึกษาเพิ่มเติมก่อน”

    ผู้ป่วยส่วนใหญ่เลือกไปหาหมอคนที่สอง เพราะรู้สึกว่าได้รับการรักษาที่ดีกว่า และหมอคนนี้ไม่เสี่ยงที่จะรักษาผิด เพราะความอวดรู้

    นี่คือตัวอย่างของ “รู้ว่าไม่รู้” การยอมรับขีดจำกัดของตัวเองทำให้เราเปิดใจเรียนรู้สิ่งใหม่ และทำสิ่งต่างๆ ได้ดีขึ้น

    เต๋าเต๋อจิงในยุคโลกาภิวัตน์

    ในยุคที่โลกเคลื่อนไหวเร็ว ข้อมูลข่าวสารท่วมท้น และความแข่งขันสูง หลักการในเต๋าเต๋อจิงยิ่งมีความหมาย

    การทำงานในยุคดิจิทัล

    พนักงานในออฟิศสมัยใหม่มักจะเครียดเพราะต้องตอบอีเมลเร็ว เข้าประชุมตลอดวัน และแข่งขันกับเพื่อนร่วมงาน แต่หากเราใช้หลักการ “อู่เว่ย” เราจะเรียนรู้ว่า การทำงานอย่างมีจิตสำนึก (mindful) การรู้จักพอ และการมีสมดุลระหว่างงานกับชีวิต อาจจะทำให้เราได้ผลงานที่ดีกว่า และมีความสุขมากกว่า

    การใช้โซเชียลมีเดีย

    เฟซบุ๊ค อินสตาแกรม ทิกต็อก เต็มไปด้วยคนที่อยากโชว์ชีวิตที่สมบูรณ์แบบ อยากมีไลค์เยอะ อยากดูดีกว่าคนอื่น แต่เหลาจื่อจะบอกว่า คนที่มีความสุขจริงๆ ไม่จำเป็นต้องไปประกาศให้โลกรู้

    ข้อคิดที่เราเอาไปใช้ได้ในชีวิตประจำวัน

    1. เริ่มต้นจากการหายใจ

    เมื่อเครียดหรือโกรธ ให้หยุดและหายใจลึกๆ สักครู่ อย่าปฏิกิริยาทันที ให้ความรู้สึกไหลผ่านไปเหมือนน้ำไหลผ่านหิน

    2. ฟังมากกว่าพูด

    ในการสนทนา พยายามฟังให้มากกว่าพูด เข้าใจก่อนที่จะอยากให้เขาใจ นี่คือ “อู่เว่ย” ในการสื่อสาร

    3. ยอมรับสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้

    มีบางอย่างในชีวิตที่เราควบคุมไม่ได้ เช่น การจราจร สภาพอากาศ หรือความคิดของคนอื่น แทนที่จะโกรธหรือเครียด ให้เรายอมรับและปรับตัว

    4. หาความสุขในสิ่งเล็กๆ

    แทนที่จะไล่ตามความสำเร็จใหญ่ๆ ให้เราเรียนรู้ที่จะซาบซึ้งกับสิ่งเล็กๆ น้อยๆ รอบตัว เช่น แสงแดดตอนเช้า กลิ่นกาแฟ หรือเสียงหัวเราะของคนที่เรารัก

    5. เป็นผู้ให้มากกว่าผู้รับ

    น้ำมีพลังเพราะมันไหลจากที่สูงไปที่ต่ำ มันให้ชีวิตแก่สิ่งต่างๆ การให้ไม่ใช่แค่เงินทอง แต่รวมถึงเวลา ความใส่ใจ และพลังงานบิก

    บทสรุป: เส้นทางที่ไม่มีที่สิ้นสุด

    เต๋าเต๋อจิงไม่ใช่แค่หนังสือปรัชญา แต่เป็น “คู่มือการใช้ชีวิต” ที่เหนือกาลเวลา เหลาจื่อไม่ได้สอนให้เราหาคำตอบที่ตายตัว แต่สอนให้เราเข้าใจกระบวนการของชีวิต

    ชีวิตเหมือนแม่น้ำ มันไหลอย่างต่อเนื่อง มีช่วงที่เซาะริม มีช่วงที่เดินหน้าเร็ว มีช่วงที่สงบ และมีช่วงที่ปั่นป่วน สิ่งสำคัญคือการเรียนรู้ที่จะไหลไปกับมัน โดยไม่สูญเสียตัวตน

    หากคุณสามารถจำข้อความสั้นๆ จากเต๋าเต๋อจิงได้แค่ประโยคเดียว ขอให้เป็นประโยคนี้: “การเดินทางพันลี้ เริ่มต้นด้วยก้าวแรก”

    ไม่ว่าเป้าหมายของคุณจะยิ่งใหญ่เพียงไหน การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงเริ่มต้นจากการก้าวเล็กๆ ในวันนี้ การหายใจลึกครั้งหนึ่ง การยิ้มให้คนแปลกหน้า การฟังใครสักคนอย่างตั้งใจ หรือการหยุดดูฟ้าสักนาที

    นี่คือ “เต๋า” – หนทางที่เรียบง่าย แต่ลึกซึ้ง ที่นำไปสู่ชีวิตที่มีความหมายและความสุขอย่างแท้จริง

    #hrรีพอร์ต

  • จากเด็กดื้อในฮ่องกงสู่ซูเปอร์สตาร์โลกที่มีชีวิตสั้นแต่เปลี่ยนโลกไปตลกกาล

    หากคุณเอ่ยชื่อ “บรูซ ลี” ใครๆ ก็รู้จัก แม้คนที่ไม่เคยดูหนังกังฟูเลยก็ยังรู้จักเสียงแปลกๆ “วาต้า!” ของเขา แต่เบื้องหลังความดังนี้ มีเรื่องราวที่น่าสนใจมากกว่าที่เราคิด หนังสือ “Bruce Lee: A Life” โดย Matthew Polly ได้เปิดเผยเรื่องราวชีวิตจริงของตำนานคนนี้ แบบไม่ปิดบังอะไรเลย

    จุดเริ่มต้น: เด็กดื้อที่ไม่มีใครควบคุมได้

    เรื่องราวเริ่มต้นในปี 1940 เมื่อบรูซ ลี (ชื่อจริง หลี จุน ฟาน) เกิดในซานฟรานซิสโก ขณะที่พ่อแม่กำลังเดินทางไปแสดงละครในอเมริกา แต่เขาเติบโตในฮ่องกงท่ามกลางความวุ่นวายของสงครามโลกครั้งที่สอง

    บรูซเป็นเด็กที่ “ยากเหลือเกิน” ตามคำพูดของแม่ เขาชอบก่อเรื่อง ชกต่อยกับเด็กอื่น และไม่ยอมใครง่ายๆ ครอบครัวต้องย้ายบ้านหลายครั้งเพราะเขาไปก่อเรื่องกับเพื่อนบ้าน ครูที่โรงเรียนก็บ่นเรื่องพฤติกรรมของเขาตลอดเวลา

    ตัวอย่างความดื้อของเขาตอนเด็ก: วันหนึ่งเขาไปขโมยลูกอม จนเจ้าของร้านโกรธมาก พอพ่อมารู้ก็ให้เขาไปขอโทษ แต่บรูซกลับไปบอกเจ้าของร้านว่า “ผมขอโทษที่โดนจับได้ ไม่ใช่ขอโทษที่ขโมย”

    วัยรุ่นกับโลกแห่งการต่อสู้

    เมื่อโตเป็นวัยรุ่น บรูซเข้าไปยุ่งกับแก๊งเด็กในฮ่องกง เขาต้องเรียนศิลปะการต่อสู้เพื่อป้องกันตัวเอง โดยเริ่มจากกังฟูวิงชุน กับอาจารย์ยิปมัน (คนที่แสดงโดยโดนนี่ เยนในภาพยนตร์ยุคหลัง)

    แต่บรูซไม่ใช่เด็กดีที่มาฝึกแบบเงียบเสียง เขาชอบท้าทายอาจารย์ ถามคำถามแปลกๆ และบางครั้งก็โต้แย้งเทคนิค เพื่อนนักเรียนหลายคนรำคาญ เพราะเขาพูดมากและทำตัวเป็น “รู้ดี” ตลอดเวลา

    วันหนึ่งในปี 1958 บรูซไปต่อสู้กับเด็กอังกฤษในโรงเรียน เหตุเพราะเด็กคนนั้นมาล่วงล้ำแฟนสาวของเขา การต่อสู้ครั้งนี้ทำให้พ่อแม่ของบรูซตระหนักว่า หากปล่อยให้เขาอยู่ในฮ่องกงต่อไป อาจจะเกิดปัญหาใหญ่

    การเดินทางสู่ฝันอเมริกัน

    ในปี 1959 พ่อแม่ตัดสินใจส่งบรูซไปอเมริกา โดยให้เงินเขาแค่ 100 เหรียญและที่อยู่ของเพื่อนครอบครัวในซีแอตเทิล บรูซวัย 18 ปี ต้องเริ่มต้นชีวิตใหม่ในแดนต่างถิ่น ด้วยภาษาอังกฤษที่ยังไม่คล่องและไม่มีเงิน

    เขาทำงานล้างจานในร้านอาหาร ทำความสะอาด และค่อยๆ หาทางเรียนหนังสือ ความฝันของเขาคือจะเป็นดาราฮอลลีวูด แต่เส้นทางนั้นไกลเกินกว่าจะจินตนาการได้

    เพื่อหาเงิน บรูซเริ่มสอนกังฟูให้กับคนอเมริกัน เขาเปิดคลาสเล็กๆ และค้นพบว่าตัวเองมีพรสวรรค์ในการสอน เขาไม่เพียงแต่สอนท่าต่อสู้ แต่ยังสอนปรัชญาและแนวคิดเรื่องการใช้ชีวิตด้วย

    ปฏิวัติแนวคิดการต่อสู้

    สิ่งที่ทำให้บรูซแตกต่างจากอาจารย์กังฟูคนอื่น คือเขาไม่ยึดติดกับแบบฉบับดั้งเดิม เขาเชื่อว่า “การต่อสู้คือการต่อสู้ ไม่ใช่การเต้นรำแบบสวยงาม”

    ตัวอย่างที่ชัดเจน: ในปี 1964 บรูซท้าดวลกับอาจารย์กังหู วง แจ็คแมน ที่ซานฟรานซิสโก การต่อสู้ครั้งนี้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะแม้บรูซจะชนะ แต่เขารู้สึกว่าการต่อสู้ใช้เวลานานเกินไป หากเป็นสถานการณ์จริงเขาอาจจะได้รับบาดเจ็บ

    จากเหตุการณ์นี้ เขาเริ่มพัฒนาระบบการต่อสู้ใหม่ที่เรียกว่า “เจ็ทคุณโด” โดยหยิบเอาสิ่งดีๆ จากทุกสำนักมาใช้ ไม่ว่าจะเป็นมวย เทควันโด ยูโด หรือแม้กระทั่งการฟันดาบ

    “ฉันไม่สอนสไตล์ตะวันออกหรือตะวันตก ฉันสอนการต่อสู้” เป็นประโยคที่เขาพูดบ่อยๆ

    ก้าวแรกสู่วงการบันเทิง

    โชคชะตาเปลี่ยนเมื่อ William Dozier โปรดิวเซอร์ฮอลลีวูด มาเห็นบรูซสาธิตกังฟูในงานแสดงที่ลองบีช เขาประทับใจฝีมือและเสน่ห์ของบรูซ จึงเสนอให้มาเล่นในซีรีส์ “The Green Hornet”

    แต่บทบาทนี้ไม่ใช่บทนำอย่างที่บรูซหวัง เขาเล่นเป็น “คาโตะ” คนขับรถและผู้ช่วยของพระเอกที่เป็นคนผิวขาว แม้จะได้โชว์ฝีมือการต่อสู้ แต่ก็ไม่ได้มีบทพูดมากนัก

    การแสดงในซีรีส์ทำให้บรูซมีชื่อเสียง แต่ก็ทำให้เขารู้สึกผิดหวัง เพราะฮอลลีวูดยังไม่พร้อมให้คนเอเชียเป็นพระเอก เขาได้แต่เล่นเป็นผู้ช่วย คนรับใช้ หรือคนร้าย

    ความผิดหวังกับฮอลลีวูด

    เหตุการณ์ที่ทำให้บรูซโกรธและผิดหวังมากที่สุด เกิดขึ้นเมื่อเขาเสนอไอเดียซีรีส์เรื่อง “นักสู้จากตะวันออก” แต่ผู้ผลิตกลับเอาไอเดียนั้นไปทำเป็นซีรีส์ “Kung Fu” โดยให้นักแสดงผิวขาวอย่าง David Carradine มาเล่นแทน

    บรูซเล่าให้เพื่อนฟังด้วยความขื่นขื้นว่า “พวกเขาคิดว่าคนอเมริกันจะไม่ยอมรับนักแสดงจีนเป็นพระเอก แม้ในเรื่องเกี่ยวกับกังฟู”

    ช่วงนี้บรูซเริ่มซึมเศร้าและหงุดหงิด เขารู้สึกว่าความฝันในการเป็นดาราฮอลลีวูดอาจจะไม่เป็นจริง เขาจึงตัดสินใจกลับไปหาโอกาสในเอเชีย

    การกลับบ้านและการเป็นซูเปอร์สตาร์

    ในปี 1971 บรูซกลับไปฮ่องกงเพื่อเยี่ยมแม่ ระหว่างนั้นเขาได้รับข้อเสนอจากบริษัท Golden Harvest ให้มาแสดงหนังกังฟู เขาลังเลตอนแรก เพราะกลัวว่าจะเป็นการถอยหลัง

    แต่หนังเรื่องแรก “The Big Boss” (1971) กลับประสบความสำเร็จอย่างไม่น่าเชื่อ หนังทำเงินสูงสุดในประวัติศาสตร์ฮ่องกงในขณะนั้น บรูซกลายเป็นซูเปอร์สตาร์ชั่วข้ามคืน

    สิ่งที่ทำให้บรูซแตกต่างจากดาราหนังกังฟูคนอื่น คือความจริงใจในการต่อสู้ เขาไม่ได้แค่โบกไม้โบกมือแบบใสๆ แต่เขาต่อสู้จริงๆ ด้วยความเร็วและพลังที่น่าทึ่ง

    ขุ่นเคืองกับวงการกังฟูดั้งเดิม

    ความสำเร็จของบรูซทำให้เขามีศัตรูมากขึ้น โดยเฉพาะสำนักกังฟูแบบดั้งเดิมที่คิดว่าเขา “ทำลายความศักดิ์สิทธิ์” ของศิลปะการต่อสู้จีน

    อาจารย์หลายคนไม่พอใจที่เขาไปสอนกังฟูให้คนต่างชาติ และยิ่งโกรธมากขึ้นเมื่อเขาวิจารณ์ว่าการต่อสู้แบบดั้งเดิม “ล้าสมัยแล้ว”

    มีเหตุการณ์หนึ่งที่ความตึงเครียดถึงจุดสูงสุด เมื่อบรูซไปถ่ายหนัง “Fist of Fury” ซึ่งมีฉากที่เขาพูดว่า “คนจีนไม่ใช่ชาติที่อ่อนแอ” และทำลายป้ายที่เขียนว่า “ห้ามสุนัขและคนจีนเข้า”

    แม้ฉากนี้จะเป็นที่ชื่นชอบของผู้ชม แต่ก็ทำให้บางกลุ่มคิดว่าเขาเป็น “คนจีนหัวรุนแรง”

    ปัญหาส่วนตัวที่ไม่เคยเปิดเผย

    หนังสือของ Matthew Polly เปิดเผยด้านมืดของบรูซที่คนทั่วไปไม่เคยรู้ เขามีปัญหาเรื่องยาเสพติด โดยเฉพาะยาแก้ปวดและยากล่อมประสาท

    ปัญหานี้เริ่มจากการบาดเจ็บขณะออกกำลังกาย บรูซใช้ยาแก้ปวดหลังมากเกินไป จนเริ่มเสพติดโดยไม่รู้ตัว เขาต้องกินยาหลายชนิดเพื่อให้หลับได้ และกินยาอีกหลายชนิดเพื่อให้ตื่นตัวขณะทำงาน

    นอกจากนี้ เขายังมีเรื่องชู้สาว แม้จะแต่งงานกับ Linda กับมีลูกด้วยกันแล้ว เขาก็ยังมีความสัมพันธ์กับนักแสดงหญิงหลายคน รวมถึงนักแสดงไต้หวัน Betty Ting Pei ซึ่งเป็นคนที่เขาไปอยู่ด้วยในคืนที่เสียชีวิต

    จุดสูงสุดและการจากไปอย่างกะทันหัน

    หลังจากประสบความสำเร็จในเอเชีย บรูซได้โอกาสกลับไปทำหนังฮอลลีวูดอีกครั้งกับ “Enter the Dragon” ภาพยนตร์ที่จะทำให้เขาเป็นซูเปอร์สตาร์ระดับโลก

    เขาตื่นเต้นมาก เพราะนี่คือโอกาสที่จะพิสูจน์ให้ฮอลลีวูดเห็นว่าคนเอเชียก็เป็นพระเอกได้ และจะเปิดทางให้นักแสดงเอเชียคนอื่นๆ ด้วย

    แต่วันที่ 20 กรกฎาคม 1973 เขาไป อยู่ที่บ้าน Betty Ting Pei เพื่อหารือเรื่องหนังเรื่องใหม่ ระหว่างนั้นเขาบอกว่าปวดหัว Betty จึงให้ยาแก้ปวดหัว เขานอนพักแล้วไม่ตื่นอีก

    การตายของบรูซเป็นปริศนาที่ยังไม่มีคำตอบที่แน่ชัด แพทย์สรุปว่าเขาตายจาก “อาการแพ้ยาแก้ปวดหัว” แต่หลายคนสงสัยว่ามีสาเหตุอื่น เพราะคนหนุ่มวัย 32 ปี ที่แข็งแรงมาก จะตายแค่เพราะยาแก้ปวดหัวเม็ดเดียวได้ยังไง

    มรดกที่เปลี่ยนโลก

    แม้บรูซจะมีชีวิตสั้น แต่เขาเปลี่ยนโลกไปตลกกาล ก่อนหน้านั้นนักแสดงเอเชียในฮอลลีวูดมักจะเล่นบทคนรับใช้ คนร้าย หรือตัวตลก บรูซเป็นคนแรกที่ทำให้คนเอเชียดูแกร่งกล้า เท่ และเป็นฮีโร่

    เขายังปฏิวัติแนวคิดเรื่องศิลปะการต่อสู้ จากเดิมที่แต่ละสำนักจะ “ป้องกันความลับ” เขากลับเชื่อว่าควรเอาสิ่งดีๆ มาแลกเปลี่ยนกัน การต่อสู้แบบ MMA ที่เป็นที่นิยมในปัจจุบัน ได้แนวคิดมาจากเขา

    ในด้านปรัชญา บรูซสอนให้คนเรา “เป็นตัวของตัวเอง” เขาเขียนไว้ว่า “เป็นเหมือนน้ำเถอะ เมื่อใส่แก้วก็เป็นรูปแก้ว เมื่อใส่ขวดก็เป็นรูปขวด น้ำไม่มีรูปร่างแน่นอน แต่กลับปรับตัวได้กับทุกสถานการณ์”

    บทเรียนจากชีวิตบรูซ ลี

    เรื่องราวของบรูซสอนเราหลายเรื่อง:

    เรื่องที่หนึ่ง: ความมุ่งมั่น แม้จะเจอปัญหามากมาย ถูกปฏิเสธบ่อยครั้ง บรูซก็ไม่เคยยอมแพ้ เขาหาทางใหม่เสมอเมื่อทางเก่าไม่ได้ผล

    เรื่องที่สอง: การเปิดใจ เขาไม่ยึดติดกับแบบฉบับเก่า แต่เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา จากการต่อสู้ไปจนถึงการใช้ชีวิต

    เรื่องที่สาม: ความเป็นผู้นำ เขาไม่เพียงแต่ประสบความสำเร็จส่วนตัว แต่ยังเปิดทางให้คนอื่นๆ ตามมา

    เรื่องที่สี่: ข้อจำกัดของชีวิต ชีวิตสั้น แต่สามารถสร้างผลงานยิ่งใหญ่ได้ หากเรารู้จักใช้เวลาที่มีอย่างคุ้มค่า

    แต่ชีวิตของเขาก็เตือนเราด้วยว่า ความสำเร็จไม่ได้รับประกันความสุข การมีชื่อเสียงและเงินทองไม่ได้ทำให้ปัญหาส่วนตัวหายไป และบางครั้งการไล่ตามความฝันอาจทำให้เราเสียสิ่งสำคัญอื่นๆ ไป

    สรุป

    “Bruce Lee: A Life” ไม่ใช่หนังสือที่มาเท่านั้น แต่เป็นหนังสือที่เล่าเรื่องจริงของมนุษย์คนหนึ่งที่มีจุดแข็งและจุดอ่อน มีความสำเร็จและความล้มเหลว มีความสุขและความทุกข์

    บรูซ ลีไม่ใช่ฮีโร่ที่สมบูรณ์แบบอย่างในหนัง แต่เขาเป็นคนธรรมดาที่มีความฝันใหญ่ และพยายามทำให้ความฝันนั้นเป็นจริงด้วยความมุ่งมั่น แม้จะต้องเจอกับปัญหามากมาย

    สิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเขาอาจไม่ใช่การที่เขาต่อสู้ได้เก่ง แต่เป็นการที่เขาใช้ชีวิตสั้นๆ ของตัวเองเปลี่ยนโลกให้ดีขึ้น และเปิดทางให้คนอื่นๆ ได้ไล่ตามความฝันของตัวเองด้วย

    วันนี้ เมื่อเราเห็นนักแสดงเอเชียเป็นซูเปอร์ฮีโร่ในหนังฮอลลีวูด หรือเห็นศิลปะการต่อสู้แบบผสมผสานในกีฬา MMA เราก็ควรจำเอาไว้ว่า ทุกสิ่งเหล่านี้เริ่มต้นจากชายคนหนึ่งที่เคยเป็นเด็กดื้อในฮ่องกง และมีความฝันจะเป็นดาราฮอลลีวูด

    “ความตายไม่ใช่สิ่งที่ใหญ่ที่สุด สิ่งที่ใหญ่ที่สุดคือการที่เราไม่เคยมีชีวิตจริงๆ” นี่คือประโยคที่บรูซ ลีเคยพูด และนี่ก็คือสิ่งที่เขาทำได้จริงๆ ในชีวิตสั้นๆ ของเขา – เขา “มีชีวิต” อย่างเต็มที่ และทำให้ชีวิตนั้นมีความหมาย

    #hrรีพอร์ต

  • เมื่อพูดถึงศิลปะการต่อสู้จีน หลายคนคงนึกถึงภาพยนตร์แอ็คชั่นที่มีการบินกระโดดข้ามหลังคา หรือนักสู้ที่ใช้พลังลึกลับทำลายก้อนหิน แต่มีศิลปะการต่อสู้หนึ่งที่ไม่ได้อวดโฉมด้วยท่าทางหวือหวา กลับกลายเป็นที่นิยมมากที่สุดในโลก นั่นคือ “วิงชุน” ศิลปะการต่อสู้ที่มีผู้ฝึกกว่า 4 ล้านคนทั่วโลก

    ความลับที่ซ่อนมากว่า 300 ปี

    นักเขียนชื่อ John Little และ Danny Xuan ซึ่งเป็นอาจารย์วิงชุนที่มีประสบการณ์กว่า 40 ปี ได้ร่วมกันเขียนหนังสือ “The Tao of Wing Chun” เพื่อเปิดเผยความลับที่ซ่อนอยู่ในศิลปะนี้มานานนับศตวรรษ

    “เป็นเวลากว่า 300 ปีแล้วที่วิงชุนถูกถ่ายทอดจากครูสู่ศิษย์” Xuan อธิบาย “แต่ไม่เคยมีใครย้อนกลับไปมองว่าทำไมเทคนิคต่างๆ ถึงถูกสร้างมาแบบนั้น”

    หนังสือเล่มนี้เปรียบเหมือนการใช้กล้องจุลทรรศน์ส่องดูเซลล์ของสิ่งมีชีวิต เพื่อทำความเข้าใจว่าทำไมมันถึงทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    เมื่อศิลปะการต่อสู้พบกับวิทยาศาสตร์

    สิ่งที่ทำให้วิงชุนแตกต่างจากศิลปะการต่อสู้อื่นๆ คือการใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์อย่างแท้จริง แทนที่จะพยายามทำให้นักฝึกมีร่างกายใหญ่โต แข็งแรง หรือคล่องแคล่วแบบสัตว์ วิงชุนเน้นการใช้โครงสร้างของร่างกายมนุษย์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

    ลองนึกภาพการเปิดขวดด้วยที่เปิดขวด แทนที่จะใช้แรงมือบิดฝาขวดจนเมื่อย เราใช้หลักการคานงัดทำให้เปิดได้อย่างง่ายดาย วิงชุนก็ใช้หลักการเดียวกัน แต่ใช้กับร่างกายมนุษย์

    ตัวอย่างหลักการฟิสิกส์ในวิงชุน

    1. หลักการส่งแรง ใน Boxing คนต่อยจะเหวี่ยงแขนจากไหล่เพื่อสร้างแรงหมัด แต่วิงชุนใช้การส่งแรงจากศูนย์กลางของร่างกาย (dantian) ผ่านแกนกระดูกสันหลัง แล้วส่งออกมาทางแขน เหมือนการส่งกระแสไฟฟ้าผ่านสายไฟ

    2. หลักการใช้แรงน้อยเอาชนะแรงมาก เมื่อมีคนผลักเรา แทนที่จะใช้แรงต้านกลับ วิงชุนสอนให้เบี่ยงแรงนั้นไปทางข้าง แล้วใช้แรงเบี่ยงนั้นกลับไปทำร้ายผู้โจมตี เหมือนการใช้แรงน้ำไหลเบี่ยงทิศทางเรือแทนการต้านกระแสน้ำ

    3. หลักการรักษาศูนย์กลาง วิงชุนเน้นการรักษาเส้นศูนย์กลางของร่างกาย (centerline) เหมือนการเล่นโยคะที่ต้องรักษาสมดุล การรักษาเส้นนี้ทำให้สามารถโจมตีและป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

    เรื่องเล่าจากประวัติศาสตร์

    วิงชุนมีเรื่องเล่าที่น่าสนใจเกี่ยวกับต้นกำเนิด ตำนานเล่าว่าศิลปะนี้ถูกสร้างขึ้นโดยแม่ชีพุทธชื่อ Ng Mui ในสมัยราชวงศ์ชิง เธอได้สังเกตการต่อสู้ระหว่างงูกับนกกระต่าย และนำมาพัฒนาเป็นศิลปะการต่อสู้ที่เหมาะกับผู้หญิง

    เรื่องเล่านี้สะท้อนปรัชญาสำคัญของวิงชุน คือการใช้ความนุ่มนวลเอาชนะความแข็งแกร่ง ใช้สติปญญาเอาชนะกำลังดิบ

    บทเรียนจากธรรมชาติ

    งูไม่ใช่สัตว์ที่แข็งแรงที่สุด แต่สามารถเอาชนะศัตรูที่ใหญ่กว่าได้ด้วยความเร็ว ความแม่นยำ และการใช้จังหวะ นกกระต่ายใช้ความคล่องตัวหลบหลีกและโจมตีแบบกะทันหัน

    วิงชุนนำหลักการเหล่านี้มาประยุกต์ สอนให้ผู้ฝึกใช้ความรวดเร็วแทนกำลัง ใช้จังหวะแทนความแรง และใช้สติปัญญาแทนการใช้แรงดิบ

    เมื่อศิลปะการต่อสู้กลายเป็นวิถีชีวิต

    หนังสือไม่ได้เล่าแค่เรื่องการต่อสู้ แต่ยังอธิบายว่าหลักการของวิงชุนสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างไร

    การใช้หลักการวิงชุนในชีวิต

    1. การจัดการความขัดแย้ง แทนที่จะเผชิญหน้ากับปัญหาโดยตรง (เหมือนการต่อสู้ด้วยแรง) เราสามารถใช้วิธีการเบี่ยงประเด็น แล้วหาทางแก้ไขจากมุมอื่น

    2. การทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ หลักการประหยัดพลังงานของวิงชุนสอนให้เราทำงานอย่างฉลาด ไม่ใช่ทำงานหนัก ใช้ความรู้และประสบการณ์แทนการใช้แรงงานดิบ

    3. การรักษาสมดุลในชีวิต เหมือนการรักษาเส้นศูนย์กลางในวิงชุน การรักษาสมดุลระหว่างงานและชีวิตส่วนตัว ระหว่างการให้และการรับ ระหว่างความมั่นใจและความถ่อมตน

    ความงามของความเรียบง่าย

    สิ่งที่น่าทึ่งเกี่ยวกับวิงชุนคือความเรียบง่าย ไม่มีท่าทางซับซ้อน ไม่มีการกระโดดโลดเต้น แต่มีประสิทธิภาพสูงมาก

    เปรียบเทียบกับศิลปะอื่น

    หากศิลปะการต่อสู้อื่นเหมือนซิมโฟนีที่มีเครื่องดนตรีมากมาย วิงชุนก็เหมือนเปียโนเดี่ยวที่สร้างเสียงเพลงที่งดงามด้วยความเรียบง่าย

    หากศิลปะอื่นเหมือนการปรุงอาหารที่ใช้เครื่องเทศมากมาย วิงชุนก็เหมือนการปรุงอาหารญี่ปุ่นที่เน้นรสชาติธรรมชาติของวัตถุดิบ

    เทคนิคพิเศษ: Chi Sao หรือ “มือเหนียว”

    หนึ่งในเทคนิคที่ถือว่าเป็นหัวใจของวิงชุนคือ Chi Sao หรือ “sticky hands” (มือเหนียว) เป็นการฝึกที่ผู้ฝึกสองคนจับมือกันแล้วเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง

    ตัวอย่างการฝึก Chi Sao

    นึกภาพการเต้นรำคู่ แต่แทนที่จะเต้นตามจังหวะเพลง คุณต้องเต้นตามการเคลื่อนไหวของคู่เต้น ต้องรู้สึกถึงแรงที่คู่เต้นใช้ ทิศทางที่เขาจะเคลื่อนไหว และตอบสนองอย่างเหมาะสม

    Chi Sao สอนให้ผู้ฝึกเรียนรู้การ “ฟัง” ด้วยมือ รู้สึกถึงความตั้งใจของคู่ต่อสู้ก่อนที่เขาจะทำอะไร เหมือนการอ่านใจคนอื่นผ่านการสัมผัส

    วิงชุนกับเรื่องของบรูซ ลี

    หลายคนรู้จักวิงชุนผ่านบรูซ ลี นักแสดงและนักสู้ในตำนาน บรูซ ลีได้เรียนวิงชุนจากอาจารย์ Ip Man ในฮ่องกง แม้ว่าต่อมาเขาจะพัฒนา Jeet Kune Do เป็นศิลปะการต่อสู้ของตัวเอง แต่รากฐานของเขายังคงมาจากวิงชุน

    บทเรียนจากบรูซ ลี

    บรูซ ลีมักพูดถึง “การเป็นน้ำ” – ความยืดหยุ่น การปรับตัว และการไหลตามสถานการณ์ นี่คือหัวใจของปรัชญาวิงชุน

    เขายังสอนให้ “ใช้สิ่งที่มีประโยชน์ ทิ้งสิ่งที่ไร้ประโยชน์” ซึ่งสะท้อนหลักการประหยัดพลังงานของวิงชุน

    การฝึกวิงชุน: ใครก็ทำได้

    สิ่งที่น่าอัศจรรย์เกี่ยวกับวิงชุนคือทุกคนสามารถฝึกได้ ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง เด็กหรือผู้ใหญ่ คนตัวใหญ่หรือตัวเล็ก

    เหตุผลที่ทุกคนฝึกได้

    1. ไม่ต้องอาศัยแรงกาย วิงชุนใช้หลักกลศาสตร์และฟิสิกส์ ไม่ใช่กำลังดิบ หญิงหนุ่มวัย 50 ปีสามารถเอาชนะหนุ่มนักกีฬาวัย 25 ปีได้ หากเธอเข้าใจหลักการมากกว่า

    2. เน้นเทคนิคมากกว่าความแข็งแกร่ง เหมือนการเล่นหมากรุก ผู้ที่รู้วิธีการเล่นย่อมเอาชนะคนที่แข็งแรงแต่ไม่รู้กติกา

    3. ใช้ระยะเวลาฝึกสั้น เนื่องจากเป็นระบบที่มีประสิทธิภาพ ผู้เรียนสามารถเห็นผลในระยะเวลาที่ค่อนข้างสั้น เมื่อเทียบกับศิลปะการต่อสู้อื่น

    ประโยชน์มากกว่าการป้องกันตัว

    การฝึกวิงชุนไม่ได้ให้ประโยชน์แค่การป้องกันตัว แต่ยังช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตในหลายๆ ด้าน

    ประโยชน์ทางร่างกาย

    • เพิ่มความยืดหยุ่น
    • พัฒนาการทรงตัว
    • เสริมสร้างสมาธิ
    • เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลาง

    ประโยชน์ทางจิตใจ

    • เพิ่มความมั่นใจ
    • พัฒนาการควบคุมอารมณ์
    • เสริมสร้างความอดทน
    • เพิ่มความรู้สึกเป็นศูนย์กลาง (centeredness)

    ประโยชน์ทางสังคม

    • เรียนรู้การทำงานเป็นทีม (ผ่านการฝึกคู่)
    • เสริมสร้างความเคารพซึ่งกันและกัน
    • พัฒนาทักษะการสื่อสาร (การ “ฟัง” ผ่านการสัมผัส)

    เส้นทางการเรียนรู้

    หนังสือนี้ไม่ได้เขียนเพื่อสร้างนักสู้ แต่เพื่อสร้างผู้ที่เข้าใจหลักการของชีวิต การฝึกวิงชุนเป็นการเดินทางค้นหาตัวเอง ไม่ใช่การเดินทางเพื่อเอาชนะคนอื่น

    ระดับการเรียนรู้

    1. ระดับเริ่มต้น: เรียนรู้ท่าทาง เหมือนการเรียนภาษาใหม่ ต้องเริ่มจากการจำคำศัพท์และไวยากรณ์

    2. ระดับกลาง: เข้าใจหลักการ เริ่มเข้าใจว่าทำไมแต่ละท่าทางถึงมีประสิทธิภาพ เหมือนการเริ่มเข้าใจเหตุผลเบื้องหลังกฎไวยากรณ์

    3. ระดับสูง: ประยุกต์ใช้อย่างอิสระ สามารถใช้หลักการได้อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ต้องคิด เหมือนการพูดภาษาได้อย่างคล่องแคล่ว

    4. ระดับอาจารย์: ถ่ายทอดให้คนอื่น ไม่ใช่แค่ทำได้เท่านั้น แต่สามารถอธิบายและสอนให้คนอื่นเข้าใจได้

    บทสรุป: การค้นพบตัวเองผ่านศิลปะ

    หนังสือ “The Tao of Wing Chun” ไม่ได้เป็นเพียงคู่มือสอนต่อสู้ แต่เป็นหนังสือปรัชญาชีวิตที่ซ่อนอยู่ในศิลปะการต่อสู้ มันสอนให้เราเข้าใจว่าความแข็งแกร่งที่แท้จริงไม่ได้มาจากกล้ามเนื้อ แต่มาจากสติปัญญา ความเข้าใจ และการรู้จักใช้สิ่งที่เรามีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

    การฝึกวิงชุนคือการเรียนรู้ที่จะ “เป็นน้ำ” ในโลกที่เต็มไปด้วยความแข็งแกร่ง การเรียนรู้ที่จะใช้ความนุ่มนวลเอาชนะความรุนแรง การเรียนรู้ที่จะหาสมดุลระหว่างการให้และการรับ ระหว่างการโจมตีและการป้องกัน ระหว่างความแข็งแกร่งและความอ่อนโยน

    ในท้ายที่สุด วิงชุนไม่ได้สอนให้เราเป็นนักสู้ที่เก่งกาจ แต่สอนให้เราเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ รู้จักใช้พลังที่มีอยู่อย่างฉลาด เข้าใจความเชื่อมโยงระหว่างร่างกายและจิตใจ และที่สำคัญที่สุด รู้จักเคารพและให้ความสำคัญกับศักดิ์ศรีของผู้อื่น

    เมื่อเราเข้าใจหลักการเหล่านี้แล้ว เราจะพบว่าชีวิตไม่ใช่การต่อสู้ที่ต้องมีผู้ชนะและผู้แพ้ แต่เป็นการเต้นรำที่ทุกคนสามารถเป็นทั้งผู้นำและผู้ตามได้อย่างสวยงาม นี่คือความลับที่ซ่อนอยู่ในวิงชุนมากว่า 300 ปี และนี่คือสิ่งที่หนังสือเล่มนี้ต้องการจะบอกเล่าให้โลกได้รู้

    #hrรีพอร์ต

  • ถ้าเรามองรอบตัวเราตอนนี้ ไฟฟ้าที่ส่องสว่างในบ้าน พัดลมที่หมุนเย็นสบาย หรือแม้แต่มือถือที่เราถือในมือ ทุกสิ่งนี้ล้วนมีร่องรอยของชายคนหนึ่งที่ชีวิตของเขาเปี่ยมไปด้วยจินตนาการล้ำยุค ความฝันใหญ่ และการค้นพบที่เปลี่ยนโลก เขาคือ “นิโคลา เทสลา” นักประดิษฐ์อัจฉริยะที่หลายคนเรียกว่าเป็นคนที่อยู่เหนือยุคสมัยไปเป็นร้อยปี

    จุดเริ่มต้นของอัจฉริยะแปลก

    เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 1856 ในหมู่บ้านเล็กๆ ที่เซอร์เบีย เด็กชายนิโคลา เทสลาเกิดมาพร้อมกับพายุฟ้าผ่า นางพยาบาลที่มาช่วยคลอดบอกกับแม่ของเขาว่า “เด็กคนนี้จะเป็นลูกของความมืด” แต่แม่ของเทสลากลับตอบว่า “ไม่ เขาจะเป็นลูกของแสงสว่าง”

    คำพูดของแม่เทสลากลายเป็นจริงเหนือกว่าที่ใครจะคาดคิด เพราะเทสลาจะกลายเป็นคนที่นำแสงสว่างในรูปแบบของไฟฟ้ามาสู่โลกใบนี้

    ตั้งแต่เด็ก เทสลาก็แสดงออกถึงความแปลกแตกต่าง เขาเล่าในอัตชีวประวัติว่าตัวเองมีความสามารถพิเศษที่แปลกประหลาด เขาสามารถมองเห็นสิ่งต่างๆ ในจินตนาการได้ชัดเจนเหมือนของจริง เหมือนกับว่ามีโรงภาพยนตร์ส่วนตัวอยู่ในหัวของเขา

    “ผมสามารถสร้างเครื่องจักรขึ้นมาในใจ ปรับปรุงมัน ทดสอบมัน และแม้กระทั่งหาจุดที่สึกหรอได้โดยไม่ต้องสัมผัสของจริงเลย” เทสลาเขียนไว้ในอัตชีวประวัติ

    ความสามารถนี้ทำให้เขาสามารถประดิษฐ์สิ่งต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ เพราะเขาทดลองทุกอย่างในหัวจนสมบูรณ์แล้วจึงค่อยนำมาสร้างของจริง

    วัยเรียนที่เต็มไปด้วยความท้าทาย

    ตอนเรียนมัธยม เทสลามีความสามารถทางคณิตศาสตร์ที่น่าทึ่ง เขาสามารถคิดเลขซับซ้อนในใจได้เร็วมาก จนครูสงสัยว่าเขาโกงสอบ วันหนึ่งครูให้เขาแก้โจทย์คณิตศาสตร์ยากๆ หน้าชั้นเรียน เทสลาแก้ได้อย่างรวดเร็วและถูกต้อง จนครูต้องยอมรับความสามารถของเขา

    แต่ชีวิတของเทสลาก็ไม่ได้ราบรื่นเสมอไป เขามีอาการแปลกๆ หลายอย่าง เช่น เขาเกลียดมุกและสิ่งที่กลมๆ เป็นการส่วนตัว เขาต้องนับก้าวเดินทุกครั้งที่เดิน และต้องคำนวณปริมาตรของอาหารก่อนกิน คนรอบข้างจึงมองเขาเป็นเด็กแปลก

    การเดินทางสู่ยุโรป

    หลังจากจบการศึกษาด้านวิศวกรรม เทสลาไปทำงานในยุโรป เขาทำงานให้กับบริษัทไฟฟ้าต่างๆ และเริ่มพัฒนาแนวคิดเรื่องกระแสสลับ (AC) ซึ่งเป็นการปฏิวัติวงการไฟฟ้าอย่างแท้จริง

    ในสมัยนั้น คนส่วนใหญ่ใช้กระแสตรง (DC) ที่ส่งไฟได้แค่ระยะสั้น แต่เทสลามองเห็นว่ากระแส AC จะส่งไฟได้ไกลกว่าและมีประสิทธิภาพกว่ามาก ปัญหาคือยังไม่มีใครเชื่อในวิสัยทัศน์ของเขา

    การเดินทางสู่ดินแดนแห่งความฝัน

    ในปี 1884 เทสลาตัดสินใจเดินทางไปอเมริกาด้วยความฝันอยากร่วมงานกับ โทมัส เอดิสัน นักประดิษฐ์ชื่อดังแล้วในตอนนั้น เขามีเงินในกระเป๋าแค่ 4 เซนต์ แต่มีใจที่เต็มไปด้วยความหวังและแนวคิดใหม่ๆ

    ตัวอย่างของความกล้าหาญคือ เมื่อเรือที่เทสลาโดยสารมีปัญหา เขาช่วยซ่อมเครื่องจักรของเรือได้ จนกัปตันเรือประทับใจและแนะนำให้เขาไปหาเอดิสัน

    การได้พบเอดิสันครั้งแรกทำให้เทสลาตื่นเต้นมาก เขาได้เสนอแนวคิดการปรับปรุงเครื่องจักร DC ของเอดิสัน เอดิสันท้าให้เทสลาลองทำดู โดยสัญญาว่าจะให้เงินรางวัล 50,000 ดอลลาร์ (เทียบกับปัจจุบันประมาณ 40 ล้านบาท) ถ้าทำสำเร็จ

    เทสลาทำงานอย่างหนักและสำเร็จตามที่สัญญาไว้ แต่เมื่อไปเรียกรางวัล เอดิสันกลับหัวเราะและบอกว่า “เทสลา คุณไม่เข้าใจอารมณ์ขันของอเมริกัน นั่นแค่ล้อเล่นเท่านั้น”

    เหตุการณ์นี้ทำให้เทสลาผิดหวังอย่างมาก เขาจึงลาออกจากงานและออกไปตั้งบริษัทเอง

    ยุคแห่งการต่อสู้และสงครามกระแสไฟฟ้า

    หลังออกจากเอดิสัน เทสลาก่อตั้งบริษัทของตัวเอง แต่กลับถูกหุ้นส่วนโกงเงิน เขาต้องมาทำงานขุดถนนหาเงิน วันๆ หนึ่งได้แค่ 2 ดอลลาร์ นักประดิษฐ์อัจฉริยะต้องมาถือจอบขุดดิน!

    แต่โชคยังมีเหลืออยู่ เมื่อเขาได้พบกับนักธุรกิจชื่อ จอร์จ เวสติ้งเฮาส์ ที่เชื่อมั่นในเทคโนโลยี AC ของเทสลา เวสติ้งเฮาส์ซื้อสิทธิบัตรมอเตอร์ AC ของเทสลาในราคา 60,000 ดอลลาร์ พร้อมค่าลิขสิทธิ์ 2.5 ดอลลาร์ต่อแรงม้าที่ผลิตได้

    นี่คือจุดเริ่มต้นของ “สงครามกระแสไฟฟ้า” ระหว่างกลุ่ม AC ของเทสลา-เวสติ้งเฮาส์ กับกลุ่ม DC ของเอดิสัน

    เอดิสันใช้วิธีการโจมตีที่รุนแรง เขาจัดการสาธิตฆ่าสัตว์ด้วยไฟฟ้า AC เพื่อแสดงให้เห็นว่า AC อันตราย เขาแม้กระทั่งสนับสนุนการใช้ไฟฟ้า AC ในการประหารชีวิตนักโทษ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่เลวร้ายให้กับ AC

    แต่เทสลาและเวสติ้งเฮาส์ไม่ยอมแพ้ พวกเขาแสดงให้เห็นว่า AC ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพกว่า จุดเปลี่ยนมาเมื่อพวกเขาได้รับสัญญาให้จัดหาไฟฟ้าสำหรับงาน World’s Fair ที่ชิคาโก ในปี 1893

    งานนี้กลายเป็นการสาธิตครั้งยิ่งใหญ่ของเทคโนโลยี AC เมื่อคนนับแสนคนได้เห็นแสงไฟ AC ส่องสว่างไปทั่วงาน ทุกคนต่างตื่นตาตื่นใจกับความสว่างไสวและความมหัศจรรย์ของเทคโนโลยีใหม่นี้

    การสาธิตที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์

    หนึ่งในการสาธิตที่น่าประทับใจที่สุดของเทสลาเกิดขึ้นในห้องแล็บของเขา เขาถือหลอดไฟ fluorescent ในมือเปล่า แล้วหลอดไฟก็สว่างขึ้นโดยไม่ต้องเชื่อมสายไฟใดๆ เลย!

    คนที่มาดูต่างตะลึงกับสิ่งที่เห็น เพราะในสมัยนั้นการส่งไฟฟ้าแบบไร้สายฟังดูเหมือนเวทมนตร์ เทสลาอธิบายหลักการทางวิทยาศาสตร์ แต่สำหรับคนทั่วไป มันดูเหมือนปาฏิหารรย์มากกว่า

    เขายังสาธิตการควบคุมเรือของเล่นด้วยรีโมทคอนโทรล ซึ่งเป็นครั้งแรกในโลกที่มีการใช้เทคโนโลยีนี้ คนดูนึกว่าเรือของเล่นมีจิตวิญญาณ เพราะไม่เข้าใจว่าทำไมมันถึงเคลื่อนไหวได้เอง

    ความฝันใหญ่ที่ล้มเหลว

    ความสำเร็จจากสงครามกระแสไฟฟ้าทำให้เทสลามีเงินมากพอที่จะทำการทดลองในฝันของเขา เขาต้องการสร้างระบบส่งพลังงานไฟฟ้าไปทั่วโลกโดยไม่ต้องใช้สายไฟ

    เทสลาได้สร้างห้องแล็บขนาดใหญ่ที่ Colorado Springs ที่นั่นเขาสร้างเครื่องจักรขนาดมหึมาที่สามารถสร้างฟ้าผ่าเทียมได้ยาวถึง 40 เมตร! เสียงดังของเครื่องจักรนี้ได้ยินไกลถึง 25 กิโลเมตร

    การทดลองครั้งหนึ่ง เทสลาส่งกระแสไฟฟ้าลงดิน แล้วให้ผู้ช่วยเอาหลอดไฟไปปักดินไว้ห่างออกไปหลายกิโลเมตร หลอดไฟสว่างขึ้นโดยไม่ต้องใช้สายไฟเลย! นี่เป็นการพิสูจน์ว่าเขาสามารถส่งไฟฟ้าผ่านพื้นโลกได้จริง

    ด้วยความมั่นใจจากผลการทดลอง เทสลาจึงขอเงินทุนจากนักธุรกิจชื่อ J.P. Morgan เพื่อสร้างหอคอย Wardenclyffe ที่ Long Island ซึ่งจะเป็นสถานีส่งพลังงานไฟฟ้าไปทั่วโลก

    แต่เมื่อ Morgan รู้ว่าถ้าคนทั่วโลกได้ไฟฟ้าฟรี เขาจะไม่สามารถเก็บค่าไฟได้ เขาจึงหยุดให้เงินทุน โปรเจ็กต์ยิ่งใหญ่นี้จึงต้องล้มเหลว

    การประดิษฐ์ที่เปลี่ยนโลก

    แม้โปรเจ็กต์ใหญ่จะล้มเหลว แต่เทสลายังคงประดิษฐ์สิ่งต่างๆ ที่มีผลต่อชีวิตเรามากมาย

    มอเตอร์เหนี่ยวนำ AC: นี่คือหัวใจของระบบไฟฟ้าสมัยใหม่ ทุกอย่างตั้งแต่เครื่องซักผ้า พัดลม ไปจนถึงโรงงานอุตสาหกรรมใช้หลักการนี้

    ระบบไฟฟ้า 3 เฟส: ระบบที่ใช้ส่งไฟฟ้าทั่วโลกในปัจจุบัน ทำให้ส่งไฟได้ไกลและมีประสิทธิภาพสูง

    หม้อแปลงเทสลา: ใช้ในวิทยุ เครื่องเอ็กซเรย์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ

    รีโมทคอนโทรล: จากเรือของเล่นในสมัยเทสลา กลายเป็นเทคโนโลยีที่เราใช้กันทุกวันนี้

    การส่งสัญญาณไร้สาย: เป็นพื้นฐานของวิทยุ โทรทัศน์ และการสื่อสารสมัยใหม่

    ผู้ทำนายอนาคต

    สิ่งที่น่าทึ่งคือเทสลาสามารถมองเห็นอนาคตได้แม่นยำอย่างไม่น่าเชื่อ ในปี 1926 เขาให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร Collier’s ว่า:

    “เมื่อเทคโนโลยีไร้สายพัฒนาอย่างสมบูรณ์ โลกทั้งใบจะกลายเป็นสมองขนาดใหญ่ คนเราจะสามารถสื่อสารกันได้ทันทีไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน เราจะมีอุปกรณ์เล็กๆ ที่สามารถพกพาได้ ทำให้เราได้ยินเพลง ดูหนัง อ่านหนังสือ และติดต่อสื่อสารกับคนทั่วโลกได้”

    นี่คือการบรรยายถึงสมาร์ทโฟนและอินเทอร์เน็ตเมื่อร้อยปีก่อน!

    เขายังทำนายว่าในอนาคตเราจะมี:

    • รถยนต์ไร้คนขับ
    • เครื่องบินที่บินได้ด้วยระบบไฟฟ้า
    • การส่งข้อมูลไปทั่วโลกในทันที
    • หุ่นยนต์ที่ช่วยงานมนุษย์

    ปีสุดท้ายแห่งความเงียบเหงา

    แม้จะเป็นอัจฉริยะระดับโลก แต่เทสลากลับไม่รู้จักบริหารเงิน เขาเอาเงินทั้งหมดไปลงทุนกับการทดลองและการประดิษฐ์ ไม่สนใจที่จะสะสมความมั่งคั่งส่วนตัว

    ในปีสุดท้าย เขาอาศัยอยู่ในโรงแรม New Yorker อย่างเงียบเหงา เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ให้อาหารนกพิราบในสวนสาธารณะ กลายเป็นชายแก่แปลกๆ ที่เด็กๆ ในย่านนั้นรู้จัก

    แม้จะยากจน แต่เทสลายังคงคิดค้นสิ่งใหม่ๆ อยู่เรื่อย เขาเขียนแผนการสำหรับ “รังสีมรณะ” (Death Ray) ที่สามารถยิงเครื่องบินข้าศึกตกได้จากระยะไกล แต่โชคดีที่เทคโนโลยีนี้ไม่เกิดขึ้นจริง

    เมื่อวันที่ 7 มกราคม 1943 เทสลาเสียชีวิตด้วยอายุ 86 ปี ในห้องพักโรงแรมที่เขาอาศัยอยู่ตัวคนเดียว ไม่มีครอบครัวหรือเพื่อนสนิทเข้ามาดูแล

    มรดกแห่งความยิ่งใหญ่

    หลังจากเทสลาเสียชีวิต รัฐบาลอเมริกันได้ริบทรัพย์สินและเอกสารการทดลองทั้งหมดของเขาไป เพื่อป้องกันไม่ให้เทคโนโลยีอันตรายตกไปอยู่ในมือคนไม่ดี

    แต่มรดกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเทสลาคือสิ่งประดิษฐ์ที่เราใช้ในชีวิตประจำวัน เมื่อเราเปิดไฟในบ้าน ใช้โทรศัพท์ ดูทีวี หรือใช้อินเทอร์เน็ต เราใช้เทคโนโลยีที่เขาคิดค้นหรือเป็นพื้นฐานให้ทั้งนั้น

    ในปี 2003 บริษัท Tesla Motors ใช้ชื่อของเขาเป็นชื่อบริษัท เพื่อเป็นเกียรติแก่ชายผู้มีวิสัยทัศน์เรื่องไฟฟ้าและการขนส่งในอนาคต

    หน่วยความแรงสนามแม่เหล็ก “เทสลา” (Tesla) ก็ตั้งชื่อตามเขา รวมถึงสิ่งประดิษฐ์อื่นๆ อีกมากมายที่ใช้นามของเขา

    บทเรียนจากชีวิตเทสลา

    เรื่องราวของเทสลาสอนเราหลายบทเรียน:

    การคิดล้ำยุค: บางครั้งความคิดที่ดีที่สุดอาจจะไม่ถูกเข้าใจในตอนนั้น แต่เมื่อเวลาผ่านไป มันจะพิสูจน์ตัวเองได้

    ความอุตสาหะ: เทสลาไม่เคยยอมแพ้ แม้จะถูกหลอกลวง ล้มละลาย หรือไม่ถูกเข้าใจ เขายังคงทำงานเพื่อความฝันของเขาจนวินาทีสุดท้าย

    การแบ่งปัน: เทสลาไม่ได้คิดค้นเพื่อความมั่งคั่งส่วนตัว แต่เพื่อทำให้โลกเป็นที่ที่ดีกว่า เขาเชื่อว่าเทคโนโลยีควรทำให้มนุษยชาติก้าวหน้า

    จินตนาการ: ความสามารถในการจินตนาการทำให้เทสลาสร้างสิ่งที่คนอื่นคิดว่าเป็นไปไม่ได้ การมีจิตใจที่เปิดกว้างและกล้าฝันใหญ่คือกุญแจสำคัญของนวัตกรรม

    วันนี้และพรุ่งนี้

    ในโลกปัจจุบัน ความฝันของเทสลาหลายอย่างเป็นจริงแล้ว เรามีระบบส่งข้อมูลไร้สายทั่วโลก รถยนต์ไฟฟ้า และแม้แต่การส่งไฟฟ้าแบบไร้สายก็เริ่มใช้งานได้จริงในระยะสั้น

    บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำทั่วโลกต่างแข่งขันพัฒนาเทคโนโลยีที่เทสลาฝันไว้ เช่น การส่งพลังงานไฟฟ้าจากอวกาศ การชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สาย และการสื่อสารด้วยความคิด

    นิโคลา เทสลาจึงไม่ใช่แค่นักประดิษฐ์ในอดีต แต่เขาคือแรงบันดาลใจสำหรับนักวิทยาศาสตร์และนักประดิษฐ์ในปัจจุบัน เขาสอนเราว่าการมีวิสัยทัศน์ที่ยิ่งใหญ่ ความกล้าที่จะคิดต่าง และความพยายามอย่างไม่ย่อท้อ สามารถเปลี่ยนโลกได้จริง

    ทุกครั้งที่เราเปิดสวิตช์ไฟ จึงเป็นการระลึกถึงชายผู้นำแสงสว่างมาสู่โลก ชายที่ถือกำเนิดมาพร้อมกับพายุฟ้าผ่า และใช้ชีวิตของเขาในการสร้างพายุแห่งการเปลี่ยนแปลงที่ยังคงส่ายไหวต่อไปจนถึงทุกวันนี้

    #hrรีพอร์ต

  • เด็กชายที่เห็นแสงแฟลช

    ในคืนหนึ่งของปี 1856 ที่หมู่บ้านสมิลยานในเซอร์เบีย ฟ้าผ่าดังสนั่นหวั่นไหว และในคืนนั้นเองเด็กทารกคนหนึ่งได้เกิดขึ้นมา นางผดุงครรภ์เล่าขำๆ ว่า “เด็กคนนี้จะเป็นลูกแห่งความมืด” แต่มารดาของเด็กกลับตอบว่า “ไม่ ลูกของฉันจะเป็นลูกแห่งแสงสว่าง”

    คำทำนายของมารดาผู้นั้นกลายเป็นจริง เด็กชายคนนี้คือ นิโคลา เทสลา ผู้ที่จะมาเปลี่ยนโลกด้วยแสงสว่างแห่งไฟฟ้า

    ตั้งแต่เด็ก เทสลาก็แปลกไปจากเด็คนอื่นๆ เขาเล่าว่าเขาเห็น “แสงแฟลช” อยู่เสมอ และในหัวของเขามีภาพเครื่องจักรต่างๆ ผุดขึ้นมา เขาสามารถสร้างเครื่องจักรในจิตใจ ทดสอบมัน ปรับปรุงมัน และเมื่อเขาคิดว่าสมบูรณ์แล้วจึงค่อยสร้างของจริงขึ้นมา

    วิธีคิดแบบนี้ทำให้เทสลาประหยัดเวลาและเงินได้มาก เขาไม่ต้องทำการทดลองผิดพลาดหลายครั้งแบบนักประดิษฐ์คนอื่น แต่สร้างขึ้นมาครั้งเดียวก็สำเร็จเลย

    การเดินทางสู่อเมริกา

    เมื่อโตขึ้น เทสลาไปทำงานในปารีสกับบริษัทของเอดิสัน แต่เขารู้สึกว่าความคิดของเขาล้ำหน้าเกินไป จึงตัดสินใจเดินทางไปอเมริกาในปี 1884 ด้วยเงินเพียง 4 เซนต์ในกระเป๋า และจดหมายแนะนำตัวที่เขียนว่า “ผมรู้จักคนสองคนที่ยิ่งใหญ่ คนหนึ่งคือคุณ อีกคนคือชายคนนี้”

    เมื่อไปถึงนิวยอร์ก เทสลาไปทำงานให้กับ โธมัส เอดิสัน ผู้ประดิษฐ์หลอดไฟฟ้า ตอนแรกเอดิสันก็ประทับใจในความสามารถของเทสลา แต่ไม่นานความขัดแย้งก็เกิดขึ้น

    เหตุผลง่ายๆ คือทั้งคู่มีความคิดเรื่องไฟฟ้าที่แตกต่างกัน เอดิสันเชื่อในระบบกระแสตรง (DC) ที่เขาคิดค้น ส่วน เทสลาเชื่อในระบบกระแสสลับ (AC) ที่เขาคิดว่าดีกว่า

    สงครามกระแสไฟฟ้า

    ลองนึกภาพดูครับ หากเราต้องส่งไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าไปยังบ้านที่อยู่ห่างออกไป 10 กิโลเมตร ระบบไหนจะดีกว่ากน?

    ระบบกระแสตรง (DC) ของเอดิสัน:

    • ส่งไฟได้เพียง 1-2 กิโลเมตรเท่านั้น
    • หากต้องการส่งไกลกว่านี้ต้องสร้างโรงไฟฟ้าหลายแห่ง
    • เหมือนการวิ่งส่งจดหมาย หากระยะทางไกลต้องแวะพักหลายจุด

    ระบบกระแสสลับ (AC) ของเทสลา:

    • ส่งไฟได้ระยะไกลมาก โดยใช้หม้อแปลงไฟฟ้า
    • ประหยัดค่าใช้จ่ายในการสร้างโรงไฟฟ้า
    • เหมือนการส่งจดหมายทางไปรษณีย์ ส่งครั้งเดียวไปได้ไกล

    เอดิสันไม่ยอมรับว่าระบบของเทสลาดีกว่า เขายิ่งโกรธมากขึ้นเมื่อเทสลาออกจากบริษัทไปร่วมมือกับ จอร์จ เวสติ่งเฮาส์ คู่แข่งของเขา

    เพื่อพิสูจน์ว่ากระแสสลับอันตราย เอดิสันจึงจัดการแสดงโชว์ที่โหดร้าย เขาใช้กระแสสลับฆ่าช้าง เพื่อให้คนดูแล้วกลัวกระแสสลับ แต่เทสลากลับทำสิ่งที่กล้าหาญกว่า

    ในงานแสดงที่ชิคาโก เทสลายืนกลางสนามและปล่อยให้กระแสไฟฟ้าแรงสูงไหลผ่านตัวเขา หลอดไฟฟ้าในมือเขาสว่างขึ้น แต่เขาไม่เป็นอะไร เขาพิสูจน์ให้เห็นว่าหากใช้อย่างถูกต้อง กระแสสลับปลอดภัย

    ในที่สุด การแข่งขันนี้เทสลาชนะ เพราะระบบกระแสสลับประหยัดและมีประสิทธิภาพกว่าจริงๆ วันนี้ไฟฟ้าในบ้านเราใช้ระบบกระแสสลับทั้งหมด

    สิ่งประดิษฐ์ที่เปลี่ยนโลก

    มอเตอร์เหนี่ยวนำ

    สิ่งประดิษฐ์ที่สำคัญที่สุดของเทสลาคือ “มอเตอร์เหนี่ยวนำ” ลองดูเครื่องซักผ้าที่บ้านคุณสิ พัดลมเพดาน ตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ – ทั้งหมดนี้ใช้มอเตอร์เหนี่ยวนำของเทสลา

    ก่อนหน้านี้มอเตอร์ไฟฟ้าต้องใช้ “แปรงถู” ที่ทำให้เกิดประกายไฟและเสียงรบกวน เหมือนการขับรถที่ต้องหยุดเปลี่ยนเกียร์ตลอดเวลา แต่มอเตอร์เหนี่ยวนำของเทสลาทำงานได้อย่างราบรื่น เหมือนรถออโตเมติก

    ระบบไฟฟ้าหลายเฟส

    เทสลาคิดค้นระบบส่งไฟฟ้า 3 เฟส ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงมาก ลองเปรียบเทียบ:

    • ระบบเฟสเดียว เหมือนคนคนเดียวแบกของหนัก เหนื่อยง่าย
    • ระบบ 3 เฟส เหมือนสามคนช่วยกันแบกของหนัก เฉลี่ยแรงกัน ใช้แรงน้อยลงแต่ได้ผลมากขึ้น

    ระบบนี้ทำให้โรงงานอุตสาหกรรมทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และประหยัดค่าไฟฟ้า

    หม้อแปลงไฟฟ้า

    เทสลาคิดค้นหม้อแปลงที่เปลี่ยนแรงดันไฟฟ้าได้ เหมือนกับเกียร์ในรถยนต์

    • เกียร์ 1 ให้แรงมาก แต่ความเร็วน้อย (แรงดันสูง กระแสน้อย)
    • เกียร์ 5 ให้ความเร็วมาก แต่แรงน้อย (แรงดันต่ำ กระแสมาก)

    การส่งไฟฟ้าทางไกลต้องใช้แรงดันสูงเพื่อลดการสูญเสีย แต่พอมาถึงบ้านเราต้องลดแรงดันลงให้ปลอดภัย หม้อแปลงทำหน้าที่นี้ได้อย่างสมบูรณ์

    การทดลองที่แปลกประหลาด

    เทสลาไม่ใช่แค่นักประดิษฐ์ธรรมดา เขายังเป็นคนชอบทดลองสิ่งแปลกๆ ที่คนอื่นไม่กล้าทำ

    ห้องแล็บแห่งความมหัศจรรย์

    ในห้องแล็บที่โคโลราโดสปริงส์ เทสลาสร้างหอคอยสูง 200 ฟุต และสร้างฟ้าผ่าเทียมที่ยาวถึง 40 เมตร เสียงดังสนั่นไปทั้งเมือง ไฟฟ้าในเมืองดับหมดเพราะเทสลาใช้ไฟมากเกินไป

    เขาทดลองส่งไฟฟ้าผ่านอากาศโดยไม่ต้องใช้สายไฟ เขาปักหลอดไฟฟ้าลงดิน และหลอดไฟสว่างขึ้นโดยไม่ต้องเสียบปลั๊ก นี่คือจุดเริ่มต้นของเทคโนโลยีไร้สายที่เราใช้กันวันนี้

    การติดต่อมนุษย์ต่างดาว

    เทสลาเชื่อว่ามนุษย์ต่างดาวมีอยู่จริง เขาใช้เครื่องรับวิทยุที่เขาประดิษฐ์เองดักฟังสัญญาณจากอวกาศ เขาอ้างว่าได้รับสัญญาณแปลกๆ ที่เขาเชื่อว่าเป็นของมนุษย์ต่างดาว

    แม้จะยังไม่มีใครพิสูจน์ได้ว่าเทสลาติดต่อกับมนุษย์ต่างดาวจริงหรือไม่ แต่การทดลองนี้ทำให้เขาค้นพบหลักการของคลื่นวิทยุที่เป็นพื้นฐานของการสื่อสารในปัจจุบัน

    รีโมทคอนโทรล

    ในงานแสดงที่นิวยอร์ก เทสลานำเรือเล็กๆ มาแสดง เขาสั่งให้เรือเลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา หยุด โดยไม่ต้องสัมผัสเรือเลย คนดูคิดว่าเป็นเวทมนตร์

    สิ่งที่เทสลาทำคือการควบคุมทางไกลด้วยคลื่นวิทยุ นี่คือจุดเริ่มต้นของรีโมทคอนโทรลที่วันนี้เราใช้เปิด-ปิดทีวี เครื่องปรับอากาศ หรือแม้กระทั่งโดรน

    บุคลิกที่แปลก

    เทสลาไม่ใช่แค่อัจฉริยะ แต่เขายังเป็นคนแปลกๆ ที่มีพฤติกรรมน่าสนใจมากมาย

    นิสัยการกิน

    • เทสลากินอาหารเพียงวันละมื้อเท่านั้น และจะต้องเป็นเวลา 8 โมงเย็นตรง
    • เขาคำนวณปริมาณอาหารทุกอย่างที่กิน เช่น ต้องกินข้าวโพดเป็นจำนวน 18 เม็ดพอดี
    • เขากลัวไข่มุก จนไม่ยอมให้ผู้หญิงที่ใส่สร้อยมุกเข้าใกล้

    การนอนและการทำงาน

    • เทสลานอนเพียง 2-3 ชั่วโมงต่อวัน เขาเชื่อว่าการนอนมากเป็นการเสียเวลา
    • เขาทำงานติดต่อกันเป็นเดือนๆ โดยไม่พัก จนกว่าจะคิดค้นสิ่งประดิษฐ์ใหม่สำเร็จ
    • เมื่อความคิดมาถึง เขาจะหยุดทำทุกอย่าง แม้กระทั่งอาหารก็ลืมกิน

    ความกลัวที่แปลกประหลาด

    • เขาไม่ยอมแตะโลหะที่เป็นวงกลม เช่น ต่างหู แหวน
    • เขาต้องใช้ผ้าเช็ดปาก 18 ผืนทุกมื้อ และทิ้งผ้าเช็ดปากหลังจากใช้ครั้งเดียว
    • เขาต้องเดินรอบโรงแรมก่อนเข้าไปข้างใน 3 รอบทุกครั้ง

    ความเป็นคนเก็บตัว

    เทสลาไม่เคยแต่งงาน เขาเชื่อว่าความรักจะทำให้เขาเสียสมาธิจากการประดิษฐ์ เขาอยู่คนเดียวตลอดชีวิต และมีเพียงนกพิราบที่เขาเลี้ยงเป็นเพื่อน

    วาระสุดท้ายและมรดกที่ยิ่งใหญ่

    แม้ว่าเทสลาจะเป็นอัจฉริยะ แต่เขากลับไม่เก่งเรื่องการเงิน เขาขายสิทธิบัตรสิ่งประดิษฐ์หลายอย่างในราคาถูก หรือให้เปล่าเพื่อประโยชน์ของมนุษยชาติ

    ในช่วงสุดท้ายของชีวิต เทสลาอาศัยอยู่ในห้องเล็กๆ ที่โรงแรมในนิวยอร์ก เขาป่วยมากและมีหนี้สิน เขาเสียชีวิตเมื่อวันที่ 7 มกราคม 1943 ด้วยโรคหัวใจล้มเหลว ในวัย 86 ปี

    เมื่อเทสลาเสียชีวิต รัฐบาลอเมริกันรีบเข้ายึดเอกสารทั้งหมดของเขาไป เพราะกลัวว่าจะมีสิ่งประดิษฐ์อันตรายตกไปในมือคนอื่น เอกสารส่วนใหญ่ถูกปิดเป็นความลับจนถึงทุกวันนี้

    แต่มรดกของเทสลาไม่ได้จบลงเพียงเท่านั้น สิ่งประดิษฐ์ของเขากลายเป็นรากฐานของโลกสมัยใหม่:

    ในบ้านเรา: ไฟฟ้าที่ใช้ มอเตอร์ในเครื่องใช้ไฟฟ้า หม้อแปลงไฟฟ้า ในโรงงาน: ระบบไฟฟ้า 3 เฟส เครื่องจักรอุตสาหกรรม ในการสื่อสาร: คลื่นวิทยุ เทคโนโลยีไร้สาย รีโมทคอนโทรล ในการขนส่ง: มอเตอร์ไฟฟ้าในรถยนต์ (รถ Tesla ตั้งชื่อตามเขา)

    วิสัยทัศน์ที่ล้ำหน้ายุคสมัย

    เทสลาเคยกล่าวว่า “อนาคตจะเผยให้เห็นความจริง และแต่ละคนจะได้รับการตัดสินตามผลงานและความสำเร็จของเขา” คำพูดนี้เป็นจริง

    วันนี้เมื่อเราเปิดสวิตช์ไฟ ใช้โทรศัพท์มือถือ ขับรถไฟฟ้า หรือใช้ Wi-Fi เราก็กำลังใช้เทคโนโลยีที่มีรากฐานมาจากการค้นคิดของเทสลา คนที่ถูกโลกมองว่าเป็น “คนบ้า” ในสมัยของเขา กลับกลายเป็น “อัจฉริยะ” ในสมัยของเรา

    เทสลาไม่ได้เป็นแค่นักประดิษฐ์ เขาเป็น “คนมองการณ์ไกล” ที่เห็นอนาคตที่คนอื่นยังเห็นไม่ได้ เขาฝันถึงโลกที่เชื่อมต่อกันด้วยไฟฟ้าและคลื่นวิทยุ โลกที่เครื่องจักรทำงานให้มนุษย์ โลกที่ข้อมูลข่าวสารส่งผ่านกันได้ทันใจ

    และวันนี้ ฝันของเทสลากลายเป็นจริง เราอาศัยอยู่ในโลกที่เขาจินตนาการไว้เมื่อกว่า 100 ปีที่แล้ว

    นิโคลา เทสลา คือตัวอย่างที่ดีที่สุดที่บอกเราว่า ความแตกต่างไม่ใช่จุดอ่อน แต่เป็นจุดแข็ง การมองโลกในแบบที่ไม่เหมือนใครอาจจะทำให้เราถูกมองว่าแปลก แต่หากเรายึดมั่นในสิ่งที่เราเชื่อและพยายามทำให้มันเป็นจริง เราก็อาจจะเปลี่ยนโลกได้เหมือนที่เทสลาทำ

    ดังที่เทสลาเคยพูดไว้ “ข้อจำกัดเพียงอย่างเดียวคือในจินตนาการของเรา” และเขาก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เมื่อจินตนาการไม่มีขีดจำกัด สิ่งที่เป็นไปได้ก็ไม่มีขีดจำกัดเช่นกัน

    #hrรีพอร์ต