• คุณเคยนั่งจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์เปล่าๆ เป็นชั่วโมงไหม? เคยรู้สึกว่าตัวเองไม่เก่งพอที่จะเป็นนักเขียนไหม? หรือเคยมีไอเดียดีๆ แต่กลับไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง?

    ถ้าคำตอบคือ “ใช่” แสดงว่าคุณไม่ได้เป็นคนเดียว เพราะนี่คือสิ่งที่นักเขียนทุกคนผ่านมาแล้ว รวมถึง Mur Lafferty ผู้เขียนหนังสือ “I Should Be Writing: A Writer’s Workshop” ที่เราจะมาเล่าให้ฟังวันนี้

    Mur เคยเป็นนักเขียนมือใหม่เหมือนเราทุกคน เธอเคยกังวลว่าตัวเองเขียนไม่เก่ง เคยติดปากกา และเคยรู้สึกว่าการเป็นนักเขียนเป็นเรื่องที่เอื้อมไม่ถึง แต่วันนี้เธอกลายเป็นนักเขียนมืออาชีพที่ได้รับรางวัล John W. Campbell Award และเป็นพอดแคสเตอร์ชื่อดังที่ช่วยเหลือนักเขียนมือใหม่มากว่า 15 ปี

    เสียงในหัว

    ลองนึกภาพดูสิ คุณกำลังจะเริ่มเขียนเรื่องสั้น แล้วก็มีเสียงในหัวบอกว่า:

    “เอ๊ะ! คุณจะเขียนทำไม? คุณไม่ใช่นักเขียนหรอกนะ ดูสิ คนอื่นเขาเขียนได้ดีกว่าคุณเยอะแยะ คุณคิดว่าจะมีใครอ่านงานคุณเหรอ? เลิกเถอะ ไปดู Netflix ยังดีกว่า”

    Mur เรียกเสียงนี้ว่า “The Bully” หรือ “ตัวกดดัน” – ตัวปีศาจที่อยู่ในหัวของนักเขียนทุกคน มันจะพยายามหาเหตุผลให้เราเลิกเขียน บอกว่าเราไม่เก่งพอ ไม่มีพรสวรรค์ หรือว่าการเขียนเป็นเรื่องเสียเวลา

    แต่เธอก็บอกด้วยว่า นอกจาก “ตัวกดดัน” แล้ว เรายังมี “The Muse” หรือ “ตัวแรงบันดาลใจ” อีกตัวหนึ่งด้วย มันจะบอกว่า:

    “เฮ้! ไอเดียนั้นเจ๋งจัง ลองเขียนดูสิ ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่ดี เขียนไปก่อน แล้วค่อยแก้ไขทีหลัง การเขียนเป็นการเดินทาง ไม่ใช่จุดหมายปลายทาง”

    ตำนานการเขียนที่ควรทิ้งไป

    Mur เล่าว่า มีตำนานเกี่ยวกับการเขียนหลายอย่างที่ทำร้ายนักเขียนมือใหม่ เช่น:

    ตำนาน 1: “นักเขียนที่ดีต้องเขียนได้ตั้งแต่ครั้งแรก”

    ความจริงคือ ไม่มีใครเขียนได้สมบูรณ์แบบตั้งแต่แรก แม้แต่นักเขียนชื่อดังอย่าง Stephen King ยังต้องแก้ไขงานเขียนของตัวเองหลายรอบ การเขียนคือการร่าง แล้วค่อยขัดเกลา เหมือนการปั้นหม้อดิน ต้องปั้นรูปคร่าวๆ ก่อน แล้วค่อยแกะสลักรายละเอียด

    ตำนาน 2: “ต้องรอแรงบันดาลใจมาก่อน”

    Mur บอกว่า ถ้ารอแรงบันดาลใจ เราอาจจะไม่ได้เขียนอะไรเลยทั้งปี การเขียนเป็นเหมือนการออกกำลังกาย ยิ่งฝึกบ่อย “กล้ามเนื้อการเขียน” ก็จะแข็งแรงขึ้น และแรงบันดาลใจก็จะมาเองตามธรรมชาติ

    ตำนาน 3: “ต้องมีพรสวรรค์พิเศษ”

    เธอยกตัวอย่างว่า ตัวเธอเองก็ไม่ใช่คนที่มีพรสวรรค์พิเศษอะไร แต่เธอขยันฝึกฝน อ่านหนังสือเยอะ และเขียนสม่ำเสมอ นั่นคือสิ่งที่ทำให้เธอเก่งขึ้นเรื่อยๆ

    ศิลปะของการเริ่มต้น

    ปัญหาใหญ่ที่สุดของนักเขียนมือใหม่คือ “ไม่รู้จะเริ่มยังไง” Mur แนะนำให้เริ่มจากสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ก่อน

    เธอเล่าเรื่องหนึ่งว่า เคยมีคนถามเธอว่า “ผมอยากเขียนนิยายเรื่องยาวๆ แต่ไม่รู้จะเริ่มยังไง”

    Mur ตอบว่า “งั้นลองเขียนเรื่องสั้น 500 คำก่อนสิ”

    “แต่ผมอยากเขียนนิยาย ไม่ใช่เรื่องสั้น”

    “ถ้าเขียนเรื่องสั้น 500 คำยังไม่ได้ จะเขียนนิยาย 50,000 คำได้ยังไง?”

    นี่คือความจริงที่หลายคนมองข้าม การเขียนเป็นทักษะที่ต้องสะสมทีละน้อย เหมือนการเรียนดนตรี เราไม่ได้เริ่มจากการเล่นเพลงใหญ่ยาวๆ เราเริ่มจากการกดโน้ตทีละตัว

    กฎ 15 นาที

    หนึ่งในคำแนะนำที่ดีที่สุดในหนังสือคือ “กฎ 15 นาที” Mur บอกว่า ถ้าคุณไม่มีเวลาเขียน ให้ลองเขียนแค่ 15 นาทีต่อวัน

    “15 นาที?” หลายคนอาจจะคิดว่า “จะเขียนอะไรได้ใน 15 นาที?”

    แต่ลองคิดดูสิ ใน 15 นาที เขียนได้ประมาณ 100-200 คำ ในหนึ่งสัปดาห์ได้ 700-1400 คำ ในหนึ่งเดือนได้ 3000-6000 คำ ในหนึ่งปีได้ 36,000-72,000 คำ

    36,000 คำ นั่นคือนิยายเรื่องสั้นหรือหนังสือเล่มเล็กเต็มๆ เลย!

    Mur เล่าว่า เธอเคยเขียนนิยายเรื่องหนึ่งโดยใช้วิธีนี้ เขียนแค่ 15-30 นาทีก่อนไปทำงานทุกเช้า ภายในปีเดียว เธอก็มีนิยายเรื่องแรกเสร็จสมบูรณ์

    การจัดการกับความสมบูรณ์แบบ

    อีกหนึ่งปัญหาใหญ่ที่ Mur พูดถึงคือ “การไล่ตามความสมบูรณ์แบบ” หลายคนเขียนไปสักพักแล้วกลับมาอ่านใหม่ แล้วคิดว่า “ห่วยแตกจัง เขียนใหม่เลยดีกว่า”

    เธอบอกว่า นี่คือกับดักที่ทำให้หลายคนไม่เคยจบงานเขียนสักเรื่อง เพราะพอเขียนไปได้หน้าหนึ่ง ก็กลับมาแก้หน้าแรก พอเขียนไปได้บทที่สอง ก็กลับมาแก้บทแรก วนเวียนแบบนี้ไปเรื่อยๆ

    วิธีแก้ที่เธอแนะนำคือ “เขียนให้จบก่อน แล้วค่อยแก้”

    เธอยกตัวอย่างการทำอาหาร เวลาทำแกงเขียวหวาน เราไม่ได้ใส่ผักชิ้นหนึ่ง แล้วลิ้มรส แล้วปรุงรสใหม่ แล้วใส่ผักชิ้นต่อไป เราใส่วัตถุดิบให้หมดก่อน แล้วค่อยปรุงรสท้ายสุด

    การเขียนก็เหมือนกัน เขียนให้จบเรื่องก่อน แล้วค่อยกลับมาแก้ไข ปรับปรุง และขัดเกลา

    เทคนิคการหาไอเดีย

    Mur แนะนำเทคนิคง่ายๆ ในการหาไอเดียเขียน เธอบอกให้สังเกตุสิ่งรอบตัวและถามคำถาม “What if?” (จะเป็นยังไงถ้า…)

    ตัวอย่าง:

    • เห็นคนเดินผ่านไปหน้าร้านกาแฟ → “จะเป็นยังไงถ้าเขาเป็นสายลับที่ติดตามใครบางคน?”
    • เห็นแมวนั่งมองออกหน้าต่าง → “จะเป็นยังไงถ้าแมวเห็นสิ่งที่คนมองไม่เห็น?”
    • ฟังข่าวการจราจรติดขัด → “จะเป็นยังไงถ้าคนที่ติดรถมีเรื่องลึกลับที่ต้องไปแก้ไข?”

    เธอบอกว่า ไอเดียอยู่รอบตัวเราตลอดเวลา แค่เราต้องหยุดสังเกต และให้จินตนาการทำงาน

    การสร้างนิสัยการเขียน

    Mur เน้นเรื่องการสร้างนิสัยมากกว่าการรอแรงบันดาลใจ เธอแนะนำให้:

    1. กำหนดเวลาคงที่ เลือกเวลาที่ชัดเจน เช่น 6:00-6:15 น. ทุกวัน หรือ 21:00-21:15 น. ทุกคืน สำคัญคือต้องทำสม่ำเสมอ

    2. เตรียมสถานที่ หาที่นั่งเขียนที่เงียบสงบ อาจจะเป็นโต๊ะทำงาน มุมในห้องนั่งเล่น หรือแม้แต่ร้านกาแฟ

    3. ปิดสิ่งรบกวน ปิดโทรศัพท์ ปิดอินเทอร์เน็ต ปิดทีวี ให้มีแค่เราและกระดาษ (หรือคอมพิวเตอร์) เท่านั้น

    4. เขียนอะไรก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องราวยิ่งใหญ่ เขียนเรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้ เขียนความฝัน เขียนความคิดเห็นเรื่องหนังที่ดูมา อะไรก็ได้ ที่สำคัญคือการเขียน

    เมื่อความกลัวมาเยือน

    ทุกนักเขียนจะเจอช่วงที่กลัว กลัวว่าไม่มีใครอ่าน กลัวว่าจะถูกวิจารณ์ กลัวว่าเขียนแล้วจะไม่ดี

    Mur เล่าประสบการณ์ตัวเองว่า ตอนเพิ่งเริ่มเขียน เธอเขียนบล็อกแต่ไม่เคยให้ใครอ่าน เก็บไฟล์ไว้ในคอมพิวเตอร์อย่างเดียว แต่วันหนึ่งเธอคิดได้ว่า “ถ้าไม่มีใครอ่าน ก็ไม่มีใครรู้ว่าเราเขียนแย่ แต่ก็ไม่มีใครรู้ว่าเราเขียนดีด้วย”

    เธอจึงเริ่มแชร์งานเขียนในกลุ่มเล็กๆ ครั้งแรกหัวใจเต้นแรงมาก แต่พอได้รับผลตอบรับที่ดี (แม้จะมีคำแนะนำปรับปรุงบ้าง) เธอก็รู้สึกมั่นใจขึ้น

    “ความกลัวเป็นเรื่องปกติ” เธอบอก “แต่อย่าให้ความกลัวมาหยุดเราจากการเขียน เพราะถ้าเราไม่เขียน เราก็จะไม่มีวันรู้ว่าเราเขียนได้แค่ไหน”

    แบบฝึกหัด

    ในหนังสือมีแบบฝึกหัดมากมายที่ Mur ใช้กับลูกศิษย์ ตัวอย่างที่น่าสนใจ:

    แบบฝึกหัด “จดหมายถึงตัวเอง 10 ปีข้างหน้า” เขียนจดหมายถึงตัวเองในอนาคต บอกเล่าเรื่องราวปัจจุบัน ความฝัน ความกลัว และสิ่งที่หวังว่าจะเกิดขึ้น นี่จะช่วยให้เราเข้าใจตัวเองและสิ่งที่เราต้องการจากการเขียนมากขึ้น

    แบบฝึกหัด “เขียนจากภาพถ่าย” เอาภาพถ่ายใดภาพหนึ่งมาดู แล้วเขียนเรื่องราวที่เกิดขึ้นก่อนหน้าหรือหลังจากช่วงเวลานั้น ใครคือคนในรูป? พวกเขามาทำอะไรที่นี่? จะเกิดอะไรขึ้นต่อไป?

    แบบฝึกหัด “เปลี่ยนมุมมอง” เอาเรื่องดังที่รู้จักมาเล่าใหม่จากมุมมองของตัวร้าย ตัวอย่าง เรื่องซินเดอเรลล่าจากมุมมองของแม่เลี้ยง หรือเรื่องเจ้าหญิงหิมะจากมุมมองของกระจกวิเศษ

    ข้อความสำคัญ

    ท้ายที่สุดแล้ว Mur อยากให้นักเขียนมือใหม่จำไว้ว่า:

    1. คุณไม่ได้อยู่คนเดียว นักเขียนทุกคนผ่านปัญหาเดียวกันมาแล้ว การติดปากกา ความกลัว ความไม่มั่นใจ เป็นเรื่องปกติ

    2. การเขียนไม่ใช่เรื่องลึกลับ มันเป็นทักษะที่ฝึกฝนได้ เหมือนการขับรถหรือทำอาหาร ยิ่งฝึกบ่อย ยิ่งเก่ง

    3. เริ่มจากสิ่งเล็กๆ ไม่ต้องเขียนเป็นนิยายยาวๆ ตั้งแต่วันแรก เริ่มจาก 15 นาทีต่อวัน เขียนเรื่องสั้นๆ ทีละน้อย

    4. ความสมบูรณ์แบบไม่มีอยู่จริง การเขียนดีคือการเขียนให้จบ ไม่ใช่การเขียนให้สมบูรณ์แบบ

    5. ฟังเสียงแรงบันดาลใจ เพิกเฉยเสียงกดดัน ในหัวของเราจะมีทั้งสองเสียง เลือกฟังเสียงที่ให้กำลังใจ ไม่ใช่เสียงที่ทำลาย

    สรุป

    เมื่ออ่านหนังสือ “I Should Be Writing” จบ เราจะรู้สึกเหมือนได้รับพลังใหม่ในการเขียน Mur ไม่ได้สัญญาว่าการเขียนจะง่าย แต่เธอทำให้เราเชื่อว่าการเขียนเป็นสิ่งที่ทำได้

    หนังสือเล่มนี้เหมือนเพื่อนที่คอยให้กำลังใจตอนที่เราท้อ คอยเตือนตอนที่เราลืมว่าทำไมถึงอยากเขียน และคอยแนะนำทางเมื่อเราหลงทิศ

    สิ่งสำคัญที่สุดที่ Mur อยากจะบอกคือ หยุดหาข้อแก้ตัว หยุดรอให้ถึงเวลาที่เหมาะสม หยุดรอแรงบันดาลใจ

    เพราะถ้าคุณอยากเป็นนักเขียน มีแค่สิ่งเดียวที่คุณต้องทำ

    นั่นคือการเขียน

    วันนี้ ตอนนี้ เดี๋ยวนี้ เลย

    เอากระดาษมา หยิบปากกาขึ้น หรือเปิดคอมพิวเตอร์ แล้วเริ่มเขียน เขียนอะไรก็ได้ แค่ 15 นาที

    เพราะอย่างที่ Mur พูดไว้ “I Should Be Writing” แปลว่า “ผมควรจะเขียนแล้ว”

    แล้วคุณล่ะ? คุณควรจะเขียนแล้วหรือยัง?


    หนังสือ “I Should Be Writing: A Writer’s Workshop” ของ Mur Lafferty เป็นหนังสือที่ควรอ่านสำหรับทุกคนที่อยากเขียน ไม่ว่าจะเป็นนักเขียนมือใหม่หรือคนที่เขียนมาสักพักแล้วแต่ยังรู้สึกติดขัด หนังสือเล่มนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจว่า การเขียนไม่ใช่เรื่องลึกลับหรือยาก แต่เป็นเรื่องของการลงมือทำ และทำอย่างสม่ำเสมอ

    #hrรีพอร์ต

  • มีเรื่องเล่าอยู่เรื่องหนึ่ง เกี่ยวกับหญิงสาวคนหนึ่งชื่อ Sarah ที่เคยฝันอยากเป็นนักเขียน แต่ทุกครั้งที่นั่งหน้าคอมพิวเตอร์ กลับพบว่าตัวเองจ้องหน้าจอเปล่าไปเป็นชั่วโมง จนในที่สุดก็ยอมแพ้และหันไปทำงานธนาคารแทน

    เรื่องราวของ Sarah และคนอีกนับแสนที่มีปัญหาเดียวกัน เป็นแรงบันดาลใจให้ Tarn Wilson นักเขียนผู้มากประสบการณ์ สร้างหนังสือเล่มหนึ่งขึ้นมา ชื่อว่า “Minute Daily Writing Prompts: 501 Prompts to Unleash Creativity and Spark Inspiration” หรือแปลเป็นไทยได้ว่า “คำถามกระตุ้นการเขียนรายวัน: 501 คำถามเพื่อปลดปล่อยความคิดสร้างสรรค์และจุดประกายแรงบันดาลใจ”

    ปัญหาเก่าแก่

    Wilson เล่าว่า เธอเคยเป็นอาจารย์สอนการเขียนมานานหลายปี และพบว่านักเรียนส่วนใหญ่มีปัญหาเดียวกัน นั่นคือ “ไม่รู้จะเขียนเรื่องอะไร” หรือที่เรียกกันว่า Writer’s Block นั่นเอง

    “ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าพวกเขาไม่มีเรื่องราวในชีวิต” Wilson อธิบาย “แต่อยู่ที่ว่าพวกเขาไม่รู้วิธีหาจุดเริ่มต้น เหมือนกับการมีกุญแจในมือแต่ไม่รู้ว่าประตูอยู่ที่ไหน”

    จากประสบการณ์นี้ เธอจึงคิดค้นวิธีการใหม่ที่เรียบง่ายแต่ได้ผล นั่นคือการให้คำถามสั้นๆ ที่ช่วยเปิดประตูบานนั้นให้นักเขียนมือใหม่

    ปรัชญาแห่งหนึ่งนาที

    หัวใจสำคัญของหนังสือเล่มนี้อยู่ที่คำว่า “หนึ่งนาที” Wilson เชื่อมั่นว่าการเขียนไม่จำเป็นต้องใช้เวลานานหลายชั่วโมง การเขียนแค่หนึ่งนาทีก็สามารถเปิดโลกของความคิดสร้างสรรค์ได้แล้ว

    “คนเราคิดว่าการเขียนต้องเป็นเรื่องใหญ่โต ต้องมีเวลาเป็นชั่วโมง ต้องมีแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่” เธอเล่า “แต่ความจริงแล้ว บางครั้งการเขียนแค่ประโยคเดียวก็สามารถเปลี่ยนชีวิตคุณได้”

    วิธีการของ Wilson เรียบง่ายมาก:

    1. อ่านคำถาม
    2. เริ่มเขียนทันที ไม่ต้องคิดมาก
    3. เขียนต่อเนื่องเป็นเวลาหนึ่งนาที
    4. หยุด ไม่ว่าจะเขียนเสร็จหรือยัง
    5. อ่านสิ่งที่เขียนแล้วให้กำลังใจตัวเอง

    501 คำถามที่เปลี่ยนชีวิต

    สิ่งที่ทำให้หนังสือเล่มนี้พิเศษคือจำนวนคำถามถึง 501 ข้อ Wilson ใช้เวลาหลายปีในการรวบรวมและคิดคำถามเหล่านี้ โดยแบ่งออกเป็นหมวดหมู่ต่างๆ

    คำถามเกี่ยวกับความทรงจำ

    เช่น “เขียนเกี่ยวกับกลิ่นที่ทำให้คุณนึกถึงวัยเด็ก” หรือ “อธิบายความรู้สึกในวันแรกที่คุณไปโรงเรียน”

    Wilson อธิบายว่า “ความทรงจำเป็นขุมทรัพย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของนักเขียน แต่คนส่วนใหญ่มักลืมไปว่าความทรงจำเล็กๆ น้อยๆ ก็สามารถเป็นเรื่องราวที่น่าสนใจได้”

    คำถามเกี่ยวกับอนาคต

    เช่น “เขียนจดหมายถึงตัวเองในอีก 10 ปีข้างหน้า” หรือ “ถ้าคุณสามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งหนึ่งในโลกได้ คุณจะเปลี่ยนอะไร”

    คำถามเกี่ยวกับความรู้สึก

    เช่น “อธิบายความรู้สึกของคุณเมื่อเห็นฝนตก” หรือ “เขียนเกี่ยวกับครั้งที่คุณรู้สึกโดดเดี่ยวที่สุด”

    คำถามเกี่ยวกับผู้คน

    เช่น “เขียนเกี่ยวกับคนแปลกหน้าที่ทำให้คุณจำได้” หรือ “อธิบายใครซักคนที่คุณอยากจะเป็นเหมือน”

    จากผู้อ่าน

    เรื่องของ มาร์ค – ช่างภาพที่หาแรงบันดาลใจ

    มาร์คเป็นช่างภาพอาชีพที่รู้สึกว่างานของเขาเริ่มซ้ำๆ ซากๆ เขาซื้อหนังสือเล่มนี้มาด้วยความหวังว่าจะช่วยให้เขามองเห็นมุมมองใหม่ๆ

    วันแรกที่เขาเปิดหนังสือ เจอคำถาม “อธิบายเสียงที่คุณได้ยินตอนนี้” มาร์คนั่งในร้านกาแฟและเริ่มเขียน “เสียงช้อนกวนกาแฟของคนที่นั่งโต๊ะข้างๆ ฟังดูเหมือนฝนตกเบาๆ เสียงเครื่องทำกาแฟส่ายเหมือนรถไฟเก่าๆ เสียงผู้คนคุยกันแต่ไม่ได้ฟัง แต่รู้สึกอบอุ่น”

    แค่หนึ่งนาทีของการเขียนนั้น ทำให้มาร์ครู้สึกว่าเขาเริ่มฟังโลกรอบตัวใหม่ ความไวต่อเสียงที่เขาเขียนไว้กลายเป็นแรงบันดาลใจในการถ่ายรูปครั้งต่อไป เขาเริ่มถ่ายรูปที่เล่าเรื่องผ่านเสียง ผลงานของเขาเริ่มมีความลึกซึ้งมากขึ้น

    เรื่องของ นาง สุมาลี – แม่บ้านที่ค้นพบตัวเอง

    สุมาลีเป็นแม่บ้านอายุ 45 ปี ที่รู้สึกว่าชีวิตเธอไม่มีอะไรน่าสนใจจะเล่า ลูกโตแล้วไม่ค่อยอยู่บ้าน สามีก็ทำงานยุ่ง เธอรู้สึกเหมือนตัวเองหายไปจากโลก

    วันหนึ่ง ลูกสาวเอาหนังสือเล่มนี้มาให้อ่าน คำถามแรกที่เธอเจอคือ “เขียนเกี่ยวกับความฝันที่คุณยังไม่เคยบอกใครฟัง”

    สุมาลีเขียนว่า “ฉันอยากไปเรียนทำขนมที่ฝรั่งเศส อยากเดินในสวนลาเวนเดอร์ อยากได้ยินภาษาฝรั่งเศสจากปากคนฝรั่งเศสตัวจริง ไม่ใช่จากหนัง อยากทำขนมแมคการงให้คนที่ฉันรักกิน”

    การเขียนแค่หนึ่งนาทีนั้นเปิดโลกใบใหม่ให้เธอ เธอรู้ว่าฝันของเธอยังไม่ตาย แค่ฝังลึกเท่านั้น เธอเริ่มหาข้อมูลเกี่ยวกับการเรียนทำขนม และในที่สุดก็ไปเรียนที่ฝรั่งเศสจริงๆ เมื่ออายุ 47

    เทคนิคการใช้คำถาม

    Wilson ไม่ได้แค่ให้คำถามแล้วปล่อยให้ผู้อ่านไปเดาเอา เธอให้เทคนิคการใช้คำถามด้วย

    เทคนิค “ไม่ต้องคิด”

    “อย่าให้สมองมีเวลาคิด” Wilson แนะนำ “อ่านคำถามแล้วเขียนทันที สิ่งแรกที่เข้ามาในหัว ไม่ว่าจะดูไร้สาระแค่ไหนก็ตาม”

    เทคนิค “ไม่แก้ไข”

    “ห้ามแก้ไขระหว่างเขียน” เธอเน้น “ไม่ว่าจะเขียนผิดสะกด หรือประโยคเพี้ยนแค่ไหน ให้เขียนต่อไปเรื่อยๆ การแก้ไขจะทำลายจังหวะความคิด”

    เทคนิค “ไม่ตัดสิน”

    “อย่าตัดสินสิ่งที่เขียน” Wilson เตือน “ไม่มีการเขียนแบบผิดหรือแบบถูก มีแต่การเขียนที่เป็นตัวคุณ”

    ตัวอย่างคำถาม

    คำถามที่ทำให้คิดถึงอดีต

    • “เขียนเกี่ยวกับของเล่นชิ้นแรกที่คุณจำได้”
    • “อธิบายบ้านในวัยเด็กของคุณด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้า”
    • “เขียนเกี่ยวกับครูคนหนึ่งที่เปลี่ยนชีวิตคุณ”

    คำถามที่ทำให้มองอนาคต

    • “ถ้าคุณรู้ว่าจะตายในอีก 24 ชั่วโมง คุณจะทำอะไร”
    • “เขียนจดหมายให้คนรุ่นหลัง”
    • “อธิบายโลกในอีก 50 ปีข้างหน้า”

    คำถามที่ทำให้สำรวจความรู้สึก

    • “เขียนเกี่ยวกับสีที่คุณชอบโดยไม่ต้องบอกว่าเป็นสีอะไร”
    • “อธิบายความโกรธโดยไม่ใช้คำว่า โกรธ หรือ เกรี้ยวกราด”
    • “เขียนเกี่ยวกับครั้งที่คุณรู้สึกภูมิใจในตัวเองที่สุด”

    ประโยชน์เกินคาด

    สิ่งที่น่าสนใจคือ หนังสือเล่มนี้ให้ประโยชน์มากกว่าแค่การเขียน ผู้อ่านหลายคนรายงานว่า

    ช่วยลดความเครียด

    การเขียนแค่หนึ่งนาทีกลายเป็นการปล่อยความเครียดแบบไม่รู้ตัว เหมือนการฝึกสมาธิรูปแบบใหม่

    ช่วยทำความเข้าใจตัวเอง

    คำถามหลายข้อทำให้ผู้อ่านค้นพบสิ่งที่ฝังลึกในใจ ทำให้เข้าใจตัวเองมากขึ้น

    ช่วยปรับปรุงความสัมพันธ์

    การเขียนเกี่ยวกับผู้คนในชีวิต ทำให้เข้าใจความรู้สึกของตัวเองต่อเขาเหล่านั้นมากขึ้น

    เรื่องเล่าจาก Wilson เอง

    Wilson เล่าว่า เธอเริ่มเขียนหนังสือเล่มนี้หลังจากพบว่าตัวเองก็เจอปัญหา Writer’s Block เหมือนกัน “ฉันเป็นคนสอนการเขียน แต่บางวันฉันเองก็นั่งหน้ากระดาษเปล่าได้เป็นชั่วโมง” เธอหัวเราะเล่า

    วันหนึ่ง เธอลองเขียนคำถามง่ายๆ ให้ตัวเอง “วันนี้ฉันเห็นอะไรที่แปลกใหม่” แค่คำถามเดียวนี้ทำให้เธอเขียนได้สามหน้ากระดาษเต็ม เกี่ยวกับใบไม้ใบหนึ่งที่ตกอยู่บนรถของเธอ

    “ตั้งแต่วันนั้น ฉันรู้ว่าคำถามเป็นกุญแจสำคัญ” เธอสรุป “ไม่ใช่คำตอบ แต่เป็นคำถาม”

    วิธีใช้หนังสือให้ได้ผลสูงสุด

    Wilson แนะนำการใช้หนังสือดังนี้:

    สำหรับมือใหม่

    • เริ่มจากคำถามง่ายๆ ไม่ต้องกดดันตัวเอง
    • ตั้งเป้าแค่หนึ่งนาทีจริงๆ อย่าบังคับให้เขียนนาน
    • อ่านสิ่งที่เขียนแล้วชื่นชม อย่าวิจารณ์

    สำหรับคนที่เขียนมาสักพัก

    • ลองเลือกคำถามที่ท้าทาย หรือคำถามที่หลีกเลี่ยงมาตลอด
    • ใช้คำถามเป็นจุดเริ่มต้นงานเขียนที่ยาวขึ้น
    • ลองเชื่อมโยงคำถามหลายข้อเข้าด้วยกัน

    สำหรับครูหรือผู้ปกครอง

    • ใช้คำถามเป็นเกมในครอบครัว แต่ละคนเขียนคนละคำตอบ
    • อย่าบีบบังคับให้เด็กเขียน ให้เป็นกิจกรรมสนุกๆ
    • ชื่นชมการเขียนทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะแปลกแค่ไหน

    อนาคตของการเขียน

    Wilson เชื่อว่า ในยุคที่เทคโนโลยีครอบงำชีวิต การเขียนด้วยมือกลายเป็นสิ่งที่ล้ำค่า “การเขียนเป็นการเชื่อมต่อกับตัวเองในระดับลึก” เธออธิบาย “สิ่งที่เทคโนโลยีไม่สามารถทดแทนได้”

    เธอหวังว่า หนังสือเล่มนี้จะเป็นสะพานเชื่อมระหว่างโลกดิจิทัลกับโลกของความคิดและความรู้สึกที่แท้จริง

    บทเรียนสำคัญ

    หากจะสรุปบทเรียนสำคัญจากหนังสือเล่มนี้:

    การเขียนไม่ใช่ความสามารถพิเศษ แต่เป็นทักษะที่ทุกคนมี แค่ต้องหาจุดเริ่มต้น

    เวลาน้อยแต่สม่ำเสมอดีกว่าเวลามากแต่นานๆ ครั้ง หนึ่งนาทีทุกวันสามารถสร้างปาฏิหาริย์ได้

    คำถามสำคัญกว่าคำตอบ คำถามดีๆ หนึ่งข้อสามารถเปิดโลกใบใหม่ได้

    ไม่มีการเขียนที่ผิด มีแต่การเขียนที่เป็นตัวคุณ

    เสียงสะท้อนจากผู้อ่าน

    จากการรีวิวหนังสือบนเว็บไซต์ต่างๆ ผู้อ่านให้ความเห็นที่น่าสนใจ:

    “หนังสือเล่มนี้เปลี่ยนชีวิตฉัน ไม่ใช่เพราะทำให้ฉันเป็นนักเขียนที่เก่ง แต่เพราะทำให้ฉันเขียน” – Anna M.

    “501 คำถามฟังดูมาก แต่พอใช้จริงแล้วรู้สึกว่ายังน้อยไป อยากได้เพิ่ม” – จอห์น เค.

    “ลูกสาววัย 12 ของฉันใช้หนังสือเล่มนี้ตอนเครียดกับการบ้าน เธอบอกว่ามันช่วยให้หัวใสขึ้น” – มาเรีย ดี.

    สรุป

    “Minute Daily Writing Prompts” ไม่ใช่แค่หนังสือ แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยปลดล็อกพลังที่ซ่อนอยู่ในตัวเรา Tarn Wilson สร้างสรรค์สิ่งที่เรียบง่าย แต่มีพลังมหาศาล นั่นคือการให้เวลาแค่หนึ่งนาทีกับตัวเอง

    ในโลกที่เต็มไปด้วยความรีบร้อน การหยุดเขียนแค่หนึ่งนาทีอาจดูเป็นเรื่องเล็ก แต่การกระทำเล็กๆ นี้สามารถเปิดประตูสู่การเข้าใจตัวเอง การค้นพบความคิดสร้างสรรค์ และที่สำคัญที่สุดคือการเชื่อมต่อกับความเป็นมนุษย์ที่แท้จริงของเรา

    หนังสือเล่มนี้พิสูจน์ว่า บางครั้งการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่เริ่มต้นจากสิ่งเล็กๆ เช่นการถามคำถามง่ายๆ ว่า “วันนี้คุณรู้สึกอย่างไร” และให้เวลาตัวเองแค่หนึ่งนาทีในการตอบ

    สำหรับทุกคนที่เคยคิดว่าตัวเองไม่ใช่คนเขียน หนังสือเล่มนี้เป็นเหมือนเสียงกระซิบที่บอกว่า “ลองดูสิ แค่หนึ่งนาที” และบ่อยครั้ง หนึ่งนาทีนั้นกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางที่ยาวนานและมีความหมาย

    ในท้ายที่สุด “Minute Daily Writing Prompts” เป็นมากกว่าหนังสือ เป็นคำเชิญให้เราหยุดชะงัก ฟัง และเขียนเรื่องราวที่รอคอยอยู่ในใจเรา แม้แต่ละเรื่องราวจะใช้เวลาเพียงหนึ่งนาทีก็ตาม

    #hrรีพอร์ต

  • เมื่อคุณครูสอนเขียนที่เก่งที่สุดในอเมริกาค้นพบวิธีการอ่านที่จะเปลี่ยนชีวิตของนักเขียนและผู้อ่าo


    การอ่านหนังสือไม่ใช่แค่การอ่าน

    ลองนึกภาพดูสิ เวลาเราไปหาหมอแล้วหมอเอาเครื่องเอ็กซเรย์ส่องดูข้างในตัวเรา เราจะเห็นกระดูก เห็นอวัยวะต่างๆ ที่ตาเปล่ามองไม่เห็น แล้วถ้าเราสามารถทำแบบนี้กับหนังสือได้ล่ะ? ถ้าเราสามารถส่องดูข้างในงานเขียนชิ้นเอก เห็นโครงสร้าง เห็นเทคนิค เห็นความลับที่ซ่อนอยู่ข้างใต้คำพูดเหล่านั้น?

    นี่แหละคือสิ่งที่ Roy Peter Clark ครูสอนการเขียนชื่อดังจากสถาบัน Poynter ได้ค้นพบและนำมาเล่าสู่กันฟังในหนังสือ “The Art of X-Ray Reading” เล่มที่จะเปลี่ยนวิธีการมองหนังสือของคุณไปตลอดกาล

    Clark เป็นคนที่สอนการเขียนมากว่า 40 ปี ตั้งแต่เด็กวัยเรียนไปจนถึงนักเขียนที่ได้รางวัล Pulitzer ท่านเคยเป็นกรรมการตัดสินรางวัลชื่อดังมาหลายครั้ง และถูกขนานนามว่าเป็น “โค้ชการเขียนของอเมริกา” ด้วยภารกิจที่ต้องการสร้าง “ประเทศแห่งนักเขียน”

    แต่วันหนึ่ง เขาตั้งคำถามกับตัวเองว่า “นักเขียนเก่งๆ เขาเรียนรู้ท่าไม้ตายของเขาได้จากไหนกัน?” คำตอบที่เขาค้นพบนั้นกลายเป็นหนังสือเล่มนี้

    การเกิดขึ้นของ “การอ่านแบบเอ็กซเรย์”

    “การอ่านแบบเอ็กซเรย์” หรือ X-ray reading คือการอ่านที่ลึกกว่าผิวเผิน เป็นการอ่านที่ทำให้เราเจาะทะลุผ่านพื้นผิวของข้อความไปดูว่าความหมายถูกสร้างขึ้นได้อย่างไร แทนที่จะอ่านเพื่อรู้เรื่องราวเท่านั้น เราจะอ่านเพื่อเข้าใจศิลปะแห่งการเล่าเรื่อง

    ในยุคที่ทุกอย่างเร่งรีบ ที่เราอ่านหนังสือเหมือนกับดื่มยาที่ต้องกลืนไปให้เร็วที่สุด Clark เชิญชวนให้เราหยุด ช้าลง อ่านทีละคำ ทีละประโยค ดื่มด่ำกับความงามของภาษาที่ซ่อนอยู่

    เขาอ้างคำกล่าวของ Vladimir Nabokov นักเขียนชื่อดังว่า “วรรกรรม วรรกรรมที่แท้จริง ต้องไม่ถูกกลืนลงไปเหมือนยาน้ำที่อาจจะดีต่อหัวใจหรือดีต่อสมอง แต่ต้องถูกฉีกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ถูกดึงออกจากกัน ถูกบีบให้แหลก แล้วกลิ่นหอมของมันจะลอยออกมาในฝ่ามือ มันจะถูกเคี้ยวและกลิ้งไปมาบนลิ้นด้วยความเพลิดเพลิน จากนั้นและเพียงแค่นั้น รสชาติอันหายากของมันจะถูกชื่นชมในคุณค่าที่แท้จริง”

    การเดินทางผ่าน 25 ผลงานชิ้นเอก

    ในหนังสือเล่มนี้ Clark พาเราเดินทางผ่าน 25 ผลงานเขียนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งแต่ The Great Gatsby ของ F. Scott Fitzgerald ไปจนถึง Lolita ของ Vladimir Nabokov, The Bluest Eye ของ Toni Morrison, งานของ Ernest Hemingway, William Shakespeare, Flannery O’Connor และอีกมากมาย

    แต่ละบทเป็นการผ่าตัดอย่างละเอียด แยกแยะทีละส่วน ดูว่าความมหัศจรรย์เกิดขึ้นได้อย่างไร และที่สำคัญที่สุด เราจะเอาเทคนิคเหล่านี้ไปใช้ในการเขียนของเราเองได้อย่างไร

    การผ่าตัด The Great Gatsby

    Clark เล่าถึงประสบการณ์ของเขาเองกับ Gatsby ว่าเมื่อครั้งอ่านในสมัยมัธยม เขาไม่เข้าใจเลยว่าทำไมหนังสือเล่มนี้ถึงได้รับการยกย่องว่าเป็นนวนิยายอเมริกันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเล่มหนึ่ง

    แต่เมื่อเขาใช้การอ่านแบบเอ็กซเรย์ เขาค้นพบความลับของ Fitzgerald ที่ซ่อนอยู่ในประโยคสุดท้ายของหนังสือ:

    “So we beat on, boats against the current, borne back ceaselessly into the past.”

    ประโยคนี้ไม่ได้ยิ่งใหญ่เพียงแค่ในแง่ของความหมาย แต่ยิ่งใหญ่ในแง่ของเทคนิค การใช้คำ “beat” ที่มีความหมายทั้งการตี การเต้น และการพ่ายแพ้ การใช้ภาพเปรียบเทียบของเรือที่ต่อสู้กับกระแสน้ำ และการเล่นกับจังหวะของประโยคที่เหมือนคลื่นที่ซัดกลับมาเรื่อยๆ

    Clark ชี้ให้เห็นว่า Fitzgerald ใช้เทคนิคการ “สะท้อนกลับ” ในระดับต่างๆ ทั้งในระดับประโยค ระดับย่อหน้า และระดับทั้งเรื่อง ทำให้ผู้อ่านรู้สึกถึงความไร้หวังของตัวละครที่พยายามไล่ตามอดีตที่กลับมาไม่ได้

    ความลับของ Hemingway

    หลายคนมองว่า Hemingway เขียนแบบเรียบง่าย แต่ Clark เปิดเผยว่าความเรียบง่ายนั้นเป็นศิลปะที่ซับซ้อนมาก

    ดูตัวอย่างจากเรื่อง “Hills Like White Elephants”:

    “The woman looked across the hills. They were white in the sun and the country was brown and dry.”

    ดูเหมือนประโยคธรรมดา แต่ Hemingway ใช้เทคนิคการ “ละเว้น” (omission) เขาไม่บอกเราว่าผู้หญิงคนนี้กำลังคิดอะไร ไม่บอกว่าเธอรู้สึกอย่างไร แต่เราเดาได้จากการกระทำและบทสนทนา

    การใช้สีขาวและสีน้ำตาลแห้งแล้งไม่ใช่การบรรยายธรรมดา แต่เป็นการสะท้อนสภาพจิตใจของตัวละคร ภูเขาสีขาวเหมือนช้างสีขาว (white elephant) ที่เป็นสัญลักษณ์ของสิ่งที่ไม่ต้องการแต่กำจัดไม่ได้

    Clark สอนให้เราเห็นว่า Hemingway ใช้ “ทฤษฎีภูเขาน้ำแข็ง” (iceberg theory) โดยที่สิ่งที่เขาเขียนออกมาเป็นเพียงส่วนยอดภูเขาน้ำแข็ง ส่วนใหญ่จมอยู่ใต้น้ำ เราต้องอ่านระหว่างบรรทัดเพื่อเข้าใจความหมายที่แท้จริง

    เกมคำของ Nabokov ใน Lolita

    Nabokov เป็นนักเขียนที่มีความสามารถในการเล่นกับภาษาระดับอัจฉริยะ Clark วิเคราะห์ประโยคเปิดเรื่องที่โด่งดังของ Lolita:

    “Lolita, light of my life, fire of my loins. My sin, my soul. Lo-lee-ta: three syllables, tip of the tongue taking a trip of three steps down the palate to tap, at three, on the teeth. Lo. Lee. Ta.”

    ประโยคนี้ไม่ได้ดีแค่เพราะความหมาย แต่ดีเพราะเสียง เพราะจังหวะ เพราะการเล่นกับลิ้นและเพดานปาก Nabokov ใช้เทคนิคการ alliteration (การซ้ำเสียงพยัญชนะต้น) อย่างชาญฉลาด ทำให้ชื่อ “Lolita” กลายเป็นทั้งการล่อลวงทางเสียงและความหมาย

    Clark ชี้ให้เห็นว่า Nabokov ไม่ได้แค่เล่าเรื่อง แต่เขา “เล่น” กับภาษา เขาใช้ภาษาอังกฤษราวกับเป็นเครื่องดนตรี สร้างทั้งจังหวะและท่วงทำนอง

    เทคนิคที่เราเรียนรู้ได้

    1. การใช้คำซ้ำอย่างฉลาด (Strategic Repetition)

    หลายคนคิดว่าการใช้คำซ้ำเป็นข้อผิดพลาด แต่ Clark สอนให้เราเห็นว่าการซ้ำคำต่างจากการใช้คำซ้าเกินไป

    เขายกตัวอย่างจาก Abraham Lincoln ในสุนทรพจน์ Gettysburg Address:

    “But, in a larger sense, we can not dedicate — we can not consecrate — we can not hallow — this ground.”

    การซ้ำ “we can not” ไม่ใช่ความผิดพลาด แต่เป็นการสร้างจังหวะเหมือนนักตีกลองที่ตีจังหวะซ้ำๆ โดยไม่ทำให้น่าเบื่อ

    การประยุกต์ใช้: ลองใช้การซ้ำคำสำคัญในงานเขียนของคุณเพื่อเน้นย้ำจุดสำคัญ แต่ต้องทำอย่างมีจุดประสงค์ ไม่ใช่โดยบังเอิญ

    2. ศิลปะของการไม่บอก (The Art of Omission)

    Hemingway สอนให้เราเห็นว่าบางครั้งสิ่งที่เราไม่เขียนสำคัญกว่าสิ่งที่เราเขียน

    เขายกตัวอย่างจากเรื่องสั้น “For Sale: Baby shoes, never worn” ประโยคเพียง 6 คำนี้บอกเล่าเรื่องราวความเศร้าโศกได้อย่างลึกซึ้งโดยไม่ต้องอธิบายอะไรเลย

    การประยุกต์ใช้: ลองตัดส่วนที่อธิบายมากเกินไปออก ให้ผู้อ่านได้ใช้จินตนาการ ความลึกลับบางครั้งมีพลังมากกว่าการอธิบายทุกอย่าง

    3. ตัวละครที่ซับซ้อนผ่านการไม่เปิดเผยแรงจูงใจ

    Clark วิเคราะห์ตัวละคร Iago ในเรื่อง Othello ของ Shakespeare ว่าทำไมเขาถึงน่าสนใจมากกว่าตัวร้ายทั่วไป

    ใน original story ที่ Shakespeare ดัดแปลงมา Iago มีแรงจูงใจที่ชัดเจน คือเขาอิจฉา Desdemona และต้องการเธอเป็นของตัวเอง แต่ Shakespeare ตัดแรงจูงใจนี้ออก ทำให้ Iago กลายเป็นตัวร้ายที่เราไม่รู้ว่าเขาต้องการอะไรกันแน่

    การประยุกต์ใช้: บางครั้งการไม่อธิบายแรงจูงใจของตัวละครอย่างสมบูรณ์ทำให้พวกเขาน่าสนใจและน่าจดจำมากขึ้น ความลึกลับสร้างความอยากรู้

    4. การใช้สภาพอากาศแบบไม่ตรงกับอารมณ์

    Clark ชี้ให้เห็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจว่า ในวรรกรรมดีๆ สภาพอากาศไม่จำเป็นต้องเข้ากับอารมณ์ของเรื่อง

    เขายกตัวอย่างว่า “ความสุขอาจเกิดขึ้นในพายุหิมะ ชีวิตคือดวงอาทิตย์ที่ยิ้มส่องลงมาบนฆาตกรผู้นองเลือด”

    การทำให้สภาพอากาศขัดแย้งกับอารมณ์ทำให้เกิดความตึงเครียดและสร้างความประทับใจมากกว่าการทำให้ทุกอย่างสอดคล้องกัน

    การประยุกต์ใช้: ลองใช้สภาพแวดล้อมที่ขัดแย้งกับอารมณ์ของตัวละคร ฝนตกในวันแต่งงาน แสงแดดสวยงามในวันที่เกิดเหตุร้าย

    การเรียนรู้จากประโยคเดียว

    Clark จบหนังสือด้วยการรวบรวม “ประโยคที่ยิ่งใหญ่ที่สุด” จากวรรกรรมโลก และทำการผ่าตัดทีละประโยค

    ตัวอย่างเช่น ประโยคเปิดเรื่องของ Pride and Prejudice:

    “It is a truth universally acknowledged, that a single man in possession of a good fortune, must be in want of a wife.”

    Jane Austen ใช้ irony (ความขัดแย้งที่น่าขบขัน) อย่างชาญฉลาด เธอเขียนราวกับเป็น “ความจริงที่ทุกคนยอมรับ” แต่จริงๆ แล้วเป็นการเสียดสีทัศนคติของสังคมที่คิดว่าผู้ชายร่ำรวยทุกคนต้องการภรรยา ทั้งที่จริงๆ แล้วคนที่ “ต้องการ” คือผู้หญิงและครอบครัวของพวกเธอที่อยากได้สามีร่ำรวย

    บทเรียนสำหรับนักเขียน

    1. อ่านเหมือนนักเขียน

    Clark แนะนำให้เราเปลี่ยนวิธีการอ่าน แทนที่จะอ่านเพื่อความบันเทิงเท่านั้น ให้อ่านเพื่อเรียนรู้ ถามตัวเองว่า “ทำไมประโยคนี้ถึงได้ผล?” “ผู้เขียนใช้เทคนิคอะไร?” “ฉันจะเอาไปใช้ได้ยังไง?”

    2. เก็บ “คลังแสง” ของตัวเอง

    เหมือนที่ถ่ายรูปต้องมีแสง การเขียนต้องมี “คลังแสง” ของเทคนิค ของประโยคที่สวยงาม ของวิธีการแก้ปัญหาต่างๆ ในการเขียน

    Clark แนะนำให้เราจดบันทึกประโยคที่ชอบ วิเคราะห์ว่าทำไมมันถึงดี แล้วลองเลียนแบบเทคนิคนั้นในงานของเราเอง

    3. เขียนด้วยหู

    การเขียนไม่ใช่แค่การใช้ตา แต่ต้องใช้หูด้วย ประโยคที่ดีต้องฟังดูดี มีจังหวะ มีท่วงทำนอง

    อ่านงานเขียนของคุณออกเสียง ถ้าติดลิ้น ถ้าหายใจไม่ทัน ถ้าฟังแล้วไม่เพราะ แสดงว่าต้องแก้ไข

    การนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง

    สำหรับนักเรียน นักศึกษา

    การอ่านแบบเอ็กซเรย์จะช่วยให้คุณเข้าใจวรรกรรมในระดับที่ลึกขึ้น ไม่ใช่แค่เข้าใจเนื้อเรื่อง แต่เข้าใจศิลปะแห่งการเล่าเรื่อง ซึ่งจะช่วยในการเขียนรายงาน การวิเคราะห์ และการเขียนเชิงสร้างสรรค์

    สำหรับนักเขียนมือใหม่

    คุณจะได้เรียนรู้เทคนิคจากนักเขียนระดับโลกโดยตรง ไม่ต้องเดาหรือลองผิดลองถูก แต่ละบทจบด้วยบทเรียนที่ชัดเจน เอาไปใช้ได้ทันที

    สำหรับผู้อ่านทั่วไป

    คุณจะเริ่มมองหนังสือในมุมใหม่ เข้าใจว่าทำไมหนังสือบางเล่มถึงถูกยกย่องว่าเป็นคลาสสิก ได้เพลิดเพลินกับการอ่านในระดับที่ลึกซึ้งขึ้น

    ทิ้งท้าย

    Roy Peter Clark ไม่ได้แค่สอนให้เราอ่าน เขาสอนให้เราเห็น เขาเปิดตาที่สามให้เรา ทำให้เราสามารถมองทะลุผ่านตัวอักษรไปเห็นจิตวิญญาณของการเขียน

    ในยุคที่ทุกอย่างเร่งรีบ ที่เราอ่านข่าวแบบสแกน อ่านโซเชียลมีเดียแบบเลื่อน การอ่านแบบเอ็กซเรย์เป็นการเชิญชวนให้เราหยุด ช้าลง ดื่มด่ำ

    มันเป็นการเตือนให้เรารู้ว่า ในโลกของข้อมูลที่ทะลักทะลาย สิ่งที่เราต้องการไม่ใช่ข้อมูลมากขึ้น แต่เป็นความเข้าใจที่ลึกขึ้น ไม่ใช่การอ่านที่เร็วขึ้น แต่เป็นการอ่านที่ดีขึ้น

    หากคุณอยากเป็นนักเขียนที่ดีขึ้น หรือเป็นผู้อ่านที่เข้าใจลึกขึ้น “The Art of X-Ray Reading” คือหนังสือที่จะเปลี่ยนแปลงวิธีการมองหนังสือของคุณไปตลอดกาล

    เพราะเมื่อคุณได้เรียนรู้การมองด้วยสายตาแบบเอ็กซเรย์แล้ว การเขียนของคุณจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป


    “วรรกรรมที่แท้จริงต้องถูกฉีกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ถูกดึงออกจากกัน ถูกบีบให้แหลก แล้วกลิ่นหอมของมันจะลอยออกมาในฝ่ามือ” – Vladimir Nabokov

    การอ่านแบบเอ็กซเรย์คือศิลปะแห่งการค้นหากลิ่นหอมนั้น ค้นหาความงามที่ซ่อนอยู่ใต้ผิวเผิน และเรียนรู้ที่จะสร้างความงามนั้นขึ้นมาด้วยตัวเราเอง

    #hrรีพอร์ต

  • เคยไหมที่นั่งจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ เปิดโปรแกรมเอาไว้ แต่ไม่รู้จะเขียนอะไร หรือเขียนไปแล้วรู้สึกว่าไม่น่าอ่าน น่าเบื่อ ไม่มีใครอยากอ่านต่อ ถ้าเป็นแบบนั้น คุณไม่ได้เป็นคนเดียว

    Roy Peter Clark นักเขียนและครูสอนการเขียนชื่อดังชาวอเมริกัน เขาเองก็เคยผ่านปัญหานี้มา จนกระทั่งเขาค้นพบว่า การเขียนที่ดีนั้นไม่ใช่พรสวรรค์ แต่เป็น “ทักษะ” ที่เรียนรู้และฝึกฝนได้

    หนังสือ “Writing Tools: 55 Essential Strategies for Every Writer” ของเขาจึงเกิดขึ้นมา ไม่ใช่หนังสือทฤษฎีแห้งๆ แต่เป็นชุดเครื่องมือจริงๆ ที่นักเขียนทุกคนใช้ได้ ตั้งแต่คนที่เพิ่งหัดเขียนไปจนถึงมืออาชีพ

    ทำไมต้องมีเครื่องมือ?

    Clark เล่าว่า เขาสังเกตพฤติกรรมของช่างไม้ คนงานก่อสร้าง หรือแม้แต่พ่อครัว พวกเขาทุกคนมีกล่องเครื่องมือของตัวเอง รู้ว่าเครื่องมือไหนใช้เมื่อไหร่ และใช้อย่างไร

    “การเขียนก็เหมือนกัน” เขาบอก “เราต้องมีเครื่องมือ และรู้จักใช้มันให้เหมาะสม”

    หนังสือเล่มนี้จึงแบ่งออกเป็น 4 หมวดใหญ่ เหมือนกับจัดระเบียบกล่องเครื่องมือ:

    เครื่องมือพื้นฐาน (Nuts and Bolts)

    ให้คำสำคัญอยู่ท้ายประโยค

    Clark ยกตัวอย่างประโยคที่คนทั่วไปมักเขียน: “เขาตายแล้วเมื่อวันอาทิตย์”

    แต่ถ้าเปลี่ยนเป็น: “เมื่อวันอาทิตย์ เขาตายแล้ว”

    ฟังดูแล้วประโยคที่สองมีน้ำหนักมากกว่า เพราะคำว่า “ตาย” อยู่ท้ายประโยค ทำให้ผู้อ่านจดจำได้ดีกว่า

    หลักสาม

    มนุษย์เรามีความสามารถในการจดจำสิ่งต่างๆ เป็นกลุ่มสามได้ดีที่สุด

    ดูตัวอย่างนี้: “เสรีภาพ ความเสมอภาค ภราตรภาพ” หรือ “เกิด แก่ เจ็บ ตาย”

    Clark แนะนำให้เราใช้หลักนี้ในการเขียน เช่น: “เขาเป็นคนขยัน ใจดี และซื่อสัตย์”

    หรือเวลาเล่าเรื่อง: “เธอตื่นขึ้น แต่งตัว แล้วออกจากบ้าน”

    การเล่นกับความยาวของประโยค

    นักเขียนมือใหม่มักเขียนประโยคยาวๆ เพราะคิดว่าจะดูฉลาด แต่จริงๆ แล้วการผสมผสานประโยคสั้นกับประโยคยาวต่างหากที่ทำให้งานเขียนน่าอ่าน

    ดูตัวอย่างนี้: “วันนั้นฟ้าร้อง ฟ้าผ่า ลมหลับใหญ่จนต้นไผ่ข้างบ้านโค่นล้ม ทับหลังคาบ้านเพื่อนบ้านจนเป็นรูใหญ่ เขาจึงต้องวิ่งไปช่วยอย่างเร่งด่วน แต่พอไปถึง เขาแค่ยืนมองดู เขาไม่ทำอะไรเลย”

    เปลี่ยนเป็น: “วันนั้นฟ้าร้อง ลมหลับใหบ่โค่นต้นไผ่ใส่หลังคาบ้านเพื่อนบ้าน เขาวิ่งไปดู แต่พอถึงที่ เขาก็แค่ยืนมอง เขาไม่ได้ทำอะไร”

    เอฟเฟ็กต์พิเศษ (Special Effects)

    ใช้คำซ้ำเพื่อเน้น

    หลายคนคิดว่าการใช้คำซ้ำเป็นสิ่งไม่ดี แต่จริงๆ แล้วถ้าใช้อย่างชาญฉลาด มันจะช่วยเน้นจุดสำคัญได้ดีมาก

    Martin Luther King Jr. เคยพูดว่า: “I have a dream… I have a dream… I have a dream…”

    หรือในภาษาไทย เราอาจเขียนว่า: “เขารอ รอจนเพื่อนมา รอจนฟ้าฝน รอจนหัวใจเกือบหยุดเต้น”

    เล่นกับเสียง

    Clark บอกว่าการเขียนที่ดีควรมี “เสียง” ที่เป็นเอกลักษณ์ เหมือนลายนิ้วมือ

    เสียงของเออร์เนสต์ เฮมิงเวย์คือความเรียบง่าย สั้น กระทัดรัด: “เขานั่งที่บาร์ เขาสั่งเบียร์ เขาดื่ม”

    ส่วนเสียงของ García Márquez จะเป็นแบบนี้: “เขานั่งที่บาร์ที่เคยเป็นที่พบกันของคนรักหลายร้อยคู่ ใต้แสงไฟเหลืองๆ ที่ส่องแสงเหมือนความทรงจำที่เลือนราง แล้วสั่งเบียร์เย็นๆ แก้วเดียวที่จะทำให้เขาลืมเธอผู้ที่จากไปเมื่อสี่สิบปีก่อน”

    คุณจะเลือกเสียงแบบไหน?

    แบบแผนการเขียน (Blueprints)

    เริ่มต้นและจบด้วยวงกลม

    หนึ่งในเทคนิคที่ Clark ชื่นชมมากคือการเล่าเรื่องแบบวงกลม คือเริ่มต้นและจบด้วยภาพหรือแนวคิดที่เชื่อมโยงกัน

    เขายกตัวอย่างเรื่องราวของนักข่าวที่เขียนข่าวเกี่ยวกับเด็กหญิงที่หายไป:

    เริ่มต้น: “เมื่อเช้าวันอาทิตย์ นกน้อยยังคงร้องเพลงใต้หน้าต่างห้องของมารี”

    ตอนจบ: “เมื่อค่ำวันอาทิตย์ นกน้อยหยุดร้อง เพราะไม่มีใครมาฟังแล้ว”

    การเล่าแบบนี้ทำให้เรื่องราวมีความสมบูรณ์ และผู้อ่านรู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนแปลง

    สร้างตัวละครด้วยรายละเอียดเล็กๆ

    Clark สอนว่า การสร้างตัวละครที่น่าจดจำไม่ต้องอาศัยคำบรรยายยาวๆ แต่ใช้รายละเอียดเล็กๆ ที่สะท้อนบุคลิก

    แทนที่จะเขียน: “เขาเป็นคนเศร้า และไม่ค่อยสนใจใคร”

    ลองเขียนแบบนี้: “เขาเดินผ่านร้านดอกไม้โดยไม่เหลียวแล แม้แต่เมื่อกลีบกุหลาบแดงร่วงใส่เท้าเขา”

    แสดงแทนการบอก (Show, Don’t Tell)

    นี่เป็นหลักทองของการเขียนที่ Clark เน้นย้ำ

    แทนที่จะเขียน: “เขาโกรธมาก”

    ให้เขียน: “เขากำมือแน่น จนเล็บฝังเข้าไปในฝ่ามือ”

    หรือแทนที่จะเขียน: “เธอเศร้า”

    ให้เขียน: “เธอจ้องมองฟ้าผ่านหน้าต่าง ขณะที่น้ำตาไหลเงียบๆ ลงมาเปียกแก้ม”

    คุณลักษณะที่มีประโยชน์ (Useful Habits)

    อ่านในฐานะนักเขียน

    Clark แนะนำให้เราเปลี่ยนวิธีการอ่าน อย่าแค่อ่านเพื่อความเพลิดเพลิน แต่ให้สังเกตว่านักเขียนใช้เทคนิคอะไร

    เวลาอ่านนิยายหรือข่าว ให้ถามตัวเองว่า:

    • ทำไมประโยคแรกถึงดึงดูดใจ?
    • ผู้เขียนเรียงลำดับเรื่องราวอย่างไร?
    • คำไหนที่ทำให้เราเกิดอารมณ์?

    เปลี่ยนจากนักเขียนเป็นผู้แก้ไข

    หลังจากเขียนเสร็จ ให้หยุดพัก แล้วกลับมาอ่านงานของตัวเองในฐานะ “ผู้อ่าน” คนแรก

    Clark สอนให้ถามคำถาม:

    • ประโยคไหนที่อ่านแล้วสับสน?
    • ย่อหน้าไหนที่น่าเบื่อ?
    • มีคำไหนที่ซ้ำเกินไป?
    • เรื่องราวเข้าใจง่ายไหม?

    สู้กับการเขียนไม่ออก (Writer’s Block)

    เคล็ดลับของ Clark คือ: “เขียนแย่ๆ ก่อนก็ได้ ขอให้เขียน”

    เขาเล่าว่า นักเขียนหลายคนติดกับความสมบูรณ์แบบจนเขียนไม่ออกเลย แต่ความจริงคือ เราสามารถแก้ไขงานแย่ๆ ได้ แต่เราแก้ไข “กระดาษเปล่า” ไม่ได้

    เทคนิคง่ายๆ คือ:

    1. ตั้งเวลา 10 นาที
    2. เขียนเรื่อยๆ ไม่ต้องหยุด
    3. ไม่ต้องแก้ไข ไม่ต้องลบ
    4. เขียนอะไรก็ได้ที่เกี่ยวกับหัวข้อ

    หลังจาก 10 นาที คุณจะมี “วัตถุดิบ” ที่สามารถพัฒนาต่อได้

    เรื่องราวที่เปลี่ยนชีวิต

    Clark เล่าถึงนักเรียนคนหนึ่งของเขา ที่เคยเขียนไม่เป็น จนไม่กล้าส่งงานครู หลังจากเรียนรู้เครื่องมือเหล่านี้ เธอเริ่มทดลองใช้ทีละข้อ

    เริ่มจากการใช้ “หลักของสาม” ในการเขียนเรียงความ แล้วเรียนรู้การ “แสดงแทนการบอก” ในการเล่าเรื่อง จนในที่สุด เธอกลายเป็นนักเขียนคอลัมน์ในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น

    “การเขียนไม่ใช่เวทมนตร์” Clark กล่าว “มันเป็นงานฝีมือที่เรียนรู้ได้”

    บทเรียนที่ยิ่งใหญ่

    สิ่งที่ Clark ต้องการสื่อผ่านหนังสือเล่มนี้ไม่ได้เป็นเพียงเทคนิคการเขียน แต่เป็นความเข้าใจที่ว่า:

    การเขียนคือการสื่อสาร ไม่ใช่การอวดฉลาด เป้าหมายคือทำให้ผู้อ่านเข้าใจ และรู้สึกอะไรบางอย่าง

    การเขียนคือกระบวนการ ไม่ใช่ผลลัพธ์ เราเรียนรู้จากการเขียน แก้ไข แล้วเขียนใหม่

    การเขียนคือบริการ เราเขียนเพื่อผู้อ่าน ไม่ใช่เพื่อตัวเอง

    เริ่มเลยวันนี้

    หากคุณอยากเป็นนักเขียนที่ดีขึ้น Clark แนะนำให้เริ่มจากการเลือกเครื่องมือ 3 ข้อจาก 55 ข้อที่เขาเสนอ แล้วฝึกใช้จนชำนาญ

    อาจเริ่มจาก:

    1. ให้คำสำคัญอยู่ท้ายประโยค
    2. ใช้หลักของสาม
    3. แสดงแทนการบอก

    เมื่อใช้ได้คล่อง ค่อยเพิ่มเครื่องมือใหม่ๆ ทีละข้อ

    Clark จบหนังสือด้วยประโยคที่ว่า: “ตอนนี้ คุณมีเครื่องมือแล้ว เริ่มสร้างผลงานของคุณเถอะ”

    และนั่นก็คือสิ่งที่เราทุกคนสามารถทำได้ เริ่มจากวันนี้ เริ่มจากการเขียนประโยคแรก แล้วใช้เครื่องมือเหล่านี้ช่วยให้การเขียนของเราดีขึ้นทีละนิด

    เพราะในท้ายที่สุด การเขียนที่ดีไม่ได้เกิดขึ้นเองโดยบังเอิญ มันเกิดจากการใช้เครื่องมือที่เหมาะสม ในเวลาที่เหมาะสม อย่างที่ช่างฝีมือทุกคนทำ

    #hrรีพอร์ต

  • คุณเคยสงสัยไหมว่าทำไมเราถึงนั่งดูหนังได้ 2-3 ชั่วโมง หรือทำไมถึงอ่านนิยายจนลืมเวลา แล้วทำไมบางเรื่องถึงจับใจเราได้ แต่บางเรื่องดูแล้วง่วงนอน? Will Storr นักเขียนชาวอังกฤษที่ได้รับรางวัลมากมาย ได้หาคำตอบของคำถามเหล่านี้ในหนังสือ “The Science of Storytelling” โดยใช้วิทยาศาสตร์มาอธิบายศิลปะการเล่าเรื่อง

    การเล่าเรื่องคือ DNA ของมนุษย์

    ลองนึกภาพดูสิ เมื่อ 100,000 ปีก่อน บรรพบุรุษของเราไม่มี Facebook ไม่มี Line แต่พวกเขาก็ต้องการแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน วิธีที่ดีที่สุดคือการเล่าเรื่อง

    “เมื่อคืนฉันเห็นเสือโคร่งตัวใหญ่ที่ลำธารข้างโน้น มันมีเขี้ยวยาวแหลมคม และดวงตาที่แวววาวในความมืด พวกเราไม่ควรไปทางนั้นคนเดียว”

    การเล่าเรื่องแบบนี้ไม่ได้แค่ให้ข้อมูล แต่ยังสอนบทเรียนชีวิต สร้างกฎเกณฑ์ในสังคม และเชื่อมโยงคนในกลุ่มให้แน่นแฟ้นขึ้น Storr อธิบายว่าการเล่าเรื่องเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้มนุษย์รอดมาได้จนถึงทุกวันนี้

    สมองเราหิวการเปลี่ยนแปลง

    คุณเคยสังเกตไหมว่าเราชอบข่าวที่มีคำว่า “ด่วน” “เฉียบ” หรือ “พลิกโผ” เพราะสมองเราหิวการเปลี่ยนแปลง

    Storr อธิบายว่าสมองมนุษย์วิวัฒนาการมาเพื่อการอยู่รอด ดังนั้นเราจึงตื่นตัวอัตโนมัติเมื่อมีอะไรเปลี่ยนแปลง เพราะมันอาจหมายถึงอันตรายหรือโอกาส

    ลองดูตัวอย่างการเปิดเรื่องที่ดีสิ:

    “หมาน้อยสปอตหายไปแล้ว!” (จากหนังสือเด็กชื่อดัง Where’s Spot?)

    “เมื่อฉันตื่นขึ้น อีกฟากหนึ่งของเตียงเย็นเฉียบ” (จาก The Hunger Games)

    “คืนนั้นแปลกมาก พ่อเอาขวานออกไปข้างนอก” (บรรยายแบบ Charlotte’s Web)

    เห็นไหมครับ? ทุกประโยคเริ่มต้นด้วยการเปลี่ยนแปลงที่ไม่ปกติ ทำให้เราอยากรู้ต่อว่าเกิดอะไรขึ้น

    ความอยากรู้

    Storr เล่าถึงการทดลองทางจิตวิทยาที่น่าสนใจ นักวิจัยให้คนดูจอคอมพิวเตอร์ที่มีสี่เหลี่ยมหลายๆ ช่อง แล้วให้คลิก 5 ช่อง ปรากฏว่าคนเหล่านั้นยอมจ่ายเงินเพื่อดูในช่องที่เหลือ แม้ว่าพวกเขาจะรู้ว่าหลังจากการทดลองจบ พวกเขาจะได้ดูฟรีก็ตาม

    นี่แสดงให้เห็นว่าความอยากรู้มีพลังเหมือนสิ่งเสพติด เราต้องการคำตอบแบบหิวน้ำหิวข้าว

    ความอยากรู้จะแรงที่สุดเมื่อเรารู้บางอย่างแต่ไม่รู้ทั้งหมด เหมือนจิ๊กซอว์ที่ขาดไม่กี่ชิ้น หรือเหมือนการดูซีรีส์ที่จบตอนแล้วต้องรอตอนต่อไป

    ตัวละครคือหัวใจของทุกเรื่อง

    Storr บอกว่าคำถามที่สำคัญที่สุดในทุกเรื่องคือ “คนคนนี้เป็นใคร?”

    ลองนึกถึงตอนที่เราดูหนังหรืออ่านหนังสือ เราไม่ได้สนใจแค่ว่าเกิดอะไรขึ้น เราสนใจมากกว่านั้น เราอยากรู้ว่าทำไมตัวละครถึงทำแบบนั้น และเขาจะทำอย่างไรต่อไป

    ตัวอย่าง

    เวลาเราเล่าเรื่องให้เพื่อนฟัง เราไม่ได้แค่บอกข้อเท็จจริง:

    แบบธรรมดา: “วันนี้ฉันไปร้านกาแฟ แล้วเจอเพื่อนเก่า เราคุยกัน 2 ชั่วโมง”

    แบบนักเล่าเรื่อง: “ฉันนั่งสั่งกาแฟอยู่คนเดียว ยังไม่ทันได้จิบ ก็ได้ยินเสียงที่คุ้นหูเรียก ‘เฮ้ย!’ หันไปดูเท่านั้นแหละ… เป็นแป๊ะ! เพื่อนสมัยมหาลัยที่ไม่เจอกันมา 5 ปี เขายังซ่าส์เหมือนเดิม ผมยังจำได้ว่าเขาเคยทำอะไรบ้างในสมัยเรียน…”

    เห็นความแตกต่างไหมครับ? แบบที่สองทำให้เราเห็นภาพ รู้สึก และอยากรู้ต่อ

    เทคนิคการสร้างอุปมาอุปไมย

    Storr ยกตัวอย่างประโยคจากนักเขียนชื่อดัง:

    “เธอล้างถุงพลาสติกเก่าแล้วแขวนบนเชือกให้แห้ง เหมือนฝูงแมงกะพรุนเชื่องๆ ที่ลอยอยู่ในแสงแดด”

    อุปมานี้ทำงานเพราะมันทำให้เราต้องจินตนาการ สมองเราถาม “ทำไมถุงพลาสติกถึงเหมือนแมงกะพรุน?” เพื่อหาคำตอบ เราต้องวาดภาพในใจ และนั่นทำให้การเล่าเรื่องมีชีวิตชีวา

    ทดลองเขียนอุปมากันเองดูสิ

    แทนที่จะเขียนว่า “ฝนตกหนัก” ลองเขียนว่า “ฝนตกราวกับฟ้าแตกเป็นรู” หรือ “เสียงฝนเหมือนตบมือของคนนับแสนคน”

    แทนที่จะเขียนว่า “เขาเศร้ามาก” ลองเขียนว่า “เขานั่งอยู่ราวกับโลกทั้งใบนั่งทับไหล่”

    ทำไมเราชอบฮีโร่ที่เป็นผู้ด้อยโอกาส

    คุณเคยสังเกตไหมว่าฮีโร่ในเรื่องเล่าส่วนใหญ่มักจะเป็นคนธรรมดาที่ต้องเผชิญกับสิ่งที่ใหญ่โตกว่า?

    • Harry Potter เป็นแค่เด็กกำพร้าที่ต้องต่อสู้กับจอมมารชั่วร้าย
    • Luke Skywalker เป็นแค่หนุ่มชาวนาที่ต้องต่อสู้กับจักรวรรดิ
    • Katniss เป็นแค่เด็กสาวจากเขตยากจนที่ต้องลุกขึ้นต่อสู้กับระบบ

    Storr อธิบายว่าเราชอบตัวละครแบบนี้เพราะพวกเขาคือเรา ในชีวิตจริง เราก็รู้สึกเหมือนคนเล็กคนน้อยที่ต้องเผชิญกับปัญหาใหญ่ๆ เมื่อเห็นฮีโร่เหล่านี้ประสบความสำเร็จ เราก็รู้สึกเหมือนตัวเองก็ทำได้

    พลังมืดของการเล่าเรื่อง

    แต่ Storr เตือนเราด้วยว่าการเล่าเรื่องไม่ได้ดีเสมอไป มันเป็นเครื่องมือควบคุมที่ทรงพลัง

    ทุกกลุ่มคนมีเรื่องเล่าของตัวเอง:

    • ประเทศ มีเรื่องเล่าว่าเป็นประเทศที่ดีที่สุดในโลก
    • บริษัท มีเรื่องเล่าว่าเป็นครอบครัวใหญ่ที่ใส่ใจพนักงาน
    • พรรคการเมือง มีเรื่องเล่าว่าตัวเองดีที่สุด ฝ่ายตรงข้ามแย่ที่สุด

    การเล่าเรื่องเหล่านี้ช่วยให้คนในกลุ่มรวมตัวกัน แต่ก็ทำให้เกลียดชังคนนอกกลุ่มได้เช่นกัน

    การเล่าเรื่องในยุคโซเชียลมีเดีย

    ในยุคนี้ การเล่าเรื่องยิ่งทรงพลังมากขึ้น เราเล่าเรื่องผ่าน Instagram Stories, TikTok, Facebook Posts ทุกคนเป็นนักเล่าเรื่องกันหมด

    เคล็ดลับการเล่าเรื่องในโซเชียลมีเดีย

    1. เริ่มด้วยการเปลี่ยนแปลง แทนที่จะโพสต์ว่า “ไปกินข้าวที่ร้านใหม่” ลองเขียนว่า “คิดว่าจะกินแค่จานเดียว แต่สุดท้ายสั่งไป 5 จาน เพราะ…”

    2. สร้างความอยากรู้ “เมื่อคืนเกิดเหตุการณ์แปลกๆ ที่ทำให้ฉันเปลี่ยนความคิดเรื่องชีวิต…” (แล้วค่อยเล่าต่อในรูปถัดไป)

    3. ใส่อารมณ์และความรู้สึก แทนที่จะบอกแค่ว่า “ทำงานเสร็จแล้ว” ลองเล่าว่า “นั่งจ้องจอคอมจนตาแดง เสร็จแล้วรู้สึกเหมือนไต่เขาเอเวอเรสต์เสร็จ”

    การเล่าเรื่องในการทำงาน

    การเล่าเรื่องไม่ได้มีแค่ในหนังสือหรือภาพยนตร์ มันมีประโยชน์มากในการทำงานด้วย

    เวลาเสนอผลงาน

    แบบธรรมดา: “เราทำยอดขายได้ 50% ในไตรมาสนี้”

    แบบนักเล่าเรื่อง: “เมื่อ 3 เดือนก่อน เราเผชิญกับวิกฤตที่ใหญ่ที่สุดในรอบ 5 ปี ลูกค้าเริ่มหันไปใช้คู่แข่ง ทีมงานท้อแท้ แต่เราไม่ยอมแพ้ เราลองทำสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน… และผลลัพธ์คือยอดขายพุ่งขึ้น 50%”

    เวลาขอเลื่อนตำแหน่ง

    แทนที่จะบอกแค่ผลงาน ลองเล่าเรื่องการเอาชนะอุปสรรค การแก้ปัญหา และบทเรียนที่ได้เรียนรู้

    เคล็ดลับการเล่าเรื่องให้เด็กๆ

    หากคุณเป็นพ่อแม่ การเล่าเรื่องที่ดีจะช่วยให้ลูกจดจ่อและเรียนรู้ได้ดีขึ้น

    แทนที่จะสั่งสอน ลองเล่าเรื่อง

    แบบสั่งสอน: “ต้องแปรงฟันทุกคืนนะ ไม่งั้นฟันจะผุ”

    แบบเล่าเรื่อง: “นานมาแล้ว มีเจ้าชายน้อยที่ไม่ชอบแปรงฟัน เขาคิดว่าไม่มีใครเห็นอยู่ดี แต่แล้ววันหนึ่ง เขาก็ได้ยินเสียงแปลกๆ ในปาก ปรากฏว่าเป็นเสียงของปีศาจฟันผุตัวเล็กๆ ที่กำลังกัดฟันของเขา…”

    บทเรียนสำคัญจาก “The Science of Storytelling”

    1. ทุกคนเป็นนักเล่าเรื่อง

    ไม่ว่าเราจะรู้ตัวหรือไม่ เราเล่าเรื่องกันอยู่ตลอดเวลา เวลาแต่งข้อแก้ตัว เวลาสัมภาษณ์งาน เวลาชวนเพื่อนไปเที่ยว

    2. การเปลี่ยนแปลงคือกุญแจสำคัญ

    เรื่องเล่าที่ดีต้องมีการเปลี่ยนแปลง เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด และความขัดแย้ง

    3. ความอยากรู้ขับเคลื่อนเรื่องเล่า

    อย่าบอกทุกอย่างในครั้งเดียว สร้างช่องว่างให้คนฟังอยากรู้ต่อ

    4. ตัวละครสำคัญกว่าเหตุการณ์

    คนฟังสนใจทำไมตัวละครทำอย่างนั้น มากกว่าอะไรที่เกิดขึ้น

    5. อุปมาอุปไมยสร้างภาพในใจ

    การเปรียบเทียบช่วยให้คนฟังเห็นภาพและรู้สึกชัดเจนขึ้น

    ทำไมเราต้องเรียนรู้การเล่าเรื่อง

    ในโลกที่ข้อมูลมากมายจนล้นหลาม คนที่เล่าเรื่องเก่งจะได้เปรียบ เพราะ:

    • ข้อมูลถูกลืม แต่เรื่องเล่าถูกจดจำ
    • เรื่องเล่าสร้างความเชื่อใจและการเชื่อมต่อระหว่างคน
    • เรื่องเล่าขับเคลื่อนให้คนกระทำ ไม่ใช่แค่รู้

    ไม่ว่าคุณจะเป็นพนักงานขาย ครู นักการตลาด หรือแม้แต่คนที่อยากสื่อสารกับครอบครัวให้ดีขึ้น การเล่าเรื่องคือทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21

    เรื่องเล่าของคุณคืออะไร?

    ท้ายที่สุดแล้ว ชีวิตของเราเองก็เป็นเรื่องเล่าเรื่องหนึ่ง เราเป็นทั้งผู้แต่ง ผู้กำกับ และนักแสดงนำในเรื่องเล่าของตัวเอง

    คำถามคือ… เรื่องเล่าของคุณจะจบอย่างไร?

    และที่สำคัญกว่านั้น คุณจะเล่าให้คนอื่นฟังอย่างไรให้พวกเขาหลงใหลในการเดินทางของคุณ?

    หนังสือ “The Science of Storytelling” ของ Will Storr สอนเราว่าการเล่าเรื่องไม่ใช่แค่ศิลปะ แต่เป็นวิทยาศาสตร์ที่เราเรียนรู้และฝึกฝนได้ เมื่อเราเข้าใจหลักการทำงานของสมองมนุษย์ เราจะสามารถเล่าเรื่องที่จับใจ สร้างแรงบันดาลใจ และเปลี่ยนแปลงชีวิตคนได้

    เพราะท้ายที่สุดแล้ว… เราทุกคนก็คือนักเล่าเรื่องกันทั้งนั้นแหละ

    #hrรีพอร์ต

  • เมื่อเรื่องราวธรรมดาๆ กลายเป็นความทรงจำที่ไม่มีวันลืม

    มีคืนหนึ่งในนิวยอร์ก ผู้หญิงคนหนึ่งเดินขึ้นเวทีเล็กๆ ในร้านกาแฟ ใต้แสงไฟส้มๆ เธอเริ่มเล่าเรื่องง่ายๆ เรื่องหนึ่ง: วันที่เธอพาแม่ไปซื้อของที่ซูเปอร์มาร์เก็ต แล้วแม่หลงทางในร้าน

    “ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมแม่ถึงไปหาฉันไม่เจอ ทั้งๆ ที่ร้านไม่ใหญ่มาก จนกระทั่งฉันเดินไปหาแม่ที่แผนกผัก แล้วเห็นเธอยืนงุนงงอยู่ ตอนนั้นฉันถึงรู้ว่า… แม่ของฉันเริ่มลืมแล้ว”

    เพียงแค่นี้ ทั้งร้านเงียบกริบ ทุกคนจับใจ เพราะเรื่องเล็กๆ เรื่องหนึ่งกลายเป็นเรื่องใหญ่ที่สะเทือนใจ

    นี่คือพลังของการเล่าเรื่องที่ดี – การเปลี่ยนชีวิตธรรมดาให้กลายเป็นสิ่งที่น่าจดจำ และนี่คือสิ่งที่หนังสือ “How to Tell a Story” ของ The Moth มาสอนเรา

    กำเนิดของ คนธรรมดามีเรื่องไม่ธรรมดาเล่า

    The Moth เกิดขึ้นเมื่อปี 1997 จากความคิดง่ายๆ ของจอร์จ ดอว์ส เกรีน ที่อยากสร้างพื้นที่ให้คนธรรมดามาเล่าเรื่องจริงจากชีวิตของตัวเอง ไม่ใช่เรื่องแต่ง ไม่ใช่เรื่องตลก แต่เป็นเรื่องจริงที่มีความหมาย

    ชื่อ “The Moth” มาจากนิสัยของแมลงเม่าที่บินไปหาแสงไฟ เหมือนกับคนที่ถูกดึงดูดมาฟังเรื่องราวดีๆ ใต้แสงไฟเวที

    วันนี้ The Moth กลายเป็นเวทีเล่าเรื่องที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก มีคนฟังนับล้านผ่านรายการวิทยุ พอดแคสต์ และงานสด และสิ่งที่พิเศษที่สุดคือ ทุกเรื่องที่เล่าล้วนเป็นเรื่องจริง

    หัวใจของเรื่องที่ดี

    หนังสือเล่านี้สอนหลักการพื้นฐานที่สำคัญที่สุด: เรื่องดีต้องมีความเปลี่ยนแปลง

    ลองนึกภาพเรื่องนี้: “วันนี้ฉันไปทำงาน กินข้าวเที่ยง แล้วกลับบ้าน ครับ จบ”

    เรื่องนี้ไม่มีอะไรเปลี่ยน คุณในตอนเช้ากับคุณในตอนเย็นเป็นคนคนเดียวกัน ไม่มีการเติบโต ไม่มีการเรียนรู้ ไม่มีอะไรเสี่ยงจะเสียไป

    แต่ถ้าเปลี่ยนเป็น: “วันนี้ฉันไปทำงานเหมือนเดิม แต่พอเที่ยงเจ้านายเรียกไปคุยส่วนตัว แล้วบอกว่าต้องเลิกจ้าง ตอนนั้นฉันคิดว่าชีวิตจบแล้ว แต่พอกลับถึงบ้าน ภรรยาบอกข่าวดีว่าท้อง ทันทีนั้นฉันรู้ว่า นี่คือจุดเริ่มต้นใหม่ของชีวิต”

    เห็นไหมครับ ตัวละครเปลี่ยนจากคนที่รู้สึกสิ้นหวัง เป็นคนที่เต็มไปด้วยความหวังใหม่

    นี่คือ “เดิมพัน” (Stakes) – สิ่งที่เสี่ยงจะเสียหรือได้ ในกรณีนี้คือ ความมั่นคงในชีวิต ความเป็นพ่อ และอนาคตของครอบครัว

    เทคนิคการเล่าแบบ “ฉันอยู่ตรงนั้น”

    การเล่าเรื่องที่ดีต้องทำให้ผู้ฟังรู้สึกเหมือนอยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วย นี่คือที่มาของเทคนิค “Show, Don’t Tell”

    แบบผิด: “ฉันกลัวมาก”

    แบบถูก: “มือฉันสั่น เหงื่อออกจนเสื้อเปียก ใจเต้นแรงจนได้ยินเสียงตัวเอง หายใจไม่ออก แล้วขาก็อ่อนจนยืนไม่ไหว”

    เห็นความแตกต่างไหมครับ อันแรกเป็นการ “บอก” อันหลังเป็นการ “แสดง” ทำให้ผู้ฟังสัมผัสได้ถึงความกลัวนั้นจริงๆ

    เขียนใน The Moth เล่าเรื่องของผู้หญิงที่ไปเดินป่าคนเดียว แล้วหลงทาง:

    “ฉันเดินมา 6 ชั่วโมงแล้ว แต่ทางก็ยังไม่จบสักที อย่างที่แย่ที่สุดคือ มันเริ่มมืดแล้ว ไฟฉายในมือก็เหลือแบตเตอรี่น้อย ตอนนั้นฉันได้ยินเสียงแปลกๆ จากพุ่มไผ่ เสียงกิ่งไม้หัก ใครบางคนหรืออะไรบางอย่างกำลังเดินใกล้เข้ามา หัวใจฉันเต้นแรงจนได้ยินเสียงตัวเอง ฉันหยุดหายใจ พยายามฟัง… แล้วก็เห็นตาสีเหลืองส่องมาจากความมืด”

    อ่านแล้วใจเต้นไปด้วยใช่ไหมครับ นี่คือพลังของการเล่าเรื่องที่ทำให้ผู้ฟังสัมผัสได้

    จุดเริ่มต้นที่ดี: ไม่ต้องเล่าตั้งแต่เกิด

    ข้อผิดพลาดใหญ่ของคนเล่าเรื่องคือ ชอบเริ่มต้นจากไกลเกินไป

    แบบผิด: “ตอนฉันเป็นเด็ก เกิดที่โรงพยาบาลสงขลา วันที่ 15 มกราคม พ่อแม่ตั้งชื่อให้ว่าสมชาย เพราะ… (เล่าไป 10 นาที) …จนกระทั่งอายุ 35 ปี มีเรื่องหนึ่งที่เปลี่ยนชีวิตฉัน”

    แบบถูก: “เมื่ออายุ 35 ฉันคิดว่าชีวิตจบแล้ว ยืนอยู่บนตึก 20 ชั้น มองลงไปข้างล่าง แล้วก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นจากข้างหลัง ‘คุณครับ รอสักครู่’”

    เห็นไหม เริ่มเรื่องที่สองทำให้เราอยากฟังต่อทันที แต่เรื่องแรกเราเริ่มเบื่อตั้งแต่ประโยคที่สอง

    โครงสร้างที่ทำให้เรื่องไหลลื่น

    The Moth สอนโครงสร้างง่ายๆ ที่ใช้ได้ผล:

    1. ตั้งฉาก (Setup) – บอกสถานที่ เวลา และสถานการณ์ “วันศุกร์เย็น ฝนตกหนัก ฉันนั่งรอรถเมล์อยู่คนเดียวที่ป้ายรถเมล์ห่างไกล”

    2. เหตุการณ์ (Action) – เล่าสิ่งที่เกิดขึ้น “รถคันหนึ่งจอดข้างๆ แล้วผู้ชายในรถส่ายหน้าต่าง เสนอว่าจะไปส่ง”

    3. วิกฤต (Crisis) – จุดที่ต้องตัดสินใจสำคัญ “ฉันลังเล ขึ้นรถคนแปลกหน้าก็เสี่ยงอันตราย แต่ถ้าไม่ขึ้นก็ต้องเปียกฝน”

    4. บทสรุป (Resolution) – ผลลัพธ์และบทเรียน “ฉันเลือกขึ้นรถ และนั่นเป็นการตัดสินใจที่เปลี่ยนชีวิตฉัน เพราะคนขับรถคนนั้นคือสามีของฉันในปัจจุบัน”

    การสร้างจังหวะและอารมณ์

    เรื่องดีต้องมีจังหวะ ไม่ใช่เสียงเดียวตลอด เหมือนเพลงที่มีทั้งช่วงเบาและหนัก เครียดและคลายเครียด

    ลองดูตัวอย่างนี้:

    “วันนั้นฉันตื่นเช้าธรรมดา ชงกาแฟ อ่านหนังสือพิมพ์ (จังหวะช้า สบายๆ) แล้วโทรศัพท์ก็ดัง… (หยุด) ‘พ่อล้มแล้ว รีบมาโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้!’ (จังหวะเร็ว เสียงดัง)

    ฉันวิ่งออกจากบ้าน หัวใจเต้นแรง (เสียงเร็ว) ขับรถไปโรงพยาบาล ทุกไฟแดงยาวเหมือนปี (หยุดจังหวะ)

    พอถึงโรงพยาบาล วิ่งไปตามทางเดินยาวๆ (เร็วอีก) จนถึงห้องไอซียู… เปิดประตู… (หยุด) แล้วฉันก็เห็นพ่อนั่งบนเตียง ยิ้มให้ ‘ขอโทษนะลูก แกล้ง แค่อยากให้มาเยี่ยม’”

    เห็นไหม จังหวะช้า-เร็ว-หยุด-เร็ว-หยุด ทำให้เรื่องมีชีวิต

    สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง

    1. เล่าเรื่องที่ไม่ใช่ของคุณ

    คนเล่าเรื่องมือใหม่มักเล่าเรื่องที่ฟังมาจากคนอื่น หรือเรื่องที่อ่านมา The Moth เน้นย้ำว่า ต้องเป็นเรื่องที่คุณผ่านมาจริงๆ เท่านั้น เพราะเมื่อเป็นเรื่องของคุณเอง คุณจะเล่าด้วยอารมณ์จริง รายละเอียดจริง และความรู้สึกจริง

    2. พยายามสอน หรือให้ข้อคิดมากเกินไป

    “เรื่องนี้สอนให้เราเห็นว่า เราต้องรักครอบครัว ต้องใช้เวลากับคนที่เรารัก เพราะเราไม่รู้ว่าวันไหนจะเป็นวันสุดท้าย และอีกอย่าง…”

    ข้ามไปเลยครับ ปล่อยให้ผู้ฟังคิดเอง เรื่องดีไม่ต้องมาบอกว่า “คิดยังไง” ให้คนฟัง

    3. ยาวเกินไป

    The Moth กำหนดเวลาเล่าเรื่องไว้ที่ 5-8 นาที ในการสนทนาธรรมดา 2-3 นาทีก็เพียงพอ ถ้ายาวเกินไป คนฟังจะเริ่มเบื่อ

    เทคนิคการฝึกฝน

    1. เก็บ “ธนาคารเรื่องราว”

    ทุกคนมีเรื่องราวดีๆ ในชีวิต แต่เรามักลืม จดบันทึกช่วงเวลาพิเศษไว้:

    • วันที่คุณตัดสินใจเปลี่ยนงาน
    • ครั้งแรกที่คุณไปต่างประเทศคนเดียว
    • วันที่คุณรู้ว่าคุณรักคนนี้
    • ช่วงเวลาที่คุณกลัวมากที่สุดในชีวิต
    • วันที่คุณเข้าใจพ่อแม่มากขึ้น

    2. ฝึกเล่าให้ตัวเองฟัง

    ลองเล่าดูในใจก่อน หรือเล่าให้กระจกฟัง ดูว่าเรื่องไหลลื่นไหม จุดไหนติด จุดไหนน่าสนใจ

    3. ทดสอบกับเพื่อนสนิท

    สังเกตปฏิกิริยาของเพื่อน ตอนไหนเขาตั้งใจฟัง ตอนไหนเขาเริ่มเหม่อ จุดไหนเขาถามต่อ แล้วปรับเรื่องให้ดีขึ้น

    พลังของเรื่องราวในชีวิตจริง

    เรื่องราวไม่ใช่แค่ความบันเทิง แต่เป็นเครื่องมือสื่อสารที่ทรงพลัง

    ในการทำงาน เวลาเสนอโครงการ แทนที่จะพูดว่า “โครงการนี้จะเพิ่มยอดขาย 20%” ลองเล่าเรื่อง: “สัปดาห์ที่แล้วฉันเจอลูกค้าท่านหนึ่ง เขาบอกว่า ‘ถ้าคุณมีสินค้าแบบนี้ ผมสั่งทันที’ ตอนนั้นฉันคิดว่า ถ้าความต้องการแบบนี้มีเยอะ เราน่าจะทำได้…”

    ในครอบครัว แทนที่จะบ่นว่า “ลูกไม่เชื่อฟัง” ลองเล่าเรื่องตอนคุณเป็นเด็ก: “สมัยปู่ปู่เคยเล่าให้ฟังว่า…”

    ในมิตรภาพ แทนที่จะพูดว่า “ฉันเข้าใจเธอ” ลองเล่าเรื่องที่คุณเคยผ่านคล้ายๆ กัน

    ทุกคนเป็นนักเล่าเรื่องได้

    The Moth พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ไม่จำเป็นต้องเป็นนักเขียน นักแสดง หรือคนมีชื่อเสียง ถึงจะเล่าเรื่องได้ดี

    ที่จำเป็นคือ:

    • เรื่องจริงจากชีวิต
    • ความเปลี่ยนแปลงของตัวละคร
    • รายละเอียดที่ทำให้ผู้ฟังสัมผัสได้
    • จังหวะที่ดี
    • และสิ่งสำคัญที่สุด: ความจริงใจ

    เรื่องราวที่ดีที่สุดไม่ใช่เรื่องที่มีเหตุการณ์โลดโผน แต่เป็นเรื่องที่เล่าด้วยใจจริง เรื่องเล็กๆ ที่มีความหมายใหญ่ เรื่องธรรมดาที่เล่าไม่ธรรมดา

    ดังที่ผู้ก่อตั้ง The Moth เคยพูดว่า: “ทุกคนมีเรื่องราว ทุกเรื่องราวมีคุณค่า และทุกเสียงสมควรถูกฟัง”

    คุณก็มีเรื่องราวดีๆ แน่นอน เพียงแค่ต้องหาให้เจอ และเล่าให้เป็น

    ลองคิดดูสิครับ วันนี้คุณจะเล่าเรื่องอะไรดี?

    #hrรีพอร์ต

  • วิชาที่เปลี่ยนชีวิตนักเรียน Stanford

    เมื่อนักเรียน MBA ที่ Stanford พูดถึงวิชาหนึ่งในหลักสูตร พวกเขามักจะบอกว่า “วิชานี้คุ้มค่ากับค่าเล่าเรียนทั้งหมดเลย” วิชาที่ว่านี้มีชื่อเรียกเล่นว่า “Touchy Feely” แต่ชื่อจริงคือ “Interpersonal Dynamics” หรือ “พลวัตของความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล”

    หลังจากสอนวิชานี้มารวมกัน 75 ปี อาจารย์ Carole Robin และ David Bradford ตัดสินใจเขียนหนังสือ “Connect: Building Exceptional Relationships” ขึ้นมา เพื่อแบ่งปันความรู้อันล้ำค่านี้ให้คนทั่วโลกได้เรียนรู้

    วิชาแห่งการเปลี่ยนชีวิต

    “ผมเรียนวิชานี้ตอนเป็นนักเรียน MBA” เล่าให้ฟังโดยผู้จัดการคนหนึ่ง “ตอนแรกคิดว่าจะเป็นวิชาง่ายๆ เกี่ยวกับการสื่อสาร แต่กลับกลายเป็นวิชาที่เปลี่ยนชีวิตผมมากที่สุด”

    “ก่อนเรียนวิชานี้ ผมเป็นคนที่ไม่ค่อยเปิดใจกับใคร ทำงานเก่งแต่เพื่อนร่วมงานรู้สึกเข้าถึงตัวผมยาก หลังจากเรียนจบ ผมเริ่มเข้าใจว่าการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นทักษะที่เรียนรู้ได้”

    นี่คือเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับนักเรียนหลายพันคนที่ผ่านวิชานี้มา พวกเขาได้เรียนรู้ว่าความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งและมีความหมายนั้นสร้างได้ ด้วยการเข้าใจหลักการง่ายๆ แต่ทรงพลัง

    การเดินทางสู่ “ความสัมพันธ์พิเศษ”

    ผู้เขียนอธิบายความสัมพันธ์ของคนเราเหมือนกับการปีนเขา มีเส้นทางที่ชัดเจนจากจุดเริ่มต้นไปสู่จุดหมาย

    ชั้นที่ 1: ความสัมพันธ์ผิวเผิน

    “สวัสดีครับ สบายดีมั้ยครับ” “สบายดีครับ แล้วคุณล่ะครับ” “ดีครับ วันนี้อากาศดีนะครับ”

    นี่คือตัวอย่างของการสนทนาผิวเผิน คุยกันได้ แต่ไม่มีการเชื่อมโยงจิตใจ เหมือนเพื่อนใน Facebook ที่มี 500 คน คุณรู้ว่าพวกเขากินอะไร ไปไหน แต่ไม่รู้ว่าพวกเขาเป็นคนยังไงจริงๆ

    ชั้นที่ 2: ทุ่งหญ้า (The Meadow)

    เมื่อความสัมพันธ์เริ่มลึกขึ้น คุณจะรู้สึกสบายใจกับคนๆ นั้นมากขึ้น เริ่มแบ่งปันเรื่องราวส่วนตัว ความกังวล ความฝัน

    “วันนี้ผมรู้สึกเครียดมากเลย โปรเจกต์ที่ทำอยู่ไม่ค่อยไปตามแผน” “ผมก็เคยเจอแบบนี้ เล่าให้ฟังหน่อยสิ”

    การสนทนาแบบนี้ทำให้เราเริ่มรู้จักกันในระดับที่ลึกกว่าผิวเผิน

    ชั้นที่ 3: ยอดเขา – ความสัมพันธ์พิเศษ

    นี่คือจุดหมายปลายทางที่หนังสือต้องการจะพาเราไป ความสัมพันธ์ที่คุณสามารถ:

    • เป็นตัวเองได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องแสดงเป็นคนอื่น
    • ไว้วางใจได้ ว่าสิ่งที่เล่าให้ฟังจะไม่ถูกนำไปใช้ในทางร้าย
    • จัดการความขัดแย้งได้อย่างสร้างสรรค์ แทนที่จะหลีกเลี่ยง
    • มุ่งมั่นช่วยให้กันและกันเติบโต ไม่ใช่แค่ใช้ประโยชน์จากกัน

    กฎ 15%: เคล็ดลับการเปิดใจแบบปลอดภัย

    หนึ่งในเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดในหนังสือคือ “กฎ 15%” ซึ่งเป็นวิธีการเปิดเผยตัวเองแบบค่อยเป็นค่อยไป

    เข้าใจเขตต่างๆ ในใจเรา

    จินตนาการว่าในใจเรามีวงกลม 3 วง:

    วงในสุด – เขตปลอดภัย: สิ่งที่คุณพูดได้โดยไม่ต้องคิดมาก เช่น ชื่อ อายุ งานที่ทำ อาหารที่ชอบ

    วงกลาง – เขตการเรียนรู้: สิ่งที่ทำให้คุณรู้สึกกังวลหรือไม่แน่ใจนิดหน่อย แต่ไม่ถึงกับอันตราย เช่น ความกลัว ความผิดพลาดที่เคยทำ ความฝันที่ยังไม่บรรลุ

    วงนอกสุด – เขตอันตราย: สิ่งที่คุณไม่อยากบอกใครเด็ดขาด เช่น ความลับครอบครัว ความผิดพลาดร้ายแรง

    กฎ 15% ในทางปฏิบัติ

    แทนที่จะพูดว่า: “วันนี้ดีครับ” ลองพูดว่า: “วันนี้รู้สึกกังวลเรื่องงานหน่อยครับ”

    แทนที่จะพูดว่า: “ผมชอบหนังเรื่องนี้” ลองพูดว่า: “หนังเรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงความสัมพันธ์ของผมกับพ่อ”

    ตัวอย่าง

    น้องแนท วัย 28 ปี เล่าประสบการณ์ว่า:

    “ผมเป็นคนขี้อายมาก มีเพื่อนสนิทน้อยมาก วันหนึ่งอ่านหนังสือ Connect แล้วลองใช้กฎ 15%

    เมื่อก่อน เวลาเพื่อนร่วมงานถามว่า ‘วันนี้เป็นยังไง’ ผมจะตอบแค่ว่า ‘ดีครับ’

    หลังอ่านหนังสือ ผมลองเปลี่ยนการตอบเป็น ‘วันนี้รู้สึกเครียดหน่อยครับ ลูกค้าเปลี่ยนแผนไปเปลี่ยนมา’

    ปรากฏว่าเพื่อนร่วมงานคนนั้นเริ่มเล่าเรื่องของเขาให้ฟังเหมือนกัน เราก็เริ่มคุยกันลึกขึ้น สนิทกันมากขึ้น

    ตอนนี้เขาเป็นเพื่อนสนิทคนหนึ่งของผมแล้ว”

    ศิลปะการให้ Feedback แบบสร้างสรรค์

    การให้ feedback คือทักษะที่คนส่วนใหญ่ทำไม่เก่ง เพราะไม่เข้าใจหลักการสำคัญ

    แนวคิด “สามความจริง”

    ในการสื่อสารระหว่างคนสองคน จะมี “ความจริง” อยู่ 3 อย่าง:

    1. ความตั้งใจของคุณ – สิ่งที่คุณหมายจะทำ
    2. พฤติกรรมของคุณ – สิ่งที่คุณทำจริงๆ ที่คนอื่นเห็น
    3. ผลกระทบต่อผม – สิ่งที่ผมรู้สึกจากการกระทำของคุณ

    เส้นแบ่งที่สำคัญ

    ลองจินตนาการว่ามีเส้นแบ่งอยู่ระหว่าง “ความตั้งใจ” กับ “พฤติกรรม” สิ่งใดที่อยู่ฝั่งความตั้งใจ เราไม่ควรเอามาพูด เพราะเราไม่รู้จริงๆ ว่าคนอื่นคิดอะไร

    ตัวอย่างการให้ Feedback ที่ผิด vs ถูก

    แบบผิด: “คุณไม่ฟังฉัน คุณไม่สนใจฉัน” (นี่คือการเดาความตั้งใจ)

    แบบถูก: “เมื่อฉันพูด คุณมองโทรศัพท์ตลอดเวลา ทำให้ฉันรู้สึกว่าสิ่งที่ฉันพูดไม่สำคัญ”

    เรื่องราวจากพี่มิ้ง ผู้จัดการทีม

    “ก่อนอ่านหนังสือนี้ ผมมักจะบอกลูกน้องว่า ‘นายไม่ตั้งใจทำงาน’ เวลาเขาส่งงานช้า ผลคือเขาโต้แย้งกลับว่า ‘ไม่จริงครับ ผมตั้งใจมาก’ แล้วเกิดเป็นการทะเลาะกัน

    หลังอ่านหนังสือ ผมเปลี่ยนมาพูดว่า ‘เมื่อคุณส่งงานช้ากว่ากำหนด 3 วัน ผมรู้สึกกังวลว่าจะส่งให้ลูกค้าไม่ทัน’

    เห็นไหม ไม่มีการเดาความตั้งใจ แค่บอกพฤติกรรมที่เห็น และผลกระทบที่เกิดขึ้น

    ผลคือลูกน้องไม่โกรธ แต่เริ่มอธิบายปัญหาที่เจอ เราก็ช่วยกันแก้ไขได้”

    ความเปราะบางคือจุดแข็ง ไม่ใช่จุดอ่อน

    หนึ่งในข้อความสำคัญของหนังสือคือการทำลายความเชื่อเก่าๆ ที่ว่า “ผู้นำต้องแข็งแกร่งเสมอ ไม่ควรแสดงความอ่อนแอ”

    เรื่องราวของ CEO รายหนึ่ง

    “ผมเป็น CEO ของบริษัท startup ตอนแรกคิดว่าต้องเท่ห์เสมอ ไม่ควรให้ลูกน้องเห็นว่าผมกังวลหรือไม่แน่ใจ

    แต่ช่วงที่บริษัทเจอปัญหาใหญ่ ผมตัดสินใจลองใช้หลักการจากหนังสือ Connect ผมเรียกประชุมทีมแล้วพูดตรงๆ ว่า:

    ‘ผมรู้สึกกลัวมากตอนนี้ ไม่แน่ใจว่าจะผ่านวิกฤตนี้ไปได้มั้ย ผมต้องการความช่วยเหลือจากทุกคน’

    แทนที่ทีมจะเสียความเชื่อมั่น พวกเขากลับรู้สึกว่าผมเป็นมนุษย์จริงๆ ไม่ใช่หุ่นยนต์ พวกเขาเริ่มแบ่งปันความคิดเห็นมากขึ้น ช่วยเหลือกันมากขึ้น

    ท้ายที่สุด เราก็ผ่านวิกฤตมาได้ด้วยกัน”

    ทำไมความเปราะบางถึงมีพลัง

    เมื่อเราแสดงความเปราะบาง:

    • คนอื่นจะรู้สึกว่าเราเป็นมนุษย์เหมือนพวกเขา
    • พวกเขาจะกล้าแสดงความเปราะบางกลับมา
    • ความไว้วางใจจะเพิ่มขึ้น
    • การทำงานร่วมกันจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น

    การจัดการความขัดแย้งแบบสร้างสรรค์

    คนส่วนใหญ่กลัวความขัดแย้ง มักจะหลีกเลี่ยง หรือถ้าเจอก็จะรู้สึกโกรธ หงุดหงิด แต่หนังสือสอนว่า ความขัดแย้งที่จัดการได้ดีกลับเป็น “ทองคำ” ที่ทำให้ความสัมพันธ์แข็งแกร่งขึ้น

    ตัวอย่างจากคุณอ้อม และสามี

    “ผมกับสามีมักจะทะเลาะเรื่องเงิน ผมเป็นคนประหยัด สามีเป็นคนใช้จ่ายง่าย

    เมื่อก่อน เวลาเจอปัญหานี้ เราจะหลีกเลี่ยงไม่คุยกัน หรือไม่ก็ทะเลาะจนใครคนหนึ่งยอมแพ้

    หลังอ่าน Connect เราลองใช้หลักการ ‘ความอยากรู้แทนการตัดสิน’

    แทนที่จะบอกว่า ‘คุณฟุ่มเฟือย’ ผมถามว่า ‘ช่วยอธิบายให้ฟังหน่อยว่า ทำไมคุณถึงคิดว่าการซื้อนี้สำคัญ’

    สามีก็อธิบายว่า เขาเติบโตมาในครอบครัวที่ขาดแคลน เขาเลยอยากให้ลูกมีทุกอย่างที่เขาไม่เคยมี

    ผมเริ่มเข้าใจ และเล่าให้เขาฟังว่า ผมเติบโตมาในครอบครัวที่หนี้สิน เลยกลัวเรื่องเงินมาก

    เราไม่ได้เปลี่ยนความเป็นตัวเอง แต่เราเข้าใจกันมากขึ้น และหาทางประนีประนอมที่ทุกคนพอใจได้”

    หลักการจัดการความขัดแย้ง

    1. ใช้ความอยากรู้แทนการตัดสิน – ถามว่า “ทำไม” แทนที่จะสรุปว่า “คนนี้ผิด”
    2. มองว่าเป็นโอกาสเรียนรู้ – ความขัดแย้งช่วยให้เราเข้าใจมุมมองใหม่ๆ
    3. แยกปัญหาออกจากตัวบุคคล – โจมตีปัญหา ไม่ใช่โจมตีคน
    4. มุ่งหาทางออกร่วมกัน – ไม่ใช่หาผู้ชนะผู้แพ้

    การปฏิบัติในชีวิตประจำวัน

    ในที่ทำงาน

    กับเจ้านาย:

    • แทนที่จะบ่นในใจว่า “เจ้านายไม่เข้าใจ”
    • ลองพูดว่า “ผมรู้สึกไม่แน่ใจในทิศทางของโปรเจกต์ ช่วยอธิบายเป้าหมายให้ชัดเจนกว่านี้ได้มั้ยครับ”

    กับลูกน้อง:

    • แทนที่จะบอกว่า “นายทำผิดพลาดตลอด”
    • ลองพูดว่า “เมื่อมีข้อผิดพลาดในรายงาน ผมรู้สึกกังวลเรื่องความน่าเชื่อถือของทีม”

    ในครอบครัว

    กับคู่ครอง:

    • แทนที่จะพูดว่า “คุณไม่ช่วยงานบ้าน”
    • ลองพูดว่า “เมื่อผมทำงานบ้านคนเดียว ผมรู้สึกเหนื่อยและอยากให้ช่วยกัน”

    กับลูก:

    • แทนที่จะบอกว่า “ลูกเรียนไม่เก่ง”
    • ลองพูดว่า “พ่อรู้สึกกังวลเมื่อเห็นคะแนนสอบลูก อยากช่วยแต่ไม่รู้ว่าลูกต้องการความช่วยเหลือแบบไหน”

    ผลลัพธ์

    จากนักเรียน Stanford

    “หลังเรียนวิชานี้ ผมได้:

    • เพื่อนสนิทเพิ่มขึ้น
    • ความสัมพันธ์กับครอบครัวดีขึ้น
    • ได้เลื่อนตำแหน่งเพราะทำงานร่วมกับคนอื่นได้ดีขึ้น
    • บางคนบอกว่าชีวิตแต่งงานรอดเพราะวิชานี้”

    จากผู้อ่าน

    “ผมใช้หลักการจากหนังสือเป็นเวลา 6 เดือน ผลคือ:

    • ทีมงานให้ความไว้วางใจผมมากขึ้น
    • ลูกเริ่มเล่าเรื่องในโรงเรียนให้ฟัง
    • เมียบอกว่าผมกลายเป็นสามีที่ดีขึ้น
    • มีเพื่อนแท้เพิ่มขึ้น”

    ความสัมพันธ์คือทักษะที่เรียนรู้ได้

    หนังสือ “Connect” ทำลายความเชื่อที่ว่า “คนเก่งเรื่องความสัมพันธ์เกิดมาพร้อม” หรือ “ความสัมพันธ์ที่ดีเกิดจากโชคชะตา”

    ความจริงคือ ความสัมพันธ์ที่ดีเป็นทักษะที่พัฒนาได้ ด้วยเครื่องมือที่เรียนรู้ง่าย:

    เครื่องมือสำคัญ

    1. กฎ 15% – เปิดใจทีละน้อย แต่อย่างต่อเนื่อง
    2. สามความจริง – พูดพฤติกรรมและผลกระทบ ไม่เดาความตั้งใจ
    3. ความเปราะบางที่เหมาะสม – แสดงความเป็นมนุษย์
    4. ความอยากรู้แทนการตัดสิน – เปิดใจเรียนรู้มุมมองใหม่

    ข้อสำคัญ

    • เริ่มที่ตัวเอง – เปลี่ยนแปลงเริ่มจากการเปลี่ยนพฤติกรรมของเราเอง
    • ค่อยเป็นค่อยไป – อย่าพยายามเปลี่ยนแปลงทุกอย่างในวันเดียว
    • มีเป้าหมายชัดเจน – เลือกคนที่อยากสร้างความสัมพันธ์ที่ดีขึ้น
    • อดทนต่อความผิดพลาด – การเรียนรู้ย่อมมีการลองผิดลองถูก

    ในท้ายที่สุด หนังสือ “Connect” ไม่ได้สัญญาว่าจะทำให้ชีวิตคุณง่ายขึ้น แต่สัญญาว่าจะทำให้ชีวิตคุณมีความหมายมากขึ้น ผ่านความสัมพันธ์ที่แท้จริงและลึกซึ้งกับคนรอบข้าง

    เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความสุขที่ยั่งยืนของมนุษย์ไม่ได้มาจากเงิน ชื่อเสียง หรือตำแหน่ง แต่มาจากความสัมพันธ์ที่มีคุณภาพกับคนที่เรารัก เคารพ และไว้วางใจ

    ดังนั้น ถ้าคุณอยากมีชีวิตที่เติมเต็มมากขึ้น ลองเริ่มจากการปรับปรุงความสัมพันธ์กับคนรอบข้างทีละขั้นตอน ทีละคน ทีละวัน

    เพราะแต่ละความสัมพันธ์ที่ดีขึ้น คือการเปิดประตูสู่ชีวิตที่ดีขึ้น

    #hrรีพอร์ต

  • มีเวลาอยู่สักครู่ไหม? ผมอยากเล่าเรื่องหนึ่งให้ฟัง…

    เมื่อ 10 ปีที่แล้ว มีผู้หญิงคนหนึ่งชื่อ Sarah นักวิเคราะห์ข้อมูลในบริษัทใหญ่ เธอมีข้อมูลสำคัญที่อาจช่วยบริษัทประหยัดได้หลายล้านบาท แต่เมื่อเธอนำเสนอต่อผู้บริหารด้วยกราฟและตัวเลขมากมาย… ไม่มีใครสนใจ ประชุมจบลง โครงการถูกยกเลิก

    สามเดือนต่อมา บริษัทเสียเงินไปกับปัญหาที่ Sarah เคยเตือนไว้ พอดีตรงนั้น Sarah ได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่ง “The Perfect Story” ของ Karen Eber นักวิจัยด้านสมอง เธอเรียนรู้เรื่องพลังของการเล่าเรื่อง

    ครั้งต่อไปที่ Sarah ต้องนำเสนอ เธอไม่ได้เริ่มด้วยกราฟ แต่เริ่มด้วยเรื่องเล่า: “เมื่อปีที่แล้ว ลูกค้ารายใหญ่ของเราโทรมาร้องเรียนตอน 2 ทุ่ม ระบบล่มพอดีช่วงที่พวกเขาต้องส่งรายงานสำคัญ…” แค่นั้นแหละ ห้องประชุมเงียบ ทุกคนจ้องฟัง โครงการได้รับการอนุมัติในวันเดียวกัน

    นี่คือพลังของการเล่าเรื่องที่ Karen Eber พูดถึงใน “The Perfect Story”

    ทำไมสมองเราถึงหลงรักเรื่องเล่า?

    Karen Eber อธิบายว่า เมื่อเราฟังข้อมูลธรรมดา เฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับภาษาในสมองเท่านั้นที่ทำงาน แต่เมื่อเราฟังเรื่องเล่า สมองทั้งหมดจะตื่นตัว ทั้งส่วนที่จัดการอารมณ์ การจินตนาการ และความทรงจำ

    มีปรากฏการณ์พิเศษที่เรียกว่า “Neural Coupling” เกิดขึ้น คือสมองของผู้ฟังจะเชื่อมโยงกับสมองของผู้เล่า เหมือนกับว่าเรากำลังสัมผัสเหตุการณ์นั้นด้วยตัวเอง

    ลองคิดดู เวลาเพื่อนเล่าให้ฟังว่า “ฝนตกหนัก ถนนน้ำท่วม รถติดมาก” เรายังไม่รู้สึกอะไร แต่ถ้าเธอเล่าว่า “ฝนตกกระหน่ำ เสียงฟ้าร้องดังสนั่น น้ำท่วมขึ้นมาถึงเข่า ผมเปียกโชก ต้องถือรองเท้าเดินเท้าเปล่า เห็นคนอื่นๆ หน้าตาเหนื่อยเหมือนกัน…” ทันทีเราก็รู้สึกเหมือนอยู่ที่นั่นด้วย

    นี่คือเหตุผลที่เราจำเรื่องเล่าได้นานกว่าตัวเลข

    สูตรเรื่องเล่าที่สมบูรณ์แบบ

    Karen Eber เสนอโครงสร้างเรื่องเล่าที่เรียกว่า “4 C Framework”:

    1. Context (บริบท) – วางฉาก

    เริ่มต้นด้วยการบอกเวลา สถานที่ ตัวละคร ทำให้ผู้ฟังเข้าใจสถานการณ์

    ตัวอย่าง: “วันศุกร์บ่าย 3 โมง ห้องประชุมชั้น 12 ผมนั่งเป็นคนสุดท้ายในแถว เตรียมนำเสนอโครงการที่ทำมา 3 เดือน”

    2. Conflict (ปัญหา) – สร้างความตึงเครียด

    นำเสนอความท้าทายหรืออุปสรรคที่เกิดขึ้น

    ตัวอย่าง: “แต่พอเปิดโปรเจ็กเตอร์ หน้าจอดำเป๊ะ ไฟล์เสียหาย ข้อมูล 3 เดือนหายไปกับตา”

    3. Change (การเปลี่ยนแปลง) – แสดงบทเรียน

    บอกว่าตัวละครเรียนรู้อะไร หรือมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร

    ตัวอย่าง: “ตอนนั้นผมตระหนักว่า การพึ่งพาเทคโนโลยีอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีแผน B เสมอ”

    4. Call to Action (การกระทำ) – เชื่อมโยงสู่การกระทำ

    เชื่อมโยงไปสู่สิ่งที่ต้องการให้ผู้ฟังทำหรือคิด

    ตัวอย่าง: “นั่นคือเหตุผลที่วันนี้ผมขอเสนอให้เราลงทุนในระบบ backup ที่แข็งแกร่งกว่าเดิม”

    เทคนิคการเล่าเรื่องที่ทรงพลัง

    ใช้รายละเอียดทางประสาทสัมผัส

    แทนที่จะพูดว่า “อากาศร้อน” ลองพูดว่า “เหงื่อไหลตาม แก้มจนเสื้อเปียกชุ่ม แอร์เสียพอดี พัดลมตั้งโต๊ะหมุนหึ่งๆ ยังไม่ช่วยอะไร”

    เล่าด้วยอารมณ์แท้จริง

    อย่ากลัวที่จะแสดงความเปราะบาง คนเราเชื่อมต่อกับความจริงใจ

    ตัวอย่างจากผู้จัดการฝ่ายขาย: “วันนั้นผมนั่งในรถ หลังจากเสียลูกค้าใหญ่ไป รู้สึกอยากร้องไห้ ทำงานมา 15 ปี ไม่เคยผิดหวังขนาดนี้”

    หยุดชั่วคราวในช่วงสำคัญ

    “ผมเดินเข้าไปในห้อง… (หยุด 2 วินาที) แล้วก็เจอสิ่งที่ไม่เคยคิดว่าจะเกิดขึ้น”

    ใช้คำพูดที่เข้าใจง่าย

    แทนที่จะพูด “เราต้องเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน” ลองพูด “เราต้องทำให้งานเร็วขึ้น”

    พลังของเรื่องเล่าในสถานการณ์ต่างๆ

    ในการทำงาน

    บริษัท Airbnb ใช้เรื่องเล่าในการนำเสนอต่อนักลงทุน แทนที่จะโชว์ตัวเลขการเติบโต พวกเขาเล่าเรื่องของ host คนหนึ่งที่เป็นคุณยาย อายุ 70 ปี เช่าห้องพิเศษในบ้าน เพื่อหารายได้เพิ่ม และได้เจอเพื่อนใหม่จากทั่วโลก

    ผลคือนักลงทุนเห็นภาพ เข้าใจว่า Airbnb ไม่ใช่แค่แอป แต่เป็นการสร้างชุมชนโลก

    ในการศึกษา

    ครูคณิตศาสตร์คนหนึ่งเล่าให้นักเรียนฟังว่า “มีช่างก่อสร้างต้องทำบ้าน แต่คำนวณพื้นที่ผิด ซื้อวัสดุไม่พอ งานติดขัด เจ้าของบ้านโกรธ…” จากนั้นถึงจะสอนเรื่องการคำนวณพื้นที่

    นักเรียนเข้าใจว่า คณิตศาสตร์มีประโยชน์ในชีวิตจริง ไม่ใช่แค่ตัวเลขในหนังสือ

    ในการเป็นผู้นำ

    ผู้บริหารธนาคารแห่งหนึ่งต้องการให้พนักงานมุ่งเน้นบริการลูกค้า เธอไม่ได้ส่งอีเมลสั่งการ แต่เล่าเรื่องในที่ประชุม:

    “เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ผมเดินผ่านสาขาหนึ่ง เห็นคุณแม่คนหนึ่งกับลูกน้อย นั่งรออยู่นาน หน้าตาเหนื่อย พอถึงคิว พนักงานบริการดีมาก อธิบายเรื่องสินเชื่อด้วยใจ พูดช้าๆ ให้คุณแม่เข้าใจ สุดท้ายคุณแม่ยิ้มออกมา บอกว่าขอบคุณมาก นั่นคือสิ่งที่เราต้องทำ”

    พนักงานเข้าใจทันทีว่า งานเขาไม่ใช่แค่กดคอมพิวเตอร์ แต่เป็นการช่วยเหลือคนอื่น

    ข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง

    เล่าเรื่องยาวเกินไป

    เรื่องเล่าที่ดีควรกะทัดรัด 2-3 นาที ถ้ายาวเกินไป ผู้ฟังจะเบื่อ

    ใส่รายละเอียดมากเกิน

    อย่าเล่าทุกอย่าง เลือกเฉพาะจุดสำคัญ

    ผิด: “เช้าวันนั้นผมตื่น 6 โมง แปรงฟัน อาบน้ำ กินข้าว ออกจากบ้าน 7 โมง 15 นาที ขับรถไป ติดไฟแดง 3 จุด จอดรถชั้น 5 ลิฟต์ขึ้นชั้น 8…”

    ถูก: “เช้าวันนั้นผมไปทำงานเหมือนปกติ แต่พอถึงออฟฟิศ มีเรื่องพิเศษรอ…”

    ไม่มีจุดประสงค์ชัดเจน

    ทุกเรื่องเล่าต้องมีเหตุผลว่าทำไมถึงเล่า ต้องการให้ผู้ฟังได้อะไร

    เล่าแต่เรื่องตัวเอง

    เรื่องเล่าที่ดีต้องเกี่ยวข้องกับผู้ฟัง ทำให้เขารู้สึกว่าเรื่องนี้สำคัญกับเขา

    เคล็ดลับการฝึกฝนเรื่องเล่า

    เริ่มจากเรื่องเล็กๆ

    ฝึกเล่าเรื่องในชีวิตประจำวัน เช่น เรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้ ให้เพื่อนหรือครอบครัวฟัง

    จดบันทึกเรื่องเล่า

    เก็บเรื่องเล่าที่น่าสนใจไว้ในโทรศัพท์ จะได้นำมาใช้เวลาต้องการ

    สังเกตปฏิกิริยาผู้ฟัง

    เวลาเล่า สังเกตว่าผู้ฟังตอบสนองตรงไหน เบื่อตรงไหน แล้วปรับปรุง

    เรียนรู้จากคนเก่ง

    ดูการนำเสนอ TED Talks หรือฟังพอดแคสต์ที่มีการเล่าเรื่องดีๆ สังเกตเทคนิคที่พวกเขาใช้

    เรื่องเล่าในยุคดิจิทัล

    ในยุคโซเชียลมีเดีย การเล่าเรื่องยิ่งสำคัญ แบรนด์ที่ประสบความสำเร็จมักจะเล่าเรื่องได้ดี

    Nike ไม่ได้ขายแค่รองเท้า แต่เล่าเรื่องของนักกีฬาที่ฝ่าฟันอุปสรรค “Just Do It”

    Coca-Cola เล่าเรื่องความสุข ความรวมตัวของคนในครอบครัว

    การเล่าเรื่องในการขาย

    พนักงานขายรถยนต์มือหนึ่งเล่าว่า เขาไม่เริ่มต้นด้วยการพูดถึงสเปก แต่ถามลูกค้าก่อนว่า “จะใช้รถไปไหนบ้าง?” พอลูกค้าตอบว่าจะพาครอบครัวเที่ยว เขาจึงเล่าเรื่องครอบครัวอื่นที่ขับรถรุ่นนี้ไปเที่ยว

    “เมื่อเดือนที่แล้วมีลูกค้าท่านหนึ่งขับรถคันนี้พาครอบครัวไปเที่ยวภูเก็ต 4 วัน 3 คืน รถวิ่งสบาย ประหยัดน้ำมัน เด็กๆ นั่งสบาย ไม่เมารถ กลับมาโทรมาขอบคุณ บอกว่าเป็นทริปที่ประทับใจที่สุด…”

    ผลคือลูกค้าจินตนาการเห็นภาพครอบครัวตัวเองในรถคันนั้น

    สรุป

    กลับมาที่เรื่องของ Sarah ในตอนเริ่มต้น หลังจากเธอเปลี่ยนจากการนำเสนอด้วยตัวเลขมาเป็นการเล่าเรื่อง ไม่เพียงโครงการของเธอได้รับการอนุมัติ แต่เธอยังได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการด้านนวัตกรรม เพราะผู้บริหารเห็นว่าเธอสามารถสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    Karen Eber พูดไว้ว่า “ข้อมูลบอกเราว่าอะไรเกิดขึ้น แต่เรื่องเล่าบอกเราว่าทำไมมันถึงสำคัญ”

    การเล่าเรื่องไม่ใช่แค่ความบันเทิง แต่เป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในการ:

    • สร้างความเชื่อมโยงระหว่างคน
    • ถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์
    • โน้มน้าวและสร้างแรงบันดาลใจ
    • สร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน

    ที่สำคัญคือ การเล่าเรื่องเป็นทักษะที่ฝึกได้ ไม่ใช่ความสามารถที่มีมาแต่กำเนิด เมื่อเราเข้าใจโครงสร้าง เทคนิค และฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ เราทุกคนสามารถเป็นนักเล่าเรื่องที่ดีได้

    ในโลกที่เต็มไปด้วยข้อมูลมากมาย คนที่เล่าเรื่องได้ดีจะเป็นคนที่โดดเด่น เพราะพวกเขาไม่เพียงแค่ส่งผ่านข้อมูล แต่สร้างการเชื่อมโยง สร้างความเข้าใจ และสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้อื่น

    วันนี้ ลองมองหาเรื่องเล่าสักเรื่องในชีวิตคุณ แล้วฝึกเล่าให้คนใกล้ตัวฟัง เริ่มต้นด้วยเรื่องเล็กๆ ค่อยๆ พัฒนา สักวันหนึ่ง เรื่องเล่าของคุณอาจเปลี่ยนโลกได้

    เพราะเมื่อเราเล่าเรื่อง เราไม่ได้แค่ถ่ายทอดข้อมูล เราเชิญชวนผู้อื่นให้เข้ามาสัมผัสโลกในมุมมองของเรา และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง

    #hrรีพอร์ต

  • จาก “The Six Disciplines of Strategic Thinking” ของ Michael D. Watkins

    เมื่อปี 2007 Steve Jobs ขึ้นเวทีแนะนำ iPhone ครั้งแรก หลายคนไม่เข้าใจว่าทำไมต้องรวมโทรศัพท์ เครื่องเล่นเพลง และอินเทอร์เน็ตไว้ในเครื่องเดียว แต่ Jobs เห็นอนาคตที่คนอื่นยังไม่เห็น นั่นคือพลังของการคิดเชิงกลยุทธ์

    Michael D. Watkins ผู้เชี่ยวชาญด้านความเป็นผู้นำจาก Harvard Business School เล่าให้เราฟังในหนังสือ “The Six Disciplines of Strategic Thinking” ว่า การเป็นผู้นำที่ดีในยุคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนี้ ต้องอาศัยทักษะหกข้อที่สำคัญยิ่ง

    เรื่องเล่าจากสนามรบธุรกิจ

    ลองนึกภาพว่าคุณเป็นผู้จัดการร้านอาหารเล็กๆ ในย่านธุรกิจ วันหนึ่งโควิด-19 บุกเข้ามา ลูกค้าหายไปเกือบหมด คุณจะทำอย่างไร? คนส่วนใหญ่อาจจะตื่นตระหนก ลดราคา หรือรอให้วิกฤตผ่านไป

    แต่ผู้นำที่มีการคิดเชิงกลยุทธ์จะเห็นภาพที่ต่างออกไป เขาจะสังเกตเห็นว่าคนเริ่มสั่งอาหารออนไลน์มากขึ้น จึงรีบปรับตัวไปทำ delivery, meal kit, หรืออาจเปลี่ยนเป็น ghost kitchen เลย นี่คือการคิดเชิงกลยุทธ์ในทางปฏิบัติ

    หลักการที่ 1: รู้จักสังเกตและเรียนรู้รูปแบบ (Pattern Recognition)

    นักสืบแห่งโลกธุรกิจ

    Watkins อธิบายว่าผู้นำที่ดีเหมือนเชอร์ล็อก โฮล์มส์ที่เห็นสิ่งที่คนอื่นมองข้าม แต่แทนที่จะหาเบาะแสคดีฆาตกรรม เราต้องหาสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงในตลาด

    ตัวอย่างจากชีวิตจริง: เจ้าของร้านกาแฟสังเกตเห็นว่าลูกค้าเริ่มถือแก้วใส่กาแฟของตัวเองมากขึ้น แทนที่จะมองว่าเป็นปัญหา เขากลับเห็นโอกาส จึงเริ่มให้ส่วนลดสำหรับคนที่เอาแก้วมาเอง ไม่เพียงแต่ลดต้นทุน ยังสร้างภาพลักษณ์ที่รักษ์สิ่งแวดล้อมอีกด้วย

    การฝึกทักษะนี้ทำได้โดย:

    • อ่านข่าวอย่างมีสติ: ไม่ใช่อ่านเพื่อรู้ แต่อ่านเพื่อเข้าใจความเชื่อมโยง
    • พูดคุยกับลูกค้า: จริงๆ ฟังพวกเขาพูด ไม่ใช่แค่ยิ้มให้
    • สังเกตพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ: คนใช้แอปอะไร ซื้อของที่ไหน เปลี่ยนนิสัยยังไง

    Reed Hastings ของ Netflix เป็นตัวอย่างที่ดี เขาสังเกตเห็นว่าคนเริ่มใช้อินเทอร์เน็ตมากขึ้น และคาดการณ์ได้ว่าอนาคตคนจะไม่อยากไปเช่า DVD ที่ร้าน จึงปรับตัวจากบริการส่งทางไปรษณีย์เป็นสตรีมมิ่งออนไลน์ก่อนคนอื่น

    หลักการที่ 2: คิดเป็นระบบ (Systems Thinking)

    โดมิโนแห่งธุรกิจ

    ลองจินตนาการว่าบริษัทคุณเป็นร่างกายมนุษย์ หัวใจคือฝ่ายผลิต ปอดคือฝ่ายการตลาด ระบบประสาทคือ IT ถ้าส่วนไหนเจ็บป่วย มันจะส่งผลกระทบไปทั่วทั้งร่างกาย

    Watkins เล่าถึงกรณีของบริษัทรถยนต์ที่ตัดสินใจลดต้นทุนโดยการซื้อชิ้นส่วนที่ถูกกว่า ผลลัพธ์? รถเสียง่าย ลูกค้าโกรธ ชื่อเสียงเสียหาย ยอดขายตก และในที่สุดต้องเสียเงินซ่อมแซมชื่อเสียงมากกว่าที่ประหยัดได้ตั้งแต่แรก

    ตัวอย่างบวก: บริษัท Patagonia ตัดสินใจใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แม้จะแพงกว่า แต่มันสร้างแบรนด์อิมเมจที่แข็งแกร่ง ดึงดูดลูกค้าที่ห่วงใยโลก และในที่สุดก็ขายได้ราคาแพงกว่าคู่แข่ง

    การฝึกคิดเป็นระบบ:

    • ตั้งคำถาม “แล้วจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป?”: ก่อนตัดสินใจเรื่องใหญ่
    • มองหาความเชื่อมโยง: ระหว่างแผนก ระหว่างนโยบาย ระหว่างการกระทำและผลลัพธ์
    • คิดในระยะยาว: ไม่ใช่แค่ไตรมาสนี้ แต่สาม-ห้าปีข้างหน้า

    หลักการที่ 3: ท้าทายและปรับเปลี่ยนกรอบความคิด (Mental Model Innovation)

    ทำลายกล่องเพื่อสร้างใหม่

    เมื่อ 20 ปีที่แล้ว ใครจะคิดว่าเราสามารถขึ้นรถของคนแปลกหน้าได้? หรือนอนในบ้านคนที่ไม่รู้จักได้? แต่ Uber และ Airbnb ทำลายกรอบความคิดเก่าๆ และสร้างแบบธุรกิจใหม่ขึ้นมา

    Watkins เล่าว่าปัญหาใหญ่ของหลายองค์กรคือติดอยู่กับความคิดแบบเดิม เหมือนช้างที่ถูกมัดขาด้วยเชือกเส้นเล็กตั้งแต่เด็ก พอโตขึ้นแม้จะแข็งแรงพอที่จะดึงเชือกขาด แต่ก็ไม่เคยลองเพราะคิดว่าไม่ได้

    ตัวอย่างจากประเทศไทย: กลุ่มเซเว่น อีเลฟเว่น เมื่อ 10 ปีที่แล้วใครจะคิดว่าร้านสะดวกซื้อจะกลายเป็นร้านกาแฟ ร้านเบเกอรี่ หรือแม้กระทั่งที่รับ-ส่งพัสดุ? พวกเขาไม่ติดอยู่กับความคิดว่า “เราขายของชำเท่านั้น” แต่คิดใหม่ว่า “เราคือจุดที่คนมาใช้บริการที่สะดวก”

    การปรับเปลี่ยนกรอบความคิด:

    • ถามคำถาม “ถ้าหาก”: ถ้าหากเราไม่มีข้อจำกัดนี้ เราจะทำอะไรได้บ้าง?
    • เรียนรู้จากอุตสาหกรรมอื่น: ดูว่าธุรกิจอื่นแก้ปัญหาคล้ายๆ กันยังไง
    • ลองคิดตรงข้าม: ถ้าทุกคนทำแบบนี้ เราจะทำแบบนั้นได้ไหม?

    หลักการที่ 4: แก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ (Structured Problem-Solving)

    หมอที่ดีไม่เดาโรค

    หมอที่ดีไม่เดาว่าคุณเป็นโรคอะไร เขาจะซักประวัติ ตรวจร่างกาย สั่งแล็บ วิเคราะห์อาการ แล้วค่อยวินิจฉัย เช่นเดียวกับผู้นำที่ดี ต้องแก้ปัญหาอย่างเป็นขั้นตอน

    Watkins เน้นว่าปัญหาใหญ่มักจะซับซ้อนเกินกว่าจะแก้ได้ในครั้งเดียว ต้องแยกย่อยเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วค่อยแก้ไปทีละส่วน

    ตัวอย่างจากชีวิตจริง: ร้านอาหารแห่งหนึ่งพบว่ายอดขายลดลง เจ้าของร้านไม่ได้รีบลดราคาหรือทำโปรโมชั่น แต่เริ่มวิเคราะห์ปัญหา:

    1. ระบุปัญหา: ยอดขายลดลง 30% ใน 3 เดือนหลัง
    2. รวบรวมข้อมูล: เช็คข้อมูลลูกค้า การแข่งขัน พฤติกรรมการใช้จ่าย
    3. วิเคราะห์สาเหตุ: พบว่าร้านใหม่เปิดใกล้ๆ 2 ร้าน + คนในย่านทำงานจากบ้านมากขึ้น
    4. หาทางแก้: ปรับเมนูให้เหมาะกับการสั่งกลับบ้าน เพิ่มช่องทางออนไลน์ พัฒนาเมนูเด็ดที่คู่แข่งทำไม่ได้
    5. ประเมินผล: ติดตามผลทุกสัปดาห์ ปรับปรุงต่อ

    กรอบการแก้ปัญหาที่ Watkins แนะนำ:

    • Define (นิยามปัญหาให้ชัด): ปัญหาจริงๆ คืออะไร ไม่ใช่แค่อาการ
    • Diagnose (วินิจฉัยสาเหตุ): หาว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้
    • Design (ออกแบบทางแก้): คิดทางเลือกหลายๆ แบบ
    • Deliver (นำไปปฏิบัติ): ทำตามแผนอย่างจริงจัง

    หลักการที่ 5: คิดแบบนักวิจัย (Hypothesis-Driven Thinking)

    ธุรกิจคือห้องแลป

    Edison ไม่ได้คิดค้นหลอดไฟได้ในครั้งแรก เขาล้มเหลวมากกว่า 1,000 ครั้ง แต่ทุกครั้งที่ล้มเหลว เขาก็เรียนรู้ว่าอะไรไม่ได้ผล และใช้ความรู้นั้นในการทดลองครั้งต่อไป

    Watkins บอกว่าผู้นำยุคใหม่ต้องคิดเหมือนนักวิจัย ตั้งสมมติฐาน ทดสอบ เรียนรู้ แล้วปรับปรุง วนซ้ำไปเรื่อยๆ

    ตัวอย่างจาก Amazon: Jeff Bezos ไม่รู้ว่า Amazon Prime จะได้ผลหรือไม่ แต่เขามีสมมติฐานว่า “ถ้าลูกค้าได้ส่งฟรี พวกเขาจะซื้อมากขึ้น” เขาทดลองในพื้นที่เล็กๆ ก่อน วัดผล แล้วค่อยขยายไปทั่วโลก วันนี้ Prime เป็นหนึ่งในจุดแข็งที่สำคัญของ Amazon

    ขั้นตอนการคิดแบบนักวิจัย:

    1. ตั้งสมมติฐาน: “เราคิดว่าถ้าทำแบบนี้ จะเกิดแบบนั้น”
    2. ออกแบบการทดสอบ: จะวัดผลยังไง? ใช้เวลานานแค่ไหน?
    3. ทดลองในขนาดเล็ก: อย่าเสี่ยงทั้งบริษัทตั้งแต่แรก
    4. วัดผลและเรียนรู้: ได้ผลตามที่คิดไหม? เพราะอะไร?
    5. ปรับปรุงและขยายผล: หรือเปลี่ยนทิศทางถ้าไม่ได้ผล

    Netflix เป็นอีกตัวอย่างที่ดี พวกเขาทดสอบทุกอย่าง ตั้งแต่สีของปุ่ม, ตำแหน่งของรูปภาพ, ไปจนถึงเนื้อหาที่ควรผลิต ทุกการตัดสินใจมาจากข้อมูลและการทดลอง ไม่ใช่ความรู้สึก

    หลักการที่ 6: สื่อสารและสร้างอิทธิพล (Storytelling and Influence)

    เมื่อข้อมูลไม่พอ ต้องใช้เรื่องราว

    มนุษย์เรียนรู้ผ่านเรื่องเล่ามานานกว่า 100,000 ปี แต่เรียนรู้ผ่านกราฟและตารางได้แค่ไม่กี่ร้อยปี นั่นคือเหตุผลที่ Watkins บอกว่าผู้นำต้องเป็นนักเล่าเรื่องที่เก่ง

    Steve Jobs เป็นปรมาจารย์เรื่องนี้ เวลาเขาเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ เขาไม่เริ่มด้วยสเปค แต่เริ่มด้วยเรื่องราว: “วันนี้เราจะปฏิวัติวงการโทรศัพท์” แล้วค่อยเล่าว่าทำไมโลกถึงต้องการ iPhone

    ตัวอย่างจากประเทศไทย: เมื่อ CP เริ่มขาย “ไก่ดี 1 วัน” พวกเขาไม่ได้แค่บอกว่า “ไก่สดวันนี้” แต่เล่าเรื่องราวของเกษตรกร กระบวนการเลี้ยง การรักษาคุณภาพ จนลูกค้ารู้สึกว่าการซื้อไก่ตัวนี้คือการสนับสนุนเกษตรกรไทย

    องค์ประกอบของการเล่าเรื่องที่ดี:

    • มีตัวละคร: ใครคือคนที่ได้ประโยชน์?
    • มีปัญหา: ความท้าทายที่ต้องเอาชนะ
    • มีการเดินทาง: กระบวนการเปลี่ยนแปลง
    • มีข้อความ: สิ่งที่อยากให้คนอื่นจำได้

    เทคนิคการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ:

    • เริ่มด้วยปัญหา: ที่คนฟังรู้สึกร่วม
    • ใช้ภาพและคำอุปมา: ให้จินตนาการได้ง่าย
    • ยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม: มากกว่าแนวคิดที่เป็นนามธรรม
    • มีจุดสิ้นสุดที่ชัดเจน: อยากให้คนฟังทำอะไร?

    การนำไปปฏิบัติ

    หลังจากที่เราได้ฟังเรื่องราวของหกหลักการแล้ว คำถามสำคัญคือ: จะนำไปใช้ในชีวิตจริงได้ยังไง?

    เริ่มต้นเป็นขั้นเป็นตอน

    Watkins แนะนำไม่ต้องพยายามทำทั้งหกข้อพร้อมกัน ให้เริ่มจากข้อที่รู้สึกว่าตัวเองต้องพัฒนาที่สุด หรือที่เกี่ยวข้องกับงานปัจจุบันมากที่สุด

    สำหรับผู้จัดการระดับกลาง ที่ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเป็นหลัก อาจเริ่มจาก “แก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ” และ “คิดแบบนักวิจัย”

    สำหรับผู้บริหารระดับสูง ที่ต้องกำหนดทิศทางองค์กร ควรเน้น “การสังเกตรูปแบบ” และ “การสื่อสารและสร้างอิทธิพล”

    สร้างนิสัยเล็กๆ แต่สม่ำเสมอ

    • ใช้เวลา 15 นาทีทุกเช้า: อ่านข่าวและคิดว่าเมื่อไหร่จะส่งผลต่อธุรกิจ
    • ถามทีม “ทำไม” 3 ครั้ง: ก่อนตัดสินใจเรื่องสำคัญ
    • เก็บไดอารี่การเรียนรู้: บันทึกสิ่งที่ผิดพลาดและบทเรียน
    • เล่าเรื่องแทนการนำเสนอข้อมูล: ในการประชุมสำคัญ

    อย่าลืมว่าการเปลี่ยนแปลงต้องใช้เวลา

    Watkins เตือนว่าการพัฒนาทักษะเหล่านี้เหมือนการออกกำลังกาย ทำวันสองวันไม่เห็นผล แต่ถ้าทำสม่ำเสมอสักปีสองปี จะเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน

    สรุป

    เรื่องราวของการคิดเชิงกลยุทธ์ไม่ได้จบลงเพียงแค่การอ่านหนังสือ หรือการทำความเข้าใจหลักการ มันเป็นการเดินทางที่ต้องฝึกฝน พัฒนา และปรับปรุงตลอดเวลา

    โลกเปลี่ยนแปลงเร็วขึ้นทุกวัน สิ่งที่ได้ผลวันนี้ อาจไม่ได้ผลพรุ่งนี้ แต่ถ้าเราฝึกหกหลักการนี้จนเป็นนิสัย เราจะสามารถปรับตัวและนำทางองค์กรไปในทิศทางที่ถูกต้องได้

    ผู้นำที่ยิ่งใหญ่ไม่ได้เกิดมาพร้อมทักษะเหล่านี้ แต่พวกเขาฝึกฝนจนกลายเป็นธรรมชาติ เหมือน Kobe Bryant ที่ฝึกซ้อมถึงตี 4 ทุกวัน หรือ Warren Buffett ที่อ่านหนังสือวันละ 500-1000 หน้า

    การคิดเชิงกลยุทธ์ไม่ใช่ความสามารถพิเศษที่มีแค่คนบางกลุ่ม แต่เป็นทักษะที่ทุกคนสามารถพัฒนาได้ ถ้าเรายินดีที่จะเรียนรู้ ลองผิดลองถูก และไม่ยอมแพ้

    วันนี้ที่คุณอ่านบทความนี้จบ ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางใหม่ เดินทางที่จะพาคุณและองค์กรของคุณไปสู่อนาคตที่สดใสกว่าเดิม

    อย่างที่ Watkins เขียนไว้: “อนาคตเป็นของคนที่เตรียมตัวไว้ ไม่ใช่คนที่รอให้มันมาถึง” วันนี้คุณจะเริ่มเตรียมตัวแล้วหรือยัง?

    #hrรีพอร์ต

  • จากหนังสือ “The Art of Explanation” โดย รอส แอทคินส์

    เมื่อการอธิบายกลายเป็นไวรัล

    ลองนึกภาพดูสิครับ คุณกำลังนั่งเลื่อนดูข่าวบน Facebook แล้วเจอคลิปสั้นๆ ของผู้ชายคนหนึ่งยืนอยู่หน้ากล้อง พูดด้วยน้ำเสียงสงบ อธิบายเรื่องซับซ้อนอย่างสงครามในยูเครน หรือปัญหาเศรษฐกิจโลก ในเวลาแค่ 5-10 นาที แล้วคุณก็เข้าใจทันที แม้ว่าเมื่อกี้จะงงมาก

    นั่นคือ “เวทมนตร์” ของรอส แอทคินส์ นักข่าว BBC ที่สร้างคลิป “Ros Atkins on…” จนมีคนดูนับล้านคน และกลายเป็นปรากฏการณ์ในโลกออนไลน์

    แต่รอสไม่ได้เกิดมาพร้อมความสามารถนี้ เขาทำงานในห้องข่าวมากว่า 20 ปี ผ่านความผิดพลาด ความล้มเหลว และการเรียนรู้มากมาย จนมาเขียนหนังสือ “The Art of Explanation” เพื่อเล่าให้ฟังว่า การอธิบายที่ดีนั้นทำได้อย่างไร

    ทำไมคนถึงไม่ฟัง?

    รอสเล่าว่า เขาเริ่มสังเกตเห็นปัญหาใหญ่ในยุคที่ทุกคนมีมือถือ คนดูข่าวไม่ได้ต้องการแค่ข้อมูลใหม่ เพราะพวกเขาสามารถหาได้เองจากมือถือแล้ว สิ่งที่พวกเขาต้องการคือ “บริบท” “การวิเคราะห์” และ “การเชื่อมโยง” ให้เข้าใจได้

    ปัญหาคือ คนส่วนใหญ่พูดหรือเขียนอธิบายแบบ “เทข้อมูลใส่หัว” โดยไม่คิดว่าคนฟังต้องการอะไร รู้อะไรมาบ้างแล้ว หรือจะเอาข้อมูลนี้ไปใช้ทำอะไร

    ตัวอย่างง่ายๆ เวลาเพื่อนถามว่า “หนังเรื่องนี้เกี่ยวกับอะไร?” คนหนึ่งอาจตอบ “เป็นเรื่องของหนุ่มสาวที่เจอกันบนเรือ แล้วเรือก็จม แต่ก่อนหน้านั้นพวกเขาตกหลุมรักกัน แล้วพอเรือจมผู้ชายก็ตาย”

    อีกคนอาจตอบ “Titanic ไง! เรื่องรักโศกนาฏกรรมที่ทำให้คนดูร้องไห้ทั้งโลก เล่าผ่านเหตุการณ์เรือล่มครั้งประวัติศาสตร์”

    เห็นไหมครับ? คำตอบที่สองมี “จุดประสงค์” ชัดเจน รู้ว่าคนถามต้องการ “ภาพรวม” ไม่ใช่รายละเอียดทั้งหมด

    10 องค์ประกอบแห่งการอธิบายที่ดี

    รอสค้นพบว่า การอธิบายที่ดีทุกครั้งจะมีองค์ประกอบ 10 ข้อเหล่านี้:

    ความเรียบง่าย (Simplicity)

    ไม่ได้หมายถึงสั้น แต่หมายถึงชัดเจน ไม่มีคำยาก ไม่มีสิ่งที่ทำให้เสียสมาธิ

    เช่น แทนที่จะพูดว่า “การดำเนินการเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานของระบบฐานข้อมูล” ให้พูดว่า “การทำให้ระบบทำงานเร็วขึ้น”

    รายละเอียดที่จำเป็น (Essential Detail)

    ทุกข้อมูลที่ไม่จำเป็นจะทำให้ข้อมูลสำคัญหายไป

    ลองดูตัวอย่างการบอกทางไปร้านกาแฟ:

    • แบบผิด: “ออกจากบ้านแล้วเดินตรงไป ผ่านร้านขายผลไม้ที่ลุงสมชายเป็นเจ้าของ ผ่านโรงเรียนที่มีรั้วสีแดง ซึ่งเป็นโรงเรียนที่ฉันเรียนสมัยเด็ก แล้วเจอสี่แยก…”
    • แบบถูก: “เดินตรงไป 200 เมตร เลี้ยวซ้ายที่สี่แยก ร้านกาแฟอยู่ฝั่งขวามือ”

    การมีจุดสนใจ (Engaging)

    การอธิบายต้องดึงดูดความสนใจ ไม่ใช่แค่ให้ข้อมูล

    การเล่าเรื่อง (Story)

    มนุษย์ชอบเรื่องเล่า เราจำเรื่องเล่าได้ดีกว่าข้อมูลแห้งๆ

    มีความน่าเชื่อถือ (Credible)

    ข้อมูลต้องมีที่มา มีหลักฐาน

    มีการเชื่อมโยง (Coherent)

    ทุกส่วนต้องเชื่อมต่อกัน ไม่กระโดดหัวข้อ

    มีความเป็นระบบ (Structured)

    มีลำดับที่ชัดเจน เริ่มต้น พัฒนา และจบ

    กระชับ (Focused)

    ไม่ออกนอกเรื่อง

    มีความสมบูรณ์ (Complete)

    ตอบคำถามที่คนฟังมีได้ครบ

    มีความชัดเจน (Clear)

    ไม่กำกวม ไม่คลุมเครือ

    เจาะลึก 7 ขั้นตอนแห่งการอธิบายที่ยอดเยี่ยม

    ขั้นตอนที่ 1: เตรียมตัว (Set Up)

    รอสย้ำว่า นี่คือขั้นตอนสำคัญที่สุด แต่คนมักข้าม ใช้เวลาแค่ 10 นาทีถามตัวเอง 5 คำถาม:

    1. ฉันจะพูดกับใคร? (Who am I addressing?)
    2. พวกเขารู้อะไรมาบ้างแล้ว หรือต้องการรู้อะไร? (What do they know or want to know?)
    3. พวกเขาต้องการรับข้อมูลในรูปแบบไหน? (How do they want to receive information?)
    4. ฉันต้องการให้พวกเขาทำอะไรหลังจากฟัง? (What do I want them to do?)
    5. ฉันมีเวลาเท่าไหร่? (How much time do I have?)

    ตัวอย่างจริง: สมมติคุณต้องอธิบายให้เพื่อนฟังว่า “Bitcoin คืออะไร”

    • ถ้าเพื่อนเป็นคนไม่รู้เรื่องเทคโนโลยีเลย → อธิบายจากพื้นฐาน ใช้การเปรียบเทียบ
    • ถ้าเพื่อนเป็นโปรแกรมเมอร์ → เน้นเทคนิค เน้น blockchain technology
    • ถ้าเพื่อนเป็นนักลงทุน → เน้นแง่การเงิน ความเสี่ยง ผลตอบแทน

    ขั้นตอนที่ 2: รวบรวมข้อมูล

    ขั้นนี้เก็บข้อมูลให้มากที่สุด ยังไม่ต้องกรอง รอสใช้ “กฎ 2 แหล่ง” คือต้องมีข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ 2 แหล่งขึ้นไป

    เทคนิคการประเมินแหล่งข้อมูล:

    • ใครเป็นผู้เขียน?
    • พวกเขามีความเชี่ยวชาญในเรื่องนี้ไหม?
    • มีผลประโยชน์แอบแฝงไหม?
    • ข้อมูลนี้ใหม่แค่ไหน?

    ขั้นตอนที่ 3: กลั่นกรอง (Distil)

    ตัดทุกอย่างที่ไม่จำเป็น เหลือแต่สิ่งที่สำคัญจริงๆ

    วิธีการ: ถามตัวเองทุกข้อว่า “ถ้าไม่มีข้อมูลนี้ คนฟังจะเข้าใจไหม?” ถ้าเข้าใจได้ = ตัดออก

    ตัวอย่าง: การอธิบาย “ทำไมราคาน้ำมันถึงแพง”

    • ข้อมูลจำเป็น: สงครามในยูเครน, การลงโทษรัสเซีย, ปริมาณการผลิตลดลง
    • ข้อมูลไม่จำเป็น: ประวัติของบริษัทน้ำมันแต่ละแห่ง, เทคนิคการขุดเจาะ

    ขั้นตอนที่ 4: จัดกลุ่ม (Arrange)

    แบ่งข้อมูลเป็น “เส้นใย” (strands) หรือหัวข้อย่อย

    กฎง่ายๆ:

    • พรีเซนต์ 10 นาที = 3-5 หัวข้อ
    • พรีเซนต์ 30 นาที = 5-10 หัวข้อ

    ตัวอย่าง: อธิบายเรื่อง “การทำงานที่บ้าน”

    1. ประโยชน์: ประหยัดเวลาเดินทาง, ยืดหยุ่นเวลา
    2. ข้อเสีย: รู้สึกโดดเดี่ยว, ขาดการสื่อสาร
    3. เทคนิคการจัดการ: สร้างพื้นที่ทำงาน, กำหนดเวลาชัดเจน
    4. เครื่องมือที่ช่วย: Zoom, Slack, Notion

    ขั้นตอนที่ 5: เรียงลำดับ (Sequence)

    จัดลำดับให้เป็นเรื่องราวที่ลื่นไหล รอสแนะนำโครงสร้าง 3 ส่วน:

    1. เปิดเรื่อง (Hook): ดึงดูดความสนใจ ใช้คำถาม สถิติน่าสนใจ หรือเรื่องเล่า
    2. เนื้อเรื่อง (Development): อธิบายตามลำดับที่วางไว้
    3. ปิดเรื่อง (Resolution): สรุป ให้ข้อคิด หรือ call to action

    ตัวอย่างการเปิดเรื่องที่ดี:

    • “คุณรู้ไหมว่า คนไทยเปลี่ยนงานเฉลี่ย 2 ปีครั้ง แต่คนญี่ปุ่นอาจทำงานที่เดิมตลอดชีวิต?”
    • “ถ้าบอกว่า การนอนดึกทำให้อายุสั้นลง 10 ปี คุณจะเปลี่ยนนิสัยไหม?”

    ขั้นตอนที่ 6: สร้างเรื่องเล่า (Craft)

    ใส่อารมณ์ ความรู้สึก ตัวอย่างจริง เพื่อให้คนฟังจดจำได้

    เทคนิคการเล่าเรื่อง:

    • ใช้ตัวเลขที่ฟังแล้วนึกภาพได้: แทนที่ “มีคนเสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถยนต์ 20,000 คนต่อปี” ให้พูดว่า “ทุกๆ วัน มีคนไทย 55 คนเสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถยนต์ เท่ากับคนเต็มรถบัสหนึ่งคัน”
    • เปรียบเทียบกับสิ่งที่คุ้นเคย: “ไวรัสโคโรนามีขนาดเล็กมาก ถ้าเซลล์มนุษย์เป็นลูกฟุตบอล ไวรัสจะเล็กเท่าเม็ดถั่วเขียว”
    • ใช้เรื่องจริง: “เมื่อปีที่แล้ว น้องสาวผมเกือบโดนหลอกโอนเงิน 50,000 บาท ด้วยวิธีการนี้…”

    ขั้นตอนที่ 7: นำเสนอ (Deliver)

    การส่งมอบด้วยความมั่นใจ

    เทคนิคสำคัญ:

    • เริ่มด้วยความมั่นใจ: แม้จะเตรียมตัวไม่เต็มที่ อย่าแสดงออกให้คนฟังรู้
    • ใช้ภาษากาย: สบตา ยิ้ม ใช้มือประกอบ
    • หยุดชั่วคราว: อย่ากลัวช่วงเงียบ การหยุดชั่วคราวช่วยให้คนฟังดูดซึมข้อมูล

    การอธิบายแบบยืดหยุ่น: เมื่อต้องตอบคำถามกะทันหัน

    รอสยังสอนเทคนิคพิเศษสำหรับ “การอธิบายแบบยืดหยุ่น” (Dynamic Explanation) เช่น การตอบคำถามในที่ประชุม หรือสัมภาษณ์งาน

    หลักการ: เตรียมข้อมูลในรูปแบบ “บล็อก” ที่ใช้งานง่าย

    ตัวอย่าง: ถ้าต้องเตรียมตัวพูดเรื่อง “ปัญญาประดิษฐ์” เตรียมบล็อกข้อมูล:

    • ความหมาย: AI คือการสร้างเครื่องจักรให้คิดเหมือนมนุษย์
    • ประโยชน์: ช่วยวินิจฉัยโรค ขับรถอัตโนมัติ แปลภาษา
    • ข้อกังวล: คนตกงาน ความเป็นส่วนตัว การตัดสินใจที่ผิด
    • อนาคต: จะเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น
    • ตัวอย่างใกล้ตัว: ChatGPT, Google Translate, Netflix แนะนำหนัง

    เมื่อมีคำถามมา เราสามารถหยิบบล็อกที่เกี่ยวข้องมาต่อกันได้ทันที

    บทเรียนเมื่อรอสผิดพลาด

    รอสไม่ได้ซ่อนความผิดพลาดของตัวเอง เขาเล่าเรื่องราวที่ทำให้เราเรียนรู้:

    เรื่องเล่าที่ 1: การพรีเซนต์ที่ล้มเหลว ครั้งหนึ่งรอสต้องพรีเซนต์เรื่องซับซ้อนให้ผู้บริหาร เขาเตรียมข้อมูลมาเต็มที่ แต่กลับลืมคิดว่าผู้บริหารต้องการอะไร ผลคือ เขาพูดไป 20 นาที ผู้บริหารหลับ ไม่มีใครถามคำถาม

    บทเรียน: การเตรียมข้อมูลดีไม่พอ ต้องเข้าใจผู้ฟังก่อน

    เรื่องเล่าที่ 2: การสัมภาษณ์ที่งง รอสเคยไปสัมภาษณ์การงาน เตรียมตัวมาดี แต่พอถูกถามคำถามนอกเหนือจากที่คาดคิด เขาตะกุกตะกัก ตอบไม่ได้

    บทเรียน: ต้องฝึกการอธิบายแบบยืดหยุ่น ไม่ใช่แค่ท่องจำ

    ตัวอย่างการประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง

    ที่ทำงาน: การรายงานผลงาน

    แบบเก่า (ไม่ดี): “เดือนนี้เราทำงานหนักมาก ทำโปรเจกต์ A, B, C พร้อมกัน มีปัญหาเยอะ แต่ก็แก้ได้ ลูกค้าพอใจ”

    แบบใหม่ (ดี): “เดือนนี้เราส่งมอบ 3 โปรเจกต์สำเร็จ สร้างรายได้ 500,000 บาท โดยที่ลูกค้าให้คะแนนความพอใจ 4.8/5 ปัญหาหลักคือ delay จากทีมพาร์ทเนอร์ แต่เราแก้ได้ด้วยการทำงานล่วงเวลา ผลคือ ลูกค้าทั้ง 3 รายต่อสัญญาเพิ่มเติม”

    ที่บ้าน: การเล่าให้เด็กฟัง

    เรื่อง: ทำไมต้องแปรงฟัน

    แบบเก่า: “แปรงฟันเถอะ ถ้าไม่แปรงฟันจะผุ แล้วจะปวด แล้วจะต้องไปหาหมอ”

    แบบใหม่: “ในปากเรามีแบคทีเรียตัวร้ายเพียบเลย มันชอบกินเศษอาหารที่ติดซอกฟัน ถ้าเราไม่ไล่มันออก มันจะกัดเซาะฟันเราจนเป็นรู เจ็บมากเลย! แต่ถ้าเราแปรงฟัน มันเหมือนกับเราใช้ไม้กวาดยักษ์ไล่แบคทีเรียตัวร้ายออกไป แล้วฟันเราจะขาวสะอาด แข็งแรง”

    ในโซเชียล: การโพสต์ Facebook

    หัวข้อ: แนะนำร้านอาหาร

    แบบเก่า: “ร้านนี้อร่อยมาก ทุกคนต้องไปลอง อาหารอร่อย บรรยากาศดี ราคาไม่แพง”

    แบบใหม่: “หาร้านส้มตำอร่อยๆ ในงบ 100 บาท ลองไปร้าน [ชื่อร้าน] เถอะ! ✅ ส้มตำไทยปูปลาร้า 60 บาท (เผ็ดจัดจัน รสจัดจ้าน) ✅ ไก่ย่าง 80 บาท (นุ่มมาก ไม่แห้ง) ✅ ข้าวเหนียว 10 บาท ✅ ที่จอดรถเยอะ แอร์เย็น 📍 ข้างโลตัส [สาขา] ⏰ เปิด 10:00-22:00”

    เทคนิคพิเศษสำหรับแต่ละสถานการณ์

    การพูดในที่ประชุม

    • เริ่มด้วยสรุปแล้วค่อยลงรายละเอียด
    • ใช้ตัวเลขสนับสนุน
    • เตรียมคำถามที่อาจถูกถาม

    การเขียนอีเมล

    • หัวข้อต้องชัดเจน สรุปเรื่องได้
    • ย่อหน้าแรกบอกจุดประสงค์
    • ใช้ bullet points แทนย่อหน้ายาว
    • ปิดท้ายด้วย action items

    การสอน/ถ่ายทอดความรู้

    • เริ่มจากสิ่งที่เขารู้แล้ว
    • ใช้การเปรียบเทียบ
    • ให้ลองทำด้วยตัวเอง
    • ตรวจสอบความเข้าใจเป็นระยะ

    การอธิบายคือพลังแห่งการเปลี่ยนแปลง

    รอส แอทคินส์ ปิดท้ายหนังสือด้วยข้อความที่น่าคิด: “การอธิบายที่ดีไม่ใช่แค่การถ่ายทอดข้อมูล แต่เป็นการสร้างความเข้าใจ สร้างความเชื่อมโยง และสร้างการเปลี่ยนแปลง”

    ในโลกที่เต็มไปด้วยข้อมูล แต่ขาดความเข้าใจ คนที่อธิบายเก่งจะเป็นคนที่มีอิทธิพล มีความสำคัญ และสามารถสร้างความแตกต่างได้

    ไม่ว่าคุณจะเป็นครู นักธุรกิจ พ่อแม่ หรือแค่คนที่ต้องการสื่อสารกับคนอื่นให้เข้าใจกันมากขึ้น หนังสือเล่มนี้ให้มากกว่าเทคนิค มันให้กรอบความคิดใหม่ในการมองการสื่อสาร

    เมื่อครั้งหน้าที่คุณต้องอธิบายอะไรให้คนฟัง ลองนึกถึงคำแนะนำของรอส: “หยุดสักครู่ คิดก่อนว่าคนฟังต้องการอะไร แล้วค่อยเริ่มพูด”

    การอธิบายที่ดีเริ่มต้นจากการใส่ใจคนฟัง และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการสื่อสารที่มีความหมายจริงๆ


    หนังสือ “The Art of Explanation” ของรอส แอทคินส์ จัดพิมพ์ปี 2023 เป็นหนังสือที่ทุกคนที่ต้องการพัฒนาทักษะการสื่อสารควรอ่าน ไม่ว่าจะเป็นการพูด การเขียน หรือการนำเสนอ

    #hrรีพอร์ต