• ลองนึกภาพดูสิ คุณมีไอเดียธุรกิจที่ดูเจ๋งมาก ใช้เวลาหลายเดือนนั่งวางแผน เขียนแผนธุรกิจยาวเหยียด หาเงินทุน พัฒนาสินค้าให้สมบูรณ์แบบ แล้วค่อยเปิดตัวอย่างภาคภูมิใจ แต่แล้ว… ไม่มีใครสนใจซื้อ

    เรื่องราวแบบนี้เกิดขึ้นกับนักธุรกิจนับไม่ถ้วน รวมถึง Eric Ries ผู้เขียนหนังสือ “The Lean Startup” ด้วย ก่อนที่เขาจะกลายเป็นกูรูด้านสตาร์ทอัพ Eric เคยล้มเหลวมาแล้วหลายครั้ง และจากความล้มเหลวเหล่านั้นเอง ที่ทำให้เขาค้นพบวิธีการใหม่ที่จะเปลี่ยนวงการสตาร์ทอัพไปตลกาล

    จุดเริ่มต้น

    ปี 2004 Eric Ries ร่วมก่อตั้งบริษัทชื่อ IMVU พร้อมกับทีมงานที่มีความฝันจะสร้างซอฟต์แวร์แชทที่ดีที่สุดในโลก พวกเขาคิดว่าจะทำ Add-on สำหรับ AOL และ Yahoo Messenger ให้คนสามารถคุยกันในรูปแบบ 3D avatar ได้

    ทีม IMVU ใช้เวลาหลายเดือนในการพัฒนาเทคโนโลยีที่ซับซ้อน วิศวกรทุกคนทำงานหนักมาก พวกเขามั่นใจว่าลูกค้าจะต้องชอบสินค้าของตัวเองแน่นอน เพราะมันดูเจ๋งและใช้เทคโนโลยีล้ำสมัย

    แต่เมื่อนำสินค้าออกไปทดสอบกับลูกค้าจริง ผลลัพธ์ที่ได้กลับทำให้ทุกคนตกใจ ลูกค้าไม่ต้องการ Add-on สำหรับโปรแกรมแชทที่มีอยู่เลย พวกเขาต้องการโปรแกรมแชทใหม่ที่สามารถใช้งานได้เองโดยไม่ต้องผูกกับโปรแกรมเก่า

    “ช่วงแรกผมคิดว่าลูกค้าไม่เข้าใจสินค้าของเรา” Eric เล่าในหนังสือ “แต่จริงๆ แล้ว คนที่ไม่เข้าใจคือเราต่างหาก”

    การค้นพบนี้ทำให้ Eric ตระหนักถึงสิ่งสำคัญ: การสมมุติฐานของเราอาจผิดได้ และยิ่งใช้เวลานานในการสร้างสินค้าโดยไม่ทดสอบกับลูกค้า เราก็ยิ่งเสี่ยงที่จะล้มเหลวมากขึ้น

    การเกิดของแนวคิด Lean Startup

    จากประสบการณ์ที่ IMVU Eric ได้พัฒนาแนวคิด “Lean Startup” ขึ้นมา โดยยืมคำว่า “Lean” จากระบบการผลิตของ Toyota ที่มุ่งเน้นการลดความสิ้นเปลือง (Waste) และเพิ่มประสิทธิภาพ

    แนวคิด Lean Startup มี 3 หลักการหลัก:

    1. Build-Measure-Learn (สร้าง-วัด-เรียนรู้)

    แทนที่จะสร้างสินค้าที่สมบูรณ์แบบ ให้เริ่มจาก MVP (Minimum Viable Product) หรือสินค้าที่มีฟีเจอร์พื้นฐานที่สุดแต่ใช้งานได้จริง

    ตัวอย่างจริง: Dropbox Drew Houston ผู้ก่อตั้ง Dropbox ไม่ได้เริ่มต้นด้วยการสร้างระบบจัดเก็บไฟล์ที่ซับซ้อนเลย แต่เขาทำวิดีโอสาธิตง่ายๆ แค่ 3 นาที แสดงให้เห็นว่า Dropbox จะทำงานอย่างไร

    วิดีโอนี้ทำให้คนสนใจสมัครใช้งานเพิ่มขึ้นจาก 5,000 คน เป็น 75,000 คนในชั่วข้ามคืน! การทดลองแบบง่ายๆ นี้ช่วยพิสูจน์ได้ว่าตลาดต้องการสินค้าแบบนี้จริง

    2. Validated Learning (การเรียนรู้ที่พิสูจน์ได้)

    การตัดสินใจต้องมาจากข้อมูลจริง ไม่ใช่ความรู้สึกหรือการเดา

    ตัวอย่างจริง: Zappos Tony Hsieh ผู้ก่อตั้ง Zappos ไม่ได้ลงทุนสร้างคลังสินค้าขนาดใหญ่ตั้งแต่วันแรก แต่เขาทำเว็บไซต์ง่ายๆ แล้วไปถ่ายภาพรองเท้าจากร้านค้าท้องถิ่น

    เมื่อมีคนสั่งซื้อ เขาก็ไปซื้อรองเท้าจากร้านจริงแล้วส่งให้ลูกค้า วิธีนี้ทำให้เขารู้ว่าคนจริงๆ อยากซื้อรองเท้าออนไลน์หรือไม่ โดยไม่ต้องลงทุนมหาศาล

    3. Innovation Accounting (การวัดผลแบบนวัตกรรม)

    แทนที่จะดูแค่ยอดขายหรือกำไร ให้ดูตัวเลขที่บอกว่าเรากำลังเรียนรู้และพัฒนาไปในทิศทางที่ถูกต้อง เช่น อัตราการใช้งานของลูกค้าใหม่ อัตราการกลับมาใช้ซ้ำ หรืออัตราการแนะนำให้เพื่อน

    ศิลปะแห่งการ Pivot: เมื่อต้องเปลี่ยนทิศทาง

    หนึ่งในแนวคิดที่สำคัญที่สุดของ Lean Startup คือ “Pivot” หรือการเปลี่ยนทิศทางธุรกิจอย่างมีเหตุผล

    ตัวอย่างที่โด่งดัง: Twitter Twitter เริ่มต้นเป็นแพลตฟอร์มพอดแคสต์ชื่อ Odeo แต่เมื่อ Apple เปิดตัว iTunes podcasting ทีม Odeo รู้ว่าธุรกิจเดิมคงไม่รอด

    แทนที่จะยอมแพ้ พวกเขาได้สังเกตว่าพนักงานในบริษัทชอบใช้ฟีเจอร์ย่อยๆ ที่ให้ส่งข้อความสั้นๆ หากันในบริษัท จึงเปลี่ยนมาพัฒนาฟีเจอร์นี้แทน และกลายเป็น Twitter ที่เราใช้กันวันนี้

    เรื่องราวของ Instagram Instagram เริ่มต้นเป็นแอปชื่อ Burbn ที่ให้ผู้ใช้เช็คอิน แชร์รูปภาพ วางแผนการพบปะ และดื่มเหล้า แต่ Kevin Systrom และ Mike Krieger พบว่าคนใช้แอปเพื่อแชร์รูปภาพเป็นหลัก

    พวกเขาตัดสินใจ Pivot โดยเอาฟีเจอร์อื่นออกหมด เหลือแค่การแชร์รูปภาพและใส่ฟิลเตอร์ ผลลัพธ์คือ Instagram ที่มีผู้ใช้กว่า 1 พันล้านคนทั่วโลก

    เรื่องราวความสำเร็จจาก Lean Startup

    กรณีศึกษา: Airbnb

    Brian Chesky และ Joe Gebbia เริ่มต้น Airbnb ด้วยการปล่อยเช่าที่นอนลมในอพาร์ตเมนต์ของตัวเองระหว่างงานประชุมใหญ่ที่ San Francisco ปี 2007

    พวกเขาไม่ได้สร้างเว็บไซต์ซับซ้อนตั้งแต่แรก แต่ทำเว็บไซต์ง่ายๆ ที่แสดงรูปที่นอนลมและรายละเอียดพื้นฐาน มีคน 3 คนสนใจจองและมาพัก

    จากลูกค้า 3 คนแรกนี้ พวกเขาได้เรียนรู้ว่าคนต้องการประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ไม่เหมือนใคร และต้องการความรู้สึกเหมือนได้อยู่บ้านของคนท้องถิ่น

    วันนี้ Airbnb มีมูลค่ากว่า 100 พันล้านดอลลาร์ และมีที่พักให้เลือกกว่า 6 ล้านแห่งทั่วโลก

    กรณีศึกษา: Spotify

    Daniel Ek ผู้ก่อตั้ง Spotify เริ่มต้นด้วยการสร้างโปรแกรมเล่นเพลงง่ายๆ ที่สามารถเปิดเพลงได้ทันทีโดยไม่ต้องดาวน์โหลดรอ

    ก่อนที่จะเจรจากับค่ายเพลงใหญ่ๆ เขาทดลองส่งโปรแกรมให้เพื่อนๆ ใช้ก่อน จากการใช้งานจริง เขาพบว่าคนชอบความสะดวกในการเปิดเพลงได้ทันที และไม่รังเกียจที่จะฟังโฆษณาแทนการจ่ายเงิน

    ข้อมูลนี้ช่วยให้ Spotify สร้างโมเดลธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ: ให้ฟังฟรีแต่มีโฆษณา หรือจ่ายเงินเพื่อฟังไม่มีโฆษณา

    บทเรียนสำคัญจากความล้มเหลว

    หนังสือ The Lean Startup ไม่ได้เล่าเฉพาะเรื่องสำเร็จ แต่ยังเล่าถึงความล้มเหลวที่เป็นบทเรียนอีกมากมาย

    เรื่องราวของ Webvan Webvan เป็นบริษัทส่งของออนไลน์ที่ล้มเหลวในปี 2001 หลังจากเผาเงินไปกว่า 800 ล้านดอลลาร์ สาเหตุหลักคือพวกเขาลงทุนสร้างโกดังและระบบส่งของขนาดใหญ่ก่อนที่จะรู้ว่าลูกค้าต้องการอะไรจริงๆ

    หากพวกเขาใช้วิธี Lean Startup ด้วยการเริ่มจากการส่งของในพื้นที่เล็กๆ เรียนรู้พฤติกรรมลูกค้า แล้วค่อยขยายธุรกิจ อาจจะได้กลายเป็น Amazon ของวันนี้ก็เป็นได้

    การนำ Lean Startup ไปใช้ในชีวิตจริง

    แนวคิด Lean Startup ไม่ได้ใช้กับสตาร์ทอัพเท่านั้น แต่สามารถนำไปใช้กับธุรกิจทุกขนาด แม้แต่บริษัทใหญ่ๆ ก็นำไปใช้

    ตัวอย่าง: GE (General Electric) GE ใช้หลักการ Lean Startup ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ แทนที่จะใช้กระบวนการพัฒนาแบบเก่าที่ใช้เวลาหลายปี พวกเขาเริ่มสร้างต้นแบบง่ายๆ แล้วนำไปทดสอบกับลูกค้าในเวลาไม่กี่สัปดาห์

    ตัวอย่างในประเทศไทย: Bitkub Bitkub แพลตฟอร์มซื้อขายคริปโทฯ ชั้นนำของไทย เริ่มต้นด้วยการทำเว็บไซต์ง่ายๆ ที่มีฟีเจอร์พื้นฐานสำหรับซื้อขาย Bitcoin เท่านั้น

    จากการใช้งานจริงของลูกค้าไทย พวกเขาเรียนรู้ว่าคนไทยต้องการอินเทอร์เฟซภาษาไทย ต้องการเหรียญดิจิทัลที่หลากหลาย และต้องการระบบฝาก-ถอนผ่านธนาคารไทย

    วันนี้ Bitkub กลายเป็นแพลตฟอร์มคริปโทฯ อันดับ 1 ของไทย ด้วยผู้ใช้กว่า 1 ล้านคน

    5 ข้อผิดพลาดที่ควรหลีกเลี่ยง

    1. ตกหลุมรักไอเดียของตัวเอง – อย่าสมมติว่าไอเดียเราดีแน่นอน ให้ทดสอบกับลูกค้าจริงก่อน
    2. กลัวการวิพากษ์วิจารณ์ – การแสดงสินค้าที่ยังไม่สมบูรณ์ให้คนอื่นดูอาจอายใจ แต่จำเป็นสำหรับการเรียนรู้
    3. เน้นคุณลักษณะมากกว่าประโยชน์ – ลูกค้าไม่สนใจว่าเทคโนโลยีเจ๋งแค่ไหน แต่สนใจว่าช่วยแก้ปัญหาอะไรได้
    4. ทำทุกอย่างด้วยตัวเอง – การขอความคิดเห็นจากคนอื่นเป็นเรื่องสำคัญมาก
    5. ใช้เวลานานเกินไปก่อนเปิดตัว – ยิ่งรอนาน โอกาสที่คู่แข่งจะมาก่อนก็ยิ่งสูง

    เส้นทางสู่อนาคต

    The Lean Startup ได้เปลี่ยนแปลงวิธีคิดของนักธุรกิจทั่วโลก วันนี้มหาวิทยาลัยชั้นนำอย่าง Stanford และ Harvard สอนหลักการนี้ในหลักสูตร บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Google และ Facebook ใช้หลักการนี้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่

    สำหรับคนไทยที่สนใจเริ่มธุรกิจ แนวคิด Lean Startup เป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในการลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสสำเร็จ โดยเฉพาะในยุคดิจิทัลที่การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

    บทสรุป: เริ่มต้นวันนี้

    หากคุณมีไอเดียธุรกิจ อย่านั่งวางแผนอยู่แต่บนโต๊ะ ลองเริ่มจากสิ่งเล็กๆ ที่ทำได้วันนี้ สร้าง MVP ง่ายๆ นำไปให้คนใช้จริง วัดผล แล้วเรียนรู้

    จำไว้ว่า ความล้มเหลวไม่ใช่สิ่งน่ากลัว แต่เป็นข้อมูลที่มีค่าสำหรับการพัฒนา สิ่งที่น่ากลัวจริงๆ คือการใช้เวลาหลายปีสร้างสิ่งที่ไม่มีใครต้องการ

    เส้นทางสู่ความสำเร็จไม่ได้วัดจากการไม่ล้มเหลว แต่วัดจากการเรียนรู้ได้เร็วและปรับตัวได้ดี และนั่นคือหัวใจหลักของ Lean Startup

    “ความสำเร็จที่แท้จริงคือการเรียนรู้ที่รวดเร็วและการปรับตัวอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่การสร้างสิ่งที่สมบูรณ์แบบตั้งแต่วันแรก” – Eric Ries

    #hrรีพอร์ต

  • Peter Thiel คนที่ร่วมก่อตั้ง PayPal และเป็นนักลงทุนตัวจริงในซิลิคอนแวลลีย์ เคยเล่าเรื่องที่น่าสนใจในห้องเรียนมหาวิทยาลัย Stanford ว่า “คนส่วนใหญ่มักจะคิดว่าอนาคตคือการเอาสิ่งที่มีอยู่แล้วมาทำให้เยอะขึ้น แต่จริงๆ แล้ว อนาคตที่แท้จริงเกิดจากการสร้างสิ่งใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน”

    ประโยคนี้กลายเป็นหัวใจหลักของหนังสือ “Zero to One” ที่ทำให้เราต้องคิดใหม่เรื่องการสร้างธุรกิจและการเปลี่ยนแปลงโลก

    เรื่องเล่าเริ่มต้น: ทำไมต้องไปจาก Zero ไป One

    ลองนึกภาพดูสิ ถ้าคุณเป็นคนที่ 1,000,001 ที่เปิดร้านกาแฟ คุณก็แค่เพิ่มจำนวนร้านกาแฟให้โลกมีมากขึ้นเท่านั้น นี่คือการไปจาก “1 ไป n” – เอาสิ่งที่มีอยู่แล้วมาทำซ้ำ

    แต่คนที่สร้าง Starbucks ครั้งแรก พวกเขาสร้างแนวคิดใหม่เรื่อง “Third Place” – สถานที่ที่ 3 ที่ไม่ใช่บ้าน ไม่ใช่ออฟฟิศ แต่เป็นที่พักผ่อนและทำงาน นี่คือการไปจาก “0 ไป 1”

    หรือดูตัวอย่าง Larry Page และ Sergey Brin ที่สร้าง Google พวกเขาไม่ได้แค่สร้างเสิร์ชเอนจินอีกตัว แต่สร้างวิธีค้นหาที่ดีกว่าเดิมหลายเท่า ด้วย PageRank algorithm ที่ดูจากการลิงก์ของเว็บไซต์ ทำให้ผลลัพธ์แม่นยำกว่าคู่แข่ง

    Thiel เล่าว่า “เมื่อคุณไปจาก 0 ไป 1 คุณไม่ได้แค่เพิ่มสิ่งต่างๆ ให้โลก แต่คุณกำลังสร้างโลกใหม่”

    เรื่องราวของการผูกขาด: ทำไมแข่งขันถึงไม่ดี

    หลายคนอาจแปลกใจกับความคิดของ Thiel ที่บอกว่า “การผูกขาดดีกว่าการแข่งขัน” เพราะเราเคยได้ยินมาตลอดว่าการแข่งขันดี

    เขายกตัวอย่างสวนทางกัน:

    ธุรกิจร้านอาหาร – ตลาดแข่งขันสุดโหด มีร้านเปิดใหม่เป็นร้อยๆ ร้านทุกเดือน แต่ก็มีร้านปิดไปเป็นร้อยๆ ร้านเหมือนกัน เจ้าของร้านต้องทำงานหนัก แต่กำไรน้อย เพราะต้องแย่งลูกค้า ต้องลดราคา ไม่มีเงินไปพัฒนาอะไรใหม่ๆ

    Google – ผูกขาดตลาดค้นหา มีส่วนแบ่งตลาดกว่า 90% กำไรเยอะมาก จึงมีเงินไปทำโปรเจคเจ๋งๆ เช่น Gmail, Google Maps, Android, รถยนต์ไร้คนขับ, AI แม้กระทั่งโปรเจคบินไปดวงจันทร์

    Thiel อธิบายว่า “บริษัทที่ผูกขาดไม่ได้หมายความว่าเป็นบริษัทเลว แต่หมายความว่าบริษัทนั้นทำในสิ่งที่ไม่มีใครทำได้ดีเท่า”

    7 กฎทองสำหรับการสร้าง Startup

    1. เทคโนโลยีที่เหนือกว่า 10 เท่า

    “ดีกว่าเล็กน้อยไม่พอ ต้องดีกว่าโดดเด่น” Thiel เล่า

    PayPal ที่เขาร่วมก่อตั้งเป็นตัวอย่างที่ดี ก่อน PayPal การโอนเงินออนไลน์ใช้เวลาหลายวัน แต่ PayPal ทำได้ทันที และง่ายกว่าเดิมมาก จึงเปลี่ยนพฤติกรรมคนได้สำเร็จ

    Amazon ก็เช่นกัน ไม่ได้แค่ขายหนังสือออนไลน์ แต่มีหนังสือให้เลือกหลายล้านเล่ม มีระบบแนะนำหนังสือ ส่งเร็ว บริการดีกว่าร้านหนังสือทั่วไปทุกด้าน

    2. เริ่มจากตลาดเล็ก แต่ครองให้ได้

    Facebook เริ่มแค่ในมหาวิทยาลัย Harvard ก่อนขยายไป Yale, Stanford แล้วค่อยไปมหาวิทยาลัยอื่นๆ ก่อนจะเปิดให้คนทั่วไปใช้

    ถ้า Mark Zuckerberg เปิดให้ทุกคนใช้ตั้งแต่แรก เขาจะแย่งไม่ได้กับ Friendster หรือ MySpace ที่มีคนใช้เยอะกว่า

    3. แผนการขยายตัว

    Thiel เล่าว่า “หลายคนเริ่มธุรกิจแล้วคิดว่า ‘ถ้าเราได้แค่ 1% ของตลาด เราก็รวยแล้ว’ แต่นี่คือความคิดที่ผิด”

    Tesla เริ่มจากรถสปอร์ตราคาแพง (Roadster) จากนั้นทำรถซีดาน (Model S) แล้วจึงทำรถราคาถูกลง (Model 3) เป็นแผนที่ชัดเจนตั้งแต่ต้น

    4. ทีมงานที่เข้มแข็ง

    “อย่าหาผู้ร่วมก่อตั้งจาก networking event หรือในออนไลน์” Thiel เตือน “หาคนที่คุณรู้จักมานานและไว้ใจได้”

    Google มี Larry Page และ Sergey Brin ที่รู้จักกันตั้งแต่เรียน PhD Facebook มี Mark Zuckerberg กับเพื่อนสมัยเรียน Harvard ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นช่วยให้ผ่านช่วงยากได้

    5. ช่องทางการขาย

    “ถ้าคุณสร้างผลิตภัณฑ์ดี แต่ไม่มีวิธีขาย คุณจะล้มเหลว” Thiel บอก

    Dropbox ใช้วิธี referral program ให้พื้นที่เพิ่มฟรีเมื่อชวนเพื่อนมาใช้ ทำให้เติบโตแบบ viral

    Tesla ใช้ Elon Musk เป็นพรีเซนเตอร์หลัก ผ่านการเปิดตัวรถแต่ละรุ่นที่ดูเหมือนงานแสดงในโรงละคร

    6. ความยั่งยืน 20 ปี

    “คำถามสำคัญคือ ธุรกิจของคุณจะยังอยู่ในอีก 20 ปีไหม?” Thiel ถาม

    Microsoft สร้าง Windows และ Office ที่คนทั่วโลกใช้มาหลายสิบปี Apple สร้าง ecosystem ที่เมื่อใช้แล้วเปลี่ยนยาก เพราะทุกอย่างทำงานร่วมกันได้ดี

    7. ตอบโจทย์ความลับ

    “ธุรกิจที่ดีที่สุดเกิดจากความลับ – สิ่งที่คุณเชื่อ แต่คนอื่นไม่เชื่อ” Thiel อธิบาย

    ความลับของ Google: “การจัดอันดับเว็บด้วยลิงก์จะให้ผลลัพธ์ดีที่สุด” ตอนนั้นคนส่วนใหญ่ไม่เชื่อ

    ความลับของ Tesla: “รถยนต์ไฟฟ้าจะมาแทนรถเครื่องยนต์” เมื่อ 15 ปีก่อน ผู้คนส่วนใหญ่คิดว่าเป็นไปไม่ได้

    บทเรียนจาก PayPal

    Thiel เล่าประสบการณ์ก่อตั้ง PayPal ไว้น่าสนใจมาก

    ตอนแรก PayPal เป็นแค่แอปบน Palm Pilot ให้คนโอนเงินหากันผ่าน infrared แต่แล้วพวกเขาก็พบว่าคนไม่ค่อยใช้ แต่กลับชอบใช้ระบบ email payment มากกว่า

    แทนที่จะฝืนตามแผนเดิม ทีม PayPal เปลี่ยนไปโฟกัสที่ email payment และเจอว่าผู้ใช้หลักคือพ่อค้าใน eBay ที่ต้องการรับเงินจากลูกค้าอย่างง่าย

    “บางครั้งตลาดจะบอกคุณเองว่าควรไปทางไหน” Thiel สรุป “แต่คุณต้องฟังให้ออก”

    ข้อผิดพลาดที่มักเกิดขึ้น

    1. เอา Lean Startup มาผิด

    หลายคนเข้าใจผิดว่าการทำธุรกิจคือ “ลองทำไปก่อน แล้วค่อยปรับ” แต่ Thiel มองว่าต้องมีวิสัยทัศน์และแผนที่ชัดเจน

    “นวัตกรรมสำคัญไม่ได้เกิดจากการ iterate แต่เกิดจากการกระโดดข้ามไปยังสิ่งใหม่ที่ไม่เคยมี”

    2. หาคู่หูผิดคน

    “อย่าหาผู้ร่วมก่อตั้งเพียงเพราะเขาเก่งหรือมี network ดี แต่ให้หาคนที่คุณรู้จักนิสัยดีและไว้ใจได้”

    Thiel เล่าว่าเขาเห็นหลาย startup พังเพราะผู้ร่วมก่อตั้งเก็บเรื่องแล้วระเบิดใส่กันในช่วงยากลำบาก

    3. ทำตาม Trend

    “อย่าไปทำสิ่งที่คนอื่นบอกว่ากำลัง hot หรือ trendy” Thiel เตือน “เพราะถ้าทุกคนรู้ว่ามันดี แสดงว่าการแข่งขันจะรุนแรง”

    เปลี่ยนความคิด เปลี่ยนโลก

    หนังสือ “Zero to One” ไม่ได้แค่สอนการทำธุรกิจ แต่เป็นการเชิญชวนให้เราเปลี่ยนความคิด

    แทนที่จะถามว่า “จะทำอะไรแบบเดียวกับคนอื่น แต่ดีกว่า” ให้เปลี่ยนเป็น “จะทำอะไรที่ไม่มีใครทำ”

    แทนที่จะคิดว่า “อนาคตจะเป็นยังไง” ให้เปลี่ยนเป็น “เราจะสร้างอนาคตยังไง”

    Peter Thiel ปิดท้ายหนังสือด้วยประโยคที่ท้าทาย: “ทุกครั้งที่เราสร้างสิ่งใหม่ เราทำให้อนาคตไม่เหมือนปัจจุบัน นี่คือความหวังเดียวที่เราจะได้โลกที่ดีขึ้น”

    สำหรับใครที่กำลังคิดจะเริ่มต้นสิ่งใหม่ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจ โปรเจค หรือแม้แต่อาชีพ ลองถามตัวเองดู: “สิ่งที่เราจะทำจะเป็นการไปจาก 1 ไป n หรือจาก 0 ไป 1”

    เพราะอนาคตไม่ได้เกิดขึ้นเอง แต่เราต้องสร้างมันขึ้นมา

    #hrรีพอร์ต

  • คุณเคยมีไอเดียดีๆ ในหัวแต่ไม่รู้จะเริ่มยังไงไหม? หรือเคยใช้เวลาหลายเดือนวางแผนโครงการให้สมบูรณ์แบบ แต่พอทำจริงกลับพบว่าทุกอย่างไม่ได้เป็นไปตามที่คิด? ถ้าคุณเป็นแบบนี้ หนังสือ “Click” ของ Jake Knapp อาจจะเป็นคำตอบที่คุณกำลังมองหา

    Jake Knapp ไม่ใช่คนธรรมดา เขาเป็นนักออกแบบที่ Google ที่ได้ร่วมงานกับทีมพัฒนา Gmail, Google Maps และอีกมากมาย สิ่งที่เขาเรียนรู้จากการทำงานกับโครงการขนาดใหญ่เหล่านี้คือ วิธีการทำงานแบบเก่าที่เราคุ้นเคยอาจจะไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุด

    เรื่องเล่าจากโลกแห่งความเป็นจริง

    ลองนึกภาพว่าคุณเป็น Jake Knapp ในวันที่เขายังเป็นนักออกแบบมือใหม่ เขาได้รับมอบหมายให้ออกแบบแอปใหม่สำหรับบริษัท วิธีการทำงานแบบเก่าคือ เขาจะต้องนั่งคิดแนวคิดให้ดี ทำ PowerPoint นำเสนอ ประชุมกับทีม แก้ไข แล้วประชุมอีก วนไปวนมาอย่างนี้หลายเดือน

    แต่ในครั้งหนึ่ง เขาลองวิธีใหม่ แทนที่จะใช้เวลาสัปดาห์ทำ PowerPoint เขาใช้เวลาแค่ 2 วันทำ prototype ง่ายๆ ด้วยกระดาษและดินสอ แล้วเอาไปให้เพื่อนร่วมงาน 5 คนลองกด ลองใช้ดู

    ผลลุพธ์? ใน 2 วันนั้น เขาได้ข้อมูลที่มีค่ามากกว่าการประชุมหลายเดือน เขาพบว่าสิ่งที่เขาคิดว่าจะเจ๋ง กลับทำให้ผู้ใช้งานสับสน และสิ่งที่เขาคิดว่าไม่สำคัญ กลับเป็นสิ่งที่ผู้ใช้ต้องการมากที่สุด

    นี่คือจุดเริ่มต้นของปรัชญา “Click”

    สี่ขั้นตอนที่เปลี่ยนทุกอย่าง

    Jake เรียกวิธีการนี้ว่า “Click Process” ซึ่งมี 4 ขั้นตอนง่ายๆ:

    1. สำรวจ (Explore) – หาปัญหาที่คุ้มค่าแก้

    ขั้นตอนแรกไม่ใช่การนั่งคิดไอเดียเจ๋งๆ แต่เป็นการออกไปหาปัญหาจริงๆ ที่คนเจอในชีวิตประจำวัน

    ยกตัวอย่าง เมื่อ Jake ทำงานที่ Google Maps เขาไม่ได้เริ่มจากการคิดว่า “เราจะทำแผนที่ที่เจ๋งที่สุดในโลกยังไง” แต่เขาออกไปสังเกตว่าผู้คนใช้แผนที่ยังไงในชีวิตจริง เขาพบว่าคนส่วนใหญ่ไม่ได้อยากรู้ว่าถนนชื่ออะไร แต่อยากรู้ว่า “เดินไปทางไหนจะถึงร้านกาแฟที่ใกล้ที่สุด”

    ปัญหาเล็กๆ แบบนี้แหละที่กลายเป็นจุดเริ่มต้นของฟีเจอร์สำคัญๆ ของ Google Maps ที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้

    2. ทำ (Make) – สร้างตัวอย่างให้เร็วที่สุด

    หลังจากเจอปัญหาแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการทำ prototype ให้เร็วที่สุด ไม่ต้องสวย ไม่ต้องสมบูรณ์แบบ แค่ให้คนอื่นเข้าใจได้ว่าไอเดียของเราคืออะไร

    Jake เล่าเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจ เขาเคยอยากทำแอปที่ช่วยให้คนหางานง่ายขึ้น แทนที่จะใช้เวลาเดือนเขียนโค้ด เขาใช้เวลาแค่ครึ่งวันทำเว็บไซต์ปลอม ที่จริงแล้วไม่มีระบบอะไรเลย แค่หน้าเว็บที่ดูเหมือนจริง

    เมื่อมีคนกรอกข้อมูลและกดส่ง แทนที่จะมีระบบประมวลผล เขาจะได้อีเมลมาและตอบกลับด้วยมือ ฟังดูโง่ใช่ไหม? แต่วิธีนี้ช่วยให้เขารู้ภายในสัปดาห์เดียวว่าไอเดียนี้ใช้ได้จริงหรือไม่

    3. ทดสอบ (Test) – หาคนจริงมาลอง

    ขั้นตอนนี้คือหัวใจสำคัญของ Click Process ให้นำ prototype ไปให้คนจริงๆ ลองใช้ ไม่ใช่เพื่อนสนิท ไม่ใช่เพื่อนร่วมงาน แต่คือคนแปลกหน้าที่เป็นกลุ่มเป้าหมายจริงๆ

    Jake เล่าว่าเขาเคยทำ prototype แอปสั่งอาหาร เขาไปยืนหน้าร้านอาหารและขอให้คนที่กำลังจะเข้าไปกินข้าวลองใช้แอปของเขาแทน ในวันแรกมี 10 คน ใช้สำเร็จแค่ 2 คน ที่เหลือ 8 คนเลิกใช้กลางคัน

    ข้อมูลนี้มีค่ามหาศาล เพราะเขารู้เลยว่าอะไรที่ต้องแก้ คนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจว่าต้องกดปุ่มไหนก่อน บางคนหาเมนูที่ต้องการไม่เจอ บางคนไม่รู้ว่าจะจ่ายเงินยังไง

    4. ปรับปรุง (Iterate) – แก้ไขและทำใหม่

    หลังจากทดสอบแล้ว สิ่งต่อไปคือการเอาข้อมูลที่ได้มาปรับปรุง prototype แล้ววนกลับไปทดสอบอีกครั้ง วนไปวนมาจนกว่าจะได้ผลลุพธ์ที่น่าพอใจ

    สิ่งที่น่าแปลกใจคือ บางทีการปรับปรุงไม่ได้หมายถึงการเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ แต่เป็นการลดฟีเจอร์ออก Jake เล่าว่าแอปสั่งอาหารที่เขาทำนั้น ในรอบแรกมีฟีเจอร์ 15 อย่าง แต่ในรอบสุดท้ายที่คนใช้แล้วพอใจมีแค่ 5 ฟีเจอร์ เพราะฟีเจอร์เยอะๆ ทำให้คนสับสน

    เรื่องจริงที่จะทำให้คุณเปลี่ยนใจ

    มีเรื่องหนึ่งที่ Jake เล่าในหนังสือที่ทำให้ผมประทับใจมาก เขาเล่าเรื่องของสตาร์ทอัพแห่งหนึ่งที่ใช้เงิน 2 ล้านดอลลาร์และเวลา 18 เดือน ในการพัฒนาแอปพลิเคชัน เมื่อเปิดตัวแล้วกลับพบว่าไม่มีใครสนใจใช้

    ในขณะเดียวกัน มีคนหนึ่งที่อ่านหนังสือ Click แล้วลองใช้วิธีการนี้ เขาใช้เวลาแค่ 3 วันและเงินแค่ 500 ดอลลาร์ในการทำ prototype ทดสอบ และปรับปรุง เขาพบว่าไอเดียดั้งเดิมของเขาไม่เวิร์ค แต่เขาก็เรียนรู้เร็วพอที่จะปรับไอเดียใหม่

    3 เดือนต่อมา แอปของเขาถูกซื้อโดยบริษัทใหญ่ในราคา 50 ล้านดอลลาร์

    ความแตกต่างอยู่ที่ไหน? คนแรกคิดมาก ทำน้อย คนที่สองคิดน้อย ทำมาก

    ตัวอย่างใกล้ตัวที่คุณอาจจะเจอ

    ลองมาดูตัวอย่างที่เข้าใจง่ายๆ กัน สมมติว่าคุณอยากเปิดร้านกาแฟ

    วิธีเก่า: คุณจะใช้เวลาหลายเดือนศึกษาตลาด ทำ business plan ให้สมบูรณ์ หาที่เช่า ลงทุนเครื่องชงกาแฟแพงๆ ตกแต่งร้านให้สวย แล้วค่อยเปิด ถ้าลูกค้าไม่มา คุณจะไม่รู้ว่าปัญหาอยู่ตรงไหน

    วิธี Click: คุณเริ่มจากการไปสังเกตที่ต่างๆ ว่าคนดื่มกาแฟแบบไหน ที่ไหน เวลาไหน แล้วลองขายกาแฟจากรถเข็นเล็กๆ ก่อน หรือลองเช่าพื้นที่ในตลาดนัดวันเสาร์-อาทิตย์ ใช้เงินลงทุนแค่หมื่นสองหมื่น ใน 2 สัปดาห์คุณจะรู้เลยว่าคนชอบกาแฟรสไหน ราคาเท่าไหร่ จะซื้อเวลาไหน

    หากผลออกมาดี คุณค่อยขยายเป็นร้านจริง หากไม่ดี คุณก็เสียเงินแค่หมื่นสองหมื่น ไม่ใช่หลักล้าน

    การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในโลกธุรกิจ

    สิ่งที่น่าสนใจคือ วิธีการ Click ไม่ได้มีแค่ในโลกเทคโนโลยีเท่านั้น บริษัทใหญ่ๆ หลายแห่งเริ่มนำหลักการนี้มาใช้

    ตัวอย่างเช่น McDonald’s เมื่อต้องการเปิดสาขาใหม่ในประเทศที่ไม่เคยเข้าไป พวกเขาไม่ได้เริ่มจากการลงทุนสร้างร้านใหญ่โตแบบที่เรามองเห็นทั่วไป แต่เริ่มจากการเปิดร้านเล็กๆ ในรูปแบบ food truck หรือ pop-up store เพื่อทดสอบว่าคนในประเทศนั้นชอบรสชาติอะไร ต้องการบริการแบบไหน

    Nike ก็เหมือนกัน เมื่อออกรองเท้ารุ่นใหม่ พวกเขาจะผลิตออกมาจำนวนจำกัดก่อน เพื่อดูปฏิกิริยาของตลาด หากได้ผลดีจึงค่อยผลิตเพิ่ม หากไม่ดีก็หยุด ทำให้พวกเขาไม่เสียเงินไปกับสินค้าที่คนไม่ต้องการ

    บทเรียนสำคัญที่เปลี่ยนมุมมอง

    หลังจากอ่านหนังสือ Click แล้ว มีบทเรียนสำคัญหลายข้อที่จะเปลี่ยนวิธีคิดของคุณไปตลกาล:

    บทเรียนที่ 1: ความล้มเหลวเร็วดีกว่าความล้มเหลวช้า การที่เราทำผิด ล้มเหลวตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้เราประหยัดทั้งเวลาและเงิน มากกว่าการไปล้มเหลวตอนที่ลงทุนไปเยอะแล้ว

    บทเรียนที่ 2: ความสมบูรณ์แบบคือศัตรูของความก้าวหน้า การรอให้ทุกอย่างพร้อมสมบูรณ์แบบ 100% ก่อนเริ่มทำ มักจะทำให้เราไม่เริ่มเลย ความดีพอสมควร 70% ที่ทำจริงๆ ดีกว่าความสมบูรณ์แบบ 100% ที่อยู่ในหัว

    บทเรียนที่ 3: ลูกค้าคือผู้พิพากษาที่ดีที่สุด ไม่มีใครรู้ว่าสิ่งที่เราทำจะเป็นที่ต้องการหรือไม่ดีไปกว่าลูกค้าตัวจริง การนั่งคิดคนเดียวในห้อง หรือการประชุมกับทีมงาน ไม่มีทางให้คำตอบที่แม่นยำได้เท่าการให้ลูกค้าจริงๆ ลองใช้

    เริ่มต้นใช้ Click ในชีวิตประจำวัน

    คุณไม่จำเป็นต้องเป็นนักธุรกิจหรือโปรแกรมเมอร์ถึงจะใช้หลักการ Click ได้ วิธีคิดนี้สามารถนำไปใช้กับสิ่งต่างๆ ในชีวิตประจำวันได้

    ตัวอย่างการใช้ Click ในชีวิตประจำวัน:

    หากคุณอยากเริ่มออกกำลังกาย แทนที่จะสมัครยิม 1 ปีเต็มตั้งแต่วันแรก ลองสมัคร 1 เดือนก่อน หรือซื้อบัตรเข้าครั้งเดียว ดูก่อนว่าคุณจะไปจริงหรือไม่

    หากคุณอยากเรียนทำอาหาร แทนที่จะไปซื้อเครื่องใช้ครัวครบชุด ลองหาสูตรง่ายๆ ที่ใช้อุปกรณ์ที่มีอยู่แล้วในบ้าน ทำดูก่อน ถ้าชีอบจริงค่อยไปซื้ออุปกรณ์เพิ่ม

    หากคุณอยากเปลี่ยนงาน แทนที่จะลาออกเลย ลองหางานพิเศษในสายที่อยากทำดูก่อน หรือไปอาสาสมัครทำงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดูว่าชีอบจริงหรือไม่

    สรุป: เมื่อการลงมือทำเอาชนะการเอาแต่คิด

    หนังสือ Click ของ Jake Knapp สอนเราบทเรียนง่ายๆ แต่ลึกซึ้ง นั่นคือ การ “ทำ” มักจะให้คำตอบที่ดีกว่าการ “คิด” เพียงอย่างเดียว

    ในโลกที่เปลี่ยนแปลงเร็ว การปรับตัวเร็วจึงสำคัญกว่าการวางแผนให้สมบูรณ์แบบ การเรียนรู้จากความผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ดีกว่าการไปล้มเหลวใหญ่โตในภายหลัง

    ที่สำคัญ หลักการ Click ไม่ได้สอนให้เราทำงานแบบสะเพร่า แต่สอนให้เราทำงานแบบฉลาด รู้ว่าควรลงทุนเวลาและความคิดกับสิ่งไหนมากน้อยแค่ไหน

    เมื่อครั้งต่อไปที่คุณมีไอเดียดีๆ อย่าเพิ่งนั่งคิดว่าต้องเตรียมอะไรให้พร้อมก่อน แต่ลองถามตัวเองว่า “มีวิธีไหนที่จะลองทำดูแบบง่ายๆ ภายใน 1 สัปดาห์บ้าง?”

    คำตอบนั้นอาจจะเปลี่ยนทุกอย่างของคุณก็เป็นได้

    #hrรีพอร์ต

  • ลองจินตนาการดูสิ คุณกำลังเดินทางด้วยรถไฟใต้ดินในนิวยอร์ก แล้วเห็นหนุ่มหล่อคนหนึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม คุณจะทำยังไง? คนส่วนใหญ่คงจะแอบมอง แล้วก็ลืมไปเมื่อเขาลงรถ แต่ไม่ใช่สำหรับจินนี่ วูด (Jenny Wood) เธอทำสิ่งที่คนอื่นคิดว่า “บ้า” – เธอลุกขึ้นไล่ตามเขาออกจากรถไฟ แล้วยื่นนามบัตรให้!

    “สวัสดีค่ะ ฉันชื่อจินนี่” เธอพูดกับชายแปลกหน้าคนนั้น

    วันนี้ ชายคนนั้นเป็นสามีของเธอมา 11 ปีแล้ว และพวกเขามีลูกด้วยกัน 2 คน

    นี่คือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับจินนี่ วูด อดีตผู้บริหารระดับสูงของ Google ที่ทำงานมา 18 ปี และเป็นผู้เขียนหนังสือ “Wild Courage: Go After What You Want and Get It” ที่ขึ้นอันดับ 1 ในรายการ New York Times Bestseller

    ทำไมเราถึงต้อง “กล้าแบบป่าเถื่อน”?

    จินนี่เล่าว่า ตลอดชีวิตที่ผ่านมา เธอเป็นเด็กที่ “ไม่เชื่อฟัง” ไม่ชอบทำตามกฎ และมักจะทำสิ่งที่ผู้ใหญ่มองว่า “ไม่เหมาะสม” แต่แทนที่จะเปลี่ยนตัวเองให้เป็นคนธรรมดา เธอกลับค้นพบว่าลักษณะเหล่านั้นแหละที่ทำให้เธอประสบความสำเร็จ

    “ปัญหาของคนส่วนใหญ่คือเรากลัวจะทำให้คนอื่นไม่พอใจ กลัวจะถูกตัดสิน กลัวจะล้มเหลว” จินนี่อธิบาย “แต่ความกลัวเหล่านี้แหละที่ทำให้เราติดอยู่ในกรงล่องหนที่เราสร้างขึ้นเอง”

    ในโลกที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน การทำตัว “ดี” และ “เหมาะสม” ตามที่สังคมคาดหวังอาจไม่พอแล้ว เราต้องการความกล้าหาญแบบ “ป่าเถื่อน” (Wild Courage) – ความกล้าที่จะเป็นตัวเอง แม้ว่าจะดูแปลกหรือไม่เหมาะสมในสายตาคนอื่น

    9 ลักษณะ “อันตราย” ที่จะพาคุณไปสู่ความสำเร็จ

    จินนี่แบ่งหนังสือออกเป็น 9 บท โดยแต่ละบทพูดถึงลักษณะที่คนเรามักจะมองว่า “ไม่ดี” แต่จริงๆ แล้วเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับความสำเร็จ มาดูกันว่าแต่ละอันคืออะไร และจะนำไปใช้ในชีวิตจริงได้อย่างไร:

    1. Weird (แปลก): ชนะในฐานะตัวจริงของคุณ

    “แพ้ในฐานะคนอื่น ไม่ดีเท่าชนะในฐานะตัวจริงของคุณ”

    ตัวอย่างจากหนังสือ: จินนี่เล่าว่าเธอเคยเป็นเด็กที่ “แปลก” ในสายตาครู ชอบถามคำถามที่ดูไร้สาระ แต่ความอยากรู้อยากเห็นนั้นแหละที่ทำให้เธอเรียนรู้เร็วกว่าเพื่อนๆ

    ในชีวิตจริง: แทนที่จะปกปิดสิ่งที่ทำให้คุณต่างจากคนอื่น ให้ใช้มันเป็นข้อได้เปรียบ คนที่คิดต่างจากคนอื่นมักจะมองเห็นโอกาสที่คนอื่นมองไม่เห็น เช่น สตีฟ จอบส์ที่ดูเป็นคนแปลกและยากร่วมงาน แต่ความ “แปลก” นั่นแหละที่ทำให้เขาสร้าง iPhone ได้

    2. Selfish (เห็นแก่ตัว): เป็นแชมป์ตัวเอง

    “ถ้าคุณไม่สนับสนุนตัวเอง ใครจะสนับสนุนคุณ?”

    ตัวอย่างจากหนังสือ: จินนี่เล่าว่าในช่วงแรกๆ ที่ทำงานใน Google เธอมักจะช่วยงานคนอื่นจนงานตัวเองล่าช้า จนกระทั่งเธอเรียนรู้ที่จะบอก “ไม่” และให้ความสำคัญกับงานของตัวเองก่อน

    ในชีวิตจริง: การดูแลตัวเองไม่ใช่เรื่องเห็นแก่ตัว แต่เป็นเรื่องจำเป็น เหมือนป้ายบนเครื่องบินที่บอกให้เราใส่หน้ากากออกซิเจนให้ตัวเองก่อน แล้วค่อยช่วยคนอื่น ถ้าคุณไม่ดูแลตัวเอง คุณจะไม่มีพลังช่วยคนอื่นได้

    3. Shameless (ไร้ความอาย): เอาชนะโรคใจนักขายหน้าโรง

    “หยุดแกล้งทำเป็นว่าคุณไม่เก่ง เริ่มโชว์ความสามารถที่แท้จริงของคุณ”

    ตัวอย่างจากหนังสือ: จินนี่เล่าว่าเธอเคยกลัวจะพูดในที่ประชุมเพราะคิดว่าตัวเองรู้น้อยกว่าคนอื่น แต่เมื่อเธอเริ่มแสดงความคิดเห็น กลับพบว่าหลายครั้งไอเดียของเธอมีประโยชน์มาก

    ในชีวิตจริง: หลายคนเก่งแต่ไม่กล้าแสดงออก กลัวว่าคนอื่นจะคิดว่าเราอวด แต่ความจริงคือ ถ้าเราไม่บอกคนอื่นว่าเราทำอะไรได้บ้าง เขาจะไม่มีทางรู้ เช่น การอัปเดต LinkedIn ด้วยผลงานของเราไม่ใช่การอวด แต่เป็นการแจ้งให้คนอื่นรู้ว่าเรามีความสามารถแค่ไหน

    4. Obsessed (หลงใหล): ยืนหยัดและทำให้ดีที่สุด

    “คนที่ประสบความสำเร็จไม่ใช่คนที่มีพรสวรรค์มากที่สุด แต่เป็นคนที่ยืนหยัดได้นานที่สุด”

    ตัวอย่างจากหนังสือ: จินนี่เล่าเรื่องครูดนตรีที่เคยทำให้เธอยืนตลอดการซ้อม 2 ชั่วโมงเพราะไม่ตั้งใจ ตอนนั้นเธอโกรธมาก แต่ภายหลังเธอก็เข้าใจว่าครูคนนั้นสอนเธอให้รู้จัก “หลงใหลในความเพอร์เฟ็กต์”

    ในชีวิตจริง: ลองดู Elon Musk เขาไม่ใช่คนที่ฉลาดที่สุดในโลก แต่เขาหลงใหลในสิ่งที่เขาทำจนเต็มที่ จนกระทั่งสามารถสร้าง Tesla และ SpaceX ได้ การ “หลงใหล” ในทางที่ดีคือการทุ่มเทให้กับสิ่งที่เราเชื่อ

    5. Nosy (สอดรู้สอดเห็น): ใช้ความอยากรู้เป็นเข็มทิศ

    “คำถามที่เราอยากถามคือเบาะแสสำคัญที่บอกว่าเราต้องการอะไร”

    ตัวอย่างจากหนังสือ: จินนี่เล่าว่าทุกครั้งที่เธอไปโรงแรม สามีจะยืนถอยหลังแล้วบอกว่า “ไปเถอะจินนี่ ถามคำถามของเธอ” เพราะเธอชอบถามพนักงานทุกอย่าง – ห้องไหนดีที่สุด ร้านอาหารไหนอร่อย ที่เที่ยวไหนน่าไป

    ในชีวิตจริง: คนที่ประสบความสำเร็จมักจะเป็นคนที่อยากรู้อยากเห็น เช่น Warren Buffett ที่ชอบอ่านรายงานบริษัทและถามคำถามตลอดเวลา หรือ Oprah ที่ประสบความสำเร็จเพราะความอยากรู้เรื่องราวของคนอื่น

    6. Manipulative (จัดการคน): สร้างอิทธิพลด้วยความเห็นอกเห็นใจ

    “การโน้มน้าวไม่ใช่การหลอกลวง แต่เป็นการช่วยให้คนอื่นเห็นสิ่งที่เราเห็น”

    ตัวอย่างจากหนังสือ: จินนี่เล่าว่าเธอเรียนรู้ที่จะ “จัดการ” หัวหน้าโดยการทำความเข้าใจว่าเขาต้องการอะไร แล้วนำเสนอไอเดียของเธอในรูปแบบที่ตอบโจทย์เขา

    ในชีวิตจริง: การ “จัดการคน” ในทางที่ดีคือการเข้าใจความต้องการของคนอื่น แล้วหาทางที่ทำให้ทุกคนได้ประโยชน์ เช่น การขอเลื่อนตำแหน่งโดยการแสดงให้เห็นว่าเราจะสร้างมูลค่าให้บริษัทได้อย่างไร

    7. Brutal (โหดร้าย): รู้จักพลังของคำว่า “ไม่”

    “การตั้งขอบเขตไม่ใช่การเป็นคนใจร้าย แต่เป็นการป้องกันตัวเอง”

    ตัวอย่างจากหนังสือ: จินนี่เล่าถึงผู้จัดการคนหนึ่งใน Google ที่บอกว่า “ฉันไม่ไปประชุมนั่น มันไม่ใช่การใช้เวลาที่ดี” ตอนแรกเธอคิดว่าเขาหยาบคาย แต่ภายหลังเธอเข้าใจว่าเขากำลังป้องกันเวลาของตัวเอง

    ในชีวิตจริง: Steve Jobs มีชื่อเสียงว่าเป็นคนที่พูด “ไม่” เก่ง เขาปฏิเสธโปรเจ็กต์หลายร้อยโปรเจ็กต์เพื่อให้Apple โฟกัสแค่สิ่งที่สำคัญจริงๆ การบอก “ไม่” กับสิ่งที่ไม่สำคัญคือการบอก “ใช่” กับสิ่งที่สำคัญ

    8. Reckless (เสี่ยง): ลงมือทำแล้วปรับไป

    “ความผิดพลาดที่ใหญ่ที่สุดคือการไม่ทำอะไรเลยเพราะกลัวทำผิด”

    ตัวอย่างจากหนังสือ: จินนี่เล่าว่าการที่เธอไล่ตามสามีใส่รถไฟเป็นการตัดสินใจแบบ “เสี่ยง” แต่ถ้าเธอไม่ทำ เธอจะไม่ได้พบกับความรักของชีวิต

    ในชีวิตจริง: Jeff Bezos เริ่มต้น Amazon ด้วยการลาออกจากงานที่มั่นคงในวอลล์สตรีท มันเป็นการเสี่ยง แต่เขาคิดว่าเขาจะเสียใจมากกว่าถ้าไม่ลอง ความเสี่ยงที่คำนวณแล้วมักจะคุ้มค่า

    9. Bossy (ชอบสั่งคน): นำพาคนอื่นแม้ไม่ได้เป็นหัวหน้า

    “ผู้นำที่แท้จริงไม่ต้องรอให้มีตำแหน่ง เขาเริ่มนำตั้งแต่วันนี้”

    ตัวอย่างจากหนังสือ: จินนี่เล่าว่าเธอเคยเริ่มโปรแกรมพัฒนาอาชีพใน Google โดยที่ไม่มีใครขอให้ทำ เธอเห็นว่าเพื่อนร่วมงานต้องการ เลยเริ่มทำเอง สุดท้ายกลายเป็นโปรแกรมที่ใหญ่ที่สุดใน Google

    ในชีวิตจริง: ลองดู Malala Yousafzai เธอเริ่มต้นในฐานะเด็กนักเรียนธรรมดา แต่เธอ “ชอบสั่งคน” ในทางที่ดี คือนำพาคนอื่นให้ต่อสู้เพื่อสิทธิการศึกษา แม้ว่าเธอจะไม่ได้เป็นผู้นำอย่างเป็นทางการ

    บทเรียนจากชีวิตจริง: เมื่อ “ไม่เหมาะสม” กลายเป็นข้อได้เปรียบ

    หนังสือเล่มนี้ไม่ได้สอนให้เราเป็นคนไร้มารยาทหรือทำร้ายคนอื่น แต่สอนให้เราเข้าใจว่าลักษณะที่สังคมมองว่า “ไม่ดี” บางอย่างอาจเป็นจุดแข็งของเราก็ได้ ถ้าเราใช้อย่างชาญฉลาด

    จินนี่ยกตัวอย่างเรื่องราวจากชีวิตทำงานของเธอเอง เมื่อเธอยังเป็นพนักงานใหม่ใน Google เธอมักจะถูกมองว่าเป็นคนที่ “สอดรู้สอดเห็น” เพราะชอบถามคำถาม แต่ความอยากรู้นั่นแหละที่ทำให้เธอเรียนรู้เร็วและเติบโตในตำแหน่งงาน

    อีกตัวอย่างหนึ่งคือเรื่องการเป็นคน “เห็นแก่ตัว” เธอเล่าว่าในช่วงแรก เธอมักจะช่วยงานคนอื่นจนงานตัวเองเสีย จนกระทั่งหัวหน้าให้คำแนะนำว่า “Jenny คุณต้องดูแลความสำเร็จของตัวเองก่อน แล้วค่อยช่วยคนอื่น” การ “เห็นแก่ตัว” ในทางที่ดีคือการให้ความสำคัญกับเป้าหมายของตัวเองเพียงพอที่จะสามารถช่วยคนอื่นได้

    จากเด็กปัญหาสู่ผู้บริหาร

    จินนี่เล่าเรื่องวัยเด็กของเธอว่า เธอเป็นเด็กที่ “ไม่เชื่อฟัง” ชอบทำลายกฎ และมักจะถูกครูบ่น แต่แทนที่พ่อแม่จะบังคับให้เธอเปลี่ยน พวกเขากลับให้กำลังใจเธอที่จะ “เป็นตัวเอง”

    เมื่อเธอโตขึ้น ลักษณะที่ดู “ไม่เหมาะสม” เหล่านั้นกลับกลายเป็นจุดแข็ง:

    • ความ “แปลก” ทำให้เธอคิดนอกกรอบ
    • ความ “สอดรู้สอดเห็น” ทำให้เธอเรียนรู้เร็ว
    • ความ “ไร้ความอาย” ทำให้เธอกล้าแสดงความสามารถ
    • ความ “หลงใหล” ทำให้เธอทำงานได้ดีเยี่ยม

    ผลลัพธ์คือเธอเติบโตจากพนักงานเข้าใหม่เป็นผู้บริหารระดับสูงใน Google ภายใน 18 ปี และสร้างโปรแกรมพัฒนาอาชีพที่มีคนเข้าร่วมหลายหมื่นคน

    วิธีปฏิบัติ: เริ่มต้น “กล้าแบบป่าเถื่อน” ได้อย่างไร?

    จินนี่ให้คำแนะนำว่าการเริ่มต้นไม่จำเป็นต้องใหญ่โต เราสามารถเริ่มจากสิ่งเล็กๆ ได้:

    1. หาลักษณะ “ไม่เหมาะสม” ของตัวเอง

    • คุณเป็นคนแปลกในด้านใด?
    • อะไรที่คนอื่นบ่นว่าคุณทำ “มากไป”?
    • ลักษณะใดของคุณที่คนอื่นมองว่า “ไม่ดี” แต่จริงๆ อาจเป็นจุดแข็ง?

    2. ทดลองใช้ในสถานการณ์เล็กๆ

    • ถ้าคุณเป็นคน “สอดรู้สอดเห็น” ลองถามคำถามในที่ประชุมครั้งหน้า
    • ถ้าคุณเป็นคน “เห็นแก่ตัว” ลองบอก “ไม่” กับงานที่ไม่สำคัญ
    • ถ้าคุณเป็นคน “ไร้ความอาย” ลองโพสต์ผลงานใน LinkedIn

    3. เรียนรู้จากผลลัพธ์

    • สังเกตว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อคุณแสดงลักษณะเหล่านั้นออกมา
    • ปรับปรุงวิธีการให้เหมาะสมกับสถานการณ์
    • ค่อยๆ เพิ่มระดับความ “กล้า”

    ข้อควรระวัง: ความแตกต่างระหว่าง “กล้า” กับ “ไร้มารยาท”

    จินนี่เน้นย้ำว่าการมี “Wild Courage” ไม่ได้หมายความว่าเราจะทำร้ายคนอื่นหรือไร้มารยาท สิ่งที่เธอสอนคือการใช้ลักษณะเหล่านั้น “อย่างชาญฉลาดและมีความเห็นอกเห็นใจ”

    ตัวอย่าง:

    • การเป็นคน “จัดการคน” แบบดีคือการหาทางที่ทุกคนได้ประโยชน์ ไม่ใช่การหลอกลวง
    • การเป็นคน “โหดร้าย” แบบดีคือการตั้งขอบเขตที่ชัดเจน ไม่ใช่การใจร้าย
    • การเป็นคน “ชอบสั่งคน” แบบดีคือการนำพาเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ไม่ใช่การบังคับ

    บทสรุป: ความกล้าที่จะเป็นตัวเอง

    หนังสือ “Wild Courage” ของจินนี่ วูด สอนเราบทเรียนสำคัญ: ในโลกที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน การทำตัว “ดี” และ “เหมาะสม” ตามมาตรฐานของคนอื่นอาจไม่เพียงพอแล้ว เราต้องการความกล้าที่จะเป็นตัวเอง แม้ว่าจะดูแปลกหรือไม่เหมาะสมในสายตาคนอื่น

    สิ่งที่จินนี่ต้องการให้เราเข้าใจคือ ลักษณะที่เราคิดว่าเป็น “ข้อเสีย” อาจกลับเป็น “จุดแข็ง” ที่ทำให้เราโดดเด่นและประสบความสำเร็จได้ สำคัญที่เราต้องเรียนรู้ที่จะใช้มันในทางที่ถูกต้อง

    เธอจบหนังสือด้วยข้อความที่ว่า: “คุณรู้ว่าคุณอยากไปที่ไหน คุณรู้ว่าคุณมีศักยภาพ สิ่งที่คุณต้องการคือความกล้าที่จะลงมือทำ ความกล้าแบบสุดๆ”

    ดังนั้น ถ้าคุณเป็นคนที่รู้สึกว่าตัวเอง “ไม่เหมาะสม” หรือ “แปลก” เกินไป อาจถึงเวลาแล้วที่จะมองสิ่งเหล่านั้นในแง่ใหม่ เพราะบางทีนั่นอาจเป็นกุญแจสู่ความสำเร็จที่คุณกำลังมองหาอยู่ก็ได้

    ท้ายที่สุด “Wild Courage” ไม่ใช่แค่ชื่อหนังสือ แต่เป็นวิถีชีวิต – ความกล้าที่จะเป็นตัวเอง ความกล้าที่จะไล่ตามความฝัน และความกล้าที่จะยืนหยัดในสิ่งที่เราเชื่อ แม้ว่าคนอื่นจะมองว่าเราไม่เหมาะสม

    ขั้นตอนการนำไปปฏิบัติ

    หลังจากอ่านหนังสือแล้ว จินนี่แนะนำให้ผู้อ่านทำแบบฝึกหัดง่ายๆ เหล่านี้:

    สัปดาห์ที่ 1: ค้นหาตัวตน

    • เขียนรายการลักษณะที่คนอื่นเคยบอกว่าคุณ “มากไป” หรือ “ไม่เหมาะสม”
    • เลือก 3 อันดับแรกที่คุณคิดว่าอาจเป็นจุดแข็งได้
    • ถามตัวเองว่า: ลักษณะเหล่านี้ช่วยให้คุณประสบความสำเร็จในอดีตได้อย่างไรบ้าง?

    สัปดาห์ที่ 2-3: ทดลองใช้

    • เลือกลักษณะหนึ่งจาก 9 ลักษณะที่คุณรู้สึกว่าเกี่ยวข้องกับตัวคุณมากที่สุด
    • ตั้งเป้าหมายเล็กๆ ที่จะใช้ลักษณะนั้นในสถานการณ์ที่เหมาะสม
    • บันทึกผลลัพธ์และความรู้สึกหลังจากลองทำ

    สัปดาห์ที่ 4: ปรับปรุงและต่อยอด

    • ประเมินผลว่าอะไรได้ผล อะไรไม่ได้ผล
    • ปรับวิธีการให้เหมาะสมกับบุคลิกและสถานการณ์ของคุณ
    • วางแผนที่จะใช้ลักษณะอื่นๆ ในเดือนถัดไป

    ตัวอย่างการประยุกต์ใช้ในชีวิตคนไทย

    จินนี่อาจเป็นคนอเมริกัน แต่หลักการของเธอสามารถนำมาปรับใช้ในบริบทไทยได้ ลองดูตัวอย่างเหล่านี้:

    ในสำนักงานไทย:

    • แทนที่จะเงียบในที่ประชุมเพราะ “กรุณา” ลองแสดงความเป็นคน “สอดรู้สอดเห็น” ด้วยการถามคำถามที่สร้างสรรค์
    • แทนที่จะรับงานทุกอย่างเพราะไม่อยากทำให้คนอื่นลำบาก ลองเป็นคน “เห็นแก่ตัว” ด้วยการบริหารเวลาให้เหมาะสม

    ในการสร้างเครือข่าย:

    • แทนที่จะรอให้คนอื่นมาหา ลองเป็นคน “ไร้ความอาย” ด้วยการแนะนำตัวเองในงาน networking
    • แทนที่จะนั่งเฉยๆ ลองเป็นคน “ชอบสั่งคน” ด้วยการเสนอตัวเป็นผู้จัดงานหรือกิจกรรม

    ในการเจรจาต่อรอง:

    • แทนที่จะยอมรับข้อเสนอแรกเสมอ ลองเป็นคน “โหดร้าย” ด้วยการตั้งขอบเขตที่ชัดเจน
    • แทนที่จะกลัวความขัดแย้ง ลองเป็นคน “จัดการคน” ด้วยการหาจุดร่วมที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์

    คำถามที่พบบ่อยๆ

    Q: การทำตัวแบบนี้จะไม่ทำให้คนอื่นรำคาญเหรอ? A: จินนี่อธิบายว่า สิ่งสำคัญอยู่ที่ “วิธี” และ “เจตนา” ถ้าเราทำด้วยความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจคนอื่น คนอื่นจะเห็นความจริงใจของเรา การแสดงความสามารถไม่เท่ากับการอวด การมีความมั่นใจไม่เท่ากับการเย่อหยิ่ง

    Q: แล้วถ้าเราทำแล้วล้มเหลวล่ะ? A: จินนี่เชื่อว่าความล้มเหลวเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ เธอเล่าว่าตัวเองเคยมีโปรเจ็กต์ที่ล้มเหลวหลายครั้ง แต่แต่ละครั้งทำให้เธอเรียนรู้และปรับปรุงตัวเอง สิ่งที่แย่ที่สุดไม่ใช่การล้มเหลว แต่เป็นการไม่ลองเลย

    Q: ลักษณะเหล่านี้จะใช้ได้กับทุกสถานการณ์เหรอ? A: ไม่ใช่ จินนี่เน้นว่าเราต้องรู้จักเวลาและสถานที่ที่เหมาะสม เช่น ความเป็นคน “โหดร้าย” อาจเหมาะในการเจรจาธุรกิจ แต่ไม่เหมาะในการปลอบใจเพื่อน การมี “wild courage” คือการรู้จักใช้เครื่องมือที่เหมาะสมกับสถานการณ์

    เรื่องราวแรงบันดาลใจ: ตัวอย่างจากคนไทย

    แม้ว่าจินนี่จะเป็นคนอเมริกัน แต่เราก็มีตัวอย่างคนไทยที่ใช้หลักการ “Wild Courage” ประสบความสำเร็จ:

    ตัวอย่างที่ 1: นักธุรกิจที่กล้าแปลก ลองคิดถึง บิล ไฮเนเก้น (Bill Heinecke) นักธุรกิจชาวอเมริกัน-ไทยที่สร้างธุรกิจในไทย เขาเป็นคนที่ “แปลก” ในการทำธุรกิจ ไม่ทำตามแบบแผนเดิม และมักจะมีไอเดียที่คนอื่นคิดว่า “บ้า” แต่สุดท้ายประสบความสำเร็จ

    ตัวอย่างที่ 2: ศิลปินที่กล้าเป็นตัวเอง นักร้องหรือศิลปินไทยหลายคนที่ประสบความสำเร็จมักจะเป็นคนที่กล้า “แปลก” และ “ไม่เหมาะสม” ในสายตาคนอื่น แต่ความแปลกนั่นแหละที่ทำให้พวกเขาโดดเด่น

    ตัวอย่างที่ 3: นักการตลาดที่กล้าสอดรู้สอดเห็น มีนักการตลาดไทยหลายคนที่ประสบความสำเร็จเพราะความ “สอดรู้สอดเห็น” พวกเขาชอบถามคำถาม ชอบเรียนรู้เรื่องของลูกค้า และใช้ความอยากรู้นั้นสร้างแคมเปญที่ฮิต

    บทสรุปสุดท้าย: จงกล้าเป็นตัวเอง

    เมื่อปิดหน้าสุดท้ายของหนังสือ “Wild Courage” เราจะได้เรียนรู้ว่า ความสำเร็จที่แท้จริงไม่ได้มาจากการทำตัวเป็นคนอื่น หรือการทำตามสิ่งที่คนอื่นคาดหวัง แต่มาจากความกล้าที่จะเป็นตัวเอง

    จินนี่ วูด ไม่ได้สอนให้เราเป็นคนเอาแต่ใจหรือไร้มารยาท เธอสอนให้เราเข้าใจว่า ลักษณะที่เราคิดว่าเป็น “ข้อเสีย” อาจกลับเป็น “จุดแข็ง” ที่ทำให้เราโดดเด่นได้ ถ้าเราเรียนรู้ที่จะใช้มันอย่างถูกต้อง

    การมี “Wild Courage” ไม่ใช่การทำตัวบ้าบิ่น แต่เป็นการมีความกล้าหาญที่จะ:

    • เป็นตัวเองอย่างแท้จริง
    • ไล่ตามสิ่งที่เราต้องการจริงๆ
    • ยืนหยัดในสิ่งที่เราเชื่อ
    • เรียนรู้จากความผิดพลาด
    • ไม่หยุดแค่ความฝัน แต่ลงมือทำให้เป็นจริง

    สำหรับใครที่กำลังรู้สึกว่าตัวเอง “ไม่เหมาะสม” หรือ “แปลก” เกินไป หนังสือเล่มนี้จะเป็นเสมือนกระจกที่ส่องให้เห็นว่า สิ่งที่เราคิดว่าเป็นข้อเสียอาจกลับเป็นข้อได้เปรียบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเราก็ได้

    ดังที่จินนี่เขียนไว้ในบทสุดท้าย: “คุณรู้ว่าคุณอยากไปที่ไหน คุณรู้ว่าคุณมีศักยภาพในตัว สิ่งที่คุณต้องการคือเครื่องมือที่จะพาคุณไปถึงที่นั่น และเครื่องมือที่สำคัญที่สุดคือความกล้าหาญ – ความกล้าหาญแบบสุดๆ”

    เพราะฉะนั้น วันนี้เป็นวันที่ดีที่จะเริ่มต้น จงเริ่มจากสิ่งเล็กๆ จงกล้าเป็นตัวเอง และจงกล้าไล่ตามสิ่งที่คุณต้องการ เพราะโลกกำลังรอคอยตัวตนที่แท้จริงของคุณอยู่


    หนังสือ “Wild Courage: Go After What You Want and Get It” โดย Jenny Wood ขึ้นอันดับ 1 ใน New York Times Bestseller และมีจำหน่ายทั้งเป็นหนังสือและ audiobook

    #hrรีพอร์ต

  • ลองนึกภาพดูสิ วันหนึ่งคุณตื่นขึ้นมาแล้วรู้สึกว่าชีวิตเหมือนติดอยู่ในกรงล้อหนูที่หมุนไปเรื่อยๆ คุณทำงานหนัก ไล่ตามเป้าหมายที่วางไว้ แต่ลึกๆ แล้วกลับรู้สึกว่าบางอย่างผิดพลาด เหมือนกับที่เกิดขึ้นกับ Anne-Laure Le Cunff นักประสาทวิทยาศาสตร์หนุ่มสาวชาวฝรั่งเศส ที่เคยมีชีวิตที่หลายคนอิจฉา

    เมื่อความสำเร็จกลายเป็นกับดัก

    Anne-Laure เคยทำงานที่ Google บริษัทในฝันของคนเทคโนโลยี เงินเดือนดี ได้เดินทางต่างประเทศ งานท้าทาย และมีโอกาสก้าวหน้าไม่รู้จบ แต่แล้ววันหนึ่งเมื่ออายุ 27 ปี เธอกลับตัดสินใจลาออก ทำให้หัวหน้างานของเธอถามอย่างงงๆ ว่า “เธอแน่ใจนะ?”

    การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่เธอมีปัญหาสุขภาพ เลือดแข็งตัวในแขนที่อาจไหลไปปอด และเมื่อกลับบ้านไปหาครอบครัวในช่วงคริสต์มาส เธอก็ตระหนักว่าตัวเองหลงทางไปจากชีวิตที่แท้จริง ถึงแม้จะได้รับการฝึกฝนให้ปีนบันไดองค์กรอย่างมีระบบ มีตัวชี้วัดความสำเร็จที่ชัดเจน แต่เธอกลับรู้สึกหมดไฟ เบื่อหน่าย และไล่ตามเป้าหมายที่คนอื่นกำหนดให้อย่างงมงาย

    เรื่องราวของ Anne-Laure กลายเป็นแรงบันดาลใจให้เธอเขียนหนังสือ “Tiny Experiments: How to Live Freely in a Goal-Obsessed World” ซึ่งเสนอแนวทางใหม่ในการใช้ชีวิตที่ไม่ติดกับดักของเป้าหมายแบบเส้นตรง

    ปัญหาของโลกที่หมกมุ่นกับเป้าหมาย

    เราถูกสอนมาตั้งแต่เด็กให้มีชีวิตแบบเส้นตรง: เรียนจบ 4 ปี ทำงาน 10 ปี กู้บ้าน 30 ปี ออกแบบแผนชีวิตให้รอบคอบ แล้วทำตามแผนนั้นอย่างเคร่งครัด

    แต่ Anne-Laure ชี้ให้เห็นว่าการมีเป้าหมายแบบเส้นตรงนี้มีปัญหาใหญ่หลายประการ:

    ปัญหาแรก: มันทำให้เกิดความกลัว เมื่อเราต้องไล่ตามเป้าหมายที่ตายตัว เราจะกลัวว่าถ้าทำผิดพลาดหรือไม่ได้ตามที่วางแผนไว้จะเป็นอย่างไร ความกลัวนี้ทำให้เราไม่กล้าลองสิ่งใหม่ๆ หรือเสี่ยงออกนอกเส้นทาง

    ปัญหาที่สอง: มันส่งเสริมการทำงานแบบพิษ เราคิดว่าถ้าทำงานหนักพอ เร็วพอ เยอะพอ เราจะไปถึงเป้าหมายได้เร็วขึ้น แต่จริงๆ แล้วมันกลับทำให้เราหมดไฟและสูญเสียความสุขในการทำงาน

    ปัญหาที่สาม: มันนำไปสู่การแข่งขันและความโดดเดียว เมื่อทุกคนไล่ตามเป้าหมายเดียวกัน เราจะมองคนอื่นเป็นคู่แข่ง ไม่ใช่เพื่อนร่วมทาง ทำให้เราโดดเดียวและขาดการสนับสนุนจากคนรอบข้าง

    แนวคิดใหม่: ชีวิตเป็นสนามทดลอง

    แทนที่จะมองชีวิตเป็นบันไดที่ต้องปีนขึ้นไป Anne-Laure เสนอให้เรามองชีวิตเป็น “สนามเด็กเล่นสำหรับการทดลอง” ที่เราสามารถสำรวจ เรียนรู้ และค้นพบสิ่งใหม่ๆ ได้อย่างอิสระ

    หัวใจของแนวคิดนี้คือ “การทดลองเล็กๆ” (Tiny Experiments) ที่มี 4 คุณสมบัติสำคัญ:

    1. มีจุดประสงค์ชัดเจน: คุณรู้ว่าทำไมถึงอยากลองสิ่งนั้น 2. ลงมือทำได้จริง: ไม่ใหญ่โตจนเป็นไปไม่ได้ 3. ทำได้ต่อเนื่อง: สามารถทำซ้ำๆ ได้เป็นประจำ 4. วัดผลได้: สามารถบอกได้ว่าทำแล้วหรือยัง

    ตัวอย่างการทดลองเล็กๆ

    ลองดูตัวอย่างการทดลองเล็กๆ ที่คนจริงได้ลองทำแล้วได้ผลดี:

    การทดลองของนักเขียน: มีคนหนึ่งตัดสินใจทดลอง “เขียนบล็อกวันละ 200 คำ เป็นเวลา 30 วัน” เป้าหมายไม่ใช่การเป็นนักเขียนชื่อดัง แต่เพียงแค่อยากรู้ว่าถ้าเขียนเป็นประจำจะเกิดอะไรขึ้น ผลปรากฏว่าหลังจาก 30 วัน เขาไม่เพียงแต่เขียนได้คล่องขึ้น แต่ยังค้นพบว่าตัวเองมีความคิดที่น่าสนใจมากมายที่ไม่เคยรู้มาก่อน

    การทดลองของคนขี้อาย: ผู้หญิงคนหนึ่งที่ขี้อายมากตัดสินใจทดลอง “ทักทายคนแปลกหน้า 1 คนต่อวัน เป็นเวลา 2 สัปดาห์” ตอนแรกเธอตื่นตะลึงและใจสั่น แต่ค่อยๆ รู้สึกสบายใจขึ้น และในที่สุดก็ค้นพบว่าคนส่วนใหญ่เป็นมิตรกว่าที่คิด ชีวิตของเธอเปิดกว้างขึ้นมาก

    การทดลองของคนที่เครียดกับงาน: ชายหนุ่มคนหนึ่งลองทดลอง “ปิดโทรศัพท์หลัง 6 โมงเย็น เป็นเวลา 1 สัปดาห์” ตอนแรกเขารู้สึกกังวลว่าจะพลาดงานสำคัญ แต่พอลองแล้วกลับพบว่าไม่มีอะไรเร่งด่วนขนาดนั้น และเขามีเวลากับครอบครัวมากขึ้น ทำให้ความสุขในชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

    เครื่องมือ “สัญญา” (Pact)

    Anne-Laure เรียกการตกลงกับตัวเองในการทดลองเหล่านี้ว่า “สัญญา” (Pact) ซึ่งเป็นเหมือนโปรโตคอลขนาดเล็กสำหรับการทดลองส่วนตัว

    การทำสัญญากับตัวเองมีข้อดีตรงที่เมื่อคุณตัดสินใจแล้วว่าจะลองทำอะไร คุณไม่ต้องกังวลว่ามันจะได้ผลหรือไม่ งานของคุณแค่ลงมือทำและเก็บข้อมูล เหมือนนักวิทยาศาสตร์ที่ทำการทดลอง ไม่ว่าผลจะออกมาแบบไหน ก็ล้วนเป็นข้อมูลที่มีค่าทั้งสิ้น

    กรอบการทำงาน 4 ขั้นตอน

    หนังสือเสนอกรอบการทำงาน 4 ขั้นตอนที่จำง่าย:

    1. Pact (สัญญา): ผูกมัดกับความอยากรู้อยากเห็น แทนที่จะตั้งเป้าหมายใหญ่โต ให้เริ่มต้นด้วยการสร้างการทดลองเล็กๆ ที่ทำได้จริง เช่น “อ่านหนังสือ 10 หน้าทุกวันก่อนนอน” แทนที่จะบอกว่า “ปีนี้จะอ่านหนังสือ 50 เล่ม”

    2. Act (ลงมือทำ): ฝึกการทำงานอย่างมีสติ ทำงานอย่างยั่งยืน ไม่เร่งรีบ ให้เวลากับการพักผ่อน และเรียนรู้ที่จะฟังตัวเองว่าต้องการอะไร

    3. React (ตอบสนอง): ร่วมมือกับความไม่แน่นอน แทนที่จะกลัวเมื่อสิ่งต่างๆ ไม่เป็นไปตามแผน ให้มองมันเป็นข้อมูลที่ช่วยให้เราปรับทิศทางได้ดีขึ้น

    4. Impact (ผลกระทบ): เติบโตไปกับโลก สร้างความฝันที่ใหญ่ขึ้นผ่านการเชื่อมต่อกับคนอื่น และแบ่งปันสิ่งที่เรียนรู้ให้โลกได้รับประโยชน์

    การเปลี่ยนมุมมอง 3 แบบ

    เพื่อให้ใช้ชีวิตแบบทดลองได้สำเร็จ เราต้องเปลี่ยนมุมมอง 3 อย่างสำคัญ:

    เปลี่ยนจากความวิตกกังวล → ความอยากรู้อยากเห็น แทนที่จะหนีหรือกลัวเมื่อเจอสิ่งไม่แน่นอน ให้มองมันเป็นโอกาสในการเรียนรู้สิ่งใหม่ เหมือนเด็กที่เจอของเล่นชิ้นใหม่

    เปลี่ยนจากบันไดแบบตรง → รอบของการทดลอง แทนที่จะปีนบันไดขั้นแล้วขั้นเล่า ให้ดูชีวิตเป็นวงกลมที่เราทดลอง เรียนรู้ ปรับปรุง แล้ววนกลับมาทดลองใหม่อีกครั้ง

    เปลี่ยนจากมุ่งผลลัพธ์ → มุ่งกระบวนการ แทนที่จะจ้องแต่เป้าหมายปลายทาง ให้เพลิดเพลินกับการเดินทาง เรียนรู้จากทุกย่างก้าว และปรับปรุงวิธีการเดินของเราไปเรื่อยๆ

    เครื่องมือ Plus-Minus-Next

    หนึ่งในเครื่องมือที่ผู้อ่านชื่นชอบที่สุดคือ “Plus-Minus-Next” สำหรับการทบทวนตัวเองแบบรายสัปดาห์:

    Plus: อะไรที่ทำได้ดีในสัปดาห์นี้? อะไรที่ให้พลังงานบวก? Minus: อะไรที่ไม่ค่อยไปได้สวย? อะไรที่ดูดพลังงาน? Next: จากสิ่งที่เรียนรู้ สัปดาห์หน้าจะลองทำอะไรดีกว่าเดิม?

    วิธีนี้ง่ายแต่ทรงพลัง เพราะมันช่วยให้เราเรียนรู้จากประสบการณ์จริง ไม่ใช่แค่คิดในหัวหรือตำหนิตัวเอง

    เรื่องราวของ Amelia Earhart ที่เราไม่เคยรู้

    หนังสือยกตัวอย่างเรื่อง Amelia Earhart นักบินหญิงชื่อดังที่เป็นคนแรกที่บินข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกคนเดียว แต่ประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ไม่ได้เล่าว่าเธอเดินทางมาด้วยการทดลองมากมาย ไม่ใช่แผนแบบเส้นตรง

    ก่อนที่จะกลายเป็นนักบินระดับโลก Amelia เคยลองงานหลากหลาย ตั้งแต่พยาบาล ช่างภาพ ครูสอนเด็ก และแม้กระทั่งขับรถบรรทุก เธอไม่ได้มีแผนชัดเจนตั้งแต่ต้นว่าจะเป็นนักบิน แต่เธอทดลองไปเรื่อยๆ ตามความสนใจและโอกาสที่เข้ามา

    เมื่อเธอได้ลองนั่งเครื่องบินครั้งแรก เธอรู้ทันทีว่านี่คือสิ่งที่เธอรัก แต่แม้แต่การบินก็เริ่มจากการทดลองเล็กๆ บินระยะสั้น เรียนรู้ไปทีละก้าว จนในที่สุดมั่นใจพอที่จะบินข้ามมหาสมุทร

    เรื่องของ Amelia แสดงให้เห็นว่าแม้คนที่เราคิดว่า “ประสบความสำเร็จ” ก็ไม่ได้เดินทางมาแบบเส้นตรง แต่ด้วยการทดลองและความอยากรู้อยากเห็น

    ทำไมสมองเราถึงกลัวความไม่แน่นอน?

    Anne-Laure อธิบายด้วยความรู้ทางประสาทวิทยาว่า สมองของเราถูกออกแบบมาให้ติดป้ายว่า “ดี” หรือ “แย่” กับสถานการณ์ต่างๆ อย่างรวดเร็ว เพื่อความอยู่รอด แต่เมื่อเราไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น สมองจะเครียดมากกว่าเมื่อเรารู้ว่าจะเจ็บปวดแน่นอน

    นี่คือเหตุผลที่ทำไมเราถึงหนีหรือหลีกเลี่ยงความไม่แน่นอน แต่ปัญหาคือถ้าเราหลีกเลี่ยงความไม่แน่นอนตลอดเวลา เราจะพลาดโอกาสในการเรียนรู้และเติบโต

    การทดลองเล็กๆ ช่วยให้เราค่อยๆ ชินกับความไม่แน่นอน โดยเริ่มจากสิ่งที่ไม่เสี่ยงมากนัก ทำให้เราสามารถขยายเขตความสบายใจไปทีละเล็กละน้อย

    บทเรียนจากนักวิทยาศาสตร์

    สิ่งหนึ่งที่ Anne-Laure เน้นย้ำเสมอคือ “นักวิทยาศาสตร์ไม่รู้สึกล้มเหลวเมื่อได้ผลลัพธ์ที่ไม่คาดคิด แต่เขาจะเรียนรู้จากมันและใช้ออกแบบการทดลองครั้งต่อไป”

    ในชีวิตจริง เราควรมองตัวเองเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่กำลังศึกษาชีวิตของตัวเอง ไม่ว่าผลการทดลองจะออกมาแบบไหน มันก็เป็นข้อมูลที่มีค่า ไม่มีการทดลองที่ “ล้มเหลว” มีแต่การทดลองที่ “ให้ข้อมูล”

    การทดลองในยุคดิจิทัล

    ในยุคที่เราใช้ชีวิตออนไลน์มากขึ้น การทดลองเล็กๆ ยิ่งทำได้ง่าย ตัวอย่างเช่น:

    • ลองโพสต์เนื้อหาแบบใหม่ในโซเชียลมีเดีย
    • ลองเรียนสกิลใหม่ผ่านคอร์สออนไลน์ 15 นาทีต่อวัน
    • ลองติดต่อคนที่ทำงานในสายที่เราสนใจ
    • ลองขายของออนไลน์เล็กๆ เพื่อดูว่าชอบการค้าขายหรือไม่

    สิ่งสำคัญคือต้องเริ่มเล็ก วัดผลได้ และไม่กดดันตัวเองให้ประสบความสำเร็จทันที

    ข้อแตกต่างระหว่างเป้าหมายกับการทดลอง

    หลายคนอาจสงสัยว่าแล้วเราไม่ต้องมีเป้าหมายเลยหรือ? Anne-Laure ตอบว่าไม่ใช่ แต่เราควรเปลี่ยนวิธีคิดเกี่ยวกับเป้าหมาย

    เป้าหมายแบบเดิม: “ฉันจะได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้จัดการภายใน 2 ปี” การทดลองแบบใหม่: “ฉันจะลองทำงานโปรเจกต์ที่ท้าทายเดือนละ 1 โปรเจกต์ เพื่อดูว่าฉันพร้อมรับผิดชอบมากขึ้นหรือยัง”

    เห็นไหมว่าแนวทางที่สองยืดหยุ่นกว่า ไม่กดดัน และเรียนรู้ไปพร้อมกับการทำ

    การสร้าง “วงกลมความอยากรู้”

    Anne-Laure เสนอแนวคิดเรื่อง “วงกลมความอยากรู้” (Curiosity Circle) การรวมตัวกับคนที่มีความอยากรู้อยากเห็นเหมือนเรา เพื่อแบ่งปันการทดลองและเรียนรู้ร่วมกัน

    อาจเป็นกลุมเพื่อนที่นัดเจอกันเดือนละครั้งเพื่อเล่าการทดลองที่แต่ละคนลองทำ หรือกลุ่มออนไลน์ที่คอยให้กำลังใจและแบ่งปันประสบการณ์

    การมีคนร่วมทางทำให้การทดลองสนุกกว่า และเราก็ได้เรียนรู้จากประสบการณ์ของคนอื่นด้วย

    ข้อสำคัญสุดท้าย: ความอดทนกับตัวเอง

    สิ่งสำคัญที่สุดที่ Anne-Laure เตือนคือ การทดลองเล็กๆ ไม่ใช่อีกหนึ่งรูปแบบของการกดดันตัวเอง ถ้าการทดลองไหนไม่ได้ผลหรือเราไม่อยากทำต่อ ก็หยุดได้

    เธอเล่าตัวอย่างตัวเองที่เคยทดลองทำ YouTube เป็นประจำ ตอนแรกมีคนดูเยอะ มีคอมเม้นต์ดี แต่ต่อมาเธอรู้สึกไม่มีแรงบันดาลใจแล้ว เธอก็หยุด โดยไม่รู้สึกผิดหรือล้มเหลว

    “เมื่อคุณตัดสินใจหยุด ไม่ได้หมายความว่าหยุดตลอดไป แค่หมายความว่าตอนนี้มันไม่เหมาะกับคุณ” เธออธิบาย

    เปลี่ยนชีวิตได้ตั้งแต่วันนี้

    การทดลองเล็กๆ ไม่ใช่ทฤษฎีสูงส่งที่ทำได้แค่คนพิเศษ มันเป็นสิ่งที่ทุกคนทำได้ ตั้งแต่วันนี้ เริ่มจากสิ่งเล็กๆ ที่คุณอยากลองมานาน

    อาจเป็นการ:

    • ลองทานอาหารประเทศใหม่สัปดาห์ละครั้ง
    • ลองไปทำงานทางใหม่
    • ลองคุยกับคนที่ไม่เคยคุยด้วย
    • ลองเขียนไดอารี่ 5 นาทีก่อนนอน
    • ลองออกกำลังกายแบบใหม่

    สิ่งสำคัญคือเริ่มต้น เก็บข้อมูล และเรียนรู้ไปพร้อมกัน

    ชีวิตไม่ใช่บันไดที่ต้องปีนแบบเส้นตรง แต่เป็นสนามเด็กเล่นที่เต็มไปด้วยความเป็นไปได้ การทดลองเล็กๆ คือกุญแจที่เปิดประตูสู่ชีวิตที่อิสระ สร้างสรรค์ และเต็มไปด้วยความหมาย

    ดังที่ Anne-Laure เขียนไว้ “เราไม่จำเป็นต้องรู้ทุกคำตอบก่อนเริ่มต้น เราแค่ต้องอยากรู้อยากเห็นและพร้อมที่จะเรียนรู้”

    ดังนั้น วันนี้ คุณจะลองทดลองอะไรดี?

    เคล็ดลับการเริ่มต้นการทดลองเล็กๆ

    หากคุณพร้อมแล้วที่จะเริ่มต้นการทดลองเล็กๆ ในชีวิต นี่คือเคล็ดลับที่จะช่วยให้คุณเริ่มต้นได้ง่ายขึ้น:

    เริ่มเล็กที่สุดเท่าที่จะเล็กได้ หลายคนมักจะตื้นตันใจเมื่อเริ่มต้น และตั้งการทดลองที่ใหญ่เกินไป เช่น “จะออกกำลังกายทุกวัน 1 ชั่วโมง” แทนที่จะเป็น “จะเดินขึ้นลงบันได 2 ชั้นแทนลิฟต์”

    การเริ่มเล็กๆ ทำให้เราไม่รู้สึกท้อ และมีโอกาสประสบความสำเร็จมากกว่า เมื่อความมั่นใจเพิ่มขึ้น เราค่อยขยายการทดลองให้ใหญ่ขึ้นได้

    ให้ระยะเวลาที่เหมาะสม การทดลองส่วนใหญ่ควรมีระยะเวลาระหว่าง 1-4 สัปดาห์ ไม่สั้นเกินไปจนไม่เห็นผล แต่ก็ไม่ยาวเกินไปจนรู้สึกหนักใจ

    หากเป็นการทดลองที่ง่ายมาก อาจลองแค่ 7 วัน แต่ถ้าเป็นสิ่งที่ซับซ้อนหน่อย อาจต้อง 3-4 สัปดาห์ เพื่อให้เห็นรูปแบบที่ชัดเจน

    บันทึกผลไว้ ไม่ต้องซับซ้อน แค่จดสั้นๆ ในโทรศัพท์หรือสมุดเล็กๆ ว่าวันนี้ทำหรือไม่ทำ รู้สึกอย่างไร เรียนรู้อะไรบ้าง

    การบันทึกช่วยให้เราเห็นรูปแบบและความก้าวหน้า ซึ่งเป็นแรงจูงใจให้ทำต่อไป

    #hrรีพอร์ต

    ตัวอย่างการทดลองตามสาขาชีวิต

    สาขาสุขภาพ:

    • ดื่มน้ำแก้วแรกของวันก่อนกาแฟ 1 สัปดาห์
    • เดินหลังอาหารเย็น 10 นาทีเป็นเวลา 2 สัปดาห์
    • นอนเร็วกว่าเดิม 30 นาทีเป็นเวลา 10 วัน

    สาขาการเรียนรู้:

    • ดูวิดีโอ TED Talk 1 คลิปก่อนเริ่มงานทุกวัน
    • อ่านข่าวภาษาอังกฤษ 5 นาทีระหว่างพักเที่ยง
    • หัดเขียนหนังสือด้วยมือซ้าย 5 นาทีก่อนนอน

    สาขาความสัมพันธ์:

    • โทรหาเพื่อนเก่า 1 คนต่อสัปดาห์
    • ชมเชยคนอื่น 1 คนต่อวันด้วยความจริงใจ
    • ถามคำถามลึกๆ กับคนในครอบครัววันละ 1 คำถาม

    สาขาการงาน:

    • เสนอไอเดียใหม่ในที่ประชุมอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง
    • เรียนรู้ทักษะใหม่ 15 นาทีหลังเลิกงาน
    • จัดโต๊ะทำงานให้เรียบร้อยก่อนกลับบ้านทุกวัน

    เมื่อการทดลองไม่เป็นไปตามแผน

    บางครั้งการทดลองของเราอาจไม่เป็นไปตามที่คิดไว้ และนั่นไม่เป็นไร แท้จริงแล้วมันคือส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้

    กรณีที่ 1: ลืมทำหรือข้ามไป ไม่ต้องรู้สึกผิด แค่กลับมาทำต่อในวันถัดไป การทดลองเล็กๆ ไม่ใช่การแข่งขันที่ต้องได้คะแนนเต็ม

    กรณีที่ 2: รู้สึกว่าไม่เหมาะกับเรา ให้โอกาสตัวเองอย่างน้อย 3-5 วันก่อนตัดสินใจ เพราะบางครั้งเราต้องชินก่อน แต่ถ้าหลังจากนั้นยังรู้สึกไม่ดี ก็หยุดได้

    กรณีที่ 3: ได้ผลตรงกันข้ามกับที่คิด นี่เป็นข้อมูลที่มีค่ามาก! บางทีสิ่งที่เราคิดว่าจะชอบ กลับไม่ชอบ และสิ่งที่คิดว่าจะไม่ได้ผล กลับได้ผลดี

    ชุมชนและการแบ่งปัน

    Anne-Laure เน้นย้ำเรื่อง “การเรียนรู้ในที่สาธารณะ” (Learning in Public) การแบ่งปันการทดลองของเราให้คนอื่นฟัง ไม่เพียงแต่จะสร้างแรงบันดาลใจให้คนอื่น แต่ยังช่วยให้เราได้รับข้อเสนอแนะและกำลังใจ

    คุณอาจแบ่งปันผ่าน:

    • โซเชียลมีเดียส่วนตัว
    • บล็อกหรือเว็บไซต์
    • การสนทนากับเพื่อนฝูง
    • กลุ่มคนที่มีความสนใจคล้ายกัน

    การแบ่งปันไม่ต้องเป็นเรื่องใหญ่โต แค่เล่าว่าวันนี้ทำอะไร เรียนรู้อะไร รู้สึกอย่างไร

    สิ่งที่ได้จากการใช้ชีวิตแบบทดลอง

    หลังจากอ่านและทำความเข้าใจหนังสือ “Tiny Experiments” แล้ว เราจะได้อะไรบ้าง?

    ความมั่นใจในการตัดสินใจ เมื่อเราเคยชินกับการทดลองเล็กๆ เราจะกล้าตัดสินใจมากขึ้น เพราะรู้ว่าถ้าไม่ได้ผลก็ปรับได้

    ความยืดหยุ่น เราจะไม่ติดกับดักของแผนเดียว แต่สามารถปรับทิศทางได้ตามสถานการณ์

    ความสุขในกระบวนการ แทนที่จะจ้องแต่เป้าหมาย เราจะเรียนรู้ที่จะเพลิดเพลินกับการเดินทาง

    ความรู้จักตัวเองดีขึ้น การทดลองทำให้เราค้นพบว่าเราชอบอะไร ถนัดอะไร และอยากเป็นอะไร

    ความสัมพันธ์ที่ดีขึ้น เมื่อเราไม่เครียดกับเป้าหมายของตัวเอง เราจะมีเวลาและพลังงานให้คนรอบข้างมากขึ้น

    สิ่งที่โลกต้องการจากเรา

    Anne-Laure เชื่อว่าโลกต้องการคนที่กล้าทดลอง กล้าคิดนอกกรอบ และกล้าแบ่งปันสิ่งที่เรียนรู้ มากกว่าคนที่ทำตามแผนเดิมๆ อย่างงมงาย

    ในยุคที่เปลี่ยนแปลงเร็ว ความสามารถในการปรับตัวและเรียนรู้สิ่งใหม่จึงสำคัญกว่าการมีแผนที่แน่นอน

    การทดลองเล็กๆ ไม่เพียงแต่เปลี่ยนชีวิตเรา แต่ยังช่วยให้เราสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ที่โลกต้องการ

    บทสรุป: ชีวิตคือการทดลองยาวนาน

    “Tiny Experiments” ไม่ใช่แค่หนังสือเกี่ยวกับการจัดการเวลาหรือเพิ่มผลผลิต แต่เป็นหนังสือเกี่ยวกับการใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย

    มันเตือนเราว่าชีวิตไม่ใช่ปัญหาที่ต้องแก้ แต่เป็นความลึกลับที่ต้องสำรวจ เราไม่ต้องรู้ทุกคำตอบก่อนเริ่มต้น แค่ต้องพร้อมที่จะเรียนรู้

    การทดลองเล็กๆ ทำให้เราก้าวออกจากกรงล้อหนู และเข้าสู่สนามเด็กเล่นแห่งความเป็นไปได้ ที่ซึ่งทุกวันเป็นโอกาสใหม่ในการค้นพบตัวเอง

    ดังที่ Anne-Laure กล่าวไว้ในตอนท้ายหนังสือ “ชีวิตที่ดีที่สุดไม่ได้วัดจากจำนวนเป้าหมายที่บรรลุ แต่วัดจากจำนวนครั้งที่เรากล้าอยากรู้อยากเห็น กล้าทดลอง และกล้าเติบโต”

    วันนี้ คุณพร้อมที่จะเริ่มการทดลองเล็กๆ แรกของคุณแล้วหรือยัง?

  • เคยสงสัยมั้ยครับว่าทำไมเพื่อนในออฟฟิศคนหนึ่งถึงเรียนรู้งานใหม่ได้เร็วมาก ในขณะที่เราทำอะไรมาหลายปีแล้วก็ยังไม่ค่อยดีขึ้น? หรือเคยเห็นคนที่เล่นกีตาร์ได้แค่ 6 เดือน แต่เก่งกว่าเราที่เล่นมา 3 ปีมั้ย?

    คำตอบอยู่ในหนังสือ “Get Better at Anything: 12 Maxims for Mastery” ของ Scott Young นักเขียนที่เขียนหนังสือขายดี “Ultralearning” เขาใช้เวลา 4 ปีเต็มในการวิจัย อ่านหนังสือหลายร้อยเล่ม รวบรวมงานวิจัยหลายร้อยฉบับ และสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญมากมาย เพื่อหาคำตอบของคำถามง่ายๆ ข้อหนึ่ง: ทำยังไงถึงจะเก่งอะไรก็ได้?

    เรื่องราวของ Tetris และบทเรียน 20 ปี

    ลองนึกภาพดูครับ เกม Tetris ออกมาตั้งแต่ปี 1984 ดูเหมือนเกมง่ายๆ แค่เรียงบล็อกให้เต็มแถว แต่รู้มั้ยว่าใช้เวลา 20 ปีเต็ม ผู้เล่นถึงจะเริ่มเล่นได้เก่งจริงๆ ทำไมถึงนานขนาดนั้น?

    คำตอบคือ ในยุคแรกๆ ผู้เล่นไม่มีโอกาสได้เห็นว่าผู้เล่นที่เก่งจริงๆ เขาเล่นกันยังไง พอมีอินเทอร์เน็ตและคลิป YouTube ผู้เล่นถึงได้เห็นเทคนิคขั้นสูง เช่น การหมุนบล็อกแบบที่ไม่เคยคิดว่าทำได้ การวางแผนล่วงหน้าหลายขั้น หรือการใช้นิ้วแบบที่เร็วและแม่นยำกว่า

    นี่คือตัวอย่างแรกของหลักการสำคัญที่ Scott ค้นพบ: การเรียนรู้ส่วนใหญ่มาจากการดูและเลียนแบบคนอื่น

    สูตรเวทมนตร์แห่งการเรียนรู้: 3 องค์ประกอบหลัก

    หลังจากวิจัยแบบเข้มข้น Scott พบว่าการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพต้องมี 3 องค์ประกอบครบ:

    1. See (การมองเห็น) – เรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญ

    ย้อนไปยุค Renaissance ในอิตาลี ศิลปินเอกอย่าง Leonardo da Vinci หรือ Michelangelo ไม่ได้เกิดมาเก่งเองนะครับ พวกเขาต้องเป็นลูกศิษย์ (apprentice) ใต้ปีกของอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญก่อน

    การฝึกงานในยุคนั้นมีระบบชัดเจน ลูกศิษย์ต้องเริ่มจากงานพื้นฐาน เช่น การผสมสี การเตรียมผ้าใบ แล้วค่อยๆ ดูและเลียนแบบเทคนิคของอาจารย์ เขาได้เห็นทุกขั้นตอน ทุกรายละเอียด และที่สำคัญ – ได้เห็นความคิดและกระบวนการทำงานของอาจารย์

    วันนี้เราโชคดีกว่าครับ มี YouTube, TikTok, Instagram ที่เราสามารถดูผู้เชี่ยวชาญทำงานได้ตลอดเวลา อยากเรียนทำอาหาร ก็ดูเชฟมิชลินสตาร์สอน อยากเล่นกีตาร์ ก็ดูมือกีตาร์ระดับโลกเล่น อยากเขียนโค้ด ก็ดูโปรแกรมเมอร์ senior coding live

    แต่ระวังนะครับ ข้อมูลเยอะเกินไปก็อาจจะเป็นปัญหา เพราะจะกลายเป็นการ “บริโภคเนื้อหา” มากกว่า “การเรียนรู้” เหมือนดูคลิปทำอาหารเป็นร้อยคลิป แต่ไม่เคยลงมือทำจริงสักครั้ง

    2. Do (การทำ) – ฝึกฝนอย่างถูกวิธี

    แค่ดูอย่างเดียวไม่พอ ต้องลงมือทำ แต่ไม่ใช่ทำแบบไหนก็ได้ สมองเราน่ะครับ มันชอบประหยัดพลังงาน เลยมักจะหาทางที่ง่ายที่สุดในการทำงาน

    ยกตัวอย่าง คนขับรถมา 10 ปี ไม่ได้หมายความว่าจะขับเก่ง เพราะหลังจากช่วงแรกที่เรียนรู้แล้ว เราจะเข้าสู่โหมด “autopilot” ทำตามนิสัย ไม่ได้พยายามปรับปรุงอะไรเลย เลยไม่มีการพัฒนา

    เคล็ดลับการฝึกที่ได้ผล

    1. ปรับระดับความยากให้พอดี

    เหมือนเล่นเกม RPG ครับ ถ้าไปฟาด monster ที่ level สูงเกินไป เราจะตาย แต่ถ้าไปฟาด monster ที่ต่ำเกินไป เราก็ไม่ได้ exp ต้องหา monster ที่ยากพอที่จะท้าทาย แต่ไม่ยากจนทำไม่ได้

    ในการเรียนภาษาอังกฤษ ถ้าเราอ่าน Harry Potter ได้แล้ว การอ่านหนังสือเด็กจะไม่ช่วยให้เราพัฒนา แต่ถ้ากระโดดไปอ่าน Shakespeare เลย ก็จะไม่เข้าใจ ควรหาหนังสือที่ยากกว่าเดิมนิดหน่อย ที่เราต้องเดาความหมายคำศัพท์ใหม่บ้าง แต่ยังพอเข้าใจเรื่องราวได้

    2. ฝึกแบบหลากหลาย (Variable Practice)

    ลองมาดูนักดนตรีแจ๊สครับ พวกเขาไม่ได้ฝึกเพลงหนึ่งซ้ำไปซ้ำมา แต่จะฝึกเล่นเพลงเดียวกันในคีย์ต่างๆ จังหวะต่างๆ อารมณ์ต่างๆ ทำให้สมองต้องปรับตัวและเรียนรู้หลักการพื้นฐานจริงๆ

    ถ้าเราฝึกยิงบาสเก็ตบอล ไม่ควรยืนจุดเดียวยิงซ้ำไปซ้ำมา แต่ควรลองยิงจากมุมต่างๆ ระยะต่างๆ สถานการณ์ต่างๆ (มีคนมากด ไม่มีคนมากด) เพื่อให้สมองเรียนรู้การปรับตัว

    3. ผลิตผลงานให้เยอะ

    Thomas Edison สามารถสร้างสิ่งประดิษฐ์ได้ 1,093 ชิ้น ไม่ใช่เพราะเขาฉลาดกว่าคนอื่น แต่เพราะเขา ลองเยอะกว่าคนอื่น เขามีระบบในการทำงาน มีกระบวนการที่ช่วยให้ผลิตไอเดียและทดลองได้เร็ว

    ส่วนนักเขียนนวนิยายที่ดีก็เหมือนกัน Stephen King เขียนทุกวัน ไม่รอแรงบันดาลใจ เขาตั้งเป้าหมายเขียนวันละ 2,000 คำ และทำแบบนี้มาตลอด 40 ปี ผลงานถึงออกมาเยอะและดีอย่างต่อเนื่อง

    3. Feedback (การรับฟีดแบ็ก) – ปรับปรุงจากความผิดพลาด

    องค์ประกอบสุดท้ายคือการได้รับฟีดแบ็กที่ตรงไปตรงมา และรวดเร็ว

    เรื่องราวของนักบินและบทเรียนจากหายนะ

    ปี 1977 เกิดอุบัติเหตุการบินที่แย่ที่สุดในประวัติศาสตร์ที่เกาะ Tenerife เครื่องบินสองลำชนกันบนรันเวย์ คนตาย 583 คน สาเหตุหลักมาจากการสื่อสารที่ไม่ชัดเจนและการตัดสินใจผิดพลาดของนักบิน

    หลังจากเหตุการณ์นี้ วงการการบินได้เปลี่ยนระบบการฝึกนักบินใหม่ทั้งหมด เพิ่มการฝึกใน flight simulator ที่สมจริง สร้างสถานการณ์วิกฤตต่างๆ ให้นักบินได้ฝึกรับมือ และที่สำคัญ – ให้นักบินได้รับฟีดแบ็กทันทีว่าการตัดสินใจของเขาส่งผลยังไง

    วันนี้การบินจึงปลอดภัยขึ้นมาก เพราะนักบินได้ฝึกฝนในสภาพแวดล้อมที่ให้ฟีดแบ็กทันที ไม่ต้องรอให้เกิดเหตุการณ์จริงถึงจะรู้ว่าทำผิด

    ทำไมนักโป๊กเกอร์ทำนายอนาคตได้แม่นกว่าจิตแพทย์?

    ฟังดูแปลกใช่มั้ยครับ? แต่เป็นความจริง ในการวิจัยเปรียบเทียบการทำนายพฤติกรรมคน พบว่านักโป๊กเกอร์มืออาชีพทำนายได้แม่นยำกว่าจิตแพทย์ในหลายๆ เรื่อง

    เหตุผลคือ นักโป๊กเกอร์ได้รับฟีดแบ็กทันทีและชัดเจน ถ้าอ่านคนผิด เขาจะเสียเงินทันที ถ้าอ่านถูก เขาจะได้เงินทันที ระบบ reward และ punishment ชัดเจนมาก

    ส่วนจิตแพทย์ ฟีดแบ็กมักจะมาช้าและไม่ชัดเจน ถ้าวินิจฉัยผิด อาจจะใช้เวลานานกว่าจะรู้ว่าผิด และบางครั้งก็ไม่รู้เลยว่าผิดหรือถูก

    12 หลักการแห่งความเป็นเซียน

    จากการวิจัย Scott สรุปออกมาเป็น 12 หลักการที่จำง่าย แต่ละข้อมีเรื่องราวและตัวอย่างน่าสนใจ มาดูกันว่ามีอะไรบ้าง:

    หลักการที่เด่นๆ เช่น:

    การแก้ปัญหาแบบเขาวงกต: แทนที่จะลุ่มลึกกับปัญหายาก ให้แยกออกเป็นขั้นตอนเล็กๆ เหมือนการเดินเขาวงกต ไปทีละก้าว ทดลองผิดลอง หาทางออก

    การเอาชนะความกลัวด้วยการเผชิญหน้า: ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ตอนที่เยอรมันทิ้งระเบิดลอนดอน คนลอนดอนกลัวมากในช่วงแรก แต่เมื่อเวลาผ่านไป พวกเขากลัวน้อยลง เพราะได้เผชิญหน้ากับสิ่งที่กลัวซ้ำๆ จนชิน

    การเลิกเรียนแบบเก่า: บางครั้งการจะเก่งขึ้น เราต้องลืมสิ่งที่คิดว่ารู้เก่าออกไปก่อน เหมือนช่างซ่อมคอมพิวเตอร์ที่คิดว่าเก่งแล้ว แต่พอเทคโนโลยีใหม่มา กลับกลายเป็นอุปสรรค ต้องเรียนรู้ใหม่ตั้งแต่ต้น

    กรณีศึกษา

    จากเทนนิสสมัครเล่นสู่ความเป็นมืออาชีพ

    มีคนหนึ่งเล่นเทนนิสมา 15 ปี ฝีมือก็ธรรมดา วันหนึ่งเขาไปดู YouTube ช่องของโค้ชเทนนิสชื่อดัง ที่อธิบายท่าตีและกลยุทธ์อย่างละเอียด เขาไม่ได้แค่ดู แต่ลงไปฝึกตามคลิป อัดวิดีโอตัวเองเล่น เทียบกับคลิป แล้วค่อยๆ ปรับปรุง

    แค่ 6 เดือน ฝีมือเขาดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เพราะเขาใช้หลักการ See-Do-Feedback อย่างเป็นระบบ

    นักพ่อครัวสู่เชฟระดับโลก

    Grant Achatz เชฟมิชลินสตาร์ 3 ดวง เริ่มต้นจากการเป็นลูกจ้างล้างจานในร้านอาหาร แต่เขาไม่ได้แค่ล้างจาน เขาเฝ้าดูเชฟทำงาน ดูทุกท่าทาง ทุกเทคนิค ทุกการตัดสินใจ

    หลังเลิกงาน เขาไปซื้อวัตถุดิบมาฝึกทำตามที่เห็น ผิดพลาดก็ลองใหม่ ซ้ำไปซ้ำมา จนกว่าจะได้ เขาใช้เวลาหลายปีในการ “ลอกเลียนแบบ” ก่อนที่จะเริ่มสร้างสไตล์ของตัวเอง

    วันนี้ร้านอาหารของเขาถือเป็นหนึ่งในร้านที่ดีที่สุดในโลก

    ข้อผิดพลาด

    1. เรียนแต่ไม่ทำ

    หลายคนดูคลิปสอนกีตาร์เป็นร้อยคลิป แต่ไม่ยอมหยิบกีตาร์ขึ้นมาบรรเลง รู้ทฤษฎีเต็มหัว แต่พอใช้จริงไม่ได้

    2. ทำซ้ำแบบเดิมไม่เปลี่ยน

    เหมือนคนออกกำลังกายที่วิ่งเส้นทางเดิม ความเร็วเดิม เวลาเดิม ทุกวัน ร่างกายชินแล้ว ไม่มีการพัฒนา

    3. ไม่ยอมรับฟีดแบ็ก

    บางคนมักจะหาข้อแก้ตัว หรือโทษปัจจัยภายนอก แทนที่จะมองหาสิ่งที่ปรับปรุงได้

    4. เร่งรีบเกินไป

    อยากเห็นผลเร็ว กระโดดข้ามขั้นตอนพื้นฐาน เหมือนคนอยากเล่นเพลงยาก แต่ยังตีคอร์ดง่ายๆ ไม่ได้

    ปรับใช้ในชีวิตประจำวัน

    สำหรับการทำงาน

    • หาเมนเตอร์หรือคนที่เก่งกว่ามาให้คำแนะนำ
    • ขอฟีดแบ็กจากเพื่อนร่วมงานหรือหัวหน้าอย่างสม่ำเสมอ
    • ตั้งเป้าหมายเล็กๆ ที่วัดผลได้ชัดเจน
    • ลองงานใหม่ๆ ที่ท้าทาย แต่ไม่ยากเกินไป

    สำหรับงานอดิเรก

    • ดู YouTube ช่องคนที่เก่งๆ อย่างตั้งใจ สังเกตรายละเอียด
    • ตั้งเวลาฝึกประจำ ไม่รอแรงบันดาลใจ
    • อัดวิดีโอตัวเอง แล้วมาดูว่าต่างจากคนเก่งตรงไหน
    • หากลุ่มคนที่มีความสนใจเดียวกัน แลกเปลี่ยนประสบการณ์

    สำหรับการเรียน

    • สอนคนอื่น เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการรู้ว่าเราเข้าใจจริงหรือเปล่า
    • ทำโจทย์หลากหลาย ไม่ติดแบบเดียว
    • สร้างกลุ่มเรียน ให้ฟีดแบ็กกัน

    สรุป

    การเก่งอะไรก็ได้ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ต้องทำถูกวิธี ดู ทำ และรับฟีดแบ็ก ให้เป็นระบบ ไม่ใช่แค่ทำซ้ำๆ แบบไม่คิด

    สิ่งสำคัญคือ ต้องใจเย็น เพิ่มความยากแต่ละนิด อย่าเร่งรีบ และที่สำคัญที่สุด – อย่ากลัวที่จะผิดพลาด เพราะความผิดพลาดคือครูที่ดีที่สุด

    จำไว้นะครับ Thomas Edison ล้มเหลว 1,000 ครั้งก่อนที่จะประดิษฐ์หลอดไฟได้สำเร็จ แต่เขาไม่เคยมองว่าตัวเองล้มเหลว เขามองว่าเขาได้เรียนรู้ 1,000 วิธีที่ไม่ได้ผล

    การเรียนรู้เป็นการเดินทาง ไม่ใช่จุดหมาย เมื่อเราเข้าใจหลักการแล้ว ทุกอย่างจะกลายเป็นโอกาสในการพัฒนาตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการทำอาหาร การเล่นดนตรี การเขียนโปรแกรม หรือแม้แต่การเป็นคนดีขึ้น

    ชีวิตนี้เต็มไปด้วยสิ่งใหม่ๆ ที่รอให้เราเรียนรู้ เพียงแค่เราใช้วิธีที่ถูกต้อง ความเป็นเซียนก็ไม่ได้ไกลเกินเอื้อม

    เริ่มต้นได้ตั้งแต่วันนี้เลยครับ หาสิ่งที่อยากเก่ง ดูคนที่เก่งกว่าทำยังไง ลงมือทำตาม และขอฟีดแบ็กจากคนรอบข้าง เท่านี้ คุณก็เริ่มเดินบนเส้นทางสู่ความเป็นเซียนแล้ว!

    #hrรีพอร์ต

  • จากหนังสือ “Optimal Outcomes”

    เมื่อเช้าวันจันทร์ คุณเปิดอีเมลแล้วเจอข้อความโกรธๆ จากเพื่อนร่วมงาน เรื่องเดิมๆ ที่ทะเลาะกันมาเป็นเดือนแล้ว กลับบ้านก็เจอแม่บ่นเรื่องเดิมๆ ที่คุยกันไม่รู้เรื่อง หรือแม้แต่กับคู่ครองที่มีปัญหาเรื่องเงินที่ไม่มีทางจบ

    เสียงคุ้นเคยไหมครับ? นี่คือสิ่งที่ ดร.เจนนิเฟอร์ โกลด์แมน-เวทซ์เลอร์ เรียกว่า “วงจรความขัดแย้ง” (Conflict Loop) ในหนังสือ “Optimal Outcomes” ที่จะมาบอกเราว่า ทำไมเราถึงติดอยู่ในปัญหาเดิมๆ และที่สำคัญคือ เราจะหลุดออกมาได้อย่างไร

    คนติดกับดัก

    ลองนึกภาพ คุณนายสมชาย ผู้จัดการฝ่ายขาย เขาเก่งมาก ขายได้เยอะ แต่มีปัญหาใหญ่กับเจ้านายเรื่องค่าคอมมิชชั่น เขาคิดว่าเจ้านายโกง เจ้านายคิดว่าเขาโลภ ทั้งคู่คุยกันทุกครั้งจบด้วยการโกรธกัน

    หรือคุณป้าสมหญิง ที่ทะเลาะกับลูกสาววัยรุ่นเรื่องการเรียน ยิ่งบังคับ ลูกยิ่งดื้อ ยิ่งด้า ลูกยิ่งห่าง จนกลายเป็นวงจรที่ไม่มีวันจบ

    เหตุการณ์เหล่านี้ฟังดูปกติมาก แต่ที่น่าสนใจคือ ไม่ว่าจะใช้วิธีไหน นั่งคุยกัน หาจุดกึ่งกลาง หรือแม้แต่หาคนมาไกล่เกลี่ย ปัญหาก็ยังคงอยู่ ทำไมถึงเป็นแบบนี้?

    4 กับดัก

    ดร.เจนนิเฟอร์ค้นพบว่า เรามักจะติดอยู่ในวงจรความขัดแย้งเพราะเรามี “นิสัยในการจัดการความขัดแย้ง” 4 แบบที่ทำร้ายตัวเราเอง:

    1. โทษคนอื่น (Blame Others)

    นี่คือนิสัยที่พบเห็นได้ทั่วไป เมื่อมีปัญหา เราชอบชี้นิ้วโทษคนอื่นก่อน

    ตัวอย่าง: คุณนายสมชายบอกว่า “เจ้านายโลภ ไม่ยุติธรรม ขี้เหนียว” ในขณะที่เจ้านายก็คิดว่า “พนักงานคนนี้โลภ เอาแต่ใจ ไม่เข้าใจบริษัท”

    ปัญหาของการโทษคนอื่นคือ มันทำให้เราไม่ได้มองตัวเอง และมันยิ่งทำให้อีกฝ่ายโมโห เกิดการตอบโต้ จนกลายเป็นวงจรไม่รู้จบ

    2. หุบปาก (Shut Down)

    บางคนเลือกที่จะหลบหนี หุบปาก ไม่พูด คิดว่าถ้าไม่สนใจ ปัญหาจะหายไปเอง

    ตัวอย่าง: คุณป้าสมหญิงเริ่มเบื่อที่จะคุยกับลูกสาว เลยเลือกที่จะเงียบ ไม่ถาม ไม่สนใจ หวังว่าลูกจะเรียนดีขึ้นเอง แต่แทนที่จะดีขึ้น ลูกกลับรู้สึกว่าแม่ไม่แคร์ ยิ่งกบฏมากขึ้น

    การหุบปากดูเหมือนจะสงบ แต่จริงๆ แล้วมันเป็นเหมือนระเบิดเวลา ปัญหาไม่ได้หายไป แต่สะสมจนระเบิดใหญ่

    3. ตำหนิตัวเอง (Shame Yourself)

    นิสัยนี้คือการโทษตัวเอง คิดว่าทุกอย่างผิดเพราะเรา ทำให้เราไม่กล้าแสดงความคิดเห็น

    ตัวอย่าง: คุณนายสมศักดิ์ในทีมผู้บริหาร เขาคิดว่าตัวเองไม่เก่งพอ ไม่กล้าโต้แย้งเพื่อนร่วมงานที่ทำผิด เลยนิ่งเฉย แล้วกลับไปโทษตัวเองว่าทำไมไม่กล้าพูด ยิ่งทำให้ปัญหาใหญ่ขึ้น

    การตำหนิตัวเองทำให้เราไม่ได้แก้ปัญหาที่แท้จริง แต่กลับไปวุ่นวายกับความรู้สึกผิดแทน

    4. การร่วมมืออย่างไม่ย่อท้อ (Relentlessly Collaborate)

    นี่คือนิสัยที่ดูดี แต่จริงๆ แล้วก็เป็นกับดักเหมือนกัน คือการพยายามหาทางออกร่วมกันจนเหนื่อยล้า แต่ไม่เคยได้ผลจริงๆ

    ตัวอย่าง: คุณสมหวังและภรรยาทะเลาะกันเรื่องเงิน พวกเขานั่งคุยกันทุกวันสุดสัปดาห์ วิเคราะห์ปัญหา หาทางออก แต่สุดท้ายก็กลับไปทะเลาะแบบเดิม เพราะไม่ได้จัดการกับสาเหตุลึกๆ ของปัญหา

    การร่วมมือแบบนี้ดูเหมือนจะสร้างสรรค์ แต่ถ้าทำมากเกินไป กลับทำให้เหนื่อยหน่ายและผิดหวัง

    แล้วจะหลุดออกจากวงจรนี้ได้อย่างไร?

    ดร.เจนนิเฟอร์เสนอแนวคิดใหม่ที่เรียกว่า “Optimal Outcomes Method” ซึ่งไม่ใช่การหาทางออกร่วมกันแบบเดิมๆ แต่เป็นการหา “ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด” สำหรับตัวเราเอง

    สิ่งที่น่าสนใจคือ เราไม่ต้องรอให้คนอื่นเปลี่ยน เราสามารถเปลี่ยนสถานการณ์ได้ด้วยตัวเอง

    8 ขั้นตอนสู่ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

    ขั้นตอนที่ 1: สังเกตรูปแบบความขัดแย้ง

    ก่อนอื่น เราต้องรู้ก่อนว่าเราติดวงจรแบบไหน เราใช้นิสัยแบบไหนบ้าง เป็นคนชอบโทษคนอื่น หรือชอบหุบปาก หรือตำหนิตัวเอง?

    แบบฝึกหัด: ครั้งหน้าที่มีความขัดแย้ง ให้หยุดสักครู่แล้วถามตัวเองว่า “ตอนนี้ฉันกำลังทำอะไรอยู่? ฉันกำลังโทษใคร? หรือฉันกำลังหนีปัญหา?”

    ขั้นตอนที่ 2: ค้นหาค่านิยมที่ซ่อนอยู่

    สิ่งที่เราโกรธหรือผิดหวัง มักจะซ่อนสิ่งที่เราห่วงใยจริงๆ ไว้

    ตัวอย่าง: คุณนายสมชายที่โกรธเรื่องค่าคอมมิชชั่น อาจจะไม่ได้โกรธเรื่องเงินอย่างเดียว แต่โกรธเรื่องการไม่ได้รับการยอมรับ การไม่รู้สึกมีคุณค่า หรือการไม่มีอิสระในการทำงาน

    เมื่อเราเข้าใจสิ่งที่เราห่วงใยจริงๆ เราจะหาทางออกได้ง่ายขึ้น

    ขั้นตอนที่ 3: มองภาพใหญ่

    ความขัดแย้งไม่ได้เกิดขึ้นในสุญญากาศ มันเกิดขึ้นท่ามกลางบริบทใหญ่ๆ ที่เราต้องเข้าใจ

    ตัวอย่าง: ปัญหาของคุณป้าสมหญิงกับลูกสาว อาจจะไม่ได้เป็นเรื่องการเรียนอย่างเดียว แต่อาจจะเป็นเรื่องการเปลี่ยนแปลงของวัยรุ่น ความกดดันจากสังคม หรือแม้แต่ปัญหาครอบครัวอื่นๆ

    การมองภาพใหญ่จะช่วยให้เราไม่ไปโฟกัสแค่ปัญหาผิวเผิน

    ขั้นตอนที่ 4: ใช้อารมณ์ให้เป็นประโยชน์

    อารมณ์ไม่ใช่ศতรู แต่เป็นข้อมูลที่สำคัญ ความโกรธ ความผิดหวัง ความเศร้า ล้วนแต่บอกเราว่าอะไรสำคัญสำหรับเรา

    แทนที่จะคิดว่า: “ฉันโกรธ ฉันต้องหยุดโกรธ”
    ให้คิดว่า: “ฉันโกรธเพราะอะไร? ความโกรธนี้บอกฉันว่าอะไรสำคัญสำหรับฉัน?”

    ขั้นตอนที่ 5: จินตนาการอนาคตในอุดมคติ

    ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามที่เราต้องการ มันจะเป็นอย่างไร? ลองฝันใหญ่ๆ โดยไม่ต้องคิดว่าเป็นไปได้หรือไม่

    ตัวอย่าง: คุณนายสมชายอาจจะฝันว่า เขาได้รับค่าคอมมิชชั่นที่เป็นธรรม ได้รับการยอมรับ มีอิสระในการทำงาน และมีความสัมพันธ์ที่ดีกับเจ้านาย

    การจินตนาการแบบนี้จะช่วยให้เราเห็นสิ่งที่เราต้องการจริงๆ

    ขั้นตอนที่ 6: พิจารณาทางเลือกอื่น

    นอกจากการทำให้อนาคตในอุดมคติเป็นจริงแล้ว เรายังมีทางเลือกอื่นอีก 2 ทาง:

    • ปล่อยให้สถานการณ์คงเดิม – ไม่ทำอะไรเลย ยอมรับความขัดแย้งแบบนี้ไปเรื่อยๆ
    • ถอนตัว – ลาออก หย่าร้าง หรือตัดสัมพันธ์

    ตัวอย่าง: คุณนายสมชายมีทางเลือก 3 ทาง

    1. พยายามต่อรองเพื่อให้ได้อนาคตในอุดมคติ
    2. ยอมรับสถานการณ์ปัจจุบันและทำงานต่อไป
    3. ลาออกไปหางานใหม่

    ขั้นตอนที่ 7: หาผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

    ตอนนี้เราต้องพิจารณาแต่ละทางเลือกให้รอบคอบ เปรียบเทียบต้นทุนและผลประโยชน์ ทางไหนที่เป็นไปได้จริง และให้ผลดีที่สุดสำหรับเรา

    คำถามสำคัญ:

    • ทางเลือกไหนเป็นไปได้จริง?
    • ทางเลือกไหนมีต้นทุนต่ำที่สุด?
    • ทางเลือกไหนให้ผลประโยชน์สูงที่สุด?
    • ทางเลือกไหนสอดคล้องกับค่านิยมของเราที่สุด?

    ตัวอย่าง: หลังจากวิเคราะห์แล้ว คุณนายสมชายอาจจะพบว่า การลาออกมีต้นทุนสูงเกินไป (ต้องหางานใหม่ ไม่มีรายได้ชั่วคราว) การปล่อยให้เป็นแบบเดิมก็ทำให้เขาไม่มีความสุข

    ดังนั้น ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดอาจจะเป็นการหาวิธีต่อรองแบบใหม่ เช่น การขอให้มีการประเมินผลงานที่ชัดเจน หรือการขอย้ายไปทำงานในแผนกอื่น

    ขั้นตอนที่ 8: กล้าลงมือ

    นี่คือขั้นตอนที่ยากที่สุด เพราะมันต้องใช้ความกล้าหาญ เราต้องทำสิ่งที่ไม่เคยทำ เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่เคยชิน

    สิ่งสำคัญ: เราไม่ต้องรอให้ความกลัวหายไป แต่เราต้องทำท่ามกลางความกลัว

    ตัวอย่าง: คุณป้าสมหญิงอาจจะตัดสินใจหยุดการบ่น และเริ่มถามลูกสาวว่า “แม่อยากเข้าใจว่าลูกรู้สึกอย่างไร มีอะไรที่แม่ช่วยได้บ้าง?” แทนที่จะพูดว่า “ทำไมไม่เรียน เดี๋ยวสอบตก แล้วจะทำงานอะไรกิน”

    เรื่องราวความสำเร็จ

    ลองมาดูตัวอย่างการประยุกต์ใช้จริง:

    กรณีของคุณสมพร (ชื่อสมมุติ) ผู้จัดการโครงการที่มีปัญหากับเพื่อนร่วมงานที่ชอบผลักภาระให้คนอื่น

    เดิม: คุณสมพรโกรธ บ่น โทษเพื่อนร่วมงาน แต่สถานการณ์ไม่ดีขึ้น

    ใหม่: หลังจากใช้ 8 ขั้นตอน คุณสมพรค้นพบว่า สิ่งที่เธอห่วงใยจริงๆ คือความยุติธรรมและการทำงานเป็นทีม เธอตัดสินใจหยุดบ่น และเริ่มจัดระบบการทำงานใหม่ที่ทุกคนต้องรับผิดชอบงานของตัวเองอย่างชัดเจน

    ผลลัพธ์: แม้เพื่อนร่วมงานคนนั้นจะไม่เปลี่ยน แต่คุณสมพรรู้สึกเป็นอิสระขึ้น เพราะเธอไม่ต้องเสียเวลาโกรธ และระบบงานใหม่ทำให้ทีมทำงานได้ดีขึ้น

    สิ่งที่ควรจำ

    1. ไม่ต้องรอให้คนอื่นเปลี่ยน – เราสามารถเปลี่ยนสถานการณ์ได้ด้วยการเปลี่ยนตัวเองก่อน

    2. ความขัดแย้งไม่ใช่เรื่องแย่ – มันเป็นโอกาสให้เราเรียนรู้ตัวเองและหาทางออกใหม่

    3. ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดไม่ใช่การประนีประนอม – บางครั้งมันอาจจะเป็นทางออกที่ไม่เคยคิดมาก่อน

    4. ความกล้าสำคัญกว่าความมั่นใจ – เราไม่ต้องรู้สึกมั่นใจ 100% เราแค่ต้องกล้าลองใหม่

    5. การเปลี่ยนแปลงติดต่อ – เมื่อเราเปลี่ยน คนรอบข้างก็จะเปลี่ยนตาม

    เริ่มต้นใหม่

    การอ่านหนังสือ “Optimal Outcomes” เปรียบเหมือนการได้รับแผนที่ใหม่สำหรับการเดินทางผ่านความขัดแย้งในชีวิต แทนที่จะหลงทางอยู่ในป่าไผ่เดิมๆ เราได้เรียนรู้ว่ามีเส้นทางใหม่ที่จะพาเราออกจากวงจรแห่งความขัดแย้งได้

    สิ่งที่น่าตื่นเต้นที่สุดคือ เราไม่จำเป็นต้องเป็นนักจิตวิทยาหรือผู้เชี่ยวชาญด้านการเจรจาต่อรอง เราแค่ต้องเริ่มสังเกตตัวเอง เข้าใจตัวเอง และกล้าที่จะลองทำสิ่งใหม่ๆ

    วันหน้าเมื่อคุณเจอความขัดแย้งอีกครั้ง แทนที่จะรู้สึกท้อแท้หรือโกรธ ลองคิดดูว่า “นี่เป็นโอกาสให้ฉันฝึกฝน 8 ขั้นตอนนี้” มันอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตที่มีอิสระและมีความสุขมากขึ้น

    ท้ายที่สุดแล้ว การหลุดพ้นจากวงจรความขัดแย้งไม่ใช่เรื่องของการเอาชนะใคร แต่เป็นเรื่องของการเอาชนะตัวเราเอง เอาชนะความกลัว ความเคยชิน และข้อจำกัดที่เราสร้างขึ้นเอง

    และเมื่อเราทำได้แล้ว เราจะค้นพบว่า ความขัดแย้งที่เราคิดว่าไม่มีทางออก กลับกลายเป็นประตูสู่ความเป็นไปได้ใหม่ๆ ที่เราไม่เคยจินตนาการมาก่อน

    #hrรีพอร์ต

  • เช้าวันจันทร์ของซาร่าห์ เริ่มต้นด้วยการที่เธอรีบส่งลูกชายวัย 8 ขวบให้กับพี่เลี้ยง ก่อนจะขับรถไปทำงาน ระหว่างทางเธอโทรไปหา Personal Shopper ให้ช่วยซื้อของขวัญวันเกิดสามี พอถึงออฟฟิศ เธอก็ได้รับอีเมลจาก Wedding Planner ที่เธอจ้างมาจัดงานแต่งลูกสาว ตอนเย็นเธอมี Zoom Call กับ Life Coach ที่ช่วยวางแผนอนาคต และก่อนนอนเธอก็สั่งอาหารผ่าน App ส่งถึงบ้าน

    ชีวิตของซาร่าห์ดูสะดวกสบายมาก แต่ถ้าลองหยุดคิดดู เธอกำลังจ้างคนอื่นทำเกือบทุกอย่างในชีวิตแทนเธอ นี่คือสิ่งที่ Arlie Russell Hochschild นักสังคมวิทยาชื่อดังจากมหาวิทยาลัย UC Berkeley เรียกว่า “การจ้างตัวตนออกไป” หรือ “The Outsourced Self”

    การเดินทางค้นหาความจริง

    Hochschild ใช้เวลากว่า 10 ปีในการศึกษาปรากฏการณ์นี้ เธอไม่ได้แค่นั่งในห้องทำงานวิเคราะห์ตัวเลข แต่ลงไปใช้ชีวิตจริงกับผู้คน ไปสัมภาษณ์ครอบครัวที่ว่าจ้างคนช่วย ไปคุยกับคนที่ขายบริการเหล่านี้ และแม้แต่ไปสังเกตการณ์ในงานแต่งงานที่จัดโดย Professional Wedding Planner

    สิ่งที่เธอพบทำให้เธอตกใจ ในอเมริกา การจ้างคนช่วยไม่ใช่แค่เรื่องของคนรวยอีกต่อไป แม้แต่ครอบครัวชนชั้นกลางก็เริ่มจ้างคนมาช่วยทำงานที่เคยเป็น “หน้าที่ส่วนตัว” มากขึ้นเรื่อยๆ

    โลกของบริการ “ทุกอย่าง”

    ในยุคปัจจุบัน เราสามารถจ้างคนมาทำเกือบทุกอย่างได้ ตั้งแต่เรื่องง่ายๆ ไปจนถึงเรื่องที่ซับซ้อนและส่วนตัวที่สุด

    บริการพื้นฐานที่คุ้นเคย:

    • คนทำความสะอาดบ้าน
    • คนส่งอาหาร
    • คนซักรีด
    • คนขับรถ

    บริการที่เกี่ยวข้องกับครอบครัว:

    • พี่เลี้ยงเด็ก 24 ชั่วโมง
    • คนช่วยทำการบ้านให้เด็ก
    • “แม่สำรอง” ที่ไปงานโรงเรียนแทนแม่จริง
    • คนช่วยเฝ้าผู้สูงอายุในครอบครัว

    บริการที่เข้าไปในเรื่องส่วนตัว:

    • Life Coach ที่ช่วยวางแผนชีวิต
    • Dating Coach ที่สอนวิธีจีบคนรัก
    • Personal Shopper ที่ช่วยเลือกของขวัญให้คนรัก
    • คนที่จ้างมา “เป็นเพื่อน” สำหรับคนเหงา

    บริการที่แตะเรื่องจิตใจ:

    • Professional Wedding Planner ที่วางแผนงานแต่งงานแทนเจ้าบ่าวเจ้าสาว
    • คนที่จ้างมา “เฝ้าโศก” ในงานศพ
    • บริษัทที่จัดงานวันเกิดเด็กแบบครบวงจร

    เรื่องจริงที่น่าตกใจ

    Hochschild เล่าเรื่องของครอบครัวหนึ่งที่เธอไปสัมภาษณ์ คุณแม่ทำงานเป็น Executive ในบริษัทใหญ่ เธอจ้างพี่เลี้ยงชาวฟิลิปปินส์ชื่อ มาเรีย มาดูแลลูกชายวัย 6 ขวบ

    วันหนึ่ง เด็กชายล้มจักรยานเข่าถลอก พอกลับถึงบ้านเธอวิ่งไปหามาเรียแล้วร้องไห้บอกว่า “หนูเจ็บ” แทนที่จะไปหาแม่ ตอนที่คุณแม่เห็นเหตุการณ์นี้ เธอรู้สึกเหมือนมีคนแทงหัวใจ

    หรือเรื่องของคุณ เจมส์ ชายหม้ายวัย 55 ที่จ้างบริษัท “Professional Friend” มาเป็นเพื่อนคุย เพราะเขารู้สึกเหงาหลังจากที่ภรรยาเสียชีวิต คนที่เขาจ้างมาชื่อ แซนดี้ เธอมาบ้านเขาทุกสัปดาห์ คุยกันราว 2 ชั่วโมง เจมส์บอกว่าเขารู้ดีว่าแซนดี้ทำเพราะได้เงิน แต่อย่างน้อยก็มีคนรับฟัง

    ที่น่าสนใจคือเรื่องของคู่หนุ่มสาวที่กำลังจะแต่งงาน พวกเขาจ้าง Wedding Planner มาจัดงานแต่งงานให้ทุกอย่าง ตั้งแต่เลือกสถานที่ อาหาร ดนตรี ไปจนถึงการเขียนคำปฏิญาณ ในวันแต่งงาน เจ้าบ่าวเจ้าสาวแทบไม่ต้องทำอะไรเลย แค่มายืนแล้วพูดตามที่ Wedding Planner เขียนให้

    เหตุผลที่เราจ้างคนช่วย

    Hochschild พบว่ามีเหตุผลหลักๆ ที่ทำให้คนเราจ้างคนอื่นมาช่วยชีวิต:

    1. เวลาไม่พอ ในยุคที่ทุกคนต้องทำงานหนัก การแข่งขันสูง คนเราไม่มีเวลาทำทุกอย่างเอง จ้างคนช่วยจึงเป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผล

    2. ขาดทักษะ งานบางอย่างต้องการความเชี่ยวชาญ เช่น การจัดงานแต่งงาน การดูแลผู้สูงอายุ หรือการสอนเด็ก คนทั่วไปอาจไม่มีความรู้พอ

    3. ต้องการคุณภาพ Professional บางคนทำได้ดีกว่าเราเอง เช่น Chef ทำอาหารอร่อยกว่า Personal Trainer ช่วยออกกำลังกายได้ผลดีกว่า

    4. แรงกดดันทางสังคม ในสังคมบางแห่ง การจ้างคนช่วยเป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จ คนที่ไม่จ้างอาจดูเหมือน “ไม่ทันสมัย”

    5. ความสะดวกสบาย บริการต่างๆ ทำให้ชีวิตง่ายขึ้น ไม่ต้องกังวล ไม่ต้องเสียเวลาเรียนรู้

    ผลกระทบที่คิดไม่ถึง

    แม้การจ้างคนช่วยจะสะดวก แต่ Hochschild พบว่ามีผลข้างเคียงที่น่ากังวล:

    เสียทักษะชีวิต เมื่อเราจ้างคนอื่นทำทุกอย่าง เราก็เสียความสามารถในการทำเอง เด็กที่มีพี่เลี้ยงทำทุกอย่างให้อาจไม่รู้จักดูแลตัวเอง คนที่จ้าง Personal Shopper ตลอดอาจไม่รู้จักเลือกของขวัญให้คนรัก

    ความสัมพันธ์เปลี่ยนแปลง เมื่อคนอื่นเข้ามาช่วยดูแลครอบครัว บทบาทของสมาชิกในครอบครัวก็เปลี่ยนไป เด็กอาจรู้สึกใกล้ชิดกับพี่เลี้ยงมากกว่าพ่อแม่ ผู้สูงอายุอาจผูกพันกับคนช่วยมากกว่าลูกหลาน

    เกิดชนชั้นใหม่ สังคมแบ่งออกเป็นสองฝ่าย คนที่มีเงินซื้อบริการ กับคนที่ขายแรงงาน สิ่งที่เคยเป็นการช่วยเหลือกันในชุมชนกลายเป็นธุรกิจ

    ความเป็นมนุษย์ลดลง สิ่งที่เคยเป็นเรื่องของใจ ของความรัก ของความผูกพัน กลายเป็นสินค้าที่ซื้อขายได้ การดูแลเด็ก การเฝ้าคนป่วย การเป็นเพื่อน ทุกอย่างมีราคา

    เรื่องจริงในไทย

    ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในอเมริกา ในไทยเราก็เห็นเช่นกัน ครอบครัวในเมืองใหญ่เริ่มจ้างแม่บ้านประจำ พี่เลี้ยงเด็ก คนขับรถ คนส่งอาหาร มากขึ้น

    มีเรื่องเล่าของครอบครัวหนึ่งในกรุงเทพฯ คุณแม่ทำงานบริษัทข้ามชาติ จ้างป้าเลี้ยงมาดูแลลูกสาววัย 4 ขวบ วันหนึ่งเด็กเป็นไข้ พอคุณแม่กลับมาจากทำงาน ลูกสาวก็วิ่งไปกอดป้าเลี้ยงแล้วบอกว่า “ป้าเลี้ยงดูแลหนูตอนป่วย” คุณแม่รู้สึกผิดมาก เพราะตัวเองไม่ได้อยู่เคียงข้างลูกตอนที่ลูกต้องการมากที่สุด

    หรือกรณีของหนุ่มสาวในกรุงเทพฯ ที่จ้าง Event Planner มาจัดงานแต่งงาน แต่กลายเป็นว่าทุกอย่างออกแบบตาม “แพคเกจ” ไม่ได้สะท้อนตัวตนของเจ้าบ่าวเจ้าสาวเลย งานแต่งงานสวยงามแต่ไม่มี “ตัวตน”

    มุมมองของคนทำงานบริการ

    Hochschild ไม่ได้มองแค่มุมเดียว เธอไปสัมภาษณ์คนที่ทำงานในธุรกิจบริการเหล่านี้ด้วย

    พี่เลี้ยงเด็กชาวฟิลิปปินส์หลายคนบอกว่า พวกเธอรู้สึกซับซ้อน ในขณะที่ต้องดูแลเด็กของคนอื่นด้วยความรัก พวกเธอก็ต้องทิ้งลูกของตัวเองไว้บ้านเกิด

    Wedding Planner คนหนึ่งบอกว่า เธอเห็นคู่บ่าวสaวหลายคู่ที่ไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร ต้องการอะไร แค่รู้ว่าต้องการงานแต่งงานที่ “ปังป์” และ “ดูดี” เท่านั้น

    Life Coach หลายคนสารภาพว่า ลูกค้าส่วนใหญ่ไม่ได้ต้องการคำแนะนำจริงๆ แค่ต้องการคนรับฟัง เพราะไม่มีเพื่อนหรือครอบครัวที่จะคุยด้วย

    บทเรียน

    Hochschild ไม่ได้ต่อต้านการจ้างคนช่วย เธอเข้าใจดีว่าในโลกปัจจุบัน สิ่งเหล่านี้อาจจำเป็น แต่เธอต้องการให้เราคิดทบทวน

    เราควรรู้จักแยกแยะ ว่าอะไรควรจ้างคนช่วย อะไรควรทำเอง เรื่องพื้นฐานของชีวิต เช่น การดูแลลูก การใช้เวลากับครอบครัว การสร้างความทรงจำร่วมกัน เป็นสิ่งที่ไม่ควรมอบให้คนอื่น

    เราต้องระวังอย่าให้เสียตัวตน การจ้างคนช่วยทุกเรื่องอาจทำให้เราไม่รู้จักตัวเองว่าชอบอะไร เก่งเรื่องอะไร ต้องการอะไรจริงๆ

    ความสัมพันธ์ต้องมาก่อนความสะดวกสบาย การใช้เวลากับคนที่เรารัก การทำกิจกรรมร่วมกัน การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เป็นสิ่งที่สร้างความผูกพันที่แท้จริง ไม่ใช่สิ่งที่เราจ้างคนอื่นมาทำแทนได้

    ทางออกที่สมดุล

    Hochschild เสนอแนะว่า เราสามารถใช้บริการต่างๆ ได้ แต่ต้องทำอย่างชาญฉลาด:

    กำหนดเขตแดนชัดเจน ว่าเรื่องไหนจ้างคนช่วยได้ เรื่องไหนต้องทำเอง เช่น จ้างคนทำความสะอาดบ้านได้ แต่การอ่านหนังสือให้ลูกฟังควรทำเอง

    รักษาคุณภาพเวลา แม้จะจ้างคนช่วยดูแลลูก แต่ต้องแน่ใจว่าเราใช้เวลาคุณภาพกับลูกเป็นประจำ

    เรียนรู้ทักษะพื้นฐาน อย่าให้การจ้างคนช่วยทำให้เราเสียความสามารถในการดูแลตัวเองและครอบครัว

    สร้างชุมชน แทนที่จะจ้างคนเป็นเพื่อน ควรสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้าน เพื่อนร่วมงาน ชุมชนจริงๆ

    การรักษาความเป็นมนุษย์

    “The Outsourced Self” ไม่ใช่หนังสือที่มาตำหนิการใช้บริการต่างๆ แต่เป็นการเตือนใจให้เราระวังอย่าให้ความสะดวกสบายแทนที่สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต นั่นคือ ความผูกพัน ความรัก การเรียนรู้ และการเติบโตร่วมกัน

    ในโลกที่ทุกอย่างสามารถซื้อได้ สิ่งที่ซื้อไม่ได้คือ ความทรงจำที่สร้างขึ้นเอง ความภาคภูมิใจจากการทำสำเร็จด้วยมือเรา และความรักที่แท้จริงจากคนที่เราดูแลด้วยตัวเอง

    ดังที่ Hochschild เขียนไว้ “เราต้องการความช่วยเหลือ แต่เราก็ต้องการความเป็นตัวเองด้วย ความท้าทายคือการหาจุดสมดุลระหว่างสองสิ่งนี้”

    ในที่สุด คำถามสำคัญที่เราต้องถามตัวเองคือ “ในหมู่สิ่งที่เราจ้างคนอื่นทำแทน มีอะไรบ้างที่เราไม่ควรปล่อยให้คนอื่นทำ เพราะมันคือหัวใจของการเป็นเราเอง?”

    #hrรีพอร์ต

  • จาก “Enlightening Symbols” ของ Joseph Mazur

    คุณเคยคิดไหมว่า เครื่องหมาย “+” ที่เราใช้กันทุกวันนี้ มันเกิดขึ้นได้อย่างไร? หรือทำไมเราถึงเขียน “2+3=5” แทนที่จะเขียนว่า “สองบวกสามเท่ากับห้า” ล่ะ?

    เรื่องราวเหล่านี้ไม่ใช่แค่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ แต่เป็นการปฏิวัติครั้งใหญ่ที่เปลี่ยนแปลงวิธีการคิดของมนุษยชาติไปตลอดกาล Joseph Mazur ในหนังสือ “Enlightening Symbols” พาเราย้อนกลับไปดูว่าสัญลักษณ์คณิตศาสตร์ที่เราคุ้นเคยเหล่านี้ มันมีเรื่องราวอันน่าทึ่งซ่อนอยู่

    ยุคมืดของคณิตศาสตร์

    ลองนึกภาพดูสิ ถ้าวันนี้เราต้องเขียนโจทย์คณิตศาสตร์แบบนี้:

    “จำนวนหนึ่งซึ่งเมื่อยกกำลังสอง แล้วบวกกับสามเท่าของจำนวนนั้น จะได้ผลรวมเท่ากับสิบ จงหาจำนวนนั้น”

    แทนที่จะเขียนแค่ x² + 3x = 10

    ในยุคโบราณ นักคณิตศาสตร์ต้องเขียนแบบนั้นจริงๆ นะ! พวกเขาต้องใช้คำพูดทั้งหมด ไม่มีสัญลักษณ์ย่อใดๆ เลย การแก้สมการหนึ่งข้ออาจต้องเขียนเป็นหน้าๆ เพียงเพื่ออธิบายขั้นตอนที่เราทำได้ในไม่กี่บรรทัด

    นักคณิตศาสตร์ชาวกรีกโบราณอย่าง ยูคลิด เขียนหนังสือ “Elements” ซึ่งเป็นตำราเรขาคณิตที่มีชื่อเสียง แต่ในหนังสือนั้นไม่มีสูตรสั้นๆ แบบที่เรารู้จักเลย ทุกอย่างเขียนเป็นประโยคยาวเหยียด

    ตัวอย่างเช่น สิ่งที่เราเรียกว่า “ทฤษฎีบทพีทาโกรัส” และเขียนเป็น a² + b² = c² นั้น ในยุคโบราณเขียนว่า:

    “ในสามเหลี่ยมมุมฉาก กำลังสองของด้านตรงข้ามมุมฉาก จะเท่ากับผลรวมของกำลังสองของด้านประกอบมุมฉากทั้งสอง”

    จินตนาการดูสิว่า นักเรียนในยุคนั้นต้องจำประโยคยาวๆ แบบนี้ และคิดคำนวณโดยใช้ประโยคเหล่านี้ มันช้าและยุ่งยากแค่ไหน!

    กำเนิดของสัญลักษณ์

    เครื่องหมายบวกลบ (+, -) ที่เราใช้กันทุกวันนี้ มีต้นกำเนิดมาจากตลาดในเยอรมนีเมื่อ 500 ปีที่แล้ว

    ในยุคศตวรรษที่ 15 พ่อค้าชาวเยอรมันใช้เครื่องหมาย “+” เพื่อแสดงว่าสินค้าถุงนั้นมีน้ำหนักเกินจากมาตรฐาน และใช้ “-” เพื่อแสดงว่าสินค้าถุงนั้นมีน้ำหนักน้อยกว่ามาตรฐาน

    เดิมทีมันเป็นแค่เครื่องหมายทางการค้า แต่เมื่อนักคณิตศาสตร์ได้เห็น พวกเขาก็คิดว่า “เฮ้ย นี่มันใช้ได้นี่!” และนำมาใช้ในการคำนวณ

    คนแรกที่เอาเครื่องหมายเหล่านี้มาใช้ในหนังสือคณิตศาสตร์คือ โยฮันเนส วิดมันน์ (Johannes Widmann) ในปี 1489 ในหนังسือที่ชื่อ “Mercantile Arithmetic” หรือ “คณิตศาสตร์การค้า”

    เครื่องหมายเท่ากับ (=)

    ปี 1557 คุณหมอชาวเวลส์นาม โรเบิร์ต เรคอร์ด (Robert Recorde) กำลังเขียนหนังสือคณิตศาสตร์ เขาเบื่อมากที่ต้องเขียนคำว่า “เท่ากับ” (is equal to) ซ้ำไปซ้ำมาในทุกสมการ

    วันหนึ่ง เขาคิดได้ว่า “ไม่มีสิ่งใดที่เท่ากันมากไปกว่าเส้นขนานสองเส้น” เขาจึงสร้างสัญลักษณ์ “=” ขึ้นมา

    แต่เครื่องหมายเท่ากับในสมัยของเรคอร์ดนั้นยาวกว่าที่เราใช้กันตอนนี้มาก มันดูประมาณนี้ ========

    เรคอร์ดเขียนในหนังสือว่า: “เพื่อหลีกเลี่ยงการเขียนคำว่า ‘เท่ากับ’ ซ้ำไปซ้ำมา ข้าจะกำหนดให้เส้นคู่ขนานนี้ แทนคำว่าเท่ากับ เพราะไม่มีสิ่งใดเท่ากันมากไปกว่าสองเส้นขนาน”

    น่าสนใจมากที่สัญลักษณ์ง่ายๆ นี้ไม่ได้รับการยอมรับทันที ใช้เวลาเกือบ 100 ปีกว่า คนยุโรปจะยอมใช้เครื่องหมาย “=” กันอย่างแพร่หลาย เพราะนักวิชาการในสมัยนั้นชอบใช้คำภาษาลาตินแทน

    ศึกเครื่องหมายคูณ: × vs ·

    เครื่องหมายคูณเป็นอีกเรื่องราวที่น่าสนใจ เพราะมันมีผู้คิดค้นถึงสองคน และทั้งคู่ไม่ลงรอยกัน!

    วิลเลียม โอทเร็ด (William Oughตred) นักคณิตศาสตร์ชาวอังกฤษ คิดเครื่องหมาย “×” ขึ้นมาในปี 1631

    แต่ก็อตต์ฟรีด ไลบ์นิซ (Gottfried Leibniz) นักคณิตศาสตร์ชาวเยอรมันผู้ยิ่งใหญ่ ไม่เห็นด้วยเลย! เขาบอกว่าเครื่องหมาย “×” มันดูคล้ายตัว “x” เกินไป จะทำให้สับสนได้

    ไลบ์นิซเลยคิดเครื่องหมาย “·” (จุด) ขึ้นมาแทน เขาเขียนจดหมายไปหานักคณิตศาสตร์คนอื่นๆ ว่า “เครื่องหมาย × มันอันตรายมาก เพราะสับสนกับตัวแปร x ได้”

    วันนี้เราเลยมีเครื่องหมายคูณสองแบบ และใช้ทั้งคู่ขึ้นอยู่กับสถานการณ์:

    • ใช้ “×” เวลาคูณจำนวนธรรมดา เช่น 5 × 3 = 15
    • ใช้ “·” หรือไม่ใช้อะไรเลย เวลามีตัวแปร เช่น 3a หรือ a·b

    ระบบเลขฮินดู-อารบิก

    การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์คณิตศาสตร์ คือการที่ยุโรปได้รับระบบเลขจากอินเดียและโลกอาหรับ

    เดิมทียุโรปใช้เลขโรมัน ลองคิดดูว่าการบวกลบคูณหารด้วยเลขโรมันมันยากแค่ไหน:

    • MCMLXXIV + CDXLVII = ?
    • (1974 + 447 = ?)

    การคำนวณเลขโรมันยากมากจนต้องใช้กระดานนับพิเศษที่เรียกว่า “abacus”

    แต่เมื่อได้ระบบเลข 0-9 มา ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป การบวกลบคูณหารง่ายขึ้นมาก:

    • 1974 + 447 = 2421

    ที่สำคัญที่สุดคือ เลข “0” (ศูนย์)!

    เลข 0 ไม่ใช่แค่ “ไม่มีอะไร” แต่มันคือนวัตกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์คณิตศาสตร์ เพราะ:

    1. ทำให้แสดงตำแหน่งได้ – ในเลข 205 เรารู้ว่าหลักสิบเป็นศูนย์
    2. ทำให้เขียนเลขใหญ่ได้ง่าย – 1,000,000 แทนที่จะเป็น M̄ ในเลขโรมัน
    3. ทำให้คำนวณได้เร็ว – ลองคูณ 205 × 7 กับ CCV × VII ดูสิ

    ระบบเลขนี้เข้ามายุโรปผ่าน Leonardo Fibonacci (ใช่ ผู้คิดค้นลำดับฟิโบนักชี นั่นแหละ) ในปี 1202 ผ่านหนังสือ “Liber Abaci”

    พลังของสัญลักษณ์

    Joseph Mazur อธิบายว่าสัญลักษณ์คณิตศาสตร์ไม่ได้เป็นแค่ “ตัวอักษรย่อ” แต่มันคือ เครื่องมือคิด ที่ช่วยให้เราคิดได้เร็วและลึกขึ้น

    ตัวอย่างจากฟิสิกส์

    สูตร E = mc² ของไอน์สไตน์ ถ้าเขียนเป็นคำจะเป็น: “พลังงานเท่ากับมวลคูณกับความเร็วแสงยกกำลังสอง”

    แต่เมื่อเราเห็นสูตร E = mc² เราเข้าใจทันทีว่า:

    • พลังงานมาจากมวล
    • ความสัมพันธ์เป็นสัดส่วน
    • ความเร็วแสงมีผลยกกำลังสอง (ใหญ่มาก!)

    สูตรนี้ทำให้เราเห็น “ภาพใหญ่” ได้ในพริบตา ซึ่งถ้าเป็นคำพูดจะต้องอ่านและคิดนานกว่า

    ตัวอย่างจากพีชคณิต

    สมการ (a + b)² = a² + 2ab + b²

    ถ้าเขียนเป็นคำ: “กำลังสองของผลบวกของจำนวนสองจำนวน เท่ากับ กำลังสองของจำนวนแรก บวกกับสองเท่าของผลคูณของทั้งสองจำนวน บวกกับกำลังสองของจำนวนที่สอง”

    อ่านแล้วงง ใช่ไหม? แต่สูตรสั้นๆ ทำให้เราเห็นรูปแบบและจำได้ง่าย

    การต่อสู้เพื่อสัญลักษณ์

    สิ่งที่น่าสนใจคือ การยอมรับสัญลักษณ์ใหม่ๆ ไม่ได้ง่ายเลย มักจะมีการต่อสู้และโต้เถียงกันยาวนาน

    กรณีเลขยกกำลัง

    วิธีเขียนเลขยกกำลังแบบ x² มีวิวัฒนาการที่น่าสนใจ:

    เดิมที: “x quadratum” (ภาษาลาติน แปลว่า x กำลังสอง) ต่อมา: “xx” (เขียน x สองตัว) แล้วจึง: “x sq” (ย่อจาก square) ในที่สุด: x² (แบบที่เราใช้ทุกวันนี้)

    René Descartes (นักคิดชาวฝรั่งเศสผู้มีชื่อเสียง) เป็นคนแรกที่ใช้วิธีเขียนแบบ x², x³, x⁴ ในปี 1637

    สงครามเครื่องหมายหาร

    เครื่องหมายหารก็มีเรื่องราวสับสน เพราะมีหลายแบบ:

    • ÷ (ใช้ในอเมริกาและอังกฤษ)
    • / (ใช้กันทั่วไป)
    • : (ใช้ในยุโรปบางประเทศ)

    สาเหตุที่มีหลายแบบก็เพราะแต่ละประเทศพัฒนาไปคนละทิศทาง และเมื่อมาเจอกันก็ยืนกราน ใครก็ไม่ยอมเปลี่ยน

    ยุคใหม่กับสัญลักษณ์ที่ซับซ้อนขึ้น

    เมื่อคณิตศาสตร์ก้าวหน้าขึ้น สัญลักษณ์ก็ต้องซับซ้อนตาม

    แคลคูลัส

    Isaac Newton และ Gottfried Leibniz (อีกแล้ว!) คิดแคลคูลัสขึ้นมาพร้อมๆ กัน แต่ใช้สัญลักษณ์คนละแบบ:

    Newton ใช้: ẋ (x จุด) สำหรับอนุพันธ์ Leibniz ใช้: dx/dt สำหรับอนุพันธ์

    วันนี้เราใช้แบบของ Leibniz เพราะมันชัดเจนและใช้ง่ายกว่า

    ผลรวมและผลคูณ

    เครื่องหมาย Σ (ซิกมา) สำหรับผลรวม และ Π (พาย) สำหรับผลคูณ เป็นนวัตกรรมที่ยิ่งใหญ่

    แทนที่จะเขียน: 1 + 2 + 3 + … + 100 เราเขียน: Σ(i=1 to 100) i

    มันช่วยให้เราเขียนผลรวมที่ซับซ้อนได้อย่างกระชับ

    ผลกระทบต่อการศึกษา

    การมีสัญลักษณ์ทำให้การเรียนการสอนคณิตศาสตร์เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง

    ก่อนมีสัญลักษณ์

    • ต้องจำนิยามยาวๆ เป็นร้อยๆ ประโยค
    • ใช้เวลาคิดนาน
    • เรียนได้แค่คนฉลาดมากๆ
    • ความรู้แพร่กระจายช้า

    หลังมีสัญลักษณ์

    • จำสูตรสั้นๆ ได้ง่าย
    • คิดและคำนวณเร็วขึ้น
    • คนธรรมดาเรียนรู้ได้
    • ความรู้แพร่กระจายเร็ว

    นี่คือเหตุผลที่ทำให้ยุคเรอเนสซานซ์เป็นต้นมา การพัฒนาทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีก้าวกระโดด เพราะคณิตศาสตร์ใช้ง่ายขึ้น คนเรียนได้มากขึ้น

    บทเรียนยุคดิจิทัล

    วันนี้เราอยู่ในยุคที่เทคโนโลยีทำให้การใช้สัญลักษณ์คณิตศาสตร์ง่ายขึ้นไปอีก:

    • โปรแกรมคอมพิวเตอร์: ใช้สัญลักษณ์ใหม่ๆ เช่น ** สำหรับยกกำลัง (5**2 = 25)
    • LaTeX: ระบบเขียนสูตรทางวิทยาศาสตร์
    • Wolfram Alpha: ตีความสัญลักษณ์คณิตศาสตร์และแก้โจทย์ได้

    แต่หลักการเดิมยังคงอยู่: สัญลักษณ์ที่ดีต้องช่วยให้เราคิดได้เร็วและแม่นยำขึ้น

    แห่งความเรียบง่าย

    เรื่องราวของสัญลักษณ์คณิตศาสตร์สอนให้เราเห็นบทเรียนสำคัญหลายอย่าง:

    1. ความเรียบง่ายคือความยิ่งใหญ่ เครื่องหมาย + – = ดูง่าย แต่มันเปลี่ยนแปลงวิธีคิดของมนุษย์ทั้งโลก

    2. นวัตกรรมต้องใช้เวลา สัญลักษณ์ใหม่ๆ มักถูกต่อต้านในช่วงแรก ใช้เวลาหลายสิบปีกว่าจะได้รับการยอมรับ

    3. เครื่องมือเปลี่ยนความคิด สัญลักษณ์ไม่ใช่แค่ตัวย่อ แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เราคิดในแบบใหม่

    4. มาตรฐานสำคัญ การที่ทั้งโลกใช้สัญลักษณ์เดียวกัน ทำให้ความรู้แลกเปลี่ยนกันได้ง่าย

    5. อดีตเชื่อมโยงปัจจุบัน ทุกครั้งที่เราเขียน 2+2=4 เราใช้มรดกทางปัญญาที่มนุษยชาติสั่งสมมานับพันปี

    สัญลักษณ์คณิตศาสตร์ที่ดูธรรมดาเหล่านี้ จึงเป็นหนึ่งในสิ่งประดิษฐ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษยชาติ มันทำให้เราสามารถสำรวจจักรวาล สร้างเทคโนโลยี และทำความเข้าใจกฎธรรมชาติได้

    ครั้งหน้าที่เห็นสูตรคณิตศาสตร์ ลองนึกถึงเรื่องราวที่ซ่อนอยู่ข้างหลัง คิดถึงคนที่สู้ดิ้นเพื่อสร้างสัญลักษณ์เหล่านี้ขึ้นมา และชื่นชมพลังของความเรียบง่ายที่ซ่อนความยิ่งใหญ่ไว้

    เพราะในสัญลักษณ์เล็กๆ เหล่านี้ มีเรื่องราวของความคิดสร้างสรรค์ การต่อสู้ และความฝันของมนุษย์ที่อยากเข้าใจโลกใบนี้ให้มากขึ้น

    #hrรีพอร์ต

  • ฟิลิป เฮนเชอร์ นักเขียนชื่อดังชาวอังกฤษ ยืนอยู่หน้าโต๊ะเซ็นหนังสือในร้านหนังสือแห่งหนึ่งในลอนดอน เขาเพิ่งเปิดปากกาเตรียมเซ็นชื่อให้กับแฟนคนหนึ่ง แต่สิ่งที่เขาเห็นทำให้เขาต้องหยุดคิด หนุ่มสาวคนนั้นเขียนชื่อของตัวเองลงในหนังสือด้วยลายมือที่ดูเหมือนเด็กอายุ 7 ขวบ ตัวอักษรเซเต้อะซไม่เป็นระเบียบ บางตัวเขียนใหญ่ บางตัวเขียนเล็ก แถมยังดูเหมือนเขียนแล้วตัวเองก็อ่านไม่ออกอีกด้วย

    นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เฮนเชอร์เขียนหนังสือ “The Missing Ink: The Lost Art of Handwriting” ขึ้นมา เพราะเขาเริ่มตระหนักว่ามีบางอย่างสำคัญกำลังหายไปจากชีวิตของเรา

    ปากกาขนนกคือราชาแห่งการเขียน

    ย้อนกลับไปเมื่อ 200 ปีก่อน การเขียนหนังสือเป็นงานฝีมือที่ต้องใช้ความพิถีพิถัน คนในสมัยนั้นใช้ปากกาขนนกจุ่มหมึก เขียนบนกระดาษด้วยความระมัดระวัง แต่ละตัวอักษรต้องมีสัดส่วน ความโค้ง และความงามที่พอดี

    เฮนเชอร์เล่าเรื่องราวของคุณยายของเขาเอง ท่านเป็นคนที่เขียนหนังสือสวยมาก แม้กระทั่งรายการซื้อของใส่กระเป๋าก็เขียนด้วยลายมือที่สวยงาม เหมือนเป็นศิลปะชิ้นหนึ่ง เมื่อเขาเป็นเด็ก เขายังจำได้ว่าการได้รับจดหมายจากคุณยายเป็นเรื่องพิเศษ ไม่ใช่แค่เพราะเนื้อหา แต่เพราะลายมือสวยๆ ที่ทำให้รู้สึกอบอุ่น

    ในสมัยวิกตอเรียของอังกฤษ มีโรงเรียนสอนการเขียนหนังสือโดยเฉพาะ เรียกว่า “Penmanship School” เด็กๆ ต้องนั่งฝึกเขียนตัวอักษรทีละตัว เริ่มจากการวาดเส้นโค้ง เส้นตั้ง จนกระทั่งสามารถเขียนตัวหนังสือที่สวยงาม การมีลายมือสวยในสมัยนั้นเป็นสัญลักษณ์ของการมีการศึกษาและมีฐานะ

    นักสืบลายมือกับความลับที่ซ่อนอยู่

    หนึ่งในเรื่องที่น่าสนใจที่สุดในหนังสือเล่มนี้ คือเรื่องเล่าเกี่ยวกับนักสืบลายมือ หรือที่เรียกว่า “Graphologist” คนเหล่านี้สามารถดูลายมือแล้วบอกนิสัยใจคอของเจ้าของลายมือได้

    เฮนเชอร์เล่าตัวอย่างที่น่าทึ่ง เขาได้เห็นนักสืบลายมือคนหนึ่งวิเคราะห์จดหมายรักเก่าๆ แล้วบอกได้ว่าคนเขียนเป็นคนขี้อายแต่มีจิตใจแกว่งไกว เป็นคนฉลาดแต่ขาดความมั่นใจในตัวเอง และที่น่าแปลกใจคือ ข้อมูลเหล่านี้ตรงกับบันทึกส่วนตัวของเจ้าของจดหมายพอดี

    ลายมือของแต่ละคนเป็นเหมือนลายนิ้วมือ ไม่มีใครเหมือนใครเลย แม้แต่ฝาแฝดก็มีลายมือที่แตกต่างกัน เพราะลายมือสะท้อนบุคลิก อารมณ์ และแม้กระทั่งสุขภาพของเรา คนที่เครียดจะเขียนหนังสือเร็วและรุนแรงกว่าปกติ คนที่ป่วยหนักจะมีลายมือที่สั่นและไม่มั่นคง

    วันที่เปลี่ยนแปลง

    แล้วทุกอย่างก็เปลี่ยน เฮนเชอร์เล่าว่าเขายังจำได้วันที่ครั้งแรกที่เขาใช้เครื่องพิมพ์ดีด เสียงการเคาะแป้นพิมพ์และการได้เห็นตัวหนังสือปรากฏบนกระดาษอย่างเรียบร้อย ทำให้เขารู้สึกตื่นเต้นมาก การพิมพ์เร็วกว่า เรียบร้อยกว่า และที่สำคัญคือ คนอื่นอ่านออกง่ายกว่า

    ต่อมาคอมพิวเตอร์เข้ามา การพิมพ์กลายเป็นทักษะที่จำเป็นกว่าการเขียน เด็กๆ ในโรงเรียนเริ่มเรียนวิธีการใช้คีย์บอร์ด แทนที่จะฝึกถือปากกา โรงเรียนหลายแห่งลดเวลาสอนการเขียนหนังสือลง เพื่อเพิ่มเวลาสอนคอมพิวเตอร์

    เฮนเชอร์เล่าประสบการณ์ของเขาเองว่า เมื่อครั้งแรกที่เขาได้ใช้โปรแกรมประมวลผลคำ เขารู้สึกเหมือนได้พบกับปาฏิหาริย์ สามารถแก้ไขข้อความได้โดยไม่ต้องเขียนใหม่ทั้งหมด สามารถย้ายย่อหน้า ลบคำ หรือเพิ่มคำได้อย่างง่ายดาย สิ่งที่เคยใช้เวลาหลายชั่วโมงในการเขียนใหม่ ตอนนี้ทำได้ในไม่กี่นาที

    ลายมือกลายเป็นงานอดิเรก

    เวลาผ่านไป เฮนเชอร์เริ่มสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงในตัวเขาเอง เขาเขียนหนังสือด้วยมือน้อยลงเรื่อยๆ ส่วนใหญ่จะเขียนแค่รายการซื้อของ หรือจดโน้ตเล็กๆ น้อยๆ เมื่อไหร่ที่ต้องเขียนจดหมายหรือเอกสารยาวๆ เขาจะรู้สึกว่ามือเมื่อย แขนเจ็บ เหมือนกับไม่ได้ออกกำลังกายมานาน

    เขาเล่าเหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้เขาตระหนักถึงปัญหานี้ เขาต้องเขียนจดหมายยินดีงานแต่งงานให้เพื่อนสนิท แต่เมื่อเขียนไปได้ครึ่งหน้า มือก็เริ่มเมื่อย ลายมือเริ่มเปลี่ยนไป จากที่เขียนสวยๆ กลายเป็นขรุขระ แถมยังเขียนช้ามาก สิ่งที่เคยทำได้อย่างง่ายดาย กลับกลายเป็นงานหนัก

    เด็กยุคใหม่กับวิกฤตลายมือ

    สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากที่สุด คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับเด็กรุ่นใหม่ เฮนเชอร์ได้ไปเยี่ยมโรงเรียนประถมหลายแห่ง และพบเห็นภาพที่น่าใจหาย เด็กอายุ 10 ขวบหลายคนถือปากกาไม่ถูกต้อง เขียนหนังสือช้ามาก ตัวอักษรไม่สม่ำเสมอ บางคนเขียนแล้วเจ็บมือจนต้องหยุดพัก

    เขาเล่าเรื่องของเด็กหญิงคนหนึ่งชื่อ เอมิลี่ อายุ 11 ปี เด็กคนนี้ฉลาดมาก สามารถพิมพ์เร็วและใช้แท็บเล็ตได้คล่อง แต่เมื่อถึงเวลาสอบที่ต้องเขียนตอบ เธอเขียนได้ช้ามาก ทำข้อสอบไม่ทัน แม้ว่าจะรู้คำตอบทั้งหมด คุณครูต้องให้เธอพิมพ์ตอบแทน

    อีกตัวอย่างหนึ่งคือ เจมส์ เด็กชายอายุ 12 ปี เขาสามารถเล่นเกมบนมือถือได้เป็นชั่วโมง แต่การเขียนการบ้าน 2 หน้า ทำให้มือเขาเมื่อยและเจ็บ บางครั้งเขาต้องใช้เวลา 3 ชั่วโมงในการเขียนสิ่งที่ควรจะเสร็จภายใน 30 นาที

    สิ่งที่เราสูญเสียไปจริงๆ

    เฮนเชอร์อธิบายว่า การสูญเสียทักษะการเขียนด้วยลายมือไม่ใช่แค่เรื่องของการเขียนตัวหนังสือให้สวย แต่เป็นการสูญเสียสิ่งที่ลึกซึ้งกว่านั้น

    เขายกตัวอย่างจากการศึกษาวิจัยที่พบว่า เด็กที่เขียนโน้ตด้วยมือจะจำได้ดีกว่าเด็กที่พิมพ์โน้ตด้วยคอมพิวเตอร์ เพราะการเขียนด้วยมือทำให้สมองต้องประมวลผลข้อมูลมากกว่า ต้องคิดว่าจะเขียนคำไหนสำคัญ ต้องย่นยอความ และต้องใช้กล้ามเนื้อมือในการเขียน

    การเขียนด้วยมือยังช่วยให้เราคิดแบบช้าๆ ไตร่ตรอง เมื่อเราเขียน เราจะคิดก่อนว่าจะเขียนอะไร เพราะการลบแก้ไขยุ่งยาก ต่างจากการพิมพ์ที่เราสามารถพิมพ์ไปเรื่อยๆ แล้วค่อยกลับมาแก้ไขทีหลัง

    จดหมายรักในยุคดิจิทัล

    หนึ่งในเรื่องเล่าที่สะเทือนใจที่สุดในหนังสือเล่มนี้ คือเรื่องของจดหมายรัก เฮนเชอร์เล่าว่า เขาเก็บจดหมายรักที่แฟนเก่าเขียนให้ไว้หลายสิบฉบับ เมื่อไหร่ที่เขาอ่านจดหมายเหล่านั้น เขาจะนึกถึงท่าทางการเขียนของเธอ การที่เธอกดปากกาแรงๆ เมื่อเธอตื่นเต้น การที่ลายมือเปลี่ยนไปเมื่อเธอเศร้า

    เขาเปรียบเทียบกับการอ่านอีเมลหรือข้อความในมือถือ ตัวอักษรทุกตัวเหมือนกัน ไม่มีอารมณ์ ไม่มีเอกลักษณ์ เราไม่สามารถบอกได้ว่าคนที่ส่งข้อความมากำลังรู้สึกอย่างไร

    เขายกตัวอย่างจดหมายรักที่มีชื่อเสียงในประวัติศาสตร์ เช่น จดหมายที่นโปเลียนเขียนให้โจเซฟีน หรือจดหมายที่เออร์เนสต์ เฮมิงเวย์เขียนให้ภรรยา จดหมายเหล่านี้ไม่เพียงแต่มีเนื้อหาที่สวยงาม แต่ยังมีลายมือที่สื่อถึงความรู้สึกอันลึกซึ้ง หากจดหมายเหล่านี้เป็นอีเมล มันคงไม่มีพลังทางอารมณ์เท่านี้

    ลายเซ็นในยุคปลอมแปลง

    อีกเรื่องหนึ่งที่เฮนเชอร์กังวล คือเรื่องของลายเซ็น ในอดีต ลายเซ็นเป็นสัญลักษณ์ของตัวตน เป็นการรับรองที่มีคุณค่าทางกฎหมาย แต่ในปัจจุบัน คนหลายคนมีลายเซ็นที่ไม่สม่ำเสมอ บางครั้งเซ็นชื่อเดียวกันแล้วได้ลายเซ็นที่แตกต่างกันไปเรื่อยๆ

    เขาเล่าเรื่องของเพื่อนคนหนึ่งที่ไปเซ็นสัญญาซื้อบ้าน แต่เจ้าหน้าที่ธนาคารไม่ยอมรับลายเซ็น เพราะดูไม่เหมือนลายเซ็นในบัตรประชาชน ปัญหาก็คือ เพื่อนของเขาไม่ได้ฝึกเซ็นชื่อเป็นประจำ ทำให้ลายเซ็นแต่ละครั้งไม่เหมือนกัน

    โรงเรียนที่เลิกสอนการเขียนหนังสือ

    เฮนเชอร์ได้ไปสัมภาษณ์ครูและผู้บริหารโรงเรียนหลายแห่ง เขาพบว่าโรงเรียนหลายแห่งเริ่มลดเวลาสอนการเขียนหนังสือลง บางแห่งเลิกสอนการเขียนหนังสือเอนเลยทีเดียว เปลี่ยนไปสอนแค่การพิมพ์

    ครูคนหนึ่งบอกกับเขาว่า “เด็กสมัยนี้ใช้เวลากับการเขียนหนังสือน้อยมาก พอถึงเวลาสอบ เขาเขียนไม่ทัน เขียนแล้วอ่านไม่ออก เราเลยต้องให้เขาพิมพ์แทน”

    ผู้บริหารโรงเรียนอีกคนหนึ่งบอกว่า “เวลาเราจำกัด เราต้องเลือกว่าจะสอนอะไรให้เด็ก การพิมพ์ใช้ในชีวิตประจำวันมากกว่าการเขียนหนังสือสวย เราจึงเลือกสอนการพิมพ์”

    ความหวัง

    แต่เฮนเชอร์ก็ไม่ได้น่าเศร้าไปหมด เขายังพบเห็นความหวัง เขาเจอกลุ่มคนที่ยังคงรักการเขียนด้วยลายมือ มีชมรมคนรักปากกาหมึกซึม มีคอร์สเรียนการเขียนหนังสือสวย มีร้านค้าที่ขายเครื่องเขียนคุณภาพสูง

    เขาเล่าเรื่องของคุณครูคนหนึ่งที่ยังคงฝืนสอนการเขียนหนังสือให้เด็ก แม้ว่าหลักสูตรจะไม่บังคับ เธอบอกว่า “การเขียนหนังสือสวยทำให้เด็กๆ มีสมาธิ เป็นการฝึกความอดทน และที่สำคัญคือ ทำให้พวกเขารู้สึกภูมิใจในผลงานของตัวเอง”

    เขายังได้พบกับนักเขียนหลายคนที่ยังคงเขียนต้นฉบับด้วยมือ พวกเขาบอกว่าการเขียนด้วยมือทำให้พวกเขาคิดได้ชัดเจนกว่า มีความเชื่อมโยงระหว่างความคิดและการเขียนที่ไม่เหมือนการพิมพ์

    คำแนะนำสำหรับยุคใหม่

    เฮนเชอร์ไม่ได้ต้องการให้เราย้อนกลับไปใช้ปากกาขนนกและหมึกดำ เขาเข้าใจว่าเทคโนโลジีมีความจำเป็น แต่เขาอยากให้เราหาสมดุล

    เขาแนะนำให้:

    ในโรงเรียน – ยังคงสอนการเขียนหนังสือให้เด็ก แม้แค่ 15 นาทีต่อวัน ก็จะช่วยให้เด็กมีทักษะพื้นฐานนี้

    ในครอบครัว – ให้เด็กฝึกเขียนไดอารี่หรือจดหมายให้ปู่ย่าตายาย การเขียนด้วยมือจะทำให้พวกเขาได้ฝึกการคิดอย่างมีระเบียบ

    ในการทำงาน – ลองเขียนโน้ตในการประชุมด้วยมือแทนการพิมพ์ในแล็ปท็อป คุณอาจพบว่าจำได้ดีกว่าและเข้าใจเนื้อหามากกว่า

    ในชีวิตส่วนตัว – เขียนจดหมายหรือการ์ดอวยพรด้วยมือ คนที่ได้รับจะรู้สึกพิเศษกว่าการได้รับอีเมลหรือข้อความ

    มรดกที่ต้องรักษาไว้

    “The Missing Ink” ไม่ใช่หนังสือที่ต่อต้านความก้าวหน้า แต่เป็นหนังสือที่เตือนใจให้เราตระหนักว่า ในการไล่ตามสิ่งใหม่ เราอาจลืมสิ่งเก่าที่มีคุณค่าไป

    เฮนเชอร์เปรียบเทียบการเขียนด้วยลายมือกับการทำอาหารด้วยมือ เราสามารถซื้ออาหารสำเร็จรูป หรือสั่งอาหารออนไลน์ได้ แต่การปรุงอาหารด้วยมือทำให้เราได้สัมผัสกับกระบวนการ ได้ใส่ใจใส่ใจรายละเอียด และได้อาหารที่มีเอกลักษณ์ของเรา

    การเขียนด้วยลายมือก็เช่นเดียวกัน มันอาจช้ากว่าการพิมพ์ อาจไม่สวยเหมือนตัวอักษรในคอมพิวเตอร์ แต่มันมีวิญญาณ มีเอกลักษณ์ มีความเป็นมนุษย์ที่เทคโนโลยีไม่สามารถทดแทนได้

    เมื่อจบการอ่านหนังสือเล่มนี้ เฮนเชอร์หวังว่าผู้อ่านจะหยิบปากกาขึ้นมาเขียนบางอย่างด้วยมือ อาจเป็นรายการซื้อของ อาจเป็นจดหมายถึงคนที่รัก หรือแค่เขียนชื่อตัวเองลงบนกระดาษ เพื่อรักษาทักษะที่มนุษย์ใช้มาหลายพันปีไว้ก่อนที่มันจะสูญหายไปจากโลกนี้อย่างถาวร

    ในยุคที่ทุกอย่างเร็ว ทุกอย่างสะดวก บางทีเราควรชะลอความเร็วลงบ้าง หยิบปากกาขึ้นมา และรู้สึกถึงความเป็นมนุษย์ผ่านปลายปากกาที่ไหลไปบนกระดาษ นั่นอาจเป็นสิ่งที่เราต้องการมากกว่าที่คิด

    #hrรีพอร์ต