• ถ้าใครเคยสงสัยว่าทำไมบางคนถึงประสบความสำเร็จในชีวิต ในขณะที่บางคนดิ้นรนแต่ยังไม่เจอทางออก หนังสือ “The 7 Habits of Highly Effective People” ของ Stephen R. Covey อาจจะมีคำตอบที่คุณกำลังมองหา

    หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่แค่คู่มือการทำงาน แต่เป็นแผนที่ชีวิตที่จะพาคุณไปสู่ความสำเร็จอย่างแท้จริง Covey ใช้เวลากว่า 25 ปีในการวิจัยและศึกษา จนค้นพบว่าคนที่ประสบความสำเร็จยั่งยืนมีนิสัยร่วมกัน 7 ข้อ ที่เป็นเหมือน DNA ของความสำเร็จ

    เริ่มต้นจากการเปลี่ยนแปลงตัวเอง

    ก่อนที่จะไปดู 7 นิสัย เราต้องเข้าใจหลักคิดพื้นฐานก่อน Covey บอกว่าความสำเร็จที่แท้จริงต้องเริ่มจาก “ชัยชนะส่วนตัว” ก่อนที่จะไปสู่ “ชัยชนะต่อสาธารณะ”

    ลองนึกภาพคุณเป็นต้นไผ่ หากรากไม่แข็งแรง แม้ลำต้นจะเติบโตได้สูง แต่เมื่อมีลมแรงมา ก็จะโค่นล้มได้ง่าย นิสัย 3 ข้อแรกคือการสร้าง “ราก” ให้แข็งแรง นิสัย 3 ข้อถัดไปคือการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี และนิสัยสุดท้ายคือการบำรุงรักษาทั้งหมดให้คงอยู่

    นิสัยที่ 1: Be Proactive – เป็นคนริเริ่ม ไม่ใช่คนรอ

    “ระหว่างสิ่งที่เกิดขึ้นกับเรา และการตอบสนองของเรา มีช่องว่างที่เราสามารถเลือกได้”

    คนส่วนใหญ่มักจะเป็น “reactive” คือตอบสนองต่อสิ่งที่เกิดขึ้น เหมือนลูกบอลที่ถูกเตะไปมา แต่คนที่ประสบความสำเร็จเป็น “proactive” คือเลือกการตอบสนองของตัวเองได้

    ตัวอย่างจริง: น้องมิ้นต์เป็นพนักงานขายที่ผลงานไม่ค่อยดี เธอมักจะบ่นว่า “เศรษฐกิจแย่ ลูกค้าไม่มีเงิน ผลิตภัณฑ์ราคาแพง” แต่เมื่อเธอได้อ่านหนังสือเล่มนี้ เธอเปลี่ยนมาคิดว่า “ฉันจะทำอะไรได้บ้างในสถานการณ์นี้?”

    เธอเริ่มศึกษาลูกค้า หาข้อมูลคู่แข่ง พัฒนาทักษะการนำเสนอ และปรับกลยุทธ์ใหม่ ผลที่ได้คือ ยอดขายเธอพุ่งขึ้น 200% ภายใน 6 เดือน

    คำถามสำคัญคือ: คุณใช้เวลากับสิ่งที่ควบคุมได้มากกว่าสิ่งที่ควบคุมไม่ได้หรือเปล่า?

    นิสัยที่ 2: Begin with the End in Mind – เริ่มด้วยการมองปลายทาง

    “หากคุณไม่รู้ว่าจะไปไหน ทางไหนก็ไปได้”

    Covey เล่าเรื่องที่น่าคิด: ลองนึกภาพคุณอยู่ในงานศพของตัวเอง มีคนมาร่วมงาน 4 กลุ่ม – ครอบครัว เพื่อน เพื่อนร่วมงาน และคนในชุมชน พวกเขาจะพูดอะไรถึงคุณ?

    การออกแบบชีวิตก็เหมือนการสร้างบ้าน ต้องมีแบบแปลนก่อน ไม่งั้นจะได้บ้านที่สวยแต่ไม่สามารถอยู่ได้ หรือใช้งานได้แต่ไม่สวย

    ตัวอย่างจริง: พี่โต้งเป็นหมอที่ทำงานหนักมาก รายได้ดี แต่รู้สึกว่างเปล่า เขาใช้เวลาเขียน “พันธกิจชีวิต” ของตัวเอง และพบว่าสิ่งที่เขาต้องการคือ “เป็นหมอที่รักษาคน พ่อที่ดี และคนที่ช่วยเหลือสังคม”

    เขาเปลี่ยนจากการทำงานเก็บเงิน มาเป็นการทำงานเพื่อสร้างคุณค่า เขาเปิดคลินิกในชุมชนยากจน สอนหนังสือลูก และมีเวลาให้ครอบครัวมากขึ้น รายได้ลดลง แต่ความสุขเพิ่มขึ้น

    วิธีเขียนพันธกิจชีวิต:

    1. คุณอยากให้คนจดจำคุณในฐานะอะไร?
    2. คุณอยากสร้างผลกระทบอะไรให้โลก?
    3. ค่านิยมสำคัญของคุณคืออะไร?

    นิสัยที่ 3: Put First Things First – จัดลำดับความสำคัญ

    “สิ่งที่สำคัญที่สุด คือการทำสิ่งที่สำคัญที่สุด”

    Covey แบ่งงานทั้งหมดออกเป็น 4 ประเภท:

    • ช่องที่ 1: เร่งด่วนและสำคัญ (วิกฤต เช่น ไฟไหม้ ป่วยหนัก)
    • ช่องที่ 2: ไม่เร่งด่วนแต่สำคัญ (การป้องกัน การพัฒนา เช่น ออกกำลังกาย เรียนรู้ใหม่)
    • ช่องที่ 3: เร่งด่วนแต่ไม่สำคัญ (การรบกวน เช่น โทรศัพท์บางสาย อีเมลไม่สำคัญ)
    • ช่องที่ 4: ไม่เร่งด่วนและไม่สำคัญ (การเสียเวลา เช่น เล่นเกม ดูซีรีส์เกินไป)

    คนประสบความสำเร็จใช้เวลาในช่องที่ 2 มากที่สุด

    ตัวอย่างจริง: น้องปิงเป็นนักศึกษาปี 4 ที่เรียนเก่ง แต่รู้สึกเครียดเสมอ เธอวิเคราะห์การใช้เวลาแล้วพบว่า เธอใช้เวลา 70% ในช่องที่ 1 (ทำงานด่วน ทำรายงานกะทันหัน) และ 25% ในช่องที่ 3-4 (ดูโซเชียล ซีรีส์) แต่ใช้เวลาในช่องที่ 2 เพียง 5%

    เธอเปลี่ยนพฤติกรรมโดย:

    • วางแผนการเรียนล่วงหน้า (ช่องที่ 2)
    • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ (ช่องที่ 2)
    • เรียนรู้ทักษะใหม่ที่จำเป็นสำหรับงาน (ช่องที่ 2)
    • ลดเวลาดูโซเชียลมีเดีย

    ผลคือ เกรดดีขึ้น ความเครียดลดลง และได้งานที่ต้องการ

    นิสัยที่ 4: Think Win-Win – คิดให้ทุกฝ่ายได้ประโยชน์

    “ในชีวิต ไม่จำเป็นต้องมีคนแพ้ เพื่อให้เรื่องชนะ”

    คนส่วนใหญ่มักคิดแบบ Win-Lose (ฉันชนะ เธอแพ้) หรือ Lose-Win (ฉันยอมแพ้ เพื่อให้เธอชนะ) แต่คนที่ประสบความสำเร็จคิดแบบ Win-Win (ทุกคนชนะ)

    ตัวอย่างจริง: บริษัทของพี่แจ็คมีปัญหาลูกค้าผิดนัดชำระเงินบ่อย วิธีเก่าคือส่งทนายฟ้องร้อง (Win-Lose) หรือยอมรับ (Lose-Win) แต่เขาเปลี่ยนมาใช้ Win-Win

    เขาไปคุยกับลูกค้า ศึกษาปัญหาของลูกค้า แล้วร่วมกันหาวิธีแก้ไข เช่น แบ่งชำระเป็นงวด ปรับเงื่อนไขสัญญา หรือยืดเวลาการส่งงาน

    ผลคือ ลูกค้าพึงพอใจ ได้เงินครบ และมีความสัมพันธ์ที่ดีระยะยาว ธุรกิจเติบโตแบบยั่งยืน

    หลักการคิด Win-Win:

    1. ทุกคนมีศักดิ์ศรี
    2. มองหาผลประโยชน์ร่วมกัน
    3. สื่อสารอย่างเปิดเผยและซื่อสัตย์
    4. หาทางออกที่ดีกว่าเดิม

    นิสัยที่ 5: Seek First to Understand, Then to be Understood – เข้าใจก่อน แล้วจึงให้เข้าใจ

    “เรามี 2 หู 1 ปาก ใช้ในอัตราส่วนนั้น”

    ปัญหาใหญ่ของคนเราคือ เวลาคนอื่นพูด เรามักจะคิดว่าจะตอบอะไร แทนที่จะตั้งใจฟังจริงๆ

    การฟังมี 5 ระดับ:

    1. ไม่ฟังเลย – วุ่นวายกับเรื่องของตัวเอง
    2. แกล้งฟัง – พยักหน้า แต่คิดเรื่องอื่น
    3. ฟังแบบเลือกสรร – ฟังเฉพาะที่สนใจ
    4. ฟังแบบตั้งใจ – มุ่งเน้นกับคำพูด
    5. ฟังด้วยใจ – ฟังทั้งคำพูด อารมณ์ และความรู้สึก

    ตัวอย่างจริง: พี่นก เป็นผู้จัดการฝ่ายขายที่มีปัญหากับทีมงาน เขามักจะให้คำสั่งแล้วหงุดหงิดเมื่อลูกน้องไม่ทำตาม

    เมื่อเขาเปลี่ยนมาฟังก่อน เขาพบว่า:

    • ลูกน้องคนหนึ่งมีปัญหาครอบครัว เลยทำงานไม่มีสมาธิ
    • อีกคนไม่เข้าใจเป้าหมายที่แท้จริง เลยทำงานผิดทิศทาง
    • คนอื่นๆ ต้องการการฝึกอบรมเพิ่มเติม

    เขาเปลี่ยนมาปรับแต่งงานให้เหมาะกับแต่ละคน ให้การสนับสนุน และฝึกอบรม ผลคือ ผลงานทีมดีขึ้น 150% และทุกคนมีความสุขในการทำงาน

    เทคนิคการฟังที่ดี:

    • ฟังด้วยตา (สังเกตภาษากาย)
    • ฟังด้วยหู (ฟังคำพูด)
    • ฟังด้วยใจ (เข้าใจความรู้สึก)
    • สรุปให้ฟังว่าเข้าใจถูกต้องไหม

    นิสัยที่ 6: Synergize – ร่วมมือกันให้เกิดพลังเหนือกว่า

    “ทั้งหมดมากกว่าผลรวมของแต่ละส่วน”

    Synergy เกิดขึ้นเมื่อคนหลายคนมาร่วมมือกัน และสร้างผลลัพธ์ที่ดีกว่าการทำงานคนเดียว 1+1 = 3, 5, หรือแม้แต่ 10

    ตัวอย่างจริง: บริษัทแห่งหนึ่งมีปัญหาคือ ผลิตภัณฑ์ใหม่ไม่ค่อยขายดี ฝ่ายต่างๆ ทำงานแยกกัน:

    • ฝ่ายวิจัยคิดว่าผลิตภัณฑ์ดีที่สุดแล้ว
    • ฝ่ายการตลาดบอกว่าราคาแพงเกินไป
    • ฝ่ายขายบ่นว่าขายยาก
    • ฝ่ายผลิตต้องการลดต้นทุน

    แต่เมื่อพวกเขานั่งคุยกันจริงจัง พบว่า:

    • ฝ่ายวิจัยมีเทคโนโลยีที่ลดต้นทุนได้
    • ฝ่ายการตลาดรู้ว่าลูกค้าต้องการอะไร
    • ฝ่ายขายรู้จุดอ่อนของคู่แข่ง
    • ฝ่ายผลิตมีความยืดหยุ่นในการปรับกระบวนการ

    เมื่อรวมกัน พวกเขาสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ตอบโจทย์ลูกค้า ราคาแข่งขันได้ และผลกำไรสูงกว่าเดิม 300%

    เงื่อนไขของ Synergy:

    1. เปิดใจกับความคิดเห็นที่แตกต่าง
    2. เคารพในจุดแข็งของแต่ละคน
    3. มุ่งเน้นเป้าหมายร่วมกัน
    4. สื่อสารอย่างโปร่งใส

    นิสัยที่ 7: Sharpen the Saw – ลับเลื่อยให้คม

    “ให้เวลาฉัน 6 ชั่วโมงในการตัดต้นไม้ ฉันจะใช้ 4 ชั่วโมงแรกลับเลื่อยให้คม”

    Covey เปรียบเทียบเราเป็นคนตัดไม้ที่ตัดมาทั้งวัน จนเหนื่อยและเลื่อยทื่อ แต่ไม่หยุดพักเพื่อลับเลื่อย เพราะคิดว่าไม่มีเวลา

    การ “ลับเลื่อย” คือการพัฒนาตัวเองใน 4 มิติ:

    1. มิติร่างกาย

    • ออกกำลังกาย กิน พัก ผ่อน ที่สมดุล
    • ไม่เอาแต่ทำงาน จนสุขภาพพัง

    2. มิติจิตใจ/อารมณ์

    • จัดการความเครียด
    • สร้างความสัมพันธ์ที่ดี
    • ทำสิ่งที่ทำให้มีความสุข

    3. มิติสมอง

    • อ่านหนังสือ เรียนรู้สิ่งใหม่
    • ฝึกคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหา
    • เขียนบันทึกความคิด

    4. มิติจิตวิญญาณ

    • ทำสมาดิ ไตร่ตรอง
    • ใช้ชีวิตตามค่านิยม
    • ช่วยเหลือผู้อื่น ทำประโยชน์ให้สังคม

    ตัวอย่างจริง: น้องเฟิร์น เป็นนักศึกษาที่เรียนดี แต่รู้สึกเหนื่อยหน่ายตลอดเวลา เธอใช้เวลาทั้งหมดกับการเรียน ไม่ออกกำลังกาย ไม่พบเพื่อน และไม่ทำกิจกรรมอื่น

    เมื่อเธอเริ่มฝึก “ลับเลื่อย”:

    • ร่างกาย: วิ่งเล่นเช้า 30 นาที กินอาหารครบ 5 หมู่
    • จิตใจ: ใช้เวลากับเพื่อนๆ ทำงานอดิเรกที่ชอบ
    • สมอง: อ่านหนังสือนอกเหนือการเรียน ฝึกคิดเชิงวิพากษ์
    • จิตวิญญาณ: ทำสมาดิ 10 นาทีก่อนนอน ทำกิจกรรมอาสาสมัครสุดสัปดาห์

    ผลคือ เกรดไม่ได้ลดลง แต่มีความสุขมากขึ้น มีพลังในการเรียนมากขึ้น และมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้าง

    การนำ 7 นิสัยไปใช้ในชีวิตจริง

    เริ่มต้นอย่างไร?

    1. เริ่มจากนิสัยที่ 1: ถามตัวเองทุกเช้าว่า “วันนี้ฉันจะควบคุมอะไรได้บ้าง?”
    2. เขียนพันธกิจชีวิต: ใช้เวลาสักวันคิดว่าอยากให้ชีวิตเป็นอย่างไร
    3. วางแผนสัปดาห์: แบ่งงานตาม 4 ช่อง ให้เวลามากกับช่องที่ 2
    4. ฝึกฟัง: เลือกคนสักคนในชีวิต พยายามเข้าใจเขาให้มากขึ้น
    5. หาโอกาสทำงานร่วมกับคนอื่น: แทนที่จะแข่งขัน ให้ลองร่วมมือ
    6. กำหนดเวลาพัฒนาตัวเอง: วันละ 1 ชั่วโมง สำหรับการ “ลับเลื่อย”

    อุปสรรคที่พบบ่อย:

    • ไม่อดทน: นิสัยใหม่ต้องใช้เวลา 21-66 วัน ถึงจะเป็นธรรมชาติ
    • ลืม: ตั้งเตือนความจำ หรือหาเพื่อนช่วยเตือน
    • ท้อแท้: เริ่มทีละข้อ อย่าเร่งทำให้สำเร็จทีเดียว
    • คนรอบข้างไม่เข้าใจ: อธิบายให้ฟัง แต่อย่าบังคับ

    บทสรุป: จากนิสัยสู่ลักษณะนิสัย

    Stephen Covey เตือนเราว่า การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงไม่ใช่การแต่งหน้าผ่านทางเทคนิค แต่เป็นการผ่าตัดผ่านทางการปรับเปลี่ยนนิสัย

    7 นิสัยนี้เหมือนเสาเข็ม 7 ต้น ที่จะรองรับ “ตึกชีวิต” ของเรา:

    • 3 ต้นแรกคือรากฐานส่วนตัว
    • 3 ต้นถัดไปคือความสัมพันธ์กับคนอื่น
    • 1 ต้นสุดท้ายคือการบำรุงรักษาทั้งหมด

    เมื่อเราฝึกจนนิสัยเหล่านี้เป็นธรรมชาติ เราจะไม่ต้องคิดมากก่อนทำ เพราะมันจะกลายเป็น “ลักษณะนิสัย” ที่ติดตัวเราไป

    คนที่ประสบความสำเร็จจริงๆ ไม่ใช่คนที่โชคดี หรือเก่งกว่าใคร แต่เป็นคนที่มีนิสัยที่ดี และใช้นิสัยเหล่านั้นอย่างสม่ำเสมอ จนกลายเป็นวิถีชีวิต

    การเดินทางพัฒนาตัวเองไม่มีวันจบ แต่ทุกย่างก้าวจะทำให้เรามีชีวิตที่มีความหมายมากขึ้น ไม่เพียงแต่ตัวเราจะมีความสุข แต่คนรอบข้างก็จะได้รับผลกระทบเชิงบวกจากเราด้วย

    อย่าลืมว่า “เราคือสิ่งที่เราทำซ้ำๆ ความเป็นเลิศจึงไม่ใช่การกระทำ แต่เป็นนิสัย”

    ดังนั้น วันนี้คุณจะเริ่มนิสัยไหนก่อน?

    #hrรีพอร์ต

  • เมื่อปี 1936 มีชายคนหนึ่งชื่อ เดล คาร์เนกี้ ที่เขียนหนังสือเล่มหนึ่งขึ้นมา เขาไม่ได้คิดว่าหนังสือเล่มนี้จะกลายเป็นผลงานที่เปลี่ยนแปลงชีวิตผู้คนนับล้านทั่วโลก หนังสือที่ว่านี้คือ “How to Win Friends and Influence People” หรือ “วิธีการคบเพื่อนและมีอิทธิพลต่อผู้คน”

    คาร์เนกี้เริ่มต้นจากการสังเกตว่า คนส่วนใหญ่ล้มเหลวในชีวิตไม่ใช่เพราะขาดความรู้ทางเทคนิค แต่เพราะไม่รู้วิธีเข้าสังคมกับคนอื่น เขาจึงเริ่มศึกษาคนที่ประสบความสำเร็จ และค้นพบว่า พวกเขามีเคล็ดลับในการสร้างมนุษยสัมพันธ์ที่ยอดเยี่ยม

    หยุดวิจารณ์ จะเริ่มเข้าใจ

    คาร์เนกี้เล่าเรื่องของอัล คาโปน อาชญากรที่โด่งดังในยุค 1930 แม้จะเป็นคนร้าย แต่คาโปนไม่เคยคิดว่าตัวเองผิด เขามองตัวเองเป็นผู้กุศล ที่ให้ความสุขกับผู้คนผ่านการขายเหล้า

    “ถ้าแม้กระทั่งอาชญากรยังไม่ยอมรับความผิดของตัวเอง แล้วคนธรรมดาจะยอมรับได้ยังไง?” คาร์เนกี้ถามผู้อ่าน

    เขาเน้นย้ำว่า การวิจารณ์คนอื่นเป็นเหมือนการเอาไก่มาฟัน ทำร้ายตัวเองมากกว่าที่จะได้ประโยชน์ เพราะคนที่ถูกวิจารณ์จะป้องกันตัว และกลับมาโจมตีเราแทน

    ลองดูตัวอย่างในชีวิตจริง พ่อแม่ที่ชอบด่าลูกว่า “ทำไมเรียนไม่เก่ง ดูเพื่อนคนอื่นสิ” ลูกจะรู้สึกยังไง? แทนที่จะตั้งใจเรียน เขากลับจะเซ็งและเครียดมากขึ้น แต่ถ้าพ่อแม่พูดว่า “พ่อแม่เห็นว่าลูกพยายามแล้วนะ ถ้าช่วยกันหาวิธีเรียนให้สนุกกว่านี้ จะดีไหม?” ผลจะต่างกันมาก

    พลังแห่งการชื่นชม

    คาร์เนกี้เล่าเรื่องของ ชาร์ลส์ ชวาบ ประธานบริษัทเหล็กที่ได้เงินเดือนสูงมากในสมัยนั้น เมื่อถามว่าทำไมเขาได้เงินเดือนสูง ชวาบตอบว่า “ผมไม่ได้เก่งเรื่องเหล็กเป็นพิเศษ แต่ผมเก่งเรื่องการจัดการคน”

    เคล็ดลับของชวาบคือการชื่นชมคนอื่นอย่างจริงใจ เขาเล่าว่า “การชื่นชมเหมือนอาหารใจ ส่วนการวิจารณ์เหมือนพิษร้าย ผมเลือกให้อาหารใจแก่คนที่ทำงานกับผม”

    ในชีวิตประจำวัน เราสามารถทำได้ง่าย ๆ เช่น แทนที่จะบอกเพื่อนร่วมงานว่า “งานเสร็จแล้วเหรอ?” ลองเปลี่ยนเป็น “เก่งจัง เสร็จเร็วมาก คุณภาพยังดีด้วย” จะเห็นว่าเพื่อนร่วมงานจะยิ้มแย้ม และทำงานร่วมกันอย่างมีความสุข

    ศิลปะแห่งการฟัง

    คาร์เนกี้เล่าถึงประสบการณ์ตัวเองเมื่อไปงานเลี้ยง เขานั่งคุยกับพฤกษศาสตร์คนหนึ่งเกี่ยวกับการปลูกดอกไม้ คาร์เนกี้ไม่รู้เรื่องดอกไม้เลย แต่เขาตั้งใจฟัง และถามคำถามที่แสดงความสนใจ

    เมื่อจบงาน พฤกษศาสตร์คนนั้นไปบอกเจ้าของบ้านว่า “คาร์เนกี้เป็นคนคุยเรื่องดอกไม้เก่งมาก และเป็นคนที่น่าสนใจที่สุดในงานนี้”

    นี่คือพลังของการเป็นคนฟังที่ดี เมื่อเราให้ความสนใจกับสิ่งที่คนอื่นพูด พวกเขาจะรู้สึกสำคัญ และมองว่าเราเป็นคนน่าคบ

    ในชีวิตจริง เวลาเพื่อนเล่าปัญหา แทนที่จะรีบให้คำแนะนำ ลองฟังจนจบก่อน ถามคำถามเพิ่มเติมเพื่อให้เขารู้สึกว่าเราเข้าใจ บางครั้งคนเราไม่ต้องการคำแนะนำ แต่ต้องการคนที่จะฟัง

    จำชื่อ

    คาร์เนกี้บอกว่า “ชื่อของคนคือเสียงที่ไพเราะที่สุดในโลกสำหรับหูของเขา” เขายกตัวอย่างของ จิม ฟาร์ลีย์ นักการเมืองที่จำชื่อคนได้ 50,000 คน

    ฟาร์ลีย์มีเทคนิคง่าย ๆ เมื่อเจอคนใหม่ เขาจะทำซ้ำชื่อในใจ จดลงในสมุด และหาโอกาสเรียกชื่อให้ได้ในการสนทนา ทำให้คนที่เจอเขารู้สึกพิเศษ

    วิธีนี้ใช้ได้ในชีวิตประจำวัน เวลาแนะนำตัวใหม่ในที่ทำงาน แทนที่จะเรียกว่า “คุณ” หรือ “เฮ้” ลองเรียกชื่อจริง เช่น “สวัสดีครับ คุณสมชาย” หรือ “ขอบคุณครับ คุณสุดา” คุณจะพบว่าคนเหล่านั้นจะยิ้มแย้มกับคุณมากขึ้น

    ศิลปะแห่งการโน้มน้าวใจ

    คาร์เนกี้เล่าเรื่องของ ร็อกกี้เฟลเลอร์ เมื่อต้องเจรจากับสหภาพแรงงานที่นัดหยุดงาน แทนที่จะด่าทอหรือขู่ เขาเริ่มด้วยการพูดว่า “ผมเป็นมิตรกับท่านทุกคน ผมรู้สึกซาบซึ้งที่ท่านยอมมาคุยกัน”

    เขาใช้วิธี “ใช่-ใช่-ใช่” คือเริ่มคุยเรื่องที่ทุกคนเห็นด้วยก่อน เช่น “เราทุกคนต้องการความยุติธรรม ใช่ไหม?” “เราต้องการให้คนงานมีความสุข ใช่ไหม?” เมื่อคนฟังได้พูด “ใช่” หลายครั้ง จิตใจจะเปิดกว้างรับฟังมากขึ้น

    ในชีวิตจริง ถ้าอยากให้ลูกเก็บของเล่น แทนที่จะสั่งว่า “เก็บของเล่นเดี๋ยวนี้” ลองใช้วิธี “ลูกอยากให้บ้านสวยใช่ไหม?” (ใช่) “ลูกชอบที่บ้านเป็นระเบียบใช่ไหม?” (ใช่) “งั้นช่วยพ่อแม่เก็บของเล่นหน่อยได้ไหม?”

    การเป็นผู้นำที่คนรัก

    คาร์เนกี้เล่าเรื่องของ แมคเคนซี่ ผู้จัดการที่ต้องแก้ไขข้อผิดพลาดของลูกน้อง แทนที่จะด่า เขาเริ่มด้วยการชม “คุณทำงานเก่งมาตลอด เป็นคนที่เชื่อถือได้” แล้วค่อยพูดถึงข้อผิดพลาด “เรื่องนี้ไม่เหมือนสไตล์คุณเลยนะ เกิดอะไરขึ้น?”

    วิธีนี้เรียกว่า “แซนด์วิช” คือขนมปังหวาน-ไส้เปรี้ยว-ขนมปังหวาน ชมก่อน แก้ไขตรงกลาง แล้วปิดท้ายด้วยการให้กำลังใจ

    ตัวอย่างในชีวิตจริง เมื่อเพื่อนทำผิดพลาด: “เธอเป็นคนระมัดระวังมาตลอด (ขนมปังหวาน) เรื่องนี้เกิดข้อผิดพลาดนิดหน่อย (ไส้เปรี้ยว) แต่ฉันเชื่อว่าเธอจะระวังมากขึ้นในครั้งหน้า (ขนมปังหวาน)”

    รักษาหน้า

    คาร์เนกี้เล่าถึงเจนเนรัล ลี ที่แพ้สงคราม แต่เมื่อยอมแพ้ เจนเนรัล แกรนต์ปฏิบัติต่อเขาด้วยความเคารพ ให้เขาเก็บดาบ และไม่ทำให้เขาขายหน้า ทำให้การยอมแพ้เป็นไปด้วยศักดิ์ศรี

    ในชีวิตจริง เวลาแก้ไขข้อผิดพลาดของใคร ไม่ควรทำต่อหน้าคนอื่น ควรเรียกคุยเป็นการส่วนตัว และใช้ถ้อยคำที่ไม่ทำลายศักดิ์ศรี เช่น “เป็นไงบ้าง มีอะไรให้ช่วยไหม” แทนที่จะพูดว่า “ทำไมทำผิด”

    สร้างแรงบันดาลใจ

    คาร์เนกี้เล่าเรื่องของครูคนหนึ่งที่มีนักเรียนช่วยไม่ได้ แทนที่จะด่าว่าโง่ เธอพูดว่า “ครูเชื่อว่าเธอฉลาดมาก แต่ยังไม่แสดงออกมา ครูอยากเห็นความฉลาดของเธอ” นักเรียนคนนั้นเปลี่ยนไปเป็นคนเรียนเก่ง

    นี่คือพลังของ “ให้คนอื่นมีชื่อเสียงที่ดี” เมื่อเราบอกคนอื่นว่าเขาเป็นคนดี เขาจะพยายามทำตัวให้สมกับภาพที่เราวาดให้

    ทำให้คนอื่นอยากทำ

    คาร์เนกี้เล่าเรื่องของบอสคนหนึ่งที่อยากให้พนักงานมาทำงานเสาร์ แทนที่จะบังคับ เขาพูดว่า “เรามีโอกาสได้งานใหญ่ ถ้าทำสำเร็จจะได้โบนัส และบริษัทจะเติบโต ใครอยากร่วมทีมพิเศษไหม?”

    วิธีนี้เรียกว่า “ทำให้เขาอยากทำ” แทนที่จะใช้อำนาจบังคับ ใช้ประโยชน์และความภูมิใจเป็นแรงจูงใจ

    ใจเป็นกุญแจ

    คาร์เนกี้เน้นย้ำตลอดเล่มว่า เทคนิคเหล่านี้จะได้ผลก็ต่อเมื่อทำด้วยใจจริง ไม่ใช่แค่เทคนิค แต่ต้องเปลี่ยนมุมมองจาก “ฉันจะได้อะไร” เป็น “ฉันจะให้อะไรกับคนอื่น”

    เขาเล่าเรื่องของตัวเองที่เคยเป็นคนขี้บ่น ชอบวิจารณ์ แต่เมื่อเปลี่ยนมาเป็นคนให้ความสนใจกับผู้อื่น ชื่นชมคนอื่น และรับฟังคนอื่น ชีวิตเขาเปลี่ยนไปอย่างมหาศจรรย์

    การนำไปใช้ในยุคปัจจุบัน

    แม้หนังสือจะเขียนเมื่อเกือบ 100 ปีที่แล้ว แต่หลักการเหล่านี้ยังใช้ได้ในยุคโซเชียลมีเดีย ลองดูคนที่ดังในโลกออนไลน์ พวกเขาไม่ใช่คนที่ฉลาดที่สุด แต่เป็นคนที่ทำให้ผู้อื่นรู้สึกดี

    • แทนที่จะโพสต์โวยวาย ลองโพสต์ชมเชยคนอื่น
    • แทนที่จะแสดงความเก่ง ลองแสดงความสนใจในเรื่องของคนอื่น
    • แทนที่จะด่าคอมเมนต์ ลองตอบแบบสร้างสรรค์

    สรุป

    หนังสือ “How to Win Friends and Influence People” ไม่ได้สอนให้เราหลอกคนอื่น แต่สอนให้เราเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์ คนเราทุกคนต้องการรู้สึกสำคัญ ต้องการความเข้าใจ และต้องการความรัก

    เมื่อเราให้สิ่งเหล่านี้กับคนอื่น เขาก็จะให้กับเราเช่นกัน นี่คือกฎแห่งการให้และรับที่คาร์เนกี้ค้นพบ

    สิ่งสำคัญที่สุดคือ ต้องทำด้วยใจจริง ไม่ใช่เพื่อหวังผลตอบแทน แต่เพราะเราเชื่อว่าทุกคนมีคุณค่า และสมควรได้รับการปฏิบัติที่ดี

    หนังสือเล่มนี้เปลี่ยนชีวิตคนนับล้าน และมันอาจจะเปลี่ยนชีวิตของคุณได้เช่นกัน ถ้าคุณเปิดใจรับ และปฏิบัติจริง

    เริ่มต้นได้วันนี้ ด้วยการยิ้มให้คนที่เจอ เรียกชื่อเขาด้วยความเป็นมิตร และให้ความสนใจกับสิ่งที่เขาพูด คุณจะพบว่า โลกรอบตัวเริ่มเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น

    เพราะเมื่อเราเปลี่ยน โลกก็จะเปลี่ยนตาม

    #hrรีพอร์ต

  • เคยฝันไหมครับว่าอยากจะเขียนหนังสือสักเล่มหนึ่ง? แต่พอคิดถึงเวลาที่ต้องใช้ หลายเดือน หลายปี ก็เริ่มท้อใจ บางคนอาจจะคิดว่า “ผมไม่ใช่นักเขียน ไม่รู้จะเริ่มยังไง” หรือ “เขียนแล้วจะมีคนอ่านไหม?”

    วันนี้ผมจะเล่าให้ฟังเรื่องราวจากหนังสือ “How to Write a Book in 48 Hours” ของ Dale L. Roberts ที่บอกเราว่า การเขียนหนังสือไม่ได้ยากอย่างที่คิด และไม่จำเป็นต้องใช้เวลานานขนาดนั้น แค่ 48 ชั่วโมงก็เขียนหนังสือจบได้แล้ว

    เริ่มต้นจากความเข้าใจผิด

    ผู้แต่งเล่าว่า เขาเคยคิดเหมือนคนทั่วไปว่า การเขียนหนังสือต้องใช้เวลานานมาก ต้องมีความสามารถพิเศษ ต้องเป็นนักเขียนตัวจริง แต่เมื่อเขาลองศึกษาวิธีการของนักเขียนที่ประสบความสำเร็จ เขาพบว่า หลายคนใช้เทคนิคการเขียนแบบ “Fast Writing” หรือเขียนเร็ว

    เขาเล่าตัวอย่างของนักเขียนชื่อดังหลายคน เช่น Jack Canfield ผู้เขียนหนังสือ “Chicken Soup for the Soul” ที่บอกว่า การเขียนร่างแรกไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบ สำคัญคือให้เขียนจนจบก่อน หรือ Stephen King ที่เขียนวันละหลายชั่วโมงอย่างต่อเนื่อง ไม่หยุดแก้ไขระหว่างเขียน

    ความลับของ 48 ชั่วโมง

    แต่ก่อนอื่น เราต้องเข้าใจว่า 48 ชั่วโมงที่ว่านั้น ไม่ได้หมายถึงการเขียน 48 ชั่วโมงติดต่อกันแบบไม่หยุดหรอกครับ แต่หมายถึงเวลารวมทั้งหมดที่เราใช้ในการเขียน ตั้งแต่เริ่มต้นจนจบ

    ลองคิดดูนะครับ ถ้าเราเขียนวันละ 2 ชั่วโมง ก็จะใช้เวลา 24 วัน ถ้าเขียนวันละ 3 ชั่วโมง ก็ใช้เวลาแค่ 16 วัน แล้วถ้าเราเขียนได้วันละ 4 ชั่วโมง ก็แค่ 12 วันเท่านั้น นึกภาพดูสิครับ ภายใน 2 สัปดาห์ เราก็สามารถมีหนังสือของตัวเองได้แล้ว

    ผู้แต่งยกตัวอย่างตัวเขาเองว่า เขาเขียนหนังสือเล่มแรกเรื่อง “How to Start a Business with $100” ใช้เวลาเพียง 45 ชั่วโมง โดยเขียนวันละ 3 ชั่วโมง เป็นเวลา 15 วัน หนังสือเล่มนั้นกลายเป็นหนังสือขายดี และทำให้เขากลายเป็นนักเขียนที่ประสบความสำเร็จ

    ระบบ 5 ขั้นตอนที่เปลี่ยนทุกอย่าง

    ผู้แต่งแบ่งกระบวนการเขียนหนังสือออกเป็น 5 ขั้นตอนหลัก ซึ่งแต่ละขั้นมีเทคนิคและวิธีการที่ชัดเจน

    ขั้นที่ 1: เตรียมตัวให้พร้อม (8 ชั่วโมง)

    ขั้นตอนแรกคือการวางแผน ซึ่งผู้แต่งแนะนำให้เราใช้เวลา 8 ชั่วโมงในการเตรียมตัว ฟังดูเยอะ แต่จริงๆ แล้วการเตรียมตัวที่ดีจะทำให้เราเขียนได้เร็วขึ้นมาก

    เขาเล่าเรื่องของ Sarah นักการตลาดที่อยากเขียนหนังสือเรื่อง “Social Media Marketing for Small Business” Sarah เริ่มจากการถามตัวเองว่า “ผมรู้เรื่องอะไรบ้าง? ผมมีประสบการณ์อะไรที่คนอื่นอยากรู้?”

    Sarah ค้นพบว่า เธอมีประสบการณ์ 10 ปีในการทำการตลาดออนไลน์ให้กับธุรกิจขนาดเล็ก เธอเคยช่วยร้านกาแฟเล็กๆ เพิ่มยอดขายจาก Facebook ได้ 300% เธอรู้วิธีทำ Instagram ให้ร้านอาหารท้องถิ่นมีลูกค้าเพิ่มขึ้นทุกวัน

    นี่คือสิ่งที่ผู้แต่งเรียกว่า “Write what you know” – เขียนในสิ่งที่คุณรู้ อย่าไปเขียนเรื่องที่คุณไม่เข้าใจ เพราะจะทำให้เขียนได้ช้า และอาจจะไม่น่าเชื่อถือ

    ในขั้นนี้ เราจะกำหนดเป้าหมายผู้อ่าน วางโครงเรื่องคร่าวๆ และเตรียมข้อมูลที่จะใช้ ผู้แต่งแนะนำให้เขียน outline แบบง่ายๆ แค่ 10-15 หัวข้อใหญ่ก็พอ ไม่ต้องละเอียดมาก

    ขั้นที่ 2: เขียนแบบไม่หยุด (25 ชั่วโมง)

    นี่คือหัวใจสำคัญของระบบทั้งหมด ผู้แต่งเรียกว่า “Fast Drafting” หรือการเขียนร่างแรกแบบเร็ว กฎสำคัญคือ เขียนไปเรื่อยๆ ห้ามหยุดแก้ไขระหว่างเขียน

    เขาเล่าเรื่องของ Mark ครูสอนภาษาอังกฤษที่อยากเขียนหนังสือสอนภาษาอังกฤษ ตอนแรก Mark พยายามเขียนแบบสมบูรณ์แบบ เขียนประโยคหนึ่ง แก้ไขห้าครั้ง เขียนไปสักพัก ก็กลับไปอ่านตั้งแต่ต้น แล้วแก้ไขใหม่ ผลคือ เขียนไป 2 สัปดาห์ ได้แค่ 5 หน้า

    แต่เมื่อ Mark ลองใช้วิธี Fast Drafting เขาตั้งนาฬิกา 2 ชั่วโมง แล้วเขียนไปเรื่อยๆ ไม่แก้ไข ไม่ลบ ไม่กลับไปอ่าน แม้จะรู้สึกว่าที่เขียนมันแย่ก็ยังเขียนต่อ ผลปรากฏว่า ในวันแรกเขาเขียนได้ 8 หน้า ใน 2 สัปดาห์ เขียนจบไป 80 หน้า

    ผู้แต่งอธิบายว่า เมื่อเราเขียนแบบไม่หยุด สมองจะเข้าสู่ “Flow State” หรือสภาวะที่คิดและเขียนได้อย่างต่อเนื่อง ความคิดจะไหลออกมาเป็นธรรมชาติ แต่ถ้าหยุดแก้ไขระหว่างเขียน สมองจะต้องเปลี่ยนโหมดจาก “Creative Mode” ไป “Editing Mode” ซึ่งทำให้เสียจังหวะ

    เทคนิคที่ผู้แต่งแนะนำ:

    • ตั้งเป้าหมายรายวัน เช่น วันนี้จะเขียน 5 หน้า หรือ 1,500 คำ
    • เขียนในเวลาที่สมองปลอดโปร่ง บางคนเขียนได้ดีตอนเช้า บางคนตอนค่ำ
    • ปิดโทรศัพท์และ Social Media ระหว่างเขียน
    • อย่ากังวลเรื่องไวยากรณ์หรือการสะกดคำ เน้นให้ได้เนื้อหาออกมาก่อน

    ขั้นที่ 3: แก้ไขให้ดีขึ้น (10 ชั่วโมง)

    หลังจากเขียนจบแล้ว ให้หยุดพัก 2-3 วัน แล้วค่อยกลับมาอ่าน ผู้แต่งบอกว่า การหยุดพักจะทำให้เราสามารถมองเนื้อหาของตัวเองแบบใหม่ได้ เหมือนกับที่เราอ่านหนังสือคนอื่น

    เขาเล่าเรื่องของ Lisa ที่เขียนหนังสือเรื่อง “Healthy Cooking for Busy Moms” หลังเขียนจบ Lisa อ่านทบทวนและพบว่า มีหลายจุดที่เธอเขียนซ้ำกัน บางส่วนอธิบายไม่ชัดเจน และมีสูตรอาหารบางสูตรที่ยาก เกินไปสำหรับแม่ที่ยุ่ง

    ในขั้นแก้ไข Lisa ตัดเนื้อหาที่ซ้ำกันออก เพิ่มรายละเอียดในส่วนที่งง เปลี่ยนสูตรยากให้เป็นสูตรง่าย และเพิ่มรูปภาพประกอบ ผลคือ หนังสือมีความชัดเจนและใช้ประโยชน์ได้จริงมากขึ้น

    การแก้ไขมี 3 รอบ: รอบที่ 1 – Big Picture Editing: ดูภาพรวม ลำดับเนื้อหา โครงสร้าง รอบที่ 2 – Content Editing: แก้ไขเนื้อหา เพิ่มเติม ตัดออก รอบที่ 3 – Copy Editing: แก้ไขภาษา ไวยากรณ์ การสะกดคำ

    ขั้นที่ 4: จัดรูปแบบหนังสือ (3 ชั่วโมง)

    ขั้นนี้คือการทำให้หนังสือดูสวยงาม อ่านง่าย ผู้แต่งแนะนำให้ใส่หัวข้อบท เลขหน้า รูปภาพถ้ามี และจัดรูปแบบตัวอักษรให้เหมาะสม

    เขายกตัวอย่าง David ที่เขียนหนังสือเรื่อง “DIY Home Repair for Beginners” ตอนแรก David คิดว่าการจัดรูปแบบไม่สำคัญ แต่เมื่อเขาดูหนังสือที่พิมพ์ออกมา พบว่าอ่านยากมาก ไม่มีหัวข้อชัดเจน ไม่มีรูปภาพประกอบ

    David จึงเพิ่มหัวข้อย่อยในแต่ละบท ใส่รูปภาพประกอบทุกขั้นตอน และใช้ตัวหนาสำหรับคำสำคัญ ผลคือ หนังสืออ่านง่ายขึ้นมาก และได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้อ่าน

    ขั้นที่ 5: เผยแพร่หนังสือ (2 ชั่วโมง)

    ขั้นสุดท้ายคือการนำหนังสือไปเผยแพร่ ปัจจุบันมีช่องทางเยอะมาก เช่น Amazon Kindle Direct Publishing, Google Play Books, หรือแพลตฟอร์มต่างๆ ในประเทศไทย

    ผู้แต่งเล่าว่า เขาเคยกลัวขั้นตอนนี้มาก คิดว่าจะยุ่งยาก แต่จริงๆ แล้วง่ายกว่าที่คิด แค่ทำตามขั้นตอนในเว็บไซต์ ภายใน 2 ชั่วโมง หนังสือก็จะขายได้แล้ว

    ตัวอย่างการประยุกต์ใช้จริง

    ผู้แต่งยกตัวอย่างของคนที่ใช้ระบบนี้สำเร็จ เช่น:

    Jenny นักบัญชี เขียนหนังสือ “Tax Tips for Small Business Owners” ใช้เวลา 47 ชั่วโมง หนังสือขายดีและทำให้เธอได้ลูกค้าใหม่เยอะมาก

    Mike โค้ช fitness เขียนหนังสือ “Get Fit in Your Living Room” ใช้เวลา 42 ชั่วโมง หนังสือกลายเป็น bestseller และทำให้เขามีชื่อเสียงในวงการ

    Anna แม่บ้าน เขียนหนังสือ “Organizing Your Home in 30 Days” ใช้เวลา 50 ชั่วโมง แม้ Anna ไม่เคยเขียนหนังสือมาก่อน แต่หนังสือขายดีและได้รับรีวิวดีเยอะมาก

    เคล็ดลับสำคัญที่ต้องจำ

    1. เขียนในสิ่งที่รู้และชอบ อย่าไปเขียนเรื่องที่ไม่เข้าใจ เพราะจะเขียนได้ช้าและไม่น่าเชื่อถือ

    2. ตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน เช่น วันนี้จะเขียน 5 หน้า หรือ 2 ชั่วโมง

    3. สร้างนิสัยการเขียนทุกวัน แม้แต่วันละ 30 นาทีก็ดีกว่าเขียนวันเดียว 5 ชั่วโมงแล้วหยุดไป

    4. อย่าแก้ไขขณะเขียน เขียนให้จบก่อน แล้วค่อยแก้ไข

    5. อย่ากลัวที่จะเขียนแย่ ร่างแรกไม่ต้องสมบูรณ์แบบ สำคัญคือให้เขียนจบ

    6. หาที่เขียนที่เงียบและไม่มีสิ่งรบกวน ปิดโทรศัพท์ ปิด social media

    7. เขียนเพื่อคนคนหนึ่ง นึกภาพว่าเราเขียนให้เพื่อนคนหนึ่งอ่าน ไม่ใช่เขียนให้คนทั้งโลกอ่าน

    สรุป

    หลังจากอ่านหนังสือเล่มนี้ ผมรู้สึกว่า การเขียนหนังสือไม่ได้เป็นเรื่องยากอย่างที่คิด สิ่งสำคัญคือเราต้องมีระบบ มีความมุ่งมั่น และเริ่มต้นทำ

    ผู้แต่งบอกว่า ปัญหาใหญ่ที่สุดของคนส่วนใหญ่คือ การผัดวันประกันพรุ่ง เขียนวันเดียวแล้วหยุดไปสัปดาห์ หรือเขียนแปปหนึ่งก็ไปแก้ไขแปปหนึ่ง ทำให้ไม่มีความต่อเนื่อง

    แต่ถ้าเราทำตามระบบ 5 ขั้นตอนนี้ วางแผน 8 ชั่วโมง เขียน 25 ชั่วโมง แก้ไข 10 ชั่วโมง จัดรูปแบบ 3 ชั่วโมง และเผยแพร่ 2 ชั่วโมง รวมแค่ 48 ชั่วโมง เราก็จะมีหนังสือเป็นของตัวเอง

    ลองนึกภาพดูครับ อีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า เราอาจจะได้ถือหนังสือที่เราเขียนเองไว้ในมือ อาจจะมีคนซื้อ มีคนอ่าน มีคนได้ประโยชน์จากสิ่งที่เราเขียน

    การเขียนหนังสือไม่เพียงแต่เป็นการแบ่งปันความรู้ แต่ยังเป็นการสร้างมรดกทางปัญญา เป็นการพิสูจน์ให้ตัวเองเห็นว่า เราทำได้ และเป็นการเปิดโอกาสใหม่ๆ ในชีวิต

    ดังนั้น ถ้าคุณอยากเขียนหนังสือ อย่ารอให้ถึงวันพรุ่งนี้ เริ่มต้นวันนี้เลย เพราะ 48 ชั่วโมงข้างหน้า คุณอาจจะกลายเป็นนักเขียนคนใหม่ของโลกใบนี้ก็เป็นได้

    ความฝันของคุณอยู่ห่างจากความเป็นจริงเพียงแค่ 48 ชั่วโมงเท่านั้น เริ่มกันเลยไหมครับ?

    #hrรีพอร์ต

  • เคยสังเกตไหมครับว่า ทำไมตัวละครบางตัวในหนังสือหรือภาพยนตร์ เราจำได้แม่นยำถึงใบหน้า นิสัย แม้กระทั่งน้ำเสียงการพูด แต่บางตัวกลับจืดชืดจนลืมไปเลยทันทีที่ปิดหนังสือ คำตอบอยู่ที่ “โครงสร้างตัวละคร” หรือที่ Luna Azzurra เรียกว่า “The Anatomy of a Character” ในหนังสือที่กำลังสร้างกระแสในหมู่นักเขียนทั่วโลก

    เมื่อตัวละครเป็นแค่กระดาษแบนๆ

    ลองนึกภาพดูสิครับ คุณกำลังอ่านนิยายเรื่องหนึ่ง พระเอกหล่อ ดี มีเงิน แต่ทำไมอ่านไปแล้วรู้สึกเหมือนเคยเจอที่ไหนมาแล้ว? หรือนางเอกที่สวย ใจดี เก่ง แต่ดูเหมือนคัดลอกมาจากเรื่องอื่นๆ?

    นี่แหละคือสิ่งที่ Luna Azzurra เรียกว่า “ตัวละครกระดาษแบน” – ตัวละครที่ถูกสร้างขึ้นมาจากแม่แบบเดิมๆ ไม่มีเอกลักษณ์ ไม่มีความเป็นมนุษย์ที่แท้จริง

    ยกตัวอย่าง ในนิยายรักหลายเรื่อง เราจะเจอพระเอกที่เป็น CEO หนุ่ม หล่อ เย็นชา มีอดีตเศร้า และมักจะ “เปลี่ยน” เป็นคนดีเพราะรักนางเอก นี่คือตัวอย่างของตัวละครแบบเก่า ที่คาดเดาได้ง่าย

    ผ่าตัวละครทีละชั้น

    Luna Azzurra เปรียบตัวละครเหมือนหัวหอม มีหลายชั้น แต่ละชั้นมีเรื่องราว มีกลิ่นไอ มีรสชาติของมันเอง การสร้างตัวละครที่ดีต้อง “ผ่า” ทีละชั้น ทีละข้อบกพร่อง ทีละประกายไฟในจิตใจ

    ชั้นที่ 1: รูปลักษณ์ภายนอก

    นี่คือสิ่งที่ผู้อ่านเห็นแรก แต่ไม่ใช่แค่ “หล่อ” หรือ “สวย” Luna สอนให้เราคิดถึงรายละเอียดที่บ่งบอกบุคลิก เช่น:

    • มือของเขาแห้งกร้านเพราะล้างมือบ่อยเกินไป (บ่งบอกถึงความวิตกกังวล)
    • เธอมีรอยแผลเป็นเล็กๆ ที่นิ้วจากการทำอาหาร (บ่งบอกถึงความใส่ใจครอบครุว)
    • เขามักสวมเสื้อที่หลวมเกินไป (อาจซ่อนความไม่มั่นใจในรูปร่าง)

    ชั้นที่ 2: ภาษากายและนิสัยเล็กๆ น้อยๆ

    คนเราเป็นสัตว์นิสัย เมื่อเราทำอะไรซ้ำๆ มันจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวเรา Luna เน้นว่าตัวละครที่ดีต้องมี “นิสัยประจำตัว” ที่เล็กแต่สำคัญ เช่น:

    • นิ้วมือเคาะโต๊ะเมื่อคิดเรื่องยาก
    • ชอบจัดเรียงดินสอให้เป็นระเบียบก่อนทำงาน
    • มักจะหยิบผมส่ายข้างหูเมื่ออายอุบใจ
    • ต้องเช็คว่าประตูล็อกแล้วสองสามครั้งก่อนออกจากบาน

    ชั้นที่ 3: เสียงพูดและการใช้คำ

    ทุกคนพูดไม่เหมือนกัน คนที่เก่งภาษาอังกฤษดีจะใช้คำศัพท์ยาก คนที่เรียนน้อยอาจพูดง่ายๆ คนที่เป็นหมอจะใช้คำศัพท์ทางการแพทย์

    ตัวอย่าง:

    • นักธุรกิจ: “เราต้องวิเคราะห์ ROI และ KPI ให้ดีก่อนตัดสินใจ”
    • ช่างซ่อมรถ: “เครื่องยนต์มันดับเพราะปั๊มน้ำมันเสีย เปลี่ยนแล้วจะหาย”
    • วัยรุ่น: “แบบว่า เหมือน มันก็ เอ่อ… ไม่รู้สิ แปลกๆ งี้แหละ”

    สร้างแรงจูงใจที่จริงใจ

    หนึ่งในจุดสำคัญที่ Luna เน้นคือ ตัวละครต้องมี “แรงจูงใจ” ที่เข้าใจได้ ไม่ใช่แค่ “เพื่อช่วยโลก” หรือ “เพื่อความรัก” แบบง่ายๆ แต่ต้องลึกกว่านั้น

    แรงจูงใจแบบผิวเผิน vs แรงจูงใจแบบลึก

    แบบผิวเผิน: “เขาอยากรวยเพราะต้องการเงิน”

    แบบลึก: “เขาอยากรวยเพราะตอนเด็กเคยถูกเพื่อนดูถูกว่าจน ทำให้รู้สึกอับอายมาตลอด เงินจึงเป็นเกราะป้องกันความรู้สึกด้อยของเขา”

    แรงจูงใจที่ลึกจะทำให้เราเข้าใจว่าทำไมตัวละครถึงทำในสิ่งที่เขาทำ และทำให้เราเห็นใจเขามากขึ้น

    ศิลปะของความบกพร่อง

    สิ่งหนึ่งที่ทำให้คนเราน่ารักคือความไม่สมบูรณ์แบบ Luna เน้นว่าตัวละครที่ดีต้องมี “ข้อบกพร่อง” ที่เป็นธรรมชาติ

    ประเภทของความบกพร่อง

    1. ข้อบกพร่องทางจิตใจ:

    • ขี้สงสัย (สงสัยทุกคนทุกคำพูด)
    • ใจเย็นเกินไป (ไม่แสดงอารมณ์)
    • โกหกเป็นนิสัย (แม้เรื่องเล็ก)

    2. ข้อบกพร่องทางพฤติกรรม:

    • ชอบมาสาย
    • พูดขัดจังหวะคนอื่น
    • เก็บของเก่าไว้เยอะ

    3. ข้อบกพร่องทางอารมณ์:

    • โกรธง่าย
    • น้อยใจง่าย
    • กลัวความผูกพัน

    ที่สำคัญคือข้อบกพร่องเหล่านี้ต้องส่งผลต่อเรื่องราว ไม่ใช่แค่ตกแต่งตัวละครให้ดูดี

    ตัวอย่าง: ตัวละครที่ชี้ขี้สงสัยอาจทำให้เสียโอกาสดี เพราะไม่เชื่อคำแนะนำของเพื่อน หรือตัวละครที่โกรธง่ายอาจทำให้เสียความสัมพันธ์ที่สำคัญ

    การสร้างความขัดแย้ง

    ความขัดแย้งคือหัวใจของเรื่องราวที่น่าติดตาม Luna แบ่งความขัดแย้งเป็นหลายระดับ:

    ความขัดแย้งภายใน (Internal Conflict)

    นี่คือการต่อสู้ในจิตใจของตัวละครเอง เช่น:

    • คนที่อยากประสบความสำเร็จ แต่กลัวความล้มเหลว
    • คนที่อยากใจดี แต่โลกทำให้เขากลายเป็นคนเห็นแก่ตัว
    • คนที่อยากรัก แต่กลัวการถูกทิ้ง

    ความขัดแย้งระหว่างตัวละคร (Character vs Character)

    • เพื่อนสนิทที่มีจุดยืนต่างกัน
    • พ่อแม่ที่อยากให้ลูกเป็นหมอ แต่ลูกอยากเป็นศิลปิน
    • คู่รักที่มีฝันที่ขัดแย้งกัน

    ความขัดแย้งกับสิ่งแวดล้อม (Character vs Environment)

    • คนจนในสังคมที่เห็นเงินเป็นใหญ่
    • คนซื่อในระบบที่เต็มไปด้วยการทุจริต
    • คนอ่อนแอในโลกที่ต้องการความแข็งแกร่ง

    เทคนิคการเขียนบทสนทนา

    บทสนทนาคือหน้าต่างสู่จิตใจ Luna สอนเทคนิคการเขียนบทสนทนาที่เผยให้เห็นตัวตนของตัวละคร:

    1. คนพูดอ้อมค้อม vs คนพูดตรงประเด็น

    คนพูดอ้อมค้อม: “อืม… ผมว่า… บางทีถ้าเป็นไปได้นะ… คิดว่าอาจจะ… เอ่อ… แปลกแฮ่ถ้าเราลองทำแบบนั้นดูไหมคะ?”

    คนพูดตรงประเด็น: “ทำแบบนี้เลย”

    2. การใช้คำเสียด

    คนที่โกรธหรือรู้สึกเสียใจมักใช้คำพูดที่มี “เสียดสี” แฝงอยู่

    “ดีจังเลยนะ ทำงานสำคัญอย่างนี้ไม่บอกกัน” (แทนที่จะพูดตรงๆ ว่าโกรธที่ไม่ได้รับข้อมูล)

    3. การเว้นช่วงและการใช้ “…”

    “ผม… ผมไม่รู้ว่าจะพูดยังไง” (บ่งบอกความลำบากใจ) “เธอคิดจริงๆ เหรอ?” (บ่งบอกความไม่เชื่อหรือผิดหวัง)

    อารมณ์ที่แท้จริง

    Luna เน้นว่าอารมณ์คนเรานั้นซับซ้อน ไม่ใช่แค่ “ดีใจ” หรือ “เศร้า” แต่มีหลากหลายเฉดสี:

    ความโกรธมีหลายระดับ:

    • หงุดหงิด (เล็กๆ น้อยๆ)
    • รำคาญ (ระดับกลาง)
    • โมโห (ระดับแรง)
    • เดือดดาล (ระดับสุด)

    ความเศร้าก็เช่นกัน:

    • เสียใจ
    • เศร้าเศร้า
    • หดหู่
    • ท้อแท้
    • สิ้นหวัง

    แต่ละระดับจะมีการแสดงออกที่ต่างกัน คนที่หงุดหงิดอาจกระสับกระส่าย แต่คนที่เดือดดาลอาจทุบโต๊ะ

    การใช้อดีตมาเชื่อมโยงปัจจุบัน

    เรื่องราวในอดีตคือรากฐานของตัวละคร Luna สอนให้สร้าง “backstory” ที่มีความหมาย:

    ตัวอย่างการสร้างอดีตที่มีความหมาย:

    ตัวละคร: หญิงสาวที่กลัวสุนัข

    อดีตแบบธรรมดา: เคยถูกสุนัขกัดตอนเด็ก

    อดีตแบบลึก: เมื่ออายุ 7 ขวบ เธอเลี้ยงลูกสุนัขน้อยชื่อ “ขาว” วันหนึ่งขาวหายไป พ่อบอกว่าขาวไปหาแม่แล้ว แต่ความจริงคือขาวตายเพราะเจ็บป่วย พ่อไม่อยากให้เธอเสียใจ หลังจากนั้นเธอจึงกลัวการผูกพันธ์กับสุนัข กลัวว่าจะต้องเจ็บปวดจากการสูญเสียอีกครั้ง

    เห็นไหมครับ ว่าอดีตแบบลึกจะอธิบายได้ว่าทำไมเธอถึงกลัว และยังเปิดโอกาสให้มีการพัฒนาตัวละครต่อไป

    การทำให้ตัวละครเติบโตขึ้น

    หัวใจสำคัญของตัวละครที่ดีคือการ “เปลี่ยนแปลง” หรือที่เรียกว่า Character Development Luna เน้นว่าการเปลี่ยนแปลงต้องเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป เชื่อได้ และมีเหตุมีผล

    ขั้นตอนการเปลี่ยนแปลง:

    1. จุดเริ่มต้น: ตัวละครเป็นแบบไหน 2. เหตุการณ์กระตุ้น: อะไรทำให้เขาต้องเปลี่ยน 3. การต่อสู้ภายใน: เขาไม่อยากเปลี่ยน มีการต่อสู้ในใจ 4. การทำผิดพลาด: เขาลองวิธีใหม่แต่ล้มเหลว 5. การตระหนักรู้: เขาเข้าใจในสิ่งที่จำเป็น 6. การเปลี่ยนแปลง: เขาเป็นคนใหม่ (แต่ยังคงเป็นตัวเขา)

    ตัวอย่าง:

    ตัวละคร: คนเห็นแก่ตัว เหตุการณ์กระตุ้น: เพื่อนป่วยหนัก ต้องการความช่วยเหลือ การต่อสู้ภายใน: เขาไม่อยากยุ่ง แต่ใจมันไม่สบาย การทำผิดพลาด: เขาไปเยี่ยมแต่ไม่รู้จะทำอะไร รู้สึกไร้ประโยชน์ การตระหนักรู้: เขาคิดได้ว่า แค่อยู่เคียงข้างก็มีความหมาย การเปลี่ยนแปลง: เขายังคงระวังตัว แต่เริ่มเปิดใจให้คนอื่นมากขึ้น

    การหลีกเลี่ยงตัวละครแบบเก่า

    Luna เตือนว่านักเขียนหลายคนตกหลุมพรางของการสร้างตัวละครแบบเก่า ที่เคยเห็นมาแล้วนับพันครั้ง:

    ตัวละครแบบเก่าที่ควรหลีกเลี่ยง:

    1. นางเอกใสซื่อ: ใจดี ไร้เดียงสา ทุกคนรัก แต่ตัวเองไม่รู้ตัวว่าน่ารัก

    2. พระเอกเย็นชา: หล่อ รวย เยือกเย็น มีอดีตเศร้า เปลี่ยนเป็นคนดีเพราะรัก

    3. คู่แข่งใจดำ: คอยทำร้ายพระนาง ไม่มีเหตุผลที่ดี

    4. เพื่อนขี้สร่าง: อ้วน น่าเกลียด ทำหน้าที่ให้คำแนะนำ แต่ไม่มีชีวิตรักของตัวเอง

    วิธีทำให้ตัวละครแปลกใหม่:

    แทนที่จะเป็น “นางเอกใสซื่อ” ลองเป็น: “หญิงสาวที่แสร้งทำเป็นใสซื่อ เพราะไม่อยากให้คนอื่นคาดหวังกับเธอสูง”

    แทนที่จะเป็น “พระเอกเย็นชา” ลองเป็น: “ผู้ชายที่เห็นใจคนอื่นมากเกินไป จนต้องปิดบังอารมณ์ของตัวเองเพื่อไม่ให้เป็นภาระใคร”

    การสร้างตัวละครรอง

    ตัวละครรองไม่ใช่แค่ “คนเดิน” ในเรื่อง Luna สอนว่าแม้แต่ตัวละครที่ปรากฏแค่หน้าเดียว ก็ควรมีชีวิตของเขาเอง

    เทคนิคการสร้างตัวละครรอง:

    1. ให้เขามีเป้าหมาย: แม้แต่พนักงานเสิร์ฟ ก็อาจกำลังเก็บเงินเพื่อเรียนต่อ

    2. ให้เขามีความคิดเห็น: คนขายของไม่ได้เป็นแค่เครื่องจักร เขาอาจคิดว่าลูกค้าคนนี้แปลก

    3. ให้เขามีนิสัย: แม่ค้าอาจชอบร้องเพลงขณะนับเงิน

    ตัวอย่าง:

    แบบปกติ: “เขาซื้อกาแฟจากร้าน แม่ค้าหยิบให้”

    แบบมีชีวิต: “เขาซื้อกาแฟจากป้าจุ๊ ป้าจุ๊ขณะผสมกาแฟก็ร้องเพลงเก่าเบาๆ ใบหน้าเธอสดใส แม้จะอายุมากแล้ว ‘วันนี้กาแฟหวานกว่าปกติ’ ป้าจุ๊พูดพร้อมรอยยิ้ม ‘เพราะฟ้าใส หัวใจดี’”

    เห็นไหมครับ ว่าป้าจุ๊เพียงแค่ไม่กี่บรรทัด แต่เรารู้สึกว่าเธอเป็นคนจริง มีความสุข รักชีวิต

    การใช้สัญลักษณ์และสิ่งของ

    Luna เน้นว่าสิ่งของเล็กๆ น้อยๆ สามารถบ่งบอกตัวละครได้มาก:

    สิ่งของที่มีความหมาย:

    นาฬิการุ่นเก่า: อาจเป็นของคุณปู่ บ่งบอกถึงความจริงใจต่อครอบครัว หรือการที่อยากจับยึดอดีต

    มือถือจอแตก: อาจบ่งบอกถึงความประหยัด หรือความที่ไม่สนใจสิ่งภายนอก หรือความเพลิดเพลิน

    กระเป๋าที่เป็นระเบียบเสมอ: บ่งบอกถึงความเป็นคนละเอียด หรือความต้องการควบคุม

    รองเท้าที่ซ่อมแล้วหลายครั้ง: บ่งบอกถึงความผูกพัน หรือความทรงจำดีๆ

    สรุป

    สิ่งที่ Luna Azzurra ต้องการสื่อผ่านหนังสือ “The Anatomy of a Character” คือการเปลี่ยนมุมมองเรื่องการสร้างตัวละคร จากการคิดว่า “ตัวละครคือผู้แสดงในเรื่อง” มาเป็น “ตัวละครคือคนจริงที่มีชีวิต มีเรื่องราว มีความรู้สึก”

    เมื่อเราสร้างตัวละครด้วยใจ ผ่าโครงสร้างทีละชั้น เข้าใจแรงจูงใจ ยอมรับข้อบกพร่อง และปล่อยให้เขาเติบโต เราจะได้ตัวละครที่ผู้อ่านจดจำได้ เข้าใจได้ และรู้สึกเป็นกันเอง

    นี่คือศิลปะของการเล่าเรื่อง ไม่ใช่แค่การเรียงคำ แต่คือการถ่ายทอดประสบการณ์ความเป็นมนุษย์ผ่านตัวละครที่เราสร้างขึ้น

    และเมื่อเราทำได้สำเร็จ ตัวละครของเราจะไม่ใช่แค่ตัวหนังสือบนกระดาษ แต่จะกลายเป็น “คน” ที่ผู้อ่านเดินทางไปด้วยกัน หัวเราะด้วยกัน ร้องไห้ด้วยกัน และจดจำไปตลอดชีวิต

    นั่นคือพลังของตัวละครที่มีชีวิต และนั่นคือสิ่งที่ Luna Azzurra อยากให้นักเขียนทุกคนสามารถสร้างได้

    #hrรีพอร์ต

  • มีเรื่องราวหนึ่งที่น่าทึ่งมากในช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมา เรื่องของ Matthew J Holmes ชายคนหนึ่งที่เห็นธุรกิจวิดีโอของตัวเองถูกทำลายลงในพริบตา พอโรคระบาด เขาเหลือแค่ภรรยาที่กำลังตั้งครรภ์ลูกแฝด และบัญชีธนาคารที่เกือบจะเป็นศูนย์

    แต่แทนที่ Matthew จะนั่งโอดโอยกับสถานการณ์ เขากลับเลือกที่จะลุกขึ้นสู้ ด้วยวิธีที่ไม่เคยคิดมาก่อน – การช่วยภรรยาขายหนังสือ

    “ผมไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับการขายหนังสือ” Matthew เล่าในหนังสือของเขา “แต่ผมรู้ว่าถ้าไม่ทำอะไรเลย เราจะไม่มีเงินเลี้ยงครอบครัว”

    การเริ่มต้นด้วยเงิน 10 ดอลลาร์ต่อวัน

    Matthew เริ่มต้นด้วยงบโฆษณาเพียงวันละ 10 ดอลลาร์บน Facebook Ads เขาไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร แต่เขาใช้เวลาหลายชั่วโมงต่อวันในการศึกษาเรียนรู้ ลองผิดลองถูก และปรับปรุงกลยุทธ์อย่างต่อเนื่อง

    “วันแรกๆ มันแย่มาก” เขาเล่า “โฆษณาไม่มีใครคลิก หนังสือไม่มีใครซื้อ แต่ผมไม่ยอมแพ้”

    การเปลี่ยนแปลงเริ่มเกิดขึ้นเมื่อ Matthew เข้าใจว่า การโฆษณาหนังสือไม่เหมือนการโฆษณาสินค้าอื่น คนที่เล่น Facebook ไม่ได้เปิดมาเพื่อซื้อหนังสือ พวกเขาเปิดมาเพื่อดูข่าวสารเพื่อนฝูง ดังนั้นเขาต้องสร้างโฆษณaที่ดูน่าสนใ�และไม่เหมือนโฆษณา

    ผลลัพธ์ที่เหนือความคาดหมาย

    ภายในเวลาเพียง 18 เดือน ธุรกิจหนังสือของภรรยา Matthew เติบโตจากรายได้เดือนละ 133 ดอลลาร์ในเดือนแรก ไปเป็นมากกว่า 10,000 ดอลลาร์ต่อเดือน

    ตัวเลขที่น่าทึ่งคือ:

    • รายได้รวมกว่า 650,000 ดอลลาร์
    • ขายหนังสือได้มากกว่า 300,000 เล่ม
    • ใช้เวลาทำงานเพียงวันละ 60-90 นาที

    “ตอนแรกผมไม่เชื่อเลยว่าตัวเลขจะสูงขนาดนี้” Matthew เล่า “แต่เมื่อเราเข้าใจระบบและทำอย่างต่อเนื่อง มันเริ่มเติบโตเองแบบอัตโนมัติ”

    ความลับของระบบ

    Matthew ได้สรุปประสบการณ์ของเขาไว้ในหนังสือ “The Author Advertising Blueprint” ซึ่งเขาเรียกว่าเป็น “แผนที่นำทางสำหรับนักเขียนที่อยากขายหนังสือให้ได้กำไร”

    หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่แค่ทฤษฎี แต่เป็นแผนปฏิบัติการที่ผ่านการทดสอบแล้วจริงๆ โดยมีหลักการสำคัญดังนี้:

    1. การเลือกแพลตฟอร์มให้ถูกต้อง

    “หลายคนคิดว่า Facebook Ads เป็นทางเลือกเดียว” Matthew อธิบาย “แต่จริงๆ แล้วแต่ละแพลตฟอร์มมีจุดแข็งที่ต่างกัน”

    เขายกตัวอย่างว่า:

    • Facebook Ads เหมาะกับการหาผู้อ่านใหม่ที่ไม่เคยรู้จักหนังสือเรา
    • Amazon Ads เหมาะกับการขายให้คนที่กำลังหาหนังสืออยู่แล้ว
    • BookBub Ads เหมาะกับการเข้าถึงคนที่ชอบอ่านหนังสือจริงๆ

    2. การสร้างเว็บไซต์ที่แปลงผู้เยี่ยมชมเป็นลูกค้า

    Matthew พบว่าหลายคนมีเว็บไซต์แต่ไม่ได้ผล เพราะไม่รู้จักหลัก “conversion”

    “เว็บไซต์ของนักเขียนต้องทำงานเหมือนพนักงานขาย” เขาอธิบาย “ต้องบอกคนที่เข้ามาดูว่าทำไมต้องซื้อหนังสือเรา และทำอย่างไรให้เขาซื้อ”

    เขาแนะนำให้ใส่:

    • หน้าแรกที่อธิบายหนังสือแบบสั้นๆ กระชับ
    • ส่วนรีวิวจากผู้อ่านจริง
    • ปุ่มซื้อหนังสือที่เด่นชัด
    • ช่องกรอกอีเมลเพื่อรับข่าวสาร

    3. การสร้างรายชื่ออีเมลที่มีคุณภาพ

    “คนที่ยอมให้อีเมลคือคนที่สนใจหนังสือเราจริงๆ” Matthew เน้น “เขาเหล่านี้แหละที่จะซื้อหนังสือเล่มต่อไป”

    เขาใช้วิธีให้ของฟรีเพื่อแลกอีเมล เช่น:

    • บทแรกของหนังสือฟรี
    • เรื่องสั้นที่เกี่ยวข้องกับตัวละครหลัก
    • คู่มือเขียนหนังสือสำหรับนักเขียนมือใหม่

    4. ระบบ Book Funnel ที่เพิ่มกำไรจากผู้อ่านแต่ละคน

    Matthew อธิบายว่า “การขายหนังสือเล่มเดียวไม่พอ เราต้องคิดแบบซีรีส์”

    เขาใช้กลยุทธ์:

    • หนังสือเล่มแรกราคาถูกหรือฟรี เพื่อดึงดูดผู้อ่าน
    • หนังสือเล่มต่อไปราคาปกติ
    • สินค้าเสริมเช่น audiobook หรือ merchandise

    “เหมือนร้านกาแฟที่ขายกาแฟถูกแต่ขายเค้กแพง” เขาเปรียบเทียบ

    กลยุทธ์ Facebook Ads ที่ทำให้แตกต่าง

    Matthew เผยเคล็ดลับ Facebook Ads ที่เขาใช้ประสบความสำเร็จ:

    การเข้าใจจิตวิทยาผู้บริโภค

    “คนเล่น Facebook ไม่ได้มาหาหนังสือ” เขาอธิบาย “เขาแค่อยากดูว่าเพื่อนทำอะไรกัน เราต้องสร้างโฆษณาที่ดูน่าสนใจจนเขาหยุดเลื่อน”

    เขาแนะนำให้ใช้:

    • รูปภาพที่ดึงดูดสายตา (ไม่ใช่แค่ปกหนังสือ)
    • ข้อความที่สร้างความอยากรู้อยากเห็น
    • Call-to-action ที่ชัดเจน

    การทดสอบและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง

    “ผมไม่เคยใช้โฆษณาชุดเดียวเสมอ” Matthew บอก “ผมจะทดสอบหลายๆ แบบ แล้วเอาที่ให้ผลดีที่สุดมาใช้”

    เขาแนะนำให้ทดสอบ:

    • รูปภาพต่างๆ
    • ข้อความต่างๆ
    • กลุ่มเป้าหมายต่างๆ
    • เวลาลงโฆษณาต่างๆ

    การใช้เงินอย่างชาญฉลาด

    Matthew ไม่แนะนำให้ใช้เงินเยอะตั้งแต่แรก “เริ่มเล็กๆ ก่อน” เขาแนะนำ “วันละ 10-20 ดอลลาร์พอ พอได้ผลแล้วค่อยเพิ่ม”

    เขาใช้สูตรง่ายๆ:

    • ถ้าได้กำไรจากโฆษณา → เพิ่มงบ 10-20%
    • ถ้าขาดทุนจากโฆษณา → ลดงบ 10-20% หรือหยุดโฆษณานั้น

    Amazon Ads: อีกหนทางสู่ความสำเร็จ

    นอกจาก Facebook Ads แล้ว Matthew ยังใช้ Amazon Ads ด้วย เขาอธิบายว่าทั้งสองแพลตฟอร์มมีจุดแข็งที่แตกต่างกัน

    “Amazon Ads เหมาะสำหรับคนที่กำลังหาหนังสืออยู่แล้ว” เขาอธิบาย “ส่วน Facebook Ads เหมาะสำหรับคนที่ยังไม่รู้ว่าต้องการหนังสือเราหรือเปล่า”

    เขาใช้ Amazon Ads โดย:

    • เลือกคำค้นที่เกี่ยวข้องกับหนังสือของเรา
    • ดูว่าคู่แข่งใช้คำค้นอะไรบ้าง
    • ตั้งงบไม่ให้สูงเกินไป
    • ติดตามผลและปรับปรุงอย่างสม่ำเสมอ

    ข้อควรพิจารณา

    จากประสบการณ์ช่วยเหลือนักเขียนหลายร้อยคน Matthew สรุปข้อผิดพลาดที่พบบ่อย:

    1. คิดว่าการโฆษณาเป็นค่าใช้จ่าย

    “หลายคนมองว่าเงินที่จ่ายโฆษณาหายไป” เขาอธิบาย “แต่จริงๆ แล้วมันเป็นการลงทุน ถ้าทำถูกต้อง เงิน 1 ดอลลาร์ที่จ่ายไป จะกลับมาเป็น 2-3 ดอลลาร์”

    2. ไม่ใช้ระบบติดตามผล

    “ถ้าไม่รู้ว่าโฆษณาไหนได้ผล เราก็ไม่สามารถปรับปรุงได้” Matthew เน้น

    เขาแนะนำให้ติดตาม:

    • จำนวนคนที่เห็นโฆษณา
    • จำนวนคนที่คลิกโฆษณา
    • จำนวนคนที่ซื้อหนังสือ
    • กำไรที่ได้จากการขาย

    3. ยอมแพ้เร็วเกินไป

    “การโฆษณาต้องใช้เวลา” Matthew เตือน “อย่าคาดหวังว่าวันแรกจะขายดีทันที ให้เวลา Facebook หรือ Amazon เรียนรู้ว่าใครเป็นผู้อ่านที่เราต้องการ”

    เขาแนะนำให้รอผลอย่างน้อย 7 วัน ก่อนจะตัดสินใจว่าโฆษณาไม่ได้ผล

    การออกแบบชีวิตให้เหมาะกับการเป็นนักเขียน

    สิ่งที่น่าประทับใจที่สุดในเรื่องราวของ Matthew คือเขาไม่ได้สละชีวิตครอบครัวเพื่อทำธุรกิจ แต่เขาออกแบบธุรกิจให้เข้ากับชีวิต

    “ผมใช้เวลาทำงานแค่ 60-90 นาทีต่อวัน” เขาเล่า “เวลาที่เหลือผมใช้กับครอบครัว เล่นกับลูกๆ พาเที่ยว ออกกำลังกาย”

    เขาทำได้โดย:

    • สร้างระบบที่ทำงานแบบอัตโนมัติ
    • มุ่งเน้นแค่สิ่งที่สำคัญจริงๆ
    • ไม่พยายามทำทุกอย่างเอง
    • ใช้เครื่องมือช่วยประหยัดเวลา

    บทเรียนสำคัญจากเรื่องราวนี้

    เรื่องราวของ Matthew สอนเราหลายสิ่ง:

    1. วิกฤตคือโอกาส

    เมื่อธุรกิจเดิมของเขาล้มเหลว แทนที่จะท้อแท้ เขาเลือกที่จะหาทางใหม่ “บางทีสิ่งที่เราคิดว่าเป็นปัญหา อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของโอกาสใหม่” เขาทิ้งท้าย

    2. การเรียนรู้ไม่มีวันสิ้นสุด

    Matthew ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดตั้งแต่แรก เขาเรียนรู้ไปทำไป “ไม่ต้องเก่งทุกอย่างตั้งแต่แรก” เขาบอก “สำคัญคือต้องพร้อมเรียนรู้”

    3. ความพอเพียงคือกุณแจ

    แม้จะมีรายได้มากขึ้น Matthew ไม่ได้เปลี่ยนวิถีชีวิตอย่างมากมาย เขายังคงใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย เน้นเวลากับครอบครัว

    อนาคตของการขายหนังสือ

    Matthew เชื่อว่าอนาคตของการขายหนังสือจะต้องอาศัยการโฆษณาออนไลน์มากขึ้น “การพึ่งแค่การบอกต่อ หรือการโปรโมทในโซเชียลมีเดีย อาจจะไม่เพียงพอแล้ว” เขาวิเคราะห์

    เขาเห็นว่าแพลตฟอร์มใหม่ๆ เช่น BookBub Ads จะมีบทบาทมากขึ้น เพราะคนที่ใช้แพลตฟอร์มนี้เป็นคนที่ชอบอ่านหนังสือจริงๆ ไม่ใช่คนที่แค่เล่นโซเชียลมีเดีย

    “อนาคตเป็นของนักเขียนที่เข้าใจว่าผู้อ่านต้องการอะไร” เขาสรุป “ไม่ใช่นักเขียนที่เพียงแค่เขียนได้”

    สรุป

    เรื่องราวของ Matthew J Holmes และหนังสือ “The Author Advertising Blueprint” เป็นมากกว่าแค่คู่มือการขายหนังสือ มันเป็นเรื่องราวของการไม่ยอมแพ้ การเรียนรู้ที่ไม่หยุดหย่อน และการสร้างสมดุลระหว่างความสำเร็จทางการงานกับความสุขในชีวิต

    หนังสือเล่มนี้ไม่ได้สัญญาว่าจะทำให้คุณรวยข้ามคืน แต่มันให้แผนปฏิบัติการที่ชัดเจน ที่ผ่านการทดสอบแล้วว่าได้ผลจริง

    สำหรับนักเขียนที่กำลังมองหาทางออกใหม่ หรือคนที่อยากเริ่มต้นธุรกิจขายหนังสือ เรื่องราวนี้อาจจะเป็นแรงบันดาลใจที่คุณต้องการ

    เพราะในยุคที่ใครๆ ก็เขียนหนังสือได้ สิ่งที่จะทำให้เราแตกต่างไม่ใช่แค่การเขียนให้ดี แต่เป็นการรู้จักนำเสนอผลงานให้คนอื่นเห็น

    และจากเรื่องราวของ Matthew เราเห็นว่า มันเป็นไปได้จริงๆ ที่จะเปลี่ยนจากคนที่ไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับการขายหนังสือ มาเป็นคนที่สร้างรายได้หลักแสนดอลลาร์จากหนังสือได้

    เพียงแค่ต้องมีใจที่พร้อมเรียนรู้ ความอดทน และการไม่ยอมแพ้เท่านั้น

    #hrรีพอร์ต

  • “เขียนหนังสือยาก แต่ขายหนังสือยิ่งยากกว่า” นี่คือประโยคเปิดที่ Ricardo Fayet หนึ่งในผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ Reedsy ใช้เริ่มต้นหนังสือ “How to Market a Book: Overperform in a Crowded Market”

    แล้วคุณรู้มั้ยว่าทำไมเขาถึงรู้เรื่องนี้ดี? เพราะเขาช่วยนักเขียนถึง 150,000 คนทำการตลาดหนังสือผ่านจดหมายข่าวรายสัปดาห์ จนกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดหนังสือระดับโลก

    วันนี้เราจะมาฟังเรื่องราวและเคล็ดลับจากเขากันว่า นักเขียนในยุคนี้ควรทำการตลาดอย่างไรให้ประสบความสำเร็จ

    มหาสมุทรแห่งหนังสือ

    ลองนึกภาพดูสิ ว่าตลาดหนังสือในยุคนี้เปรียบเสมือนมหาสมุทรที่มีหนังสือล้นทะลัก ทุกวันมีหนังสือใหม่ๆ เกิดขึ้นเป็นหมื่นเล่ม ไม่ว่าจะเป็นหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ หนังสือพิมพ์ หรือหนังสือเสียง

    นักเขียนคนหนึ่งที่ Ricardo เล่าถึงเคยบอกว่า “หลังจากที่ผมเขียนหนังสือเสร็จ ผมคิดว่าแค่โพสต์ขายบน Amazon แล้วรอ ยอดขายก็จะเพิ่มขึ้นเองแหละ” แต่ผลที่ได้คือ หนึ่งเดือนผ่านไป ขายได้แค่ 3 เล่ม… ให้ญาติเพื่อน

    เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับนักเขียนหลายพันคนทุกวัน เพราะพวกเขาคิดว่าการเขียนหนังสือที่ดีคือทั้งหมดแล้ว แต่ความจริงคือ การทำการตลาดหนังสือมันเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องเรียนรู้

    นักเขียนทำทุกอย่างแต่ไม่ได้ผล

    Ricardo เล่าว่า นักเขียนในยุคนี้รู้สึกเหมือนต้องเป็น “Superman” ทำได้ทุกอย่าง:

    • ต้องโพสต์โซเชียลมีเดียทุกวัน
    • ต้องไปร่วมบล็อกทัวร์
    • ต้องจ่ายเงินโฆษณา
    • ต้องทำโปรโมชันลดราคา
    • ต้องสร้างอีเมลรายชื่อ
    • ต้องจัดกิจกรรมแจกของรางวัล
    • แล้วก็อีกเป็นร้อยๆ อย่าง

    ผลที่ได้คือ นักเขียนหลายคนรู้สึกเหนื่อยล้า ใช้เวลาทำการตลาดมากกว่าเขียนหนังสือ และที่แย่ที่สุดคือ… ยอดขายก็ไม่เพิ่มขึ้นเท่าไหร่

    มีนักเขียนคนหนึ่งเล่าให้ Ricardo ฟังว่า “ผมใช้เวลา 8 ชั่วโมงต่อวันทำการตลาด แต่เขียนหนังสือได้แค่วันละ 1 ชั่วโมง ผลคือ หนังสือเล่มที่สองออกช้าไปหนึ่งปี และยอดขายก็ไม่ได้ดีขึ้นมากเท่าไหร่”

    ไม่ต้องทำทุกอย่าง!

    แล้ว Ricardo มีคำตอบอะไรให้กับปัญหานี้? เขาบอกว่า “คุณไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่าง!”

    ฟังดูเหมือนไม่น่าเชื่อใช่มั้ย? แต่นี่คือความจริงที่เขาค้นพบจากการวิเคราะห์ข้อมูลนักเขียนที่ประสบความสำเร็จหลายพันคน

    หลักการง่ายๆ คือ: ทำน้อย แต่ทำให้เก่ง

    แทนที่จะทำ 20 อย่างแล้วได้ผลร้อยละ 10 ทุกอย่าง ให้เลือกแค่ 2-3 อย่าง แล้วทำให้ได้ผลร้อยละ 80

    เปลี่ยนกรอบความคิดเป็นขั้นตอนแรก

    Ricardo เล่าเรื่องนักเขียนคนหนึ่งชื่อ Sarah ที่มาปรึกษาเขา Sarah เขียนนิยายแฟนตาซีแล้วใช้เวลา 3 ปี แต่ขายได้แค่ 50 เล่ม

    เมื่อ Ricardo ถามว่า “คุณเขียนหนังสือนี้เพราะอะไร?”

    Sarah ตอบว่า “เพราะเป็นเรื่องราวที่ผมอยากเล่า”

    “แล้วคุณรู้มั้ยว่าใครจะอยากอ่าน?”

    “เอ่อ… คนที่ชอบแฟนตาซีน่ะสิ”

    “แล้วคนที่ชอบแฟนตาซีเขาชอบอะไรกันบ้าง? เขาอ่านหนังสือใครบ้าง? เขาซื้อหนังสือที่ไหน?”

    Sarah ตอบไม่ได้

    นี่คือปัญหาใหญ่ที่ Ricardo พบบ่อย: นักเขียนเขียนหนังสือที่ตัวเองอยากเขียน แต่ไม่รู้ว่าใครจะอยากอ่าน

    คำแนะนำของ Ricardo คือ: อย่าเขียนหนังสือแล้วค่อยหาคนอ่าน แต่ให้หาว่าคนอ่านอยากอ่านอะไร แล้วค่อยเขียน

    การวิจัยตลาด

    หลังจากที่ Sarah เปลี่ยนวิธีคิดแล้ว เธอเริ่มทำการวิจัยตลาด Ricardo สอนเธอขั้นตอนง่ายๆ:

    ขั้นตอนที่ 1: หาหนังสือขายดีในแนวเดียวกัน

    Sarah ไปดูหนังสือแฟนตาซีที่ขายดีใน Amazon Top 100 เธอพบว่า:

    • ส่วนใหญ่เป็น “Young Adult Fantasy”
    • มีรูปแบบเป็นซีรีส์ ไม่ใช่เล่มเดียวจบ
    • ตัวเอกมักเป็นเด็กผู้หญิงวัย 16-18 ปี
    • มีธีมเกี่ยวกับ “จากคนธรรมดาสู่พลังวิเศษ”

    ขั้นตอนที่ 2: วิเคราะห์ปกหนังสือ

    เธอสังเกตว่าปกหนังสือขายดีมีลักษณะ:

    • สีสันสดใส (ไม่ใช่สีมืดๆ)
    • มีตัวละครหญิงเด่นชัด
    • ฟอนต์ที่อ่านง่าย
    • มี “element” แฟนตาซีเห็นชัดเจน (เช่น ปีก, ดาบ, เวทมนตร์)

    ขั้นตอนที่ 3: อ่านรีวิวของผู้อ่าน

    Sarah ใช้เวลาอ่านรีวิว 5 ดาว และ 1 ดาว ของหนังสือขายดี เธอพบว่า:

    • ผู้อ่านชอบตัวละครที่ “relatable” (เข้าถึงได้)
    • ผู้อ่านไม่ชอบเนื้อเรื่องช้าเกินไป
    • ผู้อ่านอยากได้ romance subplot (โรแมนซ์เป็นเรื่องเล็ก)

    ผลลัพธ์

    หลังจากศึกษาตลาดแล้ว Sarah ตัดสินใจเขียนหนังสือใหม่ตามที่ตลาดต้องการ ผลคือ:

    • หนังสือเล่มใหม่ขายได้ 2,000 เล่มในเดือนแรก
    • ได้รีวิว 4.3 ดาวจาก 150 คน
    • มีคนขอให้เขียนภาคต่อ

    เทคนิคของ Amazon

    Ricardo เล่าต่อว่า Amazon คือกุญแจสำคัญของความสำเร็จ เพราะยอดขายหนังสือ 70-80% เกิดขึ้นที่ Amazon

    เคล็ดลับการหาคำค้น (Keywords)

    วิธีง่ายๆ ที่ Ricardo สอน:

    1. เปิด Amazon ในโหมด Incognito
    2. พิมพ์คำค้นที่เกี่ยวกับหนังสือของคุณ
    3. ดูคำแนะนำอัตโนมัติที่ขึ้นมา

    ตอนที่ Sarah ทดลองพิมพ์ “young adult fantasy” คำแนะนำที่ขึ้นมาคือ:

    • young adult fantasy romance
    • young adult fantasy series
    • young adult fantasy magic academy
    • young adult fantasy enemies to lovers

    Sarah เลือกใช้คำว่า “magic academy” และ “enemies to lovers” ในการเขียนโปรโมต หนังสือของเธอ

    การเลือกหมวดหนังสือ (Categories)

    Ricardo เตือนว่า อย่าโลภ อย่าเอาหนังสือไปใส่ทุกหมวด

    Sarah เคยใส่หนังสือในหมวด:

    • Fantasy
    • Romance
    • Adventure
    • Coming of Age
    • Magic

    แต่ Ricardo แนะนำให้เลือกแค่ 2 หมวดที่เหมาะสมที่สุด คือ “Young Adult Fantasy” และ “Teen Romance” เพราะการแข่งขันน้อยกว่า และตรงกับเนื้อหามากที่สุด

    ผลลัพธ์: หนังสือของ Sarah ขึ้นอันดับ 15 ใน “Young Adult Fantasy” แต่ถ้าใส่ใน “Fantasy” ทั่วไป จะอยู่อันดับ 5,000 กว่า

    กลยุทธ์การสร้างฐานแฟน

    เทคนิค “Street Team”

    Ricardo อธิบายว่า “Street Team” คือกลุ่มแฟนพันธุ์แท้ที่จะช่วยโปรโมทหนังสือให้

    Sarah ทำดังนี้:

    1. สร้างกรุ๊ป Facebook “Sarah’s Fantasy Readers”
    2. ชวนเพื่อนๆ และครอบครัวเข้าร่วม (เริ่มต้น 20 คน)
    3. แชร์เบื้องหลังการเขียน, ตัวอย่างบท, ภาพประกอบ
    4. ให้อ่านหนังสือก่อนใครฟรี แลกกับการรีวิว

    ภายใน 6 เดือน กรุ๊ปมีสมาชิก 500 คน และเมื่อหนังสือออกใหม่ Sarah ได้รีวิว 50 รีวิวใน 3 วันแรก

    การสร้างอีเมลลิสต์

    Ricardo เน้นว่า อีเมลคือทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดของนักเขียน เพราะ:

    • เป็นของคุณ 100% (ไม่ใช่ของ Facebook หรือ Instagram)
    • เข้าถึงผู้อ่านได้โดยตรง
    • ผู้คนที่ให้อีเมลมักจะซื้อหนังสือ

    Sarah ทำดังนี้:

    1. สร้าง PDF “10 เทคนิคการสร้างโลกแฟนตาซี” แจกฟรี
    2. ตั้งหน้าเว็บให้คนกรอกอีเมลแลกกับ PDF
    3. ส่งอีเมลสัปดาห์ละครั้ง แชร์เรื่องการเขียน

    ผลคือ ได้อีเมลลิสต์ 1,200 คน ก่อนหนังสือออก และเมื่อหนังสือออก มียอดสั่งซื้อล่วงหน้า 300 เล่ม

    กลยุทธ์การเปิดตัวหนังสือ

    การได้รีวิวในช่วงแรก

    Ricardo เล่าว่า รีวิวในสัปดาห์แรกสำคัญมาก เพราะ Amazon Algorithm จะดูว่าหนังสือไหนได้รับความสนใจ

    เป้าหมายคือ ได้อย่างน้อย 20 รีวิวในสัปดาห์แรก

    Sarah วางแผนดังนี้:

    • ส่งหนังสือให้ Street Team 50 คน (คาดหวัง 30 รีวิว)
    • ส่งให้เพื่อนนักเขียน 10 คน (คาดหวัง 7 รีวิว)
    • ส่งให้บล็อกเกอร์ 5 คน (คาดหวัง 3 รีวิว)

    ผลจริง: ได้ 45 รีวิวในสัปดาห์แรก ทำให้ขึ้น Amazon Hot New Release

    การใช้โปรโมชันราคา

    Ricardo แนะนำให้ใช้ ราคาพิเศษในช่วงเปิดตัว เพื่อ:

    • ดึงดูดคนที่ยังไม่รู้จัก
    • เพิ่มยอดขายให้ขึ้นชาร์ต
    • สร้าง momentum

    Sarah ทำ:

    • สัปดาห์แรก: ราคา $0.99 (ปกติ $4.99)
    • สัปดาห์ที่สอง: ราคา $2.99
    • สัปดาห์ที่สาม: ราคาปกติ $4.99

    ผลลัพธ์: ขายได้ 800 เล่มในสัปดาห์แรก และเมื่อขึ้นราคา ยอดขายยังคงดีต่อเนื่อง

    การสร้างระบบอัตโนมัติ

    Ricardo เน้นว่า ความสำเร็จระยะยาวต้องมาจากระบบที่ทำงานเอง ไม่ใช่การทำงานหนักตลอดเวลา

    ระบบอีเมลอัตโนมัติ

    Sarah ตั้ง email sequence:

    • อีเมลที่ 1: ขอบคุณ + ลิงก์ดาวน์โหลด PDF ฟรี
    • อีเมลที่ 3: แนะนำตัวเขียน + เรื่องราวการเริ่มเขียน
    • อีเมลที่ 7: ส่งตัวอย่างบท + ถามความเห็น
    • อีเมลที่ 14: แจ้งข่าวหนังสือใหม่
    • อีเมลที่ 30: ถ้าหนังสือออกแล้ว ให้ลิงก์ซื้อ + โค้ดลด

    ระบบแจกของรางวัลอัตโนมัติ

    Sarah ใช้ Rafflecopter สร้างกิจกรรม:

    • ทุกเดือนแจก signed book + swag
    • เงื่อนไข: ติดตาม social media + แชร์โพสต์
    • ระบบจับฉลากและส่งอีเมลแจ้งผลอัตโนมัติ

    ผลลัพธ์: Sarah ใช้เวลาแค่ 2 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ทำการตลาด แต่ยอดขายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

    แพลตฟอร์มอื่นๆ ที่ควรรู้

    Apple Books

    Ricardo บอกว่า คำค้นสำคัญที่สุด สำหรับ Apple Books

    Sarah ทำ:

    • เพิ่มคำค้นที่เกี่ยวข้องในชื่อเรื่องย่อย “The Magic Academy Chronicles: A Young Adult Fantasy Romance”
    • ใส่คำค้นในเนื้อหา description
    • โปรโมทให้คน search “magic academy fantasy” ใน Apple Books

    Google Play Books

    Ricardo บอกว่า การลดราคาได้ผลดี ที่ Google Play

    Sarah ทำโปรโมชันประจำเดือน:

    • เดือนละครั้ง ลดราคา 50% เป็นเวลา 3 วัน
    • โปรโมทผ่าน social media
    • ได้ visibility เพิ่มขึ้นใน Google Play algorithm

    บทเรียนสำคัญจาก Sarah

    หลังจาก 1 ปี Sarah เปลี่ยนจาก:

    • หนังสือเล่มแรก: ขาย 50 เล่ม ใน 3 ปี
    • หนังสือเล่มที่สอง: ขาย 5,000 เล่ม ใน 1 ปี

    สิ่งที่เปลี่ยน:

    1. กรอบความคิด: เขียนสิ่งที่ตลาดต้องการ ไม่ใช่แค่สิ่งที่ตัวเองชอบ
    2. โฟกัส: ทำแค่ 3-4 กิจกรรมการตลาด แต่ทำให้ดี
    3. ระบบ: สร้างระบบอัตโนมัติที่ทำงานต่อเนื่อง
    4. ความสัมพันธ์: สร้างความสัมพันธ์กับผู้อ่านแบบระยะยาว

    ข้อผิดพลาดที่ควรหลีกเลี่ยง

    Ricardo เล่าถึงข้อผิดพลาดที่นักเขียนมักทำ:

    1. ทำทุกอย่างพร้อมกัน

    นักเขียนคนหนึ่งชื่อ Mike พยายามทำ:

    • Facebook Ads
    • Instagram Marketing
    • TikTok Videos
    • Blog Tour
    • Podcast Interviews
    • Book Signings

    ผลลัพธ์: ทุกอย่างได้ผลไม่ดี เพราะไม่มีเวลาทำให้ดี

    คำแนะนำ: เลือกแค่ 2 อย่าง ทำให้เก่งก่อน แล้วค่อยเพิ่ม

    2. คาดหวังผลลัพธ์เร็วเกินไป

    นักเขียนอีกคนชื่อ Lisa ทำ Facebook Ads แค่ 1 สัปดาห์ แล้วบอกว่า “ไม่ได้ผล”

    ความจริง: การตลาดหนังสือต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3-6 เดือนจึงจะเห็นผล

    3. ไม่ Follow-up

    หลายคนแจกของฟรี แต่ไม่ติดตามผลหรือสร้างความสัมพันธ์ต่อ

    คำแนะนำ: ทุก lead ที่ได้ต้องมี follow-up plan

    เคล็ดลับ

    การทำ Cross-promotion

    Ricardo แนะนำให้นักเขียนช่วยเหลือกัน:

    • หานักเขียนในแนวคล้ายกัน
    • แลกเปลี่ยนการโปรโมท
    • ทำ box set รวมกัน
    • จัด joint giveaway

    การใช้ AI ช่วยการตลาด (เทรนด์ใหม่)

    Ricardo เล่าถึงการใช้ AI ช่วยงาน:

    • ใช้ ChatGPT ช่วยเขียนอีเมลการตลาด
    • ใช้ AI วิเคราะห์คำค้นที่ควรใช้
    • ใช้ AI หาเป้าหมายโฆษณา
    • ใช้ AI เขียน social media posts

    ตัวอย่าง: Sarah ใช้ ChatGPT ช่วยเขียน 30 โพสต์ Instagram ในครั้งเดียว ประหยัดเวลาได้ 10 ชั่วโมงต่อเดือน

    สรุป

    จากเรื่องราวทั้งหมด Ricardo สรุปกฎทองไว้ 5 ข้อ:

    1. เข้าใจตลาดก่อนเขียน

    อย่าเขียนแล้วค่อยหาคนอ่าน แต่ให้หาคนอ่านแล้วค่อยเขียน

    2. โฟกัสดีกว่ากระจาย

    ทำ 2-3 อย่างให้เก่ง ดีกว่าทำ 20 อย่างให้พอใช้

    3. สร้างความสัมพันธ์ ไม่ใช่แค่ขาย

    ผู้อ่านซื้อจากคนที่เขารู้จัก ชอบ และไว้วางใจ

    4. ใช้ระบบอัตโนมัติ

    สร้างระบบที่ทำงานได้เองเมื่อคุณไม่อยู่

    5. อดทนและทำต่อเนื่อง

    การตลาดหนังสือเป็นการวิ่งมาราธอน ไม่ใช่วิ่งเร็ว 100 เมตร


    หนังสือของ Ricardo Fayet นี้ไม่ได้เป็นแค่คู่มือการตลาด แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงมุมมองทั้งหมดเกี่ยวกับการเป็นนักเขียน

    ถ้าคุณยังคิดว่าการเขียนหนังสือดีคือทั้งหมด ลองอ่านหนังสือเล่มนี้ดู คุณอาจจะเปลี่ยนความคิดและประสบความสำเร็จเหมือนนักเขียนหลายพันคนที่ Ricardo ช่วยเหลือมา

    จำไว้ว่า: เขียนดีเป็นจุดเริ่มต้น แต่การตลาดดีคือสิ่งที่จะพาคุณไปถึงเป้าหมาย

    #hrรีพอร์ต

  • ลองนึกภาพดูสิ คุณนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ในช่วงปลายปี 2022 กำลังคิดเรื่องเขียนหนังสือเล่มใหม่ แล้วจู่ๆ ก็มีไอเดียแปลกๆ เข้ามาในหัว “จะเป็นยังไงนะ ถ้าให้ ChatGPT เขียนหนังสือเกี่ยวกับการใช้ ChatGPT เขียนหนังสือ?”

    นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับ Hassan Osman ผู้ชายที่เป็นผู้อำนวยการฝ่าย PMO ของบริษัท Cisco และเป็นนักเขียนหนังสือแนวสอนทำงานมากว่า 15 เล่ม หลายเล่มก็ขึ้นอันดับเบสต์เซลเลอร์ของ Amazon ด้วย

    Hassan ไม่ใช่คนที่แค่คิดแล้วไม่ทำ เขาตัดสินใจลงมือทดลองความคิดที่ดูเหมือนจะ “บ้า” นี้จริงๆ ผลลัพธ์ที่ได้คือหนังสือเล่มหนึ่งที่ไม่เพียงแค่สอนเทคนิคการเขียน แต่ยังเป็นการทดลองครั้งยิ่งใหญ่ที่แสดงให้เห็นถึงอนาคตของการเขียนหนังสือในยุค AI

    การทดลอง

    วันแรกของการทดลอง

    Hassan เริ่มต้นการผจญภัยครั้งนี้ด้วยการเปิด ChatGPT แล้วพิมพ์คำถามง่ายๆ: “ChatGPT คุณช่วยฉันเขียนหนังสือได้ยังไง?”

    ผลลัพธ์ที่ได้กลับมาทำให้เขาประหลาดใจ AI ไม่ได้แค่ตอบแบบสั้นๆ แต่ให้รายละเอียดครบถ้วน ตั้งแต่การระดมสมองหาไอเดีย การทำโครงร่าง ไปจนถึงการแก้ไขร่างงาน

    “เฮ้ย นี่มันเหมือนมีผู้ช่วยคนใหม่ที่ฉลาดมากเลย!” Hassan คิดในใจ

    ขั้นตอนที่สอง: ให้ AI คิดชื่อหนังสือ

    Hassan ต่อด้วยการขอให้ ChatGPT เสนอชื่อหนังสือและหัวข้อย่อย ผลลัพธ์ที่ได้:

    ชื่อหนังสือที่ ChatGPT เสนอ:

    • “ChatGPT for Nonfiction Authors: How to Use ChatGPT to Write Better, Faster, and More Effectively”
    • “The AI Writing Revolution: A Guide for Nonfiction Authors”
    • “Write Smarter, Not Harder: Using ChatGPT for Nonfiction Success”

    Hassan เลือกชื่อแรก เพราะมันชัดเจน บอกเป้าหมายได้ดี และมีคำค้นหาที่คนจะหาเจอง่าย

    ขั้นตอนที่สาม: โครงร่างหนังสือ

    เมื่อ Hassan ขอให้ ChatGPT ทำโครงร่างหนังสือ AI ก็เสนอบทต่างๆ ที่สมเหตุสมผล:

    โครงร่างที่ ChatGPT เสนอ:

    บทที่ 1: รู้จักกับ ChatGPT

    • ChatGPT คืออะไร?
    • ทำงานอย่างไร?
    • ข้อดีข้อเสียคืออะไร?

    บทที่ 2: การระดมสมองและหาไอเดีย

    • เทคนิคการถามคำถามที่ได้ผลดี
    • ตัวอย่างคำสั่งสำหรับหาหัวข้อหนังสือ
    • วิธีขยายไอเดียเล็กๆ ให้เป็นเนื้อหาเต็มบท

    บทที่ 3: การทำโครงร่างและวางแผน

    • สร้างแผนการเขียนอย่างมืออาชีพ
    • แบ่งเนื้อหาตามบทอย่างมีเหตุผล
    • วิธีจัดลำดับความสำคัญของเนื้อหา

    Hassan มองโครงร่างนี้แล้วคิดว่า “ว้าว! นี่มันเป็นโครงร่างที่ฉันคิดเองก็ได้ไม่ต่างกันเลย”

    เขียนจริง

    วิธีการทำงานของ Hassan กับ ChatGPT

    Hassan ไม่ได้ให้ ChatGPT เขียนแล้วนำไปใช้ตรงๆ แต่เขามีกระบวนการที่น่าสนใจ:

    ขั้นตอนที่ 1: ให้ AI เขียนร่างแรก Hassan จะให้คำสั่งแบบนี้: “เขียนเนื้อหาสำหรับบทที่ 2 เรื่องการระดมสมอง ความยาวประมาณ 1,500 คำ ใช้ภาษาง่ายๆ มีตัวอย่างประกอบ”

    ขั้นตอนที่ 2: ตรวจสอบและแก้ไข เมื่อได้ร่างมาแล้ว Hassan จะ:

    • ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล
    • เพิ่มประสบการณ์ส่วนตัวเข้าไป
    • ปรับภาษาให้เหมาะกับเป้าหมาย
    • เปลี่ยนตัวอย่างให้เข้าใจง่ายขึ้น

    ขั้นตอนที่ 3: ทำให้เป็นเอกลักษณ์ Hassan จะเติมเรื่องราวของตัวเองเข้าไป เช่น การเล่าประสบการณ์การเขียนหนังสือ 15 เล่ม หรือเคล็ดลับที่ได้จากการทำงานใน Cisco

    ตัวอย่างการใช้ ChatGPT ในการเขียน

    ตัวอย่างที่ 1: การหาไอเดียหัวข้อหนังสือ

    Hassan สอนให้ผู้อ่านใช้ ChatGPT ด้วยคำสั่งแบบนี้:

    คำสั่ง: "เขียนโครงร่างสำหรับหนังสือแนวความรู้เรื่องการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน หนังสือควรมีความยาวประมาณ 200 หน้า และควรมีบทเกี่ยวกับการจัดการเวลา การตั้งเป้าหมาย และการเอาชนะความเกียจคร้าน"
    
    

    ผลลัพธ์ที่ ChatGPT ตอบกลับมา:

    โครงร่างหนังสือ "เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน: คู่มือฉบับสมบูรณ์"
    
    บทที่ 1: ทำความเข้าใจกับประสิทธิภาพ
    - ประสิทธิภาพคืออะไร?
    - สาเหตุที่ทำให้เราทำงานไม่มีประสิทธิภาพ
    - การวัดผลประสิทธิภาพอย่างถูกต้อง
    
    บทที่ 2: ศิลปะการจัดการเวลา
    - หลักการพื้นฐานของการจัดการเวลา
    - เทคนิคการจัดลำดับความสำคัญ
    - การใช้เครื่องมือจัดการเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ...
    
    

    ตัวอย่างที่ 2: การแก้ไขและปรับปรุงข้อความ

    Hassan สอนให้ใช้ ChatGPT ช่วยแก้ไขงานเขียนด้วยคำสั่งแบบนี้:

    คำสั่ง: "ช่วยปรับปรุงย่อหน้านี้ให้อ่านง่ายขึ้นและน่าสนใจมากขึ้น: [ใส่ข้อความที่ต้องการปรับปรุง]"
    
    

    ตัวอย่างที่ 3: การสรุปเนื้อหา

    สำหรับนักเขียนที่ต้องอ่านเอกสารเยอะๆ Hassan แนะนำให้ใช้ ChatGPT ช่วยสรุป:

    คำสั่ง: "สรุปเนื้อหาหลักจากข้อความนี้เป็น 5 ประเด็นสำคัญ: [ใส่เนื้อหาที่ต้องการสรุป]"
    
    

    ผลลัพธ์

    สิ่งที่น่าทึ่งที่สุดของการทดลองนี้คือ Hassan สามารถเขียนและเผยแพร่หนังสือเล่มนี้ได้ในเวลาเพียง 1 สัปดาห์เท่านั้น!

    เปรียบเทียบกันดูสิ:

    • การเขียนหนังสือแบบเดิม: 6-12 เดือน
    • การเขียนด้วย ChatGPT: 1 สัปดาห์

    การแบ่งเวลาใน 7 วัน

    วันที่ 1-2: ทำโครงร่าง คิดชื่อ วางแผน วันที่ 3-5: เขียนเนื้อหาหลักทุกบท วันที่ 6: แก้ไข ตรวจสอบ ปรับปรุง วันที่ 7: จัดรูปแบบ อัพโลดขาย

    Hassan บอกว่า “ในอดีต การเขียนหนังสือหนึ่งเล่มใช้เวลาหลายเดือน แต่ด้วยความช่วยเหลือของ ChatGPT ผมสามารถทำได้ใน 1 สัปดาห์ ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าคุณภาพจะด้อยลง แต่เป็นการเพิ่มความเร็วในการผลิตเนื้อหา”

    เทคนิคและเคล็ดลับ

    1. การเขียนคำสั่ง (Prompt) ให้มีประสิทธิภาพ

    Hassan สอนว่าคำสั่งที่ดีต้องมี 4 องค์ประกอบ:

    ก. บทบาท (Role): บอก ChatGPT ว่าต้องการให้มันเป็นอะไร

    • “คุณเป็นนักเขียนมืออาชีพ”
    • “คุณเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาด”

    ข. เป้าหมาย (Objective): บอกว่าต้องการอะไร

    • “เขียนบทความ”
    • “สร้างโครงร่าง”
    • “ปรับปรุงข้อความ”

    ค. เงื่อนไข (Context): ให้รายละเอียดเพิ่มเติม

    • “สำหรับผู้อ่านที่เป็นนักธุรกิจ”
    • “ความยาวประมาณ 500 คำ”
    • “ใช้ภาษาง่ายๆ”

    ง. รูปแบบ (Format): บอกว่าต้องการผลลัพธ์แบบไหน

    • “จัดเป็นรายการ”
    • “เขียนเป็นย่อหน้า”
    • “ใส่ตัวอย่างประกอบ”

    2. การใช้ ChatGPT ในแต่ละขั้นตอนการเขียน

    ขั้นระดมสมอง:

    • “ช่วยคิดหัวข้อหนังสือ 10 หัวข้อสำหรับ…”
    • “เสนอมุมมองใหม่ๆ เกี่ยวกับ…”

    ขั้นทำโครงร่าง:

    • “สร้างโครงร่างหนังสือ 8 บทเกี่ยวกับ…”
    • “แบ่งบทนี้เป็นหัวข้อย่อย 5 หัวข้อ”

    ขั้นเขียนเนื้อหา:

    • “เขียนบทนำสำหรับบทที่…”
    • “อธิบายแนวคิดนี้ให้เข้าใจง่าย…”

    ขั้นแก้ไข:

    • “ปรับปรุงย่อหน้านี้ให้น่าสนใจขึ้น”
    • “ตรวจสอบไวยากรณ์ของข้อความนี้”

    3. การรักษาเอกลักษณ์ของผู้เขียน

    Hassan เตือนว่าการใช้ ChatGPT ไม่ได้หมายความว่าให้ AI เขียนแทนเราทั้งหมด เขาแนะนำให้:

    เพิ่มประสบการณ์ส่วนตัว: ใส่เรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงกับเรา ปรับน้ำเสียง: ให้เหมาะกับสไตล์การเขียนของเรา
    เพิ่มมุมมองเฉพาะ: ใส่ความคิดเห็นและการวิเคราะห์ของเรา ตรวจสอบข้อมูล: ยืนยันความถูกต้องของทุกข้อมูล

    ทำการตลาดหนังสือด้วย AI

    Hassan ไม่ได้หยุดแค่การเขียน เขายังใช้ ChatGPT ช่วยทำการตลาดด้วย:

    การเขียนคำโฆษณา

    คำสั่ง: "เขียนคำโฆษณาสำหรับหนังสือเกี่ยวกับการใช้ ChatGPT เขียนหนังสือ เน้นประโยชน์ที่ผู้อ่านจะได้ ความยาว 100 คำ"
    
    

    การสร้างเนื้อหาโซเชียลมีเดีย

    คำสั่ง: "สร้างโพสต์ Facebook 5 โพสต์เพื่อโปรโมตหนังสือ แต่ละโพสต์ให้เน้นคนละประเด็น"
    
    

    การเขียนอีเมลการตลาด

    คำสั่ง: "เขียนอีเมลส่งให้ลูกค้าเพื่อแนะนำหนังสือใหม่ น้ำเสียงเป็นมิตร ความยาว 150 คำ"
    
    

    ข้อควรระวังและจริยธรรมในการใช้ AI

    1. AI เป็นเครื่องมือ ไม่ใช่ตัวแทน

    Hassan เน้นย้ำว่า “ChatGPT เปรียบเสมือนค้อนขับตะปู มันเป็นเครื่องมือที่ดีมาก แต่ผู้ที่ถือค้อนคือเราเอง เราต้องรู้ว่าจะเอาไปทำอะไร ทำยังไง และรับผิดชอบต่อผลลัพธ์”

    2. การตรวจสอบข้อมูล

    AI อาจให้ข้อมูลที่ผิดได้ Hassan แนะนำให้:

    • ตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งอื่น
    • ไม่อ้างอิงข้อมูลที่ไม่แน่ใจ
    • ระบุแหล่งที่มาที่เชื่อถือได้

    3. การระบุการใช้ AI

    Hassan เปิดเผยตั้งแต่ต้นว่าหนังสือเล่มนี้เขียนด้วยความช่วยเหลือของ ChatGPT เขาเชื่อว่าการโปร่งใสเป็นสิ่งสำคัญ

    ผลตอบรับและความสำเร็จ

    ตัวเลขที่น่าประทับใจ

    หนังสือ “ChatGPT for Nonfiction Authors” ได้รับความสนใจอย่างมาก:

    • ได้รีวิวมากกว่า 300 รีวิวบน Amazon
    • คะแนนเฉลี่ย 4.3/5 ดาว
    • ขึ้นอันดับหนังสือขายดีในหมวด AI และการเขียน

    ความคิดเห็นจากผู้อ่าน

    รีวิวจากนักธุรกิจ: “หนังสือนี้เปิดโลกใหม่ให้ผม ตอนนี้ผมใช้ ChatGPT ช่วยเขียนรายงาน เอกสารประกอบการนำเสนอ ประหยัดเวลาได้มาก”

    รีวิวจากนักเขียน: “ก่อนอ่านหนังสือนี้ ผมกลัวว่า AI จะมาแย่งงานนักเขียน แต่หลังอ่านแล้วรู้สึกว่ามันเหมือนได้ผู้ช่วยที่เก่งมาก”

    รีวิวจากครู: “ใช้ ChatGPT ช่วยเตรียมเนื้อหาสอน ทำแผนการสอน ประหยัดเวลาได้เยอะมาก”

    ผลกระทบต่อวงการ

    หนังสือเล่มนี้กลายเป็นหนังสือต้นแบบสำหรับการใช้ AI ในการเขียน หลายคนเริ่มทดลองเขียนหนังสือด้วยความช่วยเหลือของ ChatGPT

    สรุป

    สิ่งที่เราได้เรียนรู้

    การทดลองของ Hassan Osman แสดงให้เห็นว่า:

    1. AI ไม่ได้มาแทนที่มนุษย์ แต่มาเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เราทำงานได้ดีขึ้น
    2. ความเร็วในการผลิตเนื้อหาเพิ่มขึ้นอย่างมาก จาก 6 เดือน เหลือ 1 สัปดาห์
    3. คุณภาพไม่จำเป็นต้องลดลง ถ้าเราใช้ AI อย่างถูกวิธี
    4. ความคิดสร้างสรรค์ยังคงเป็นของมนุษย์ AI เป็นแค่เครื่องมือช่วย

    คำแนะนำสำหรับนักเขียนยุคใหม่

    Hassan ฝากข้อความถึงนักเขียนทุกคนว่า:

    “อย่ากลัว AI อย่าต่อต้าน AI แต่ให้เรียนรู้ที่จะใช้ AI ให้เป็นประโยชน์ นักเขียนที่จะอยู่รอดและประสบความสำเร็จในอนาคตคือนักเขียนที่รู้จักใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือ ในขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาความเป็นมนุษย์ ความคิดสร้างสรรค์ และประสบการณ์ชีวิตที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเองไว้”

    ข้อคิดท้ายทาย

    หนังสือ “ChatGPT for Nonfiction Authors” ไม่เพียงแค่สอนเทคนิคการเขียน แต่ยังเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงโอกาสใหม่ๆ ที่เทคโนโลยี AI นำมาให้

    ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การปรับตัวและเรียนรู้สิ่งใหม่จึงเป็นสิ่งสำคัญ การใช้ AI ไม่ใช่การโกง แต่เป็นการใช้เครื่องมือที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

    สุดท้าย Hassan บริจาครายได้จากหนังสือเล่มนี้ทั้งหมดให้การกุศล แสดงให้เห็นว่าการใช้เทคโนโลยีไม่ได้มีแค่เป้าหมายเพื่อผลกำไรเท่านั้น แต่ยังสามารถนำมาใช้เพื่อสร้างประโยชน์ให้กับสังคมได้อีกด้วย


    บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อสรุปและเล่าเรื่องราวจากหนังสือ “ChatGPT for Nonfiction Authors” โดย Hassan Osman อย่างเป็นกันเองและเข้าใจง่าย หวังว่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้อ่านได้ทดลองใช้ AI เป็นเครื่องมือช่วยในการเขียนและสร้างสรรค์ผลงานของตนเอง

    #hrรีพอร์ต

  • ลองนึกภาพดูครับ ชายคนหนึ่งที่เคยเป็นแค่นักปรับสถานการณ์ประกันภัยอิสระ วันหนึ่งตัดสินใจเขียนหนังสือเล่มแรกเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือในธุรกิจ ผลลัพธ์? วันนี้เขาอยู่บนเรือใบท่องโลกกับครอบครัว มีรายได้จากการขายหนังสือและหลักสูตรออนไลน์มากกว่า 25 เล่ม

    ชายคนนี้คือ Chris Stanley ผู้ที่กลายมาเป็นผู้บุกเบิกแนวคิด “Mini Book” หรือหนังสือขนาดเล็กที่เปลี่ยนวิธีคิดของคนนับพันคนทั่วโลกเกี่ยวกับการเขียนหนังสือ

    “หลายคนคิดว่าการเขียนหนังสือต้องใช้เวลาหลายเดือนหรือหลายปี” Chris เล่า “แต่ความจริงคือ การเขียนหนังสือไม่ได้ซับซ้อนเลย คุณแค่ต้องรู้ว่าจะทำอะไรยังไง แล้วก็นั่งลงทำจริงๆ”

    กลัวการเริ่มต้น

    ถ้าคุณเคยคิดจะเขียนหนังสือ คุณน่าจะเจอปัญหาเดียวกันกับคนอื่นๆ หลายพันคน คือ…

    “เขียนยังไงให้จบ?”

    “เนื้อหาเยอะแยะมากมายในหัว จะเริ่มตรงไหนดี?”

    “ถ้าเขียนไปแล้วติดจะทำไง?”

    Chris เล่าว่าเขาเห็นลูกค้าในหลักสูตรโค้ชชิ่งของเขาเจอปัญหานี้บ่อยมาก พวกเขามีประสบการณ์และความรู้มหาศาล แต่พอมาหน้ากระดาษเปล่า กลับรู้สึกสับสนว่าจะขุดคุ้ยหาทองคำจากประสบการณ์เหล่านั้นยังไง

    “ผมเลยสร้าง Mini Book Straitjacket ขึ้นมา” เขาอธิบาย “เป็นโครงสร้างที่แน่นหนาจนคุณรู้ว่าประโยคถัดไปต่อจากนี้จะเขียนอะไร ไม่ต้องเดาอีกต่อไป”

    Mini Book คืออะไร? ทำไมต้องขนาดเล็ก?

    ก่อนอื่น เราต้องเข้าใจก่อนว่า Mini Book หรือหนังสือขนาดเล็กที่ Chris หมายถึงคืออะไร

    หนังสือขนาดเล็กคือหนังสือที่มีความยาวประมาณ 10,000-15,000 คำ (ประมาณ 30-50 หน้า A4) ซึ่งเน้นไปที่การแก้ปัญหาเฉพาะอย่างหนึ่งให้กับผู้อ่าน

    ตัวอย่างหนังสือขนาดเล็กที่ประสบความสำเร็จ:

    • “วิธีหยุดคิดมากในเวลา 10 นาที”
    • “5 ขั้นตอนสร้างนิสัยออกกำลังกายให้ติดหนึบ”
    • “เทคนิคการนำเสนองานให้ผู้บริหารประทับใจใน 30 วัน”

    Chris อธิบายว่าทำไมหนังสือขนาดเล็กถึงได้รับความนิยม: “โลกเปลี่ยนไปแล้ว คนต้องการเนื้อหาที่สั้นกว่าเดิม พวกเขาต้องการแก้ปัญหาในเวลาที่น้อยลงด้วยคำที่น้อยลง”

    ลองคิดดูครับ คุณจะเลือกอ่านหนังสือ 500 หน้าเรื่อง “วิธีเปลี่ยนชีวิตแบบครบครัน” หรือหนังสือ 50 หน้าเรื่อง “วิธีตื่นเช้าแบบไม่เพลีย 7 วัน” ในยุคที่เวลาทุกคนจำกัด?

    ระบบ POWER Promise: สร้างตะขอดึงดูดใจ

    จุดเริ่มต้นของการเขียนหนังสือขนาดเล็กที่ประสบความสำเร็จคือการสร้าง POWER Promise หรือ “คำสัญญาที่มีพลัง” ให้กับผู้อ่าน

    Chris อธิบายว่า POWER Promise ต้องตอบคำถาม: “ผู้อ่านจะได้อะไรจากการอ่านหนังสือเล่มนี้?”

    ตัวอย่าง POWER Promise ที่ดี:

    • “อ่านจบแล้วคุณจะรู้วิธีลดน้ำหนัก 5 กิโลใน 30 วันโดยไม่ต้องหิวโซ”
    • “ภายใน 7 วัน คุณจะเขียนอีเมลขายได้ที่ทำให้ลูกค้าตอบรับ 3 เท่า”
    • “เรียนจบบทความนี้ คุณจะมีแผนธุรกิจออนไลน์ที่สามารถเริ่มได้ในวันนี้”

    สังเกตมั้ยครับว่าทุก Promise จะเฉพาะเจาะจง มีกรอบเวลาชัดเจน และบอกผลลัพธ์ที่ผู้อ่านจะได้รับ

    Chris เล่าตัวอย่างจริงว่าเขาเคยเห็นคนเขียนหนังสือชื่อ “วิธีเป็นคนสำเร็จ” แต่ขายไม่ดี แต่พอเปลี่ยนชื่อเป็น “7 นิสัยของคนที่เก่งในการจัดการเวลา” กลับขายดีทันที เพราะอะไร? เพราะมันชัดเจนและเฉพาะเจาะจงมากขึ้น

    กรอบการเขียนแบบ “3 Course Meal” (1-3-1)

    หัวใจสำคัญของการเขียนหนังสือขนาดเล็กอยู่ที่ กรอบ 3 Course Meal หรือที่ Chris เรียกว่า 1-3-1

    1. Appetizer (ประโยคเปิด)

    ตะขอดึงดูดผู้อ่านเหมือนอาหารเรียกน้ำย่อย ต้องทำให้คนอยากอ่านต่อ

    ตัวอย่าง:

    • “คุณรู้มั้ยว่า 97% ของคนที่เริ่มเขียนหนังสือจะเขียนไม่จบ?”
    • “สิ่งที่คุณจะเรียนรู้ในอีก 5 นาทีข้างหน้านี้อาจเปลี่ยนวิธีคิดเกี่ยวกับเงินของคุณไปตลอดชีวิต”
    • “ถ้าคุณยังคิดว่าการออกกำลังกายต้องใช้เวลา 2 ชั่วโมงทุกวัน คุณอาจจะคิดผิด”

    2. Main Course (เนื้อหาหลัก 3 ประโยค)

    เป็นหัวใจของเนื้อหา เสิร์ฟความรู้และข้อมูลสำคัญที่ผู้อ่านต้องการ

    ตัวอย่าง: ประโยคแรก: “วิธีแรกในการประหยัดเวลาคือการจัดลำดับความสำคัญของงาน”

    ประโยคที่สอง: “ใช้เทคนิค Eisenhower Matrix โดยแบ่งงานเป็น 4 ประเภท: สำคัญและเร่งด่วน, สำคัญแต่ไม่เร่งด่วน, เร่งด่วนแต่ไม่สำคัญ, และไม่สำคัญไม่เร่งด่วน”

    ประโยคที่สาม: “เมื่อคุณรู้ว่างานไหนสำคัญที่สุด คุณจะสามารถโฟกัสพลังงานไปที่งานเหล่านั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

    3. Dessert (ประโยคปิด)

    สรุปหรือเชื่อมต่อไปยังหัวข้อถัดไป เหมือนของหวานที่ทิ้งรสชาติอันหวานหอมให้ผู้อ่าน

    ตัวอย่าง:

    • “ตอนนี้คุณรู้วิธีจัดลำดับความสำคัญแล้ว มาดูกันว่าจะใช้เวลาที่ประหยัดได้นั้นอย่างคุ้มค่าที่สุด”
    • “การเรียนรู้เทคนิคนี้เป็นเพียงก้าวแรก ขั้นตอนต่อไปคือการนำไปปฏิบัติจริง”

    Chris เตือนว่า “อาหารทั้ง 3 คอร์สต้องกลมกลืนกัน” ถ้าคุณเปิดด้วยเรื่องการออกกำลังกาย อย่าไปจบด้วยเรื่องการลงทุน เพราะจะทำให้ผู้อ่านสับสน

    ระบบ “Finish-What-You-Start”: เป็นส่วนหนึ่งของ 3% ที่เขียนจบ

    หนึ่งในสถิติที่น่าตกใจที่ Chris ชอบยกมาเล่าคือ “97% ของคนที่เริ่มเขียนหนังสือจะไม่เขียนให้จบ”

    ทำไมถึงเป็นแบบนี้? Chris วิเคราะห์ว่ามีสาเหตุหลักๆ 3 อย่าง:

    1. ไม่มีโครงสร้างชัดเจน

    หลายคนเริ่มเขียนด้วยความกระตือรือร้น แต่พอเขียนไปสักพัก ก็เริ่มสับสนว่าจะเขียนอะไรต่อ สุดท้ายก็ติด และยอมแพ้

    วิธีแก้: ใช้โครงสร้าง 1-3-1 ในทุกบท ทุกหัวข้อย่อย จะทำให้รู้ว่าจะเขียนประโยคไหนต่อไป

    2. ตั้งเป้าหมายสูงเกินไป

    หลายคนอยากเขียนหนังสือ 300 หน้า ครอบคลุมทุกเรื่องในโลก แต่พอเริ่มเขียนจริง ก็รู้สึกท้อเพราะเป้าหมายใหญ่เกินไป

    วิธีแก้: เริ่มจากหนังสือขนาดเล็ก 30-50 หน้า เฉพาะเจาะจงเรื่องเดียว

    3. ไม่มีกำหนดเวลาที่ชัดเจน

    “สักวันหนึ่งผมจะเขียนหนังสือให้จบ” ประโยคนี้เหมือนกับ “สักวันหนึ่งผมจะออกกำลังกาย” หรือ “สักวันหนึ่งผมจะเรียนภาษาอังกฤษ” จะไม่เกิดขึ้นจริงแน่นอน

    วิธีแก้: กำหนดเป้าหมาย 7 วัน เขียนวันละ 2-3 ชั่วโมง

    Chris เล่าประสบการณ์ตัวเองว่า “ผมเขียนหนังสือเล่มหนึ่งภายใน 6 วัน รวม 15 ชั่วโมงเท่านั้น ขณะที่ยังต้องเป็น CEO ของบริษัท จัด Webinar และช่วยครอบครัวย้ายเรือใบ 10 ชั่วโมงต่อวัน ถ้าผมทำได้ คุณก็ทำได้แน่นอน”

    กรณีศึกษาการเขียนหนังสือใน 7 วัน

    Chris เล่าตัวอย่างของลูกค้าคนหนึ่งชื่อ Sarah ที่เป็นโค้ชด้านสุขภาพจิต

    วันที่ 1: Sarah กำหนด POWER Promise ว่า “อ่านจบแล้วคุณจะรู้วิธีลดความวิตกกังวลใน 10 นาทีด้วยเทคนิคง่ายๆ 5 ข้อ”

    วันที่ 2: เธอสร้าง Outline โดยแบ่งเป็น 5 บทหลัก:

    • บทที่ 1: เทคนิคการหายใจ
    • บทที่ 2: เทคนิคการ Grounding
    • บทที่ 3: เทคนิคการเขียนบันทึก
    • บทที่ 4: เทคนิคการออกกำลังกายเบาๆ
    • บทที่ 5: เทคนิคการปรับความคิด

    วันที่ 3-6: เขียนวันละ 1 บท ใช้กรอบ 1-3-1 ในแต่ละหัวข้อย่อย

    วันที่ 7: ตรวจทาน แก้ไข และจัดรูปแบบ

    ผลลัพธ์? หนังสือของ Sarah ขายได้มากกว่า 1,000 เล่มในเดือนแรก และทำให้เธอได้ลูกค้าโค้ชชิ่งใหม่เพิ่มขึ้นอีก 50 คน

    ประโยชน์ที่ได้จากการเขียนหนังสือขนาดเล็ก

    1. สร้างความน่าเชื่อถือ (Authority Building)

    เมื่อคุณมีหนังสือ คุณจะกลายเป็น “ผู้เชี่ยวชาญ” ในสายตาของคนอื่นทันที ลูกค้าจะไว้วางใจและเต็มใจจ่ายเงินมากขึ้น

    ตัวอย่าง: หมอคนหนึ่งเขียนหนังสือเรื่อง “วิธีดูแลสุขภาพหัวใจในวัย 40+” หลังจากนั้นผู้ป่วยใหม่เพิ่มขึ้น 200% เพราะคนเห็นว่าเขาเชี่ยวชาญด้านนี้โดยเฉพาะ

    2. หาลูกค้าใหม่ (Lead Generation)

    หนังสือเป็นเหมือนพนักงานขายที่ทำงาน 24 ชั่วโมง ไม่หยุด ไม่เหนื่อย และไม่เอาคอมมิชชั่น

    Chris แนะนำเทคนิคการใส่ “Lead Magnet” หรือของแถมในหนังสือ เช่น:

    3. สร้างรายได้แบบ Passive Income

    เมื่อหนังสือขึ้นแล้ว มันจะขายต่อไปเรื่อยๆ โดยที่คุณไม่ต้องทำอะไรเพิ่ม

    Chris เล่าว่า “หนังสือเล่มแรกที่ผมเขียนเมื่อ 3 ปีก่อน ยังคงทำรายได้ให้ผมทุกเดือนจนทุกวันนี้ มันเหมือนการปลูกต้นไผ่ เมื่อแก่แล้วจะให้ผลตลอดไป”

    4. ขยายโอกาสทางธุรกิจ

    หนังสือเปิดประตูโอกาสใหม่ๆ เช่น:

    • ได้รับเชิญไปพูดในงาน Conference
    • มีคนติดต่อมาขอให้เป็น Consultant
    • ได้รับข้อเสนอความร่วมมือทางธุรกิจ
    • มีสื่อมาขอสัมภาษณ์

    เทคนิคการเขียนให้เร็วและมีประสิทธิภาพ

    1. เทคนิค “Brain Dump”

    ก่อนเริ่มเขียน ให้เทความรู้ในหัวออกมาทั้งหมดก่อน ไม่ต้องสนใจลำดับ ไม่ต้องสนใจไวยากรณ์ แค่เขียนออกมาให้หมด

    วิธีทำ: ตั้งเวลา 30 นาที เขียนทุกอย่างที่รู้เกี่ยวกับหัวข้อที่จะเขียน หลังจากนั้นค่อยมาจัดระเบียบ

    2. เทคนิค “Pomodoro for Writing”

    เขียน 25 นาที หยุด 5 นาที เขียน 25 นาที หยุด 5 นาที วนไปเรื่อยๆ

    Chris บอกว่า “วิธีนี้ช่วยให้สมองไม่เหนื่อย และคิดไอเดียใหม่ๆ ในช่วงพัก 5 นาทีนั้น”

    3. เทคนิค “Voice-to-Text”

    พูดแล้วให้แอปแปลงเป็นข้อความ ปกติคนเราพูดได้เร็วกว่าพิมพ์ 3-4 เท่า

    “ผมใช้วิธีนี้เขียนหนังสือได้เร็วขึ้นมาก” Chris เล่า “แค่เดินไปเดินมาในห้อง พูดเนื้อหาในหัวออกมา แล้วค่อยมาแก้ไขทีหลัง”

    อุปสรรคที่พบบ่อยและวิธีแก้ไข

    อุปสรรคที่ 1: “ไม่รู้จะเขียนเรื่องอะไร”

    วิธีแก้: ดูว่าคนรอบตัวถามคำถามอะไรเป็นประจำ นั่นคือหัวข้อที่คุณควรเขียน

    ตัวอย่าง:

    • ถ้าเป็นครูโยคะ อาจจะถูกถามว่า “ท่าไหนช่วยลดปวดหลัง?”
    • ถ้าเป็นที่ปรึกษาการเงิน อาจจะถูกถามว่า “ออมเงินยังไงให้ได้ 1 ล้านใน 5 ปี?”
    • ถ้าเป็นเชฟ อาจจะถูกถามว่า “ทำยำให้อร่อยแบบร้านดังได้ยังไง?”

    อุปสรรคที่ 2: “กลัวคนอื่นจะคิดว่าไม่เก่งพอ”

    วิธีแก้: จำไว้ว่าคุณไม่จำเป็นต้องเก่งที่สุดในโลก แค่เก่งกว่าคนที่จะอ่านหนังสือคุณเป็นพอ

    Chris เล่าว่า “ผมไม่ใช่คนเก่งที่สุดในการเขียนหนังสือ แต่ผมเก่งกว่าคนที่ยังไม่เคยเขียนหนังสือเล่มไหนเลย และนั่นก็เพียงพอแล้ว”

    อุปสรรคที่ 3: “ไม่มีเวลา”

    วิธีแก้: เปลี่ยนมุมมอง จาก “ไม่มีเวลา” เป็น “ไม่ให้ความสำคัญ”

    Chris ท้าทายว่า “ถ้าใครจะให้เงินคุณ 1 ล้านบาท ให้เขียนหนังสือจบใน 7 วัน คุณจะหาเวลาได้มั้ย? แน่นอนว่าได้ แสดงว่าปัญหาไม่ใช่เรื่องเวลา แต่เป็นเรื่อง Priority”

    เริ่มวันนี้

    Chris ให้แผนปฏิบัติการง่ายๆ สำหรับคนที่อยากเริ่มเขียนหนังสือขนาดเล็ก:

    วันที่ 1: กำหนด POWER Promise และหัวข้อหนังสือ วันที่ 2: สร้าง Outline และแบ่งบท
    วันที่ 3-6: เขียนวันละ 1 บท ใช้กรอบ 1-3-1 วันที่ 7: แก้ไข ปรับปรุง และจัดรูปแบบ

    “หลังจาก 7 วันนี้ คุณจะมีหนังสือเล่มแรกในมือ” Chris กล่าว “และมันจะเปลี่ยนมุมมองของคุณต่อตัวเองไปตลอดกาล เพราะคุณจะรู้ว่า ‘ฉันเขียนหนังสือได้’”

    จากความฝันสู่ความเป็นจริง

    หนังสือ “Mini Book Writing” ของ Chris Stanley ได้พิสูจน์แล้วว่าแนวคิดนี้ใช้ได้จริง ไม่ใช่แค่ทฤษฎี แต่เป็นวิธีการที่ผ่านการทดสอบจากประสบการณ์จริงของเขาและลูกค้าหลายร้อยคน

    เคล็ดลับ

    หากคุณยังรู้สึกกังวลเกี่ยวกับการเริ่มต้น Chris แนะนำให้เริ่มจากสิ่งง่ายๆ ก่อน:

    “ลองเขียนโพสต์ Facebook หรือ Instagram ยาวๆ เกี่ยวกับสิ่งที่คุณเก่ง” เขาแนะนำ “ถ้าโพสต์นั้นได้รับการตอบรับดี แสดงว่าเนื้อหาของคุณมีคนสนใจ นั่นก็คือจุดเริ่มต้นของหนังสือขนาดเล็กเล่มแรกของคุณ”

    จริงอยู่ที่การเขียนหนังสือดูเป็นเรื่องใหญ่โต แต่เมื่อเราเปลี่ยนมุมมองและแบ่งมันออกเป็นชิ้นเล็กๆ ด้วยโครงสร้างที่ชัดเจน มันกลับกลายเป็นเรื่องง่ายที่ทำได้จริง

    หนังสือขนาดเล็ก 7 วันของ Chris Stanley อาจจะเป็นกุญแจดอกสำคัญที่จะปลดล็อคศักยภาพที่ซ่อนอยู่ในตัวคุณ ทำให้คุณก้าวจากการเป็น “คนที่มีความรู้” ไปเป็น “ผู้เชี่ยวชาญที่คนอื่นมองหา”

    ท้ายที่สุดแล้ว ทุกคนมีเรื่องราวและความรู้ที่คุณค่าที่สามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้ สิ่งที่ขาดไปคือเพียงแค่โครงสร้างและความกล้าที่จะเริ่มต้น

    หากคุณพร้อมแล้วที่จะเปลี่ยนจาก “คนที่คิดจะเขียนหนังสือ” เป็น “นักเขียนที่เขียนหนังสือจริงๆ” วิธีการของ Chris Stanley อาจจะเป็นคำตอบที่คุณรอคอยมานาน

    เพราะในท้ายที่สุด การเดินทางพันไมล์ เริ่มต้นด้วยก้าวแรก และการเขียนหนังสือเล่มแรก เริ่มต้นด้วยประโยคแรกที่คุณกล้าลงมือเขียนไม่ได้เป็นแค่คู่มือการเขียนหนังสือธรรมดา แต่เป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้คุณเปลี่ยนจากคนที่ “คิดจะเขียนหนังสือ” เป็นคนที่ “เขียนหนังสือจริงๆ”

    การเขียนหนังสือขนาดเล็กไม่ใช่แค่การสร้างหนังสือเล่มหนึ่ง แต่เป็นการเปิดประตูสู่โอกาสใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือ, การหารายได้เพิ่ม, หรือการแบ่งปันความรู้ที่มีคุณค่าให้กับผู้อื่น

    ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารมีมหาศาล การนำเสนอความรู้ในรูปแบบที่กะทัดรัด เข้าใจง่าย และให้ประโยชน์ชัดเจน กลายเป็นสิ่งที่คนต้องการมากที่สุด

    สรุปจากหนังสือคุณ Chris Stanley

    #hrรีพอร์ต

  • คนที่เคยถูกปฏิเสธ

    นึกภาพดูสิครับ คุณนั่งหน้าคอมพิวเตอร์ เขียนจดหมายไปหาสำนักพิมพ์ครั้งที่ 47 แล้ว ใจคุณเต้นระรัว พร้อมกับความหวังว่าคราวนี้คงได้รับการตอบรับ แต่สิ่งที่กลับมาก็เป็นแค่ประโยคสั้นๆ ว่า “ขออภัย เราไม่สนใจในผลงานของคุณ”

    นี่คือเรื่องเล่าที่เกิดขึ้นกับนักเขียนนับหมื่นคนทั่วโลก จนกระทั่งเรย์ เบรห์ม (Ray Brehm) ได้เขียนหนังสือ “The Author’s Playbook” เพื่อบอกกับทุกคนว่า ยุคที่ต้องไปขอร้องสำนักพิมพ์นั้นได้จบลงแล้ว วันนี้เราสามารถจัดพิมพ์หนังสือเองได้

    การปฏิวัติ

    ในอดีต อุตสาหกรรมหนังสือเหมือนกับปราสาทที่มีประตูเพียงบานเดียว และกุญแจอยู่ในมือของสำนักพิมพ์ใหญ่ๆ เท่านั้น พวกเขาเป็นคนตัดสินใจว่าหนังสือเล่มไหนควรออกสู่ตลาด และใครควรได้เป็นนักเขียน

    แต่อินเทอร์เน็ตได้เปลี่ยนแปลงทุกอย่าง เทคโนโลยี Print-on-Demand ทำให้เราไม่ต้องพิมพ์หนังสือล่วงหน้าหลายพันเล่ม แพลตฟอร์มอย่าง Amazon Kindle Direct Publishing ทำให้เราสามารถขายหนังสือได้ทั่วโลกภายในเพียงไม่กี่ชั่วโมง

    ลองนึกภาพดู ถ้าในอดีตคุณต้องลงทุนหลักแสนเพื่อพิมพ์หนังสือ แต่ตอนนี้คุณสามารถเริ่มต้นด้วยเงินเพียงไม่กี่พันบาท หรือในบางกรณี ไม่ต้องลงทุนเลยก็ได้

    ซาร่า นักเขียนมือใหม่

    ให้ผมเล่าเรื่องของซาร่า ครูอนุบาลที่ชอบแต่งนิทานให้เด็กๆ ฟัง เธอเขียนเรื่องเล่าง่ายๆ เกี่ยวกับเจ้าแมวน้อยผจญภัย ตอนแรกเธอคิดว่าจะส่งไปให้สำนักพิมพ์เด็ก แต่หลังจากได้รับใบปฏิเสธมาหลายใบ เธอก็ตัดสินใจลองทำเอง

    ซาร่าเริ่มต้นด้วยการเรียนรู้พื้นฐาน เธอใช้โปรแกรม Canva ฟรีในการออกแบบปกหนังสือ ใช้ Microsoft Word ในการจัดรูปแบบหนังสือ และอัปโหลดไปที่ Amazon KDP

    ผลที่ได้คืออะไรรู้ไหม หนังสือเล่มแรกของเธอขายได้ 500 เล่มในเดือนแรก ได้เงินมากกว่า 15,000 บาท และที่สำคัญคือ เธอได้รับอีเมลจากผู้ปกครองที่บอกว่าลูกของพวกเขาชอบหนังสือของเธอมาก

    การเริ่มต้นที่ง่ายกว่าที่คิด

    1. เขียนให้จบก่อน

    ผิดพลาดที่คนส่วนใหญ่ทำคือ ยังเขียนไม่จบก็เริ่มคิดเรื่องการขายแล้ว เบรห์มแนะนำว่า ให้เขียนให้จบเสียก่อน แม้มันจะห่วยแค่ไหนก็ตาม

    ลองคิดดู ถ้าคุณเป็นช่างก่อสร้าง คุณจะเริ่มทาสีผนังก่อนที่จะวางรากฐานบ้านไหม การเขียนก็เหมือนกัน ต้องมีโครงเรื่องที่สมบูรณ์ก่อน

    2. การแก้ไข: จุดสำคัญที่หลายคนมองข้าม

    หนังสือดีต่างจากหนังสือห่วยตรงที่การแก้ไข คุณสามารถแก้ไขเองได้ หรือจ้างคนมาช่วย ในต่างประเทศมีบริการแก้ไขหนังสือเริ่มต้นที่ประมาณ 1,000-3,000 บาท

    เทคนิคง่ายๆ ที่เบรห์มแนะนำคือ อ่านหนังสือของคุณออกเสียงดัง เวลาที่คุณสะดุด นั่นแหละคือจุดที่ต้องแก้ไข

    3. ปกหนังสือ: สิ่งแรกที่คนเห็น

    คำพูดที่ว่า “Don’t judge a book by its cover” ฟังดูดี แต่ความจริงคือ คนเราตัดสินใจซื้อหนังสือจากปกเป็นอันดับแรก

    ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณเขียนนวนิยายรัก ปกควรมีสีอบอุ่น มีภาพคู่รัก หรือสัญลักษณ์ที่เกี่ยวกับความรัก แต่ถ้าเป็นหนังสือสยองขวัญ ปกควรมีสีดำ เทา หรือสีเข้ม

    คุณไม่จำเป็นต้องเป็นนักออกแบบ เครื่องมือฟรีอย่าง Canva หรือ Book Brush ก็สามารถช่วยคุณได้ หรือถ้าอยากได้คุณภาพดี ก็จ้างนักออกแบบที่ประมาณ 2,000-5,000 บาท

    4. การจัดรูปแบบ: ทำให้อ่านสบายตา

    เรื่องที่หลายคนไม่ใส่ใจคือ การจัดรูปแบบภายในหนังสือ ตัวอักษรขนาดไหน ระยะห่างระหว่างบรรทัดเท่าไหร่ ขอบกระดาษกว้างแค่ไหน

    กฎง่ายๆ คือ ให้อ่านง่าย ไม่ปวดตา สำหรับหนังสือทั่วไป แนะนำให้ใช้ฟอนต์ Times New Roman หรือ Garamond ขนาด 11-12 พอยต์

    5. การเลือกแพลตฟอร์ม: ตลาดโลกรอคุณอยู่

    Amazon KDP เป็นตัวเลือกแรกที่ส่วนใหญ่เริ่มต้น เพราะเข้าถึงลูกค้าได้มากที่สุด แต่ยังมีตัวเลือกอื่นๆ เช่น Apple Books, Google Play Books, Kobo

    สิ่งที่น่าตื่นเต้นคือ เมื่อคุณอัปโหลดหนังสือแล้ว ภายใน 24-72 ชั่วโมง หนังสือของคุณก็จะขายได้ทั่วโลก

    ตัวเลขที่น่าสนใจ

    ผมขอยกตัวอย่างเปรียบเทียบกันครับ

    การจัดพิมพ์แบบดั้งเดิม:

    • นักเขียนได้ค่าลิขสิทธิ์ 8-15% จากราคาปก
    • หนังสือราคา 300 บาท นักเขียนได้ประมาณ 24-45 บาท
    • ต้องขายหลายพันเล่มถึงจะคุ้มทุน

    การจัดพิมพ์เอง:

    • หนังสือ E-book ราคา 99 บาท นักเขียนได้ประมาณ 70 บาท (70%)
    • หนังสือกระดาษ Print-on-Demand ราคา 250 บาท นักเขียนได้ประมาณ 50-80 บาท
    • ขายได้ 100 เล่มก็เริ่มเห็นเงิน

    มาร์ค ดอสัน (Mark Dawson) นักเขียนชาวอังกฤษ เริ่มต้นจากการถูกปฏิเสธจากสำนักพิมพ์หลายแห่ง แต่เมื่อเขาหันมาจัดพิมพ์เอง รายได้ของเขาเพิ่มขึ้นเป็นกว่าล้านดอลลาร์ต่อปี

    ไม่ต้องใช้เงินเยอะ

    การสร้างฐานแฟน

    แทนที่จะคิดว่าต้องขายหนังสือให้คนทั้งประเทศ ให้มองหาผู้อ่าน 1,000 คนที่รักในสิ่งที่คุณเขียนจริงๆ

    เคฟิน เคลลี่ (Kevin Kelly) นักเขียนชื่อดัง เคยกล่าวว่า “คุณต้องการแฟนตัวยง 1,000 คน ไม่ใช่ผู้ติดตาม 100,000 คน”

    การใช้โซเชียลมีเดีย

    อย่าไปโพสต์แค่ “มาซื้อหนังสือผมหน่อย” แต่ให้เล่าเรื่องราวที่อยู่เบื้องหลังการเขียน แบ่งปันกระบวนการเขียน หรือเล่าเรื่องตัวละครในหนังสือ

    ตัวอย่าง แทนที่จะพิมพ์ว่า “หนังสือผมมีขายแล้วนะ” ลองเปลี่ยนเป็น “วันนี้ผมใช้เวลา 3 ชั่วโมงคิดว่าตัวละครหลักควรเลือกทางไหน สุดท้ายเลือกทางที่ทำให้ผมเองตกใจ”

    การเขียนหนังสือหลายเล่ม

    เบรห์มแนะนำให้คิดแบบซีรีส์ เมื่อผู้อ่านชอบเล่มแรก พวกเขาจะกลับมาหาเล่มต่อๆ ไป

    ดูตัวอย่าง ฮารี่ พอตเตอร์ ถ้ามีแค่เล่มเดียว คงไม่ได้รับความนิยมเท่านี้

    อุปสรรค

    ความเหงาของนักเขียนอิสระ

    เมื่อคุณจัดพิมพ์เอง คุณต้องทำทุกอย่างเอง ตั้งแต่เขียน แก้ไข ออกแบบ ตลาด และตอบคำถามลูกค้า

    เหมือนกับเป็นเจ้าของร้านขนาดเล็ก คุณคือทั้งเจ้าของ พนักงาน และฝ่ายการตลาด

    การจัดการกับการวิจารณ์

    เมื่อหนังสือของคุณออกสู่สาธารณะ จะมีคนที่ไม่ชอบ และพวกเขาจะเขียนรีวิวแบบไม่ใหความเจ้น

    เบรห์มแนะนำให้มองการวิจารณ์เป็นข้อมูล ไม่ใช่การโจมตีส่วนตัว รีวิว 1 ดาวบางครั้งก็บอกจุดที่เราปรับปรุงได้

    การแข่งขันที่รุนแรง

    ทุกวันมีหนังสือใหม่เกิดขึ้นนับหมื่นเล่มบน Amazon คุณต้องหาวิธีทำให้หนังสือของคุณโดดเด่น

    การเติบโตอย่างยั่งยืน

    การสร้างแบรนด์ส่วนตัว

    อย่าให้คนจำแค่หนังสือ ให้พวกเขาจำคุณ สร้างตัวตนในฐานะนักเขียน มีเว็บไซต์ส่วนตัว มี Newsletter และมีเสียงที่เป็นเอกลักษณ์

    การทำงานร่วมกับนักเขียนคนอื่น

    แทนที่จะมองคนอื่นเป็นคู่แข่ง ลองมองเป็นเพื่อนร่วมงาน การแนะนำหนังสือให้กัน การเขียนหนังสือร่วมกัน หรือการจัดกิจกรรมร่วมกัน จะช่วยให้ทุกคนเติบโตไปด้วยกัน

    การวิเคราะห์ข้อมูล

    แพลตฟอร์มต่างๆ ให้ข้อมูลที่มีค่า เช่น ผู้อ่านมาจากไหน อ่านกี่หน้า อ่านจบไหม ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้คุณปรับปรุงหนังสือเล่มต่อไปได้

    เรื่องเล่า

    จิม คูคปา (Jim Kukupa) ใช้เวลา 20 ปีพยายามหาสำนักพิมพ์ แต่ไม่มีใครสนใจ เมื่ออายุ 65 เขาได้เรียนรู้การจัดพิมพ์เอง หนังสือเล่มแรกของเขาขายได้กว่า 50,000 เล่ม วันนี้เขามีรายได้จากการเขียนหนังสือเดือนละกว่า 200,000 บาท

    ฮิว ฮาวอี่ (Hugh Howey) เขียนนิยายไซไฟเรื่อง Wool เริ่มต้นจากการเผยแพร่เป็นตอนๆ บนบล็อก เมื่อได้รับความนิยม เขาจึงรวบรวมเป็นหนังสือ ขายได้หลายล้านเล่ม และในที่สุดก็ถูกสำนักพิมพ์ใหญ่เสนอสัญญา

    อนาคต

    เทคโนโลยี AI เริ่มเข้ามาช่วยนักเขียนแล้ว ตั้งแต่การแนะนำคำ การตรวจสอบไวยากรณ์ ไปจนถึงการออกแบบปกหนังสือ

    Audiobook กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว การเปลี่ยนหนังสือเป็นเสียงจะเป็นอีกช่องทางสำคัญ

    การจัดพิมพ์แบบ Subscription Model หรือการให้ผู้อ่านจ่ายเป็นรายเดือนเพื่ออ่านหนังสือทั้งหมดของนักเขียน ก็เริ่มมีคนทดลองแล้ว

    สรุป

    เรื่องเล่าทั้งหมดนี้ต้องการจะสื่ออะไร คือ ในยุคนี้ การเป็นนักเขียนไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป คุณไม่ต้องรอให้ใครมาเปิดโอกาสให้ คุณสามารถสร้างโอกาสให้ตัวเองได้

    แน่นอนว่ามันไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้ความพยายาม เวลา และการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ ตอนนี้มันเป็นไปได้แล้ว

    ถ้าคุณมีเรื่องราวที่อยากเล่า มีความรู้ที่อยากแบ่งปัน หรือมีจินตนาการที่อยากให้คนอื่นได้สัมผัส อย่าเก็บมันไว้ในใจ

    เริ่มต้นเขียนวันนี้ เพราะโลกรอฟังเรื่องราวของคุณอยู่

    ดังที่เรย์ เบรห์ม กล่าวไว้ในหนังสือ “ทุกคนมีหนังสืออย่างน้อยหนึ่งเล่มอยู่ในตัว คำถามคือ คุณจะให้มันออกมาหรือไม่”

    การจัดพิมพ์เองไม่ได้ทำให้คุณกลายเป็นนักเขียนเก่งขึ้น แต่มันให้โอกาสคุณได้เป็นนักเขียนที่แท้จริง และนั่นคือจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง

    วันนี้เป็นวันแรกของเส้นทางนักเขียนของคุณ พร้อมแล้วไหมครับ

    #hrรีพอร์ต

  • วันหนึ่ง Jamie Doerschuck นั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ในห้องเล็กๆ ของเธอ กำลังคิดเรื่องเดิมๆ ที่หลายคนเคยคิด “ทำไมคนอื่นขายคอร์สออนไลน์ได้หลักแสน หลักล้าน แต่ฉันขายแค่หลักพัน หลักหมื่น?”

    เธอมีความรู้ด้านการตลาดดิจิทัลที่ดี เขียนคำโฆษณาเก่ง แต่กลับรู้สึกว่าตัวเองขายในราคาที่ต่ำเกินไป เหมือนกับที่คนอื่นๆ หลายคนเคยรู้สึก จนกระทั่งวันหนึ่งเธอค้นพบ “สูตรลับ” ที่ทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไป

    ความลับ

    เจมี่เล่าว่า ปัญหาใหญ่ของคนที่ทำธุรกิจออนไลน์ส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ที่เนื้อหาของคอร์ส แต่อยู่ที่ “วิธีการนำเสนอ” และ “การใช้คำพูด”

    ยกตัวอย่าง มีโค้ชสอนโยคะ 2 คน มีความรู้และประสบการณ์ไม่ต่างกันมาก

    คนแรก บอกลูกค้าว่า: “ฉันจะสอนท่าโยคะให้คุณใน 30 วัน” คนที่สอง บอกว่า: “ใน 30 วัน คุณจะได้ร่างกายที่แข็งแรง จิตใจที่สงบ และความมั่นใจที่เปล่งออกมาจากภายใน ทำให้คุณตื่นขึ้นมาทุกเช้าด้วยพลังงานที่เต็มเปี่ยม และนอนหลับสบายทุกคืน”

    คิดดูสิว่าใครจะขายได้ในราคาที่สูงกว่ากัน?

    นี่คือสิ่งที่เจมี่เรียกว่า “พลังของคำพูดที่ถูกต้อง” เธอค้นพบว่าการเปลี่ยนวิธีการพูด การจัดตำแหน่งตัวเอง และการสร้างความรู้สึกให้ลูกค้า สามารถทำให้เราขายสินค้าชิ้นเดียวกันในราคาที่แพงขึ้น 10 เท่าได้จริงๆ

    การเดินทาง

    เจมี่เริ่มทดลองใช้วิธีการใหม่นี้กับลูกค้าของเธอ ผลลัพธ์ที่ได้ทำให้ทุกคนต้องตกใจ

    ลูกค้าคนหนึ่งที่เป็นศิลปินและสอนการวาดรูปออนไลน์ เดิมขายคอร์สอยู่ที่ 2,000 บาท หลังจากใช้กลยุทธ์ของเจมี่ ขายคอร์สเดียวกันในราคา 15,000 บาท และยังมีคนซื้อมากกว่าเดิมอีกด้วย

    อีกคนหนึ่งที่เป็นโค้ชด้านการเงิน เดิมขายบริการโค้ชชิ่งแบบ 1 ต่อ 1 ในราคาชั่วโมงละ 500 บาท หลังจากปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ เธอสร้างโปรแกรมโค้ชชิ่งแบบกลุ่ม 3 เดือน ขายในราคา 50,000 บาท และมีคนสนใจจนต้องเปิดรอบใหม่ทุกเดือน

    จากประสบการณ์เหล่านี้ เจมี่รู้ว่าเธอค้นพบสิ่งที่คนอื่นต้องการจริงๆ จึงตัดสินใจเขียนหนังสือ “$1M Coaching & Courses Blueprint” เพื่อแบ่งปัน “สูตรความสำเร็จ” ให้กับคนอื่นๆ

    สูตร: MEGA-Transformation Statement

    หัวใจสำคัญของระบบของเจมี่คือการสร้าง “MEGA-Transformation Statement” หรือ “ประโยคเปลี่ยนชีวิต” ที่ทรงพลัง

    แทนที่จะบอกว่า “ฉันสอนคุณทำอาหาร” ลองเปลี่ยนเป็น “ภายใน 60 วัน คุณจะกลายเป็นเชฟในครัวบ้านตัวเอง สามารถสร้างมื้ออาหารที่อร่อยและสุขภาพดี ทำให้ครอบครัวมารวมตัวกันที่โต๊ะอาหารด้วยรอยยิ้ม และคุณจะรู้สึกภูมิใจทุกครั้งที่เห็นสีหน้าพอใจของคนที่คุณรัก”

    เห็นความแตกต่างมั้ย? ประโยคแรกขายสินค้า ประโยคที่สองขาย “ความฝัน” และ “อารมณ์”

    หลักการ “บันไดแห่งความสำเร็จ” (Micro-Yeses)

    เจมี่เปรียบเทียบการขายกับการขึ้นบันได ไม่ใช่การกระโดดข้ามตึก

    สมมติคุณขายคอร์สออนไลน์ราคา 20,000 บาท คุณไม่สามารถขายให้คนที่เพิ่งรู้จักคุณเมื่อ 5 นาทีที่แล้วได้ แต่คุณสามารถ:

    1. ขั้นที่ 1: ให้เขาดาวน์โหลด E-book ฟรี (เขาให้ email กับคุณ)
    2. ขั้นที่ 2: ส่งเนื้อหาดีๆ ทาง email สัปดาหละ 2-3 ครั้ง
    3. ขั้นที่ 3: เชิญเข้าร่วม Webinar ฟรี
    4. ขั้นที่ 4: เสนอคอร์สเล็กๆ ราคา 500 บาทก่อน
    5. ขั้นที่ 5: เมื่อเขาเชื่อใจแล้ว จึงเสนอคอร์สใหญ่ 20,000 บาท

    แต่ละขั้นเป็นการให้เขาพูด “ใช่” เป็นก้อนเล็กๆ จนในที่สุดเขาจะพูด “ใช่” กับข้อเสนอใหญ่ของคุณ

    เทคนิคการเขียนที่ขายได้

    เจมี่สอนเทคนิคการเขียนที่เรียกว่า “Emotional Journey” หรือการพาลูกค้าเดินทางทางอารมณ์

    ตัวอย่าง:

    แทนที่จะเขียน: “คอร์สนี้จะสอนวิธีการลดน้ำหนัก”

    ให้เขียน: “คุณเคยรู้สึกไหมว่า เวลาเดินผ่านกระจก หรือเห็นรูปตัวเองในโซเชียลมีเดีย แล้วอยากหาเสื้อผ้าชุดใหม่ที่จะทำให้ดูดีขึ้น? หรือเคยไม่กล้าใส่ชุดว่ายน้ำไปเที่ยวทะเลกับเพื่อนๆ? ใน 90 วันข้างหน้า คุณจะกลับมามีความมั่นใจในตัวเองอีกครั้ง สวมใส่เสื้อผ้าที่คุณชอบได้โดยไม่ต้องกังวล และรู้สึกภูมิใจเมื่อมองตัวเองในกระจก”

    การเขียนแบบนี้จะทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าคุณเข้าใจปัญหาของเขา และเขาจะจินตนาการถึงความรู้สึกหลังจากใช้ผลิตภัณฑ์ของคุณแล้ว

    ระบบ “Ecommerce Email Engine”

    นอกจากการเขียนข้อความขายแล้ว เจมี่ยังพัฒนาระบบอีเมลมาร์เก็ตติ้ง 8 ขั้นตอน ที่เธอเรียกว่า “Ecommerce Email Engine”

    1. Welcome Email: ต้อนรับและแนะนำตัว
    2. Value Email: ให้ความรู้ฟรี
    3. Story Email: เล่าเรื่องราวส่วนตัว
    4. Social Proof Email: แชร์ความสำเร็จของลูกค้า
    5. Problem/Solution Email: ชี้ปัญหาและเสนอทางออก
    6. Urgency Email: สร้างความรู้สึกเร่งด่วน
    7. Last Chance Email: โอกาสสุดท้าย
    8. Thank You Email: ขอบคุณและเตรียมพร้อมสำหรับรอบถัดไป

    ระบบนี้ช่วยให้ลูกค้าคนหนึ่งของเจมี่สามารถสร้างรายได้ 145,797 เหรียญดอลลาร์ (ประมาณ 5 ล้านบาท) ภายในเดือนเดียวจากอีเมลชุดเดียว

    ตัวอย่างจริง

    เจมี่เล่าเรื่องลูกค้าคนหนึ่งที่เป็นอดีตครูสอนภาษาอังกฤษ หลังจากเกษียณแล้วอยากมีรายได้เสริม

    เดิม: เธอสอนภาษาอังกฤษออนไลน์ชั่วโมงละ 200 บาท หลังใช้กลยุทธ์ของเจมี่: เธอสร้างโปรแกรม “30 วันพูดอังกฤษเป็นอย่างมั่นใจ” ราคา 8,000 บาท

    เธอเปลี่ยนจากการ “สอนภาษาอังกฤษ” มาเป็น “สร้างความมั่นใจในการใช้ภาษาอังกฤษ”

    การเปลี่ยนคำพูดเล็กๆ นี้ ทำให้เธอขายได้ 40 เท่าของราคาเดิม (จากสอน 1 ชั่วโมง 200 บาท เป็นโปรแกรม 30 วัน 8,000 บาท)

    กับดัก

    เจมี่เตือนว่ามีกับดักหลายอย่างที่คนมักเจอ:

    กับดัก 1: ขายราคาถูกเกินไป หลายคนคิดว่าขายถูกจะได้ลูกค้าเยอะ แต่ความจริงคือ ลูกค้าส่วนใหญ่คิดว่า “ถูกเกินไป = คุณภาพไม่ดี”

    กับดัก 2: พูดถึงฟีเจอร์มากกว่าผลลัพธ์ อย่าบอกว่าคอร์สมี 20 วิดีโอ 15 ชั่วโมง แต่ให้บอกว่าหลังจากเรียนจบแล้วจะได้อะไร

    กับดัก 3: ไม่มีเรื่องราวส่วนตัว คนซื้อจากคน ไม่ได้ซื้อจากบริษัท การเล่าเรื่องราวส่วนตัวจะสร้างความเชื่อมโยงทางอารมณ์

    วิธีการนำไปใช้จริง

    เจมี่ให้คำแนะนำง่ายๆ สำหรับคนที่อยากเริ่มต้น:

    ขั้นที่ 1: หาความสามารถพิเศษของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการทำอาหาร การออกกำลังกาย การจัดการเงิน หรือแม้กแต่การเลี้ยงสัตว์ ทุกคนมีความรู้บางอย่างที่คนอื่นอยากเรียนรู้

    ขั้นที่ 2: เปลี่ยนมุมมอง แทนที่จะคิดว่า “ฉันสอน X” ให้เปลี่ยนเป็น “ฉันช่วยให้คุณได้รับ Y”

    ขั้นที่ 3: เริ่มจากเล็ก สร้างเนื้อหาฟรีก่อน เช่น โพสต์ในโซเชียลมีเดีย บล็อก หรือ YouTube เพื่อสร้างความเชื่อใจ

    ขั้นที่ 4: เก็บ Email ให้คนที่สนใจทิ้ง Email ไว้ เพื่อที่จะได้สื่อสารกับเขาต่อไป

    ขั้นที่ 5: ขายเป็นขั้นตอน อย่าเร่งขายสินค้าแพงๆ ตั้งแต่แรก ให้สร้างความเชื่อใจก่อน

    ผลลัพธ์

    หลังจากที่หนังสือเล่มนี้ออกมา มีคนมากมายที่ประสบความสำเร็จตามแนวทางของเจมี่

    มีโค้ชสอนการตกแต่งบ้านที่เพิ่มรายได้จาก 50,000 บาทต่อเดือน เป็น 300,000 บาทต่อเดือน

    มีคนที่สอนการทำเบเกอรี่จากงานอดิเรก กลายเป็นธุรกิจออนไลน์ที่มีรายได้เดือนละหลักแสน

    มีอดีตพนักงานออฟฟิศที่เปลี่ยนมาทำธุรกิจโค้ชชิ่งแบบเต็มเวลา และมีรายได้มากกว่าตอนทำงานประจำ

    บทเรียน

    เจมี่สอนให้เราเข้าใจว่า “ไม่มีใครเกิดมาพร้อมกับความรู้เรื่องการขาย แต่ทุกคนสามารถเรียนรู้ได้”

    ความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าคุณมีความรู้มากแค่ไหน แต่ขึ้นอยู่กับว่าคุณสามารถสื่อสารความรู้นั้นให้คนอื่นเข้าใจและอยากได้มากแค่ไหน

    การเปลี่ยน “สิ่งที่คุณรู้” ให้กลายเป็น “สิ่งที่คนอื่นต้องการ” คือกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จ

    สรุป

    หนังสือ “$1M Coaching & Courses Blueprint” ไม่ใช่แค่หนังสือธุรกิจทั่วไป แต่เป็นแผนที่นำทางสู่อิสรภาพทางการเงินผ่านความรู้ที่เรามีอยู่แล้ว

    เจมี่ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า ด้วยกลยุทธ์ที่ถูกต้อง คำพูดที่มีพลัง และการเข้าใจจิตใจลูกค้า เราสามารถเปลี่ยนความรู้เป็นรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนได้

    ไม่ว่าคุณจะมีความรู้เรื่องอะไร จงจำไว้ว่ามีคนอื่นที่อยากเรียนรู้สิ่งนั้นจากคุณ แค่คุณต้องหาวิธีสื่อสารให้ถูกต้องเท่านั้น

    เมื่อคุณค้นพบ “คำพูดที่ถูกต้อง” คุณจะขายได้มากขึ้นเป็นอย่างมาก และนี่คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนชีวิตที่แท้จริง

    #hrรีพอร์ต