บทนำ: เรื่องเล่าจากโลกการทำงาน
ลองนึกภาพดูสิครับ คุณเดินเข้าไปในร้านกาแฟสองร้าน ร้านแรกพนักงานยิ้มแย้ม ให้บริการอย่างเต็มใจ ทำให้คุณรู้สึกเป็นแขกที่ได้รับการต้อนรับ ส่วนร้านที่สองพนักงานหน้าบึ้ง ทำงานแบบไม่มีใจ คุณจะเลือกกลับไปร้านไหน?
คำตอบคงไม่ยากเดาใช่มั้ยครับ แต่คุณเคยสงสัยมั้ยว่าทำไมพนักงานร้านแรกถึงมีความสุขกับงาน ในขณะที่ร้านที่สองไม่มี?
นี่แหละครับคือหัวใจของหนังสือ “The Employee Experience: How to Attract Talent, Retain Top Performers, and Drive Results” ที่เขียนโดย Tracy Maylett และ Matthew Wride ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารคนมากว่า 20 ปี
ค้นพบความจริงที่ซ่อนอยู่
ผู้เขียนทั้งสองท่านได้ทำการวิจัยข้อมูลจากพนักงานถึง 24 ล้านคำตอบจาก 70 ประเทศทั่วโลก และพบความจริงที่น่าสนใจ: บริษัทที่ให้บริการดีที่สุดมักจะมีพนักงานที่มีความสุขมากที่สุดด้วย
นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญนะครับ เพราะพนักงานเป็นคนที่อยู่แถวหน้าสุด เป็นคนที่ลูกค้าเห็นหน้าเห็นตาก่อนใคร หากพวกเขามีความสุขกับงาน พวกเขาก็จะส่งผ่านความสุขนั้นไปให้ลูกค้า
ทฤษฎี “EX ก่อน CX” – หลักการที่เปลี่ยนทุกสิ่ง
Maylett และ Wride เสนอแนวคิดที่ฟังดูแปลกแต่สมเหตุสมผล: “หากคุณต้องการสร้าง Customer Experience (CX) ที่ดี ต้องเริ่มจาก Employee Experience (EX) ก่อน”
ลองคิดดูง่ายๆ ครับ หากคุณเป็นเจ้าของร้านอาหาร แล้วพนักงานครัวเครียด พนักงานเสิร์ฟไม่มีความสุข คุณคิดว่าอาหารจะอร่อย บริการจะดี และลูกค้าจะพอใจมั้ย?
ตัวอย่างจากชีวิตจริง
ลองดูบริษัท Southwest Airlines ครับ พวกเขาเน้นเรื่องความสุขของพนักงานจนเป็นที่รู้จัก พนักงานมีอิสระในการทำงาน ได้รับการสนับสนุนจากผู้บริหาร และรู้สึกว่าตัวเองมีค่า ผลลัพธ์คือพนักงานมีความสุข และส่งผ่านความสุขนั้นให้กับผู้โดยสาร จนกลายเป็นสายการบินที่ลูกค้ารัก
หัวใจสำคัญ: “สัญญา”
จากการวิจัย ผู้เขียนพบว่าองค์กรที่ประสบความสำเร็จมีสิ่งหนึ่งเหมือนกัน นั่นคือการสร้าง “สัญญา” (The Contract) ที่ชัดเจนกับพนักงาน
“สัญญา” นี้ไม่ใช่แค่กระดาษใบหนึ่ง แต่เป็นชุดของความคาดหวังและคำมั่นสัญญาที่ทั้งสองฝ่ายเข้าใจและยึดถือ เมื่อองค์กรทำตามสัญญานี้อย่างสม่ำเสมอ ความไว้วางใจจะเกิดขึ้น และนำไปสู่การมีส่วนร่วมของพนักงานอย่างจริงใจ
สัญญา 3 ประเภทที่ต้องเข้าใจ
1. สัญญาแบรนด์ (Brand Contract) นี่คือสิ่งที่บริษัทโฆษณาและสื่อสารออกไป เช่น Google บอกว่าเป็นที่ที่ “ทำสิ่งที่ดีงาม” หรือ Starbucks บอกว่าเป็นบริษัทที่ “เชื่อมต่อผู้คนผ่านกาแฟ”
หากบริษัทพูดไว้อย่างหนึ่งแต่ทำอีกอย่างหนึ่ง พนักงานจะรู้สึกถูกหลอก เช่น บริษัทที่บอกว่าเป็น “ครอบครัว” แต่ไล่คนออกง่ายๆ
2. สัญญาเชิงธุรกรรม (Transactional Contract) นี่คือสิ่งที่เป็นรูปธรรม เช่น เงินเดือน สวัสดิการ วันหยุด ที่ทำงาน เครื่องมือที่ใช้งาน
ตัวอย่างเช่น หากบริษัทสัญญาว่าจะให้เครื่องคอมพิวเตอร์ใหม่ แต่ให้เครื่องเก่าที่ใช้งานลำบาก พนักงานก็จะรู้สึกผิดหวัง
3. สัญญาทางจิตวิทยา (Psychological Contract) นี่เป็นสิ่งที่ลึกซึ้งที่สุด เป็นความคาดหวังทางอารมณ์และจิตใจ เช่น การได้รับการเคารพ การมีโอกาสเติบโต การได้ทำงานที่มีความหมาย
เช่น พนักงานคาดหวังว่าหัวหน้าจะให้คำแนะนำและสนับสนุน ไม่ใช่แค่สั่งงานแล้วทิ้ง
กรอบ MAGIC: 5 กุญแจสู่ใจพนักงาน
ผู้เขียนได้สร้างกรอบการทำงานที่เรียกว่า “MAGIC” ซึ่งประกอบด้วย 5 องค์ประกอบที่พนักงานทุกคนต้องการ:
M – Meaning (ความหมาย)
คนเราต้องการรู้ว่างานที่ทำมีความหมาย ไม่ใช่แค่การทำงานเพื่อเงิน
ตัวอย่าง: พนักงานโรงพยาบาลรู้ว่าการทำงานของเขาช่วยรักษาชีวิตคน ทำให้เขาทำงานด้วยความภาคภูมิใจ แม้งานจะเหนื่อยยากแค่ไหน
ในชีวิตจริง: ผู้บริหารควรอธิบายให้พนักงานเข้าใจว่างานของพวกเขาส่งผลต่อลูกค้าและสังคมอย่างไร
A – Autonomy (อิสระ)
คนชอบมีอิสระในการทำงาน ไม่ชอบถูกคุมแบบเด็กๆ
ตัวอย่าง: บริษัท Netflix ให้พนักงานมีอิสระในการเลือกวันหยุด ไม่ต้องนับวัน เพราะเชื่อว่าพนักงานรู้จักใช้วิจารณญาณ
ในชีวิตจริง: แทนที่จะสั่งว่า “ทำแบบนี้” ลองเปลี่ยนเป็น “เป้าหมายคือนี้ คุณจะทำอย่างไรดี?”
G – Growth (การเติบโต)
ทุกคนต้องการเรียนรู้สิ่งใหม่และก้าวหน้า
ตัวอย่าง: บริษัท Amazon มีนโยบาย “Career Choice” จ่ายค่าเทอม 95% ให้พนักงานเรียนในสาขาที่ต้องการ แม้ไม่เกี่ยวกับงานปัจจุบัน
ในชีวิตจริง: สร้างโอกาสให้พนักงานได้เรียนรู้งานใหม่ ไปอบรม หรือแม้แต่ทำผิดแล้วเรียนรู้จากความผิดพลาด
I – Impact (ผลกระทบเชิงบวก)
คนอยากเห็นว่าการทำงานของตัวเองสร้างความแตกต่าง
ตัวอย่าง: ครูอาจารย์รู้สึกมีความสุขเมื่อเห็นลูกศิษย์เก่าประสบความสำเร็จ เพราะรู้ว่าตัวเองมีส่วน
ในชีวิตจริง: แชร์เรื่องเล่าว่าการทำงานของพนักงานส่งผลดีกับลูกค้าอย่างไร รวบรวมคำชมจากลูกค้ามาเล่าให้ฟัง
C – Connection (การเชื่อมต่อ)
คนต้องการรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของทีม ไม่ใช่แค่หมายเลขพนักงาน
ตัวอย่าง: บริษัท Zappos มีวัฒนธรรมการทำงานที่เน้นความสนุกสนาน พนักงานรู้สึกเป็นครอบครัวเดียวกัน ไม่ใช่แค่เพื่อนร่วมงาน
ในชีวิตจริง: สร้างกิจกรรมที่ให้พนักงานได้รู้จักกันนอกเวลาทำงาน ฟังปัญหาของพนักงาน และแสดงให้เห็นว่าเขาสำคัญ
บทเรียนจากโลกจริง
เรื่องเล่าจากบริษัทที่ประสบความสำเร็จ
Patagonia – บริษัทเสื้อผ้ากีฬา พวกเขาให้พนักงานลาไปเล่นกีฬาได้เมื่อสภาพอากาศดี เพราะเชื่อว่าพนักงานที่มีความสุขจะทำงานได้ดีกว่า ผลลัพธ์คือพนักงาน turnover ต่ำมาก และผลิตภัณฑ์มีคุณภาพสูง
Salesforce – บริษัทซอฟต์แวร์ พวกเขามี “Ohana Culture” (Ohana แปลว่าครอบครัวในภาษาฮาวาย) ทุกคนในบริษัทเป็นครอบครัว ดูแลซึ่งกันและกัน ผลลัพธ์คือเป็นหนึ่งในบริษัทที่พนักงานอยากทำงานด้วยมากที่สุดในโลก
เรื่องเล่าจากความล้มเหลว
ตรงข้ามกับบริษัทที่มีชื่อเสียงด้านการบริหารคนแย่ พนักงานไม่มีความสุข ส่งผลให้บริการไม่ดี ลูกค้าไม่พอใจ ยอดขายลดลง และสุดท้ายกลายเป็นวงจรแห่งความล้มเหลว
การประยุกต์ใช้ในองค์กรไทย
สำหรับผู้บริหาร
- เริ่มจากการฟัง – จัด survey หรือคุยกับพนักงานเป็นประจำ
- สร้างวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน – อธิบายให้พนักงานเข้าใจว่าบริษัททำงานเพื่ออะไร
- ให้อิสระในกรอบ – กำหนดเป้าหมายชัดเจน แต่ให้เลือกวิธีการทำเอง
- สร้างโอกาสเรียนรู้ – ส่งอบรม job rotation หรือ coaching
- ฉลองความสำเร็จ – ทั้งเล็กและใหญ่ ให้คนรู้ว่างานมีผลกระทบดี
- สร้างสัมพันธภาพ – กิจกรรมบิวดิ้ง การพูดคุยแบบไม่เป็นทางการ
สำหรับพนักงาน
หนังสือเล่มนี้ไม่ได้พูดแค่กับผู้บริหาร แต่พนักงานก็สามารถใช้หลัก MAGIC วิเคราะห์ตัวเองได้:
- งานของฉันมีความหมายมั้ย? หากไม่มี จะหาได้อย่างไร?
- ฉันมีอิสระในการทำงานมั้ย? หรือถูกคุมมากเกินไป?
- ฉันได้เรียนรู้สิ่งใหม่มั้ย? หากไม่ได้ จะหาโอกาสได้อย่างไร?
- งานของฉันส่งผลดีอย่างไร? จะเพิ่มผลกระทบให้มากขึ้นได้มั้ย?
- ฉันรู้สึกเชื่อมต่อกับเพื่อนร่วมงานมั้ย? จะปรับปรุงได้อย่างไร?
สรุป: การเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากความเข้าใจ
หนังสือ “The Employee Experience” สอนเราให้เห็นภาพใหญ่ว่าการประสบความสำเร็จขององค์กรไม่ได้เริ่มจากการมุ่งเน้นแต่กำไรหรือลูกค้า แต่เริ่มจากคนในองค์กร
เมื่อพนักงานมีความสุข รู้สึกมีค่า เข้าใจจุดประสงค์ของงาน มีอิสระในการทำงาน ได้เรียนรู้เติบโต เห็นผลกระทบเชิงบวกจากงาน และรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของทีม พวกเขาจะทำงานด้วยใจ ไม่ใช่แค่หน้าที่
และเมื่อพนักงานทำงานด้วยใจ ลูกค้าจะได้รับบริการที่ดี รู้สึกประทับใจ กลับมาใช้บริการอีก และแนะนำคนอื่นมา สุดท้ายองค์กรก็จะประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน
นี่คือเวทมนตร์ที่แท้จริง ไม่ใช่ MAGIC แค่ 5 ตัวอักษร แต่เป็น Magic ที่เปลี่ยนชีวิตคน เปลี่ยนองค์กร และเปลี่ยนโลกให้ดีขึ้น
ท้ายที่สุดแล้ว การลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดขององค์กรไม่ใช่เทคโนโลยี หรือเครื่องจักร แต่เป็นการลงทุนในคน เพราะคนที่มีความสุขคือกุญแจสู่ทุกความสำเร็จ
#hrรีพอร์ต