• จากประสบการณ์การสัมภาษณ์ผู้สมัครทั้งเด็กจบใหม่ ผู้สมัครที่มีประสบการณ์ทำงานแล้ว หลายๆ ครั้งพบว่าตกม้าตายตอนให้แนะนำตัวเอง บางครั้งมีกระทั่งการบอกแค่ชื่อ นามสกุล อายุ 

    ซึ่งการแนะนำตัวเท่านั้นอาจจะทำให้ไม่ได้งานเลย ถ้าดีหน่อยผู้สัมภาษณ์สอบถามเพิ่มให้บ้าง หรือบางคนอาจจะโดนตัดคะแนนในส่วนนี้ไปเลย และอาจจะไม่ได้งานเลย

    การแนะนำตัว อาจดูเป็นเรื่องง่าย เพราะเรารู้จักตัวเองดีอยู่แล้ว แต่การแนะนำตัวอย่างไรที่จะทำให้ผู้สัมภาษณ์รู้จักเราให้มาที่สุด รู้จุดแข็ง ความรู้ ทักษะ ความสามารถ นิสัย ใจคอ เพื่อให้ข้อมูลเหล่านั้นเป็นข้อมูลที่ผู้สัมภาษณ์สามารถนำไปพิจารณาจ้างงานได้

    การแนะนำตัวที่ดีเราต้องเขียนบทเตรียมพร้อมไว้ และมีการฝึกซ้อมเพื่อให้การแนะนำตัวเป็นธรรมชาติมากที่สุด หัวข้อแนะนำตัวที่ควรมีดังนี้

    1. ชื่อ – สกุล อายุ (ควรมีอยู่แล้ว)
    2. ประวัติการศึกษา วุฒิการศึกษาสูงสุด สาขาที่จบ ปีที่จบ 
    3. ประสบการณ์การทำงาน กรณีจบใหม่ให้เล่าประสบการการฝึกงาน 
    4. ความรู้และทักษะที่มี อย่างน้อย 3 ข้อ เช่น มีทักษะด้านการวางแผน ทักษะด้านการใช้งาน Excel ขั้นสูง มีความรู้ด้านการตลาด เป็นต้น
    5. เป้าหมายในชีวิต เช่น พัฒนาตัวเอง การเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาด การเดินทางรอบโลก เป็นต้น
    6. เป้าหมายในการทำงาน เช่น ต้องการเรียนรู้ และเติบโตในสายอาชีพ หรือเติบโตไปกับบริษัท เป็นต้น
    7. กิจกรรมยามว่าง หรืองานอดิเรก ต่างๆ

    ถ้าเราหาเตรียมข้อมูลสำหรับการแนะนำตัวไว้และมีการซ้อม การสัมภาษณ์งานที่ไหนข้อมูลชุดนี้ใช้ได้ตลอด 

    #HRรีพอร์ต

  • HR รีพอร์ต

    สสส. ได้ระบุสาเหตุของความเครียดเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าเกิดจาก

    1. ตนเอง เกี่ยวกับสุขภาพ การเจ็บป่วยทั้งรุนแรงและไม่รุนแรง และบุคลิกภาพ ผู้ที่มีบุคลิกภาพที่ชอบแข่งขัน เร่งรีบ ต้องกาเอาชนะไม่อดทน จะมีความเครียดมาก
    2. ความขัดแย้งในหมู่คณะ
    3. การงาน ขึ้นอยู่กับลักษณะงาน ภาระงาน ความสัมพันธ์กับผู้ร่วมงานระดับต่างๆ หรือผลของงานที่เกิดขึ้น
    4. สิ่งแวดล้อม อากาศ แสง เสียง ฝุ่น ความร้อน ฯลฯ

    ผลของความเครียด จะเกิดผลกระทบกับ

    1. ตนเอง
      • ทางกาย เช่น ปวดศรีษะ ปวดศรีษะข้างเดียว หัวใจเต้นแรง
      • ทางอารมณ์ เช่น หงุดหงิด โกรธง่าย วิตกกังวล ซึม เศร้า ฯลฯ
      • ทางด้านความคิด เช่น ไม่มีสมาธิ ตัดสินใจลำบาก หลงลืมง่าย
      • ทางพฤติกรรม เช่น ก้าวร้าว ไม่เจริญอาหาร นอนไม่เต็มที่
    2. ผลกระทบของความเครียดต่อหมู่คณะ ขาดการสื่อสารที่ดีซึ่งกันและกัน ไม่ยอดรับ ไม่มีความเข้าใจ เกิดความขัดแย้ง
    3. ไม่มีสมาธิในการทำงาน ทำงานบกพร่องและผิดพลาด ไม่รับผิดชอบ เหนื่อยหน่าย ประสิทธิภาพการทำงานลดลง

    การกำจัดความเเครียดที่ RAMA CHANNEL แนะนำไว้มีอยู่ 7 วิธี

    1. เดิน เดิน และเดินผ่อนคลาย
    2. โทรหาเพื่อน
    3. เขียนระบายความเครียด
    4. หาเกมเด็กๆ เล่นผ่อนคลาย
    5. หลังเหงื่อลดเครียด
    6. พลังแห่งการสัมผัส
    7. นอนแช่น้ำพร้อมเทียนอโรม่า

    แต่ถ้าเกิดความเครียดระหว่างวัน ระหว่างการทำงาน 7 วิธีนั้นเราคงทำได้เพียงบางอย่าง เพราะด้วยเวลาและสถานที่คงไม่เอื้ออำนวย ผมขอแนะนำวิธีระบายความเครียด 2 วิธีที่พอจะทำได้โดยไม่ต้องใช้พื้นที่หรืออุปกรณ์อะไรมาก คือ

    1. การพูดมันออกมา พูดคนเดียว พูดกับเพื่อน โทรหาเพื่อน พูดกับหมากับแมวหรือพูดกับมดก็ได้ ถ้าเครียดก็พูดว่าเครียด ถ้าเจ็บก็พูดว่าเจ็บ ถ้าปวดก็พูดว่าปวด
    2. การเขียนสิ่งที่เครียดลงในกระดาษ ถ่ายจากสิ่งที่อยู่ในหัวออกมาให้เห็นเป็นตัวหนังสือ เป็นรูป ถือเป็นการระบายที่เห็นผลได้ง่ายอีกหนึ่งวิธี และประโยชน์ของการเขียนยังช่วยเสริมในเรื่องต่างๆ ด้วย เช่น การเขียนช่วยจัดระบบความคิด ทำให้มีสมาธิ เข้าใจตัวเองมากขึ้น เป็นหนึ่งในทักษะการสื่อสารที่สำคัญ เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ง่ายๆ แค่เราเครียดก็หยิบสมุดกับปากกามาเขียนเท่านั้นเอง

    ขอบคุณข้อมูลจาก สสส. และ RAMA CHANNE

    #HRรีพอร์ต

  • วันก่อนได้อ่าน เพจน์วิเคราะห์บอลจริงจังมาแชร์ว่าโปรแกรมที่ใช้เขียนบทความยาวๆ ที่ใช้มาตลอดคือ Notepad เป็นโปรแกรมที่ติดเครื่องมา ไม่มีอะไรฟังก์ชันซับซ้อน มีแค่ตัวอักษร

    วันนี้มีโอกาสได้ลองทำดู ปรากฎว่า เขียนบทความได้เป็นบทๆ เลยเหมือนกัน ทั้งทีทำอย่างอื่นไปด้วย เหมือนได้มีสมาธิจดจ่อ กับตัวหนังสือที่กำลังพิมพ์ คิดแล้วก็พิมพ์ลงไป ถ่ายทอดออกมาไม่ยาก

    ความแปลกคือ ทำไมเราถ่ายทอดข้อความออกมาได้ง่ายกว่าเราไปพิมพ์ใน Word Excel Google-Doc คงเป็นเพราะมันไม่มีอะไรซับซ้อนเลยทำให้เรามีสมาธิเท่านั้นแหละ

    แม้ไม่มีฟังก์ชั่นเยอะแต่ก็มีแถบที่บอกว่าตอนนี้เราพิมพ์ไปกี่ตัวอักษรแล้ว ที่จะเป็นตัวช่วยให้เราได้ดูว่าบทความที่เราเขียน
    มีจำนวนตัวอักษรมากเพียงพอที่จะเป็นบทความที่ไม่สั้นจนเกินไปหรือยาวจนเกินไป ขึ้นอยู่กับเนื้อหาของบทความนั้นๆ

    การบันทึกลงเครื่องก็ไม่ยากแค่มีพื้นที่เพียงเล็กน้อยก็สมารถบันทึกเก็บได้ แล้วจะเก็บไว้มากขนาดได้ก็ไม่กระทบกับความจำเครื่อง เพราะในไฟลมีแค่ตัวอักษรเท่านั้น

    และสุดท้ายโปรแกรม Notepad เป็นโปรแกรมฟรีที่ติดมากับ Laptop Windows ทุกเครื่อง

    ถ้าทำกับ Notepad ได้ดี ก็ทำต่อไปเรื่อยๆ เพื่อสร้าง Output ให้มากที่สุด เหมือนในหนังสือ THE POWER OF OUTPUT เขียนไว้ว่า เราเลือกสร้าง Output กับเครื่องมือที่เราถนัด เราจะสร้างมันออกมาได้ดี ทำได้ต่อเนื่อง ทำแล้วจะมีความสุข

    #HRรีพอร์ต

  • นั่งหาคำถามภาษาอังกฤษเพื่อนำมาสัมภาษณ์ผู้สมัครด้วยภาษาอังกฤษ เจอคำถามนึงรู้สึกสะดุดคำถามนึงเกิดสะดุดขึ้นมา (อาจจะมีมานานแล้วแต่เราเพิ่งเห็น)

    คำถามที่ดูแปลก แต่เป็นคำถามเกี่ยวกับบุคลิก กระบวนการคิดเป็นอย่างไร และความคิดสร้างสรรค์เป็นอย่างไร

    คำถามมีอยู่ว่า “ถ้าคุณเกิดใหม่อีกครั้งเป็นสัตว์ คุณจะเลือกเกิดเป็นอะไร?”

    วัตถุประสงค์ของคำถามนี้ไม่ใช่เล่นๆ มีความหมายประกอบด้วยถ้าเราเลือกเกิดเป็นสัตว์ชนิดไหน ถ้าสัตว์ชนิดไหนนิสัยไม่ได้ก็ไม่ต้องเลือกยกตัวอย่าง

    สิงโต หมายถึง เป็นคนที่มีความพร้อมที่จะต่อสู้อยู่เสมอ, ชอบความท้ายทาย มีความมั่นคงและทำสิ่งที่ถูกต้องอยู่เสมอ รู้จักกันในนามราเจ้าป่า

    สุนัข หมายถึง ความจงรักภักดี และความเป็นมิตร

    ช้าง หมายถึง การทำงานหนัก มีความสามารถในการทำงานหนัก

    วัน หมายถึง ความรัก และความจงรักภักดี

    โลมา หมายถึง การช่วยเหลือและการเสียสละ

    ผีเสื้อ หมายถึง การมีความสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงจากขั้นหนึ่งไปอีกขั้นหนึ่งเสมอ และยังบินอย่างสวยงามด้วย

    มด หมายถึง การทำงานหนัก สามารถยกสิ่งของที่หนักกว่าตัวเองได้สองเท่า

    นกฮูก หมายถึง สิ่งมีชีวิตที่มีความฉลาด มองภาพที่ใหญ่ขึ้นได้เสมอ

    นกพิราบ หมายถึง สันติภาพและการไม่ใช้ความรุนแรง

    กิ้งก่า หมายถึง การปรับตัวเข้าได้กับทุกสภาพแวดล้อม แต่มองอีกแง่สัตว์ชนิดนี้ควรหลีกเลี่ยง

    งู หมายถึง ความเจ้าเล่ห์ สัตว์ชนิดนี้ควรหลีกเลี่ยง

    เต่า หมายถึง ความเฉื่อยชา และเซื่องซืม สัตว์ชนิดนี้ควรหลีกเลี่ยง

    ตัวอย่างการตอบคำถาม

    ฉันอยากเกิดใหม่เป็นสิงโต เพราะสิงโตขึ้นชื่อในเรื่องความรักต่อความท้ายทาย มีความภาคภูมิใจ มีความมุ่งมั่นในการต่อสู้จนประสบความสำเร็จ ซึ้งเป็นเหตุผลว่าทำไมถึงเลือกสิงโต

    #HRรีพอร์ต

  • โอกาสในการสัมภาษณ์งานไม่ได้มีมาเมื่อเราต้องการเสมอไป เมื่อมีโอกาสมาเราเองก็ต้องเตรียมให้พร้อมสำหรับโอกาสในการสัมภาษณ์

    1. ห้ามโกหก ต้องเป็นตัวของตัวเองให้มากที่สุด เพราะถ้าโกหกผู้สัมภาษณ์เขามีวิธีการในการตรวจสอบย้อนหลังได้
    2. ตอบคำถามในประเด็นคำถาม ไม่ต้องตอบมากกว่าที่ผู้สัมภาษณ์ถาม
    3. แต่งตัวตามความเหมาะสมของบริษัทที่สัมภาษณ์ ถ้าเราไม่มั่นใจก็สอบถาม HR ก่อนได้ว่าบริษัทที่ไปสัมภาษณ์เขาให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ขนาดไหน
    4. เดินทางไปถึงสถานที่สัมภาษณ์ก่อนเวลา หรือถ้าเป็นการสัมภาษณ์ออนไลน์ให้เข้าร่วมอย่างน้อย 10-15 นาที เพื่อตรวจสอบว่าอุปกรณ์ต่างๆ มีความพร้อมใช้งาน
    5. อย่าเหม่อลอยเมื่ออยู่ระหว่างการสัมภาษณ์ ต้องพยายามมีปฏิสัมพันธ์ตลอดเวล กรณีสัมภาษณ์ออกไลน์ให้เปิดกล้องอยู่เสมอ
    6. สุดท้ายใบหน้าต้องมีรอยยิ้มอยู่เสมอ

    #HRรีพอร์ต

  • ดึงข้อมูลออกมาจากระบบแล้วนำเข้า Query ทีไรจะแก้ไขวันที่ให้นำไปประมวลผลให้ถูกต้องทีไรทำไม่ได้ซักที ลองผิดลองถูกมาจนเจอวิธีนี้ เลยเขียนเป็นคู่มือบันทึกไว้ให้ตัวเองดู และเผื่อเป็นอีกวิธีสำหรับคนที่กำลังหาวิธีแก้ปัญหาเหมือนกัน

    1.โหลดข้อมูลเข้ามาใน Query

    2.เลือก Column วันที่ที่ต้องการแก้ไข

    3.คลิกขวา เลือก Change Type และ Using Locale

    4. Data Type เลือกเป็น “Date”

    5. Locale ให้เลือกรูปแบบที่ตรงกับข้อมูล จากภาพผมจะเลือกเป็นข้อ “C” รูปแบบ English (United Kingdom)

    หลังจากกำหนดวันที่ได้ถูกต้อง เราจะสามารถใช้ฟังก์ชันเกี่ยวกับวันที่ได้ออย่างถูกต้องเช่นกัน เช่น ตัวอย่างที่ผมเพิ่มชื่อของวันในข้อมูล เป็นต้น

    HR รีพอร์ต

  • คุณมีการประชุมกับทีมของคุณ 

    คุณตัดสินใจที่จะทํา “บางสิ่ง” เกี่ยวกับ “เรื่อง X”

    ตัดสินใจประชุมเสร็จและทุกคนกลับไปทํางาน

    ผ่านไป 6 เดือน – ไม่มีอะไรเกิดขึ้น 

    ผมเชื่อว่าพวกเราทุกคนเคยอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ อาจมีสาเหตุหลายประการที่ทําให้สิ่งที่ตัดสินใจในการประชุมครั้งนั้นไม่เคยทํา แต่ฉันพนันได้เลยว่าส่วนใหญ่เป็นเพราะขาด “capi”

    องค์ประกอบสําคัญ 3 ประการที่จําเป็นเมื่อทําการตัดสินใจเพื่อให้แน่ใจว่าจะถูกนําไปใช้จริง เมื่อเราต้องพบกันเพื่อตัดสินใจเรามักจะมองหาคนที่ “เราชอบ” – คนที่เราไว้วางใจคนที่ดูเหมือนจะมีความสนใจสอดคล้องกับเราและจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อช่วยให้เราทําสิ่งต่างๆให้สําเร็จ น่าเสียดายที่เราไม่ควรมองหาคนที่เราชอบ แต่สําหรับคนที่เราต้องการ

    CAPI 

    ตามที่ Dr. Ichak Adizes คุณต้องมี 3 สิ่งเพื่อให้แน่ใจว่ามีการดําเนินการตัดสินใจจริง: 

    1. Authority – อำนาจ
    2. Power – พลัง
    3. Influence – อิทธิพล

    Authority – อำนาจ

    อำนาจคืออะไร? บางครั้งก็สับสนกับพลัง เราทุกคนมักจะคิดว่าองค์ประกอบทั้งสองอยู่ด้านบนของปิรามิดองค์กรในขณะที่พวกเขากระจายอยู่ตลอด อํานาจถูกกําหนดให้เป็น  “สิทธิอย่างเป็นทางการ/ทางกฎหมายในการตอบว่าใช่และไม่ใช่” โปรดทราบว่าคําหลักที่นี่คือและคุณต้องมีความสามารถในการตอบว่าใช่และไม่ใช่เกี่ยวกับการตัดสินใจหากคุณสามารถพูดได้เพียงคําเดียวแสดงว่าคุณไม่มีอํานาจที่แท้จริง

    Power – พลัง

    เรานิยามอํานาจว่าเป็นความสามารถในการ  “ให้หรือรักษาความร่วมมือที่คาดหวัง” ถ้าฉันต้องการบางสิ่งจากคุณ คุณก็มีอํานาจเหนือฉัน และเนื่องจากทุกวันนี้เราทุกคนเชื่อมโยงถึงกันเราอาจต้องการบางสิ่งบางอย่างจากผู้คนจํานวนมาก และเรายังมีอํานาจเหนือผู้อื่น เนื่องจากพวกเขาต้องการความร่วมมือจากเรา 

    Influence – อิทธิพล

    สิ่งที่ฉันชอบมากที่สุดเกี่ยวกับคําจํากัดความของอิทธิพลคือมันโผล่ออกมาจากคําจํากัดความของอีกสององค์ประกอบ “ความสามารถในการทําให้บางสิ่งเกิดขึ้นโดยไม่ต้องใช้อํานาจหรืออํานาจ” 

    CAPI สําหรับการนําไปใช้ 

    “C” ใน capi ย่อมาจาก “coalesced” – ดังนั้นเพื่อให้แน่ใจว่าการตัดสินใจจะดําเนินการคุณต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณมีคนที่เหมาะสมในห้องและมีข้อตกลง คุณต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่ามีอํานาจอํานาจและอิทธิพลอยู่ในห้องที่มีการตัดสินใจ หากคุณพลาดหนึ่งในนั้นความน่าจะเป็นของการนําไปใช้จะลดลงอย่างมาก 

    นั่นคือเหตุผลที่เราพูดว่าคุณต้องพบกับคนที่คุณต้องการไม่ใช่คนที่คุณชอบ 

    ครั้งต่อไปเมื่อจะมีการตัดสินใจและดําเนินการตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณมีอํานาจเหนืองานอํานาจในการทําให้สิ่งต่าง ๆ เกิดขึ้นและมีอิทธิพลต่อการเสริมสร้างการตัดสินใจ 

    ข้อมูลจาก: https://www.linkedin.com/pulse/3-things-you-need-make-sure-decision-actually-juan-jos%C3%A9-flores/

  • มีโอกาสได้เข้าสัมมนาฟรีของสถานบันบียอนด์ เอจ เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2566 ในหัวข้อ “ปรับค่าจ้างอย่างไรให้ถูกใจทั้งคนรับและคนจ่าย” โดย ดร.สุพจน์ นาคสวัสดิ์

    จากเวลา 2 ชั่วโมงครึ่งคุณภาพที่อัดแน้นด้วยเนื้อหาที่เอาไปปรับใช้ได้จริงๆ และทำให้พบข้อคิดเพิ่มเติมว่า การบริหารค่าจ้างนั้นเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ที่ไม่ใช่แค่มานั่งบวกลบคูณหาร แต่เป็นเรื่องของการบริหารในทุกๆ มิติเสียด้วยซ้ำ

    ผมจึงสรุปออกมาเป็นข้อๆ ดังนี้

    1. ปรัชญาในการจ่ายของเราเป็นอย่างไร  – ความสามารถในการจ่ายเหมือนกันแต่ปรัชญาในการจ่ายแตกต่างกันได้ตามวิธีคิดและปรัชญา
    2. แนวโน้มในการจ่ายเงิน ปรับเงินจะเป็นการจ่ายตามผลงาน (Pay by Performance)
    3. การเทียบการจ่ายกับอัตราตลาดให้ดู “รายได้รวม” เพราะถ้าดูเฉพาะเงินเดือนอย่างเดียวจะทำให้เราจ่ายต่ำกว่าตลาดหรือสูงกว่าตลาดก็เป็นได้
    4. Remote Working จะหายไป แตะ Hybrid Working (เข้าออฟฟิศ 3 วัน ทำที่ได้ก็ได้ 2 วัน) จะมาแทนที่เพื่อนเป็นกลยุทธในการหาคนในตลาด
    5. การจ้างงานเด็กจบใหม่ บริษัทส่วนใหญ่ยังจ้างงานตามวุฒิการศึกษา
    6. องค์กรไซด์เล็ก จ่ายค่าจ้างจะให้แบบผสม โดยเลือกจ่ายแพงสำหรับตำแหน่งสำคัญ และจ่ายต่ำกว่าตลาดในตำแหน่งทั่วไป
    7. แนวโน้มเปอร์เซนต์การปรับเงินเดือนประจำปีโดยเฉลี่ยมีอัตราลดลง ปี 2566 4.2 ปี 2567 4.0
    8. คนลาออกเป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าคนที่ลาออกส่งผลกับองค์กรสูงต้องมีการพิจารณา
    9. การปรับค่าจ้าง ผลตอบแทน ควรทำระเบียบให้ชัดเจน เพราะเวลาขึ้นศาลแรงงาน ศาลจะถามหาระเบียบการจ่ายก่อนเสมอ
    10. Commission ต้องกำหนดให้เป็นการจูงใจ ไม่ใช่กำหนดแบบ Fix ตายตัว เพราะถ้ากำหนด Fix จะถือเป็นค่าจ้าง
    11. หลักการบริหารค่าจ้างต้องมี (1) ความเท่าเทียมภายใน:ประเมินค่างาน (2) ความเท่าเทียมภายนอก:เทียบกับตลาด/คู่แข่ง (3) ความสามารถในการจ่าย (4) จ่ายตามหลักอะไร เช่น ประสบการณ์หรือผลงาน
    12. ปรัชญาในการจ่ายเราเป็นยังไง แบบเก่าหรือแบบใหม่
      • แบบเก่า
        • จ่ายตามค่างาน (Job Value)
        • จ่ายตามประสบการณ์
        • เน้นความเท่าเทียมภายใน
        • จ่ายตามโครงสร้าง
      • แบบใหม่
        • จ่ายตามคุณค่าของคน (Person Value)
        • จ่ายตามคุณค่าของงาน
        • เน้นความเท่าเทียมภายนอก
        • ไม่สนใจโครงสร้างถ้าพบคนที่ใช่
    13. SA คือ Special Adjust การปรับพิเศษสำหรับคนที่ดีมากๆ และแย่มากๆ
    14. รับเงินเดือนคือการจ่ายโดยดู Potientail
    15. การปรับค่าจ้างที่เป็นค่าคงที่เช่น A=1,000 บาท เป็นการปรับค่าจ้างตามค่างาน (PSP ใช้อยู่ปัจจุบัน)
    16. การปรับค่าจ้างโดยเอาฐานเงินเดือนคูณเปอร์เซนต์ที่ได้ปรับ ในประเทศไทยประมาณ 70% ปรับตาม Midpoint 30%
    17. หลักของโครงสร้างเงินเดือน
    18. การปรับเงินเดือน/ค่าจ้าง ต้องมี 2 หลักประกอบกันคือ ถูกกฎหมายและถูกใจ
    19. เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ต้องหาและสร้าง Positive Impact ขึ้นมาให้ได้
    20. การปรับเงินโดยใช้ Midpoint คนที่ต่ำกว่า Midpoint ปรับแบบ Speed-up ส่วนคนที่เกินปรับแบบ Slow-Down
    21. การปรับเพิ่มเงินเดือน/ค่าจ้างขององค์กรในประเทศไทยจะดูจากอัตราตลาดเป็นหลักแม้ว่าผลประกอบการจะสูงกว่าก็ตาม
    22. สูตรการปรับค่าจ้างมีมากมายจะใช้สูตรไหนก็ได้ แต่ก่อนจะหาสูตรให้หาโจทย์ขององค์กรให้เจอก่อน

    HR รีพอร์ต

  • จากหนังสือ “ความลับของการวัดผล” ผู้เขียน ดร.นพดล ร่มโพธิ์

    1. คนเราสามารถวิเคราะห์ข้อมูลได้ไม่เกิน 7 อย่างพร้อมๆ กัน ดังนั้นอย่าใส่ข้อมูลเกิน 7 ประเภทในกราฟหรือในตารางเดียวกัน
    2. เรามักจะดูข้อมูลต่างๆ จากตรงกลางหน้ากระดาษก่อน ดังนั้นข้อมูลที่สำคัญควรนำมาไว้ตรงกลางกระดาษมากกว่า
    3. รูปภาพเข้าใจง่ายกว่าข้อความที่เขียน อะไรที่ใช้รูปภาพได้ ให้ใช้รูปภาพ
    4. ควรใช้แผนภาพง่ายๆ มากกว่าแผนภาพที่สวยงามแต่ดูแล้วเข้าใจยาก
    5. เราอาจปรับรูปแบบของการนำเสนอให้น่าสนใจขึ้นโดยอาจจะใช้การรายงานผ่านกราฟรูปแบบอื่นๆ หรือใช้สีช่วย

    HR รีพอร์ต

  • การตั้งเป้าหมาย และการวัดผล เป็นวงจรของการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นในองค์กรภาครัฐหรือเอกชนก็ต้องทำเพราะการลงแรงอะไรไปก็ต้องการผลลัพธ์

    การวัดผลจึงเป็นส่วนหนึ่งของการบริหาร หนังสือคลาสสิค High Output Management ผู้เขียน Andrew S. Grove ได้เขียนไว้ตั้งแต่สมัยโน้นแล้ว นี่คือเหตุผลที่หนังสือเล่มนั้นบอกไว้

    •เพื่อประเมินการทำงานของลูกน้อง

    • เพื่อพัฒนาผลการทำงาน

    • เพื่อสร้างแรงจูงใจ

    • เพื่อให้มีเวทีการการให้ข้อเสนอแนะระหว่างหัวหน้ากับลูกน้อง

    • เพื่อปรับผลงานให้สูงขึ้น

    • เพื่อให้รางวัลจากการทำงาน

    • เพื่อให้แนวทางการทำงานที่ถูกต้องตามระเบียบ

    • เพื่อให้แนวทางการทำงานที่ถูกต้อง

    • เพื่อสื่อสาร ส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กร

    คนทำงาน ผู้บริหาร คงหนีเรื่องการประเมินผลไม่ออกแน่นอน

    HR รีพอร์ต