• เมื่อ “ทำงานเก่ง” ไม่เท่ากับ “เป็นผู้นำ”

    วันแรกที่นายอนุชา เข้าสู่ตำแหน่งผู้จัดการใหม่ของทีมขายในบริษัทเทคโนโลยี เขาเข้าใจผิดว่าการเป็นผู้จัดการคือการทำงานเก่งที่สุดในทีม วันแรก เขาเห็นน้องจิราพรหน้าใหม่กำลังลำบากกับลูกค้าเก่าที่เขาเคยดูแล นายอนุชาจึงเข้าไปแทรกทันที

    “เอ๊ะ น้องจิรา วิธีนี้ไม่ใช่นะ ให้พี่มาแสดงให้ดู” เขาฉวยโทรศัพท์จากมือน้องจิรา แล้วใช้เทคนิคการขายที่เขาใช้มา 5 ปี ภายใน 10 นาที เขาปิดดีลได้สำเร็จ

    “เห็นมั้ย ต้องทำแบบนี้” นายอนุชาพูดด้วยความภูมิใจ

    แต่ที่น้องจิราได้รับไม่ใช่แรงบันดาลใจ แต่เป็นความรู้สึกว่าตัวเองไม่มีความสามารถ ความมั่นใจของเธอถูกทำลาย และเธอกลายเป็นคนพึ่งพาพี่อนุชาในทุกเรื่อง

    หนังสือ Harvard Business Review Manager’s Handbook ได้เล่าเรื่องราวคล้ายๆ กันนี้ไว้ และชี้ให้เห็นว่า ผู้จัดการที่ดีไม่ใช่คนที่ทำงานเก่งที่สุด แต่เป็นคนที่ทำให้คนอื่นเก่งขึ้นได้

    การเปลี่ยนผ่าานจากงานเป็นเรื่องของคน

    สามเดือนต่อมา นายอนุชาเริ่มรู้สึกเหนื่อยหน่าย ทุกอย่างต้องผ่านเขา ทีมงานไม่กล้าตัดสินใจอะไรเอง เขาต้องทำงานถึงดึก ขณะที่คนอื่นในทีมกลับบ้านตรงเวลา

    “ทำไมทุกคนถึงไม่รับผิดชอบเลย?” เขาบ่นกับเมียที่บ้าน

    จนกระทั่งวันหนึ่ง หัวหn้าใหญ่เรียกพบ “อนุชา ผลงานของทีมเธอไม่ค่อยดีนะ คนอื่นบอกว่าทีมเธอไม่มีความคิดสร้างสรรค์ ทำแต่สิ่งที่เธอสอน”

    นั่นคือจุดเปลี่ยนของเขา เขาหาคู่มือมาอ่าน และพบกับหนังสือเล่มนี้

    หนังสือได้สอนเขาว่า การเป็นผู้จัดการคือการเปลี่ยนจากการมุ่งเน้น “งาน” ไปเป็นการมุ่งเน้น “คน” ไม่ใช่การแสดงความเก่งของตัวเอง แต่เป็นการช่วยให้คนอื่นค้นพบความเก่งของพวกเขา

    การมีอิทธิพลมีค่ามากกว่าอำนาจ

    เรื่องของนางสาวปราณีย์ หัวหน้าทีมการตลาดออนไลน์ เป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง

    วันแรกที่เธอเข้ามาเป็นผู้จัดการ เธอคิดว่าการที่ได้ตำแหน่งนี้แปลว่าทุกคนต้องฟังเธอ เธอจึงออกคำสั่งแบบสั่งทหาร “นี่คือแผนการตลาดใหม่ ทุกคนต้องทำตาม ไม่มีข้อโต้แย้ง”

    ผลลัพธ์คือ ทีมทำงานแบบไม่มีใจ ไม่มีใครเสนอไอเดียใหม่ ทุกคนทำแค่ตามที่บอก ไม่มีนวัตกรรม

    แต่เมื่อเธอได้อ่านหนังสือเล่มนี้ เธอเข้าใจว่า อิทธิพลที่แท้จริงมาจากบุคลิกภาพและความน่าเชื่อถือ ไม่ใช่จากตำแหน่งหน้าที่

    เธอเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรม แทนที่จะสั่ง เธอเริ่มถาม “พวกเธอคิดยังไงกับแผนนี้? มีไอเดียอะไรที่จะทำให้ดีกว่านี้มั้ย?”

    แทนที่จะแสดงว่าตัวเองรู้ทุกเรื่อง เธอเริ่มยอมรับ “เรื่องนี้ฉันไม่แน่ใจ ใครมีข้อมูลเพิ่มเติมมั้ย?”

    ผลลัพธ์คือ ทีมเริ่มเปิดใจ เริ่มแบ่งปันไอเดีย และที่สำคัญคือ เริ่มเชื่อฟังเธอเพราะเขาเคารพเธอ ไม่ใช่เพราะกลัวตำแหน่งของเธอ

    การจัดการตนเอง

    คุณสมชาย อายุ 45 ปี ผู้จัดการฝ่ายผลิตมา 15 ปี เคยคิดว่าตัวเองรู้ทุกอย่างแล้ว แต่เมื่อบริษัทเริ่มใช้เทคโนโลยีใหม่ เขาเริ่มรู้สึกตกขบวน

    “ไอ้หนุ่มๆ พวกนี้เข้าใจเทคโนโลยีกว่าเรามากเลย” เขาคิดในใจ “แต่เราก็มีประสบการณ์กว่า”

    วันหนึ่งในประชุม เขาพยายามแสดงความรู้เรื่องเทคโนโลยี AI แต่ข้อมูลที่เขานำมาเป็นข้อมูลเก่าจาก 2 ปีก่อน น้องเอ็งจึงแก้ไขด้วยข้อมูลล่าสุด

    เดิมทีคุณสมชายจะโมโห แต่เมื่อเขาอ่านหนังสือเล่มนี้ เขาได้เรียนรู้เรื่อง ความซื่อสัตย์กับตัวเอง

    “ขอบคุณนะน้องเอ็ง พี่ยอมรับว่าข้อมูลที่พี่มีมันเก่าแล้ว ช่วยอัพเดทให้พี่หน่อยได้มั้ย?” เขาพูดในประชุมครั้งต่อไป

    การยอมรับความไม่รู้ของเขาไม่ได้ทำให้เขาดูอ่อนแอ แต่กลับทำให้ทีมเคารพในความจริงใจ และเต็มใจที่จะแบ่งปันความรู้ให้

    หนังสือสอนว่า การวิจัยข้อมูลและความโปร่งใสคือพื้นฐานของความเป็นผู้นำ ผู้นำที่แท้จริงไม่ใช่คนรู้ทุกเรื่อง แต่เป็นคนที่รู้จักหาความรู้และยอมรับข้อจำกัดของตัวเอง

    การสื่อสาร

    คุณนภัสสร ผู้จัดการฝ่ายบัญชี เป็นคนที่เชี่ยวชาญงานมาก แต่สื่อสารแย่มาก เธอชอบใช้ศัพท์เทคนิค พูดซ้ำๆ และไม่ชัดเจน

    วันหนึ่ง เธอส่งอีเมลหาทีม:

    “อ้างอิงจากการวิเคราะห์ทางการเงินเบื้องต้นที่ได้ดำเนินการณ์วิเคราะห์ข้อมูลทางการเงินของบริษัทฯ ในไตรมาสที่ผ่านมา พบว่ามีตัวชี้วัดทางการเงินที่สำคัญหลายประการที่ต้องได้รับการติดตามอย่างใกล้ชิด…”

    ผลคือ ไม่มีใครเข้าใจว่าเธอต้องการอะไร

    หลังจากอ่านหนังสือเล่มนี้ เธอเรียนรู้หลัก KISS (Keep It Simple, Stupid) และเริ่มเขียนใหม่:

    “สรุปผลประกอบการไตรมาส 3:

    • ยอดขายเพิ่ม 15%
    • กำไรลด 5% (เพราะต้นทุนเพิ่ม)
    • ต้องการ: ลดต้นทุนใน 3 เรื่องหลัก

    กรุณาประชุมวันพรุ่ง 9 โมง ห้องประชุม A”

    ผลลัพธ์คือ ทุกคนเข้าใจ มาประชุมครบ และมีการเตรียมตัวที่ดี

    การให้ฟีดแบ็กที่สร้างสรรค์

    ครูจักรพันธ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนเอกชน เคยเป็นคนที่ชอบติเด็กและครูเสมอ “อ้าย! ทำไมสอนแบบนี้ล่ะ เด็กจะเข้าใจได้ยังไง” หรือ “เธอนี่ช่างเป็นคนไม่มีวินัยเสียจริง มาสายบ่อยแบบนี้”

    ครูใหม่หลายคนลาออกไป ครูเก่าทำงานแบบไม่มีใจ

    เมื่อเขาอ่านหนังสือเล่มนี้ เขาได้เรียนรู้เรื่อง การให้ฟีดแบ็กอย่างมีประสิทธิผล

    หนังสือสอนว่า ต้องหลีกเลี่ยงการใช้คำแบบ “เธอเป็นคน…” หรือ “เธอเป็นแบบนี้เสมอ” แต่ให้มุ่งเน้นไปที่พฤติกรรมเฉพาะ

    เขาเริ่มปรับการสื่อสาร:

    แทนที่จะพูดว่า “เธอช่างเป็นคนไม่มีวินัย” เขาเปลี่ยนเป็น “ฉันสังเกตเห็นว่าเธอมาสาย 3 วันติดต่อกัน มีอะไรที่เป็นอุปสรรคมั้ย? เราจะช่วยกันแก้ปัญหาได้อย่างไร?”

    แทนที่จะพูดว่า “ทำไมสอนแบบนี้ล่ะ” เขาเปลี่ยนเป็น “วิธีสอนนี้น่าสนใจ ฉันอยากรู้ว่าเด็กๆ ตอบสนองยังไง? มีวิธีไหนที่จะทำให้เด็กเข้าใจง่ายขึ้นอีกมั้ย?”

    ผลลัพธ์คือ บรรยากาศในโรงเรียนเปลี่ยนไป ครูรู้สึกได้รับการสนับสนุน กล้าลองวิธีใหม่ๆ และที่สำคัญคือ ครูใหม่ไม่หนีไปแล้ว

    การจัดการเวลา

    คุณพิมพ์ใจ ผู้จัดการฝ่ายขายออนไลน์ เป็นคนที่ไม่เคยปฏิเสธใครได้ ทั้งหัวหน้าที่มอบงานเพิ่ม ลูกค้าที่ขอความช่วยเหลือ หรือแม้แต่เพื่อนที่ขอคำปรึกษา

    ผลคือ เธอทำงานวันละ 12 ชั่วโมง กลับบ้านดึก ไม่มีเวลาให้ครอบครัว และที่แย่ที่สุดคือ งานสำคัญจริงๆ กลับทำไม่ทัน

    วันหนึ่ง ลูกสาววัย 8 ขวบของเธอถามว่า “แม่ จะมาดูหนูแสดงวันพรุ่งนี้มั้ย?”

    เธอต้องตอบว่า “ลูกรัก แม่มีประชุมสำคัญ”

    แล้วเด็กก็ถามด้วยน้ำตาคลอ “แล้วอะไรสำคัญกว่าหนูบ้างล่ะแม่?”

    คำถามนั้นทำให้เธอตื่นตัว เธอไปหาหนังสือมาอ่าน และพบกับบทเรียนเรื่อง การป้องกันเวลาจากคนอื่น

    หนังสือสอนให้ถามตัวเองทุกครั้งที่มีคนมาขอความช่วยเหลือ:

    • “เรื่องนี้สำคัญต่อเป้าหมายงานของฉันมั้ย?”
    • “งานนี้มีคุณค่าต่อองค์กรมั้ย?”
    • “มีคนอื่นที่ทำได้ดีกว่าฉันมั้ย?”

    เธอเริ่มฝึกพูดว่า “ขอโทษนะ เรื่องนี้น่าสนใจมาก แต่ช่วงนี้ฉันมีงานเร่งด่วนที่ต้องทำให้เสร็จก่อน เราคุยกันใหม่พรุ่งนี้หลังเที่ยงได้มั้ย?” หรือ “เรื่องนี้น่าจะเหมาะกับทีมพัฒนาผลิตภาพมากกว่า ให้ฉันแนะนำให้”

    ผลคือ เธอมีเวลาให้งานสำคัญมากขึ้น และที่ดีที่สุดคือ เธอไปดูลูกแสดงได้ และเห็นรอยยิ้มของลูกสาวที่มีแม่มาเชียร์

    การพัฒนาทีม

    คุณรวิศ หัวหน้าแผนกไอที เคยมีปัญหาใหญ่กับพนักงานเก่ง น้องแบงค์ โปรแกรมเมอร์ระดับซีเนียร์ที่ทำงานได้รวดเร็วและแม่นยำ

    ปัญหาคือ น้องแบงค์เริ่มเบื่องาน เขาบ่นว่า “ทำงานเดิมๆ ซ้ำๆ ไม่มีความท้าทาย” และเริ่มมีลางสังหรณ์ว่าจะลาออก

    คุณรวิศเคยคิดว่า คนเก่งแบบนี้ต้องใช้เงินเดือนสูงๆ เจรจา แต่หนังสือ Harvard Business Review สอนเขาว่า คนเก่งต้องการโอกาสเติบโต มากกว่าเงิน

    เขาเริ่มใช้วิธีที่หนังสือแนะนำ:

    “แบงค์ ฉันสังเกตว่าเธอทำงานได้ดีมาก และทำงานหนักภายใต้ความกดดัน ฉันอยากรู้ว่า ฉันจะสนับสนุนการเติบโตของเธอได้อย่างไร?”

    น้องแบงค์ตอบว่า “ผมอยากลองจัดการโปรเจคใหญ่ๆ บ้าง อยากมีส่วนร่วมในการวางแผนระบบใหม่”

    คุณรวิศจึงมอบโปรเจคใหม่ให้ พร้อมทั้งส่งไปอบรมเรื่องการจัดการโปรเจค และให้เป็นพี่เลี้ยงโปรแกรมเมอร์จูเนียร์ 2 คน

    ผลลัพธ์คือ น้องแบงค์ไม่ลาออก กลับมีความสุขกับงานมากขึ้น และที่สำคัญคือ เขากลายเป็น “คนเก่งที่ช่วยสร้างคนเก่งคนอื่น”

    การเข้าใจเจ้านาย

    คุณสุวิทย์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดออนไลน์ เคยมีปัญหาใหญ่กับหัวหน้าชื่อคุณจิรายุส หัวหน้าใหญ่คนใหม่ที่ดูเหมือนจะเครียดตลอดเวลา และชอบแก้ไขงานทุกเรื่องเล็กน้อย

    คุณสุวิทย์รู้สึกไม่พอใจ “ทำไมเขาต้องมายุ่งกับงานเราด้วย เราทำมา 5 ปีแล้ว รู้ดีว่าต้องทำยังไง”

    ความสัมพันธ์แย่ลงเรื่อยๆ จนวันหนึ่งมีการปรับปรุงองค์กรใหญ่ คุณสุวิทย์เกือบโดนย้ายไปแผนกอื่น

    เมื่อเขาอ่านหนังสือ Harvard Business Review เขาได้เรียนรู้เรื่อง การเข้าใจหัวหน้า

    หนังสือสอนว่า ให้สังเกตว่าอะไรทำให้หัวหน้าเครียด และงานแบบไหนที่เขาชอบควบคุมเอง

    คุณสุวิทย์เริ่มสังเกต เขาพบว่าคุณจิรายุสเป็นคนใหม่ในตำแหน่ง กำลังถูกกดดันจากบอร์ดให้ผลงานดี และเขาเคยทำงานที่บริษัทเทคโนโลยี ไม่คุ้นเคยกับงานการตลาดแบบดั้งเดิม

    เขาจึงเปลี่ยนวิธีการสื่อสาร:

    แทนที่จะรายงานแค่ “งานเสร็จแล้วครับ” เขาเปลี่ยนเป็น “รายงานผลการตลาดออนไลน์ครับ:

    • เป้าหมายเดือนนี้ 100,000 บาท ขณะนี้ 85,000 บาท (คาดว่าจะถึงเป้า 110%)
    • กลุ่มลูกค้าอายุ 25-35 ตอบสนองดีที่สุด เพิ่มขึ้น 25%
    • ปัญหาที่พบ: งบโฆษณาใน Facebook เกินไป 15% แต่ให้ผลตอบแทนดี
    • ข้อเสนอแนะ: เพิ่มงบ Facebook ลด Google Ads ในเดือนหน้า”

    และเขาเริ่มถามคำถามที่หนังสือแนะนำ: “คุณจิรายุส เป้าหมายหลักของคุณในองค์กรคืออะไรครับ? ผมจะสนับสนุนได้อย่างไร?”

    ผลคือ คุณจิรายุสเริ่มไว้ใจเขา ลดการควบคุม และเขากลายเป็นคนสนิทของหัวหน้าคนใหม่

    ผู้นำที่แท้จริง จะสร้างผู้นำคนใหม่

    หลังจากผ่านไป 2 ปี ทั้งนายอนุชา นางสาวปราณีย์ คุณสมชาย และคนอื่นๆ ที่ได้ประยุกต์ใช้หลักการจากหนังสือเล่มนี้ ล้วนมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมาย

    ทีมของนายอนุชาได้รางวัล “ทีมขายดีเด่นแห่งปี” โดยน้องจิราที่เคยไม่มั่นใจกลายเป็นพนักงานขายอันดับ 1 ของบริษัท

    ทีมของนางสาวปราณีย์คิดแคมเปญ “ใส่ใจสิ่งแวดล้อม” ที่ได้รับการยกย่องระดับชาติ

    คุณสมชายถูกเลื่อนเป็นผู้อำนวยการโรงงาน และเขาใช้หลักการเดียวกันนี้บริหารคนรุ่นใหม่ที่มีทักษะเทคโนโลジีสูง

    17 ทักษะที่ทำให้คุณโดดเด่น

    จากเรื่องเล่าทั้งหมด เราได้เห็นว่าหนังสือ Harvard Business Review Manager’s Handbook ไม่ได้เป็นแค่หนังสือทฤษฎี แต่เป็นคู่มือการปฏิบัติที่เปลี่ยนชีวิตการทำงานของหลายคนจริงๆ

    17 ทักษะหลักที่หนังสือนี้สอน แบ่งออกเป็น 5 กลุ่มใหญ่:

    กลุ่มที่ 1: การพัฒนาใจคิดผู้นำ

    1. การเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นผู้นำ
    2. การสร้างความไว้วางใจและความน่าเชื่อถือ
    3. การพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์
    4. การวางตำแหน่งตนเองเพื่อความสำเร็จ

    กลุ่มที่ 2: การจัดการตนเอง 5. การเป็นคนมีอิทธิพล 6. การสื่อสารอย่างมีประสิทธิผล 7. การบริหารเวลาและผลิตภาพส่วนตัว 8. การพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง

    กลุ่มที่ 3: การจัดการบุคคล 9. การมอบหมายงานอย่างมั่นใจ 10. การให้ฟีดแบ็กอย่างมีประสิทธิผล 11. การพัฒนาพรสวรรค์ของคนในทีม

    กลุ่มที่ 4: การจัดการทีม 12. การเป็นผู้นำทีม 13. การส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ 14. การสรรหาและรักษาคนเก่ง

    กลุ่มที่ 5: การจัดการธุรกิจ 15. การเข้าใจกลยุทธ์เบื้องต้น 16. การใช้เครื่องมือทางการเงิน 17. การพัฒนา Business Case

    ทั้ง 17 ทักษะนี้ไม่ใช่สิ่งที่ต้องเรียนรู้แยกกัน แต่เป็นทักษะที่เชื่อมโยงและเสริมกันเป็นระบบ

    ข้อคิด

    1. การเป็นผู้จัดการไม่ใช่การเป็นซูเปอร์แมน

    หลายคนคิดว่าการเป็นผู้จัดการคือต้องเก่งที่สุด รู้มากที่สุด ทำได้ทุกอย่าง แต่ความจริงคือ ผู้จัดการที่ดีคือคนที่ทำให้คนอื่นประสบความสำเร็จ

    2. อำนาจที่แท้จริงมาจากการให้คนอื่นเชื่อใจ

    ตำแหน่งหน้าที่อาจให้อำนาจในการสั่ง แต่อิทธิพลที่แท้จริงมาจากการที่คนอื่นเต็มใจทำตาม เพราะเขาเชื่อใจและเคารพเรา

    3. การยอมรับความไม่รู้คือจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้

    ในยุคที่ความรู้เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผู้นำที่ดีไม่ใช่คนที่รู้ทุกเรื่อง แต่เป็นคนที่รู้จักเรียนรู้และยอมรับข้อจำกัดของตัวเอง

    4. การสื่อสารที่ชัดเจนช่วยประหยัดเวลาและลดความเข้าใจผิด

    คำพูดและข้อความที่เข้าใจง่าย ตรงประเด็น จะช่วยให้งานดำเนินไปได้อย่างราบรื่น

    5. เวลาคือทรัพยากรที่มีจำกัด

    การป้องกันเวลาตัวเองจากงานที่ไม่สำคัญ คือหนทางสู่การมีชีวิทการทำงานที่สมดุล

    6. คนเก่งต้องการโอกาสเติบโต ไม่ใช่แค่เงิน

    การลงทุนในการพัฒนาพนักงานเก่ง จะได้ผลตอบแทนในระยะยาว มากกว่าการใช้เงินเดือนผูกมัด

    7. การเข้าใจหัวหน้าคือทักษะสำคัญ

    การสังเกตและเข้าใจสิ่งที่หัวหน้ากังวล สิ่งที่เขาให้ความสำคัญ จะช่วยให้เราทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    แนวทางการนำไปใช้ในชีวิตจริง

    สำหรับผู้จัดการใหม่:

    • เริ่มต้นด้วยการฟังมากกว่าพูด
    • อย่ารีบแสดงความเก่ง ให้เวลาตัวเองเรียนรู้วัฒนธรรมองค์กรก่อน
    • สร้างความสัมพันธ์กับทีมงานแต่ละคนเป็นรายบุคคล
    • ตั้งเป้าหมายเล็กๆ ที่วัดผลได้ชัดเจน

    สำหรับผู้จัดการที่มีประสบการณ์:

    • ทบทวนวิธีการสื่อสารของตัวเอง ให้เข้าใจง่ายขึ้น
    • หาวิธีพัฒนาคนเก่งในทีมให้เติบโตต่อ
    • ลองมอบหมายงานที่เคยทำเองให้คนอื่นทำ
    • เปิดใจรับฟังไอเดียใหม่ๆ จากคนรุ่นใหม่

    สำหรับคนที่ต้องการเตรียมตัวเป็นผู้จัดการ:

    • ฝึกทักษะการสื่อสารให้ชัดเจนขึ้น
    • เรียนรู้การให้ฟีดแบ็กแบบสร้างสรรค์
    • สังเกตและเข้าใจลักษณะของหัวหน้าปัจจุบัน
    • อ่านและติดตามข้อมูลธุรกิจสม่ำเสมอ

    จุดแข็งของหนังสือเล่มนี้

    1. เขียนจากประสบการณ์จริง – ไม่ใช่ทฤษฎีแห้งๆ แต่มาจากการวิเคราะห์เคสจริงจาก Harvard Business Review

    2. อ่านง่าย ใช้ได้จริง – แต่ละบทสั้นๆ ตรงประเด็น มีตัวอย่างชัดเจน สามารถนำไปใช้ได้ทันที

    3. ครอบคลุมทุกมิติ – ตั้งแต่การจัดการตัวเอง จัดการคน จนถึงการจัดการธุรกิจ

    4. มีเครื่องมือช่วยจำ – แต่ละบทมี Action Items และสรุปสำคัญที่ท้าย

    5. เหมาะกับทุกระดับ – ทั้งผู้จัดการใหม่และผู้จัดการระดับสูงสามารถเรียนรู้ได้

    ข้อควรระวัง

    แม้หนังสือจะดี แต่การนำไปใช้ในบริบทไทยต้องระวังเรื่องวัฒนธรรม:

    • เรื่องลำดับชั้น – สังคมไทยให้ความสำคัญกับอาวุโส การใช้อิทธิพลแทนอำนาจต้องทำอย่างระมัดระวัง
    • การตรงไปตรงมา – การให้ฟีดแบ็กต้องห่อหุ้มด้วยความสุภาพ ไม่ควรตรงไปตรงมาเกินไป
    • เรื่องหน้า – การยอมรับความผิดพลาดต้องทำอย่างมีศิลปะ ไม่ให้ใครเสียหน้า

    สรุป

    หนังสือ Harvard Business Review Manager’s Handbook ไม่ได้สอนให้เราเป็น “หัวหน้า” แต่สอนให้เราเป็น “ผู้นำ” ที่แท้จริง

    ผู้นำที่แท้จริงไม่ใช่คนที่สั่งให้คนอื่นทำตาม แต่เป็นคนที่ทำให้คนอื่นอยากทำตาม ไม่ใช่คนที่รู้ทุกเรื่อง แต่เป็นคนที่รู้จักเรียนรู้ ไม่ใช่คนที่ทำงานมากที่สุด แต่เป็นคนที่ทำให้คนอื่นทำงานได้ดีที่สุด

    การเปลี่ยนจากการคิดแบบ “ผม/ฉัน” เป็นการคิดแบบ “เรา” และการเปลี่ยนจากการถาม “เขาจะทำอะไรให้ผม” เป็นการถาม “ผมจะทำอะไรให้เขา” คือจุดเริ่มต้นของการเป็นผู้นำที่แท้จริง

    17 ทักษะที่หนังสือสอนไม่ใช่สิ่งที่เรียนรู้แล้วเสร็จในวันเดียว แต่เป็นการเดินทางตลอดชีวิตในการพัฒนาตัวเอง และที่สำคัญที่สุดคือ การใช้อิทธิพลของเราในทางบวก เพื่อสร้างผลกระทบที่ดีต่อชีวิตของคนรอบข้าง

    เพราะท้ายที่สุดแล้ว ผู้นำที่ยิ่งใหญ่ที่สุดไม่ใช่คนที่มีผู้ตามมากที่สุด แต่เป็นคนที่สร้างผู้นำคนใหม่ได้มากที่สุด

    #hrรีพอร์ต

  • เมื่อคุณก้าวขึ้นมาเป็น “หัวหน้า” ครั้งแรก

    ลองนึกภาพดูครับ วันหนึ่งคุณเป็นพนักงานที่นั่งทำงานที่โต๊ะเดิม กับเพื่อนร่วมงานคนเดิม แต่พอถึงวันจันทร์ของสัปดาห์ถัดมา คุณกลับมาเป็น “หัวหน้า” ของเพื่อนคนเดิมพวกนั้น ความรู้สึกยังไงครับ? คงจะงงๆ ผสมกับตื่นเต้น และกังวลไปพร้อมๆ กัน

    นี่คือเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับผู้จัดการมือใหม่หลายพันคนทั่วโลกทุกวัน และหนังสือ “HBR’s 10 Must Reads for New Managers” ก็เกิดมาเพื่อช่วยให้พวกเขาผ่านพ้นช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านนี้ไปได้อย่างราบรื่น

    1. เปลี่ยนจาก “ทำงาน” เป็น “ทำให้คนอื่นทำงาน”

    เริ่มต้นด้วยเรื่องที่ผู้จัดการมือใหม่มักจะเข้าใจผิดกัน นั่นคือคิดว่าการเป็นหัวหน้าแค่เปลี่ยนชื่อตำแหน่ง แต่ยังทำงานแบบเดิม ความจริงแล้วมันเปลี่ยนแปลงทั้งระบบ

    ตัวอย่างจากโลกจริง: สมมติคุณเป็นโปรแกรมเมอร์ที่เก่งมากในการเขียนโค้ด วันหนึ่งบริษัทเลื่อนตำแหน่งให้คุณเป็น Team Lead ถ้าคุณยังคิดว่าหน้าที่หลักคือเขียนโค้ดให้เก่งที่สุด คุณก็จะพบว่าทีมของคุณเริ่มมีปัญหา เพราะขณะที่คุณหมกมุ่นอยู่กับโค้ดของตัวเอง ลูกน้องคนอื่นอาจจะติดขัด มีปัญหาที่ต้องการความช่วยเหลือ หรือต้องการทิศทางในการทำงาน

    ผู้จัดการที่ดีต้องเปลี่ยนมาคิดแบบใหม่: จากการทำงานด้วยตัวเอง มาเป็นการทำให้คนอื่นทำงานได้ดี ซึ่งหมายความว่าบางครั้งคุณอาจจะต้องใช้เวลา 80% ในการช่วยเหลือทีม และเพียง 20% ในการทำงานด้วยตัวเอง

    2. เรียนรู้ศิลปะการเข้าใจคน

    มนุษย์แต่ละคนมีแรงจูงใจที่แตกต่างกัน และนี่คือสิ่งที่ผู้จัดการมือใหม่มักจะลืม พวกเขามักคิดว่าสิ่งที่จูงใจตัวเขาก็จะจูงใจคนอื่นเหมือนกัน

    เรื่องเล่าจากประสบการณ์จริง: มีหัวหน้าคนหนึ่งที่เพิ่งเลื่อนตำแหน่งขึ้นมา เขาเป็นคนที่ชอบการแข่งขัน ชอบความท้าทาย และอยากจะประสบความสำเร็จในอาชีพ ดังนั้นเขาจึงใช้วิธีจูงใจลูกน้องด้วยการสร้างบรรยากาศการแข่งขัน ตั้งเป้าหมายที่สูงมาก และให้รางวัลกับคนที่ทำผลงานได้ดีที่สุด

    แต่ปรากฏว่าในทีมของเขามีลูกน้องหลายประเภท:

    • นายดำ ที่ทำงานเพื่อเลี้ยงครอบครัว ต้องการความมั่นคงมากกว่าการแข่งขัน
    • คุณแดง ที่เป็นคนช่างสงสัย อยากเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา
    • พี่เขียว ที่มีอายุงานเยอะ ต้องการให้เกียรติและไว้วางใจ
    • น้องขาว ที่เพิ่งจบใหม่ กลัวทำผิด ต้องการคำแนะนำและกำลังใจ

    หัวหน้าคนนี้ใช้วิธีเดียวกับทุกคน ผลที่ได้คือ นายดำรู้สึกกดดัน คุณแดงเบื่อหน่าย พี่เขียวรู้สึกไม่ได้รับการเคารพ และน้องขาวกลัวจนไม่กล้าทำอะไร

    เมื่อหัวหน้าคนนี้เรียนรู้จากหนังสือ เขาเริ่มปรับวิธี:

    • สำหรับนายดำ: เน้นย้ำถึงความมั่นคงของงาน และผลประโยชน์ที่จะได้รับ
    • สำหรับคุณแดง: มอบหมายโปรเจกต์ที่มีสิ่งใหม่ให้เรียนรู้
    • สำหรับพี่เขียว: ขอคำปรึกษาและให้เป็นพี่เลี้ยงคนใหม่
    • สำหรับน้องขาว: ให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิดและชมเชยเมื่อทำได้ดี

    ผลลัพธ์? ทีมทำงานได้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

    3. ศิลปะการให้ Feedback

    การให้ข้อมูลป้อนกลับ หรือที่เรียกกันว่า “Feedback” เป็นหัวใจสำคัญของการจัดการคน แต่ผู้จัดการมือใหม่มักจะกลัวหรือทำผิดพลาดในเรื่องนี้

    สถานการณ์ที่เกิดขึ้นบ่อย: คุณเป็นหัวหน้าใหม่ มีลูกน้องคนหนึ่งที่ทำงานล่าช้าเป็นประจำ คุณจะทำอย่างไร?

    วิธีผิด:

    • เก็บไว้ในใจ หวังให้เขาปรับปรุงเอง (ผลลัพธ์: ปัญหายังคงอยู่)
    • โวยวายต่อหน้าคนอื่น (ผลลัพธ์: เขาขายหน้า ความสัมพันธ์แย่ลง)
    • เก็บสะสมแล้วระเบิดครั้งเดียวในช่วงประเมินผล (ผลลัพธ์: เขาช็อกและหาวิธีแก้ไขไม่ทัน)

    วิธีที่ถูกต้องตามหนังสือ:

    1. เลือกเวลาและสถานที่ที่เหมาะสม – คุยส่วนตัว ไม่ใช่ตอนที่เขาเครียดหรือกำลังวุ่นวาย
    2. เริ่มต้นด้วยการถามคำถาม – “เมื่อวานนี้งานส่งล่าช้าไป มีอะไรเป็นอุปสรรคมั้ย?”
    3. ฟังคำตอบด้วยใจเปิด – อาจจะมีเหตุผลที่คุณไม่รู้
    4. อธิบายผลกระทบ – “พองานล่าช้า ทีมอื่นต้องรอ ส่งผลให้โปรเจกต์ทั้งหมดล่าช้าตาม”
    5. หาทางออกร่วมกัน – “เราจะช่วยกันแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร?”

    ตัวอย่างการสนทนาจริง: “สวัสดีครับคุณสมชาย วันนี้ผมอยากคุยเรื่องการส่งงาน เมื่อวานนี้รายงานที่ตกลงกันไว้ว่าจะส่งตอนเที่ยง แต่ได้รับตอนบ่ายสามโมง มีอะไรเป็นอุปสรรคมั้ยครับ?”

    “อ๋อ… จริงๆ แล้วผมติดที่ข้อมูลจากแผนกอื่นครับ พอผมขอมา เขาบอกว่าต้องรอหัวหน้าอนุมัติก่อน เลยได้ช้า”

    “เข้าใจแล้วครับ แต่พองานล่าช้า ทำให้ทีมออกแบบรอไม่ได้ต่องาน และลูกค้าเริ่มถามหาความคืบหน้าแล้ว คราวหน้าถ้าเจอปัญหาแบบนี้ ลองแจ้งผมทันทีนะครับ ผมจะช่วยประสานให้ หรือว่าเราจะปรับแผนการทำงานใหม่ก็ได้”

    เห็นมั้ยครับ? การให้ Feedback ที่ดีไม่ใช่การไล่ออก แต่เป็นการแก้ปัญหาร่วมกัน

    4. ศิลปะการมอบหมายงาน

    นี่คือจุดที่ผู้จัดการมือใหม่มักจะผิดพลาดกันมาก พวกเขามักจะคิดว่า “ทำเองจะเร็วกว่า” แต่ความจริงแล้วการคิดแบบนี้จะทำให้ทั้งตัวเขาและทีมเติบโตไม่ได้

    เรื่องเล่าจากหัวหน้าขายคนหนึ่ง: เขาเป็นเซลส์แมนที่เก่งมาก ปิดดีลได้เก่งกว่าใครในทีม พอได้เป็นหัวหน้าขาย เขาก็ยังคิดว่าจะทำเองทุกงานที่สำคัญ ผลลัพธ์คือ เขาทำงาน 12 ชั่วโมงต่อวัน แต่ลูกน้องนั่งเฉยๆ ไม่ได้เรียนรู้อะไรใหม่ และผลงานของทีมก็ไม่เติบโต

    หนังสือสอนให้เขาเปลี่ยนแนวคิด:

    ขั้นตอนการมอบหมายงานที่ถูกต้อง:

    1. เลือกงานที่เหมาะสม – เริ่มจากงานที่ไม่ซับซ้อนมาก
    2. เลือกคนที่เหมาะสม – พิจารณาจากความสามารถและความพร้อมที่จะเรียนรู้
    3. อธิบายให้ชัด – บอกเป้าหมาย วิธีการ และเกณฑ์ความสำเร็จ
    4. ให้อำนาจในการตัดสินใจ – อย่าไปบังคับวิธีการ ให้เขาหาทางของตัวเอง
    5. ติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ – แต่ไม่ใช่การควบคุมทุกขั้นตอน
    6. ให้การสนับสนุน – พร้อมช่วยเมื่อเขาต้องการ

    ตัวอย่างการมอบหมายงาน: “คุณสมหญิง ผมอยากให้ช่วยดูแลลูกค้ารายใหม่นี้ครับ เป้าหมายคือให้เขาซื้อสินค้าของเราอย่างน้อย 100,000 บาทภายในไตรมาสนี้ คุณมีอิสระในการเลือกวิธี ไม่ว่าจะเป็นการนำเสนอ การให้ส่วนลด หรือการเพิ่มบริการพิเศษ ผมจะช่วยเรื่องการอนุมัติส่วนลดถ้าเกิน 10% และเราจะมาคุยกันทุกอาทิฟ์ว่าความคืบหน้าเป็นอย่างไร มีคำถามอะไรไหมครับ?”

    ผลที่ได้: คุณสมหญิงรู้สึกได้รับความไว้วางใจ มีแรงจูงใจที่จะทำให้สำเร็จ และได้เรียนรู้ทักษะใหม่ ส่วนหัวหน้าก็มีเวลาไปทำงานอื่นที่สำคัญมากกว่า

    5. การสร้างทีมที่เข้มแข็ง

    ทีมที่ดีไม่ได้เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ ต้องอาศัยการปลูกฝังและดูแลจากหัวหน้า หนังสือสอนให้เราเข้าใจว่าทีมที่แข็งแกร่งมีลักษณะอย่างไร

    องค์ประกอบของทีมที่ดี:

    1. ความไว้วางใจกัน – สมาชิกทีมไว้ใจกันว่าแต่ละคนจะทำหน้าที่ของตัวเอง
    2. กล้าแสดงความขัดแย้ง – ไม่ใช่การทะเลาะกัน แต่เป็นการถกเถียงกันเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุด
    3. มุ่งมั่นกับเป้าหมายร่วมกัน – ทุกคนมีส่วนร่วมในการตั้งเป้าหมายและพร้อมที่จะทำให้สำเร็จ
    4. รับผิดชอบร่วมกัน – ไม่ใช่แค่รับผิดชอบงานตัวเอง แต่รวมถึงผลงานของทั้งทีม
    5. เน้นผลลัพธ์ – วัดความสำเร็จจากผลงานจริง ไม่ใช่จากความพยายาม

    เรื่องเล่าจากทีมพัฒนาโปรแกรม: มีทีมหนึ่งที่มีปัญหาขัดแย้งกันเรื่อง เทคโนโลยีที่จะใช้ในโปรเจกต์ใหม่ โปรแกรมเมอร์รุ่นเก่าอยากใช้เทคโนโลยีที่ตัวเองถนัด ส่วนคนหนุ่มสาวอยากลองเทคโนโลยีใหม่ที่ทันสมัยกว่า

    หัวหน้าทีมแทนที่จะตัดสินใจแทนทุกคน เขากลับจัดให้ทั้งทีมมานั่งคุยกันอย่างเปิดเผย:

    “เรามาคุยกันเรื่องเทคโนโลยีที่จะใช้ในโปรเจกต์นี้ อยากให้ทุกคนแสดงความเห็นด้วยเหตุผลที่ชัดเจน และเราจะตัดสินใจกันจากข้อมูลจริง”

    พี่ทองใส (โปรแกรมเมอร์อาวุโส): “ผมว่าใช้ PHP ดีกว่า เพราะทีมเราคุ้นเคย ทำได้เร็ว และมั่นใจว่าไม่มีบัค”

    น้องกบ (โปรแกรมเมอร์หนุ่ม): “แต่ Node.js มันประสิทธิภาพดีกว่า และเมื่อไรจะได้เรียนรู้สิ่งใหม่บ้างครับ”

    หัวหน้าทีม: “งั้นเรามาดูจากความต้องการของลูกค้ากันดีกว่า โปรเจกต์นี้ต้องรองรับผู้ใช้พร้อมกันกี่คน? ต้องประมวลผลข้อมูลหนักแค่ไหน? และเรามีเวลาในการพัฒนาเท่าไร?”

    หลังจากคุยกันด้วยข้อมูลจริง ทีมตกลงใจใช้ PHP สำหรับส่วนหลัก เพราะเวลาจำกัด แต่จะใช้ Node.js สำหรับส่วนที่ต้องการประสิทธิภาพสูง และให้น้องกบเป็นคนดูแลส่วนนี้เป็นพิเศษ

    ผลลัพธ์: ทุกคนพอใจ ได้เรียนรู้ และโปรเจกต์สำเร็จตรงเวลา

    6. การจัดการขึ้นบนและลงล่าง

    ผู้จัดการระดับกลางมีหน้าที่ที่ซับซ้อน ต้องดูแลลูกน้องข้างล่าง และต้องรายงานงานกับหัวหน้าข้างบน การทำให้ทั้งสองฝ่ายพอใจเป็นศิลปะที่ต้องฝึกฝน

    การจัดการกับหัวหน้า: หัวหน้าของคุณต้องการอะไร? ส่วนใหญ่แล้วเขาต้องการ:

    • ข้อมูลที่ถูกต้องและทันเวลา
    • ปัญหาที่มาพร้อมกับทางแก้ไข ไม่ใช่แค่ปัญหาเปล่า
    • ความมั่นใจว่าทีมของคุณจะทำงานได้ตามเป้าหมาย

    การจัดการกับลูกน้อง: ลูกน้องต้องการอะไร? พวกเขาต้องการ:

    • ทิศทางที่ชัดเจน
    • การสนับสนุนเมื่อเจอปัญหา
    • การยอมรับและชื่นชมเมื่อทำงานได้ดี

    ตัวอย่างสถานการณ์จริง: ผู้อำนวยการบริษัทต้องการให้ลดต้นทุนการผลิต 15% ภายใน 3 เดือน แต่ทีมของคุณบอกว่าถ้าลดแบบนี้ คุณภาพสินค้าจะแย่ลง

    หัวหน้าที่ไม่เก่ง: จะเอาคำสั่งไปบอกลูกน้องตรงๆ “เอาล่ะ ผอ.สั่งให้ลดต้นทุน 15% ต้องทำให้ได้”

    หัวหน้าที่เก่ง: จะหาวิธีการสื่อสารที่ดีกว่า

    ขั้นแรก เขาจะคุยกับทีม: “บริษัทเจอปัญหาการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ผอ.ต้องการให้เราช่วยลดต้นทุน 15% เราจะหาวิธีทำโดยที่ไม่กระทบคุณภาพได้ไหม? มาระดมความคิดกัน”

    จากนั้นเขาจะรวบรวมไอเดียจากทีมและนำเสนอหัวหน้า: “ครับคุณผอ. ผมได้คุยกับทีมแล้ว เราสามารถลดต้นทุนได้ 12% โดยการปรับปรุงกระบวนการผลิต และเปลี่ยนซัพพลายเออร์บางรายเป็นรายที่ถูกกว่าแต่คุณภาพเทียบเท่า ส่วนอีก 3% ที่เหลือ ถ้าจำเป็นจริงๆ เราจะต้องลดคุณสมบัติบางอย่างของสินค้า แต่อาจจะส่งผลต่อยอดขาย ผมขอเสนอให้ลองดู 12% ก่อนในไตรมาสนี้ครับ”

    ผลลัพธ์: หัวหน้าเขาใจว่าทีมพยายามแล้ว และลูกน้องก็ไม่รู้สึกว่าถูกบีบบังคับ

    7. การปรับตัวในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

    โลกธุรกิจในยุคนี้เปลี่ยนแปลงเร็วมาก เทคโนโลยีใหม่ๆ เกิดขึ้นทุกวัน พฤติกรรมลูกค้าเปลี่ยน การแข่งขันรุนแรงขึ้น ผู้จัดการที่ดีต้องสอนให้ทีมรู้จักปรับตัว

    หลักการสำคัญ:

    1. การเรียนรู้ตลอดเวลา – ไม่ใช่แค่เรียนรู้เพื่อทำงานให้ได้ แต่เรียนรู้เพื่อทำงานให้ดีขึ้น
    2. การยอมรับความผิดพลาด – ความผิดพลาดคือโอกาสในการเรียนรู้
    3. การคิดนอกกรอบ – อย่าติดอยู่กับวิธีเดิมๆ
    4. การรับฟังความเห็นจากทุกคน – ไอเดียดีๆ อาจมาจากคนที่เราคาดไม่ถึง

    เรื่องเล่าจากร้านกาแฟเล็กๆ: เมื่อโควิด-19 เกิดขึ้น ร้านกาแฟแห่งหนึ่งขายได้น้อยลงมาก เพราะคนไม่ค่อยออกจากบ้าน

    เจ้าของร้านที่เป็นหัวหน้าที่ดีไม่ได้นั่งเศร้าโศก แต่เขาเรียกทีมมาประชุมกัน:

    “สถานการณ์เปลี่ยนไป เราต้องปรับตัวด้วย ทุกคนคิดว่าเราจะหาทางขายกาแฟโดยที่ลูกค้าไม่ต้องออกจากบ้านได้อย่างไร?”

    บาริสต้าคนหนึ่งแนะนำ: “เราทำแอปสำหรับออเดอร์ออนไลน์มั้ยครับ?”

    พนักงานเสิร์ฟเสนอ: “หรือเราขายเมล็ดกาแฟให้คนเอาไปบดทำเองที่บ้าน?”

    แคชเชียร์เสริม: “หรือเราทำคอร์สสอนชงกาแฟออนไลน์ล่ะ? หลายคนอยู่บ้านเบื่อๆ อยากเรียนสิ่งใหม่”

    ผลที่ได้: ร้านกาแฟเล็กๆ แห่งนี้ไม่เพียงรอดพ้นช่วงโควิด แต่ยังขยายธุรกิจได้ เพราะได้ฐานลูกค้าใหม่ที่อยู่ต่างจังหวัดผ่านการขายออนไลน์และคอร์สสอนชงกาแฟ

    8. การสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ

    การสื่อสารเป็นหัวใจของการเป็นผู้จัดการ แต่ไม่ใช่แค่การพูดให้คนอื่นฟัง หากรวมถึงการฟัง การสังเกต และการส่งสัญญาณต่างๆ ด้วย

    ปัญหาที่พบบ่อย:

    • พูดมาก ฟังน้อย – หัวหน้าที่ชอบสั่งการโดยไม่ฟังความเห็นของทีม
    • สื่อสารไม่ชัด – ใช้คำศัพท์เทคนิคมากเกินไป หรือไม่ได้อธิบายบริบท
    • ไม่สม่ำเสมอ – บางวันคุยกันเยอะ บางวันไม่พูดกันเลย
    • เลือกช่องทางผิด – ใช้อีเมลในเรื่องที่ควรคุยกัน หรือใช้การประชุมในเรื่องที่ส่ง LINE ก็พอ

    หลักการสื่อสารที่ดี:

    1. ฟังก่อน พูดทีหลัง – ให้คนอื่นแสดงความเห็นก่อน แล้วค่อยสรุป
    2. ใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย – หลีกเลี่ยงศัพท์เทคนิคที่ไม่จำเป็น
    3. ตรวจสอบความเข้าใจ – ถามย้อนกลับว่า “เข้าใจตรงกันไหม?”
    4. เลือกช่องทางที่เหมาะสม – เรื่องสำคัญควรคุยกัน เรื่องเร่งด่วนใช้โทรศัพท์
    5. สื่อสารอย่างสม่ำเสมอ – มีจังหวะในการ update ข้อมูลให้ทีม

    ตัวอย่างการประชุมที่ดี:

    หัวหน้าเริ่มต้น: “สวัสดีทุกคนครับ วันนี้เราจะคุยเรื่องโปรเจกต์ใหม่ที่บริษัทจะเปิดตัวสินค้าล่าสุด ก่อนที่ผมจะอธิบายรายละเอียด ผมอยากฟังก่อนว่าทุกคนเข้าใจเป้าหมายของโปรเจกต์นี้แค่ไหน”

    คุณอ้อย: “เท่าที่เข้าใจ เราจะเปิดตัวสินค้าใหม่ที่ตลาดปลายปีใช่ไหมครับ?”

    หัวหน้า: “ถูกต้องครับ แต่มีรายละเอียดเพิ่มเติม ตลาดเป้าหมายคือกลุ่มคนวัยทำงาน อายุ 25-40 ปี ที่มีรายได้ปานกลางขึ้นไป เราต้องการขายให้ได้อย่างน้อย 1,000 ชิ้นในเดือนแรก คำถามคือ แต่ละคนคิดว่าความท้าทายในการทำตลาดสินค้านี้คืออะไรบ้าง?”

    การประชุมแบบนี้ทำให้ทุกคนมีส่วนร่วม และหัวหน้าจะได้รู้ว่าทีมเขาเข้าใจปัญหาแค่ไหน

    9. การจัดการเวลาและลำดับความสำคัญ

    ผู้จัดการมือใหม่มักจะรู้สึกว่าเวลาไม่เพียงพอ มีงานเยอะเกินไป และไม่รู้ว่าควรเริ่มต้นจากอะไรก่อน หนังสือสอนให้เราเข้าใจว่าการจัดการเวลาของหัวหน้าต่างจากพนักงานธรรมดา

    ความแตกต่างของการทำงาน:

    • พนักงานธรรมดา: มุ่งเน้นทำงานให้เสร็จตามที่ได้รับมอบหมาย
    • ผู้จัดการ: มุ่งเน้นให้ทีมทำงานได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

    หลัก 4 ประเภทของงาน:

    1. สำคัญและเร่งด่วน – ต้องทำทันที (เช่น ลูกค้าใหญ่โทรมาร้องเรียน)
    2. สำคัญแต่ไม่เร่งด่วน – ควรวางแผนทำ (เช่น การฝึกอบรมทีม)
    3. ไม่สำคัญแต่เร่งด่วน – ควรมอบหมายให้คนอื่น (เช่น การตอบอีเมลทั่วไป)
    4. ไม่สำคัญและไม่เร่งด่วน – ควรตัดออก (เช่น การประชุมที่ไม่มีวาระชัด)

    เรื่องเล่าจากหัวหน้าฝ่ายการตลาด: เขารู้สึกว่าทุกวันมีงานมากเกินไป ทำงานจนดึกทุกวัน แต่รู้สึกว่าไม่ได้ทำอะไรสำคัญๆ เลย เมื่อเขาเรียนรู้จากหนังสือ เขาเริ่มจดบันทึกงานที่ทำทุกวันเป็นเวลา 1 สัปดาห์

    ผลที่พบ:

    • 40% ของเวลาไปกับการตอบอีเมลและ LINE ที่ไม่สำคัญ
    • 25% ไปกับการประชุมที่ไม่มีผลลัพธ์ชัด
    • 20% ไปกับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่ลูกน้องน่าจะแก้เองได้
    • เหลือแค่ 15% ที่ทำงานสำคัญจริงๆ

    เขาจึงปรับวิธี:

    • ตั้งเวลาเช็คอีเมลเพียง 3 ครั้งต่อวัน (เช้า เที่ยง เย็น)
    • ยกเลิกประชุมที่ไม่มีวาระชัด และกำหนดให้ทุกการประชุมต้องมีผลลัพธ์ที่ชัด
    • ฝึกลูกน้องให้แก้ปัญหาเบื้องต้นได้เอง ก่อนจะมาขอความช่วยเหลือ
    • สำรองเวลา 2 ชั่วโมงต่อวันสำหรับงานสำคัญ ที่ต้องใช้ความคิดเยอะ

    ผลลัพธ์: เขากลับบ้านเร็วขึ้น แต่ผลงานทีมดีขึ้น เพราะได้เวลาคิดกลยุทธ์และวางแผนมากขึ้น

    10. การพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง

    บทเรียนสุดท้ายที่สำคัญมากคือ การพัฒนาตัวเองของผู้จัดการ การเป็นหัวหน้าไม่ใช่จุดหมายปลายทาง แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ในมิติใหม่

    สิ่งที่ผู้จัดการต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง:

    1. ทักษะทางเทคนิค – ติดตามเทคโนโลยีและความรู้ใหม่ในสายงาน
    2. ทักษะการจัดการคน – เรียนรู้จิตวิทยา การสื่อสาร การโน้มน้าวใจ
    3. วิสัยทัศน์เชิงธุรกิจ – เข้าใจแนวโน้มตลาด การเงิน กลยุทธ์
    4. ภาวะผู้นำ – เป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นอยากทำงานด้วย

    วิธีการพัฒนาตัวเอง:

    • อ่านหนังสือและบทความ อย่างสม่ำเสมอ
    • เข้าร่วมคอร์สเรียนและเซมินาร์
    • หาพี่เลี้ยง (Mentor) ที่มีประสบการณ์มากกว่า
    • สร้างเครือข่ายกับผู้จัดการคนอื่น เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์
    • ขอ feedback จากหัวหน้าและลูกน้อง อย่างจริงจัง
    • สะท้อนผล (Reflect) จากงานที่ทำไปแล้ว ทั้งที่สำเร็จและไม่สำเร็จ

    ตัวอย่างการพัฒนาตัวเองของหัวหน้าคนหนึ่ง:

    เขาตั้งเป้าหมายการพัฒนาตัวเองไว้ดังนี้:

    • อ่านหนังสือเดือนละ 2 เล่ม (1 เล่มเกี่ยวกับการจัดการ 1 เล่มเกี่ยวกับสายงาน)
    • เข้าคอร์ส online ปีละ 1 คอร์ส เรื่องทักษะใหม่ๆ
    • ประชุมกับ mentor เดือนละ 1 ครั้ง
    • จดบันทึกบทเรียนจากงานที่ทำทุกสัปดาห์
    • ขอ feedback จากทีมทุกไตรมาส

    หลังจากทำแบบนี้ไป 1 ปี เขาพบว่าตัวเองมั่นใจในการตัดสินใจมากขึ้น แก้ปัญหาได้เร็วขึ้น และทีมไว้วางใจในความสามารถของเขามากขึ้น

    สรุป

    การเป็นผู้จัดการที่ดีไม่ใช่เรื่องที่เรียนรู้ได้ในวันเดียว มันเป็นการเดินทางที่ต้องพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง หนังสือ “HBR’s 10 Must Reads for New Managers” ให้บทเรียนสำคัญที่ว่า:

    ความสำเร็จของผู้จัดการวัดจากความสำเร็จของทีม ไม่ใช่จากความสำเร็จส่วนตัว

    เมื่อคุณเปลี่ยนจากการ “ทำงาน” มาเป็นการ “ทำให้คนอื่นทำงาน” คุณจะพบว่ามันท้าทายกว่าที่คิด แต่ก็น่าตื่นเต้นกว่าที่คิดเช่นกัน

    การเห็นลูกน้องเติบโต การเห็นทีมประสบความสำเร็จ การรู้ว่าคุณมีส่วนในการสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้เกิดขึ้น มันคือความรู้สึกที่แตกต่างจากความสำเร็จส่วนตัวโดยสิ้นเชิง

    ข้อคิดทิ้งท้าย: หากคุณเป็นผู้จัดการมือใหม่ หรือกำลังจะก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้าทีม จงจำไว้ว่า:

    1. ให้เวลาตัวเอง – การเปลี่ยนบทบาทต้องใช้เวลาปรับตัว
    2. เรียนรู้จากความผิดพลาด – ทุกคนล้วนผ่านช่วงนี้มาทั้งนั้น
    3. มุ่งเน้นคน – เทคโนโลยีจะเปลี่ยน แต่หลักการจัดการคนยังคงเหมือนเดิม
    4. อย่าลืมเป้าหมายใหญ่ – คุณอยู่ตรงนี้เพื่อสร้างผลลัพธ์ ไม่ใช่เพื่อเป็นหัวหน้า
    5. เรียนรู้อย่างต่อเนื่อง – ผู้จัดการที่ดีไม่เคยหยุดเรียนรู้

    ท้ายที่สุดแล้ว การเป็นผู้จัดการที่ดีไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นคนที่เพอร์เฟคต์ แต่หมายความว่าต้องเป็นคนที่พร้อมเรียนรู้ พร้อมปรับปรุง และพร้อมที่จะใส่ใจในคนที่ทำงานร่วมกัน

    หนังสือเล่มนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ประสบการณ์จริงในการทำงานจะเป็นครูที่ดีที่สุดของคุณ แต่หลักการที่ได้เรียนรู้จะเป็นเข็มทิศที่คอยนำทางให้คุณไม่หลงทางในการเดินทางสู่การเป็นผู้จัดการที่ยอดเยี่ยม

    การเปลี่ยนจาก “ผู้ทำงาน” เป็น “ผู้ที่ทำให้งานสำเร็จผ่านคนอื่น” อาจจะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตการทำงานของคุณ แต่เมื่อคุณเห็นทีมงานเติบโต เห็นองค์กรพัฒนา และเห็นว่าคุณมีส่วนสำคัญในความสำเร็จเหล่านี้ คุณจะรู้สึกภูมิใจและมีความหมายในการทำงานมากกว่าที่เคยเป็นมา

    นี่คือบทเรียนสำคัญจาก “HBR’s 10 Must Reads for New Managers” ที่ทุกผู้จัดการมือใหม่ควรรู้ และทุกผู้จัดการที่มีประสบการณ์แล้วก็ควรย้อนกลับมาทบทวนเป็นครั้งคราว เพราะการเป็นผู้นำที่ดีนั้น ไม่มีวันจบสิ้น มีแต่การเรียนรู้และพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ

    #hrรีพอร์ต

  • นิรันดร์ เดินเข้ามาทำงานเหมือนทุกวัน แต่วันนี้ต่างออกไป เขาเพิ่งได้รับแจ้งเมื่อศุกร์ที่แล้วว่าได้เลื่อนขั้นเป็นหัวหน้าฝ่าย Marketing แล้ว เดิมทีเขาทำงานเป็นเพื่อนร่วมทีมกับพี่นก พี่มิ้ม แป๊ม และดิว แต่ตั้งแต่วันนี้ เขาจะต้องเป็น “หัวหน้า” ของคนเหล่านี้

    “อย่างนี้เหรอที่เรียกว่าดีใจได้แต่ไม่ถูก” นิรันดร์คิดในใจ ขณะนั่งอยู่ในออฟฟิศเล็กๆ ที่เพิ่งย้ายมา มือถือโทรไปหามาหาวิทยาลัยเก่า เพื่อขอคำแนะนำจากอาจารย์ที่เคยสอน

    “อาจารย์ครับ ผมเพิ่งได้เป็นหัวหน้าครั้งแรก รู้สึกกังวลมาก คือไม่รู้จะเริ่มยังไง” นิรันดร์เอ่ยเสียงอ่อนๆ

    อาจารย์หัวเราะเบาๆ “เออ นั่นปกติ ลองอ่านหนังสือ ‘The First-Time Manager’ ของ Jim McCormick ดู มันจะช่วยได้มาก”

    เปลี่ยนวิธีคิด เปลี่ยนวิธีทำ

    หลังจากอ่านหนังสือไปสองสามวัน นิรันดร์เริ่มเข้าใจว่าทำไมเขาถึงรู้สึกสับสน ก่อนหน้านี้เขาเป็น “นักแสดง” ที่ทำงานเก่งด้วยตัวเอง แต่ตอนนี้เขาต้องเป็น “ผู้กำกับ” ที่ช่วยให้คนอื่นแสดงได้ดีที่สุด

    ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว พี่นก อายุ 35 ปี ที่เก่งเรื่องการเขียน content มาก แต่เขียนช้า มักส่งงานล่าช้า นิรันดร์เคยคิดว่า “ผมไปช่วยเขียนให้หน่อยดีกว่า จะได้เสร็จเร็ว” แต่หลังจากอ่านหนังสือ เขาเข้าใจแล้วว่าการทำแบบนั้นจะทำให้พี่นกไม่ได้พัฒนา และตัวเขาเองก็จะเหนื่อยมาก

    “พี่นกครับ ช่วงนี้งานเยอะขึ้น ผมเห็นว่าพี่เขียน content ดีมาก แต่เรื่องการจัดเวลาอาจจะต้องปรับปรุงนิดหน่อย ลองคุยกันดูมั้ยครับว่าจะจัดแบบไหนให้ทำได้ทันเดดไลน์” นิรันดร์พูดอย่างนุ่มนวล

    พี่นกยิ้ม “จริงครับ ผมก็รู้ตัว ลองใช้วิธี Time blocking ดูมั้ย แยกช่วงเวลาเขียนกับช่วงเวลาโซเชียล”

    ฟังมากกว่าพูด

    สิ่งที่นิรันดร์เรียนรู้ต่อมาคือ การเป็นหัวหน้าไม่ใช่การสั่ง แต่เป็นการฟัง เขาจำได้เมื่อแป๊ม พนักงานวัย 25 ปี ที่เพิ่งเริ่มงานได้ 8 เดือน มาปรึกษาเรื่องงานใหม่ที่ได้รับมอบหมาย

    “นิรันดร์ครับ งาน campaign นี้ผมไม่แน่ใจว่าจะทำยังไงให้ดี” แป๊มถาม

    เดิมทีนิรันดร์จะรีบบอกคำตอบทันที แต่หลังจากอ่านหนังสือ เขาลองเปลี่ยนวิธี

    “แป๊มคิดว่าปัญหาตรงไหนบ้างครับ?” นิรันดร์ถาม

    “คือ target audience กว้างเกินไป ผมไม่รู้จะ focus กลุมไหนก่อน”

    “ถ้าให้เลือก 3 กลุ่มแรก แป๊มจะเลือกกลุ่มไหนบ้าง?”

    “อ๋อ ผมว่า college students, young working professionals, กับ new parents น่าจะใช่”

    “ทำไมเลือก 3 กลุ่มนี้หละ?”

    หลังจากคุยกันไป 15 นาทีแป๊มเองก็หาคำตอบเจอ และมีความมั่นใจในแผนของตัวเองมากขึ้น แทนที่นิรันดร์จะบอกคำตอบ เขากลับให้แป๊มค้นพบคำตอบเอง

    การมอบหมายงาน คือ การปล่อยมือ

    เรื่องที่ยากที่สุดสำหรับนิรันดร์คือการมอบหมายงาน ในใจเขายังคิดอยู่ว่า “ทำเองจะเร็วกว่า” จนกระทั่งวันหนึ่งเขาทำงานจนดึกมาก 3 วันติด

    พี่มิ้ม ที่มีประสบการณ์ 8 ปี เข้ามาเจอเขาในออฟฟิศตอนเกือบ 4 ทุ่ม

    “นิรันดร์ ทำไมยังไม่กลับ?” พี่มิ้มถาม

    “งานเยอะ ครับ ต้องเตรียม presentation ให้ลูกค้า แล้วก็ต้อง review social media plan อีก”

    “เอา presentation ให้ผมทำเอง ผมเคยทำให้ลูกค้าเจ้านี้แล้ว ส่วน social media plan ให้ดิวทำ เขาเก่งเรื่องนี้”

    นิรันดร์ลังเล “แต่…”

    “ถ้าเรายิงกิจกรรมทุกอย่างเอง ทีมจะไม่เติบโต แล้วเราก็จะเหนื่อยตาย ใจเย็นๆ ค่อยๆ ปล่อยมือ”

    คำแนะนำของพี่มิ้มทำให้นิรันดร์เริ่มเข้าใจหนังสือมากขึ้น เขาเริ่มแบ่งงานดังนี้:

    • งานที่ต้องทำเอง: ตัดสินใจเรื่องใหญ่ ประชุมกับผู้บริหาร วางแผนกลยุทธ์
    • งานที่มอบหมายได้: งานที่ทีมมีความเชี่ยวชาญมากกว่า หรืองานที่เป็นการเรียนรู้ที่ดี

    การให้ Feedback คือ ใส่ใจแต่ไม่ใจร้าย

    เดือนที่สองของการเป็นหัวหน้า นิรันดร์เจอปัญหาใหม่ ดิว พนักงานวัย 23 ปี ทำ social media post ที่มีข้อผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ บ่อย บางทีเป็นตัวสะกดผิด บางทีเป็นขนาดรูปที่ไม่เหมาะ

    ก่อนจะอ่านหนังสือ นิรันดร์จะเก็บในใจ หรือไปซ่อมแซมให้เอง แต่ตอนนี้เขารู้แล้วว่าต้องคุยให้ตรงประเด็น

    “ดิว มาคุยกันหน่อย ไม่เป็นไร ไม่ใช่เรื่องใหญ่” นิรันดร์เรียกดิวมาคุยในมุมเงียบๆ

    “งี๊ พี่เนี๋ย ผมทำอะไรผิดเหรอครับ?” ดิวดูกังวล

    “ไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ช่วงนี้ผมเห็นว่า post ที่ดิวทำมีข้อผิดพลาดเล็กๆ บ่อยขึ้น เช่น วันจันทร์ที่แล้วเป็นตัวสะกดผิด วันพุธเป็นขนาดรูป ดิวคิดว่าปัญหาคืออะไรบ้าง?”

    “อ๋อ จริงๆ แล้วผมรู้สึกเร่งรีบ เพราะงานเยอะขึ้น ก็เลยไม่ได้เช็คให้ดี”

    “ผมเข้าใจ แล้วเราจะแก้ไขกันยังไง?”

    สิ่งที่ทำให้การ feedback ครั้งนี้สำเร็จคือ:

    1. เลือกเวลาและสถานที่ที่เหมาะ – ไม่ใช่ตอนกลางออฟฟิศที่คนเยอะ
    2. เริ่มด้วยการลดความกังวล – บอกว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่
    3. ยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม – ไม่พูดแบบคลุมเครือว่า “งานไม่ดี”
    4. ให้เขาหาสาเหตุเอง – แทนที่จะประณามว่า “เนื่องจากประมาท”
    5. หาแนวทางแก้ไขร่วมกัน – ไม่ใช่การสั่งแบบทางเดียว

    ผลลัพธ์คือ ดิวเสนอแนวทางแก้ไขเอง: สร้าง checklist สำหรับ post แต่ละครั้ง และขอเวลาเช็คก่อนโพสต์เพิ่ม 5 นาทีต่อ post

    แก้ปัญหาและตัดสินใจ เมื่อต้องเจอสถานการณ์ยาก

    เดือนที่สามของการเป็นหัวหน้า นิรันดร์เจอปัญหาใหญ่ครั้งแรก ลูกค้ารายใหญ่ขอเปลี่ยนแผน campaign กะทันหัน เหลือเวลาเพียง 2 สัปดาห์ ในขณะที่แผนเดิมใช้เวลาวางแผน 1 เดือน

    หนังสือสอนให้ทำตามขั้นตอนดังนี้:

    1. เก็บข้อมูลให้ครบ นิรันดร์นัดประชุมทีมทันที “เราต้องการข้อมูลต่อไปนี้:

    • แผนใหม่ต่างจากแผนเดิมยังไง?
    • งานไหนบ้างที่ทำต่อได้ งานไหนที่ต้องทำใหม่?
    • ใครมีงานอื่นที่เลื่อนได้? ใครมีงานที่เลื่อนไม่ได้?”

    2. ประเมินตัวเลือกที่มี หลังจากเก็บข้อมูลได้ ทีมเจอตัวเลือก 3 แบบ:

    • แบบที่ 1: ทำให้ลูกค้าโดยขอเวลาเพิ่ม 1 สัปดาห์
    • แบบที่ 2: ทำให้ทันแต่ลดขอบเขตงานลง 30%
    • แบบที่ 3: ทำให้ทันแบบเต็มขอบเขต แต่ต้องจ้าง freelancer เพิ่ม

    3. ตัดสินใจและรับผิดชอบ “ผมเลือกแบบที่ 1 ครับ เพราะคุณภาพสำคัญกว่าความเร็ว และลูกค้าเจ้านี้ให้ความสำคัญกับผลงานที่สมบูรณ์มากกว่า ถ้าผลลัพธ์ไม่ดี ผมรับผิดชอบเต็มที่”

    สุดท้าย ลูกค้าตอบรับ และ campaign ที่ออกมาประสบความสำเร็จมาก

    การสร้างความน่าเชื่อถือ

    หลังจาก 6 เดือนของการเป็นหัวหน้า นิรันดร์เรียนรู้วิธีสร้างความเชื่อถือกับทีม:

    1. ทำตามที่พูด เขาเคยสัญญากับทีมว่าจะขอ budget เพิ่มสำหรับอุปกรณ์ทำงาน แม้จะได้รับการปฏิเสธจากผู้บริหารครั้งแรก เขาก็พยายามต่อจนสำเร็จ

    2. ยอมรับเมื่อผิดพลาด ครั้งหนึ่งเขาประเมินเวลาทำงานผิด ทำให้ทีมต้องทำงานล่วงเวลา เขายอมรับผิดต่อหน้าทุกคน และเลี้ยงอาหารเย็นให้ทีมเป็นการขอโทษ

    3. ปกป้องทีม เมื่อผู้บริหารมาติเตียนเรื่องงานที่ล่าช้า แม้จะเป็นความผิดของคนในทีม นิรันดร์ก็รับผิดชอบเป็นคนแรก แล้วค่อยไปคุยกับคนในทีมแบบส่วนตัว

    การรักษาสมดุลระหว่างการเป็นเพื่อนและการเป็นหัวหน้า

    ปัญหาที่ยากที่สุดของนิรันดร์คือการรักษาความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานเดิม หนังสือชี้ให้เห็นว่าต้องหา “สมดุล” – เป็นมิตรแต่ไม่เป็นเพื่อนสนิท มีระยะห่างที่เหมาะสม แต่ไม่เย็นชา

    ตัวอย่างการใช้ในชีวิตจริง:

    • ยังไปกินข้าวกลางวันด้วยกัน แต่ไม่ไปเที่ยวค่ำกันแบบเดิม
    • ยังถามไถ่เรื่องส่วนตัว แต่ไม่ลงลึกเหมือนเดิม
    • ในที่ทำงานใช้สำนวนสุภาพขึ้น เช่น “ช่วยส่งรายงานให้หน่อยครับ” แทน “เฮ้ย ส่งรายงานมา”

    บทเรียนจากความผิดพลาด

    ปีแรกของการเป็นหัวหน้า นิรันดร์ทำผิดพลาดหลายครั้ง แต่ก็เรียนรู้จากทุกครั้ง:

    ผิดพลาด 1: พยายามเปลี่ยนแปลงทุกอย่างพร้อมกัน เดือนแรก เขาพยายามเปลี่ยนระบบการทำงานหลายอย่างพร้อมกัน ทำให้ทีมเครียดและต่อต้าน เขาเรียนรู้ว่าการเปลี่ยนแปลงต้องค่อยเป็นค่อยไป

    ผิดพลาด 2: เลี่ยงการตัดสินใจที่ยาก เมื่อมีปัญหาขัดแย้งระหว่างสมาชิกในทีม เขาพยายามเฉลี่ยปัญหาแทนการแก้ไขจริงจัง ผลคือปัญหาบานปลาย เขาเรียนรู้ว่าหัวหน้าต้องกล้าตัดสินใจ

    ผิดพลาด 3: ไม่ขอความช่วยเหลือ เขาคิดว่าต้องรู้ทุกอย่าง จนเกิดปัญหาใหญ่ในโปรเจ็กต์หนึ่ง เขาเรียนรู้ว่าการขอคำแนะนำและความช่วยเหลือเป็นเรื่องปกติ

    สิ่งที่เปลี่ยนไปหลังจาก 1 ปี

    หลังจากอ่านหนังสือและใช้หลักการต่างๆ เป็นเวลา 1 ปี นิรันดร์พบว่า:

    ด้านตัวเขาเอง:

    • มั่นใจในการตัดสินใจมากขึ้น
    • สื่อสารได้ชัดเจนขึ้น
    • รู้จักจัดลำดับความสำคัญของงาน
    • เรียนรู้ที่จะพึ่งพาคนอื่นได้

    ด้านทีม:

    • ทุกคนในทีมมีความมั่นใจมากขึ้น
    • สื่อสารกันเปิดเผยมากขึ้น
    • ทำงานเป็นทีมมากกว่าทำงานเป็นรายบุคคล
    • ผลิตภาพโดยรวมเพิ่มขึ้น 40%

    ด้านบริษัท:

    • ลูกค้าพอใจกับผลงานมากขึ้น
    • ได้รับโปรเจ็กต์ใหม่ๆ เพิ่มขึ้น
    • บรรยากาศการทำงานดีขึ้น

    ข้อแนะนำสุดท้ายสำหรับผู้จัดการมือใหม่

    จากประสบการณ์ของนิรันดร์และคำสอนจากหนังสือ “The First-Time Manager” มีข้อแนะนำสำคัญดังนี้:

    1. อดทนกับตัวเองและให้เวลาตัวเอง การเป็นหัวหน้าไม่ใช่ทักษะที่เรียนรู้ได้ในวันเดียว ต้องใช้เวลาปรับตัว อย่ากดดันตัวเองว่าต้องสมบูรณ์แบบตั้งแต่วันแรก

    2. เรียนรู้จากคนอื่น หาพี่เลี้ยง หรือหัวหน้าคนอื่นที่เคารพมาขอคำแนะนำ อ่านหนังสือ เข้าคอร์ส เรียนรู้ตลอดเวลา

    3. สร้างระบบการทำงาน ไม่ต้องคิดใหม่ทุกครั้ง สร้างกระบวนการที่สามารถใช้ซ้ำได้ เช่น วิธีการให้ feedback วิธีการมอบหมายงาน วิธีการประเมินผล

    4. เอาใจใส่คน แต่เน้นผลลัพธ์ การเป็นหัวหน้าที่ดีไม่ได้หมายถึงการเป็นคนดี แต่หมายถึงการช่วยให้ทีมประสบความสำเร็จ บางครั้งอาจต้องตัดสินใจที่ยาก

    5. รักษาความสมดุลในชีวิต หัวหน้าที่เหนื่อยจะทำงานไม่ดี จัดเวลาให้ตัวเอง พักผ่อน ออกกำลังกาย เพื่อจะได้มีพลังให้คนอื่น

    สรุป

    เรื่องราวของนิรันดร์เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของการเรียนรู้ที่จะเป็นผู้นำ หนังสือ “The First-Time Manager” ไม่ได้เป็นเพียงทฤษฎี แต่เป็นคำแนะนำที่ใช้ได้จริงในโลกการทำงาน

    การเป็นหัวหน้าไม่ใช่ตำแหน่งที่สำคัญเพราะมีอำนาจ แต่สำคัญเพราะมีหน้าที่ช่วยให้คนอื่นเติบโตและประสบความสำเร็จ เมื่อทีมของเราเก่ง เราก็จะเก่ง เมื่อทีมของเราสุข เราก็จะสุข

    สำหรับใครที่กำลังจะก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้าครั้งแรก จำไว้ว่าทุกคนผ่านช่วงนี้มาแล้ว ไม่มีใครเกิดมาเป็นหัวหน้าที่เก่ง แต่ทุกคนสามารถเรียนรู้ที่จะเป็นผู้นำที่ดีได้

    เริ่มต้นด้วยการเปิดใจเรียนรู้ เข้าใจบทบาทใหม่ และที่สำคัญที่สุด – จำไว้เสมอว่าความสำเร็จที่แท้จริงวัดจากความสำเร็จของทีม ไม่ใช่ของตัวเราคนเดียว

    “การเป็นหัวหน้าไม่ใช่การไต่สูง แต่เป็นการเริ่มต้นที่จะยกคนอื่นให้สูงขึ้น” – นี่คือบทเรียนสำคัญที่สุดจากหนังสือ The First-Time Manager

    #hrรีพอร์ต

  • คุณแอนนา หัวหน้าแผนกการตลาดของบริษัทแห่งหนึ่ง กำลังนั่งอยู่หน้าโต๊ะทำงาน มือถือแก้วกาแฟที่เย็นชาไปแล้ว สายตาจ้องไปที่ประตูห้องประชุมเล็กๆ ใจเต้นแรงเหมือนกับว่าเธอกำลังจะเข้าไปสอบสัมภาษณ์งานครั้งแรก แต่ความจริงแล้ว เธอกำลังจะมีการสนทนาที่ยากลำบากที่สุดในฐานะหัวหน้า – การบอกกับพนักงานที่เธอรักใคร่ว่า ผลงานที่ผ่านมาไม่เป็นไปตามคุณภาพที่องค์กรต้องการ

    เรื่องราวของคุณแอนนาไม่ใช่เรื่องแปลก ในโลกของการบริหารงาน เราทุกคนต้องเผชิญหน้ากับ “การสนทนาที่ยากลำบาก” เหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นการตักเตือน การแก้ไขพฤติกรรม หรือแม้แต่การเลิกจ้าง แต่คำถามคือ เราจะทำอย่างไรให้การสนทนาเหล่านี้เกิดผลดีทั้งต่อองค์กรและพนักงาน?

    ทำไมเราถึงกลัวการสนทนาที่ยาก?

    ในใจลึกๆ เราต่างก็รู้ว่าการหลีกเลี่ยงการสนทนาที่ยากลำบากไม่ใช่ทางออกที่ดี แต่ทำไมเราถึงยังคงผัดวันประกันพรุ่ง?

    ความกลัวที่พบบ่อยที่สุด:

    ความกลัวว่าจะทำร้ายความรู้สึกของคนอื่น – เราไม่อยากเป็นคนร้าย ไม่อยากให้คนอื่นเศร้าใจหรือเสียใจเพราะเรา

    ความกลัวว่าจะสูญเสียความสัมพันธ์ที่ดี – โดยเฉพาะกับพนักงานที่เราชื่นชอบหรือทำงานด้วยกันมานาน

    ความกลัวว่าสถานการณ์จะแย่ลง – บางทีการไม่พูดอะไรอาจจะดีกว่าการพูดแล้วทำให้ทุกอย่างระเบิด

    ความกลัวว่าจะไม่รู้จะพูดอย่างไร – ขาดเทคนิคและประสบการณ์ในการจัดการสถานการณ์เหล่านี้

    แต่ความจริงคือ การหลีกเลี่ยงการสนทนาเหล่านี้มักจะทำให้ปัญหาใหญ่ขึ้น เหมือนกับก้อนหิมะที่กลิ้งลงเขา ยิ่งปล่อยไว้นานเท่าไหร่ ยิ่งใหญ่และยากแก้เท่านั้น

    เปลี่ยมมุมจากการลงโทษสู่การพัฒนา

    ก่อนที่เราจะไปดูเทคนิคเฉพาะ เราต้องเปลี่ยนแนวคิดพื้นฐานก่อน การสนทนาที่ยากลำบากไม่ใช่การ “ลงโทษ” หรือ “ด่าทอ” แต่เป็น การให้โอกาสในการเรียนรู้และพัฒนา

    นึกภาพว่าคุณเป็นโค้ชกีฬา เมื่อผู้เล่นทำผิดพลาด คุณไม่ได้ต้องการให้เขาเศร้าใจหรือท้อแท้ แต่คุณต้องการให้เขาเข้าใจว่าทำไมถึงผิดพลาด และจะปรับปรุงอย่างไร

    หลักการสำคัญ: 3P Framework

    1. Preparation (การเตรียมตัว)

    การเตรียมตัวที่ดีคือครึ่งหนึ่งของความสำเร็จ

    ตัวอย่าง: คุณพีระ ผู้จัดการฝ่ายขาย พบว่าน้องโบว์ พนักงานใหม่ มักจะมาสาย ก่อนที่จะเรียกคุยส่วนตัว คุณพีระได้:

    • รวบรวมข้อมูล: บันทึกวันเวลาที่มาสาย 5 ครั้งใน 2 สัปดาห์
    • ทบทวนนโยบายบริษัท: ชั่วโมงทำงาน และผลกระทบของการมาสาย
    • เตรียมแผนการช่วยเหลือ: เสนอทางเลือก เช่น การปรับเวลางาน หรือหาทางแก้ไขปัญหาการเดินทาง

    2. Process (กระบวนการสนทนา)

    วิธีการสนทนาที่มีประสิทธิภาพ

    กรอบการสนทนา SBI-I Model:

    S – Situation (สถานการณ์) “น้องโบว์ ครับ พี่อยากคุยเรื่องเวลาการทำงาน”

    B – Behavior (พฤติกรรม) “พี่สังเกตเห็นว่าในสัปดาห์ที่ผ่านมา น้องมาสายถึง 3 วัน วันละ 15-30 นาที”

    I – Impact (ผลกระทบ) “เรื่องนี้ส่งผลให้ลูกค้าที่นัดหมายเวลา 9 โมงต้องรอ และเพื่อนร่วมงานต้องช่วยรับโทรศัพท์แทน”

    I – Intent (เจตนา) “พี่อยากทราบว่าเกิดอะไรขึ้น และเราจะช่วยกันแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างไร”

    3. Progress (การติดตามผล)

    การติดตามความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง

    หลังจากการสนทนา คุณพีระและน้องโบว์ตกลงกันว่า:

    • จะทบทวนความคืบหน้าทุกสัปดาห์เป็นเวลา 1 เดือน
    • หากปัญหาการมาสายไม่มีการปรับปรุง จะมีการปรับมาตรการเพิ่มเติม
    • หากมีการปรับปรุง จะพิจารณาให้โอกาสในการเรียนรู้งานใหม่

    เทคนิคการสนทนาในสถานการณ์ต่างๆ

    สถานการณ์ที่ 1: พนักงานที่ผลงานต่ำลง

    เรื่องเล่า: คุณมานะ หัวหน้าแผนกไอที พบว่าน้องเต้ย โปรแกรมเมอร์ที่เก่งมาก เริ่มส่งงานช้า และมีข้อผิดพลาดเพิ่มขึ้น

    แนวทางการสนทนา: “น้องเต้ย พี่สังเกตเห็นว่าในโปรเจ็กต์ล่าสุด 2-3 งาน เวลาส่งงานและคุณภาพไม่เหมือนเดิม พี่จำได้ว่าน้องเป็นคนที่ทำงานได้ดีมาก เกิดอะไรขึ้นมั้ย? พี่อยากช่วยแก้ไขปัญหาร่วมกัน”

    ผลลัพธ์: ปรากฏว่าน้องเต้ยมีปัญหาส่วนตัว พ่อป่วยหนักต้องดูแล คุณมานะจึงช่วยปรับงานให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น และเชื่อมต่อกับโปรแกรมช่วยเหลือพนักงานของบริษัท

    สถานการณ์ที่ 2: พนักงานที่ทำงานไม่เป็นทีม

    เรื่องเล่า: คุณแสงดาว ผู้จัดการฝ่ายการตลาด ได้รับการร้องเรียนว่าน้องไบรท์ นักการตลาดใหม่ มักจะไม่ยอมให้ความร่วมมือกับเพื่อนร่วมงาน และชอบทำงานคนเดียว

    แนวทางการสนทนา: “น้องไบรท์ พี่อยากคุยเรื่องการทำงานร่วมกับทีม พี่เข้าใจว่าน้องเป็นคนเก่ง ทำงานได้ดี แต่การทำงานในฝ่ายเรา ต้องอาศัยการประสานงานกับหลายคน น้องคิดว่าเราจะทำอย่างไรให้การทำงานร่วมกันเป็นไปได้ดีขึ้น”

    เทคนิคเฉพาะ: ใช้คำถามเปิด แทนการกล่าวหา เพื่อให้พนักงานได้แสดงมุมมอง และร่วมหาทางแก้ไข

    สถานการณ์ที่ 3: พนักงานที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม

    เรื่องเล่า: คุณวิชัย ผู้อำนวยการฝ่ายขาย ได้รับรายงานว่าน้องรักษ์ พนักงานขายใหม่ มักพูดจาไม่สุภาพกับลูกค้า

    แนวทางการสนทนา: “น้องรักษ์ พี่ได้รับข้อมูลว่ามีลูกค้าไม่พอใจเรื่องการสื่อสار เมื่อวันที่ X พี่อยากให้น้องเล่าให้ฟังว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วเราจะหาทางปรับปรุงร่วมกัน”

    จุดสำคัญ: ไม่ควรใช้คำว่า “ลูกค้าบ่น” หรือ “น้องทำผิด” แต่ควรใช้ภาษาที่เป็นกลาง และเปิดโอกาสให้พนักงานได้แสดงมุมมอง

    ข้อผิดพลาดที่ควรระวัง

    1. การใช้ภาษาที่รุนแรง

    ❌ “น้องทำงานแย่มาก”

    ✅ “พี่เห็นว่าผลงานครั้งนี้ไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่เราตกลงกันไว้”

    2. การสรุปด่วน

    ❌ “น้องคงไม่เหมาะกับงานนี้”

    ✅ “เรามาดูกันว่าเรื่องไหนที่ยังต้องปรับปรุง และจะช่วยกันอย่างไร”

    3. การเปรียบเทียบกับคนอื่น

    ❌ “ทำไมน้องไม่เก่งอย่างน้องมิ้น”

    ✅ “เรามาดูกันว่าน้องสามารถพัฒนาทักษะไหนได้บ้าง”

    4. การสนทนาต่อหน้าคนอื่น

    การตักเตือนหรือให้ข้อมูลป้อนกลับควรทำเป็นการส่วนตัวเสมอ

    เทคนิคการจัดการอารมณ์

    เมื่อพนักงานปฏิเสธหรือโต้แย้ง

    สถานการณ์: น้องมิ้ง พนักงานบัญชี ปฏิเสธว่าตนไม่ได้ทำผิดพลาดในการคิดเงินเดือน

    การจัดการ: “พี่เข้าใจว่าน้องคิดว่าไม่มีข้อผิดพลาด เราลองดูข้อมูลร่วมกันดีกว่า” (นำเอกสารมาแสดง) “ตรงนี้เป็นอย่างไร น้องช่วยอธิบายให้พี่ฟังหน่อย”

    หลักการ: ใช้ข้อมูลเป็นฐาน ไม่ใช้อารมณ์ และเปิดโอกาสให้พนักงานได้อธิบาย

    เมื่อพนักงานร้องไห้หรือเศร้าใจ

    การจัดการ:

    1. หยุดสนทนาชั่วคราว ให้เวลาพนักงานได้รวบรวมอารมณ์
    2. แสดงความเข้าใจ: “พี่เข้าใจว่าเรื่องนี้ทำให้น้องรู้สึกไม่ดี”
    3. เน้นเป้าหมายการพัฒนา: “แต่พี่อยากให้น้องเก่งขึ้น และประสบความสำเร็จ”

    การติดตามผลอย่างมีประสิทธิภาพ

    ระบบ 30-60-90 วัน

    30 วันแรก: ติดตามอย่างใกล้ชิด การปรับปรุงเบื้องต้น

    • ประชุมรายสัปดาห์ 30 นาที
    • ให้คำแนะนำและการสนับสนุน

    60 วัน: ประเมินความก้าวหน้า

    • พนักงานควรแสดงการปรับปรุงที่ชัดเจน
    • ปรับแผนการพัฒนาตามความจำเป็น

    90 วัน: ประเมินผลขั้นสุดท้าย

    • ตัดสินใจว่าจะดำเนินการต่อไปอย่างไร
    • หากมีการปรับปรุง จะให้โอกาสและความท้าทายใหม่
    • หากไม่มีการปรับปรุง อาจต้องพิจารณาการลงโทษหรือการเลิกจ้าง

    การสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดกว้าง

    การให้ข้อมูลป้อนกลับเชิงบวก (Positive Reinforcement)

    การสนทนาที่ยากลำบากไม่ได้มีแต่เรื่องเสียเท่านั้น การชื่นชมและให้กำลังใจเมื่อพนักงานปรับปรุงตัวเองก็สำคัญไม่แพ้กัน

    ตัวอย่าง: หลังจากที่น้องโบว์ปรับปรุงเรื่องการมาสาย คุณพีระได้พูดกับเธอว่า “พี่สังเกตเห็นว่าน้องมาทำงานตรงเวลาติดต่อกัน 2 สัปดาห์แล้ว ลูกค้าก็ชื่นชม และการทำงานของทีมก็ลื่นไหลขึ้น เก่งมากครับ”

    การเปิดโอกาสให้พนักงานได้ให้ข้อมูลป้อนกลับ

    องค์กรที่ดีไม่ใช่แค่หัวหน้าให้ข้อมูลป้อนกลับกับพนักงาน แต่พนักงานก็ควรได้มีโอกาสให้ข้อมูลป้อนกลับกับหัวหน้าเช่นกัน

    “น้องคิดว่าพี่ช่วยน้องในการทำงานได้อย่างไรบ้าง?” หรือ “น้องมีข้อเสนอแนะอะไรให้กับการทำงานของทีมมั้ย?”

    จากหัวหน้าสู่ผู้นำ

    การสนทนาที่ยากลำบากไม่ใช่เรื่องที่ง่าย แต่เป็นทักษะที่สำคัญที่สุดของผู้นำที่แท้จริง ผู้นำที่ดีไม่ใช่คนที่ทุกคนรัก แต่เป็นคนที่ทุกคนเคารพ และรู้ว่าเขาใส่ใจในการพัฒนาของพนักงานจริงๆ

    เมื่อเราเปลี่ยนมุมมองจาก “การลงโทษ” เป็น “การให้โอกาส” การสนทนาเหล่านี้จะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างทีมงานที่เข้มแข็ง และองค์กรที่เติบโต

    จำไว้ว่า ในวันที่เราหลีกเลี่ยงการสนทนาที่ยากลำบาก เราก็กำลังหลีกเลี่ยงการเป็นผู้นำที่แท้จริง แต่ในวันที่เรากล้าเผชิหน้ากับมัน ด้วยความเมตตา ความเข้าใจ และความมุ่งมั่นที่จะช่วยให้คนอื่นเติบโต เราก็กำลังสร้างความแตกต่างที่แท้จริงให้กับองค์กรและชีวิตของคนรอบข้าง

    คำถามสำหรับการทบทวน:

    • ใครในทีมที่คุณยังไม่ได้มีการสนทนาที่จำเป็น?
    • อะไรคือสิ่งที่ทำให้คุณลังเลที่จะเริ่มการสนทนานั้น?
    • คุณจะเตรียมตัวอย่างไรให้การสนทนาครั้งต่อไปเกิดผลดีที่สุด?

    เพราะในท้ายที่สุด การสนทนาที่ยากลำบากที่สุด คือการสนทนาที่เราไม่เคยเริ่ม

    #hrรีพอร์ต

  • สรุปจากหนังสือ “SMART Objective Setting for Managers: A Roadmap” โดย Irial O’Farrell

    ฝันร้ายของผู้จัดการทุกคน

    ลองนึกภาพดูครับ วันนี้เป็นวันที่คุณต้องนั่งคุยกับลูกทีมเรื่องเป้าหมายงานประจำปี คุณรู้สึกเหมือนมีก้อนหินอยู่ในท้อง มือเริ่มเหงื่อออก เพราะไม่แน่ใจว่าจะเริ่มต้นยังไง จะพูดอะไร หรือจะตั้งเป้าหมายให้เขายังไงดี

    ถ้าคุณเป็นแบบนี้ แสดงว่าคุณไม่ได้โดดเดี่ยว Irial O’Farrell ผู้เขียนหนังสือ “SMART Objective Setting for Managers: A Roadmap” บอกว่า การตั้งเป้าหมายเป็น “พิธีกรรมประจำปี” ที่น้อยคนชอบ แต่ทุกคนต้องทำ และนี่คือปัญหาที่ผู้จัดการทั่วโลกต้องเผชิญ

    เธอเล่าให้ฟังว่า ในช่วง 20 กว่าปีของการเป็นโค้ชและครูฝึกผู้นำ เธอได้พบกับผู้จัดการหลายร้อยคนจากหลากหลายอุตสาหกรรม และพบว่า ปัญหาเดิมๆ เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่ว่าจะเป็นบริษัทไหน ประเทศไหน หรืออุตสาหกรรมอะไรก็ตาม

    ทำไมผู้จัดการถึงกลัวการตั้งเป้าหมาย?

    เหตุผลที่ 1: ถูกโยนไปสู่ตำแหน่งใหม่โดยไม่มีคู่มือ

    จินตนาการว่าคุณเก่งงาน เลยได้เลื่อนตำแหน่งเป็นหัวหน้าทีม แต่วันแรกที่เข้าตำแหน่งใหม่ ไม่มีใครมาสอนคุณว่า “การเป็นหัวหน้าต้องทำอะไรบ้าง” คุณต้องเรียนรู้ด้วยตัวเองว่าต้องตั้งเป้าหมายให้ทีมยังไง

    เหมือนกับที่เอาคนที่เก่งขับรถมาให้เป็นครูสอนขับรถทันที โดยไม่ได้สอนว่า “การสอน” ต่างจาก “การขับ” อย่างไร

    เหตุผลที่ 2: ทักษะ วัดยาก ตั้งเป้าหมายได้ยังไง?

    ถ้าคุณต้องการให้ลูกทีมขายของได้เดือนละ 100 ชิ้น นั่นง่าย วัดผลได้ชัดเจน แต่ถ้าคุณต้องการให้เขา “สื่อสารได้ดีขึ้น” หรือ “มีความเป็นผู้นำมากขึ้น” คุณจะตั้งเป้าหมายและวัดผลยังไง?

    นี่คือปัญหาใหญ่ที่หลายคนติดขัด เพราะทักษะแบบนี้สำคัญมากในการทำงาน แต่กลับยากที่จะจับต้องได้

    เหตุผลที่ 3: รู้สึกว่าเป็นแค่การ “ทำให้ครบถ้วน”

    หลายคนรู้สึกว่าการตั้งเป้าหมายเป็นแค่ “การบ้าน” ที่ HR บอกให้ทำ ทำเสร็จแล้วก็เอาไปเก็บในลิ้นชัก ไม่ได้ใช้จริงๆ หรือสร้างการเปลี่ยนแปลงอะไร

    ความลับที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้เกี่ยวกับ SMART

    หลายคนคิดว่าตัวเองรู้เรื่อง SMART (Specific, Measurable, Achievable, Relevant, Time-bound) เป็นอย่างดีแล้ว แต่ Irial O’Farrell เผยความลับสำคัญที่คนส่วนใหญ่มองข้าม:

    “ทฤษฎี SMART แบบดั้งเดิมถูกออกแบบมาให้คุณตั้งเป้าหมายสำหรับตัวคุณเอง แต่ในที่ทำงาน คุณต้องตั้งเป้าหมายร่วมกับคนอื่น ซึ่งหมายความว่าคุณต้องจัดการ 2 กระบวนการพร้อมกัน คือ SMART และการสื่อสาร”

    ตัวอย่างเรื่อง “ล้างจาน”

    ลองนึกภาพว่าคุณบอกลูกทีมให้ “ล้างจานให้เสร็จ” คุณคิดในใจว่าเป้าหมายนี้ชัดเจนแล้ว แต่เขาอาจจะเข้าใจว่า:

    • ล้างแค่จานใบเดียวที่เขากินเสร็จ
    • ล้างจานทุกใบในอ่าง
    • ล้างจานและเช็ดให้แห้ง
    • ล้างจาน ช้อน ส้อม และภาชนะทั้งหมด
    • ล้างจานแล้วเก็บเข้าตู้ด้วย

    เห็นไหมครับว่า คำว่า “ล้างจาน” ที่เราคิดว่าง่ายและชัดเจน กลับมีการตีความได้หลายแบบ

    วิธีคิดใหม่เกี่ยวกับการตั้งเป้าหมาย

    1. เข้าใจความเชื่อมโยงระหว่าง Job Description และ Objectives

    หลายคนคิดว่า Job Description (คำบรรยายงาน) กับ Objectives (เป้าหมาย) เป็นคนละเรื่อง แต่จริงๆ แล้วมันเชื่อมโยงกัน

    Job Description บอกว่า “คุณต้องทำอะไรบ้าง”
    Objectives บอกว่า “คุณจะทำให้ดีขึ้นได้ยังไง”

    เหมือนกับ Job Description เป็นแผนที่บอกเส้นทาง ส่วน Objectives เป็นเข็มทิศที่บอกทิศทางและจุดหมาย

    2. แยกประเภทของเป้าหมาย

    หนังสือแบ่งเป้าหมายออกเป็น 4 ประเภท:

    เป้าหมายตามบทบาท (Role-specific objectives):
    ตัวอย่าง: “พัฒนาระบบ CRM ใหม่ให้เสร็จภายใน 6 เดือน โดยทำให้เวลาประมวลผลข้อมูลลูกค้าเร็วขึ้น 50%”

    เป้าหมายที่เชื่อมกับกลยุทธ์องค์กร (Business-aligned objectives):
    ตัวอย่าง: “เพิ่มความพึงพอใจของลูกค้าจาก 75% เป็น 85% เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการเป็น ‘บริษัทที่ลูกค้าชื่นชอบที่สุด’ ของบริษัท”

    เป้าหมายทางเทคนิค (Technical objectives):
    ตัวอย่าง: “เรียนรู้และนำเครื่องมือ data analytics ใหม่มาใช้ เพื่อสร้างรายงานที่แม่นยำขึ้น 30%”

    เป้าหมายพฤติกรรม (Behavioural objectives):
    ตัวอย่าง: “พัฒนาทักษะการนำเสนอโดยเข้าคอร์ส presentation skills และนำเสนอต่อผู้บริหารระดับสูงอย่างน้อย 3 ครั้งในปีนี้”

    3. การสื่อสาร: กุญแจสำคัญที่คนมักลืม

    ตัวอย่างการสื่อสารที่ไม่ดี:
    หัวหน้า: “คุณต้องปรับปรุงการทำงานเป็นทีม”
    ลูกทีม: “อ่อ… ครับ” (แต่ในใจคิดว่า “ผมต้องทำอะไร?”)

    ตัวอย่างการสื่อสารที่ดี:
    หัวหน้า: “ผมสังเกตเห็นว่าในโปรเจกต์ที่แล้ว มีบางช่วงที่การประสานงานไม่ราบรื่น คุณคิดว่าเกิดจากอะไรบ้าง?”

    ลูกทีม: “จริงครับ ผมคิดว่าผมควรอัพเดตความคืบหนาให้ทีมฟังบ่อยขึ้น”

    หัวหน้า: “ดีครับ งั้นเราลองตั้งเป้าหมายว่าในโปรเจกต์หน้า คุณจะส่ง progress update ทุกวันศุกร์ และเรียกประชุมทีมทุก 2 สัปดาห์ เป็นยังไงครับ?”

    4. ตัวอย่างการสร้างเป้าหมายสำหรับ “Soft Skill”

    สถานการณ์: คุณต้องการให้ลูกทีมปรับปรุงทักษะการสื่อสาร

    วิธีเก่า (คลุมเครือ):
    “ปรับปรุงการสื่อสารให้ดีขึ้น”

    วิธีใหม่ (ชัดเจนและวัดผลได้):
    “ภายใน 3 เดือนข้างหน้า:

    1. เข้าร่วม workshop การสื่อสาร 1 ครั้ง
    2. ฝึกนำเสนองานต่อทีมทุก 2 สัปดาห์
    3. ขอ feedback จากเพื่อนร่วมงาน 3 คนเกี่ยวกับการสื่อสาร
    4. ปรับปรุงตามข้อเสนอแนะและวัดผลอีกครั้งหลังจาก 3 เดือน”

    การใช้ “สัญญาณไฟจราจร”

    นี่เป็นเทคนิคที่ผู้อ่านหลายคนชื่นชอบ ใช้แนวคิดสัญญาณไฟจราจรมาช่วยในการติดตามเป้าหมาย:

    สีเขียว: งานเป็นไปตามแผน ไม่มีปัญหา
    สีเหลือง: มีความเสี่ยง ต้องช่วยเหลือหรือปรับแผน
    สีแดง: มีปัญหาใหญ่ ต้องหยุดแก้ไขทันที

    ตัวอย่างการใช้:

    • หัวหน้าและลูกทีมตกลงกันว่าจะใช้ระบบนี้ในการรายงาน
    • ทุกสัปดาห์ ลูกทีมรายงานสถานะเป้าหมายด้วยสี
    • ถ้าเป็นสีเหลืองหรือแดง หัวหน้าจะเข้าไปช่วยทันที

    การเชื่อมโยงกับจิตวิทยาการจูงใจ

    หนังสือไม่ได้สอนแค่เทคนิค แต่ยังอธิบายว่า ทำไมคนถึงอยากทำตามเป้าหมาย โดยยึดหลักจิตวิทยาการจูงใจ:

    ความต้องการ 3 อย่างของมนุษย์:

    1. Autonomy (ความเป็นอิสระ): คนอยากรู้สึกว่าตัวเองมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ
    2. Competence (ความสามารถ): คนอยากรู้สึกว่าตัวเองเก่งขึ้น
    3. Connection (ความเชื่อมโยง): คนอยากรู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของทีม

    ตัวอย่างการใช้หลักจิตวิทยา:

    แทนที่จะพูดว่า: “คุณต้องเพิ่มยอดขายให้ได้ 20%”

    ลองพูดว่า: “ทีมเราตั้งเป้าที่จะเป็นทีมขายอันดับ 1 ของบริษัท คุณคิดว่าเราจะทำได้ยังไงบ้าง? ผมคิดว่าถ้าคุณสามารถเพิ่มยอดขายได้ 20% จะช่วยให้เป้าหมายนี้สำเร็จ และคุณจะได้รู้สึกภูมิใจที่เป็นส่วนสำคัญของความสำเร็จนี้”

    การเตรียมตัวก่อนประชุมเรื่องเป้าหมาย

    สำหรับหัวหน้า:

    1. ศึกษาผลงานของลูกทีมในปีที่แล้ว – เขาทำดีในเรื่องอะไร? ต้องปรับปรุงอะไร?
    2. คิดว่าเขาอยากพัฒนาตัวเองในเรื่องอะไร – ไม่ใช่แค่สิ่งที่บริษัทต้องการ แต่สิ่งที่เขาต้องการด้วย
    3. เตรียมตัวอย่างเป้าหมายที่เป็นไปได้ – แต่พร้อมที่จะปรับเปลี่ยนตามการพูดคุย
    4. คิดว่าจะช่วยเหลือเขายังไง – มีทรัพยากร เครื่องมือ หรือการฝึกอบรมอะไรที่จะช่วยได้บ้าง

    สำหรับลูกทีม:

    1. ทบทวนผลงานตัวเอง – อะไรที่ทำได้ดี อะไรที่ต้องปรับปรุง
    2. คิดว่าตัวเองอยากเรียนรู้อะไรใหม่ – ทั้งเพื่องานและเพื่อการพัฒนาตัวเอง
    3. เตรียมคำถาม – ถามหัวหน้าว่าจะได้รับการสนับสนุนยังไง
    4. เปิดใจรับฟัง – พร้อมที่จะรับข้อเสนอแนะและปรับเปลี่ยน

    ผลที่จะได้รับ

    เมื่อทำตามหลักการในหนังสือแล้ว ผู้อ่านหลายคนรายงานผลลัพธ์ที่น่าประทับใจ:

    • ลูกทีมมีความชัดเจนมากขึ้น เกี่ยวกับสิ่งที่คาดหวัง
    • การสื่อสารระหว่างหัวหน้าและลูกทีมดีขึ้น เกิดการพูดคุยแบบสองทาง
    • เป้าหมายกลายเป็นเครื่องมือพัฒนา ไม่ใช่แค่การตรวจสอบ
    • ลูกทีมมีแรงจูงใจในการทำงานมากขึ้น เพราะรู้สึกมีส่วนร่วม

    ข้อควรระวัง

    แม้หนังสือจะให้เครื่องมือและเทคนิคที่ดี แต่ก็ยังมีความท้าทาย:

    1. ต้องใช้เวลาในการปรับเปลี่ยน

    การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องฝึกฝนและอดทน

    2. ต้องมีการสนับสนุนจากองค์กร

    ถ้าบริษัทไม่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคน การตั้งเป้าหมายก็จะไม่ได้ผล

    3. ต้องติดตามอย่างสม่ำเสมอ

    การตั้งเป้าหมายแล้วทิ้งไว้ไม่จะไม่เกิดผล ต้องมีการติดตามและปรับปรุง

    การเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นที่ตัวเรา

    หนังสือ “SMART Objective Setting for Managers: A Roadmap” ไม่ใช่แค่คู่มือการตั้งเป้าหมาย แต่เป็นการเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการเป็นผู้นำ

    ความสำเร็จของการตั้งเป้าหมายไม่ได้อยู่ที่การเขียนให้ถูกต้องตามหลัก SMART เท่านั้น แต่อยู่ที่การสร้างการสื่อสารที่ดี การเข้าใจซึ่งกันและกัน และการสนับสนุนให้คนในทีมเติบโต

    ถ้าคุณเป็นผู้จัดการที่กำลังมองหาวิธีพัฒนาทีมให้ดีขึ้น หรือเป็นคนที่เพิ่งได้เลื่อนตำแหน่งและรู้สึกไม่มั่นใจ หนังสือเล่มนี้อาจจะเป็นเข็มทิศที่ช่วยให้คุณก้าวไปข้างหน้าได้

    จำไว้ว่า การตั้งเป้าหมายที่ดีไม่ใช่ศิลปะที่เรียนรู้ได้ในวันเดียว แต่เป็นทักษะที่ต้องฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง และที่สำคัญที่สุด คือการใส่ใจในการพัฒนาคนในทีมอย่างจริงจัง

    ดังที่ผู้เขียนท้าทายไว้: “การที่ทีมของคุณมีผลงานดีขึ้น 10% จะมีความหมายกับคุณแค่ไหน?” คำตอบของคำถามนี้อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงในการทำงานของคุณ

    #hrรีพอร์ต

  • John P. Kotter นักวิชาการด้านผู้นำจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เคยเล่าเรื่องน่าสนใจเรื่องหนึ่งในหนังสือ “A Sense of Urgency” ว่า เขาเคยไปเยี่ยมชมบริษัทขนาดใหญ่แห่งหนึ่งที่กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ตลาดเปลี่ยน เทคโนโลยีก้าวหน้า คู่แข่งใหม่ๆ เข้ามาแย่งส่วนแบ่งการตลาด

    แต่สิ่งที่น่าแปลกใจคือ เมื่อเขาเดินเข้าไปในออฟฟิศ กลับพบว่าพนักงานทุกคนดูเหมือนทำงานตามปกติ ไม่มีใครดูรีบร้อนหรือกังวลเรื่องการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้น มีการประชุมมากมาย มีการวางแผนเยอะแยะ แต่ไม่มีใครดูเหมือนจะรู้สึกว่าเรื่องนี้เร่งด่วนจริงๆ

    ผลลัพธ์? บริษัทนี้ใช้เวลาเกือบ 3 ปีกว่าจะปรับตัวได้ ขณะที่คู่แข่งรายอื่นๆ ทำได้ในเวลาแค่ 6 เดือน

    ปัญหาใหญ่ที่เรามักมองข้าม

    เรื่องราวข้างต้นเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งจากหลายพันตัวอย่างที่ Kotter ได้ศึกษามากว่า 30 ปี เขาค้นพบว่า การเปลี่ยนแปลงในองค์กรล้มเหลวถึง 70% เหตุผลหลักไม่ใช่เพราะขาดแผน ไม่ใช่เพราะขาดงบประมาณ หรือขาดเทคโนโลยี

    เหตุผลหลักคือ คนในองค์กรไม่รู้สึกถึงความเร่งด่วนที่แท้จริง

    ลองนึกภาพคุณกำลังขับรถบนถนนในเมือง ไฟแดงทุกดวงดูเหมือนจะเปิดนานกว่าปกติ การจราจรติดขัดเป็นปกติ คุณรู้สึกรำคาญแต่ก็ยังทำได้อยู่

    แต่ถ้าหากว่า คุณกำลังรีบไปส่งคนที่คุณรักที่ได้รับอุบัติเหตุไปโรงพยาบาล ความรู้สึกของคุณจะเปลี่ยนไปทันที ทุกวินาทีมีความหมาย คุณจะหาทางอื่น คิดวิธีการใหม่ ทำทุกอย่างที่ทำได้เพื่อให้ถึงจุดหมายให้เร็วที่สุด

    นี่คือความแตกต่างระหว่าง “ความเร่งด่วนปลอม” กับ “ความเร่งด่วนที่แท้จริง”

    ความเร่งด่วนปลอม VS ความเร่งด่วนจริง

    ความเร่งด่วนปลอม: เมื่อคิดว่าเร่งแต่จริงๆ แล้วไม่เร่ง

    Kotter อธิบายว่า ความเร่งด่วนปลอมมีลักษณะเด่นอยู่ 3 ประการ:

    1. ความตื่นตระหนก (Panic)

    เหมือนกับบริษัทแห่งหนึ่งที่ Kotter เคยให้คำปรึกษา เมื่อยอดขายลดลง 15% ใน 2 ไตรมาสติดต่อกัน ทีมบริหารเริ่มตื่นตระหนก

    พวกเขาจัดประชุมฉุกเฉินทุกสัปดาห์ ส่ง email หาทุกคนในบริษัททุกวัน สั่งให้ทุกแผนกรายงานผลทุกวัน ผลลัพธ์? พนักงานทุกคนเครียด งานประจำชะงัก แต่ปัญหาหลักไม่ได้รับการแก้ไข

    2. ความวุ่นวายที่ไร้จุดหมาย (Frantic Activity)

    บริษัทอีกแห่งหนึ่งเมื่อเจอกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ทีมบริหารตัดสินใจทำทุกอย่างพร้อมกัน เปลี่ยนระบบ IT ใหม่ จ้างที่ปรึกษาภายนอก ส่งพนักงานไปอบรมในหลักสูตรต่างๆ

    ผลลัพธ์? พนักงานสับสน ไม่รู้ว่าอะไรสำคัญกว่าอะไร ทุกคนทำงานหนักแต่ไม่เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน

    3. การหาคนผิด (Blame Game)

    เมื่อการเปลี่ยนแปลงไม่เกิดขึ้น ทุกคนเริ่มชี้นิ้วโทษกัน แผนก IT บอกว่าแผนก Marketing ไม่เข้าใจเทคโนโลยี แผนก Marketing บอกว่าแผนก Sales ไม่ขายดี แผนก Sales บอกว่าผลิตภัณฑ์ไม่ดีพอ

    ความเร่งด่วนจริง: เมื่อทุกคนเห็นทิศทางเดียวกัน

    ในทางตรงกันข้าม ความเร่งด่วนที่แท้จริงมีลักษณะดังนี้:

    1. ความมุ่งมั่นที่มีเหตุผล (Determined Focus)

    บริษัท Toyota เป็นตัวอย่างที่ดี เมื่อเจอกับวิกฤตการเรียกคืนรถยนต์ในปี 2009-2010 แทนที่จะตื่นตระหนก บริษัทกลับมองเห็นโอกาสในการปรับปรุงระบบคุณภาพให้ดีขึ้น

    ทุกคนในองค์กรเข้าใจว่า นี่ไม่ใช่แค่วิกฤต แต่เป็นโอกาสในการสร้างระบบที่ดีกว่าเดิม ผลลัพธ์คือ Toyota กลับมาแข็งแกร่งกว่าเดิมภายในเวลาไม่กี่ปี

    2. ความร่วมมือที่แท้จริง (True Collaboration)

    เมื่อ Netflix ตัดสินใจเปลี่ยนจากการส่งแผ่น DVD ทางไปรษณีย์ไปสู่การให้บริการ streaming ทุกแผนกในบริษัทเข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จำเป็น

    แผนก IT เตรียมโครงสร้างเทคโนโลยี แผนก Content หาเนื้อหามาให้บริการ แผนก Marketing เตรียมสื่อสารกับลูกค้า ทุกคนทำงานในทิศทางเดียวกัน

    3. การมองเห็นโอกาส (Opportunity Recognition)

    บริษัท Apple ภายใต้การนำของ Steve Jobs เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน เมื่อตลาดโทรศัพท์มือถือกำลังเติบโต Jobs ไม่ได้มองเห็นแค่การแข่งขันที่รุนแรง แต่มองเห็นโอกาสในการสร้างผลิตภัณฑ์ที่เปลี่ยนโลกได้

    4 ขั้นตอนสร้างความเร่งด่วนจริง

    จากการศึกษาของ Kotter เขาพบว่า มี 4 วิธีหลักในการสร้างความเร่งด่วนที่แท้จริง:

    1. ทำให้คนเห็นความจำเป็น (Show the Need)

    ตัวอย่างจริง: บริษัท Kodak VS บริษัท Fujifilm

    ทั้งสองบริษัทเจอกับการเปลี่ยนแปลงเดียวกัน คือ การเปลี่ยนจากฟิล์มธรรมดาไปสู่การถ่ายภาพดิจิทัล

    Kodak มองการเปลี่ยนแปลงนี้เป็นภัยคุกคาม พยายามต่อต้านและปกป้องธุรกิจเดิม ผู้บริหารบอกกับพนักงานว่า “ฟิล์มยังคงเป็นธุรกิจหลักของเรา การถ่ายภาพดิจิทัลเป็นเพียงแฟชั่นชั่วคราว”

    ผลลัพธ์? Kodak ล้มละลายในปี 2012

    Fujifilm ในทางกลับกัน ทำให้พนักงานทุกคนเห็นว่า การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่ภัยคุกคาม แต่เป็นโอกาส บริษัทอธิบายให้พนักงานเห็นว่า เทคโนโลยีที่พวกเขามีอยู่สามารถใช้ในธุรกิจอื่นๆ ได้ เช่น เครื่องสำอาง ยา และวัสดุพิเศษ

    ผลลัพธ์? Fujifilm ยังคงเป็นบริษัทที่เข้มแข็งจนถึงปัจจุบัน

    2. สร้างทีมผู้นำที่เข้าใจ (Build Leadership Coalition)

    ตัวอย่างจริง: การเปลี่ยนแปลงของ Microsoft

    เมื่อ Satya Nadella เข้ามาเป็น CEO ของ Microsoft ในปี 2014 เขาไม่ได้สั่งให้ทุกคนเปลี่ยนทันที แต่เขาเริ่มจากการสร้างทีมผู้นำที่เข้าใจวิสัยทัศน์ของเขา

    เขาใช้เวลาหลายเดือนในการคุยกับผู้บริหารระดับสูง อธิบายทำไม Microsoft ต้องเปลี่ยนจาก “บริษัทซอฟต์แวร์” ไปเป็น “บริษัทคลาวด์และปัญญาประดิษฐ์”

    เมื่อทีมผู้นำเข้าใจแล้ว พวกเขาก็ไปสร้างความเข้าใจในระดับที่ต่ำลงไป ทีละชั้น ทีละคน

    3. สื่อสารให้เข้าใจง่าย (Communicate Simply)

    ตัวอย่างจริง: Amazon ในช่วงเริ่มต้น

    Jeff Bezos CEO ของ Amazon มีวิธีการสื่อสารที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง เขาไม่เคยใช้ PowerPoint ที่ซับซ้อนหรือกราฟที่ยากเข้าใจ

    แทนที่จะบอกว่า “เราต้องเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานและลดต้นทุน” เขาจะพูดว่า “เราต้องทำให้ลูกค้าได้รับสินค้าเร็วขึ้น และราคาถูกลง”

    แทนที่จะบอกว่า “เราต้องขยายธุรกิจสู่ตลาดใหม่” เขาจะพูดว่า “เราต้องเป็นร้านค้าที่ขายทุกอย่างที่ลูกค้าต้องการ”

    ข้อความเหล่านี้เรียบง่าย ทุกคนเข้าใจ และทุกคนสามารถนำไปปฏิบัติได้

    4. สร้างความสำเร็จเล็กๆ (Create Small Wins)

    ตัวอย่างจริง: การเปลี่ยนแปลงของ General Electric (GE)

    เมื่อ Jack Welch เป็น CEO ของ GE เขาไม่ได้พยายามเปลี่ยนแปลงทั้งบริษัทในคราวเดียว แทนที่จะทำแบบนั้น เขาเลือกโปรเจคเล็กๆ ที่แน่ใจว่าจะสำเร็จมาทำก่อน

    เขาเริ่มจากการปรับปรุงโรงงานหนึ่งโรงงาน ปรับปรุงผลิตภัณฑ์หนึ่งผลิตภัณฑ์ เมื่อเห็นผลสำเร็จแล้ว เขาจึงขยายไปยังโรงงานอื่นๆ

    การทำแบบนี้ทำให้พนักงานเห็นว่า การเปลี่ยนแปลงเป็นไปได้จริง และให้ผลลัพธ์ที่ดี ความเชื่อมั่นและความกระตือรือร้นจึงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

    บทเรียนในมุมต่างๆ

    สำหรับผู้นำองค์กร

    หนังสือของ Kotter สอนให้เราเข้าใจว่า การเป็นผู้นำในยุคที่โลกเปลี่ยนเร็วไม่ใช่เรื่องของการสั่งการ แต่เป็นเรื่องของการสร้างความเข้าใจและแรงบันดาลใจ

    ผู้นำที่ดีจะต้อง:

    • เป็นนักเล่าเรื่องที่ดี สามารถอธิบายให้คนเห็นภาพอนาคตได้ชัดเจน
    • เข้าใจว่า ความเร่งด่วนไม่ใช่ความรีบร้อน แต่เป็นความมุ่งมั่นที่มีทิศทาง
    • รู้จักสร้างชัยชนะเล็กๆ เพื่อรักษาขวัญและกำลังใจของทีม

    สำหรับพนักงานทั่วไป

    แม้คุณจะไม่ใช่เจ้านาย แต่คุณก็สามารถใช้หลักการนี้ในการพัฒนาตัวเอง:

    เมื่อเจอกับการเปลี่ยนแปลงในที่ทำงาน:

    • อย่าต่อต้านหรือตื่นตระหนกทันที
    • พยายามทำความเข้าใจว่า ทำไมการเปลี่ยนแปลงนี้จึงจำเป็น
    • หาวิธีที่คุณสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาได้

    สำหรับชีวิตส่วนตัว

    หลักการของ Kotter ใช้ได้กับชีวิตส่วนตัวเช่นกัน:

    การออกกำลังกาย: แทนที่จะบอกตัวเองว่า “ต้องผอม” ให้บอกว่า “ต้องแข็งแรงเพื่อที่จะดูแลครอบครัวได้นาน”

    การเรียนรู้ทักษะใหม่: แทนที่จะบอกว่า “ต้องเรียนเพราะหัวหน้าสั่ง” ให้บอกว่า “เรียนเพื่อที่จะมีโอกาสมากขึ้นในอนาคต”

    ศิลปะแห่งการสร้างแรงผลักดัน

    หนังสือ “A Sense of Urgency” สอนเราให้เห็นว่า ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนี้ ทักษะที่สำคัญที่สุดไม่ใช่ความสามารถในการวางแผนที่สมบูรณ์แบบ หรือการมีทรัพยากรมากมาย

    ทักษะที่สำคัญที่สุดคือ การสร้างความรู้สึกเร่งด่วนที่แท้จริงในใจของคน – ทั้งในใจตัวเองและในใจคนรอบข้าง

    ความเร่งด่วนที่แท้จริงไม่ได้เกิดจากความกลัว แต่เกิดจากความหวัง ไม่ได้เกิดจากการบังคับ แต่เกิดจากความเข้าใจ ไม่ได้เกิดจากความวุ่นวาย แต่เกิดจากความมุ่งมั่น

    ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารไหลเวียนเร็ว เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไม่หยุด และการแข่งขันทวีความรุนแรง คนที่จะประสบความสำเร็จคือคนที่สามารถสร้างและรักษาความเร่งด่วนที่แท้จริงไว้ได้

    ไม่ใช่เพราะโลกบังคับให้เราเร่ง แต่เพราะเราเลือกที่จะเร่ง เพื่ออนาคตที่เราต้องการ

    นั่นคือบทเรียนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดจาก John P. Kotter และหนังสือ “A Sense of Urgency” – การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงเริ่มต้นจากการเปลี่ยนแปลงในใจของคน และเมื่อใจเปลี่ยน ทุกอย่างก็จะเปลี่ยนตาม

    #hrรีพอร์ต

  • ลองนึกดูครับ คุณเป็นผู้จัดการบริษัทแห่งหนึ่ง มีข้อมูลชัดเจนว่าบริษัทกำลังขาดทุน มีรายงานแสดงให้เห็นว่าต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ด่วน คุณจัดประชุมใหญ่ ติด PowerPoint เต็มไปด้วยกราฟและตัวเลข อธิบายอย่างละเอียดว่าทำไมต้องเปลี่ยน

    แต่แล้วทำไม… พนักงานยังคงทำงานแบบเดิม? ทำไมการเปลี่ยนแปลงถึงล้มเหลว?

    นี่คือคำถามที่ John P. Kotter นักวิชาการจาก Harvard Business School และ Dan S. Cohen ที่ปรึกษาจาก Deloitte พยายามหาคำตอบ พวกเขาใช้เวลาหลายปีสัมภาษณ์คนมากกว่า 400 คนจาก 130 บริษัททั่วโลก และสิ่งที่พวกเขาค้นพบนั้น… เปลี่ยนแปลงวิธีคิดเรื่องการเปลี่ยนแปลงขององค์กรไปตลกาล

    ใจสำคัญกว่าสมอง

    คำตอบที่พวกเขาพบคือ: เราเข้าใจผิดมาตลอด

    คนส่วนใหญ่เชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงจะสำเร็จได้ต้องทำให้คนคิดต่าง ใช้ข้อมูล ใช้เหตุผล ใช้การวิเคราะห์ แต่ความจริงแล้ว สิ่งที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจริงๆ คือการทำให้คนรู้สึกต่าง

    ลองคิดดูนะครับ เวลาคุณตัดสินใจซื้อของชิ้นใหม่ คุณตัดสินใจด้วยอารมณ์และความรู้สึกก่อน แล้วค่อยมาหาเหตุผลมาสนับสนุนการตัดสินใจของตัวเอง การเปลี่ยนแปลงในองค์กรก็เหมือนกัน

    “เห็น-รู้สึก-เปลี่ยน”

    Kotter และ Cohen เรียกกระบวนการนี้ว่า “See-Feel-Change” หรือ “เห็น-รู้สึก-เปลี่ยน”

    แทนที่จะพูดว่า “ข้อมูลแสดงว่าเราต้องเปลี่ยน” ให้แสดงสิ่งที่ทำให้คนเห็น ทำให้คนรู้สึก แล้วคนจะเปลี่ยนเอง

    ถุงมือสีแดง

    หนึ่งในเรื่องจริงที่โด่งดังที่สุดในหนังสือเล่มนี้ เกิดขึ้นที่บริษัทผลิตชิ้นส่วนรถยนต์แห่งหนึ่ง

    บริษัทนี้มีปัญหาใหญ่: พนักงานในแผนกจัดซื้อแต่ละคนสั่งซื้อถุงมือความปลอดภัยจากซัพพลายเออร์ต่างๆ ราคาต่างๆ กัน บางคนสั่งถุงมือคู่ละ 5 บาท บางคนสั่งคู่ละ 17 บาท ทั้งที่เป็นถุงมือแบบเดียวกัน!

    ผู้บริหารระดับสูงพยายามอธิบายด้วยข้อมูล ทำรายงาน แต่ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

    จนกระทั่งมีคนคิดวิธีใหม่: เขาสั่งให้เก็บถุงมือทุกแบบที่บริษัทใช้มาวางไว้ในห้องประชุมใหญ่ แล้วติดป้ายราคาไว้ข้างๆ

    เมื่อผู้บริหารทุกคนเดินเข้าไปในห้องประชุม พวกเขาเห็นถุงมือเหมือนกันเป๊ะ แต่ราคาต่างกันมหาศาล บางคู่ 5 บาท บางคู่ 17 บาท

    ในห้องประชุมเงียบสนิท ไม่ต้องมีใครอธิบายอะไร ทุกคนเห็นเอง รู้สึกเอง และในเดือนต่อมา ระบบจัดซื้อก็เปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง

    นี่คือพลังของ “เห็น-รู้สึก-เปลี่ยน”

    ลูกค้าที่เล่ามา

    บริษัทแห่งหนึ่งต้องการให้พนักงานเข้าใจความสำคัญของการบริการลูกค้า ผู้บริหารไม่ได้ทำรายงานเรื่อง Customer Satisfaction แต่เชิญลูกค้าจริงมาเล่าประสบการณ์ด้วยตัวเอง

    ลูกค้าท่านหนึ่งเล่าว่า “ผมโทรมาแจ้งปัญหา พนักงานบอกจะติดต่อกลับ แต่รอ 3 วันไม่มีใครโทรกลับ ผมโทรไปอีกรอบ ได้คนใหม่ ต้องเล่าเรื่องเดิมใหม่ทั้งหมด แล้วก็บอกจะติดต่อกลับอีก…”

    เสียงของลูกค้าที่เล่าด้วยความผิดหวังนั้น มีพลังมากกว่าข้อมูลสถิติใดๆ พนักงานที่ฟังสะเทือนใจ และระบบบริการลูกค้าก็เปลี่ยนไปในทันที

    8 ขั้นตอนแห่งการเปลี่ยนแปลง

    หนังสือ “The Heart of Change” สร้างต่อยอดจากแนวคิด 8 ขั้นตอนของ Kotter ในหนังสือดังอย่าง “Leading Change” แต่คราวนี้เน้นที่การใช้อารมณ์และความรู้สึก:

    ขั้นตอนที่ 1: สร้างความเร่งด่วน (Create Urgency)

    แทนที่จะแสดงกราฟยอดขาย ให้คนเห็นสิ่งที่เร่งด่วนจริงๆ

    บริษัทแห่งหนึ่งต้องการให้พนักงานรู้สึกเร่งด่วนในการปรับปรุงคุณภาพสินค้า พวกเขาไม่ได้แสดงสถิติสินค้าเสีย แต่เชิญพนักงานไปเยี่ยมชมร้านค้าที่ขายสินค้าของคู่แข่ง

    เมื่อพนักงานเห็นว่าสินค้าคู่แข่งดีกว่าของตัวเองมาก พวกเขารู้สึกเร่งด่วนที่จะปรับปรุงทันที

    ขั้นตอนที่ 2: สร้างทีมนำการเปลี่ยนแปลง (Build the Guiding Team)

    การเปลี่ยนแปลงต้องมีทีมที่เข้มแข็ง แต่ไม่ใช่แค่คนที่มีตำแหน่งสูง ต้องเป็นคนที่มีหัวใจเดียวกัน

    ขั้นตอนที่ 3: กำหนดวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน (Get the Vision Right)

    วิสัยทัศน์ที่ดีต้องทำให้คนนึกภาพออกและรู้สึกอยากเป็นส่วนหนึ่ง

    ขั้นตอนที่ 4: สื่อสารให้คนเชื่อ (Communicate for Buy-in)

    การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพไม่ใช่การบรรยาย แต่เป็นการแสดงให้เห็น

    ขั้นตอนที่ 5: เสริมพลังให้คนลงมือ (Empower Action)

    เอาอุปสรรคออกไป ให้อำนาจคนที่อยากเปลี่ยนแปลง

    ขั้นตอนที่ 6: สร้างชัยชนะระยะสั้น (Create Short-term Wins)

    คนต้องการเห็นผลลัพธ์เร็วๆ เพื่อเพิ่มความมั่นใจ

    ขั้นตอนที่ 7: ไม่หยุดแค่นี้ (Don’t Let Up)

    อย่าหยุดเมื่อเริ่มเห็นผล ผลักดันต่อไปจนกว่าจะเสร็จสิ้น

    ขั้นตอนที่ 8: ฝังในวัฒนธรรม (Make Change Stick)

    ทำให้การเปลี่ยนแปลงกลายเป็น “วิธีทำงานปกติของเรา”

    เรื่องจริงจากโรงพยาบาล

    โรงพยาบาลแห่งหนึ่งมีปัญหาเรื่องความปลอดภัยของผู้ป่วย แพทย์และพยาบาลรู้จากสถิติว่ามีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น แต่ไม่รู้สึกเร่งด่วนที่จะแก้ไข

    จนกระทั่งมีคนถ่ายวิดีโอสั้นๆ แสดงให้เห็นว่าข้อผิดพลาดเล็กน้อยในการดูแลผู้ป่วยส่งผลอย่างไรต่อครอบครัวของผู้ป่วย

    วิดีโอนั้นแสดงให้เห็นพ่อแม่ที่กอดลูกชายที่ได้รับการรักษาผิดพลาด เห็นน้ำตาของพวกเขา เห็นความเจ็บปวด

    หลังจากดูวิดีโอเพียง 3 นาที ทุกคนในโรงพยาบาลเปลี่ยนไป พวกเขาเริ่มมองเห็นว่าการทำงานของตัวเองส่งผลต่อชีวิตคนจริงๆ

    ระบบความปลอดภัยของโรงพยาบาลปรับปรุงอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

    เครื่องมือที่ใช้จับใจ

    จากเรื่องจริงทั้งหมดในหนังสือ เราจะเห็นว่าผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่ประสบความสำเร็จไม่ได้ใช้แค่รายงานหรือการวิเคราะห์ แต่ใช้สิ่งที่เป็นรูปธรรมมากกว่า:

    • ถุงมือ – ให้เห็นความไม่สมเหตุสมผล
    • วิดีโอ – ให้เห็นผลกระทบจริง
    • การพาไปดูสถานที่จริง – ให้ได้สัมผัสกับความเป็นจริง
    • การเชิญลูกค้ามาเล่าเรื่อง – ให้ฟังเสียงจริงจากคนจริง
    • การออกแบบพื้นที่ทำงาน – ให้รู้สึกถึงวิสัยทัศน์

    สิ่งเหล่านี้มีพลังมากกว่า PowerPoint เป็นร้อยเท่า

    ทำไมต้องจับใจก่อนจับสมอง?

    คำตอบง่ายๆ คือ: คนเราไม่ได้เปลี่ยนแปลงด้วยความคิด แต่เปลี่ยนแปลงด้วยความรู้สึก

    เมื่อคนรู้สึกถูกต้อง พวกเขาจะหาเหตุผลมาสนับสนุนความรู้สึกนั้นเอง แต่ถ้าเราเริ่มต้นด้วยเหตุผล คนจะหาข้อแก้ตัวมาต่อต้านการเปลี่ยนแปลง

    นี่ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ นักโฆษณาใช้หลักการนี้มาเป็นร้อยปีแล้ว พวกเขาไม่ได้ขายสินค้า แต่ขายความรู้สึก ขายความฝัน ขายภาพในใจ

    ข้อผิดพลาด

    หลายองค์กรยังคงเชื่อว่า:

    • ข้อมูลจะโน้มน้าวคนได้
    • การวิเคราะห์จะสร้างแรงบันดาลใจ
    • เหตุผลจะเอาชนะความต้านทาน

    แต่ความจริงคือ คนเราตัดสินใจด้วยอารมณ์ 80% และหาเหตุผลมาสนับสนุน 20%

    เคล็ดลับการนำไปใช้

    1. หาเรื่องราวที่สะเทือนใจ

    แทนที่จะบอกว่า “เราต้องปรับปรุงบริการลูกค้า” ให้หาเรื่องราวของลูกค้าที่ได้รับบริการแย่มาเล่า

    2. ใช้ของจริง

    แทนที่จะแสดงกราฟค่าใช้จ่าย ให้เอาของจริงมาแสดง เช่น เครื่องเขียนที่แพงเกินไป

    3. ดูสถานที่จริง

    แทนที่จะอธิบายว่าคู่แข่งทำอะไร ให้พาคนไปดูคู่แข่งด้วยตัวเอง

    4. ใช้วิดีโอสั้นๆ

    วิดีโอ 2-3 นาทีที่มีอารมณ์มีพลังมากกว่าการนำเสนอ 30 นาที

    5. เล่าเรื่องมากกว่าบอกข้อมูล

    คนจำเรื่องราวได้ดีกว่าจำตัวเลข

    สรุป

    “The Heart of Change” ไม่ได้สอนแค่วิธีการเปลี่ยนแปลงองค์กร แต่สอนให้เราเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์

    เราเป็นสัตว์ที่ขับเคลื่อนด้วยอารมณ์และความรู้สึกมากกว่าเหตุผล และถ้าเราเข้าใจเรื่องนี้ เราจะสามารถสร้างการเปลี่ยンแปลงที่ยั่งยืนได้

    ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้บริหาร ผู้จัดการ หรือแค่คนธรรมดาที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงในที่ทำงาน จำไว้ว่า: ใจสำคัญกว่าสมอง เรื่องราวมีพลังกว่าข้อมูล และความรู้สึกเปลี่ยนแปลงโลกได้มากกว่าความคิด

    หนังสือเล่มนี้อาจจะเปลี่ยนวิธีคิดของคุณเรื่องการเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล

    เพราะในท้ายที่สุดแล้ว การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ล้วนเริ่มต้นจากการเปลี่ยนแปลงในใจคนคนเดียวเสมอ

    #hrรีพอร์ต

  • จอห์น คอตเตอร์ เป็นคนที่ใช้ชีวิตการทำงานไปกับการดูองค์กรต่างๆ พยายามเปลี่ยนแปลงตัวเอง วันหนึ่งเขาตั้งคำถามง่ายๆ แต่ลึกซึ้ง: “ทำไมบริษัทบางแห่งเปลี่ยนแปลงได้สำเร็จ แต่อีกหลายแห่งใช้เงินไปหลายล้าน ใช้เวลาไปหลายปี แต่สุดท้ายก็ล้มเหลว?”

    คำตอบที่เขาได้ หลังจากศึกษาองค์กรมากกว่า 100 แห่ง กลายเป็นหนังสือที่เปลี่ยนวิธีคิดของผู้นำทั่วโลก

    เรื่องเล่าจากสนามรบจริง

    บริษัทที่ใช้เงิน 200 ล้าน แต่กลับไปเป็นเหมือนเดิม

    คอตเตอร์เล่าเรื่องของบริษัทแห่งหนึ่งในอเมริกา ที่ผู้บริหารระดับสูงตัดสินใจว่าต้องเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กร เพื่อให้แข่งขันกับบริษัทญี่ปุ่นได้ พวกเขาจ้างที่ปรึกษาชื่อดัง ฝึกอบรมพนักงานทุกคน สร้างโครงการใหญ่โต

    ในช่วงแรก ทุกคนตื่นเต้น พนักงานเข้าอบรม เรียนรู้เทคนิคการทำงานใหม่ มีการประชุมใหญ่ประชุมเล็ก แต่หลังจากผ่านไป 3 ปี และใช้เงินไปกว่า 200 ล้านบาท สิ่งที่เหลืออยู่คือความเมื่อยล้า และการกลับไปทำงานแบบเดิม

    “เรามีวิธีทำงานใหม่เป็นร้อยวิธี แต่ไม่มีคนไหนเอาไปใช้จริงๆ” หัวหน้าฝ่ายบุคคลคนหนึ่งบอกกับคอตเตอร์ “สุดท้ายเรากลับไปเป็นเหมือนเดิม แต่เหนื่อยกว่าเดิม”

    บริษัทเล็กที่เปลี่ยนโลกได้

    ในทางกลับกัน คอตเตอร์เล่าเรื่องของบริษัทซอฟต์แวร์เล็กๆ ในซิลิคอนวัลเลย์ ที่เจ้าของบริษัทสังเกตเห็นว่าลูกค้าเริ่มเปลี่ยนไปใช้เทคโนโลยีใหม่ ถ้าไม่ปรับตัว บริษัทจะตายแน่

    แต่แทนที่จะรีบสั่งให้ทุกคนเปลี่ยน เขากลับเริ่มด้วยการนำข้อมูลมาให้ทีมดู แสดงให้เห็นว่าคู่แข่งทำอะไร ลูกค้าต้องการอะไร และถ้าเราไม่เปลี่ยน เราจะเกิดอะไรขึ้น

    “ตอนแรกทุกคนไม่เชื่อ” เขาเล่า “แต่พอเห็นข้อมูลจริงๆ ทุกคนเริ่มรู้สึกว่า ‘โอ๊ย เราต้องทำอะไรซะแล้ว’”

    6 เดือนต่อมา บริษัทเล็กๆ นี้กลายเป็นผู้นำในตลาดใหม่ ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ล้ำหน้าคู่แข่งหลายปี

    8 ขั้นสู่การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง

    จากการศึกษาเหตุการณ์ทั้งสองแบบ และอีกหลายร้อยกรณี คอตเตอร์ค้นพบสูตรความสำเร็จที่ซ้ำกันเรื่อยๆ

    ขั้นที่ 1: จุดไฟความเร่งด่วน

    การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงต้องเริ่มด้วยความรู้สึกว่า “เราต้องเปลี่ยนตอนนี้เลย ไม่ใช่พรุ่งนี้”

    คอตเตอร์ยกตัวอย่างบริษัทรถยนต์อเมริกันในยุค 80 ที่เริ่มแพ้ให้รถญี่ปุ่น ผู้บริหารคนหนึ่งทำสิ่งที่ไม่เคยมีใครทำ – เขานำรถยนต์ญี่ปุ่นมาจอดไว้ในลานจอดรถของบริษัท แล้วให้พนักงานทุกคนได้ลองขับ

    “ตอนแรกทุกคนโกรธ บอกว่าทำไมเอารถคู่แข่งมาให้ดู” เขาเล่า “แต่พอได้ลองขับจริงๆ ทุกคนเงียบ เพราะรู้ว่ารถเราด้อยกว่าเยอะ”

    ความรู้สึกนั้นกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ที่ทำให้บริษัทนี้กลับมาแข็งแกร่งได้ในที่สุด

    ขั้นที่ 2: ทีมแห่งการเปลี่ยนแปลง

    “การเปลี่ยนแปลงไม่ใช่งานคนเดียว” คอตเตอร์เน้นย้ำ

    เขาเล่าเรื่องของซีอีโอคนหนึ่ง ที่พยายามเปลี่ยนแปลงบริษัทด้วยตัวเขาเอง เขาทำงานหนัก สั่งการเก่ง แต่ทุกครั้งที่เขาไม่อยู่ ทุกอย่างกลับไปเป็นเดิม

    “ปัญหาคือ เขาเป็นแค่คนเดียว ในบริษัท 5,000 คน” คอตเตอร์อธิบาย “ไม่ว่าเขาจะเก่งแค่ไหน มันก็เป็นไปไม่ได้ที่จะเฝ้าดูทุกคนตลอดเวลา”

    การเปลี่ยนแปลงที่สำเร็จต้องมีทีม ที่ประกอบด้วยคนที่มีอิทธิพลจากหลายแผนก ที่คนอื่นเคารพ และที่สำคัญคือต้องเชื่อในการเปลี่ยนแปลงอย่างจริงใจ

    ขั้นที่ 3: ภาพอนาคตที่ใครก็มองเห็น

    “ถ้าคุณไม่รู้ว่าจะไปไหน คุณจะไปถึงที่นั่นได้ยังไง?”

    คอตเตอร์เล่าเรื่องของบริษัทโรงแรมที่ต้องการเปลี่ยนจาก “โรงแรมราคาประหยัด” เป็น “โรงแรมระดับพรีเมียม”

    แทนที่จะบอกว่า “เราจะให้บริการดีขึ้น” ทีมผู้บริหารกลับไปนั่งคิดว่า ลูกค้าระดับพรีเมียมต้องการอะไรกันแน่

    พวกเขาสรุปออกมาเป็นประโยคสั้นๆ ที่ทุกคนจำได้: “เราจะทำให้ลูกค้าแต่ละคนรู้สึกเหมือนเป็นแขกสำคัญที่บ้านเพื่อนรัก”

    ประโยคนี้กลายเป็นเข็มทิศ เวลาพนักงานไม่รู้ว่าจะตัดสินใจยังไง พวกเขาก็ถามตัวเองว่า “สิ่งที่เราจะทำนี้ จะทำให้ลูกค้ารู้สึกเหมือนแขกสำคัญมากขึ้นหรือไม่?”

    ขั้นที่ 4: บอกเล่าจนทุกคนเข้าใจ

    “คนเราลืมเร็วมาก” คอตเตอร์เตือน “สิ่งที่คุณคิดว่าพูดชัดแล้ว อาจจะยังไม่เพียงพอ”

    เขายกตัวอย่างจากการศึกษาของเขาเอง พบว่าผู้บริหารส่วนใหญ่คิดว่า การส่งอีเมลเรื่องการเปลี่ยนแปลงไปให้พนักงานครั้งเดียว ก็เพียงพอแล้ว

    แต่ความจริงคือ ในสำนักงานทั่วไป พนักงานได้รับอีเมลวันละ 50-100 ฉบับ และจำได้แค่ 3-5 เรื่องเท่านั้น

    บริษัทที่เปลี่ยนแปลงสำเร็จ จะใช้ทุกช่องทางที่เป็นไปได้: ประชุมเล็กประชุมใหญ่ ป้ายประกาศ เว็บไซต์ภายใน หรือแม้แต่การเขียนข้อความในลิฟต์

    และที่สำคัญที่สุด ผู้นำต้องเป็นแบบอย่าง ไม่ใช่แค่พูด แต่ต้องทำให้ดู

    ขั้นที่ 5: กำจัดอุปสรรคที่ขัดขวาง

    คอตเตอร์เล่าเรื่องของพนักงานคนหนึ่งที่ทำงานในบริษัทประกันภัย เธอตื่นเต้นกับการเปลี่ยนแปลง อยากจะใช้เทคโนโลยีใหม่เพื่อให้บริการลูกค้าได้เร็วขึ้น

    แต่พอเธอเสนอไอเดีย หัวหน้าแผนกไอทีกลับบอกว่า “ระบบเก่ายังใช้ได้อยู่ ทำไมต้องเปลี่ยน?” หัวหน้าแผนกการเงินก็บอกว่า “ไม่มีงงบ” ส่วนหัวหน้าแผนกบุคคลบอกว่า “กฎบริษัทไม่อนุญาต”

    “เธอกลับบ้านมาร้องไห้” คอตเตอร์เล่า “เพราะอยากช่วยบริษัท แต่ทุกคนขัดขวาง”

    การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงต้องกำจัดอุปสรรคเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นระบบเก่า กฎเก่า หรือคนที่ไม่อยากเปลี่ยน

    ขั้นที่ 6: ชัยชนะเล็กที่สำคัญใหญ่

    “คนเราต้องเห็นผลลัพธ์ ถึงจะเชื่อ”

    คอตเตอร์เล่าเรื่องของบริษัทผลิตอาหารที่ต้องการเปลี่ยนวิธีการทำงาน แทนที่จะเริ่มจากโรงงานใหญ่ พวกเขากลับเริ่มจากโรงงานเล็กในต่างจังหวัด

    ใน 3 เดือน โรงงานเล็กนี้เพิ่มประสิทธิภาพได้ 30% ลดของเสียได้ 50% และที่สำคัญ คนงานมีความสุขมากขึ้น

    เมื่อพนักงานโรงงานอื่นได้ยินข่าวนี้ พวกเขาเริ่มสงสัยและอยากลอง ความต้านทานที่เคยมีก็เริ่มลดลง

    “ความสำเร็จเล็กๆ เหล่านี้ เป็นเหมือนเชื้อไฟที่จุดให้คนอื่นเผาไหม้ตาม” คอตเตอร์อธิบาย

    ขั้นที่ 7: อย่าหยุด เดินต่อไป

    นี่เป็นขั้นที่หลายองค์กรผิดพลาด พอเห็นผลลัพธ์ดีเล็กน้อย ก็รีบประกาศชัยชนะ

    คอตเตอร์เล่าเรื่องของบริษัทเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงสำเร็จในแผนกแรก ผู้บริหารดีใจมาก จัดงานเลี้ยงฉลอง และคิดว่าภารกิจเสร็จแล้ว

    แต่ 6 เดือนต่อมา แผนกนั้นกลับไปเป็นเหมือนเดิม เพราะไม่มีใครดูแลต่อ ในขณะที่แผนกอื่นๆ ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงเลย

    “การเปลี่ยนแปลงเหมือนการใช้ยา” คอตเตอร์เปรียบเทียบ “ถ้าหยุดกินยาตอนที่อาการดีขึ้นเล็กน้อย โรคจะกลับมาแย่ลงไปอีก”

    ขั้นที่ 8: ฝังรากลึกให้อยู่ยง

    ขั้นสุดท้ายคือการทำให้การเปลี่ยนแปลงกลายเป็น “เรื่องปกติ” ขององค์กร

    คอตเตอร์เล่าเรื่องของบริษัทที่เปลี่ยนแปลงสำเร็จ แต่หลังจากซีอีโอเกษียณ คนใหม่ที่มาเปลี่ยนกลับไปเป็นแบบเก่า เพราะการเปลี่ยนแปลงไม่ได้ฝังลึกเข้าไปในระบบจริงๆ

    บริษัทที่เปลี่ยนแปลงยั่งยืนจะเปลี่ยนทุกอย่าง: วิธีจ้างคนใหม่ วิธีประเมินผลงาน วิธีเลื่อนตำแหน่ง และวิธีฝึกอบรม

    “เมื่อคนใหม่เข้ามาทำงาน เขาต้องเห็นทันทีว่า วิธีการใหม่นี้คือวิธีที่เราทำงานกัน ไม่ใช่โครงการชั่วคราว” คอตเตอร์สรุป

    ความผิดพลาดที่เจ็บปวด แต่เรียนรู้ได้

    ตลอดหนังสือ คอตเตอร์ไม่ได้เล่าแค่เรื่องสำเร็จ เขาเล่าเรื่องล้มเหลวที่เจ็บปวดมากมาย

    บริษัทที่รีบร้อนเกินไป

    มีบริษัทแห่งหนึ่งที่ผู้บริหารรีบอยากเห็นผล ข้ามขั้นตอนการสร้างความเร่งด่วนไป ไปเริ่มที่การสร้างวิสัยทัศน์เลย ผลคือ พนักงานไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเปลี่ยน และไม่ร่วมมือ

    บริษัทที่มีทีมผู้นำอ่อนแอ

    อีกบริษัทหนึ่ง ซีอีโอคิดว่าเขาทำคนเดียวได้ แต่พอเขาไปประจำต่างประเทศ 6 เดือน กลับมาพบว่าการเปลี่ยนแปลงหายไปหมด

    บริษัทที่วิสัยทัศน์งงงวย

    มีบริษัทที่ใช้เวลา 1 ปี ประชุมกันเพื่อสร้างวิสัยทัศน์ ออกมาเป็นประโยคยาว 3 บรรทัด ที่ไม่มีใครจำได้ และไม่มีใครเข้าใจ

    บทเรียนสำคัญสำหรับยุคปัจจุบัน

    แม้หนังสือนี้จะเขียนเมื่อหลายปีก่อน แต่บทเรียนยังเป็นจริงในยุคดิจิทัล

    การเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องของคน ไม่ใช่เทคโนโลยี

    คอตเตอร์เตือนว่า เครื่องมือใหม่ๆ เป็นแค่เครื่องมือ สิ่งที่สำคัญคือคนที่ใช้เครื่องมือนั้น ถ้าคนไม่พร้อมเปลี่ยน เทคโนโลยีที่ล้ำสมัยแค่ไหนก็ไม่ช่วยได้

    ความเร็วไม่เท่ากับการรีบร้อน

    ในยุคที่ทุกอย่างเร็ว หลายองค์กรคิดว่าการเปลี่ยนแปลงก็ต้องเร็วเช่นกัน แต่การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงใช้เวลา ถ้ารีบเกินไป มักจะต้องเริ่มใหม่

    ผู้นำต้องเป็นนักเล่าเรื่อง

    การสื่อสารในยุคนี้ยากขึ้น เพราะคนรับข้อมูลมากเกินไป ผู้นำต้องเรียนรู้วิธีเล่าเรื่องที่น่าสนใจ จดจำง่าย และสร้างแรงบันดาลใจได้

    ข้อคิดทิ้งท้าย

    หนังสือ “Leading Change” ไม่ใช่แค่คู่มือการจัดการ แต่เป็นเรื่องเล่าเกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์ เราทุกคนต้องเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องส่วนตัว หรือเรื่องงาน

    สิ่งที่คอตเตอร์สอนเราคือ การเปลี่ยนแปลงไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งเดียว แต่เป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลา ต้องใช้ความอดทน และต้องใช้ความเข้าใจในจิตใจคน

    ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทักษะในการนำการเปลี่ยนแปลงกลายเป็นทักษะที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่ง ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้บริหาร หัวหน้าทีม หรือแค่พนักงานคนหนึ่งที่อยากเปลี่ยนแปลงสิ่งรอบตัว

    8 ขั้นตอนของคอตเตอร์อาจดูเรียบง่าย แต่การนำไปใช้จริงต้องใช้ความมุ่งมั่น ความอดทน และที่สำคัญที่สุดคือ ความเชื่อใจจากคนรอบข้าง

    เพราะในท้ายที่สุด การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง ไม่ได้เกิดจากคำสั่ง แต่เกิดจากความเชื่อใจ และความฝันร่วมกันของคนหมู่มาก

    #hrรีพอร์ต

  • วิกฤตที่ไม่มีใครคาดคิด

    ลองจินตนาการว่าคุณเป็นหนึ่งในนกเพนกวินที่อาศัยอยู่บนภูเขาน้ำแข็งก้อนใหญ่กลางทะเลอันตาร์กติกา เป็นบ้านที่ฝูงชนของคุณอาศัยอยู่มาหลายร้อยปี ทุกวันเป็นวันที่เหมือนเดิม สงบสุข ปลอดภัย และมีความสุข จนกระทั่งวันหนึ่ง…

    “เฟรด” นกเพนกวินน้อยตัวหนึ่งที่มีนิสัยชอบสำรวจและอยากรู้อยากเห็น ได้ดำน้ำลึกลงไปใต้ภูเขาน้ำแข็งเหมือนที่เคยทำมานับครั้งไม่ถ้วน แต่คราวนี้เขากลับพบเห็นสิ่งที่น่าตกใจ – รอยแตกร้าวขนาดใหญ่ที่กำลังลุกลามผ่านใต้ท้องภูเขาน้ำแข็ง อีกไม่นาน บ้านที่พวกเขารักจะพังทลายลงสู่ก้นทะเล

    นี่คือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวใน “Our Iceberg Is Melting” หนังสือที่มีชื่อเสียงโดย John P. Kotter ซึ่งใช้นิทานเรื่องง่ายๆ ของนกเพนกวินมาสอนบทเรียนที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับการจัดการความเปลี่ยนแปลงในโลกแห่งความเป็นจริง

    ปฏิกิริยาแรกของมนุษย์ต่อการเปลี่ยนแปลง

    เมื่อเฟรดกลับมาเล่าเรื่องที่เขาพบเห็นให้เพื่อนๆ ฟัง เขาก็ได้เจอกับปฏิกิริยาที่หลากหลายเหมือนกับที่เราเจอในชีวิตจริงทุกวัน:

    “อลิส” ผู้นำฝูงที่ชาญฉลาด เธอรู้สึกตกใจ แต่พร้อมที่จะรับฟังและหาทางแก้ไข เธอเป็นแบบอย่างของผู้นำที่ดีที่พร้อมรับมือกับความจริงที่ไม่พึงประสงค์

    “หลุยส์” ผู้นำเก่าที่อนุรักษ์นิยม เขาไม่เชื่อเรื่องราวของเฟรด และคิดว่าการเปลี่ยนแปลงใดๆ ก็ตามเป็นอันตราย เขาเป็นตัวแทนของคนที่ต่อต้านการเปลี่ยนแปลงด้วยความกลัว

    “แนนซี่” นกเพนกวินธรรมดา เธอรู้สึกกังวลและกลัว แต่พร้อมจะทำตามถ้ามีคนนำทาง เธอเป็นตัวแทนของคนส่วนใหญ่ที่ต้องการความมั่นคงและการนำทางที่ชัดเจน

    “ชาร์ลี” นกเพนกวินที่ชอบต่อต้าน เขาคิดว่าเฟรดพูดเกินจริงและไม่ต้องทำอะไรเลย เขาเป็นตัวแทนของคนที่ต่อต้านการเปลี่ยนแปลงเพราะความขี้เกียจหรือความไม่เข้าใจ

    ตัวอย่างในชีวิตจริง

    ลองนึกถึงเวลาที่บริษัทของคุณประกาศว่าจะเปลี่ยนระบบการทำงานจากออฟฟิศมาทำงานที่บ้าน (Work from Home) ในช่วงโควิด-19:

    • คนกลุ่มหนึ่ง ตื่นเต้นและเห็นโอกาสใหม่ในการจัดสมดุลชีวิต
    • อีกกลุ่มหนึ่ง กลัวว่าจะทำงานไม่เป็น เทคโนโลยีไม่เป็น หรือเสียงาน
    • บางคน ไม่เชื่อว่าการทำงานแบบใหม่จะได้ผล ยืนกรานว่าต้องเจอหน้ากันถึงจะทำงานได้
    • ส่วนใหญ่ รอดูว่าผู้บริหารจะจัดการอย่างไร พร้อมทำตามถ้าได้รับการสนับสนุนที่ดี

    8 ขั้นตอนสู่การเปลี่ยนแปลงที่ประสบความสำเร็จ

    ผ่านการเดินทางของนกเพนกวินเหล่านี้ Kotter ได้สอนเราถึง 8 ขั้นตอนสำคัญที่จำเป็นต้องมีเพื่อให้การเปลี่ยนแปลงสำเร็จ:

    1. สร้างความรู้สึกเร่งด่วน (Create Urgency)

    เฟรดต้องทำให้เพื่อนๆ เข้าใจว่าปัญหานี้เป็นเรื่องจริงและต้องแก้ไขด่วน ไม่ใช่แค่เรื่องที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตอันไกลโพ้น

    ตัวอย่างในชีวิตจริง: บริษัท Nokia ในปี 2007 ผู้บริหารได้เห็นการเปิดตัวของ iPhone และเข้าใจทันทีว่าโลกของโทรศัพท์มือถือกำลังจะเปลี่ยนไป แต่พนักงานส่วนใหญ่ยังไม่เห็นความเร่งด่วน เพราะ Nokia ยังขายดีอยู่ ผลที่ตามมาคือ Nokia ตกขบวนและหายไปจากตลาดสมาร์ทโฟน

    วิธีสร้างความเร่งด่วน: แสดงข้อมูลจริง ยกตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริง และอธิบายผลกระทบที่จะเกิดขึ้นอย่างชัดเจน

    2. สร้างทีมนำการเปลี่ยนแปลง (Build a Guiding Coalition)

    เฟรดไม่สามารถทำคนเดียวได้ เขาต้องหาพันธมิตรที่เข้าใจปัญหาและพร้อมจะเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงร่วมกัน

    ตัวอย่างในชีวิตจริง: เมื่อ Steve Jobs กลับมาที่ Apple ในปี 1997 เขาไม่ได้ทำงานคนเดียว แต่สร้างทีมผู้นำที่แข็งแกร่ง ประกอบด้วย Jonathan Ive สำหรับการออกแบบ, Tim Cook สำหรับการดำเนินงาน, และ Phil Schiller สำหรับการตลาด ทีมนี้ร่วมกันเปลี่ยน Apple จากบริษัทที่ใกล้ล้มละลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก

    วิธีสร้างทีม: หาคนที่มีอำนาจตัดสินใจ, คนที่มีความเชี่ยวชาญ, คนที่เป็นที่เคารพของคนอื่น และคนที่มีทักษะในการนำการเปลี่ยนแปลง

    3. สร้างวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน (Develop a Vision and Strategy)

    นกเพนกวินต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจนว่าจะไปไหน ทำอย่างไร และชีวิตใหม่จะเป็นอย่างไร

    ตัวอย่างในชีวิตจริง: Tesla ไม่ได้แค่บอกว่า “เราจะทำรถยนต์ไฟฟ้า” แต่มีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนว่า “เร่งการเปลี่ยนผ่านของโลกสู่พลังงานที่ยั่งยืน” (Accelerate the world’s transition to sustainable energy) นี่ทำให้ทุกคนเข้าใจเป้าหมายใหญ่และรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงโลก

    องค์ประกอบของวิสัยทัศน์ที่ดี: เข้าใจง่าย, จำง่าย, สร้างแรงบันดาลใจ, และสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง

    4. สื่อสารวิสัยทัศน์ (Communicate the Vision)

    การมีวิสัยทัศน์ที่ดีไม่พอ ต้องทำให้ทุกคนเข้าใจและเชื่อมั่นในวิสัยทัศน์นั้น

    ตัวอย่างในชีวิตจริง: ในปี 1961 ประธานาธิบดี John F. Kennedy ไม่ได้แค่บอกว่า “อเมริกาจะไปดวงจันทร์” แต่เขาพูดว่า “เราเลือกที่จะไปดวงจันทร์… ไม่ใช่เพราะมันง่าย แต่เพราะมันยาก” และเขาทำซ้ำข้อความนี้ในทุกโอกาส จนทั้งประเทศเชื่อและสนับสนุนโครงการ Apollo

    วิธีสื่อสาร: ใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย, เล่าเรื่องที่สร้างแรงบันดาลใจ, ทำซ้ำๆ จนติดหู และแสดงตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม

    5. เสริมพลังให้คนอื่น (Empower Broad-Based Action)

    เมื่อคนเข้าใจและเชื่อมั่นแล้ว ต้องให้อำนาจและโอกาสพวกเขาในการทำการเปลี่ยนแปลง

    ตัวอย่างในชีวิตจริง: ใน Google พนักงานทุกคนได้รับเวลา 20% เพื่อทำงานในโปรเจกต์ที่ตัวเองสนใจ ไม่ว่าจะเกี่ยวข้องกับงานหลักหรือไม่ก็ตาม ระบบนี้ทำให้เกิดผลิตภัณฑ์ใหม่มากมาย เช่น Gmail, Google News, และ AdSense

    วิธีเสริมพลัง: ลดขั้นตอนการอนุมัติ, ให้อำนาจตัดสินใจ, จัดหาทรัพยากรที่จำเป็น และให้การสนับสนุนเมื่อเกิดข้อผิดพลาด

    6. สร้างชัยชนะระยะสั้น (Generate Short-term Wins)

    คนต้องการเห็นผลลัพธ์เพื่อเป็นกำลังใจและความเชื่อมั่นในการเปลี่ยนแปลง

    ตัวอย่างในชีวิตจริง: เมื่อ Alan Mulally มาเป็น CEO ของ Ford ในปี 2006 บริษัทกำลังขาดทุนหนัก เขาเริ่มด้วยการปรับปรุงกระบวนการประชุม และภายใน 3 เดือนแรก การประชุมมีประสิทธิภาพขึ้นอย่างชัดเจน นี่เป็นชัยชนะเล็กๆ ที่ทำให้คนเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงใหญ่สามารถทำได้

    วิธีสร้างชัยชนะ: วางเป้าหมายระยะสั้นที่วัดได้ชัดเจน, ฉลองความสำเร็จ และเชื่อมโยงกับเป้าหมายใหญ่

    7. อย่าปล่อยให้ชะลอตัว (Sustain Acceleration)

    หลายองค์กรล้มเหลวเพราะหยุดเดินหน้าเมื่อเห็นผลสำเร็จบางอย่าง

    ตัวอย่างในชีวิตจริง: Amazon ไม่เคยหยุดเปลี่ยนแปลง แม้จะประสบความสำเร็จแล้วก็ตาม จากร้านหนังสือออนไลน์ เป็นร้านค้าทั่วไป แล้วก็เป็นบริการคลาวด์ (AWS) และตอนนี้ก็เข้าสู่ธุรกิจ AI เพราะ Jeff Bezos เชื่อว่า “วันแรกของอเมซอน” (Day 1 mentality) คือการเริ่มต้นใหม่ทุกวัน

    วิธีรักษาโมเมนตัม: ตั้งเป้าหมายใหม่ที่ท้าทาย, เพิ่มคนใหม่ที่มีแรงกระตุ้น และไม่หยุดปรับปรุง

    8. ฝังการเปลี่ยนแปลงในวัฒนธรรม (Anchor New Approaches in Culture)

    การเปลี่ยนแปลงจะยั่งยืนก็ต่อเมื่อมันกลายเป็นวิธีการทำงานแบบใหม่ที่เป็นธรรมชาติ

    ตัวอย่างในชีวิตจริง: Netflix เปลี่ยนจากบริการเช่า DVD มาเป็นบริการ streaming และตอนนี้เป็นผู้ผลิตเนื้อหาต้นฉบับ สิ่งที่ทำให้พวกเขาสำเร็จคือการฝัง “วัฒนธรรมแห่งการทดลองและเสี่ยง” เข้าไปในองค์กร พนักงานทุกคนเข้าใจว่าการล้มเหลวเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้

    บทเรียนสำคัญจากนกเพนกวิน

    เรื่องราวของนกเพนกวินสอนเราหลายสิ่ง:

    1. การเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องปกติ

    ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่คงที่ตลอดไป ภูเขาน้ำแข็งละลาย บริษัทใหญ่ล้มละลาย เทคโนโลยีเปลี่ยนไป คนที่ปรับตัวได้จะอยู่รอด คนที่ปฏิเสธจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

    2. ผู้นำที่ดีเป็นกุญแจสำคัญ

    อลิส แสดงให้เห็นว่าผู้นำที่ดีต้องกล้ารับฟังความจริงที่ไม่อยากได้ยิน กล้าเสี่ยง และสามารถสร้างความไว้วางใจได้

    3. การสื่อสารเป็นศิลปะ

    การทำให้คนอื่นเข้าใจและเชื่อในสิ่งที่คุณเชื่อไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้ความอดทน เหตุผล และความเข้าใจในธรรมชาติของมนุษย์

    4. ทุกคนต้องมีส่วนร่วม

    การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ไม่สามารถทำได้ด้วยคนคนเดียวหรือคนกลุ่มเล็กๆ ต้องได้รับการสนับสนุนจากคนส่วนใหญ่

    การนำไปประยุกต์ใช้

    หลักการทั้ง 8 ข้อนี้ไม่ได้ใช้ได้เฉพาะในองค์กรใหญ่เท่านั้น แต่สามารถนำมาใช้ในชีวิตส่วนตัวได้ด้วย:

    ในการลดน้ำหนัก:

    • สร้างความเร่งด่วน (ผลตรวจสุขภาพไม่ดี)
    • หาคนสนับสนุน (ครอบครัว เพื่อน โค้ช)
    • กำหนดเป้าหมายชัดเจน (ลด 10 กิโลใน 6 เดือน)
    • บอกคนรอบข้าง
    • ขอความช่วยเหลือและสนับสนุน
    • ฉลองชัยชนะเล็กๆ (ลดได้ 2 กิโล)
    • อย่าหยุดเมื่อเห็นผล
    • ทำให้การดูแลสุขภาพกลายเป็นนิสัย

    ในการเปลี่ยนอาชีพ:

    • เห็นความจำเป็นในการเปลี่ยน (เทคโนโลยีมาแทนที่งานเก่า)
    • หาที่ปรึกษาและเพื่อนร่วมทาง
    • วางแผนการเรียนรู้ทักษะใหม่
    • บอกแผนให้คนใกล้ชิดฟัง
    • ลงทุนเวลาและเงินในการพัฒนาตัวเอง
    • เฉลองเมื่อได้งานใหม่หรือเรียนจบคอร์ส
    • ไม่หยุดเรียนรู้และพัฒนา
    • ทำให้การเรียนรู้ตลอดชีวิตเป็นนิสัย

    สรุป

    เรื่องราวของนกเพนกวินและภูเขาน้ำแข็งที่ละลายไม่ได้เป็นแค่นิทานเพื่อความบันเทิง แต่เป็นกระจกสะท้อนความเป็นจริงของโลกที่เราอาศัยอยู่

    ในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงเร็วมาก ธุรกิจที่เคยประสบความสำเร็จอาจล้มเหลวได้ในชั่วข้ามคืน ความต้องการของผู้บริโภคเปลี่ยนไปตามโซเชียลมีเดีย และวิธีการทำงานต้องปรับตัวตลอดเวลา

    สิ่งที่ Kotter ต้องการสอนเราผ่านเรื่องราวของนกเพนกวินคือ การเปลี่ยนแปลงไม่ใช่ศัตรู แต่เป็นโอกาส แต่โอกาสนั้นจะกลายเป็นผลดีได้ก็ต่อเมื่อเรารู้จักจัดการกับมันอย่างชาญฉลาด

    ในท้ายที่สุด นกเพนกวินทั้งฝูงไม่ได้แค่รอดชีวิต แต่พวกเขายังพบบ้านใหม่ที่ดีกว่าเดิม มีอาหารที่อุดมสมบูรณ์กว่า และชีวิตที่มีความสุขมากกว่า เพราะพวกเขาไม่ได้หนีจากการเปลี่ยนแปลง แต่เลือกที่จะรับมือกับมันด้วยสติปัญญาและการทำงานร่วมกัน

    บทเรียนสำคัญที่สุดคือ: ไม่ว่าภูเขาน้ำแข็งของคุณจะกำลังละลายในด้านใดของชีวิต จำไว้ว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของอะไรที่ดีกว่า หากคุณรู้จักจัดการกับมันอย่างถูกต้อง

    และอย่าลืมว่า คุณไม่ต้องทำคนเดียว เหมือนกับนกเพนกวินที่ร่วมมือกันเผชิญความท้าทาย เราทุกคนก็ต้องการพันธมิตร ที่ปรึกษา และคนที่เข้าใจเพื่อร่วมเดินทางไปสู่อนาคตใหม่ด้วยกัน

    #hrรีพอร์ต

  • ลองจินตนาการดูสิครับว่า หากเราย้อนเวลากลับไป 20 ปี และบอกกับผู้จัดการของบริษัทใหญ่ๆ ว่าวันหนึ่งพนักงานจะทำงานจากบ้าน ใช้โปรแกรมที่เรียกว่า Zoom ประชุมกัน และมีหุ่นยนต์ชื่อ ChatGPT ช่วยเขียนอีเมล์ให้ พวกเขาคงคิดว่าเราบ้าไปแล้วแน่ๆ

    แต่นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน และนี่คือเหตุผลว่าทำไม Jacob Morgan ผู้เขียนหนังสือ “The Future Leader” ถึงบอกว่าผู้นำในอนาคตต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ทันโลก

    การเดินทางค้นหาผู้นำยุคใหม่

    Jacob Morgan ใช้เวลาหลายปีในการสัมภาษณ์ผู้บริหารจากบริษัทชั้นนำทั่วโลกกว่า 140 คน ตั้งแต่ Reed Hastings ของ Netflix ที่เปลี่ยนวิธีคนดูหนัง ไปจนถึง Marc Benioff ของ Salesforce ที่ปฏิวัติวิธีการขายของบริษัทต่างๆ

    สิ่งที่เขาค้นพบคือ ผู้นำที่ประสบความสำเร็จในยุคนี้ไม่ใช่คนที่มีอำนาจมากที่สุด หรือฉลาดที่สุด แต่เป็นคนที่สามารถปรับตัว เรียนรู้ และช่วยให้คนอื่นเติบโตได้ดีที่สุด

    4 กรอบความคิดของผู้นำอนาคต

    1. Explorer: นักสำรวจผู้กล้าเสี่ยง

    ผู้นำแบบ Explorer คือคนที่มีจิตใจนักผจญภัย ไม่กลัวที่จะออกจาก comfort zone และพร้อมจะลองสิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา

    ตัวอย่างจริง: Brian Chesky ของ Airbnb เริ่มต้นธุรกิจด้วยการปล่อยเช่าที่นอนลมในบ้านตัวเอง เพื่อหาเงินจ่ายค่าเช่า ใครจะคิดว่าความคิดแปลกๆ นี้จะกลายเป็นบริษัทมูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์

    ในชีวิत ประจำวัน ผู้นำแบบนี้อาจจะเป็นคนที่:

    • ลองใช้แอปใหม่ก่อนใคร แล้วนำมาใช้ในการทำงาน
    • เสนอโปรเจ็กต์ที่ดูเสี่ยง แต่มีโอกาสสำเร็จสูง
    • พาทีมไปทำงานในสถานที่ใหม่ๆ เพื่อหาไอเดียใหม่

    สิ่งสำคัญคือ Explorer ไม่ได้หมายถึงการเสี่ยงแบบไม่คิด แต่เป็นการเสี่ยงแบบมีข้อมูล พวกเขาศึกษาให้ดีก่อน แล้วค่อยตัดสินใจ

    2. Chef: นักผสมผสานไอเดีย

    ผู้นำแบบ Chef ไม่ใช่คนที่คิดอะไรออกมาคนเดียว แต่เป็นคนที่เก่งในการนำเอาความคิดจากหลายๆ คนมาผสมผสานให้เกิดเป็นสิ่งใหม่ที่ดีกว่าเดิม

    ตัวอย่างจริง: Tim Cook ของ Apple เป็นตัวอย่างที่ดี เขาไม่ได้เป็นคนคิดค้นผลิตภัณฑ์เอง แต่เก่งในการนำเอาไอเดียจากทีมงานหลายแผนกมาผสมผสานให้เกิดเป็น iPhone, iPad ที่เราใช้กันอยู่

    ในบริบทไทย ลองดู CEO ของ CP Group ที่สามารถนำเอาธุรกิจอาหาร เกษตร และค้าปลีก มาผสมผสานจนเกิดเป็นระบบนิเวศน์ธุรกิจที่แข็งแกร่ง

    ผู้นำแบบ Chef จะ:

    • ฟังความคิดเห็นจากทุกคนในทีม ไม่ว่าจะเป็นลูกน้องหรือหัวหน้า
    • สร้างบรรยากาศที่ทุกคนกล้าแสดงความคิดเห็น
    • นำเอาแนวคิดที่ดูไม่เกี่ยวข้องกันมาผสมผสาน

    3. Servant: ผู้นำที่รับใช้

    นี่อาจจะฟังดูแปลก แต่ผู้นำในอนาคตต้องคิดว่าตัวเองอยู่เพื่อช่วยเหลือลูกทีม ไม่ใช่เพื่อใช้อำนาจสั่งการ

    ตัวอย่างจริง: Cheryl Sandberg อดีต COO ของ Facebook (ปัจจุบันคือ Meta) เธอมีกฎว่า “หากลูกทีมต้องการคุยด้วย เธอจะหยุดทุกอย่างที่กำลังทำอยู่” เธอเชื่อว่าการช่วยให้ลูกทีมประสบความสำเร็จ คือการช่วยให้บริษัทประสบความสำเร็จ

    ในวัฒนธรรมไทย เราอาจจะคุ้นเคยกับแนวคิด “พ่อปกครองลูกผู้ใต้บังคับบัญชา” แต่แนวคิด Servant Leader นี้ไปไกลกว่านั้น มันคือการคิดว่า “เราอยู่ที่นี่เพื่อทำให้ลูกทีมประสบความสำเร็จ”

    ผู้นำแบบนี้จะ:

    • ถามลูกทีมบ่อยๆ ว่า “เราจะช่วยอะไรได้บ้าง”
    • ขจัดอุปสรรคที่ทำให้ลูกทีมทำงานได้ไม่เต็มที่
    • ให้เครดิตแก่ลูกทีมเมื่อโปรเจ็กต์สำเร็จ

    4. Global Citizen: พลเมืองโลกผู้เข้าใจความแตกต่าง

    ในโลกที่เชื่อมต่อกันแบบไร้พรมแดน ผู้นำต้องเข้าใจวัฒนธรรมที่แตกต่าง และคิดถึงผลกระทบที่มีต่อสังคมโลก

    ตัวอย่างจริง: Satya Nadella ของ Microsoft เกิดในอินเดีย เรียนจบในอเมริกา และนำพาบริษัทไปสู่ความสำเร็จในตลาดโลก เขาใช้ประสบการณ์จากการใช้ชีวิตในหลายวัฒนธรรมมาช่วยในการตัดสินใจทางธุรกิจ

    สำหรับผู้นำไทย ลองดู CEO ของ PTT ที่ต้องทำธุรกิจในหลายประเทศ พวกเขาต้องเข้าใจว่าการทำธุรกิจในเมียนมาร์ต่างจากการทำธุรกิจในกาตาร์อย่างไร

    ผู้นำแบบ Global Citizen จะ:

    • เรียนรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมอื่น ไม่เพียงแค่ในหนังสือ
    • คิดถึงผลกระทบระยะยาวของการตัดสินใจ
    • สร้างทีมงานที่หลากหลาย เพื่อให้ได้มุมมองที่แตกต่าง

    5 ทักษะที่ผู้นำต้องมี

    1. Futurist: นักคิดอนาคต

    ผู้นำในอนาคตต้องเป็นคนที่มองเห็นการเปลี่ยนแปลงก่อนที่มันจะเกิดขึ้น และเตรียมตัวให้พร้อม

    ตัวอย่างจริง: Jeff Bezos ของ Amazon มองเห็นว่าอนาคตคนจะซื้อของออนไลน์มากขึ้น ตั้งแต่ปี 1990s เมื่อคนยังไม่ค่อยรู้จักอินเทอร์เน็ต เขาจึงเริ่มต้นธุรกิจขายหนังสือออนไลน์ วันนี้ Amazon กลายเป็นยักษ์ใหญ่ที่เปลี่ยนวิธีการซื้อของของโลก

    ในบริบทไทย ลองดู CEO ของ Grab ที่มองเห็นว่าคนไทยจะใช้แอปเรียกรถมากขึ้น และขยายไปสู่บริการส่งอาหาร จ่ายเงิน จนกลายเป็น “super app”

    การเป็น Futurist ไม่ได้หมายถึงการทำนายอนาคตแบบหมอดู แต่เป็นการ:

    • ติดตามเทรนด์ในอุตสาหกรรม
    • สังเกตพฤติกรรมของลูกค้าที่เปลี่ยนไป
    • ลองใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อดูว่าจะส่งผลกระทบอย่างไร

    2. Technology Teenager: วัยรุ่นเทคโนโลยี

    ผู้นำไม่จำเป็นต้องเป็นโปรแกรมเมอร์ แต่ต้องเข้าใจเทคโนโลยีและกล้าที่จะลองใช้เหมือนวัยรุ่นที่ไม่กลัวอะไร

    ตัวอย่างจริง: Marc Benioff อายุ 60+ แล้ว แต่เขายังคงติดตาม AI, blockchain และเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างใกล้ชิด เขาไม่ได้เขียนโค้ดเอง แต่เข้าใจพอที่จะตัดสินใจได้ว่าเทคโนโลยีไหนจะช่วยบริษัทได้

    ผู้บริหารไทยหลายคนเริ่มใช้ ChatGPT ช่วยเขียนอีเมล์ หรือใช้ Notion ในการจัดการงาน พวกเขาไม่ได้เป็นคนเทค แต่เปิดใจที่จะเรียนรู้

    วิธีการเป็น Technology Teenager:

    • ลงแอปใหม่ๆ เล่นดู แม้จะไม่ชำนาญก็ไม่เป็นไร
    • ถามลูกทีมที่เก่งเทคว่าเทคโนโลยีไหนน่าสนใจ
    • อ่านข่าวเทคโนโลジี แต่ไม่ต้องเข้าใจทุกรายละเอียด

    3. Translator: นักแปลความหมาย

    ผู้นำต้องสามารถสื่อสารกับคนที่มีพื้นเพมาแตกต่างกัน และอธิบายเรื่องซับซ้อนให้เข้าใจง่าย

    ตัวอย่างจริง: Elon Musk เก่งในการอธิบายเทคโนโลยีที่ซับซ้อนของ Tesla และ SpaceX ให้คนทั่วไปเข้าใจ เขาไม่พูดด้วยศัพท์เทคนิค แต่ใช้คำง่ายๆ ที่ทุกคนเข้าใจ

    ในออฟฟิศไทย ลองนึกถึงผู้จัดการที่ต้องอธิบายให้ลูกทีม IT เข้าใจความต้องการของทีมการตลาด หรือช่วยให้ทีมขายเข้าใจผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ทีมวิจัยพัฒนาขึ้น

    ทักษะ Translator รวมถึง:

    • พูดให้เหมาะกับผู้ฟัง (ไม่พูดเทคนิคกับคนที่ไม่เข้าใจ)
    • ใช้เปรียบเทียบเพื่อให้เข้าใจง่าย
    • ถามย้อนกลับเพื่อให้แน่ใจว่าอีกฝ่ายเข้าใจ

    4. Coach: โค้ชผู้พัฒนาคน

    ผู้นำไม่ได้อยู่เพื่อสั่งงาน แต่อยู่เพื่อช่วยให้คนอื่นเก่งขึ้น เหมือนโค้ชกีฬาที่ช่วยให้นักกีฬาเล่นได้ดีที่สุด

    ตัวอย่างจริง: Oprah Winfrey เป็นตัวอย่างที่ดีของการเป็นโค้ช เธอไม่ได้แค่สัมภาษณ์แขกรับเชิญ แต่ช่วยให้พวกเขาค้นพบศักยภาพในตัวเอง หลายคนที่เคยไปรายการของเธอกลายเป็นคนมีชื่อเสียง

    ในสำนักงาน ผู้จัดการแบบโค้ชจะ:

    • ถามคำถามเพื่อให้ลูกทีมคิดเอง แทนการบอกคำตอบ
    • ให้โอกาสลูกทีมลองผิดลองถูก
    • ให้ feedback ทันที ทั้งที่ดีและที่ควรปรับปรุง

    ตัวอย่างการเป็นโค้ช: แทนที่จะพูดว่า “ทำแบบนี้” ให้ถามว่า “คุณคิดว่าถ้าทำแบบนี้จะเกิดอะไรขึ้น?”

    5. Yoda: นักปราชญ์ผู้รู้จักตนเอง

    ผู้นำต้องมีปัญญา รู้จักตัวเอง และสามารถให้คำปรึกษาที่ลึกซึ้ง เหมือนอาจารย์โยดาในหนัง Star Wars

    ตัวอย่างจริง: Warren Buffett เป็นตัวอย่างของผู้นำแบบ Yoda เขารู้จักจุดแข็งและจุดอ่อนของตัวเอง รู้ว่าเขาไม่เก่งเทคโนโลยี จึงมักจะลงทุนในธุรกิจที่เขาเข้าใจ และเขาให้คำปรึกษาแก่ CEO หลายคนด้วยภาษาที่เรียบง่ายแต่ลึกซึ้ง

    การเป็น Yoda ไม่ได้หมายถึงการรู้ทุกเรื่อง แต่หมายถึง:

    • รู้จักตัวเอง ทั้งจุดแข็งและจุดอ่อน
    • ยอมรับเมื่อไม่รู้ และหาคนที่รู้มาช่วย
    • ให้คำปรึกษาจากประสบการณ์จริง ไม่ใช่ทฤษฎี

    การประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง

    เริ่มต้นจากตัวเอง

    คุณไม่จำเป็นต้องเป็น CEO เพื่อใช้หลักการเหล่านี้ ลองเริ่มจากทีมเล็กๆ ที่คุณดูแลอยู่ หรือแม้แต่กับครอบครัว

    ตัวอย่างการฝึกฝน:

    • Explorer: สัปดาห์นี้ลองใช้เครื่องมือใหม่ในการทำงาน
    • Chef: ในมีติ้งครั้งต่อไป ให้ทุกคนแสดงความคิดเห็นก่อนจะตัดสินใจ
    • Servant: ถามลูกทีมว่า “มีอะไรที่เราช่วยได้บ้าง”
    • Global Citizen: อ่านข่าวจากหลายประเทศเพื่อเข้าใจมุมมองที่แตกต่าง

    สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้

    ผู้นำในอนาคตต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่คนกล้าลองผิดลองถูก กล้าแสดงความคิดเห็น และเรียนรู้ร่วมกัน

    บริษัทอย่าง Google มี “20% time” ที่พนักงานสามารถใช้เวลา 20% ในการทำโปรเจ็กต์ที่ตัวเองสนใจ Gmail ที่เราใช้กันทุกวันนี้ เกิดจาก “20% time” นี้เอง

    การเตรียมตัวสำหรับอนาคต

    โลกเปลี่ยนเร็วมาก สิ่งที่เราเรียนรู้วันนี้อาจจะล้าสมัยในไม่กี่ปี แต่หากเราฝึฝนทักษะและกรอบความคิดเหล่านี้ เราจะสามารถปรับตัวได้เร็วกว่า

    บทสรุป: ผู้นำของอนาคตคือใคร?

    หลังจากที่ได้อ่านเรื่องราวของผู้นำยุคใหม่ เราจะเห็นว่าผู้นำในอนาคตไม่ใช่คนที่ฉลาดที่สุด หรือมีอำนาจมากที่สุด แต่เป็นคนที่:

    • กล้าเสี่ยงแต่รอบคอบ (Explorer)
    • รู้จักนำเอาความคิดหลากหลายมาผสมผสาน (Chef)
    • ใส่ใจและช่วยเหลือคนอื่น (Servant)
    • เข้าใจโลกที่เชื่อมโยงกัน (Global Citizen)
    • มองเห็นอนาคตและเตรียมพร้อม (Futurist)
    • กล้าใช้เทคโนโลยีใหม่ (Technology Teenager)
    • สื่อสารให้คนหลากหลายเข้าใจ (Translator)
    • พัฒนาศักยภาพของคนอื่น (Coach)
    • รู้จักตนเองและให้คำปรึกษาได้ (Yoda)

    สิ่งที่น่าตื่นเต้นคือ ทักษะและกรอบความคิดเหล่านี้ สามารถฝึกฝนได้ คุณไม่จำเป็นต้องเกิดมาพร้อม แต่สามารถเริ่มต้นได้ตั้งแต่วันนี้

    ไม่ว่าคุณจะเป็นพนักงานใหม่ ผู้จัดการระดับกลาง หรือ CEO หลักการเหล่านี้จะช่วยให้คุณก้าวไปข้างหน้าได้ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

    จำไว้ว่า การเป็นผู้นำไม่ได้ขึ้นอยู่กับตำแหน่ง แต่ขึ้นอยู่กับการกระทำของเรา เริ่มต้นจากวันนี้ เริ่มต้นจากตัวเราเอง และเริ่มต้นจากคนที่อยู่รอบข้างเรา

    อนาคตของการเป็นผู้นำไม่ได้อยู่ที่การสั่งการ แต่อยู่ที่การสร้างแรงบันดาลใจ ไม่ได้อยู่ที่การควบคุม แต่อยู่ที่การปลดปล่อยศักยภาพ และไม่ได้อยู่ที่การรู้ทุกเรื่อง แต่อยู่ที่การเรียนรู้ไม่หยุดนิ่ง

    นี่คือผู้นำของอนาคต และนี่คือสิ่งที่โลกกำลังรอคอยจากเรา

    #hrรีพอร์ต