• กรณีศึกษา: การเลิกจ้างและจ้างกลับในรูปแบบใหม่

    จุดเริ่มต้นของปัญหา

    ในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังผันผวน บริษัทผู้ผลิตภาชนะและเครื่องใช้บนโต๊ะอาหารรายหนึ่งกำลังเผชิญกับวิกฤตการขาดทุนอย่างหนัก ด้วยผลประกอบการติดลบกว่า 70 ล้านบาทในปี 2555 และเพิ่มขึ้นเป็น 111 ล้านบาทในปีถัดมา บริษัทจึงตัดสินใจปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ แต่การตัดสินใจครั้งนี้กลับนำมาซึ่งข้อพิพาทแรงงานที่น่าสนใจ

    ภูมิหลังของบริษัท

    บริษัทแห่งนี้ไม่ใช่ธุรกิจเล็กๆ แต่เป็นผู้ผลิตรายใหญ่ที่มีพนักงานกว่า 2,321 คน โดยมีโรงงานตั้งอยู่ในจังหวัด A และมุ่งเน้นการผลิตเพื่อการส่งออกถึง 80% ของกำลังการผลิตทั้งหมด สิ่งที่ทำให้บริษัทสั่นคลอนคือการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิต

    มาตรการแก้ไขปัญหาที่นำมาสู่ข้อพิพาท

    บริษัทได้ดำเนินมาตรการหลายอย่างเพื่อแก้ไขสถานการณ์:

    1. พยายามลดต้นทุนการผลิต

    2. ปรับราคาสินค้า

    3. เปิดโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด

    4. จัดโครงการให้พนักงานสมัครใจลาออก

    5. เลิกจ้างพนักงานบางส่วนโดยใช้เกณฑ์ผลงานย้อนหลัง 3 ปี

    แต่สิ่งที่สร้างความไม่พอใจให้กับพนักงานคือ การที่บริษัทจ้างพนักงานที่ถูกเลิกจ้างบางส่วนกลับเข้ามาทำงานใหม่ แต่เปลี่ยนสถานะจากพนักงานประจำเป็นพนักงานสัญญาระยะสั้น พร้อมปรับลดค่าจ้างเหลือเพียงวันละ 300 บาท และตัดสวัสดิการที่เคยได้รับทั้งหมด

    ประเด็นข้อพิพาทสำคัญ

    กลุ่มลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบได้ยื่นฟ้องบริษัท โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้:

    1. การเลิกจ้างไม่เป็นธรรมและอาจผิดกฎหมาย

    2. การจ้างกลับในรูปแบบใหม่อาจเป็นการหลีกเลี่ยงภาระทางกฎหมาย

    3. เงื่อนไขการจ้างใหม่ทำให้พนักงานเสียสิทธิประโยชน์อย่างมาก

    มุมมองทางกฎหมาย

    ศาลจะต้องพิจารณาประเด็นสำคัญ 3 ข้อ:

    1. “ความชอบธรรมของการเลิกจ้าง” บริษัทสามารถพิสูจน์ได้หรือไม่ว่าการเลิกจ้างมีความจำเป็นและใช้เกณฑ์ที่เป็นธรรม

    2. “เจตนาในการจ้างงานรูปแบบใหม่” เป็นการหลีกเลี่ยงกฎหมายแรงงานหรือไม่

    3. “ความเท่าเทียมในการปฏิบัติ” มีการเลือกปฏิบัติต่อพนักงานกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือไม่

    บทส่งท้าย

    กรณีนี้สะท้อนให้เห็นความท้าทายในการสร้างสมดุลระหว่างการบริหารธุรกิจในภาวะวิกฤตกับการคุ้มครองสิทธิแรงงาน ผลการตัดสินของศาลจะเป็นบรรทัดฐานสำคัญสำหรับกรณีคล้ายคลึงในอนาคต ทั้งนี้ ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร สิ่งที่ทุกฝ่ายต้องคำนึงถึงคือการสร้างความสมดุลระหว่างความอยู่รอดของธุรกิจและการดูแลสวัสดิภาพของพนักงานอย่างเป็นธรรม

    อ้างอิงจาก คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๒๒๖ – ๒๓๐๔/๒๕๖๑

    #hrรีพอร์ต

  • จุดเริ่มต้นของปัญหา

    ในตำแหน่งรองผู้จัดการฝ่ายผลิตของบริษัท X นาย A ได้รับเงินเดือน 54,030 บาท แต่การขาดงานติดต่อกันเป็นเวลาเกือบหนึ่งเดือน ระหว่างวันที่ 21 มกราคม ถึง 20 กุมภาพันธ์ ในปีหนึ่งได้นำมาซึ่งการเลิกจ้างที่ไม่คาดคิดในวันที่ 21 กุมภาพันธ์

    การเรียกร้องของพนักงาน

    นาย A ยื่นฟ้องต่อศาลเพื่อเรียกร้องสิทธิประโยชน์ดังนี้:

    1. สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า: 54,030 บาท

    2. ค่าชดเชย (240 วัน): 432,240 บาท

    3. โบนัส: 56,388 บาท

    4. ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม: 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย

    รวมเป็นเงินทั้งสิ้นกว่า 1 ล้านบาท

    การต่อสู้ในชั้นศาล

    ศาลแรงงานภาค 2

    – พิพากษาให้บริษัทจ่ายเพียงค่าชดเชย 432,240 บาท พร้อมดอกเบี้ย

    – ทั้งสองฝ่ายไม่พอใจคำตัดสิน จึงยื่นอุทธรณ์

    ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในชั้นอุทธรณ์

    1. การรักษาในโรงพยาบาล

       – นอนโรงพยาบาลเพียง 3 วัน

       – วินิจฉัยว่าเป็นลำไส้อักเสบและติดเชื้อ

    2. อาการเจ็บป่วยอื่นๆ

       – ฟกช้ำ

       – ผื่นผิวหนังอักเสบ

       – ภูมิแพ้

       – ศาลเห็นว่าไม่รุนแรงถึงขั้นต้องหยุดงาน

    3. ข้อบกพร่องในการลา

       – หลายวันไม่มีใบรับรองแพทย์

       – ไม่ได้ยื่นใบลาพักผ่อน

       – ไม่ปฏิบัติตามระเบียบการลาของบริษัท

    คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ

    ศาลวินิจฉัยว่าการเลิกจ้างชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจาก:

    1. การขาดงานไม่มีเหตุผลอันสมควร

    2. เป็นการละเลยหน้าที่

    3. ฝ่าฝืนข้อบังคับของบริษัท

    บทเรียนสำคัญสำหรับทุกฝ่าย

    สำหรับพนักงาน

    1. การลาป่วยต้องมีหลักฐานชัดเจน

       – ใบรับรองแพทย์ครบถ้วน

       – อาการป่วยสอดคล้องกับระยะเวลาที่ขาดงาน

    2. ปฏิบัติตามระเบียบการลา

       – แจ้งผู้บังคับบัญชาตามขั้นตอน

       – ส่งใบลาตามกำหนด

       – หากไม่มีใบรับรองแพทย์ควรใช้วันลาพักผ่อน

    3. เก็บหลักฐานทุกอย่างไว้อย่างเป็นระบบ

       – ใบรับรองแพทย์

       – ใบเสร็จค่ารักษา

       – การติดต่อสื่อสารกับบริษัท

    สำหรับองค์กร

    1. กำหนดนโยบายการลาที่ชัดเจน

       – ขั้นตอนการแจ้งลา

       – เอกสารที่ต้องใช้

       – บทลงโทษกรณีไม่ปฏิบัติตาม

    2. สื่อสารกับพนักงานอย่างเป็นระบบ

       – แจ้งเตือนเมื่อพบการละเมิดระเบียบ

       – บันทึกการติดต่อทุกครั้ง

       – ให้โอกาสชี้แจงก่อนตัดสินใจเลิกจ้าง

    สรุป

    กรณีนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า แม้จะมีการเจ็บป่วยจริง แต่การไม่ปฏิบัติตามระเบียบการลาและไม่มีหลักฐานที่เพียงพอ อาจนำไปสู่การสูญเสียทั้งตำแหน่งงานและสิทธิประโยชน์ที่ควรได้รับ การทำความเข้าใจและปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัดจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับทั้งพนักงานและองค์กร

    อ้างอิงจาก คำพิพำกษำศำลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ 694/2562

    #HRรีพอร์ต

  • จากผู้บริหารสู่ที่ปรึกษา

    ในวันที่ 1 มกราคมในปีหนึ่ง นาย A ก้าวออกจากตำแหน่งผู้บริหารของบริษัท X ด้วยการเกษียณอายุ แต่ด้วยความเชี่ยวชาญและประสบการณ์อันยาวนาน บริษัทจึงเสนอโอกาสใหม่ให้เขาในฐานะ “ที่ปรึกษากฎหมายและเลขานุการบริษัท” 

    ด้วยค่าตอบแทนเดือนละ 495,000 บาท นาย A รับหน้าที่ให้คำปรึกษาและความช่วยเหลือด้านกฎหมายแก่บริษัท สัญญาจ้างถูกต่ออายุหลายครั้ง โดยไม่มีกำหนดระยะเวลาสิ้นสุดที่แน่นอน ทุกอย่างดำเนินไปด้วยดีเป็นเวลาเกือบ 4 ปี

    จุดเปลี่ยนที่ไม่คาดคิด

    27 กันยายนใน 4 ปีต่อมา จดหมายแจ้งเลิกจ้างถูกส่งถึงมือนาย A โดยจะมีผลในวันที่ 31 ธันวาคม ปีเดียวกัน เขาเชื่อว่าตนมีสิทธิได้รับค่าชดเชย 180 วัน คิดเป็นเงิน 2,970,000 บาท ตามกฎหมายแรงงาน แต่บริษัทกลับปฏิเสธการจ่ายเงินดังกล่าว

    การต่อสู้ในชั้นศาล

    ฝ่ายนาย A

    – อ้างสิทธิในการได้รับค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงาน

    – เรียกร้องค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ย

    – มองว่าความสัมพันธ์กับบริษัทยังคงเป็นการจ้างแรงงาน แม้จะเปลี่ยนตำแหน่งแล้วก็ตาม

    ฝ่ายบริษัท X

    – ยืนยันว่าสัญญาหลังเกษียณเป็น “สัญญาจ้างทำของ” ไม่ใช่ “สัญญาจ้างแรงงาน”

    – นาย A ทำงานในฐานะที่ปรึกษาอิสระ ไม่ใช่พนักงานบริษัท

    – ไม่อยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายแรงงานที่ต้องจ่ายค่าชดเชย

    คำพิพากษาที่น่าจดจ

    ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ความสัมพันธ์ระหว่างนาย A กับบริษัทหลังการเกษียณอายุนั้น มีลักษณะเป็น “สัญญาจ้างทำของ” ไม่ใช่ “สัญญาจ้างแรงงาน” จึงไม่อยู่ภายใต้การคุ้มครองของกฎหมายแรงงาน นาย A จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชย

    บทเรียนสำคัญสำหรับทุกฝ่าย

    1. ความแตกต่างที่ต้องเข้าใจ

       – สัญญาจ้างแรงงาน: นายจ้างมีอำนาจบังคับบัญชา ลูกจ้างต้องทำงานภายใต้การควบคุม

       – สัญญาจ้างทำของ: ผู้รับจ้างมีอิสระในการทำงาน เน้นผลสำเร็จของงาน

    2. การป้องกันข้อพิพาท

       – ระบุประเภทสัญญาให้ชัดเจน

       – กำหนดขอบเขตงานและความสัมพันธ์ให้แน่ชัด

       – ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนลงนามในสัญญา

    3. การเตรียมพร้อมสำหรับอนาคต

       – พนักงานควรศึกษาสิทธิของตนให้เข้าใจ

       – องค์กรควรมีนโยบายที่ชัดเจนเกี่ยวกับการจ้างงานหลังเกษียณ

       – ทั้งสองฝ่ายควรตกลงเงื่อนไขและผลประโยชน์ให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น

    กรณีนี้เป็นบทเรียนสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า รูปแบบความสัมพันธ์ในการทำงานมีผลโดยตรงต่อสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย การทำความเข้าใจและการตกลงที่ชัดเจนตั้งแต่ต้นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยป้องกันข้อพิพาทในอนาคต

    อ้างอิงจาก คำพิพำกษาศาลฎีกาที่ ๘๒๐๘/๒๕๖๐ (จ้างหลังเกษียณ)

    #hrรีพอร์ต

  • สิบปีแห่งความทุ่มเทกำลังจะจบลงในห้องประชุมเล็กๆ ที่แสงไฟสลัว นาย A ผู้จัดการแผนกต้อนรับส่วนหน้าของโรงแรมห้าดาวย่านใจกลางเมือง นั่งอยู่ท่ามกลางสายตาคุกคามของผู้บริหารสามคนและทนายความหนึ่งคน วันที่ 20 พฤศจิกายน ในปีหนึ่ง คือวันที่ชีวิตการงานอันรุ่งโรจน์ของเขากำลังจะพังทลาย

    จุดเริ่มต้นแห่งความฝัน

    ย้อนกลับไปเมื่อปีหนึ่ง นาย A เริ่มต้นอาชีพด้วยความหวังและความทะเยอทะยาน ด้วยเงินเดือน 55,000 บาท ในตำแหน่งผู้จัดการแผนกต้อนรับส่วนหน้า เขาทุ่มเทให้กับงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย จนได้รับความไว้วางใจจากทั้งลูกค้าและเพื่อนร่วมงาน

    วันที่ฟ้าถล่ม

    “คุณส่งข้อมูลลับของโรงแรมให้คนนอก” เสียงกล่าวหาดังก้องในห้องประชุม ข้อกล่าวหาที่ว่าเขาเป็นผู้รั่วไหลข้อมูลเกี่ยวกับอาคารห้องพักจนทำให้หน่วยงานราชการเข้ามาตรวจสอบ ทำให้นาย A รู้สึกราวกับถูกสายฟ้าฟาด

    “ผมไม่ได้ทำ” นาย A ปฏิเสธเสียงหนักแน่น แต่คำปฏิเสธของเขากลับถูกตอบโต้ด้วยคำข่มขู่ที่หนักหน่วง

    กับดักแห่งความกลัว

    “สำหรับคนต่างชาติอย่างคุณ คดีแบบนี้จะเป็นเรื่องร้ายแรงนะ” ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายห้องพักพูดเสียงเย็น ขณะที่ทนายความเสริมว่า “ถ้าไม่ลาออก คุณจะมีประวัติที่ด่างพร้อย”

    ความกลัวค่อยๆ คืบคลานเข้ามาในใจของนาย A เมื่อเขาถูกกักตัวในห้องประชุม พร้อมคำขู่ว่า “คุณออกจากห้องไม่ได้จนกว่าจะตัดสินใจว่าจะลาออกหรือโดนไล่ออก” ด้วยความหวาดกลัวและไร้ทางเลือก มือที่สั่นเทาของเขาจึงลงนามในใบลาออก

    การต่อสู้เพื่อความยุติธรรม

    นาย A ไม่ยอมจำนนต่อความอยุติธรรม เขายื่นฟ้องต่อศาลแรงงานภาค 5 เรียกร้องค่าเสียหายกว่า 13 ล้านบาท ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าการกระทำของโรงแรมเป็นการเลิกจ้างโดยปริยาย ที่ใช้อำนาจและการข่มขู่บีบบังคับพนักงาน

    ศาลพิพากษาให้โรงแรมจ่ายค่าชดเชยและค่าเสียหายรวม 760,000 บาท แม้จะเป็นเพียงเศษเสี้ยวของจำนวนที่เรียกร้อง แต่ก็เป็นการยืนยันว่าความจริงและความยุติธรรมยังมีอยู่

    บทเรียนที่ต้องจดจำ

    “ความยุติธรรมไม่ควรต้องถูกต่อสู้เพื่อให้ได้มา ความกลัวไม่ควรถูกใช้เป็นเครื่องมือในการทำลายศักดิ์ศรีของคน” คำพูดของนาย A หลังคดีสิ้นสุด สะท้อนให้เห็นว่าการต่อสู้ของเขาไม่ได้เป็นเพียงการเรียกร้องค่าชดเชย แต่เป็นการยืนหยัดเพื่อปกป้องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

    เรื่องราวของนาย A เป็นบทเรียนสำคัญที่เตือนใจว่า ในโลกแห่งการทำงาน ความยุติธรรมอาจไม่ได้มาโดยง่าย แต่การยืนหยัดต่อสู้เพื่อสิ่งที่ถูกต้องย่อมมีค่ากว่าการยอมจำนนต่อความกลัว

    อ้างอิงจาก คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ ๘๔๑/๒๕๖๒ (บังคับเขียนใบลาออก)

    #HRรีพอร์ต

  • จากพนักงานขายสู่โจทก์ในศาลแรงงาน

    ในโลกของการทำงาน บางครั้งสิ่งที่ดูเหมือนความผิดเล็กน้อยอาจกลายเป็นชนวนของความขัดแย้งครั้งใหญ่ได้ นี่คือเรื่องราวของนาย A พนักงานขายที่ทำงานมานานกว่า 6 ปี ด้วยเงินเดือน 63,400 บาท ก่อนที่ชีวิตการทำงานของเขาจะพลิกผันในวันที่ 9 กันยายนในปีหนึ่ง

    เส้นบางๆ ระหว่างความสะดวกและความผิด

    การตัดสินใจที่นำไปสู่จุดเปลี่ยน

    “ผมแค่พยายามทำงานให้มีประสิทธิภาพที่สุด” นาย A อธิบายถึงการตัดสินใจให้เพื่อนร่วมงานช่วยตอกบัตรแทน “เมื่อต้องออกไปพบลูกค้าแต่เช้า การกลับเข้ามาตอกบัตรที่บริษัทก็เหมือนเสียเวลาโดยใช่เหตุ”

    วัฒนธรรมองค์กรที่คลุมเครือ

    – พนักงานหลายคนเคยปฏิบัติเช่นเดียวกัน

    – ไม่เคยมีการลงโทษรุนแรงในกรณีคล้ายกัน

    – เป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่อยู่ในความเข้าใจของพนักงาน

    ความไม่เท่าเทียมที่ถูกเปิดเผย

    การลงโทษที่แตกต่าง

    1. พนักงานทั่วไป

       – ได้รับหนังสือตักเตือน

       – ถูกระงับการขึ้นเงินเดือน 6 เดือน

    2. กรณีของนาย A

       – ถูกเลิกจ้างทันที

       – สูญเสียรายได้และสวัสดิการทั้งหมด

    คำพิพากษาที่สั่นสะเทือนวงการ

    ศาลแรงงานกลางได้วินิจฉัยประเด็นสำคัญหลายข้อ:

    1. ระดับความผิด

       – ไม่ถึงขั้นทุจริตหรือไม่ซื่อสัตย์

       – เป็นการฝ่าฝืนระเบียบในระดับที่ไม่ร้ายแรง

    2. มาตรฐานการลงโทษ

       – เกิดการเลือกปฏิบัติอย่างชัดเจน

       – บทลงโทษไม่สอดคล้องกับแนวปฏิบัติที่ผ่านมา

    3. การเยียวยา

       – สั่งจ่ายค่าชดเชย 443,800 บาท

       – ให้จ่ายดอกเบี้ยตามกฎหมาย

    บทเรียนสำหรับทุกฝ่าย

    สำหรับองค์กร

    1. ความชัดเจนของนโยบาย

       – ต้องมีระเบียบที่ชัดเจน

       – บังคับใช้กฎอย่างเท่าเทียม

       – สื่อสารบทลงโทษให้ทุกคนเข้าใจ

    2. การบริหารทรัพยากรบุคคล

       – พิจารณาบทลงโทษให้เหมาะสม

       – รักษามาตรฐานการปฏิบัติ

       – สร้างความเป็นธรรมในองค์กร

    สำหรับพนักงาน:

    1. การปฏิบัติตามกฎ

       – ศึกษาระเบียบให้เข้าใจ

       – หลีกเลี่ยงการละเมิดแม้เรื่องเล็กน้อย

       – ปรึกษาผู้บังคับบัญชาเมื่อมีข้อสงสัย

    2. การปกป้องสิทธิ

       – เก็บหลักฐานการปฏิบัติงาน

       – รู้จักสิทธิของตนเอง

       – กล้าที่จะเรียกร้องความเป็นธรรม

    บทส่งท้าย: เมื่อความยุติธรรมไม่มีข้อยกเว้น

    “ความยุติธรรมไม่ควรมีข้อยกเว้น” คำพูดของนาย A หลังชนะคดีสะท้อนให้เห็นว่า ในโลกของการทำงาน ความเท่าเทียมไม่ใช่เพียงคำพูดสวยหรู แต่เป็นหลักการพื้นฐานที่ทุกองค์กรควรยึดถือ กรณีนี้จึงกลายเป็นบทเรียนสำคัญที่เตือนใจทั้งฝ่ายนายจ้างและลูกจ้างว่า ความยุติธรรมและความเท่าเทียมคือรากฐานของความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนในการทำงาน

    อ้างอิงจาก คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ ๔๗๑๑/๒๕๖๑

  • จุดเปลี่ยนในเช้าวันหนึ่ง

    27 กุมภาพันธ์ในปีหนึ่ง ไม่ใช่เพียงวันธรรมดาสำหรับนาย A และเพื่อนร่วมงานอีก 11 ชีวิต เสียงแจ้งเตือนอีเมลในเช้าวันนั้นนำมาซึ่งข้อความที่จะเปลี่ยนชะตาชีวิตของพวกเขาตลอดกาล:

    “ตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ในปีหนึ่ง เป็นต้นไป ขอให้ทุกท่านปฏิบัติงานจากที่พักอาศัย และกรุณาส่งคืนอุปกรณ์และทรัพย์สินของบริษัททั้งหมด”

    ความไม่แน่นอนเริ่มก่อตัวขึ้น และเมื่อถึงวันที่ 25 มีนาคม วันที่ควรจะได้รับเงินเดือน กลับไม่มีการโอนเงินเข้าบัญชีของพนักงานแม้แต่คนเดียว

    สองมุมมอง หนึ่งความขัดแย้ง

    ฝั่งลูกจ้าง: การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

    – ไม่มีการแจ้งเตือนล่วงหน้า

    – ไม่ได้รับค่าจ้างตามกำหนด

    – ถูกสั่งให้ส่งคืนอุปกรณ์ทั้งหมด

    – ไม่มีการติดต่อหรือสั่งงานใดๆ หลังจากนั้น

    “เราถูกทิ้งให้ลอยแพโดยไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจน” นาย A เล่าด้วยน้ำเสียงขมขื่น

    ฝั่งบริษัท: เพียงการปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงาน

    – สัญญากับบริษัท A จำกัด สิ้นสุดลง

    – ต้องส่งมอบพื้นที่ให้บริษัทใหม่

    – เป็นเพียงการให้พนักงานรอคำสั่งที่บ้าน

    – พนักงานเลือกลาออกไปเอง

    จุดพลิกผันที่ไม่คาดคิด

    ความจริงที่เปิดเผยในชั้นศาลสร้างความเปลี่ยนแปลงให้คดีอย่างมาก: วันที่ 1 มีนาคม ของปีหนึ่ง นาย A และเพื่อนทั้งหมดเริ่มงานใหม่ที่บริษัท B คู่แข่งโดยตรงของนายจ้างเดิม การตัดสินใจนี้กลายเป็นดาบสองคมที่ย้อนกลับมาทำร้ายการต่อสู้ของพวกเขาเอง

    บทเรียนจากคำพิพากษา

    ศาลแรงงานวินิจฉัยประเด็นสำคัญหลายข้อ:

    1. การสื่อสารที่ไม่ชัดเจนของบริษัทสร้างความสับสน

    2. การเข้าทำงานกับบริษัทคู่แข่งแสดงถึงการตัดสินใจของพนักงานเอง

    3. ไม่มีหลักฐานเพียงพอที่แสดงถึงเจตนาเลิกจ้าง

    บทสะท้อนสำหรับทุกฝ่าย

    เรื่องราวนี้ทิ้งบทเรียนสำคัญไว้หลายประการ:

    สำหรับองค์กร:

    – ความสำคัญของการสื่อสารที่ชัดเจน

    – ความจำเป็นในการมีแผนบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลง

    – การรักษาความสัมพันธ์กับพนักงานในช่วงวิกฤต

    สำหรับพนักงาน:

    – ความสำคัญของการเก็บหลักฐานการสื่อสารทุกรูปแบบ

    – การพิจารณาผลกระทบระยะยาวของการตัดสินใจ

    – การทำความเข้าใจสิทธิแรงงานของตนเอง

    บทส่งท้าย: เมื่อความก้าวหน้าแลกมาด้วยความเสี่ยง

    “บางทีเราควรเริ่มต้นใหม่ที่อื่น” คำพูดสุดท้ายของนาย A สะท้อนให้เห็นทั้งความผิดหวังและความหวัง ในโลกของการทำงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว บทเรียนจากกรณีนี้เตือนใจทั้งนายจ้างและลูกจ้างว่า การสื่อสารที่ชัดเจนและการตัดสินใจที่รอบคอบเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จและการอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน

    อ้างอิงจาก คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ ๗๓๙๓/๒๕๖๒ (คดีอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษขึ้นสู่ศาลฎีกา)

    #HR รีพอร์ต

  • กรณีศึกษาวงการฟู้ดเดลิเวอรี่

    “ถ้างานนี้ไม่ใช่งานประจำ แล้วมันคืออะไรกันแน่?” คำถามนี้ดังก้องในใจของนาย A ขณะที่เขานั่งมองแอปพลิเคชันส่งอาหารที่เขาทำงานด้วยมาหลายปี หลังจากการต่อสู้ในชั้นศาลจบลงด้วยความผิดหวัง

    จุดเริ่มต้นของความขัดแย้ง

    ทุกเช้าที่นาย A ออกไปทำงาน เขารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นพนักงานคนหนึ่งของบริษัทส่งอาหารชื่อดัง เขาผ่านกระบวนการสมัครงานที่สำนักงานของบริษัท ได้รับบัตรพนักงานที่มีโลโก้บริษัท และทำงานภายใต้ระบบที่บริษัทวางไว้ ไม่ต่างจากพนักงานทั่วไป

    “ผมต้องรายงานตัวทุกวัน รอรับออเดอร์จากแอปฯ และส่งอาหารตามที่บริษัทกำหนด” นาย A เล่าด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “พวกเขาจ่ายทั้งค่าคอมมิชชัน ค่าเสื่อมรถ ค่าที่พัก แม้กระทั่งค่าโทรศัพท์ แบบนี้จะไม่ใช่ลูกจ้างได้อย่างไร?”

    สองมุมมองที่แตกต่าง

    ในขณะที่นาย A และเพื่อนร่วมงานมองว่าตนเองเป็น “ลูกจ้าง” อย่างชัดเจน ทางบริษัทกลับมีความเห็นต่าง พวกเขายืนยันว่าคนขับเป็นเพียง “ผู้รับจ้างอิสระ” ด้วยเหตุผลหลายประการ:

    – ไม่มีระเบียบข้อบังคับการทำงานที่ตายตัว

    – คนขับมีอิสระในการเลือกเวลาทำงาน

    – สามารถปฏิเสธงานได้ตามต้องการ

    – ไม่ได้อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาโดยตรง

    การตัดสินที่สั่นสะเทือนวงการ

    เมื่อคดีขึ้นสู่ศาลแรงงานภาค 2 คำตัดสินกลับทำให้นาย A และเพื่อนๆ ต้องผิดหวัง ศาลวินิจฉัยว่าพวกเขาไม่ใช่ลูกจ้างของบริษัท เนื่องจาก

    – ยังคงมีอิสระในการทำงาน

    – ไม่มีหลักฐานการจ่ายค่าจ้างโดยตรง

    – ไม่มีการบังคับใช้กฎระเบียบอย่างเข้มงวด

    แม้จะพยายามอุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษก็ไม่รับพิจารณา เนื่องจากเห็นว่าเป็นการโต้แย้งข้อเท็จจริง ไม่ใช่ข้อกฎหมาย

    บทส่งท้าย: คำถามที่ยังไม่มีคำตอบ

    คดีนี้ไม่เพียงสะท้อนให้เห็นความซับซ้อนของความสัมพันธ์ในการจ้างงานยุคดิจิทัล แต่ยังทิ้งคำถามสำคัญไว้ให้สังคมได้ขบคิด: ในยุคที่เทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงาน เส้นแบ่งระหว่าง “ลูกจ้าง” และ “ผู้รับจ้างอิสระ” ควรอยู่ตรงไหน?

    สำหรับนาย A และเพื่อนร่วมงาน แม้กฎหมายจะตัดสินว่าพวกเขาเป็นผู้รับจ้างอิสระ แต่ความรู้สึกของการเป็น “พนักงาน” ที่ทุ่มเทให้กับองค์กรยังคงอยู่ เรื่องราวของพวกเขาจึงกลายเป็นกรณีศึกษาสำคัญที่สะท้อนความท้าทายของตลาดแรงงานในยุคดิจิทัล

    อ้างอิงจาก  คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ ๕๔๑๒/๒๕๖๖ (พนักงานตรวจแรงงาน)

    #HR รีพอร์ต

  • ตำแหน่ง IT Engineer รับผิดชอบในการออกแบบ, พัฒนา, และบำรุงรักษาโซลูชันด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานขององค์กร การสัมภาษณ์สำหรับตำแหน่งนี้จะมุ่งเน้นไปที่ทักษะด้านเทคนิค, การแก้ปัญหา, และการทำงานร่วมกับทีม ตัวอย่างคำถามสัมภาษณ์แบ่งตามประเภทได้ดังนี้:

    คำถามปิด (Closed Questions)

    1. “คุณมีประสบการณ์ในการทำงานกับระบบเครือข่ายหรือไม่?”
    2. “คุณเคยทำงานกับฐานข้อมูลประเภท SQL หรือ NoSQL หรือไม่?”
    3. “คุณมีความรู้เกี่ยวกับการจัดการเซิร์ฟเวอร์ในระบบคลาวด์หรือไม่?”

    คำถามเปิด (Open-Ended Questions)

    1. “อธิบายโปรเจกต์ IT ที่คุณเคยเข้าร่วมและบทบาทของคุณในโปรเจกต์นั้น?”
    2. “คุณมีวิธีการอย่างไรในการวิเคราะห์และแก้ไขปัญหาทางเทคนิคที่เกิดขึ้นในองค์กร?”
    3. “คุณเคยมีประสบการณ์ในการทำงานกับการพัฒนาโปรแกรมหรือระบบใหม่ๆ หรือไม่? เล่าให้ฟังหน่อยครับ”

    คำถามเชิงสถานการณ์ (Situational Questions)

    1. “ถ้าคุณได้รับการร้องเรียนเกี่ยวกับการทำงานของระบบ คุณจะเริ่มต้นการวิเคราะห์ปัญหาอย่างไร?”
    2. “หากระบบที่คุณดูแลมีปัญหาเกี่ยวกับความปลอดภัย คุณจะดำเนินการอย่างไร?”
    3. “ถ้าคุณต้องทำงานในโปรเจกต์ที่มีเวลาจำกัด คุณจะวางแผนการทำงานอย่างไร?”

    คำถามเชิงพฤติกรรม (Behavioral Questions)

    1. “เล่าถึงครั้งที่คุณต้องทำงานร่วมกับทีมเพื่อแก้ไขปัญหาทางเทคนิค คุณมีบทบาทอย่างไร?”
    2. “ยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่คุณต้องจัดการกับความขัดแย้งในทีม คุณจัดการอย่างไร?”
    3. “เล่าถึงสถานการณ์ที่คุณต้องรับผิดชอบในการดำเนินการโปรเจกต์ IT ที่สำคัญ คุณทำอย่างไร?”

    คำถามเชิงเทคนิค (Technical Questions)

    1. “คุณสามารถอธิบายความแตกต่างระหว่าง HTTP และ HTTPS ได้หรือไม่?”
    2. “คุณมีวิธีการจัดการกับการสำรองข้อมูลและการกู้คืนระบบอย่างไร?”
    3. “อธิบายขั้นตอนที่คุณใช้ในการติดตั้งและบำรุงรักษาเซิร์ฟเวอร์?”

    คำถามเกี่ยวกับแรงจูงใจ (Motivation Questions)

    1. “อะไรทำให้คุณสนใจในงานด้าน IT Engineering?”
    2. “คุณมีเทคโนโลยีหรือเครื่องมือที่ชื่นชอบในการทำงานหรือไม่ และเพราะอะไร?”
    3. “คุณคิดว่าอะไรคือความท้าทายที่สุดในการทำงานในตำแหน่งนี้?”

    คำถามเชิงวิเคราะห์ (Analytical Questions)

    1. “คุณจะวิเคราะห์ประสิทธิภาพของระบบและค้นหาจุดที่ต้องปรับปรุงอย่างไร?”
    2. “อธิบายขั้นตอนที่คุณใช้ในการประเมินความเสี่ยงทางด้าน IT?”
    3. “คุณมีวิธีการอย่างไรในการตรวจสอบการปฏิบัติตามนโยบายความปลอดภัยในองค์กร?”

    คำถามเกี่ยวกับการทำงานเป็นทีม (Teamwork Questions)

    1. “เล่าถึงประสบการณ์ที่คุณทำงานร่วมกับทีม IT อื่นๆ ในการดำเนินการโปรเจกต์ คุณมีบทบาทอะไร?”
    2. “คุณจะสื่อสารกับทีมงานเกี่ยวกับปัญหาหรือข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นในระบบอย่างไร?”
    3. “เล่าถึงครั้งที่คุณทำงานร่วมกับฝ่ายสนับสนุนทางเทคนิคในการแก้ไขปัญหาของลูกค้า คุณจัดการอย่างไร?”

    การเตรียมตัวสำหรับคำถามเหล่านี้จะช่วยให้คุณสามารถแสดงทักษะและความเข้าใจในงาน IT Engineering ได้อย่างมั่นใจ นอกจากนี้ คุณควรเตรียมคำถามสำหรับผู้สัมภาษณ์ เช่น:

    • “องค์กรมีวิธีการจัดการกับการปรับขยายระบบ IT อย่างไร?”
    • “คุณมีนโยบายหรือเครื่องมือในการตรวจสอบประสิทธิภาพของระบบ IT อย่างไร?”
    • “ทีมงานใช้เทคโนโลยีหรือเครื่องมืออะไรในการจัดการโซลูชัน IT?”

    คำถามเหล่านี้จะช่วยให้คุณเข้าใจความต้องการขององค์กรและแสดงถึงความพร้อมในการทำงานในตำแหน่ง IT Engineer

    #HRรีพอร์ต

  • ตำแหน่ง System Engineer มีหน้าที่ออกแบบ, พัฒนา, และดูแลระบบไอทีที่ซับซ้อน โดยรวมถึงการจัดการโครงสร้างพื้นฐาน, การวางแผนระบบ, และการแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับระบบ การสัมภาษณ์สำหรับตำแหน่งนี้จะมุ่งเน้นไปที่ทักษะด้านเทคนิค, ความเข้าใจในระบบ, และการทำงานร่วมกับทีมต่างๆ ตัวอย่างคำถามสัมภาษณ์แบ่งตามประเภทได้ดังนี้:

    คำถามปิด (Closed Questions)

    1. “คุณมีประสบการณ์ในการทำงานกับระบบปฏิบัติการใดบ้าง เช่น Windows, Linux หรือ UNIX?”
    2. “คุณเคยจัดการกับระบบ Virtualization เช่น VMware หรือ Hyper-V หรือไม่?”
    3. “คุณมีประสบการณ์ในการใช้เครื่องมือจัดการระบบ เช่น Ansible หรือ Puppet หรือไม่?”

    คำถามเปิด (Open-Ended Questions)

    1. “อธิบายโปรเจกต์ที่คุณทำเกี่ยวกับการออกแบบและติดตั้งระบบใหม่ คุณมีบทบาทอะไรบ้าง?”
    2. “คุณมีวิธีการอย่างไรในการวิเคราะห์และแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในระบบ?”
    3. “คุณเคยต้องทำงานภายใต้ความกดดันในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับระบบหรือไม่? คุณทำอย่างไร?”

    คำถามเชิงสถานการณ์ (Situational Questions)

    1. “ถ้าระบบที่คุณดูแลหยุดทำงานโดยไม่มีการแจ้งเตือน คุณจะเริ่มต้นแก้ปัญหาอย่างไร?”
    2. “หากคุณพบว่าระบบใหม่ที่คุณติดตั้งไม่ทำงานตามที่คาดหวัง คุณจะดำเนินการอย่างไร?”
    3. “ถ้าคุณต้องออกแบบระบบที่สามารถรองรับผู้ใช้จำนวนมากขึ้นในอนาคต คุณจะเริ่มต้นการวางแผนอย่างไร?”

    คำถามเชิงพฤติกรรม (Behavioral Questions)

    1. “เล่าถึงครั้งที่คุณต้องทำงานร่วมกับทีม IT อื่นๆ ในการแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับระบบ คุณทำอย่างไร?”
    2. “ยกตัวอย่างครั้งที่คุณต้องจัดการกับความขัดแย้งในทีมงาน คุณแก้ไขปัญหาอย่างไร?”
    3. “เล่าถึงสถานการณ์ที่คุณต้องทำงานในโปรเจกต์ที่มีความซับซ้อนสูง คุณมีวิธีการจัดการอย่างไร?”

    คำถามเชิงเทคนิค (Technical Questions)

    1. “คุณสามารถอธิบายความแตกต่างระหว่าง TCP และ UDP ได้หรือไม่?”
    2. “คุณมีวิธีการอย่างไรในการจัดการกับการสำรองข้อมูลและการกู้คืนระบบ?”
    3. “คุณจะทำการตรวจสอบและวิเคราะห์ประสิทธิภาพของระบบอย่างไร?”

    คำถามเกี่ยวกับแรงจูงใจ (Motivation Questions)

    1. “อะไรทำให้คุณสนใจในงานระบบวิศวกรรม?”
    2. “คุณมีเทคโนโลยีหรือเครื่องมือที่ชื่นชอบในการทำงานหรือไม่ และเพราะอะไร?”
    3. “คุณคิดว่าอะไรคือความท้าทายที่สุดในการทำงานในตำแหน่งนี้?”

    คำถามเชิงวิเคราะห์ (Analytical Questions)

    1. “คุณจะวิเคราะห์และแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในระบบอย่างไร?”
    2. “อธิบายขั้นตอนที่คุณใช้ในการประเมินความเสี่ยงในระบบ?”
    3. “คุณจะจัดการกับการตรวจสอบและปรับปรุงระบบเพื่อให้มั่นใจว่ามีประสิทธิภาพสูงสุดอย่างไร?”

    คำถามเกี่ยวกับการทำงานเป็นทีม (Teamwork Questions)

    1. “เล่าถึงประสบการณ์ที่คุณทำงานร่วมกับทีมในการพัฒนาและติดตั้งระบบใหม่ คุณมีบทบาทอะไร?”
    2. “คุณจะสื่อสารกับทีมงานเกี่ยวกับปัญหาหรือข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นในระบบอย่างไร?”
    3. “เล่าถึงครั้งที่คุณทำงานร่วมกับฝ่ายสนับสนุนทางเทคนิคในการแก้ไขปัญหาของลูกค้า คุณจัดการอย่างไร?”

    การเตรียมตัวสำหรับคำถามเหล่านี้จะช่วยให้คุณสามารถแสดงทักษะและความเข้าใจในงานระบบวิศวกรรมได้อย่างมั่นใจ นอกจากนี้ คุณควรเตรียมคำถามสำหรับผู้สัมภาษณ์ เช่น:

    • “ทีมงานใช้เทคโนโลยีหรือเครื่องมืออะไรในการจัดการระบบ?”
    • “องค์กรมีวิธีการจัดการกับการปรับขยายระบบอย่างไร?”
    • “คุณมีนโยบายหรือเครื่องมือในการตรวจสอบประสิทธิภาพของระบบอย่างไร?”

    คำถามเหล่านี้จะช่วยให้คุณเข้าใจความต้องการขององค์กรและแสดงถึงความพร้อมในการทำงานในตำแหน่ง System Engineer

    #HRรีพอร์ต

  • ตำแหน่ง Backend Developer มีหน้าที่พัฒนาและจัดการระบบด้านหลังที่สนับสนุนการทำงานของแอปพลิเคชันหรือเว็บไซต์ โดยเน้นเรื่องโครงสร้างข้อมูล การจัดการเซิร์ฟเวอร์ และการเขียน API การสัมภาษณ์สำหรับตำแหน่งนี้จะมุ่งเน้นไปที่ทักษะด้านเทคนิคและการวางระบบ ตัวอย่างคำถามสัมภาษณ์แบ่งตามประเภทได้ดังนี้:

    คำถามปิด (Closed Questions)

    1. “คุณมีประสบการณ์ในการใช้ฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ (Relational Database) เช่น MySQL หรือ PostgreSQL หรือไม่?”
    2. “คุณเคยพัฒนา RESTful API หรือ GraphQL มาก่อนหรือไม่?”
    3. “คุณมีประสบการณ์ในการทำงานกับเซิร์ฟเวอร์หรือระบบ Cloud เช่น AWS หรือ Azure หรือไม่?”

    คำถามเปิด (Open-Ended Questions)

    1. “อธิบายโปรเจกต์ backend ที่คุณเคยพัฒนา คุณออกแบบโครงสร้างระบบอย่างไร?”
    2. “คุณจัดการกับปัญหาคอขวดในการเชื่อมต่อกับฐานข้อมูลอย่างไร?”
    3. “คุณมีวิธีการจัดการกับความปลอดภัยของข้อมูลที่ส่งผ่าน API อย่างไร?”

    คำถามเชิงสถานการณ์ (Situational Questions)

    1. “ถ้าผู้ใช้รายงานว่าระบบตอบสนองช้า คุณจะวิเคราะห์และแก้ไขปัญหานี้อย่างไร?”
    2. “หากฐานข้อมูลมีขนาดใหญ่เกินไปและทำให้ระบบทำงานช้าลง คุณจะจัดการอย่างไร?”
    3. “ถ้า API ของคุณไม่สามารถตอบสนองได้ทันกับคำร้องที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว คุณจะทำอะไรเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพ?”

    คำถามเชิงพฤติกรรม (Behavioral Questions)

    1. “เล่าถึงครั้งที่คุณพบปัญหาในการพัฒนาและทดสอบ API คุณจัดการปัญหาอย่างไร?”
    2. “ยกตัวอย่างโปรเจกต์ที่คุณต้องแก้ไขโค้ด backend ที่ซับซ้อน คุณทำอย่างไรในการเข้าใจและปรับปรุงโค้ดนั้น?”
    3. “เล่าถึงครั้งที่คุณทำงานภายใต้ความกดดันในการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการเชื่อมต่อระบบฐานข้อมูล”

    คำถามเชิงเทคนิค (Technical Questions)

    1. “คุณอธิบายความแตกต่างระหว่างการใช้ NoSQL และ Relational Database ในการออกแบบโครงสร้างข้อมูลอย่างไร?”
    2. “คุณมีวิธีการจัดการกับการรับส่งข้อมูลที่มีปริมาณมากใน API อย่างไร เพื่อให้แน่ใจว่าระบบทำงานได้รวดเร็วและเสถียร?”
    3. “คุณจะออกแบบระบบ authentication อย่างไรเพื่อให้มีความปลอดภัยสูงสุด?”

    คำถามเกี่ยวกับแรงจูงใจ (Motivation Questions)

    1. “อะไรทำให้คุณสนใจงาน backend development?”
    2. “คุณมีเครื่องมือหรือเทคโนโลยีที่ชื่นชอบในการพัฒนา backend หรือไม่ และเพราะอะไร?”
    3. “คุณคิดว่าอะไรเป็นความท้าทายที่สุดในการทำงานในสาย backend?”

    คำถามเชิงวิเคราะห์ (Analytical Questions)

    1. “คุณจะวิเคราะห์ปัญหาในฐานข้อมูลที่ทำงานช้าอย่างไร?”
    2. “อธิบายขั้นตอนที่คุณใช้ในการตรวจสอบและปรับปรุงประสิทธิภาพของเซิร์ฟเวอร์”
    3. “คุณจะจัดการกับปัญหา scalability ของระบบ backend อย่างไรในกรณีที่มีผู้ใช้เพิ่มขึ้นหลายเท่า?”

    คำถามเกี่ยวกับการทำงานเป็นทีม (Teamwork Questions)

    1. “เล่าถึงครั้งที่คุณทำงานร่วมกับ frontend developer ในการพัฒนา API และคุณจัดการกับความต้องการที่ต่างกันอย่างไร?”
    2. “คุณจะสื่อสารกับทีมอื่นอย่างไรเมื่อเกิดปัญหาในระบบ backend ที่ต้องการการแก้ไขด่วน?”
    3. “เล่าถึงครั้งที่คุณทำงานร่วมกับทีม DBA เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานของระบบฐานข้อมูล”

    การเตรียมตัวสำหรับคำถามเหล่านี้จะช่วยให้คุณสามารถแสดงทักษะและความเข้าใจในงาน backend development ได้อย่างมั่นใจ นอกจากนี้ คุณควรเตรียมคำถามสำหรับผู้สัมภาษณ์ เช่น:

    • “ทีมงานใช้เทคโนโลยีอะไรในการพัฒนา backend?”
    • “องค์กรมีวิธีการจัดการกับการปรับขยายระบบ backend อย่างไร?”
    • “คุณมีนโยบายหรือเครื่องมือในการตรวจสอบประสิทธิภาพของระบบ backend อย่างไร?”

    คำถามเหล่านี้จะช่วยให้คุณเข้าใจความต้องการขององค์กรและแสดงถึงความพร้อมในการทำงานในตำแหน่ง Backend Developer

    #HRรีพอร์ต