• ชายหนุ่มคนหนึ่งทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ดีไซน์ ด้วยเงินเดือน 20,545 บาท ชีวิตดูราบรื่นดี จนกระทั่งวันหนึ่งเขาตัดสินใจทำบางสิ่งที่จะทำลายอนาคตการทำงานของตัวเอง

    เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2558 เขาแอบถ่ายภาพผู้บังคับบัญชาชื่อนายดา และโพสต์ข้อความหยาบคายลงบนเฟซบุ๊ก เช่น “ผู้ชายหน้าตัวเมีย” และส่งต่อไปยังเพื่อนร่วมงาน

    ผลลัพธ์? เขาถูกเลิกจ้างในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2558

    ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิจารณาอย่างละเอียด และพบว่า:

    1. ข้อความของเขาไม่เพียงแต่ไม่สุภาพ แต่ถือเป็น “การดูหมิ่นด้วยการโฆษณา” ที่ทำให้ผู้อื่นอับอาย

    2. แม้เขาจะลบโพสต์ในเวลาสั้น แต่ในยุคโซเชียลมีเดีย การเผยแพร่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและกว้างขวาง

    3. การกระทำของเขาถือเป็นการขาดความยับยั้งชั่งใจอย่างร้ายแรง และฝ่าฝืนข้อบังคับการทำงาน

    บทลงโทษ? เขาสูญเสียงานโดยไม่ได้รับค่าชดเชย สินจ้าง หรือค่าเสียหายใดๆ

    บทเรียนสำคัญคือ ในโลกดิจิทัลปัจจุบัน:

    – นิ้วหนึ่งคลิก อาจทำลายอาชีพทั้งชีวิตได้

    – โซเชียลมีเดียไม่เคยให้อภัย

    – ความเคารพและมารยาทสำคัญกว่าอารมณ์ชั่ววูบ

    เขาอาจลืมไปว่า อินเทอร์เน็ตมีความทรงจำที่ยาวนานกว่าความโกรธชั่วคราว และโซเชียลมีเดียคือดาบสองคม ที่อาจฆ่าอาชีพของคุณได้ในพริบตา

    อ้างอิงจาก คำพิพำกษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ 73/2562

    #hrรีพอร์ต

  • พนักงานหนุ่มวัย 30 ต้น ๆ ชื่อสมชาย ทำงานเป็นพนักงานควบคุมในบริษัทแห่งหนึ่ง ด้วยความขยันขันแข็งและทุ่มเทให้กับงาน เขาสวมบทบาทพนักงานระดับ 3 ด้วยเงินเดือน 21,042.71 บาท พร้อมรายได้เสริมจากเบี้ยเลี้ยงและค่าล่วงเวลา ชีวิตดูเรียบง่ายและน่าพอใจ

    แต่แล้ว “วันนั้น” ก็มาถึง วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2561 เมื่อนายจ้างประกาศเลิกจ้างอย่างกะทันหัน โดยกล่าวหาว่าเขาทุจริตในหน้าที่ ราวกับฟ้าถล่ม สมชายถึงกับช็อก เขาสู้ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ยืนยันว่าตนไม่ได้กระทำผิดแต่อย่างใด

    เริ่มต้นการต่อสู้ในศาลแรงงาน สมชายส่งเสียงเรียกร้องความเป็นธรรม เรียกค่าชดเชยและค่าเสียหายจากการถูกเลิกจ้าง แต่ศาลแรงงานภาค 5 กลับพิพากษายกฟ้อง โดยเชื่อว่านายจ้างเลิกจ้างด้วยเหตุผลที่สมควร

    ไม่ยอมแพ้ สมชายยื่นอุทธรณ์ เขาเชื่อมั่นในความถูกต้อง โดยเฉพาะประเด็นการหักค่าจ้าง ซึ่งเขาเห็นว่าไม่เป็นธรรม แต่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษกลับมีความเห็นแตกต่าง

    ศาลวินิจฉัยว่า การหักเงินเพื่อชำระหนี้เงินกู้สหกรณ์ออมทรัพย์นั้นถูกต้องตามกฎหมาย เนื่องจากสมชายเองได้ลงนามในสัญญากู้เงิน ซึ่งอนุญาตให้นายจ้างสามารถหักเงินส่งให้สหกรณ์ออมทรัพย์ได้ การหักเงินดังกล่าวสอดคล้องกับมาตรา 76 และ 77 ของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541

    ในที่สุด ศาลอุทธรณ์ก็ยืนยันคำตัดสินเดิม ระบุว่าอุทธรณ์ของสมชายฟังไม่ขึ้น เพราะการหักเงินเป็นไปตามกฎหมายและข้อตกลง

    เรื่องราวนี้สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของความยุติธรรมในโลกแรงงาน ที่ไม่ใช่เสมอไปว่าความรู้สึกจะชนะตรรกะของกฎหมาย บางครั้งความจริงก็ซ่อนอยู่ในตัวบทกฎหมายและข้อตกลงที่เราเคยลงนามไป

    อ้างอิงจาก คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ 651/๒๕๖2

    #hrรีพอร์ต

  • เริ่มจากวันที่นายจ้างออกประกาศเกี่ยวกับระเบียบการลา ซึ่งกำหนดให้พนักงานต้องขออนุมัติการลาจากผู้บังคับบัญชาที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับวันทำงาน กล่าวคือ:

    – วันจันทร์-ศุกร์: ต้องแจ้งหัวหน้าแผนก

    – วันเสาร์-อาทิตย์: ต้องแจ้งผู้จัดการแผนก

    สหภาพแรงงานมองว่านี่คือการละเมิดสิทธิ! พวกเขายื่นฟ้องด้วยข้อกล่าวหาว่าการประกาศนี้:

    – ไม่ได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง

    – ขัดต่อพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518

    ศาลแรงงานภาค 1 เห็นด้วยกับสหภาพแรงงาน และพิพากษาให้ยกเลิกประกาศ โดยเห็นว่าส่งผลเสียต่อลูกจ้างและสร้างความยุ่งยาก

    แต่เรื่องราวไม่จบเพียงแค่นั้น! ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษกลับมีมุมมองที่แตกต่าง พวกเขามองว่า:

    – การเปลี่ยนแปลงผู้มีอำนาจอนุมัติเป็นเพียงการปรับปรุงกระบวนการ

    – ไม่ได้เพิ่มความยุ่งยากให้กับลูกจ้าง

    – เป็นสิทธิของนายจ้างในการบริหารจัดการองค์กร

    ในที่สุด ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษตัดสินยกฟ้องสหภาพแรงงาน ประกาศของนายจ้างจึงมีผลบังคับใช้

    บทเรียนจากคดีนี้คือ ความยุติธรรมไม่ได้วัดจากความรู้สึก แต่วัดจากตรรกะและกฎหมาย บางครั้งสิ่งที่ดูเหมือนไม่เป็นธรรมอาจกลับมีเหตุผลที่ถูกต้องตามกฎหมาย

    อ้างอิงจาก คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ ๘๔/๒๕๖๑ 

    #hrรีพอร์ต

  • เรื่องมีอยู่ว่า…

    – มีบริษัทแห่งหนึ่งเปิดศูนย์อาหารและสวนสนุกในห้าง

    – เขารับนักเรียน-นักศึกษามาทำงาน Part-time ช่วงวันหยุดและปิดเทอม

    – จ่ายค่าจ้างเป็นรายชั่วโมง

    – นักเรียนมีอิสระมาก: เลือกวันทำงานได้ ไม่ต้องลา ไม่มีใครมาคอยสั่ง

    ⚖️ เกิดปัญหาขึ้นเมื่อ…

    – ประกันสังคมสั่งให้บริษัทจ่ายเงินสมทบเพิ่ม โดยเอาค่าจ้างนักเรียนมาคิดด้วย

    – บริษัทไม่เห็นด้วย เลยอุทธรณ์

    – แต่คณะกรรมการอุทธรณ์ไม่รับฟัง

    – บริษัทจึงฟ้องศาลแรงงาน

    👨‍⚖️ ศาลตัดสินว่า…

    – การจ้างแบบนี้ไม่ใช่แบบ “นายจ้าง-ลูกจ้าง” ตามกฎหมาย

    – เพราะนักเรียนทำงานอิสระ ไม่อยู่ใต้บังคับบัญชาใคร

    – จึงไม่ต้องจ่ายเงินสมทบประกันสังคมสำหรับค่าจ้างนักเรียน

    💡 ข้อคิด: การจ้างงานแบบ Part-time ที่ให้อิสระเต็มที่กับผู้ทำงาน อาจไม่ถือเป็นการจ้างแรงงานปกติ จึงได้รับการยกเว้นภาระบางอย่างตามกฎหมาย

    ต้องการให้อธิบายเพิ่มเติมส่วนไหนไหมครับ?

    อ้างอิงจาก คำพิพาษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ ๑๔๑/๒๕๖๒

    #hrรีพอร์ต

  • เรื่องราวของสมชาย: ทางเลือกที่ผิดพลาด

    สมชายเป็นพนักงานที่ทำงานมาได้หลายปีในบริษัทแห่งหนึ่ง เขามีความฝันที่จะเริ่มธุรกิจเป็นของตัวเอง และได้พบโอกาสในการเข้าร่วมการอบรมที่น่าสนใจ แต่การอบรมดังกล่าวจัดขึ้นในวันธรรมดา ด้วยความกังวลว่าการลาพักร้อนอาจไม่ได้รับการอนุมัติ สมชายจึงตัดสินใจแจ้งลาป่วยกับบริษัท ทั้งที่ความจริงแล้วเขาสบายดี

    วันที่ความจริงปรากฏ

    ไม่นานหลังจากนั้น ความจริงก็ถูกเปิดเผย เมื่อเพื่อนร่วมงานบังเอิญพบสมชายที่งานอบรม เรื่องราวรู้ถึงหูผู้บริหาร นำมาสู่การสอบสวนภายในและการพิจารณาบทลงโทษ

    การพิจารณาทางกฎหมาย

    ในการพิจารณาคดี ศาลได้วิเคราะห์ประเด็นสำคัญดังนี้:

    1. ประเด็นการทุจริตต่อหน้าที่

    – แม้การกระทำของสมชายจะไม่สุจริต แต่ไม่พบเจตนาฉ้อฉล

    – ไม่มีการแสวงหาผลประโยชน์ทางการเงินจากการลาป่วยเท็จ

    – จึงไม่ถือเป็นการทุจริตต่อหน้าที่อย่างร้ายแรง

    2. สิทธิของนายจ้าง

    – นายจ้างมีสิทธิเลิกจ้างโดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า

    – ต้องจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมาย

    – การเลิกจ้างมีเหตุอันสมควร ไม่ถือเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

    บทเรียนสำคัญ

    กรณีของสมชายเป็นตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นว่า:

    1. การลาป่วยเท็จ แม้ไม่ได้มีเจตนาทุจริตด้านการเงิน ก็ถือเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม

    2. ความซื่อสัตย์และความไว้วางใจเป็นพื้นฐานสำคัญในความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง

    3. การตัดสินใจเพื่อความสะดวกในระยะสั้น อาจส่งผลเสียร้ายแรงต่อความมั่นคงในอาชีพการงาน

    แนวทางที่ควรปฏิบัติ

    สำหรับพนักงานที่ต้องการเข้าร่วมกิจกรรมส่วนตัวในวันทำงาน ควรดำเนินการดังนี้:

    – หารือกับผู้บังคับบัญชาอย่างตรงไปตรงมา

    – วางแผนการลาล่วงหน้า

    – พิจารณาใช้วันลาพักร้อนอย่างถูกต้อง

    – หากจำเป็น อาจขอปรับเวลาทำงานชดเชย

    การสื่อสารที่เปิดเผยและตรงไปตรงมาจะช่วยรักษาความสัมพันธ์ที่ดีในการทำงาน และป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

    อ้างอิงจาก คำพิพำกษำศำลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ ๖๒๕/๒๕๖๒ 

    #HR รีพอร์ต

  • นาทีชีวิตของคนโรงงาน

    จินตนาการภาพนี้: คุณเป็นคนงานที่ทำงานมานับปี แล้ววันหนึ่งบริษัทประกาศย้ายโรงงาน “เพียง” 60 กิโลเมตร ซึ่งอาจฟังดูใกล้ แต่สำหรับชีวิตคุณ นั่นคือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่!

    เส้นทางสู่ศาล: เรื่องเล่าของ 9 ชีวิตในโรงงานผลิตชิ้นส่วนรถยนต์

    กงล้อแห่งเวลา

    🕒 ปี 2555 บริษัทเริ่มวางแผนย้ายโรงงาน

    🏭 ปัจจุบัน สงครามทางกฎหมายปะทุ

    จุดประกายความขัดแย้ง

    – โรงงานเดิม สมุทรปราการ

    – โรงงานใหม่ ฉะเชิงเทรา

    – ระยะทาง 60 กิโลเมตรที่เปลี่ยนชีวิต

    เบื้องหลังความขัดแย้ง: เรื่องเล่าสองฝ่าย

    มุมมองบริษัท (โจทก์)

    “เรารักษาสิทธิคุณ! เรามีรถตู้รับส่ง เรายังคงเงินเดือนเท่าเดิม ทำไมต้องสร้างปัญหา?”

    มุมมองพนักงาน

    “นี่มันชีวิตของเรา! 60 กิโลเมตรไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือเวลา ค่าใช้จ่าย และชีวิต!”

    ศึกครั้งสำคัญ: สนามรบทางกฎหมาย

    ยุทธศาสตร์ของบริษัท

    1. ปฏิเสธจ่ายค่าชดเชย

    2. อ้างว่าการย้ายไม่กระทบชีวิตพนักงาน

    3. กล่าวหาว่าพนักงานละทิ้งหน้าที่

    กลยุทธ์ของพนักงาน

    1. เรียกร้องค่าชดเชยพิเศษ

    2. ชี้ว่าการย้ายโรงงานกระทบชีวิตประจำวัน

    3. ต่อสู้เพื่อสิทธิอันพึงได้

    บทวิเคราะห์: ความเป็นธรรมอยู่ตรงไหน?

    มุมมองทางกฎหมาย

    – การย้ายโรงงานมีผลกระทบมากแค่ไหน?

    – “ความสะดวก” ของบริษัทคือ “ภาระ” ของพนักงาน?

    – สิทธิของคนทำงานคืออะไร?

    เส้นแบ่งบางๆ ระหว่างสิทธิและหน้าที่

    🤝 บริษัท สิทธิในการบริหารจัดการ

    👥 พนักงาน สิทธิในการดำรงชีพ

    บทสรุป: สงครามที่ไร้ผู้ชนะ

    ในสนามรบทางกฎหมายแห่งนี้ ใครจะเป็นผู้ชนะ? 

    – บริษัทที่ต้องการประสิทธิภาพ 

    – พนักงานที่ต้องการความเป็นธรรม

    บทเรียนสำคัญ ความเข้าใจและการเจรจามักดีกว่าการสู้รบ

    เสียงจากหัวใจ

    “นี่ไม่ใช่แค่คดี แต่นี่คือชีวิตของคน” 

    คำถามท้าทาย คุณจะตัดสินอย่างไร หากอยู่ในสถานการณ์นี้?

    อ้างอิงจาก คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๒๖๑/๒๕๖๓ (คณะกรรมการสวัสดิการแรงงาน)

    #HR รีพอร์ต

  • คดีนี้เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิแรงงานและความสำคัญของความเป็นธรรมในสถานที่ทำงาน โดยมีประเด็นสำคัญที่น่าพิจารณาหลายประการ

    พัฒนาการของคดี

    ช่วงเริ่มต้น

    – นาย A เริ่มทำงานในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายการตลาดเมื่อเดือนสิงหาคม 2557

    – ได้รับค่าจ้างเดือนละ 20,966 บาท

    – ปฏิบัติหน้าที่มาโดยปกติ

    จุดเปลี่ยนของคดี

    1. กรณีพิพาทในที่ทำงาน

       – เกิดปัญหาทะเลาะวิวาทกับนางสาว ก.

       – บริษัทลงโทษทั้งสองฝ่าย แต่มีความแตกต่างในระดับการลงโทษ

    2. การพักงาน

       – บริษัทสั่งพักงานนาย A เป็นเวลา 1 เดือน

       – ไม่จ่ายค่าจ้าง

       – ไม่มีการสอบสวนอย่างเป็นทางการ

    การต่อสู้คดีในชั้นศาล

    ข้อกล่าวหาของนาย A

    – การพักงานไม่ชอบด้วยกฎหมาย

    – การเลิกจ้างไม่เป็นธรรม

    – เรียกร้องค่าชดเชยต่าง ๆ

    คำตัดสินของศาล

    ศาลแรงงานกลาง

    – เห็นว่าการพักงานไม่เป็นธรรม

    – การเลิกจ้างเป็นการลงโทษซ้ำซ้อน

    – สั่งให้บริษัทชดเชยค่าเสียหายต่าง ๆ

    ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ

    – ยืนยันคำตัดสินของศาลแรงงานกลาง

    – เน้นย้ำความไม่เป็นธรรมของบริษัท

    บทวิเคราะห์ทางกฎหมาย

    หลักการสำคัญ

    1. การลงโทษต้องมีความเป็นธรรมและไดสัดส่วน

    2. นายจ้างไม่สามารถลงโทษซ้ำซ้อนในกรณีเดียวกัน

    3. การมอบหมายงานโดยไม่จ่ายค่าจ้างถือเป็นการกระทำที่ไม่ชอบธรรม

    ข้อสังเกต

    – บริษัทขาดกระบวนการสอบสวนที่เป็นธรรม

    – การลงโทษไม่ได้สัดส่วนกับความผิด

    – ขาดความโปร่งใสในการจัดการข้อพิพาท

    บทเรียนสำหรับนายจ้าง

    1. ความโปร่งใสในการจัดการ

       – ต้องมีกระบวนการสอบสวนที่เป็นธรรม

       – การลงโทษต้องได้สัดส่วนกับความผิด

    2. การเคารพสิทธิของลูกจ้าง

       – ปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานอย่างเคร่งครัด

       – หลีกเลี่ยงการกระทำที่อาจถูกมองว่าไม่เป็นธรรม

    บทสรุป

    คดีนี้เตือนใจให้เห็นว่า ความเป็นธรรมในที่ทำงานไม่เพียงแต่เป็นเรื่องของศีลธรรม แต่ยังเป็นข้อผูกพันตามกฎหมายที่นายจ้างทุกรายพึงตระหนัก

    ข้อคิดสุดท้าย: ความยุติธรรมคือรากฐานของความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง

    อ้างอิงจาก คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ 555/2562

    #HR รีพอร์ต

  • คดีนี้เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจเกี่ยวกับการพิจารณาสถานะการจ้างงานในบริบทของสัญญาจ้างเหมาบริการ ซึ่งศาลต้องวินิจฉัยอย่างละเอียดถึงความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้าง ลูกจ้าง และบริษัทที่ปรึกษา

    สถานการณ์ข้อพิพาท

    บริษัทผู้ผลิตปิโตรเลียม (โจทก์ที่ 1) ว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษา (โจทก์ที่ 2) ให้ส่งที่ปรึกษาโครงการ (นาย A) มาปฏิบัติงาน โดยมีประเด็นสำคัญคือการระบุตัวนายจ้างที่แท้จริงและผู้มีหน้าที่จ่ายค่าชดเชย

    ประเด็นทางกฎหมาย

    1. การกำหนดสถานะนายจ้าง

       – เจ้าหน้าที่ตรวจแรงงานเห็นว่าโจทก์ที่ 1 เป็นนายจ้าง

       – ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่าโจทก์ที่ 2 ต่างหากที่เป็นนายจ้างที่แท้จริง

    2. ลักษณะงานของนาย A

       – เป็นงานให้คำปรึกษาตามสัญญาจ้างเหมาบริการ

       – ไม่ใช่งานในกระบวนการผลิตโดยตรง

    การวินิจฉัยของศาล

    ศาลฎีกาพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึง:

    – สัญญาจ้างเหมาบริการระหว่างโจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2

    – ลักษณะการปฏิบัติงานของนาย A

    – การดำเนินการเกี่ยวกับใบอนุญาตทำงาน

    คำพิพากษาสุดท้าย

    ศาลฎีกาพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งเจ้าหน้าที่ตรวจแรงงานเฉพาะในส่วนของโจทก์ที่ 1 และกำหนดให้โจทก์ที่ 2 เป็นผู้รับผิดชอบจ่ายค่าชดเชย

    บทเรียนทางกฎหมายแรงงาน

    คดีนี้สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนในการพิจารณาความสัมพันธ์การจ้างงาน โดยต้องพิเคราะห์ถึง:

    – เนื้อหาของสัญญา

    – ลักษณะการปฏิบัติงานจริง

    – ความสัมพันธ์ระหว่างคู่กรณี

    บทสรุป

    คดีนี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการตีความสัญญาจ้างอย่างรอบคอบ และการพิจารณาสถานะการจ้างงานที่ไม่ควรพิจารณาจากเพียงผิวเผิน

    อ้างอิงจาก คำพิพากษำศาลฎีกาที่ ๖๘๕๔/2562 (เหมาค่าแรง / เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน)

    #HR รีพอร์ต

  • ความเป็นมาของคดี

    ฝ่ายลูกจ้าง (โจทก์)

    – เริ่มทำงานตั้งแต่: 17 มิถุนายน 254X

    – ตำแหน่ง: พนักงานฝ่ายผลิต

    – รายได้: 23,793.64 บาท/เดือน (รวมค่าเช่าบ้าน)

    – อายุงาน: 16 ปี

    การเลิกจ้าง

    – วันที่แจ้ง: 13 มิถุนายน 256X

    – มีผลวันที่: 14 มิถุนายน 256X

    – เหตุผล: ยอดการผลิตในครึ่งปีหลังมีแนวโน้มลดลง

    ความขัดแย้งที่ซ่อนอยู่

    1. ปัญหาด้านสุขภาพ

    อาการทางการแพทย์

      – โรค: หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท

      – ผลกระทบ: ปวดหลังและขา

      – การใช้สิทธิ: ลาป่วยต่อเนื่องตั้งแต่ปี 255X

    การปรับตัวในการทำงาน

      – งานเดิม: ยกและประกอบกระจกรถยนต์

      – งานที่ได้รับมอบหมายใหม่: งานเอกสาร 5ส (งานเบา)

    2. ประเด็นขัดแย้ง

    พฤติกรรมนอกเวลางาน

      – สามารถเล่นกีฬาและแข่งขันฟุตบอลได้

      – ขัดแย้งกับการใช้สิทธิลาป่วย

    สถานการณ์ทางธุรกิจ

      – ปี 2560-2561: ยอดสั่งซื้อลดลง

      – ความจำเป็นในการลดจำนวนพนักงาน

      – ข้อจำกัดในการโยกย้ายตำแหน่งงาน

    ประเด็นทางกฎหมายที่ต้องพิจารณา

    1. การเลิกจ้างและความเป็นธรรม

    ด้านเศรษฐกิจ

      – ความจริงของผลกระทบทางธุรกิจ

      – ความจำเป็นในการลดพนักงาน

      – ทางเลือกอื่นที่อาจเป็นไปได้

    ด้านสุขภาพ

      – ความเหมาะสมของงานที่มอบหมาย

      – โอกาสในการโยกย้ายตำแหน่ง

      – การพิจารณาข้อจำกัดทางสุขภาพ

    2. ความซื่อสัตย์ในการใช้สิทธิ

    การลาป่วย

      – ความสอดคล้องระหว่างอาการป่วยและพฤติกรรม

      – หลักฐานทางการแพทย์

      – การใช้สิทธิโดยสุจริต

    แนวทางการพิจารณาของศาล

    1. กรณีเลิกจ้างไม่เป็นธรรม

    สิ่งที่ลูกจ้างอาจได้รับ

      – การกลับเข้าทำงานในตำแหน่งเดิม

      – ค่าชดเชยตามกฎหมาย

      – ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม

      – สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า

    2. กรณีเลิกจ้างเป็นธรรม

    ผลที่อาจเกิดขึ้น

      – จำเลยไม่ต้องรับกลับเข้าทำงาน

      – จ่ายเพียงค่าชดเชยตามกฎหมาย

      – ไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายเพิ่มเติม

    3. กรณีพบการละเมิดวินัย

    บทลงโทษที่อาจเกิดขึ้น

      – การลดสิทธิประโยชน์บางส่วน

      – การพิจารณาความไม่สุจริตในการใช้สิทธิ

    บทเรียนสำหรับองค์กร

    1. การบริหารทรัพยากรบุคคล

    – ความสำคัญของการจัดการพนักงานที่มีปัญหาสุขภาพ

    – การมอบหมายงานที่เหมาะสม

    – การติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน

    2. การเลิกจ้างอย่างเป็นธรรม

    – การพิสูจน์ความจำเป็นทางธุรกิจ

    – การหาทางเลือกอื่นก่อนการเลิกจ้าง

    – การดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย

    3. การจัดการความเสี่ยง

    – การเก็บหลักฐานและเอกสารที่เกี่ยวข้อง

    – การสื่อสารกับพนักงานอย่างโปร่งใส

    – การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายแรงงาน

    อ้างอิง คำพิพำกษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ ๑๖๒๒/๒๕๖๒ (คดีเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม)

    #HR รีพอร์ต

  • กรณีศึกษา: การเลิกจ้างพนักงาน 50 คนจากการขายธุรกิจผลิตผ้าเบรกรถยนต์

    ภาพรวมของคดี

    ในคดีที่สะเทือนวงการแรงงานครั้งนี้ พนักงาน 50 คนได้ร่วมกันฟ้องบริษัทผู้ผลิตผ้าเบรกรถยนต์และกรรมการผู้มีอำนาจ หลังถูกเลิกจ้างจากการขายส่วนธุรกิจ Foundation Brake ให้แก่ผู้ประกอบการรายใหม่ โดยมีทุนทรัพย์รวมกว่า 249 ล้านบาท

    ประเด็นที่น่าสนใจ

    1. การขายกิจการและผลกระทบต่อพนักงาน

    – บริษัทตัดสินใจขายส่วนธุรกิจ Foundation Brake

    – พนักงาน 50 คนที่ปฏิบัติงานในส่วนนี้ถูกเลิกจ้าง

    – ไม่มีการโอนย้ายพนักงานไปยังผู้ซื้อกิจการใหม่

    2. ข้อเรียกร้องของพนักงาน

    – ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

    – เงินช่วยเหลือต่างๆ

    – สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า

    – ดอกเบี้ยตามกฎหมาย

    กรณีพิเศษ: โจทก์ที่ 42 – เมื่อความเจ็บปวดซ้ำเติมด้วยการเลิกจ้าง

    ในจำนวนผู้เสียหายทั้งหมด มีกรณีที่น่าสนใจเป็นพิเศษของโจทก์ที่ 42 ซึ่งมีลักษณะเฉพาะดังนี้:

    1. ประวัติการบาดเจ็บ

       – ประสบอุบัติเหตุระหว่างการทำงาน

       – ส่งผลให้สมรรถภาพในการทำงานลดลงอย่างถาวร

       – ไม่สามารถทำงานหนักได้เหมือนเดิม

    2. การเรียกร้องพิเศษ

       – ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม: 1,452,824 บาท

       – ค่าสินไหมทดแทน: 1,722,825 บาท

       – เงินช่วยเหลือพิเศษ: 605,360 บาท

       – สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า: 60,536 บาท

    ประเด็นทางกฎหมายที่ต้องพิจารณา

    1. ความชอบธรรมของการเลิกจ้าง

    – การขายกิจการเป็นเหตุผลที่เพียงพอหรือไม่

    – มีทางเลือกอื่นที่กระทบต่อพนักงานน้อยกว่านี้หรือไม่

    – การดำเนินการเป็นไปตามขั้นตอนกฎหมายหรือไม่

    2. การคุ้มครองลูกจ้างที่บาดเจ็บ

    – กรณีโจทก์ที่ 42 ควรได้รับการพิจารณาพิเศษหรือไม่

    – บริษัทมีหน้าที่ดูแลลูกจ้างที่บาดเจ็บจากการทำงานอย่างไร

    3. บทบาทของผู้ซื้อกิจการ

    – มีการเจรจาเรื่องการรับโอนพนักงานหรือไม่

    – เงื่อนไขการจ้างงานใหม่เป็นอย่างไร

    บทวิเคราะห์ผลที่อาจเกิดขึ้น

    1. กรณีศาลเห็นว่าการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม

       – บริษัทอาจต้องจ่ายค่าเสียหายเต็มจำนวน

       – อาจต้องรับพนักงานกลับเข้าทำงาน

       – ต้องจ่ายค่าชดเชยพิเศษสำหรับโจทก์ที่ 42

    2. กรณีศาลเห็นว่าการเลิกจ้างชอบธรรม

       – บริษัทอาจต้องจ่ายเพียงค่าชดเชยตามกฎหมาย

       – อาจต้องพิจารณากรณีโจทก์ที่ 42 แยกต่างหาก

       – อาจต้องจัดหามาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติม

    บทส่งท้าย

    คดีนี้จะเป็นบรรทัดฐานสำคัญสำหรับการพิจารณาคดีแรงงานในอนาคต โดยเฉพาะในประเด็น:

    1. การคุ้มครองสิทธิลูกจ้างในกรณีการขายกิจการ

    2. การดูแลลูกจ้างที่บาดเจ็บจากการทำงาน

    3. ความสมดุลระหว่างสิทธิในการบริหารธุรกิจและการคุ้มครองแรงงาน

    การตัดสินของศาลจะส่งผลกระทบต่อแนวทางการปฏิบัติของบริษัทต่างๆ ในการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลเมื่อมีการควบรวมหรือขายกิจการในอนาคต

    อ้างอิงจาก คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ ๑๐๗๐ – ๑๑๒๐/๒๕๖๒ (เลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม)

    #HR รีพอร์ต