• ในคดีนี้ โจทก์ ซึ่งเป็นลูกจ้างตำแหน่งหัวหน้าแผนกเอกสาร ได้รับค่าจ้างเดือนละ 52,800 บาท ยื่นฟ้อง จำเลย (นายจ้าง) กรณีถูกเลิกจ้างโดยอ้างเหตุผลว่าเป็นการปรับโครงสร้างองค์กรเพื่อลดต้นทุนและความอยู่รอดทางธุรกิจ แต่โจทก์มองว่าเหตุผลดังกล่าวไม่เป็นความจริง และการเลิกจ้างเป็นการกระทำที่ไม่เป็นธรรม

    โจทก์ระบุว่าหัวหน้างานผู้ประเมินผลการทำงานมีความขัดแย้งส่วนตัวกับตน และหลังการเลิกจ้าง นายจ้างยังรับบุคคลอื่น (นาย ก.) เข้าทำงานแทนในตำแหน่งเดียวกัน

    ข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานพิจารณา

    1. สถานะการเงินของจำเลย:
      • ปี 2554: มีกำไร 175,262,336 บาท
      • ปี 2555: มีกำไร 62,762,010 บาท
      • ปี 2556: ขาดทุน 86,539,186 บาท
      • แสดงว่า นายจ้างขาดทุนเพียงปีเดียวก่อนการเลิกจ้าง
    2. การปฏิบัติภายหลังการเลิกจ้าง:
      • นายจ้างรับลูกจ้างใหม่ (นาย ก.) ในตำแหน่งเดียวกับโจทก์
      • การประเมินผลการทำงานของโจทก์ดำเนินการโดยหัวหน้างานที่มีความขัดแย้งส่วนตัวกับโจทก์

    ศาลแรงงานพิจารณาแล้วเห็นว่าการเลิกจ้างดังกล่าว ไม่มีเหตุผลและความจำเป็นเพียงพอ อีกทั้งไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่เหมาะสม จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม และสั่งให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายแก่โจทก์ 158,400 บาท พร้อมดอกเบี้ย

    การอุทธรณ์ของจำเลย
    จำเลยอุทธรณ์ว่าศาลแรงงานกลางไม่มีสิทธิสั่งจ่ายค่าเสียหายเพิ่มเติม 158,400 บาท เนื่องจากจำเลยได้จ่ายเงินตามกฎหมายไปแล้ว 823,680 บาท

    คำพิพากษาของศาลฎีกา
    ศาลฎีกาเห็นว่า

    • การพิจารณาของศาลแรงงานที่วินิจฉัยว่าการเลิกจ้างไม่มีเหตุผลเพียงพอและเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม เป็นไปตามอำนาจที่เหมาะสม
    • การที่จำเลยอุทธรณ์ประเด็นค่าเสียหาย เป็นการโต้แย้งข้อเท็จจริง ซึ่งขัดต่อพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง
    • ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ และพิพากษายืนตามคำสั่งของศาลแรงงาน

    ประเด็นสำคัญจากคดีนี้

    1. เหตุผลในการเลิกจ้างต้องมีความชอบธรรมและเหมาะสม: การขาดทุนเพียงปีเดียวและการรับลูกจ้างใหม่ในตำแหน่งเดิม แสดงถึงการไม่มีความจำเป็นจริงในการเลิกจ้าง
    2. ความขัดแย้งส่วนตัวไม่ควรเป็นปัจจัยในการประเมินผลการทำงาน: กรณีนี้ชี้ให้เห็นว่าการประเมินผลงานที่มีความลำเอียง ส่งผลต่อการตัดสินของศาล
    3. อำนาจของศาลแรงงาน: ศาลแรงงานสามารถพิจารณาประเด็นข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับการเลิกจ้างว่ามีความจำเป็นเพียงพอหรือไม่ แม้จะไม่ใช่ข้อโต้แย้งหลักในฟ้องร้อง

    เรื่องนี้เน้นให้เห็นถึงความสำคัญของการเลิกจ้างที่ต้องเป็นธรรมและมีเหตุผลเพียงพอ พร้อมปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานอย่างครบถ้วน.

    อ้างอิงจาก คำพิพำกษาศาลฎีกาที่ 4861/2560

    #hrรีพอร์ต

  • ในกรณีนี้ นายจ้าง (ผู้ร้อง) ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขออนุญาตเลิกจ้างกรรมการลูกจ้างและสมาชิกสหภาพแรงงาน รวม 13 คน โดยมีข้อกล่าวหาว่า กลุ่มลูกจ้างเหล่านี้มีพฤติกรรมขัดขวางการทำงาน ทำลายภาพลักษณ์ของบริษัท และแสดงท่าทีเป็นปรปักษ์ต่อผู้บริหาร เช่น การปลุกระดม ชักชวนให้พนักงานไม่ทำงานล่วงเวลา ใช้ถ้อยคำหยาบคายโจมตีนายจ้างผ่านโซเชียลมีเดีย และจัดชุมนุมประท้วงพร้อมถือป้ายข้อความที่ดูหมิ่นผู้บริหาร

    นายจ้างยังระบุว่า ได้มีการจ่ายค่าจ้างให้พนักงานเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง แม้ไม่อนุญาตให้ปฏิบัติงาน โดยให้เหตุผลว่าพนักงานกลุ่มนี้ไม่สามารถร่วมงานกับบริษัทได้อีกต่อไป

    การพิจารณาของศาลแรงงานภาค 2
    ศาลแรงงานภาค 2 เห็นว่า พฤติกรรมของลูกจ้างดังกล่าวเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมและอาจสร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของบริษัท อีกทั้งไม่ได้ปรากฏหลักฐานว่านายจ้างกลั่นแกล้งหรือมีการกระทำที่ไม่เป็นธรรมต่อพนักงาน ศาลจึงมีคำสั่งอนุญาตให้นายจ้างเลิกจ้างกรรมการลูกจ้างตามคำร้อง

    การอุทธรณ์ของฝ่ายลูกจ้าง
    ลูกจ้างอุทธรณ์ว่า นายจ้างมีเจตนาขัดขวางการดำเนินงานของสหภาพแรงงาน และพฤติกรรมดังกล่าวไม่เข้าข่ายการกระทำผิดตามมาตรา 123 แห่ง พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์

    คำวินิจฉัยของศาลฎีกา
    ศาลฎีกาพิจารณาว่า กรณีนี้เป็นการพิจารณาตาม มาตรา 52 แห่ง พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 ซึ่งเน้นพิจารณาว่ามีเหตุผลและความเหมาะสมเพียงพอที่จะเลิกจ้างหรือไม่ โดยไม่จำเป็นต้องใช้เกณฑ์ในมาตราอื่น เช่น มาตรา 121, 122, และ 123 ในการพิจารณา

    ศาลเห็นว่าพฤติการณ์ของลูกจ้าง เช่น การปลุกระดม โจมตีนายจ้าง และแสดงพฤติกรรมที่เป็นปรปักษ์ ถือว่ามีเหตุผลและความเหมาะสมเพียงพอที่จะเลิกจ้างได้ จึงพิพากษายืนตามคำสั่งศาลแรงงานภาค 2 และยกคำอุทธรณ์ของฝ่ายลูกจ้าง

    ประเด็นสำคัญจากคดี

    1. บทบาทของมาตรา 52: ในกรณีที่เกี่ยวข้องกับการเลิกจ้างกรรมการลูกจ้างหรือสมาชิกสหภาพแรงงาน ศาลจะพิจารณาตามหลักเกณฑ์เฉพาะของมาตรานี้ โดยเน้นเหตุผลและความเหมาะสมเป็นหลัก
    2. ความสมควรในการเลิกจ้าง: ศาลมองว่าการกระทำของลูกจ้างที่แสดงความเป็นปรปักษ์ เช่น การใช้ถ้อยคำหยาบคายและขัดขวางการทำงาน เป็นเหตุผลที่สมควรเพียงพอต่อการเลิกจ้าง
    3. ข้อจำกัดในอำนาจศาล: ศาลไม่จำเป็นต้องพิจารณาตามเกณฑ์ในมาตราอื่นของกฎหมายแรงงานสัมพันธ์หรือตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงาน

    เรื่องนี้เป็นตัวอย่างสำคัญของการพิจารณาเลิกจ้างกรรมการลูกจ้างตามกฎหมายแรงงาน โดยคำนึงถึงทั้งเหตุผลและความเหมาะสมในเชิงปฏิบัติ.

    อ้างอิงจาก คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๔๑๑๑ – ๔๑๒๐/๒๕๖๑ (ขอเลิกจ้างกรรมการลูกจ้าง)

    #hrรีพอร์ต

  • สรุปประเด็นสำคัญในคดี
    โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างเหมาค่าแรง ฟ้องบริษัท ค. (นายจ้างผู้ประกอบกิจการ) และบริษัท ถ. (นายจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรง) โดยอ้างว่า ถูกเลิกจ้างอย่างไม่เป็นธรรม และเรียกร้องค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

    ข้อเท็จจริงในคดี

    1. สถานะการจ้างงาน
      • บริษัท ถ. ส่งตัวโจทก์ไปทำงานที่บริษัท ค. ในตำแหน่งพนักงานฝ่ายผลิต
      • บริษัท ค. เป็นผู้กำหนดลักษณะงานของโจทก์ ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการผลิตของบริษัท ค.
    2. เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
      • โจทก์ยื่นฟ้องบริษัท ค. และบริษัท ถ. ในข้อหาปฏิบัติไม่เสมอภาค
      • หลังการฟ้องร้อง บริษัท ค. ส่งคืนตัวโจทก์กลับบริษัท ถ. โดยยึดบัตรพนักงาน คืนชุดพนักงาน และไม่อนุญาตให้ทำงานในโรงงานของตนอีก
    3. ผลต่อสถานะการจ้างงาน
      • บริษัท ถ. ซึ่งเป็นนายจ้างตามสัญญา ยังคงรับตัวโจทก์กลับเข้าทำงาน และจัดการจ่ายค่าจ้างเท่าเดิม
      • โจทก์ไม่ได้มาทำงานกับบริษัท ถ. ตามที่ได้รับข้อเสนอ

    คำพิพากษาศาลแรงงานและศาลฎีกา

    1. ศาลแรงงานภาค 2
      • พิจารณาว่า การที่บริษัท ค. คืนตัวโจทก์โดยไม่จ่ายค่าจ้าง ถือเป็นการเลิกจ้าง
      • บริษัท ค. ต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า แต่ไม่รับฟ้องเรื่องค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม
    2. ศาลฎีกา
      • เห็นว่า บริษัท ค. ส่งคืนตัวโจทก์ให้บริษัท ถ. ตามสัญญาเหมาแรงงาน ไม่ถือเป็นการเลิกจ้าง
      • การที่บริษัท ถ. ยังรับโจทก์กลับเข้าทำงาน โดยกำหนดค่าจ้างและสวัสดิการเท่าเดิม แสดงว่าไม่ได้สิ้นสุดสถานะลูกจ้าง
      • การยึดบัตรหรือคืนชุดพนักงานเป็นเพียงขั้นตอนการส่งคืนตัวตามสัญญา ไม่ได้บ่งบอกถึงการเลิกจ้าง

    ข้อสรุป

    • การส่งคืนลูกจ้างให้บริษัทนายจ้างตามสัญญาเดิม ไม่ถือเป็นการเลิกจ้าง
    • โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยหรือค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม
    • ศาลพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ในคดีนี้ทั้งหมด

    ข้อควรทราบ
    กรณีนี้เน้นย้ำว่า การคืนตัวลูกจ้างตามสัญญาเหมาแรงงานถือเป็นกระบวนการปกติ หากนายจ้างเดิมยังคงสถานะลูกจ้างโดยไม่ขาดช่วง ผู้ฟ้องต้องมาทำงานตามข้อตกลงเพื่อรักษาสิทธิในสถานะของตนเอง.

    อ้างอิงจาก คำพิพำกษาศาลฎีกาที่ ๔๖๐๐/๒๕๖๑ (เหมาค่าแรง มาตรา ๑๑/๑)

    #hrรีพอร์ต

  • ในคดีนี้ โจทก์ฟ้องว่า ตนเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 แต่ไม่ได้รับค่าจ้าง สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าชดเชยจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม โดยโจทก์ระบุว่าได้ทำงานให้จำเลยที่ 2 ระหว่างเดือนมีนาคมถึงเมษายน 2559 แต่พนักงานตรวจแรงงานวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลยที่ 2 โจทก์จึงขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว และบังคับให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินตามสิทธิแรงงานที่ค้างอยู่ รวมทั้งค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ย

    ข้อเท็จจริงในคดี

    • จำเลยที่ 2 ได้ว่าจ้างบริษัท ด. ให้เข้ามาบริหารกิจการ ซึ่งบริษัท ด. มีอำนาจในการบริหารงานแทนจำเลยที่ 2 รวมถึงการจ้างลูกจ้างด้วย
    • บริษัท ด. โดยนาย อ. ได้ทำสัญญาจ้างโจทก์เป็นลูกจ้าง ขณะเดียวกัน นาง พ. ซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการของจำเลยที่ 2 ยังส่งข้อความสั่งงานโจทก์ผ่านแอปพลิเคชันไลน์
    • พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า โจทก์อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของจำเลยที่ 2

    ศาลแรงงานภาค 2 พิจารณาเห็นว่า การที่บริษัท ด. ทำสัญญาจ้างโจทก์ ถือเป็นการกระทำในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 2 ดังนั้น โจทก์จึงถือว่าเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 การเลิกจ้างโจทก์โดยไม่จ่ายค่าชดเชยจึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ศาลจึงมีคำสั่งให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของพนักงานตรวจแรงงาน และบังคับให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าจ้างและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า พร้อมดอกเบี้ย

    ข้อโต้แย้งจากจำเลย
    จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า

    1. จำเลยที่ 2 ไม่เคยว่าจ้างบริษัท ด. ให้เข้ามาบริหารงาน หรือมอบอำนาจให้กระทำการแทน
    2. ข้อความสั่งงานในแอปพลิเคชันไลน์เป็นเพียงการประสานงาน ไม่ใช่การบังคับบัญชา
    3. การรับฟังว่าโจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ขาดหลักฐานที่หนักแน่น

    คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ
    ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิจารณาแล้วเห็นว่า อุทธรณ์ของจำเลยเป็นการโต้แย้งข้อเท็จจริง ซึ่งเป็นเรื่องต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง จึงไม่รับวินิจฉัย

    สรุป

    โจทก์ได้รับการยืนยันว่าเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 เนื่องจากการจ้างงานผ่านตัวแทนและพฤติการณ์บังคับบัญชาผ่านข้อความแอปพลิเคชันไลน์ ศาลพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน และบังคับให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินตามสิทธิแรงงานที่โจทก์เรียกร้อง

    อ้างอิงจาก คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ ๘๔๖/๒๕๖๐ (คดีเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน)

    #hrรีพอร์ต

  • คำพิพากษาดังกล่าวเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทเรื่องการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม โดยมีประเด็นหลักเกี่ยวกับการยกพยานหลักฐานและความชอบด้วยกฎหมายของการเลิกจ้าง ซึ่งสามารถสรุปได้ดังนี้:

    ข้อเท็จจริงของคดี

    • โจทก์ทั้งสองทำงานในตำแหน่งพนักงานขายให้กับจำเลย โดยมีข้อตกลงเรื่องค่าจ้าง ค่าน้ำมันรถ และค่าตอบแทนการขาย
    • จำเลยมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการจ้างงานและให้โจทก์ย้ายที่ทำงานไปยังจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งโจทก์ไม่ยินยอม
    • จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยอ้างว่าโจทก์ละทิ้งหน้าที่ 3 วันทำงานติดต่อกัน
    • โจทก์ฟ้องว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม และเรียกร้องค่าชดเชยต่างๆ

    ประเด็นข้อพิพาท

    1. การยื่นพยานหลักฐาน (ข้อความจากแอปพลิเคชันไลน์)
      • ข้อโต้แย้งของจำเลย: โจทก์ไม่ได้ส่งสำเนาข้อความสนทนาจากแอปพลิเคชันไลน์ให้จำเลยก่อนวันสืบพยาน จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย
      • คำวินิจฉัยของศาลแรงงานภาค 3: ศาลรับพยานหลักฐานดังกล่าวไว้เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม โดยพิจารณาตามมาตรา 54 วรรคหนึ่ง ของพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานฯ ที่ให้อำนาจศาลเรียกพยานหลักฐานเองเพื่อความชัดเจนในข้อเท็จจริง
      • คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ: การรับฟังพยานหลักฐานดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายและเป็นไปเพื่อความยุติธรรม
    2. ความชอบด้วยกฎหมายของการเลิกจ้าง
      • ข้อเท็จจริงที่ศาลรับฟัง: ข้อความสนทนาในแอปพลิเคชันไลน์ระบุว่าโจทก์ยังคงปฏิบัติหน้าที่เป็นพนักงานขายตลอดเดือนเมษายน
      • จำเลยมีเพียงพยานปากเดียว (นาย ณ.) ที่กล่าวอ้างลอยๆ ว่าโจทก์ละทิ้งหน้าที่ 3 วันติดต่อกัน ซึ่งไม่มีน้ำหนักเพียงพอ
      • ข้อสรุปของศาล: การเลิกจ้างของจำเลยเป็นการเลิกจ้างที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากไม่มีข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้ว่าโจทก์ละทิ้งหน้าที่
    3. ประเด็นอุทธรณ์ของจำเลย
      • ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเห็นว่าการอุทธรณ์ของจำเลยเป็นการโต้แย้งข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานภาค 3 วินิจฉัยแล้ว ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงต้องห้ามตามมาตรา 54 วรรคหนึ่ง ของพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานฯ จึงไม่รับวินิจฉัย

    คำพิพากษาสรุป

    1. การยกพยานหลักฐานข้อความสนทนาในแอปพลิเคชันไลน์ชอบด้วยกฎหมาย เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม
    2. จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร และเป็นการเลิกจ้างที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
    3. ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษยืนตามคำพิพากษาของศาลแรงงานภาค 3 ให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยและค่าเสียหายต่างๆ พร้อมดอกเบี้ย และให้ออกใบผ่านงานแก่โจทก์

    ข้อสรุปทางกฎหมาย

    คดีนี้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการใช้อำนาจศาลแรงงานในการรับพยานหลักฐานเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม แม้จะไม่ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนการส่งเอกสารล่วงหน้า ศาลสามารถพิจารณาได้หากเห็นว่าเอกสารนั้นจำเป็นต่อการวินิจฉัยข้อพิพาท และยังเน้นถึงหลักการพิจารณาความชอบด้วยเหตุผลในการเลิกจ้างที่ต้องมีข้อเท็จจริงรองรับ ไม่ใช่เพียงคำกล่าวอ้างฝ่ายเดียวของนายจ้าง.

    อ้างอิงจาก คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ ๑๔๓ – ๑๔๔/๒๕๖๐

    #hrรีพอร์ต

  • จากคำพิพากษาที่กล่าวถึง คดีนี้เกี่ยวข้องกับการเลิกจ้าง “ผู้จัดการฝ่ายบุคคล” โดยประเด็นสำคัญของคดีนี้คือพฤติกรรมของโจทก์ที่เรียกเก็บเงินจากลูกจ้างซึ่งเป็นคนต่างด้าว คนละ 100 บาท เพื่อใช้ในการอำนวยความสะดวกในการดำเนินการแจ้งยืนยันถิ่นที่อยู่ โดยไม่มีการใช้เงินดังกล่าวเพื่อประโยชน์ส่วนตัวของโจทก์ แต่กลับเป็นการสร้างความสะดวกให้กับลูกจ้างเอง อย่างไรก็ตาม คำพิพากษาศาลฎีกามีสาระสำคัญดังนี้:

    1. พฤติกรรมของโจทก์ไม่ถือเป็น “ทุจริต” ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน
      แม้ว่าการเรียกเก็บเงินดังกล่าวจะเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมและสร้างภาระให้กับลูกจ้างต่างด้าว แต่ศาลฎีกาพิจารณาแล้วว่า การกระทำดังกล่าวไม่ได้เข้าข่ายการ “ประพฤติชั่ว โกง หรือไม่ซื่อตรง” ตามความหมายของคำว่า “ทุจริต” ในพจนานุกรมหรือมาตรา 119 (1) ของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 เพราะโจทก์ไม่ได้ใช้เงินดังกล่าวเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน
    2. การเลิกจ้างถือว่ามีเหตุผลสมควร
      ถึงแม้การกระทำของโจทก์จะไม่เข้าข่ายการทุจริต แต่พฤติกรรมดังกล่าวถือเป็นการกระทำที่ “ไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่” ตามมาตรา 583 ของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งทำให้นายจ้างมีสิทธิเพื่อเลิกจ้างโดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้าและไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า รวมถึงไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม
    3. ศาลฎีกาพิพากษาแก้ไขคำตัดสินบางส่วน
      ศาลแรงงานภาค 3 เคยตัดสินให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย ค่าเสียหายจากการเลิกจ้าง และดอกเบี้ยแก่โจทก์ แต่ศาลฎีกาแก้คำตัดสิน โดยระบุว่าจำเลยไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม เนื่องจากการเลิกจ้างมีเหตุผลสมควร

    สรุป

    แม้พฤติกรรมของโจทก์จะไม่ถึงขั้น “ทุจริต” ตามกฎหมายแรงงาน แต่ก็ถือว่าไม่เหมาะสมในบริบทของหน้าที่และความรับผิดชอบในฐานะผู้จัดการฝ่ายบุคคล ศาลฎีกาจึงพิพากษาให้การเลิกจ้างดังกล่าวเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุผลสมควรและชอบด้วยกฎหมาย

    อ้างอิงจาก คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๔๐๒๐/๒๕๖๑

    #hrรีพอร์ต

  • จากคำพิพากษาในกรณีนี้ ข้อเท็จจริงแสดงให้เห็นว่าการเลิกจ้างโจทก์ที่ 1 และที่ 2 เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม โดยพฤติการณ์ที่นางสาว พ. ซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการของจำเลย กล่าวถ้อยคำที่แสดงออกชัดเจนถึงการบอกเลิกจ้าง ทั้งที่ไม่มีเหตุผลอันสมควรตามกฎหมายแรงงาน สรุปประเด็นสำคัญในคดีได้ดังนี้:

    พฤติการณ์การเลิกจ้าง

    1. ถ้อยคำของกรรมการผู้จัดการ
      คำพูดที่ระบุถึงการ “ไล่ออก” ในลักษณะชัดเจน เช่น
      • “พี่ไล่ออก ในฐานะที่คุณไม่ให้ความเคารพผู้บังคับบัญชา”
      • “ใบลาออกอยู่ตรงนั้น ไล่ออกเลยค่ะ”
    2. ถ้อยคำดังกล่าวเพียงพอที่วิญญูชนทั่วไปจะเข้าใจได้ว่ามีการเลิกจ้างเกิดขึ้น ซึ่งขัดกับคำให้การของจำเลยที่อ้างว่าโจทก์ละทิ้งงานเอง
    3. เหตุจูงใจในการเลิกจ้าง
      การเลิกจ้างเกิดขึ้นหลังจากโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ตรวจสอบไปยังสำนักงานประกันสังคมเกี่ยวกับการไม่ส่งเงินสมทบ และเผยแพร่เรื่องดังกล่าวบนโซเชียลมีเดีย การกระทำนี้แม้อาจไม่เหมาะสมในฐานะผู้ใต้บังคับบัญชา แต่ก็ไม่ถือเป็นเหตุอันชอบด้วยกฎหมายสำหรับการเลิกจ้าง
    4. ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเลิกจ้างโจทก์ที่ 3
      สำหรับโจทก์ที่ 3 ศาลฟังว่าไม่มีหลักฐานเพียงพอที่ชี้ชัดว่าถูกเลิกจ้างโดยจำเลย โดยคำให้การและหลักฐานแสดงว่าโจทก์ที่ 3 ลาออกเอง

    คำวินิจฉัยของศาล

    1. โจทก์ที่ 1 และที่ 2
      การเลิกจ้างโดยไม่มีเหตุผลชอบด้วยกฎหมายถือเป็น “การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม” จำเลยจึงต้องจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์ทั้งสอง
    2. โจทก์ที่ 3
      ไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าถูกเลิกจ้าง การเรียกร้องค่าเสียหายจึงไม่อาจรับฟังได้

    ประเด็นสำคัญทางกฎหมาย

    1. พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541
      การเลิกจ้างโดยไม่มีเหตุอันสมควรหรือไม่เป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย ถือเป็นการละเมิดสิทธิแรงงาน
    2. สิทธิของลูกจ้างในการสอบถามหรือเรียกร้องเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์
      การที่โจทก์ตรวจสอบเกี่ยวกับการไม่ส่งเงินสมทบประกันสังคม เป็นการใช้สิทธิโดยชอบธรรมที่กฎหมายคุ้มครอง

    ข้อคิดจากกรณีนี้

    • นายจ้างควรระมัดระวังในเรื่องถ้อยคำและการสื่อสารกับลูกจ้าง โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่อาจถูกตีความว่าเป็นการเลิกจ้าง
    • ควรมีเหตุผลและหลักฐานชัดเจนหากมีความจำเป็นต้องเลิกจ้างลูกจ้าง เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกฟ้องร้องเรื่อง “การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม”
    • ลูกจ้างควรปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับของบริษัทอย่างเหมาะสม และใช้ช่องทางที่เหมาะสมในการร้องเรียนหรือสอบถามสิทธิประโยชน์

    อ้างอิงจาก คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๔๐๗๗-๔๐๗๙/๒๕๖๑

    #hrรีพอร์ต

  • สถานการณ์เบื้องต้น

    นางสาว ก. เป็นพนักงานธุรการอาวุโสประจำสาขาเชียงใหม่ ด้วยเงินเดือน 31,110 บาท เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2560 บริษัทแจ้งปิดสาขาเชียงใหม่และเสนอให้เธอย้ายไปทำงานที่สำนักงานใหญ่ในกรุงเทพฯ ในตำแหน่งใหม่ Sales Executive

    พัฒนาการของเหตุการณ์

    1. บริษัทกำหนดให้นางสาว ก. ตอบรับการย้ายภายในวันที่ 1 ตุลาคม 2560

    2. ในวันเดียวกัน บริษัทออกหนังสือเลิกจ้าง โดยระบุว่านางสาว ก. ไม่ประสงค์ย้าย

    3. กำหนดวันทำงานสุดท้ายวันที่ 31 ตุลาคม 2560

    ข้อโต้แย้งของนางสาว ก.

    – อายุ 54 ปี ซึ่งเป็นอุปสรรคในการหางานใหม่

    – มีบุตรที่กำลังศึกษา

    – เห็นว่าการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม

    กระบวนการทางกฎหมาย

    ศาลแรงงานภาค 5

    – เห็นว่าการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม

    – บริษัทแจ้งเลิกจ้างในวันเดียวกับการเสนอย้ายงาน

    – ไม่มีหลักฐานยืนยันปัญหาขาดทุน

    – ตัดสินให้บริษัทชดเชย 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย

    ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ

    – เห็นชอบกับคำวินิจฉัยของศาลแรงงานภาค 5

    – อ้างอิงมาตรา 49 พระราชบัญญัติศาลแรงงาน

    – ยืนยันการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

    บทสรุป

    คดีนี้สะท้อนให้เห็นความสำคัญของความเป็นธรรมในการบริหารทรัพยากรมนุษย์ โดยศาลคำนึงถึงผลกระทบต่อชีวิตของพนักงานประกอบกับการใช้ดุลยพินิจในการตัดสินคดี

    บทเรียน

    1. นายจ้างควรมีความโปร่งใสในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างองค์กร

    2. การสื่อสารที่ชัดเจนและให้เกียรติพนักงานเป็นสิ่งสำคัญ

    3. ควรคำนึงถึงผลกระทบต่อชีวิตพนักงานในทุกการตัดสินใจ

    อ้างอิงจาก คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ ๙๔/๒๕๖๒ (ปิดสาขา สอบถามความยินยอมย้ายจากลูกจ้าง แต่เลิกจ้างลูกจ้างโดยไม่เป็นธรรม)

    #hrรีพอร์ต

  • สถานการณ์เบื้องต้น

    นาย ก. เริ่มทำงานกับบริษัทเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2554 ในตำแหน่งผู้ช่วยหัวหน้างาน โดยได้รับเงินเดือน 14,793 บาท ต่อมาเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2557 บริษัทได้เลิกจ้างเขา

    เหตุแห่งการเลิกจ้าง

    บริษัทให้เหตุผลว่านาย ก. กระทำความผิดร้ายแรง โดยใช้กำลังทำร้ายร่างกายพนักงานหญิง (นางสาว ก.) ในโรงอาหาร การกระทำดังกล่าวประกอบด้วย:

    – กระชากผม

    – ตบหน้า 

    – เตะท้อง

    กระบวนการทางกฎหมาย

    ศาลแรงงานกลาง

    – พิจารณาว่าการกระทำของนาย ก. เป็นความผิดร้ายแรงตามข้อบังคับบริษัท

    – ตัดสินยกฟ้อง

    – ปฏิเสธสิทธิการรับโบนัสเนื่องจากถูกเลิกจ้างก่อนสิ้นปี

    การอุทธรณ์ของนาย ก.

    นาย ก. อุทธรณ์โดยให้เหตุผลว่า:

    – เหตุการณ์เกิดก่อนเวลางาน

    – หัวหน้างานได้ตักเตือนด้วยวาจาแล้ว

    ศาลฎีกา

    – ยืนยันคำตัดสินเดิม

    – ชี้แจงว่าข้อบังคับวินัยไม่ได้จำกัดเฉพาะการกระทำในเวลาทำงาน

    – เห็นว่าการกระทำของนาย ก. เป็นการละเมิดวินัยร้ายแรง

    – การตักเตือนด้วยวาจาไม่ถือเป็นการลงโทษ

    บทสรุป

    ศาลยังคงยืนยันคำตัดสินเดิม โดยเห็นว่าการอุทธรณ์ของนาย ก. เป็นเพียงการโต้แย้งข้อเท็จจริง ซึ่งไม่อาจอุทธรณ์ได้ตามกฎหมายแรงงาน

    บทเรียนจากเหตุการณ์

    กรณีนี้สะท้อนให้เห็นความสำคัญของการประพฤติตนอย่างเหมาะสมทั้งในและนอกเวลาทำงาน รวมถึงการเคารพเพื่อนร่วมงานและชื่อเสียงขององค์กร

    อ้างอิงจาก คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๕๗๗/๒๕๖๑ (ทำร้ายร่างกายเพื่อนร่วมงาน มิได้เกรงกลัวกฎหมายบ้านเมือง)

    #hrรีพอร์ต

  • นาย ก. เริ่มทำงานเป็นผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการมาตั้งแต่ปี 2552 ด้วยเงินเดือนเริ่มต้น 49,000 บาท 

    ในวันหนึ่งของปี 2557 ผู้จัดการฝ่ายทรัพยากรบุคคลเรียกนาย ก. มาพบและเสนอเงินชดเชย 141,000 บาท เพื่อให้เขาลาออกจากงาน โดยให้เซ็นเอกสารยอมรับเงินดังกล่าว 

    แต่นาย ก. ไม่ยอมรับเงื่อนไข เขาขีดฆ่าข้อความที่ระบุว่าจะไม่เรียกร้องสิทธิ์ใดๆ และเซ็นเอกสารโดยไม่เต็มใจ

    บริษัทอ้างว่านาย ก. มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม เช่น ใช้เวลาทำงานดูเว็บไซต์ที่ไม่เกี่ยวข้อง และมีความสัมพันธ์ชู้สาวกับพนักงานอื่น แม้ว่าเขาจะมีครอบครัวแล้ว

    เมื่อคดีขึ้นศาลแรงงาน ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า:

    – นาย ก. ไม่ได้ถูกบังคับให้ลาออก 

    – เนื่องจากทำงานไม่ครบปีปฏิทิน จึงไม่มีสิทธิ์เรียกร้องเงินค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี

    – ตัดสินยกฟ้อง

    อย่างไรก็ตาม นาย ก. ได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลต่อไป

    เรื่องราวนี้สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง และความสำคัญของการเคารพสิทธิและความเป็นธรรมในที่ทำงาน

    อ้างอิงจาก คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๕๗๘/๒๕๖๑ (ลงลายมือชื่อในใบลาออก จึงไม่ใช่การเลิกจ้าง)

    #hrรีพอร์ต