• ประเด็นสำคัญของคดี

    1. การเกษียณอายุถือเป็นการเลิกจ้างตามกฎหมาย โดยลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าชดเชย
    2. สิทธิในการฟ้องค่าชดเชยมีอายุความ 10 ปี
    3. การที่นายจ้างอุทธรณ์ข้อขาดอายุความในศาลอุทธรณ์แรงงาน โดยไม่ได้ยกขึ้นในศาลชั้นต้น ถือว่าขัดต่อกฎหมาย

    ข้อเท็จจริงของคดี

    1. โจทก์ (ลูกจ้าง) ทำงานตำแหน่งแอดไวเซอร์ ได้รับค่าจ้างเดือนละ 55,387 บาท
    2. โจทก์เริ่มทำงานกับจำเลย (นายจ้าง) จนกระทั่งอายุครบ 55 ปี ในวันที่ 12 มิถุนายน 2542 ซึ่งตามข้อบังคับการทำงานของจำเลยระบุว่าเป็นเกษียณอายุ
    3. หลังจากเกษียณอายุ จำเลยยังให้โจทก์ทำงานต่อไป โดยจ่ายค่าจ้างเรื่อยมา จนถึงวันที่ 18 มิถุนายน 2552 ที่โจทก์ลาออกเนื่องจากอายุ 66 ปี และรู้สึกไม่สามารถทำงานต่อได้
    4. โจทก์ฟ้องเรียกค่าชดเชยจากจำเลยเป็นจำนวน 553,870 บาท (ค่าชดเชย 10 เดือน)

    คำวินิจฉัยของศาล

    1. ศาลแรงงานกลาง

    • ศาลแรงงานกลางเห็นว่าการเกษียณอายุที่ 55 ปีตามข้อบังคับของจำเลยถือเป็นการเลิกจ้าง
    • โจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงาน
    • พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยจำนวน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

    2. ศาลฎีกา

    คำวินิจฉัยที่สำคัญ:

    1. การเกษียณอายุถือเป็นการเลิกจ้าง:
      การที่ลูกจ้างครบเกษียณอายุตามข้อบังคับถือเป็นการสิ้นสุดสัญญาจ้างโดยปริยาย (การเลิกจ้าง) และลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าชดเชย
    2. นายจ้างให้ลูกจ้างทำงานต่อหลังเกษียณ:
      แม้จำเลยจะยังคงจ้างโจทก์ต่อหลังเกษียณ แต่ไม่ได้เปลี่ยนสถานะของสิทธิการเลิกจ้างตามข้อบังคับเดิม
    3. สิทธิค่าชดเชยมีอายุความ 10 ปี:
      ตามมาตรา 193/30 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ สิทธิการฟ้องร้องค่าชดเชยในกรณีเลิกจ้างมีอายุความ 10 ปี
    4. ข้อขาดอายุความในศาลอุทธรณ์แรงงาน:
      จำเลยอุทธรณ์ว่าคดีขาดอายุความ (สิทธิฟ้องขาดอายุในปี 2552) แต่ประเด็นนี้ไม่เคยถูกยกขึ้นต่อสู้ในศาลแรงงานกลาง
      • การที่จำเลยยกข้อขาดอายุความขึ้นในศาลอุทธรณ์ถือเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น
      • ขัดต่อ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง
      • และขัดต่อ พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31
    5. พิพากษายกอุทธรณ์:
      ศาลฎีกายกอุทธรณ์ของจำเลย โดยให้ยืนตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง

    คำพิพากษาสรุป

    1. การเกษียณอายุของลูกจ้างตามข้อบังคับ ถือเป็นการเลิกจ้างโดยปริยาย ลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าชดเชย
    2. สิทธิการฟ้องค่าชดเชยมีอายุความ 10 ปี นับตั้งแต่วันเลิกจ้าง
    3. การอุทธรณ์ข้อขาดอายุความโดยไม่ได้ยกขึ้นในศาลแรงงานกลาง ถือเป็นข้อห้ามตามกฎหมาย

    ข้อสรุป

    คดีนี้ย้ำให้เห็นถึงสิทธิของลูกจ้างในการได้รับค่าชดเชยเมื่อครบเกษียณอายุ และระบุชัดเจนว่าอายุความในการฟ้องร้องสิทธินี้คือ 10 ปี นายจ้างไม่สามารถหลีกเลี่ยงหรืออ้างข้อขาดอายุความในชั้นอุทธรณ์ได้หากไม่ได้ยกขึ้นสู้ในศาลชั้นต้น.

    อ้างอิงจาก คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9878/2557

    #hrรีพอร์ต


  • ประเด็นสำคัญของคดี

    นายจ้างกำหนดข้อบังคับให้ลูกจ้างเกษียณอายุที่ 60 ปี และมีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามกฎหมาย แต่หลังจากลูกจ้างครบอายุ 60 ปี นายจ้างยังคงจ้างงานต่อไปจนลูกจ้างขอเกษียณอายุเอง ต่อมาเกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิการได้รับค่าชดเชย


    ข้อเท็จจริงของคดี

    1. โจทก์ (ลูกจ้าง) ดำรงตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ และทำงานกับจำเลย (นายจ้าง) ตั้งแต่ปี 2526
    2. ข้อบังคับของนายจ้างกำหนดให้ลูกจ้างเกษียณอายุเมื่ออายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ โดยมีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามกฎหมาย
    3. โจทก์มีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ในวันที่ 3 สิงหาคม 2548 แต่ยังคงทำงานกับจำเลยต่อไปโดยได้รับค่าจ้างปกติ
    4. วันที่ 3 มีนาคม 2550 โจทก์ขอเกษียณอายุด้วยเหตุผลส่วนตัว และทำงานต่อจนถึงวันที่ 15 เมษายน 2550 เพื่อส่งมอบงาน
    5. จำเลยปฏิเสธการจ่ายค่าชดเชย โดยให้เหตุผลว่าโจทก์ยื่นใบลาออกเอง

    คำวินิจฉัยของศาล

    1. ศาลแรงงานกลาง
    พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ โดยคิดจากเงินเดือนในช่วงที่ลาออก พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี เริ่มนับตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคม 2548 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ครบอายุ 60 ปีบริบูรณ์

    2. ศาลฎีกา
    ศาลฎีกายืนตามคำพิพากษาของศาลแรงงานกลาง โดยมีคำวินิจฉัยเพิ่มเติมดังนี้:

    • สิทธิค่าชดเชยเกิดขึ้นทันทีเมื่ออายุครบ 60 ปี
      ข้อบังคับของจำเลยระบุชัดเจนว่าลูกจ้างที่อายุครบ 60 ปีมีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามกฎหมาย สิทธิดังกล่าวเกิดขึ้นโดยไม่ขึ้นกับการที่นายจ้างจะให้ลูกจ้างทำงานต่อไปหรือไม่
    • การทำงานต่อไม่กระทบสิทธิการเกษียณ
      แม้จำเลยจะยังคงจ้างโจทก์ต่อไปหลังอายุ 60 ปี สิทธิค่าชดเชยที่เกิดขึ้นเมื่อครบเกษียณตามข้อบังคับไม่สามารถถูกตัดสิทธิได้
    • การหลีกเลี่ยงการจ่ายค่าชดเชยโดยเลี่ยงเงื่อนไขข้อบังคับ
      หากยอมให้นายจ้างสามารถหลีกเลี่ยงการจ่ายค่าชดเชยโดยการอ้างว่าจ้างงานต่อจนลูกจ้างลาออกเอง จะเป็นช่องโหว่ให้นายจ้างละเมิดสิทธิของลูกจ้าง เช่นในกรณีของโจทก์
    • การคำนวณค่าชดเชย
      คำนวณจากเงินเดือนที่โจทก์ได้รับในช่วงที่ลาออก ซึ่งเป็นอัตราที่ศาลแรงงานกลางใช้ ถือว่าชอบด้วยกฎหมาย
    • ดอกเบี้ย
      ศาลแรงงานกลางกำหนดให้ดอกเบี้ยนับตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคม 2548 (วันที่ครบอายุ 60 ปี) แต่โจทก์ในคำฟ้องขอให้คิดดอกเบี้ยนับตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน 2550 ศาลฎีกาจึงพิพากษาแก้ไขให้นับดอกเบี้ยตั้งแต่วันฟ้องตามคำขอ

    คำพิพากษาสรุป

    1. จำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ โดยคิดจากเงินเดือนในช่วงที่ลาออก
    2. ดอกเบี้ยให้นับตั้งแต่วันที่โจทก์ยื่นฟ้อง ไม่ใช่วันที่ครบเกษียณอายุ
    3. ยืนยันสิทธิของลูกจ้างที่จะได้รับค่าชดเชยทันทีเมื่อครบเกษียณอายุ 60 ปีบริบูรณ์ ตามข้อบังคับ โดยไม่เกี่ยวข้องกับการทำงานต่อหลังเกษียณ

    ข้อสรุป

    กรณีที่นายจ้างกำหนดอายุเกษียณงานอย่างชัดเจน ลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าชดเชยเมื่อครบอายุที่กำหนด แม้จะยังคงทำงานต่อ สิทธิดังกล่าวไม่สามารถถูกละเมิดหรือหลีกเลี่ยงได้จากการที่นายจ้างอ้างว่าลูกจ้างลาออกเอง.

    อ้างอิงจาก คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1517/2557

    #hrรีพอร์ต

  • ประเด็นสำคัญของคดี:
    นายจ้างกำหนดอายุเกษียณงานไว้ที่ 55 ปีบริบูรณ์ และลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามข้อบังคับเมื่อต้องเกษียณงาน แต่หลังจากครบกำหนดเกษียณ นายจ้างต่อสัญญาจ้างใหม่เป็นเวลา 1 ปี ต่อมาลูกจ้างลาออกก่อนครบสัญญา ลูกจ้างจึงเรียกร้องค่าชดเชยจากการเกษียณอายุ


    ข้อเท็จจริงที่สำคัญ

    1. โจทก์ (ลูกจ้าง) ทำงานในตำแหน่งผู้ควบคุมงานคลังพัสดุ และอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2556 ซึ่งตามข้อบังคับของจำเลย (นายจ้าง) ถือเป็นเกษียณอายุและมีสิทธิได้รับค่าชดเชย
    2. หลังเกษียณ นายจ้างได้ต่อสัญญาจ้างใหม่อีก 1 ปีในตำแหน่งและค่าจ้างเดิม
    3. โจทก์ลาออกในวันที่ 23 เมษายน 2556 เนื่องจากปัญหาสุขภาพ และนายจ้างไม่ได้จ่ายค่าชดเชยเกษียณอายุ

    การวินิจฉัยของศาล

    1. ศาลแรงงานภาค 4
    พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยเกษียณอายุให้โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี

    2. ศาลฎีกา
    ศาลฎีกายืนตามคำพิพากษาของศาลแรงงานภาค 4 และวินิจฉัยเพิ่มเติมดังนี้:

    • สิทธิค่าชดเชยจากการเกษียณอายุเกิดขึ้นแล้ว: โจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยจากการเกษียณอายุ 55 ปีบริบูรณ์ ตามข้อบังคับเดิมของนายจ้าง แม้จะมีการต่อสัญญาจ้างใหม่ก็ตาม
    • ไม่มีเงื่อนไขเพิ่มเติมในการจ่ายค่าชดเชย: จำเลยไม่ได้แจ้งเงื่อนไขว่าโจทก์ต้องทำงานครบกำหนดสัญญาใหม่จึงจะได้รับค่าชดเชย
    • การต่อสัญญาใหม่ไม่กระทบสิทธิเดิม: การทำสัญญาจ้างใหม่ถือเป็นการว่าจ้างต่อเนื่อง ไม่ได้มีผลต่อสิทธิที่โจทก์ได้รับค่าชดเชยจากการเกษียณอายุ

    คำสั่งศาลฎีกา

    ศาลฎีกาเห็นว่า

    • จำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยเกษียณอายุให้โจทก์ เนื่องจากสิทธิดังกล่าวเกิดขึ้นแล้วตั้งแต่ครบอายุ 55 ปีบริบูรณ์
    • การต่อสัญญาจ้างใหม่เป็นเพียงการทำงานต่อเนื่อง และไม่เป็นเหตุให้ลูกจ้างเสียสิทธิค่าชดเชย

    ข้อสรุป

    กรณีที่นายจ้างกำหนดอายุเกษียณงานไว้ชัดเจน ลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าชดเชยเมื่อครบกำหนดเกษียณ แม้จะมีการต่อสัญญาจ้างใหม่ ลูกจ้างยังคงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยจากการเกษียณอายุงานตามระเบียบข้อบังคับเดิมของนายจ้าง.

    อ้างอิงจาก คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10193/2558

    #hrรีพอร์ต

  • 1. ประเด็นข้อพิพาท
    โจทก์ (ลูกจ้าง) ทำงานเป็นหัวหน้าบรรณาธิการให้กับจำเลย (นายจ้าง) ซึ่งดำเนินธุรกิจจัดทำหนังสือพิมพ์ภาษาจีน โจทก์เริ่มทำงานเมื่ออายุ 55 ปี และถูกเลิกจ้างเมื่ออายุ 77 ปี โดยจำเลยอ้างเหตุผลว่าเป็นการปรับปรุงองค์กรเพื่อรับคนรุ่นใหม่เข้ามาทำงานแทน

    2. ข้อเท็จจริงที่สำคัญ

    • โจทก์ทำงานให้จำเลยเป็นเวลา 22 ปี
    • จำเลยไม่มีข้อบังคับเกี่ยวกับอายุเกษียณของลูกจ้าง
    • โจทก์มีสุขภาพแข็งแรง ไม่มีปัญหาสุขภาพหรือสมรรถภาพที่เป็นอุปสรรคต่อการทำงาน
    • การเลิกจ้างของจำเลยมาจากนโยบายการกำหนดอายุเกษียณ โดยไม่มีหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขที่ชัดเจน

    3. การวินิจฉัยของศาลแรงงานกลาง
    ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง โดยให้เหตุผลว่าจำเลยดำเนินการเลิกจ้างตามขั้นตอนกฎหมาย ไม่ปรากฏว่ากลั่นแกล้งโจทก์

    4. การวินิจฉัยของศาลฎีกา
    ศาลฎีกาเห็นต่างจากศาลแรงงานกลาง โดยพิจารณาเหตุผลดังนี้:

    • ความสำคัญของความสามารถมากกว่าอายุ: จำเลยรับโจทก์เข้าทำงานเมื่ออายุ 55 ปี และโจทก์ทำงานโดยอาศัยความรู้ความสามารถด้านภาษาจีนเป็นสำคัญ
    • ไม่มีเหตุผลเพียงพอในการเลิกจ้าง: โจทก์ยังสามารถทำงานได้ ไม่มีข้อบ่งชี้ว่าประสิทธิภาพการทำงานลดลง
    • การเลิกจ้างไม่ยุติธรรม: การเลิกจ้างด้วยเหตุผลเพียงว่าต้องการกำหนดอายุเกษียณ และรับคนรุ่นใหม่มาทำงานแทน โดยไม่มีการประกาศแจ้งหรือกำหนดเงื่อนไขที่ชัดเจน ถือเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

    5. คำสั่งศาลฎีกา

    • ศาลฎีกาสั่งย้อนสำนวนไปยังศาลแรงงานกลาง ให้พิจารณาข้อเท็จจริงเพิ่มเติม
    • ให้ศาลแรงงานกลางกำหนดค่าชดเชยและค่าเสียหายที่จำเลยต้องชำระแก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

    ข้อสรุป: การเลิกจ้างลูกจ้างโดยอ้างเหตุอายุที่มากขึ้น แต่ไม่มีการกำหนดอายุเกษียณอย่างชัดเจน และไม่มีเหตุผลเพียงพอ ถือเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม นายจ้างจึงต้องรับผิดชอบในการชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ลูกจ้าง

    อ้างอิงจาก คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9052/2559

    #hrรีพอร์ต

  • 1. ประเด็นข้อพิพาท
    โจทก์เป็นครูในโรงเรียนเอกชน โดยได้ยื่นใบลาออกเมื่ออายุ 62 ปี ระบุว่าลาออกเพื่อเกษียณอายุ ขณะเดียวกันจำเลยซึ่งเป็นผู้บริหารโรงเรียน ได้ออกหนังสือถอดถอนโจทก์โดยให้มีผลหลังจากนั้นไม่นาน ศาลแรงงานภาค 5 ยกฟ้อง แต่โจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์

    2. ประเด็นทางกฎหมาย
    ศาลพิจารณาตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2542 ระบุว่า:

    • ข้อ 32 (5): ครูที่ทำงานครบ 10 ปีขึ้นไป และเลิกจ้างโดยไม่ใช่การลาออกโดยสมัครใจ มีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่า 10 เดือนของเงินเดือนสุดท้าย
    • ข้อ 35 (1): ครูที่ลาออกโดยสมัครใจไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชย

    3. การวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ

    • เหตุผลการลาออก: แม้โจทก์จะยื่นใบลาออก แต่ระบุว่าเป็นการลาออกเพื่อเกษียณอายุ ซึ่งเป็นสิทธิที่กำหนดไว้ในระเบียบ
    • อายุของโจทก์: ขณะที่ยื่นใบลาออกในปี 2557 โจทก์มีอายุ 62 ปี จึงชัดเจนว่าเหตุผลที่แท้จริงคือการเกษียณอายุ ไม่ใช่การลาออกโดยสมัครใจ
    • ค่าชดเชย: จำเลยในฐานะผู้บริหารโรงเรียนจึงต้องจ่ายค่าชดเชยตามระเบียบกระทรวงฯ

    4. เงินบำเหน็จตามระเบียบโรงเรียน

    • ระเบียบโรงเรียนที่ออกในปี 2539 มีผลบังคับใช้โดยชอบ และถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาจ้างแรงงาน
    • จำเลยไม่สามารถยกเลิกสิทธิในเงินบำเหน็จโดยปราศจากความยินยอมของโจทก์

    5. คำพิพากษา

    • ให้จำเลยที่ 2 จ่ายค่าชดเชยจำนวน 169,570 บาท
    • ให้จำเลยที่ 1 (ผ่านจำเลยที่ 2 ในฐานะตัวแทน) จ่ายเงินบำเหน็จจำนวน 254,355 บาท
    • พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย ทั้งนี้จำเลยที่ 2 ไม่มีหน้าที่รับผิดในเงินบำเหน็จในฐานะส่วนตัว

    ข้อสรุป: กรณีนี้ยืนยันว่า หากครูในโรงเรียนเอกชนลาออกเพื่อเกษียณอายุ มีสิทธิได้รับค่าชดเชยและเงินบำเหน็จตามระเบียบที่กำหนดไว้

    อ้างอิงจาก คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ 1339/2560

    #hrรีพอร์ต

  • สรุปเนื้อหา:

    • พื้นฐานของคดี:
      โจทก์ฟ้องเพิกถอนคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานที่ระบุว่าโจทก์ไม่ได้ถูกเลิกจ้าง แต่ลาออกเอง โจทก์ยืนยันว่าการที่นายจ้างเดิมเลิกกิจการและโอนการดำเนินงานให้นาง ย. แต่โจทก์ไม่ยินยอมไปทำงานกับนาง ย. ถือเป็นการเลิกจ้างตามกฎหมายแรงงาน นายจ้างเดิมจึงต้องจ่ายค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า
    • ข้อเท็จจริง:
      1. นายจ้างเดิม (จำเลยที่ 2) แจ้งเลิกกิจการในเดือนตุลาคม 2550 และจะโอนกิจการให้นาง ย. ดำเนินการต่อ
      2. โจทก์แจ้งว่าไม่ต้องการทำงานกับนาง ย. แต่จะช่วยงานต่อไปประมาณ 2-3 เดือน
      3. นายทะเบียนจดเลิกห้างในวันที่ 6 ธันวาคม 2550 และโจทก์ทำงานถึงวันที่ 29 ธันวาคม 2550 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่นายจ้างเดิมจ่ายค่าจ้าง
      4. เมื่อวันที่ 2 มกราคม 2551 นาง ย. เริ่มเปิดดำเนินการ แต่โจทก์ไม่ไปทำงานและคืนกุญแจสำนักงานให้
    • ข้อกฎหมาย:
      1. การที่นายจ้างเดิมเลิกกิจการและโอนให้บุคคลอื่นดำเนินการต่อ แต่ลูกจ้างไม่ยินยอมโอนไปทำงานด้วย ถือว่าเป็นกรณีนายจ้างเดิมเลิกจ้างตาม มาตรา 118 วรรคสอง
      2. นายจ้างเดิมต้องจ่ายค่าชดเชยให้ลูกจ้าง เพราะถือว่าไม่สามารถให้ลูกจ้างทำงานต่อไปได้
    • คำพิพากษา:
      ศาลแรงงานภาค 9 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 และ 2 ร่วมกันจ่ายค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า พร้อมดอกเบี้ยให้โจทก์ ศาลฎีกายืนตามคำพิพากษาเดิม โดยระบุว่าการเลิกกิจการของนายจ้างเดิมและการโอนกิจการให้บุคคลอื่น โดยไม่มีข้อตกลงกับลูกจ้าง ถือเป็นการเลิกจ้าง

    บทสรุป:
    เมื่อนายจ้างเดิมเลิกกิจการและโอนการดำเนินงานให้บุคคลอื่น แต่ลูกจ้างไม่ยินยอมโอนตามไปด้วย การกระทำดังกล่าวถือเป็นการเลิกจ้าง ลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามกฎหมายแรงงาน

    อ้างอิงจาก คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๖๙๔๓/๒๕๕๗ (คดีฟ้องเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน)

    #hrรีพอร์ต

  • สรุปเนื้อหา:

    • พื้นฐานของคดี:
      โจทก์อ้างว่าเมื่อตนถูกโอนจากบริษัท ต. ไปทำงานกับบริษัทจำเลย ซึ่งอยู่ในเครือเดียวกัน แต่เป็นนิติบุคคลที่แยกจากกัน ควรนับอายุงานต่อเนื่องตั้งแต่ทำงานกับบริษัท ต. และเมื่อถูกเลิกจ้าง ควรได้รับค่าชดเชยตามระยะเวลางานทั้งหมด
    • ข้อเท็จจริง:
      • บริษัท ต. และบริษัทจำเลยอยู่ในเครือเดียวกัน มีผู้ถือหุ้นที่เป็นญาติกันและมีผู้บริหารคนเดียวกัน
      • บริษัท ต. ไม่ได้จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงหรือควบรวมกิจการกับบริษัทจำเลย และยังดำเนินกิจการของตนเองต่อไป
      • การโอนย้ายของโจทก์จากบริษัท ต. ไปยังบริษัทจำเลยเป็นการโอนย้ายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 577 วรรคหนึ่ง โดยโจทก์ยินยอม
      • โจทก์เริ่มทำงานกับบริษัทจำเลยตั้งแต่วันที่ 2 พฤษภาคม 2546
    • ข้อกฎหมาย:
      • การโอนย้ายลูกจ้างระหว่างบริษัทในเครือ โดยไม่มีการควบรวมบริษัท ไม่ถือเป็นการเปลี่ยนตัวนายจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน มาตรา 13 ซึ่งจะให้นายจ้างใหม่ต้องรับสิทธิและหน้าที่ต่อจากนายจ้างเดิมทุกประการ
      • หากไม่มีข้อตกลงเรื่องการนับอายุงานเดิมระหว่างโจทก์และบริษัทจำเลย จะต้องนับอายุงานเฉพาะที่ทำงานกับบริษัทจำเลยเท่านั้น
    • คำพิพากษา:
      • ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้โจทก์เป็นลูกจ้างบริษัทจำเลยตั้งแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2535 และได้รับค่าชดเชย 300 วัน แต่ศาลฎีกาเห็นว่าไม่ถูกต้อง
      • ศาลฎีกาตัดสินว่าโจทก์เป็นลูกจ้างบริษัทจำเลยตั้งแต่วันที่ 2 พฤษภาคม 2546 และเมื่อถูกเลิกจ้างในวันที่ 3 มกราคม 2548 ควรได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 90 วันเท่านั้น

    บทสรุป:
    การโอนย้ายลูกจ้างระหว่างบริษัทในเครือ แม้จะมีความเกี่ยวข้องกัน แต่หากเป็นนิติบุคคลที่แยกจากกันและไม่มีข้อตกลงเรื่องอายุงานเดิม ลูกจ้างจะต้องนับอายุงานใหม่เฉพาะในบริษัทใหม่เท่านั้น

    อ้างอิงจาก คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๙๓๙/๒๕๕๗

    #hrรีพอร์ต

  • สรุปเนื้อหา:

    • พื้นฐานของคดี:
      โจทก์และพวกฟ้องว่าการที่บริษัทจำเลยเปลี่ยนผู้ถือหุ้น เปลี่ยนชื่อบริษัท และระบบงาน เป็นการเปลี่ยนแปลงตัวนายจ้างโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ จึงถือเป็นการผิดสัญญาและทำให้ได้รับความเสียหาย
    • ข้อเท็จจริง:
      • บริษัทจำเลยเดิมใช้ชื่อบริษัท อ.
      • บริษัทเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นใหญ่ โดยขายหุ้นทั้งหมดให้บริษัท ท. แต่ยังคงทะเบียนนิติบุคคลเดิม ที่ตั้งสำนักงาน และสิทธิหน้าที่ระหว่างนายจ้างและลูกจ้างเหมือนเดิม
      • หลังจากนั้น บริษัทเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท เท็น
      • โจทก์และพวกยื่นใบลาออก อ้างเหตุว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นการเปลี่ยนแปลงตัวนายจ้าง
    • คำพิพากษาศาลแรงงานภาค 2:
      ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษาให้บริษัทจำเลยชดเชยค่าเสียหายแก่โจทก์และพวก
    • คำพิพากษาศาลฎีกา:
      ศาลฎีกาเห็นว่า การเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นใหญ่และเปลี่ยนชื่อบริษัทไม่ได้ทำให้บริษัทจำเลยกลายเป็นนิติบุคคลใหม่ สิทธิและหน้าที่ของนายจ้างกับลูกจ้างยังคงเดิม กรณีนี้จึงไม่ถือเป็นการโอนสิทธิความเป็นนายจ้างให้บุคคลภายนอกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 577 บริษัทจำเลยไม่มีความจำเป็นต้องได้รับความยินยอมจากโจทก์และพวก การที่โจทก์ลาออกเองไม่ได้เป็นความผิดของนายจ้าง ศาลจึงพิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์

    บทสรุป:
    การเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นและชื่อบริษัทโดยที่ยังคงนิติบุคคลเดิม ไม่ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงตัวนายจ้างตามกฎหมาย และไม่จำเป็นต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง

    อ้างอิงจาก  คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๐๐๒ – ๑๐๐๕/๒๕๕๘

    #hrรีพอร์ต

  • สรุปเนื้อหา:

    • พื้นฐานของคดี:
      โจทก์เคยทำงานในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายฝึกอบรมให้กับบริษัทจำเลย ต่อมาบริษัทแม่ของจำเลยปรับโครงสร้างองค์กรและขายกิจการส่วนโภชนาการเด็กให้บริษัท น. ซึ่งรวมถึงการโอนพนักงานในแผนกดังกล่าวไปยังนายจ้างใหม่ อย่างไรก็ตาม โจทก์และพนักงานบางคนไม่ยินยอมโอนย้าย ทำให้บริษัทจำเลยต้องเลิกจ้างโจทก์และพนักงานเหล่านั้น โดยจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมาย
    • การเลิกจ้าง:
      • การเลิกจ้างเป็นผลมาจากการปรับโครงสร้างธุรกิจของบริษัทแม่และการขายกิจการ
      • จำเลยไม่ได้เลือกปฏิบัติเฉพาะโจทก์หรือพนักงานคนใด แต่เลิกจ้างเนื่องจากไม่มีตำแหน่งอื่นที่เหมาะสมในบริษัท
      • พนักงานที่ยินยอมโอนย้ายไปยังบริษัทใหม่ได้รับสวัสดิการและสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม
    • คำพิพากษาศาลแรงงานกลาง:
      การขายกิจการถือเป็นการบริหารจัดการภายในองค์กรที่นายจ้างมีสิทธิทำได้ และการเลิกจ้างโจทก์ไม่ถือเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม
    • คำอุทธรณ์ของโจทก์:
      โจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยควรสอบถามความสมัครใจในการโอนย้ายหรือเสนอทางเลือกให้โจทก์ไปทำงานในแผนกอื่นก่อนการเลิกจ้าง
    • คำพิพากษาศาลฎีกา:
      ศาลฎีกายืนตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง โดยเห็นว่าโจทก์อุทธรณ์ประเด็นข้อเท็จจริง ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สามารถทำได้ตามกฎหมายแรงงาน ศาลจึงพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง

    บทสรุป:
    การเลิกจ้างที่เกิดจากการปรับโครงสร้างองค์กรและการขายกิจการไม่ถือเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม หากนายจ้างดำเนินการตามกฎหมายและจ่ายค่าชดเชยครบถ้วนตามสิทธิของลูกจ้าง

    อ้างอิงจาก คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๒๗๒/๒๕๖๐

    #hrรีพอร์ต

  • สรุปเนื้อหา:

    • การโอนกิจการ: บริษัท ด. ซึ่งเป็นนายจ้างเดิมของโจทก์ ประสบปัญหาธุรกิจและจดทะเบียนเลิกกิจการ ต่อมาได้มีการจัดตั้งบริษัทจำเลยที่ 1 ขึ้นเพื่อรับโอนกิจการและพนักงานทั้งหมดของบริษัท ด. ตามกฎหมายแรงงานมาตรา 13 ซึ่งระบุว่า นายจ้างใหม่ต้องรับสิทธิและหน้าที่ทั้งหมดที่มีต่อพนักงานเดิมของนายจ้างเก่า
    • การเลิกจ้างโดยไม่ชอบ: จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนายจ้างใหม่ ได้เลิกจ้างโจทก์โดยอ้างเหตุการยกเลิกใบอนุญาตทำงาน และยังจดทะเบียนยกเลิกสถานภาพนิติบุคคลของบริษัท โดยมีจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการและผู้ชำระบัญชีดำเนินการแทน
    • คำพิพากษา:
      • จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชอบจ่ายค่าจ้าง ค่าชดเชย และเงินอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องแก่โจทก์ตามกฎหมายแรงงาน เนื่องจากเป็นนายจ้างโดยตรงของโจทก์
      • ส่วนจำเลยที่ 2 ซึ่งกระทำการในฐานะผู้แทนของจำเลยที่ 1 และผู้ชำระบัญชี ไม่ต้องรับผิดชอบในส่วนตัว เนื่องจากไม่ได้มีหน้าที่เป็นนายจ้างโดยตรงตามกฎหมาย
    • บทสรุปของคดี: การโอนกิจการจากบริษัท ด. ไปยังบริษัทจำเลยที่ 1 ถือเป็นการโอนสิทธิและหน้าที่ของนายจ้างโดยสมบูรณ์ จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชอบทุกประการตามที่ศาลแรงงานภาค 5 และศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษา ขณะที่จำเลยที่ 2 ไม่มีความผิดในส่วนตัวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1250

    อ้างอิงจาก คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ ๑๖๖/๒๕๖๐

    #hrรีพอร์ต