• สาระสำคัญ

    1. ค่าคอมมิชชั่นคือค่าจ้าง
      • ค่าคอมมิชชั่นเป็นค่าตอบแทนที่คำนวณจากเปอร์เซ็นต์ของยอดขายในแต่ละเดือน จึงถือเป็นค่าจ้างตามกฎหมาย และมีผลต่อการคำนวณค่าชดเชยเมื่อมีการเลิกจ้าง
    2. การโยกย้ายที่เหมาะสมและชอบด้วยกฎหมาย
      • นายจ้างมีสิทธิในการโยกย้ายลูกจ้างตามความจำเป็น แต่ต้องไม่เป็นการกระทำที่ทำให้ลูกจ้างเดือดร้อนเกินควร
      • กรณีนี้ การโยกย้ายจากจังหวัดภูเก็ตไปหัวหิน แม้จะเหมาะสมและไม่กระทบค่าตอบแทน แต่การแจ้งก่อนเลิกจ้างเพียง 2 วัน ทำให้ลูกจ้างไม่มีเวลาในการตัดสินใจอย่างรอบคอบ
    3. การเลิกจ้างโดยไม่ตักเตือนเป็นหนังสือ
      • การที่ลูกจ้างปฏิเสธคำสั่งโยกย้าย แม้จะถือเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งนายจ้าง แต่ไม่ใช่การฝ่าฝืนที่ร้ายแรงเพียงพอที่นายจ้างจะเลิกจ้างได้ทันที
      • ดังนั้น การเลิกจ้างโดยไม่แจ้งเตือนล่วงหน้าจึงเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง และนายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยให้กับลูกจ้าง
    4. การคำนวณค่าชดเชย
      • ค่าคอมมิชชั่นเป็นองค์ประกอบสำคัญในการคำนวณค่าชดเชย โดยในคดีนี้ ศาลกำหนดค่าจ้างเฉลี่ยต่อเดือนเป็น 41,700 บาท และคิดค่าชดเชยเป็นเงิน 125,100 บาท (เท่ากับค่าจ้าง 90 วัน)
      • อย่างไรก็ตาม ศาลต้องพิจารณาข้อมูลรายได้ย้อนหลังของลูกจ้างให้ครบถ้วนก่อนที่จะกำหนดจำนวนค่าชดเชยอย่างเป็นธรรม

    สรุป

    กรณีนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการพิจารณาค่าตอบแทนในรูปแบบค่าคอมมิชชั่นเป็นค่าจ้าง รวมถึงการปฏิบัติที่ถูกต้องและเป็นธรรมจากฝ่ายนายจ้างในกรณีโยกย้ายหรือเลิกจ้างลูกจ้าง ทั้งนี้ ศาลแรงงานภาค 8 ต้องฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเพื่อกำหนดค่าชดเชยที่เหมาะสมและยุติธรรมต่อทุกฝ่าย.

    อ้างอิงจาก คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๕๐๘๒/๒๕๕๘

  • ในคดีนี้ ศาลฎีกาพิจารณาถึงกรณีที่ลูกจ้างได้รับเงินจากโครงการเกษียณอายุก่อนเวลาปกติ และมีข้อพิพาทเกี่ยวกับว่าเงินที่ได้รับจากโครงการนี้สามารถนำมาคำนวณรวมเป็นค่าชดเชยตามกฎหมายได้หรือไม่

    ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่สำคัญ:

    • โครงการเกษียณอายุก่อนเวลาปกติ: ลูกจ้างได้รับผลประโยชน์จากโครงการเกษียณอายุก่อนเวลาปกติจากนายจ้าง ซึ่งเงินนี้จะได้รับในกรณีที่ลูกจ้างเกษียณก่อนอายุ 60 ปีตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับ
    • การคำนวณค่าชดเชย: กระทรวงมหาดไทยได้มีประกาศกำหนดให้เมื่อผลประโยชน์จากโครงการเกษียณอายุก่อนเวลาน้อยกว่าค่าชดเชยการเลิกจ้างตามกฎหมายแรงงาน นายจ้างจะต้องจ่ายส่วนที่ขาดให้จนถึงจำนวนที่ครบถ้วน
    • การพิจารณาของศาล: ศาลฎีกาพิจารณาและตัดสินว่า เงินที่ลูกจ้างได้รับจากโครงการเกษียณอายุก่อนเวลาปกติถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการจ่ายค่าชดเชยการเลิกจ้าง เพราะเป็นผลประโยชน์ที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างตามระเบียบและข้อบังคับของบริษัท

    คำตัดสินของศาล:

    1. โจทก์ที่ 1 ถึงโจทก์ที่ 3: ได้รับเงินจากโครงการเกษียณอายุก่อนเวลาปกติ ซึ่งรวมอยู่ในค่าชดเชยการเลิกจ้างแล้ว และจำนวนเงินที่ได้รับจากโครงการนี้สูงกว่าค่าชดเชยที่โจทก์ทั้งสามมีสิทธิได้รับตามกฎหมาย ดังนั้น ศาลไม่ต้องให้การจ่ายค่าชดเชยเพิ่มเติมแก่โจทก์เหล่านี้
    2. โจทก์ที่ 4 ถึงโจทก์ที่ 6: ได้รับค่าชดเชยการเลิกจ้างตามสิทธิที่กำหนดไว้ในประกาศกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเงินที่จ่ายให้ลูกจ้างในกรณีนี้ก็ถูกคำนวณตามแนวทางเดียวกันและมากกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายที่ลูกจ้างเหล่านี้มีสิทธิได้รับ ดังนั้น ศาลจึงไม่ต้องให้การจ่ายค่าชดเชยเพิ่มเติมแก่โจทก์ทั้ง 4 ถึง 6 เช่นเดียวกัน

    สรุป:

    เงินที่ลูกจ้างได้รับจากโครงการเกษียณอายุก่อนเวลาปกติถือเป็นส่วนหนึ่งของการจ่ายค่าชดเชยการเลิกจ้าง และหากจำนวนเงินที่ได้รับจากโครงการนี้สูงกว่าค่าชดเชยตามกฎหมาย นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยเพิ่มเติมให้แก่ลูกจ้างในกรณีนี้

    อ้างอิงจาก คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๖๙๖๖ – ๖๙๗๑/๒๕๔๒ 

    #hrรีพอร์ต

  • ในคดีนี้ ศาลฎีกาพิจารณาการเลิกจ้างของลูกจ้างที่อายุครบ 60 ปี โดยมีกฎระเบียบของนายจ้างให้พนักงานเกษียณอายุเมื่อถึง 60 ปี แต่ในกรณีนี้นายจ้างและลูกจ้างตกลงทำสัญญาจ้างใหม่เป็นเวลา 5 ฉบับ ฉบับละ 1 ปี ซึ่งไม่มีการให้ลูกจ้างออกจากงานหรือลดเงินเดือน

    ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่สำคัญ:

    • ข้อบังคับของนายจ้าง: กำหนดให้พนักงานเกษียณเมื่ออายุครบ 60 ปี
    • สัญญาจ้างใหม่: ลูกจ้างและนายจ้างได้ตกลงทำสัญญาจ้างใหม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปอีก 5 ฉบับ ฉบับละ 1 ปี โดยไม่ได้ให้ลูกจ้างออกจากงาน และยังจ่ายค่าจ้างและขึ้นเงินเดือนให้เหมือนกับพนักงานคนอื่น
    • การเลิกจ้าง: เมื่อครบสัญญาฉบับที่ 5 นายจ้างได้ยกเลิกสัญญาจ้างและไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อ โดยมีหนังสือแจ้งยกเลิกตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2542

    คำตัดสินของศาล:

    ศาลฎีกาพิพากษาว่า แม้นายจ้างจะมีกฎระเบียบให้ลูกจ้างเกษียณเมื่ออายุครบ 60 ปี แต่การที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงทำสัญญาจ้างใหม่และลูกจ้างยังทำงานต่อไปอีก 5 ปี และได้รับค่าจ้างและเงินเดือนตามปกติ ในวันที่ครบอายุเกษียณ 3 กรกฎาคม 2537 นายจ้างยังคงให้ลูกจ้างทำงานต่อและจ่ายค่าจ้างอยู่ ดังนั้นไม่ถือว่าเป็นการเลิกจ้าง และนายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามที่ลูกจ้างฟ้อง

    สรุป:

    การที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงทำสัญญาจ้างใหม่หลังจากครบอายุเกษียณ 60 ปี โดยให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและได้รับค่าจ้างปกติ ทำให้วันที่ครบอายุเกษียณไม่ถือว่าเป็นการเลิกจ้าง และนายจ้างไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมาย.

    อ้างอิงจาก คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๖๘๒๘/๒๕๔๓

    #hrรีพอร์ต

  • ในคดีนี้ ศาลฎีกาวินิจฉัยเกี่ยวกับการเลิกจ้างพนักงานที่มีอายุครบ 60 ปีตามข้อบังคับขององค์กรสงเคราะห์ทหารผ่านศึก โดยระบุว่า การที่นายจ้างให้พนักงานออกจากงานเมื่ออายุครบ 60 ปีนั้น เป็นการเลิกจ้างที่ไม่ถือว่าเป็นการกระทำที่ไม่เป็นธรรม หากมีข้อบังคับที่กำหนดไว้อย่างชัดเจน

    ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่สำคัญ:

    • ข้อบังคับขององค์กรสงเคราะห์ทหารผ่านศึก: กำหนดให้พนักงานต้องออกจากงานเมื่อถึงอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ โดยการออกจากงานจะมีผลในสิ้นปีงบประมาณนั้น
    • การเลิกจ้าง: การที่นายจ้างดำเนินการให้พนักงานออกจากงานเนื่องจากอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ เป็นการเลิกจ้างตามมาตรา 118 วรรคสอง ของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541
    • คำตัดสิน: ศาลเห็นว่า การที่นายจ้างให้พนักงานออกจากงานเนื่องจากอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ตามข้อบังคับนั้นเป็นการเลิกจ้างที่ถูกต้องตามกฎหมาย และนายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่พนักงานตามที่กำหนดในกฎหมายคุ้มครองแรงงาน

    คำตัดสินของศาล:

    ศาลฎีกาพิพากษาว่า การเลิกจ้างพนักงานที่อายุครบ 60 ปี ตามข้อบังคับขององค์กรสงเคราะห์ทหารผ่านศึกเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุผลตามข้อบังคับ และการเลิกจ้างดังกล่าวต้องจ่ายค่าชดเชยตามที่กฎหมายกำหนด ดังนั้นคำพิพากษาของศาลแรงงานกลางที่ให้จ่ายค่าชดเชยจึงเป็นคำพิพากษาที่ชอบแล้ว


    สรุป:

    การเลิกจ้างพนักงานที่มีอายุครบ 60 ปีตามข้อบังคับขององค์กรสงเคราะห์ทหารผ่านศึกถือว่าเป็นการเลิกจ้างที่ถูกต้องตามกฎหมาย และนายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน.

    อ้างอิงจาก  คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๑๓๗/๒๕๔๔

    #hrรีพอร์ต

  • ในคดีนี้ ศาลฎีกาได้วินิจฉัยกรณีที่นายจ้างไม่ได้จัดให้ลูกจ้างเกษียณอายุเมื่อครบ 50 ปี ตามข้อบังคับของบริษัท แต่ยังคงให้ลูกจ้างทำงานต่อไป โดยศาลเห็นว่าการที่นายจ้างให้อยู่อำนาจในการทำงานต่อหลังจากเกษียณอายุไม่ถือว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม เนื่องจากเป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่ลูกจ้าง

    ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่สำคัญ:

    • ข้อบังคับเกี่ยวกับการเกษียณอายุ: ข้อบังคับระบุให้พนักงานทั่วไปเกษียณอายุเมื่อครบ 50 ปี และให้มีผลเป็นการเลิกจ้างในวันที่ 31 ธันวาคมของปีนั้น
    • กรณีในคดี: ลูกจ้างทั้งสองไม่ถูกให้ออกจากงานเมื่อครบอายุ 50 ปีตามข้อบังคับ แต่กลับได้รับสิทธิในการทำงานต่อไป ซึ่งโจทก์ที่ 1 ทำงานเกิน 2 ปี และโจทก์ที่ 2 ทำงานเกิน 4 ปี
    • การต่ออายุการทำงาน: การที่นายจ้างให้ลูกจ้างทำงานต่อไปหลังจากอายุครบเกษียณถือเป็นการเอื้อประโยชน์และให้คุณแก่ลูกจ้าง

    คำตัดสินของศาล:

    ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่าการที่นายจ้างไม่ได้ให้ลูกจ้างเกษียณตามข้อบังคับแต่ยังคงให้ทำงานต่อไปนั้น ถือว่าเป็นการให้ประโยชน์แก่ลูกจ้าง หลังจากนั้นนายจ้างสามารถใช้อำนาจตามข้อบังคับในการเกษียณอายุได้โดยไม่ถือว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

    ดังนั้น การเลิกจ้างลูกจ้างทั้งสองเมื่อถึงอายุเกษียณตามข้อบังคับจึงไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม และศาลฎีกาพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง


    สรุป:

    การที่นายจ้างให้ลูกจ้างทำงานต่อหลังจากอายุครบ 50 ปี และภายหลังใช้สิทธิในการเกษียณอายุถือเป็นการใช้สิทธิของนายจ้างตามข้อบังคับ โดยไม่ถือว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

    อ้างอิงจาก คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๔๑๑๙ – ๔๑๒๐/๒๕๔๗ 

    #hrรีพอร์ต


  • ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่สำคัญ:

    1. ข้อบังคับเกี่ยวกับการเกษียณอายุของโจทก์ (นายจ้าง):
      • กำหนดให้พนักงานพ้นจากสภาพการเป็นพนักงานเมื่ออายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ เว้นแต่นายจ้างอนุมัติการต่ออายุสัญญาก่อนเกษียณ
      • ลูกจ้างที่เกษียณอายุมีสิทธิได้รับค่าชดเชย
    2. เหตุการณ์ในคดี:
      • นาย พ. ซึ่งเป็นลูกจ้าง มีอายุครบ 60 ปี (อายุเกษียณ) และควรพ้นจากสภาพการเป็นลูกจ้าง
      • นายจ้างอนุญาตให้นาย พ. ทำงานต่อไปโดยไม่ได้จ่ายค่าชดเชยในขณะนั้น
      • 2 ปีต่อมา นาย พ. ขอใช้สิทธิการเกษียณอายุ และนายจ้างอนุมัติการเกษียณ
    3. คำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน:
      • นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างจำนวน 440,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย
    4. ข้อโต้แย้งของโจทก์ (นายจ้าง):
      • อ้างว่าการที่นาย พ. ทำงานต่อหลังเกษียณอายุเป็นการ “สละสิทธิการเกษียณ”

    คำวินิจฉัยของศาลฎีกา:

    1. การทำงานต่อหลังอายุครบ 60 ปีไม่ได้แปลว่าลูกจ้างสละสิทธิการเกษียณอายุ:
      • ศาลเห็นว่าการที่นาย พ. ทำงานต่อหลังจากอายุครบ 60 ปี เกิดจากการอนุมัติของนายจ้างและถือเป็นการต่ออายุสัญญาจ้าง
      • การขยายระยะเวลาการเกษียณอายุนี้ไม่ได้แปลว่าลูกจ้างสละสิทธิการเกษียณ
    2. การเกษียณอายุครั้งสุดท้ายถือเป็นการเลิกจ้าง:
      • เมื่อนาย พ. ขอใช้สิทธิการเกษียณอายุ และนายจ้างอนุมัติให้พ้นจากสภาพการเป็นลูกจ้างในวันที่ 31 ตุลาคม 2544 การสิ้นสุดสภาพการเป็นลูกจ้างนี้ถือว่าเป็นการเลิกจ้างตามกฎหมาย
    3. นายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าชดเชย:
      • ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 การสิ้นสุดการจ้างงานเนื่องจากการเกษียณอายุถือว่าเป็นการเลิกจ้าง
      • นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยจำนวน 440,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2544 จนกว่าจะชำระเสร็จ

    สรุปข้อกฎหมาย:

    • การเกษียณอายุเป็นเหตุให้ลูกจ้างพ้นจากสภาพการเป็นพนักงาน ถือเป็นการเลิกจ้างตามกฎหมาย
    • การทำงานต่อหลังจากเกษียณไม่ถือว่าลูกจ้างสละสิทธิการเกษียณ
    • นายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างตามสิทธิที่กำหนดไว้ในข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานและกฎหมายแรงงาน

    อ้างอิงจาก คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๖๑๗/๒๕๔๗ (คดีฟ้องเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน)

    #hrรีพอร์ต


  • ข้อเท็จจริงและข้อพิพาท:

    1. ข้อบังคับเกี่ยวกับการเกษียณอายุของโจทก์
      • แบ่งลูกจ้างออกเป็น 2 ประเภท:
        1. ลูกจ้างที่เริ่มงานก่อนวันที่ 1 มกราคม 2534
        2. ลูกจ้างที่เริ่มงานตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2534 เป็นต้นไป
    2. ลูกจ้างประเภทที่ 1:
      • การเกษียณอายุขึ้นอยู่กับความสมัครใจของลูกจ้าง โดยลูกจ้างต้องแจ้งให้นายจ้างทราบหากต้องการเกษียณ
    3. ลูกจ้างประเภทที่ 2:
      • การเกษียณอายุขึ้นอยู่กับการพิจารณาของนายจ้าง หากลูกจ้างมีอายุครบ 60 ปีและไม่สามารถทำงานต่อได้
    4. ข้อโต้แย้งของโจทก์:
      • โจทก์อ้างว่า การที่ลูกจ้างประเภทที่ 1 แจ้งเกษียณอายุเอง ถือเป็นการลาออก ไม่ใช่การเลิกจ้าง
    5. คำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน:
      • พิจารณาว่าการเกษียณอายุไม่ว่าจะโดยการพิจารณาของนายจ้างหรือลูกจ้าง ถือเป็นการเลิกจ้างตามมาตรา 118 วรรคสอง ของ พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541

    ข้อกฎหมาย:

    • มาตรา 118 วรรคสอง ระบุว่า การเลิกจ้างรวมถึงการเลิกจ้างเนื่องจากเหตุเกษียณอายุ

    คำพิพากษาของศาลฎีกา:

    1. การเกษียณอายุของลูกจ้าง ไม่ว่าจะเป็นการพิจารณาของนายจ้าง (กรณีลูกจ้างประเภทที่ 2) หรือการแจ้งเกษียณโดยลูกจ้างเอง (กรณีลูกจ้างประเภทที่ 1) ถือเป็นการเลิกจ้าง ไม่ใช่การลาออกในกรณีปกติ
    2. โจทก์ (นายจ้าง) มีหน้าที่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงาน
    3. คำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานชอบด้วยกฎหมาย

    สรุป:

    • การเกษียณอายุของลูกจ้าง ไม่ว่าจะเกิดจากการแจ้งโดยลูกจ้างเองหรือนายจ้างพิจารณา ถือว่าเป็น “การเลิกจ้าง” ตามกฎหมาย และลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามมาตรา 118 ของ พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541

    อ้างอิงจาก คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๔๗๓๒/๒๕๔๘ (คดีฟ้องเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน)

    #hrรีพอร์ต


  • ประเด็นสำคัญของคดี

    1. ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานกำหนดให้ลูกจ้างเกษียณอายุเมื่ออายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ โดยนายจ้างต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 90 วัน
    2. การไม่แจ้งล่วงหน้า 90 วันไม่ได้ส่งผลให้การเกษียณอายุเป็นโมฆะ และการทำงานต่อหลังเกษียณถือเป็นการทำสัญญาจ้างใหม่
    3. เมื่อลูกจ้างเกษียณอายุตามข้อบังคับ ลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงาน

    ข้อเท็จจริงของคดี

    1. โจทก์ (ลูกจ้าง) ทำงานกับจำเลย (นายจ้าง) ในตำแหน่งฝ่ายผลิต แผนกทำถัง ค่าแรงวันละ 184 บาท
    2. ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยกำหนดให้ลูกจ้างเกษียณอายุเมื่ออายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ โดยต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 90 วัน
    3. เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2549 โจทก์มีหนังสือแจ้งนายจ้างว่าต้องการลาออก เนื่องจากสุขภาพไม่ดี พร้อมแนบใบรับรองแพทย์
    4. จำเลยให้โจทก์ทำงานต่อไปหลังจากเกษียณอายุ โดยถือเป็นการทำสัญญาจ้างใหม่ปีต่อปีตามข้อบังคับ
    5. โจทก์เรียกร้องค่าชดเชยการเกษียณอายุจำนวน 300 วัน คิดเป็นเงิน 55,200 บาท

    คำวินิจฉัยของศาล

    1. ศาลแรงงานกลาง

    • จำเลยต้องจ่ายเงินค่าชดเชยการเกษียณอายุจำนวน 55,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี
    • การที่จำเลยไม่ได้แจ้งเกษียณอายุก่อนล่วงหน้า 90 วัน ไม่ได้ทำให้สิทธิการเกษียณของโจทก์สิ้นสุด

    2. ศาลฎีกา

    คำวินิจฉัยที่สำคัญ:

    1. การเกษียณอายุตามข้อบังคับและสิทธิได้รับค่าชดเชย:
      • ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานกำหนดให้ลูกจ้างเกษียณอายุเมื่ออายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ โดยถือเป็นการสิ้นสุดสภาพการเป็นพนักงานตามสัญญาจ้างเดิม
      • การเกษียณอายุถือเป็นการเลิกจ้างตามกฎหมายแรงงาน ลูกจ้างที่เกษียณอายุจึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชย
    2. การแจ้งล่วงหน้า 90 วัน:
      • การแจ้งล่วงหน้าก่อนเกษียณอายุ 90 วัน เป็นหน้าที่ของนายจ้างเพื่อให้ลูกจ้างทราบล่วงหน้า แต่ไม่ได้เป็นเงื่อนไขที่ส่งผลให้การเกษียณอายุไม่สมบูรณ์
    3. การทำงานต่อหลังเกษียณ:
      • การที่จำเลยยังคงให้โจทก์ทำงานต่อหลังอายุครบ 55 ปี ถือเป็นการทำ สัญญาจ้างแรงงานฉบับใหม่ ซึ่งมีระยะเวลาคราวละ 1 ปีตามข้อบังคับ
      • การทำงานต่อดังกล่าวไม่ส่งผลให้การเกษียณอายุเดิมเป็นโมฆะ
    4. สิทธิค่าชดเชย:
      • โจทก์ทำงานติดต่อกันครบ 10 ปีขึ้นไป จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่า ค่าจ้าง 300 วัน ตามข้อบังคับ
    5. การอุทธรณ์ของจำเลย:
      • การที่จำเลยไม่แจ้งล่วงหน้าก่อนเกษียณ 90 วัน ไม่ได้เปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงว่าลูกจ้างเกษียณอายุแล้ว และสิ้นสุดสัญญาจ้างเดิม

    คำพิพากษาสรุป

    1. โจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยการเกษียณอายุจำนวน 55,200 บาท พร้อมดอกเบี้ย
    2. การทำงานต่อหลังเกษียณถือเป็นการทำสัญญาจ้างใหม่
    3. ศาลแรงงานกลางพิพากษามาถูกต้องแล้ว ศาลฎีกายืนตามคำพิพากษาเดิม

    ข้อสรุป

    กรณีที่ลูกจ้างเกษียณอายุตามข้อบังคับของนายจ้าง การเกษียณถือเป็นการเลิกจ้างตามกฎหมายแรงงาน และลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามระยะเวลาการทำงานเดิม แม้ลูกจ้างจะทำงานต่อหลังเกษียณ การทำงานดังกล่าวถือเป็นสัญญาจ้างใหม่ที่ไม่กระทบสิทธิค่าชดเชยจากการเกษียณเดิม.

    อ้างอิงจาก คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3196/2551

    #hrรีพอร์ต


  • ประเด็นสำคัญของคดี

    1. ลูกจ้างที่ทำงานต่อไปแม้จะเกินอายุเกษียณที่นายจ้างกำหนด แสดงให้เห็นว่าทั้งสองฝ่ายไม่ได้ถือเรื่องเกษียณอายุเป็นสาระสำคัญของสัญญาจ้าง
    2. เมื่อภายหลังลูกจ้างลาออกเอง กรณีนี้ไม่ถือเป็นการเลิกจ้าง นายจ้างจึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย

    ข้อเท็จจริงของคดี

    1. โจทก์ (ลูกจ้าง) เข้าทำงานกับจำเลย (นายจ้าง) เมื่อโจทก์อายุ 52 ปี
    2. ต่อมาในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2544 จำเลยออกข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานกำหนดให้พนักงานหญิงเกษียณอายุ 55 ปี และพนักงานชายเกษียณอายุ 60 ปี
    3. เมื่อข้อบังคับดังกล่าวเริ่มใช้บังคับ โจทก์มีอายุ 63 ปี ซึ่งเกินอายุเกษียณตามข้อบังคับไปแล้ว
    4. หลังจากนั้น โจทก์ยังคงทำงานกับจำเลยต่อไป โดยทั้งสองฝ่ายไม่ได้ถือเงื่อนไขอายุเกษียณเป็นเหตุในการเลิกจ้าง
    5. โจทก์ลาออกจากงานเองในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2547

    คำวินิจฉัยของศาล

    1. ศาลแรงงานกลาง

    • การที่โจทก์ยังคงทำงานต่อไปหลังอายุเกษียณที่กำหนดไว้ในข้อบังคับ แสดงว่าทั้งสองฝ่ายไม่ได้ถือเงื่อนไขการเกษียณอายุเป็นสาระสำคัญของสัญญาจ้าง
    • การที่โจทก์ลาออกในภายหลัง ถือเป็นการลาออกเอง ไม่ใช่การเลิกจ้าง
    • โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าชดเชยจากการเกษียณอายุหรือการลาออก
    • พิพากษายกฟ้อง

    2. ศาลฎีกา

    คำวินิจฉัยที่สำคัญ:

    1. การทำงานต่อหลังเกษียณอายุแสดงถึงความยินยอม:
      • โจทก์ยังทำงานต่อแม้อายุเกิน 55 ปีตามที่ข้อบังคับกำหนด โดยนายจ้างไม่ได้เลิกจ้าง
      • การทำงานต่อเช่นนี้แสดงว่าทั้งสองฝ่ายไม่ได้ถือเงื่อนไขเกษียณอายุเป็นสาระสำคัญ
    2. การลาออกไม่ถือเป็นการเลิกจ้าง:
      • เมื่อโจทก์ลาออกเองในปี 2547 การลาออกดังกล่าวไม่ใช่การเลิกจ้าง
      • โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยจากการลาออก
    3. อุทธรณ์ของโจทก์เป็นข้อเท็จจริงที่ต้องห้าม:
      • อุทธรณ์ของโจทก์เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐาน ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ต้องห้ามตาม พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง
      • ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย

    คำพิพากษาสรุป

    1. โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยจากการเกษียณอายุหรือการลาออก
    2. พิพากษายืนตามศาลแรงงานกลาง โดยยกฟ้อง

    ข้อสรุป

    กรณีที่นายจ้างออกข้อบังคับเกี่ยวกับการเกษียณอายุ แต่ลูกจ้างยังคงทำงานต่อไปโดยไม่ถือเงื่อนไขเกษียณอายุเป็นสาระสำคัญ และเมื่อลูกจ้างลาออกเองในภายหลัง กรณีนี้ไม่ถือเป็นการเลิกจ้าง นายจ้างจึงไม่มีภาระในการจ่ายค่าชดเชย.

    อ้างอิงจาก คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 478/2551

    #hrรีพอร์ต


  • ประเด็นสำคัญของคดี

    1. กรณีลูกจ้างสมัครใจลาออกตามโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด ถือเป็นความยินยอมของทั้งสองฝ่าย (ลูกจ้างและนายจ้าง) ในการเลิกสัญญาจ้างแรงงาน
    2. การลาออกตามโครงการนี้ไม่ถือเป็นการเลิกจ้าง จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงาน

    ข้อเท็จจริงของคดี

    1. โจทก์ทั้ง 19 คน เป็นลูกจ้างของจำเลย
    2. จำเลยมีระเบียบเกี่ยวกับโครงการสมัครใจเกษียณอายุก่อนกำหนด ซึ่งเปิดโอกาสให้พนักงานที่มีอายุงานครบ 17 ปีขึ้นไปสมัครใจลาออกก่อนเกษียณ
    3. ระเบียบดังกล่าวกำหนดว่าการอนุมัติขึ้นอยู่กับดุลพินิจของบริษัท โดยจะจ่ายเงินบำเหน็จให้ตามสูตรที่กำหนด
    4. โจทก์กับพวกได้แสดงความจำนงขอเกษียณอายุก่อนกำหนดตามโครงการดังกล่าว และจำเลยได้อนุมัติ
    5. ภายหลังการอนุมัติ โจทก์กับพวกได้ยื่นใบลาออก และได้รับเงินบำเหน็จครบถ้วน

    คำวินิจฉัยของศาล

    1. ศาลแรงงานกลาง

    • การที่โจทก์แสดงความจำนงลาออกตามโครงการสมัครใจเกษียณอายุก่อนกำหนด ถือเป็นการแสดงเจตนาโดยสมัครใจของโจทก์เอง
    • การที่จำเลยอนุมัติและให้โจทก์ลาออกตามที่ขอ เป็นการยินยอมของทั้งสองฝ่ายในการเลิกสัญญาจ้างแรงงาน
    • กรณีนี้ไม่ถือเป็นการเลิกจ้าง
    • พิพากษายกฟ้อง

    2. ศาลฎีกา

    คำวินิจฉัยที่สำคัญ:

    1. โครงการเกษียณอายุก่อนกำหนดเป็นความสมัครใจของลูกจ้าง:
      • จำเลยออกประกาศเกี่ยวกับโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด โดยเปิดโอกาสให้พนักงานสมัครใจลาออก
      • การพิจารณาอนุมัติการลาออกขึ้นอยู่กับดุลพินิจของบริษัท
    2. การลาออกตามโครงการไม่ถือเป็นการเลิกจ้าง:
      • การที่โจทก์สมัครใจลาออกตามโครงการดังกล่าว และจำเลยอนุมัติให้ลาออก ถือเป็นการยินยอมร่วมกันของทั้งสองฝ่ายในการเลิกสัญญาจ้าง
      • กรณีนี้ไม่ถือเป็นการเลิกจ้างหรือการเกษียณอายุ จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงาน
    3. คำพิพากษายืนตามศาลแรงงานกลาง:
      • โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชย เนื่องจากเป็นการสมัครใจลาออกเอง

    คำพิพากษาสรุป

    1. การที่ลูกจ้างสมัครใจลาออกตามโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด ถือเป็นความสมัครใจของลูกจ้างเอง
    2. การลาออกในกรณีนี้ไม่ถือเป็นการเลิกจ้าง จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชย
    3. ศาลฎีกายืนตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง

    ข้อสรุป

    คดีนี้ชี้ให้เห็นว่า หากลูกจ้างแสดงความจำนงสมัครใจลาออกตามโครงการของนายจ้าง และได้รับเงินบำเหน็จตามที่กำหนดไว้แล้ว การลาออกดังกล่าวถือเป็นการยินยอมร่วมกันของทั้งสองฝ่าย และไม่ถือเป็นการเลิกจ้าง จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าชดเชยเพิ่มเติมตามกฎหมายแรงงาน.

    อ้างอิงจาก คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18641 – 18658/2557

    #hrรีพอร์ต