• จำเลยอ้างว่า ค่าคอมมิชชั่นจากยอดขาย ไม่ใช่ค่าจ้าง จึงไม่ต้องเอามาคิดรวมในการคำนวณ ค่าชดเชยเมื่อเลิกจ้าง

    แต่ ศาลฎีกาชี้ชัดว่า
    เงินค่าคอมมิชชั่นที่จำเลยจ่ายให้โจทก์ เป็น ค่าตอบแทนในการทำงานช่วงเวลาปกติ ถือเป็น ค่าจ้างตามกฎหมายแรงงาน ต้องนำมารวมเป็นฐานในการคำนวณค่าชดเชย

    แม้โจทก์จะอุทธรณ์ว่า จำนวนค่าคอมมิชชั่นที่ศาลแรงงานกลางคำนวณเฉลี่ยไว้ต่ำกว่าความเป็นจริง (ศาลคำนวณเฉลี่ยเดือนละ 9,171.25 บาท แต่โจทก์อ้างว่าได้จริงเดือนละ 13,175 บาท)
    แต่ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเพราะเป็นเรื่อง ข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางตัดสินไว้แล้ว

    สรุป
    ค่าคอมมิชชั่นหรือค่านายหน้า = ค่าจ้างตามกฎหมาย ต้องเอามารวมคำนวณค่าชดเชยเมื่อเลิกจ้าง และการอุทธรณ์จำนวนเงินต้องอยู่ในกรอบกฎหมายเท่านั้น ศาลแรงงานกลางทำถูกต้องแล้วที่ใช้ค่าคอมเฉลี่ยรวมเป็นค่าจ้างรวมเดือนละ 24,321.25 บาท ในการคิดค่าชดเชย.

    (๑๑) คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๗๔๔/๒๕๓๑ (ค่านายหน้าหรือค่าตอบแทนการขาย)

    #hrรีพอร์ต


  • นายจ้างเดิมตกลงจ่าย ค่าคอมมิชชั่น ให้ลูกจ้าง (โจทก์ที่ 1 และ 2) ในอัตรา 1% ของยอดขายที่เก็บเงินจากลูกค้าได้ ต่อมา เปลี่ยนหลักเกณฑ์ใหม่ให้คอมมิชชั่นลดลงตามระยะเวลาที่ลูกค้าชำระเงิน เช่น

    • ชำระไม่เกิน 90 วัน ได้ 1% หรือ 0.5%
    • ชำระใน 90-120 วัน ได้ลดลง
    • ชำระเกิน 120 วัน ไม่ได้ค่าคอมมิชชั่นเลย

    ลูกจ้างยังต้องทำยอดขายให้ถึงเป้าหมาย 70% จึงมีสิทธิ์ได้ค่าคอมมิชชั่น

    ศาลวินิจฉัยว่า ถึงแม้นายจ้างจะเปลี่ยนเงื่อนไข แต่เงินค่าคอมมิชชั่นนี้ก็ยังถือเป็น ค่าจ้างตามกฎหมายแรงงาน เพราะจ่ายเป็นค่าตอบแทนตามผลงานในเวลาทำงานปกติ และลูกจ้างมีหน้าที่ทั้งขายและติดตามทวงหนี้อยู่แล้ว

    สรุป

    ค่าคอมมิชชั่นแบบนี้ต้องถือว่าเป็นค่าจ้าง และ ต้องนำไปรวมคำนวณค่าชดเชยเมื่อเลิกจ้าง ตามกฎหมายแรงงานมาตรา 5 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541

    (๒) คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๖๕๓๓-๖๕๓๔/๒๕๕๖ (ค่านายหน้า)

    #hrรีพอร์ต


  • คดีนี้เกี่ยวข้องกับ ค่าคอมมิชชั่นหรือค่าเที่ยว ที่จำเลยจ่ายให้กับพนักงานขับรถและพนักงานยกของ โดยจำเลยกำหนด อัตราค่าตอบแทนต่อเที่ยวไว้อย่างแน่นอน และสามารถคำนวณตามจำนวนเที่ยวที่พนักงานทำได้ในเวลาทำงานปกติ

    ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ค่าคอมมิชชั่นหรือค่าเที่ยวนี้ถือเป็น “ค่าจ้าง” ตามนิยามของ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 เนื่องจากเป็นค่าตอบแทนที่นายจ้างมุ่งหมายให้เป็นค่าจ้างสำหรับการทำงาน ไม่ใช่เป็นเงินที่จ่ายเพื่อจูงใจให้ทำงานหนักขึ้น

    ดังนั้น ค่าคอมมิชชั่นในกรณีนี้ต้องถือเป็น ค่าจ้าง และมีผลต่อการคำนวณสิทธิประโยชน์ต่างๆ ของลูกจ้างตามกฎหมายแรงงาน.

    คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๕๓๙๔ – ๕๔๐๔/๒๕๔๗ (ค่าคอมมิชชั่น)

    #hrรีพอร์ต


  • ในคดีนี้ โจทก์ทำหน้าที่ยึดรถให้กับจำเลย และได้รับค่าตอบแทนจากจำเลยใน 2 ส่วน ได้แก่

    1. เงินเดือนประจำ จำนวน 9,500 บาทต่อเดือน
    2. ค่าหน้าหน้าในการยึดรถ ซึ่งคำนวณตามจำนวนรถที่ยึดได้ โดยได้รับ คันละ 10,000 บาท

    ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ค่าหน้าหน้านี้เป็นค่าตอบแทนที่คำนวณตามผลงานของโจทก์ ซึ่งทำในเวลาทำงานปกติ ถือเป็น “ค่าจ้าง” ตามนิยามใน พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541

    ดังนั้น จำเลยต้องรับผิดชอบจ่ายเงินค่าหน้าหน้าตามที่ตกลง และเนื่องจากจำเลยผิดนัดชำระ จึงต้องเสียดอกเบี้ยในอัตรา ร้อยละ 15 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 9 วรรคหนึ่ง.

    คำพิพากษาศาลฎีกา ๗๘๙๑/๒๕๕๓ (ค่านายหน้าในการยึดรถ)

    #hrรีพอร์ต

  • 📌 ประเด็นที่ต้องพิจารณา

    1. ค่าคอมมิชชั่นเป็นค่าจ้าง และต้องนำมาคิดรวมในการคำนวณค่าชดเชย
    2. การโยกย้ายลูกจ้างที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนเกินควร และการเลิกจ้างโดยไม่ตักเตือน

    🔹 ค่าคอมมิชชั่นเป็นค่าจ้าง ต้องนำมาคำนวณค่าชดเชย

    • โจทก์เป็น พนักงานขาย และได้รับค่าคอมมิชชั่นตามยอดขายรายเดือน
    • ค่าคอมมิชชั่นถือเป็นค่าจ้าง เพราะเป็นค่าตอบแทนที่นายจ้างจ่ายให้ตามผลการทำงานในเวลาปกติ
    • การคำนวณค่าชดเชย ต้องพิจารณารายได้ย้อนหลังตามระยะเวลาทำงาน
    • ในคดีนี้ ศาลแรงงานกำหนดค่าชดเชยให้โจทก์ที่ 125,100 บาท (เฉลี่ยรายได้เดือนละ 41,700 บาท)
    • แต่ ไม่มีหลักฐานชัดเจนเกี่ยวกับรายได้ในช่วง 90 วันสุดท้าย จึงต้องให้ศาลแรงงานภาค 8 ตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม

    🔹 การโยกย้ายที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนเกินควร

    • โจทก์ถูก ย้ายจากภูเก็ตไปหัวหิน ตามนโยบายของนายจ้าง
    • แม้ใน ใบสมัครงานระบุว่าสามารถย้ายไปต่างจังหวัดได้ และบริษัทมีสิทธิ์โยกย้ายพนักงาน
    • แต่คำสั่งโยกย้ายเกิดขึ้นเพียง 2 วันก่อนเลิกจ้าง ทำให้โจทก์ไม่มีเวลาตัดสินใจอย่างรอบคอบ
    • การปฏิเสธของโจทก์จึง ไม่ถือเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งอย่างร้ายแรง
    • นายจ้างจึงไม่มีสิทธิเลิกจ้างทันทีโดยไม่ตักเตือนเป็นหนังสือ

    ⚖️ คำวินิจฉัยของศาลฎีกา

    ✅ ค่าคอมมิชชั่นเป็นค่าจ้าง ต้องนำมาคำนวณค่าชดเชย
    ✅ การโยกย้ายที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนเกินควร ไม่ถือเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งร้ายแรง
    ✅ นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชย แต่ต้องพิจารณารายได้ย้อนหลังให้ถูกต้อง

    📢 ข้อสรุปสำคัญจากคดีนี้

    🔹 ค่าคอมมิชชั่นถือเป็นค่าจ้างตามกฎหมายแรงงาน ต้องนำมาคิดค่าชดเชยเมื่อเลิกจ้าง
    🔹 การโยกย้ายที่ส่งผลกระทบต่อพนักงานมากเกินไป อาจเป็นเหตุให้เลิกจ้างโดยไม่มีมูล
    🔹 นายจ้างไม่สามารถเลิกจ้างโดยไม่แจ้งล่วงหน้า หากลูกจ้างปฏิเสธการโยกย้ายที่ไม่เป็นธรรม
    🔹 การคำนวณค่าชดเชยต้องอิงจากรายได้ย้อนหลังที่ชัดเจน ไม่ใช่เฉลี่ยแบบกะเกณฑ์

    💡 บทเรียนจากคดี: ลูกจ้างควร เก็บหลักฐานรายได้ย้อนหลัง เช่น สลิปเงินเดือน ใบแจ้งค่าคอมมิชชั่น เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการคำนวณค่าชดเชยหากมีปัญหาการเลิกจ้าง!

    คำพิพำกษาศาลฎีกาที่ ๕๐๘๒/๒๕๕๘

    #hrรีพอร์ต

  • ในคดีนี้ มีข้อพิพาทว่า ค่าคอมมิชชั่นที่ลูกจ้างได้รับจากการขายสินค้า ต้องนำมาคำนวณเป็นฐานค่าชดเชยหรือไม่ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 ซึ่งให้คำนิยาม “ค่าจ้าง” ว่าเป็นเงินที่นายจ้างตกลงจ่ายให้ลูกจ้างเป็นค่าตอบแทนการทำงาน ไม่ว่าจะจ่ายเป็นรายชั่วโมง รายวัน รายเดือน หรือคำนวณตามผลงานก็ตาม

    📌 ศาลวินิจฉัยว่า
    ✅ ค่าคอมมิชชั่นที่โจทก์ได้รับ มาจากการขายสินค้า คำนวณจากยอดขายในแต่ละเดือน
    ✅ แม้โจทก์จะได้รับเงินเดือนอยู่แล้ว แต่ค่าคอมมิชชั่นก็เป็น ค่าตอบแทนการทำงานที่ขึ้นอยู่กับผลงาน
    ✅ ดังนั้น ค่าคอมมิชชั่นถือเป็นค่าจ้างตามกฎหมายแรงงาน

    ข้อสรุปสำคัญจากคดีนี้

    🔹 ค่าคอมมิชชั่นเป็นค่าจ้าง ตามกฎหมายแรงงาน ต้องนำมารวมกับเงินเดือน
    🔹 เมื่อนำมารวมแล้ว ต้องใช้เป็นฐานคำนวณค่าชดเชยเมื่อลูกจ้างถูกเลิกจ้าง
    🔹 นายจ้างไม่สามารถอ้างว่าเป็นรายได้พิเศษเพื่อหลีกเลี่ยงการจ่ายค่าชดเชยได้

    📢 บทเรียนจากคดี: ลูกจ้างที่มีรายได้แบบค่าคอมมิชชั่น ต้องรู้สิทธิของตัวเอง หากถูกเลิกจ้าง อย่าลืมเช็กว่านายจ้างคำนวณค่าชดเชยให้ถูกต้องหรือไม่!

    คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๘๖๓/๒๕๕๒ (ค่าคอมมิชชั่น)

    #hrรีพอร์ต

  • ในคดีนี้ โจทก์เป็นพนักงานขายของจำเลย ซึ่งได้รับเงินเดือนเป็นค่าจ้าง และมีข้อตกลงว่าหากขายสินค้าได้ จะได้รับค่าตอบแทนการขาย 1.5% ของยอดขาย แต่ถ้าเป็นเพียงผู้ประสานงานหลังการขาย จะไม่ได้รับค่าตอบแทนนี้

    โจทก์เรียกร้องเงินค่าตอบแทนการขายงวดเดือนธันวาคม 2535 โดยศาลพิจารณาว่า ค่าตอบแทนการขายถือเป็นค่าจ้างตามกฎหมายแรงงาน เพราะ
    ✅ เป็นค่าตอบแทนที่นายจ้างจ่ายให้ตามผลงาน
    ✅ มีการกำหนดงวดเวลาจ่ายที่แน่นอน

    ดังนั้น นายจ้างจึงต้องจ่ายเงินจำนวนนี้ให้กับโจทก์ แต่…

    📌 ปัญหาสำคัญ: โจทก์มีสิทธิเรียกร้องเงินได้ตั้งแต่มกราคม 2536 แต่กลับยื่นฟ้องวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2538 ซึ่ง เกินระยะเวลา 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/34 (9) ทำให้ คดีขาดอายุความ และโจทก์ไม่สามารถเรียกร้องเงินได้

    บทเรียนจากคดีนี้

    🔹 ค่าคอมมิชชั่นที่จ่ายตามผลงาน ถือเป็นค่าจ้างตามกฎหมายแรงงาน
    🔹 สิทธิเรียกร้องค่าจ้างมีอายุความ 2 ปี นับจากวันที่สามารถเรียกร้องได้
    🔹 หากถูกเบี้ยวค่าจ้าง อย่ารอช้า ต้องฟ้องภายในกำหนดเวลา!

    คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๑๘๑/๒๕๔๐ (ค่าตอบแทนการขาย)

  • สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 513/2524

    กรณีนี้เป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับค่าตอบแทนที่นายจ้างจ่ายให้ลูกจ้าง โดยนายจ้างแจ้งรับลูกจ้างเข้าทำงานด้วยเงินเดือนรวม 11,000 บาท ซึ่งแยกเป็น

    เงินเดือน 4,500 บาท

    ค่าพาหนะ 2,000 บาท

    และค่าคอมมิชชั่น 4,500 บาท

    ต่อมาเมื่อปรับเป็นพนักงานประจำ เงินเดือนเพิ่มเป็น 13,500 บาท โดยยังคงแยกเป็น

    เงินเดือน 7,000 บาท

    ค่าพาหนะ 2,000 บาท

    และค่าคอมมิชชั่น 4,500 บาท

    ศาลพิจารณาเห็นว่า ค่าพาหนะและค่าคอมมิชชั่นที่จ่ายเป็นประจำทุกเดือน ไม่ได้มีเงื่อนไขว่าต้องออกไปหาลูกค้าหรือทำยอดขาย จึงถือว่าเป็นค่าตอบแทนจากการทำงานตามปกติ ไม่ใช่สวัสดิการหรือโบนัสที่ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขพิเศษ ดังนั้น เงินจำนวนนี้ต้องถูกนับรวมเป็น ค่าจ้าง ตามกฎหมายแรงงาน และต้องใช้เป็นฐานคำนวณค่าชดเชยเมื่อลูกจ้างถูกเลิกจ้าง

    ใจความสำคัญ: แม้จะเรียกค่าตอบแทนเป็นชื่ออื่น แต่หากจ่ายสม่ำเสมอทุกเดือน ต้องนับเป็นค่าจ้าง และใช้เป็นฐานในการคำนวณค่าชดเชยตามกฎหมาย

    อ้างอิงจาก คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๕๑๓/๒๕๒๔ (ค่าคอมมิชชั่น)

    #hrรีพอร์ต

    • ข้อเท็จจริงของคดี:
      จำเลยตกลงจ่ายค่าครองชีพให้แก่โจทก์ทุกคนในจำนวนที่แน่นอนเป็นประจำทุกเดือน เพื่อเป็นการตอบแทนการทำงาน แม้ในวันที่โจทก์ไม่ได้ทำงาน (วันหยุด) ก็ยังมีสิทธิได้รับค่าครองชีพ
    • ปัญหาทางกฎหมาย:
      ค่าครองชีพที่จำเลยจ่ายให้นั้นถือเป็น “ค่าจ้าง” ตามกฎหมายแรงงานหรือไม่
    • คำวินิจฉัยของศาล:
      1. การจ่ายค่าครองชีพให้พนักงานทุกคนในจำนวนที่แน่นอนเป็นประจำทุกเดือน โดยมีลักษณะตอบแทนการทำงาน เช่นเดียวกับค่าจ้าง ถือว่าค่าครองชีพเป็นส่วนหนึ่งของค่าจ้าง
      2. แม้ว่าค่าครองชีพจะมีที่มาจากการเปลี่ยนการให้ข้าวเป็นเงินแทน ต่อมามีการปรับเพิ่มจำนวนเงินจากข้อเรียกร้องของพนักงานและเปลี่ยนชื่อเป็น “ค่าครองชีพ” ซึ่งวัตถุประสงค์ได้เปลี่ยนไปจากเดิม ไม่ใช่เพื่อสวัสดิการเพียงอย่างเดียว
      3. การพิจารณาว่าค่าครองชีพเป็นค่าจ้างหรือไม่ ต้องดูทั้งวัตถุประสงค์และลักษณะการจ่ายเงิน โดยในกรณีนี้ ลักษณะการจ่ายค่าครองชีพของจำเลยมีลักษณะเช่นเดียวกับการจ่ายค่าจ้าง
    • บทสรุป:
      ค่าครองชีพที่จำเลยจ่ายให้โจทก์ถือเป็น “ค่าจ้าง” ตามกฎหมายแรงงาน จำเลยจึงต้องนำค่าครองชีพไปรวมกับค่าจ้างเพื่อใช้เป็นฐานในการคำนวณค่าล่วงเวลา (OT) และค่าทำงานในวันหยุด

    ข้อคิดจากคดี:
    การจ่ายค่าครองชีพในลักษณะต่อเนื่องและคงที่ โดยมีลักษณะตอบแทนการทำงาน อาจถือเป็นค่าจ้างตามกฎหมายแรงงาน แม้ว่าจะเริ่มต้นจากสวัสดิการ ดังนั้นนายจ้างควรระมัดระวังในการกำหนดเงื่อนไขหรือรายละเอียดการจ่ายเงินในสัญญาจ้างงาน.

    อ้างอิงจาก คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๙๘๗ – ๔๓๒๙/๒๕๕๓

    #hrรีพอร์ต

    • ข้อเท็จจริงของคดี:
      โจทก์กับพวกรวม 465 คน ซึ่งเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานมิตซูบิชิ เอลเลเวเตอร์ เอเชีย ฟ้องบริษัท (จำเลย) เพื่อเรียกร้องให้จ่ายสวัสดิการค่าเงินครองชีพและค่าระดับงานตามบันทึกข้อตกลงว่าด้วยสภาพการจ้าง รวมถึงค่าทำงานนอกเวลา (โอที) ที่ขาดหายไป เนื่องจากจำเลยไม่นำค่าเงินครองชีพและค่าระดับงานมาเป็นฐานในการคำนวณ
    • ประเด็นทางกฎหมายที่ต้องพิจารณา:
      ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยว่าค่าเงินครองชีพและค่าระดับงานเป็น “ค่าจ้าง” ตาม มาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 หรือไม่
    • คำวินิจฉัยของศาล:
      1. ก่อนมีบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง จำเลยและสหภาพแรงงานยอมรับร่วมกันว่าค่าเงินครองชีพเป็นส่วนหนึ่งของค่าจ้าง และใช้เป็นฐานในการคำนวณค่าล่วงเวลา
      2. ในบันทึกข้อตกลงที่ภายหลังมีการปรับค่าเงินครองชีพเป็น 2,200 บาท ยังคงยืนยันว่าเป็นส่วนหนึ่งของค่าจ้างที่ต้องใช้คำนวณค่าล่วงเวลาเช่นเดิม
      3. ดังนั้น ค่าเงินครองชีพถือว่าเป็น “ค่าจ้าง” ตามนิยามในกฎหมายแรงงาน
    • บทสรุป:
      ศาลฎีกาพิพากษาว่าค่าเงินครองชีพเป็นส่วนหนึ่งของค่าจ้างตามกฎหมาย และจำเลยต้องนำไปใช้เป็นฐานในการคำนวณค่าล่วงเวลาและค่าทำงานนอกเวลาให้แก่โจทก์

    บทเรียนจากคดี:
    นายจ้างต้องปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงและกฎหมายแรงงานที่ระบุให้ค่าเงินครองชีพเป็นส่วนหนึ่งของค่าจ้าง ทั้งนี้เพื่อปกป้องสิทธิของลูกจ้างในการได้รับค่าตอบแทนที่เป็นธรรมตามกฎหมาย.

    อ้างอิงจาก คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๙๕๐๒-๑๙๙๖๖/๒๕๕๖

    #hrรีพอร์ต