คุณเคยสงสัยไหมว่าทำไมคลิปบางคลิปถึงได้ยอดวิวหลายล้าน ในขณะที่คลิปที่เราทำด้วยความตั้งใจเต็มที่กลับได้แค่ไม่กี่ร้อยวิว? วันนี้เราจะมาเปิดความลับจาก Brendan Kane ผู้เชี่ยวชาญด้านโซเชียลมีเดียที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของดาราระดับโลกอย่าง Taylor Swift, Rihanna และแบรนด์ยักษ์ใหญ่อย่าง MTV, IKEA ผ่านหนังสือ “The Guide To Going Viral”
จากช่างเทคนิคธรรมดาสู่กูรูโซเชียลมีเดีย
เรื่องราวของ Brendan Kane เริ่มต้นในปี 2005 เมื่อโลกโซเชียลมีเดียยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ขณะนั้นมีคนสร้างคอนเทนต์ออนไลน์แค่ 1-2 ล้านคนเท่านั้น วันนี้ตัวเลขนั้นพุ่งขึ้นมาเป็น 4.8 พันล้านคน!
Kane เล่าว่า “เมื่อผมเริ่มทำงานในโซเชียลมีเดีย ตอนนั้น Friendster ยังเป็นแพลตฟอร์มหลัก คนสร้างคอนเทนต์มีแค่ไม่กี่ล้านคนบนแพลตฟอร์มเหล่านี้ แต่วันนี้เรากำลังจะใกล้ 5 พันล้านคนบนโซเชียลมีเดีย”
ปี 2007 เขาได้สร้างแคมเปญ influencer แรกๆ บน YouTube ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของกลยุทธ์ที่ล้ำสมัย จนในที่สุดเขากลายเป็นคนที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของดาราระดับโลก และในปี 2018 เขาได้ทดลองใช้กระบวนการของตัวเองและสร้างผู้ติดตามได้ 1 ล้านคนภายใน 30 วัน
ความจริงที่ว่า: โซเชียลมีเดียไม่ใช่เรื่องโชค
หลายคนมองว่าการไวรัลเป็นเรื่องของโชค แต่ Kane พิสูจน์ให้เห็นว่านั่นเป็นเรื่องของวิทยาศาสตร์ เขาเปรียบเทียบการทำโซเชียลมีเดียเหมือนการทำหนัง
“การทำโซเชียลมีเดียเหมือนการเป็นผู้กำกับภาพยนตร์” Kane อธิบาย “คุณต้องเป็นทั้งผู้กำกับ โปรดิวเซอร์ นักแสดง และนักเขียนบทสำหรับคอนเทนต์ของคุณ”
เขายกตัวอย่างจากการทำงานกับ Taylor Swift ในช่วงต้นอาชีพของเธอ บทเรียนสำคัญที่ได้คือ: ปฏิบัติต่อผู้ชมทุกคนราวกับว่าพวกเขาเป็นผู้ชมคนเดียวของคุณ การเชื่อมต่อแบบหนึ่งต่อหนึ่งนี้เองที่เปลี่ยนผู้ชมธรรมดาให้กลายเป็นแฟนตัวจริง
ทำไมคอนเทนต์คุณถึงไม่ไวรัล? เพราะคุณทำผิดตั้งแต่แนวคิด!
Kane เผยว่าผู้คนส่วนใหญ่เข้าใจผิดพื้นฐานของโซเชียลมีเดีย พวกเขาคิดว่าโซเชียลมีเดียเป็นการสื่อสารแบบ “หนึ่งต่อกลุ่ม” แต่ความจริงแล้วมันเป็นการสื่อสารแบบ “หนึ่งต่อหนึ่ง”
“เมื่อเราดูโซเชียลมีเดีย เรามักจะนั่งคนเดียว แต่คนส่วนใหญ่สื่อสารราวกับยืนบนเวทีพูดกับคนนับล้าน” เขาอธิบาย
ตัวอย่างจริงจากลูกค้าของ Kane:
กรณีช่างหนัง: Kane เคยช่วยช่างทำของหนังคนหนึ่งที่มีผู้ติดตามแค่ 2,000 คน ให้โตเป็น 2.5 ล้านคน เคล็ดลับอยู่ที่การเปลี่ยนวิธีการสื่อสาร จากการอธิบายเทคนิคการทำหนังแบบเป็นครู กลายเป็นการแชร์เรื่องราวส่วนตัวและความหลงใหลในงานฝีมือ
กรณี Mindvalley: แพลตฟอร์มการศึกษาออนไลน์ที่ Kane ช่วยปรับโครงสร้างการสร้างคอนเทนต์ ทำให้กลายเป็น “อาวุธลับ” ในวงการการศึกษาดิจิทัล
The Viral Content Model: สูตรสำเร็จที่ใช้ได้จริง
Kane และทีม Hook Point ได้พัฒนา “Viral Content Model” ที่ประกอบด้วย:
1. การวิจัยระบบนิเวศ (Ecosystem Research)
ก่อนสร้างคอนเทนต์ ต้องทำการบ้านเสียก่อน Kane แนะนำให้:
- เข้าไปดู Google Trends และ Google Search
- พิมพ์คำที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ ดูว่าหัวข้อไหนกำลังไวรัล
- เข้าไป Instagram หรือ TikTok ดูคลิปสั้นๆ ที่ได้ยอดวิวสูงที่สุด
- วิเคราะห์ “hook” หรือตัวดึงดูดความสนใจในวินาทีแรก
2. กระบวนการสร้างไอเดีย (Ideation Process)
คนส่วนใหญ่จะใช้ไอเดียแรกที่นึกออก แต่ Kane ทำแตกต่าง:
- สร้างสเปรดชีตของ hook ที่มีศักยภาพ 50+ รายการ
- จัดอันดับแต่ละรายการตามศักยภาพไวรัล
- เลือกเฉพาะไอเดียที่ได้คะแนนสูงที่สุดมาถ่ายทำ
3. The 3F’s Formula: Feelings, Facts, Fun
Kane ค้นพบว่าคอนเทนต์ที่ไวรัลต้องมีองค์ประกอบ 3 อย่าง:
- Feelings (ความรู้สึก): ทำให้ผู้ชมรู้สึกอะไรบางอย่าง
- Facts (ข้อเท็จจริง): มีข้อมูลที่เป็นประโยชน์
- Fun (ความสนุก): มีความบันเทิงหรือความน่าสนใจ
เคล็ดลับขั้นเทพ: The Generalist Principle
นี่คือหลักการที่ขัดกับสามัญสำนึก Kane เรียกว่า “The Generalist Principle”
“เล่นให้กับผู้ชมที่กว้างที่สุด แต่ในระดับลึกให้เล่นเพื่อผู้ชมหลักของคุณ”
ตัวอย่างการใช้หลักการนี้:
ช่างทำโต๊ะ: แทนที่จะทำคลิปเฉพาะสำหรับคนรักงานไม้ เขาทำคลิป “เปลี่ยนไม้พาเลทฟรีให้เป็นโต๊ะราคา 600 ดอลลาร์” ซึ่งดึงดูดคนทั่วไปที่สนใจ DIY แต่ในเนื้อหาลึกๆ ยังคงแสดงฝีมือการทำงานไม้ระดับมืออาชีพ
ครูสอนการเงิน: แทนที่จะพูดเรื่องการลงทุนซับซ้อน เปลี่ยนเป็น “ทำไมการซื้อกาแฟ Starbucks ทุกวันถึงทำให้คุณจนได้” แล้วค่อยสอดแทรกหลักการลงทุนเข้าไป
ความลับของอัลกอริทึม: พวกมันไม่ได้เป็นศัตรู!
Kane เปิดเผยความจริงที่หลายคนเข้าใจผิด: “อัลกอริทึมเหล่านี้ต้องการเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของเรา”
เหมือนกับที่ Netflix ลงทุนหลายพันล้านบาทในการสร้างคอนเทนต์เพื่อให้ผู้ชมดูต่อ แพลตฟอร์มโซเชียลก็ต้องการคอนเทนต์ของเราเพื่อให้ผู้ใช้อยู่บนแอปนานๆ
กุญแจสำคัญคือ: ทำให้คนหยุดสกรอลในช่วง 3-5 วินาทีแรก และดูต่อให้นานที่สุด
Kane เล่าถึงกรณีศึกษาที่ “ความแตกต่าง 6 วินาทีในเวลาการชม แปลว่าความแตกต่าง 85 ล้านวิวบน TikTok”
เทคนิคการวิเคราะห์แบบมืออาชีพ
Kane สอนเทคนิคที่ทีมเขาใช้:
“วางวิดีโอที่ประสิทธิภาพต่ำของคุณเคียงข้างกับวิดีโอไวรัลในรูปแบบเดียวกัน ความแตกต่างที่คุณพบคือแผนที่นำทางสู่ความสำเร็จ”
ตัวอย่างการวิเคราะห์:
- วิดีโอไวรัล: เริ่มด้วย “คุณจะเชื่อไหมว่า…” (สร้างความอยากรู้)
- วิดีโอเรา: เริ่มด้วย “สวัสดีครับ วันนี้จะมาสอน…” (น่าเบื่อ)
ผลลัพธ์: เปลี่ยนวิธีเริ่มต้นอย่างเดียว ยอดวิวเพิ่มขึ้น 10 เท่า
ระบบ Format ที่พิสูจน์แล้วว่าใช้ได้
Kane และทีมได้ระบุรูปแบบคอนเทนต์ 220+ แบบที่ทำงานได้จริง เขาเปรียบเทียบกับโครงสร้าง 3 องก์ของหนังฮอลลีวูด ที่ใช้งานได้มา 50 ปีแล้วเพราะอิงบนจิตวิทยามนุษย์
รูปแบบยอดนิยมที่ทำงานได้:
1. “Man on the Street” Format:
- ออกไปถามคำถามคนบนถนน
- เช่น “คุณรู้ไหมว่าเงิน 100 บาทในปี 1990 วันนี้มีค่าเท่าไหร่?”
2. “Before & After” Format:
- แสดงการเปลี่ยนแปลง
- เช่น “24 ชั่วโมงกับการจัดห้องแบบมินิมอล”
3. “Secret Revealed” Format:
- เปิดเผยความลับ
- เช่น “สิ่งที่ร้านอาหารไม่อยากให้คุณรู้”
กรณีศึกษา: จากศูนยืเป็นล้าน
Kane เล่าถึงลูกค้าคนหนึ่งที่เริ่มต้นจากไม่มีประสบการณ์โซเชียลมีเดียเลย:
“ผมไม่เคยกลัวที่จะทำงานกับคนที่ไม่มีประสบการณ์โซเชียลมีเดีย บ่อยครั้งผมตื่นเต้นกับการทำงานกับคนไม่มีประสบการณ์มากกว่าคนที่มีประสบการณ์ 10 ปี”
เหตุผล: เพราะความสำเร็จขึ้นอยู่กับ mindset มากกว่า mechanics
เปรียบเทียบ Beauty Influencer สองแบบ:
- แบบที่ 1: หารายได้หลักหมื่นจากการทำแบรนด์ดีล
- แบบที่ 2: Michelle Fan สร้างบริษัทมูลค่าพันล้านอย่าง Ipsy
ความแตกต่าง: ไม่ใช่กลยุทธ์คอนเทนต์ แต่เป็นวิสัยทัศน์ว่าอะไรเป็นไปได้
ข้อผิดพลาดที่ฆ่ายอดวิวเร็วที่สุด
Kane เตือนถึงข้อผิดพลาดที่คนมักทำ:
1. การติดตามเทรนด์อย่างเดียว
“การติดตามเทรนด์ทำให้คุณได้ยอดวิวชั่วคราว แต่ถ้าต้องการการเติบโตที่สม่ำเสมอและขยายได้ คุณต้องมีรูปแบบเฉพาะที่สอดคล้องกับแบรนด์และดึงดูดผู้ชมได้ทันที”
2. การใช้อุปกรณ์แพง
“ผู้สร้างคอนเทนต์ไวรัลบางคนถ่ายด้วยสมาร์ทโฟนและตัดต่อใน 5 นาที ความสำคัญอยู่ที่การเล่าเรื่องและจิตวิทยามนุษย์ ไม่ใช่การผลิตระดับสูง”
3. การมุ่งเน้นผู้ติดตาม
“มุ่งเน้นน้อยลงที่ผู้ติดตามและมากขึ้นที่ความสามารถสร้างคอนเทนต์ไวรัล คอนเทนต์ไวรัลจะสร้างผู้ติดตาม แต่การมีผู้ติดตามไม่ได้รับประกันว่าจะเข้าถึงพวกเขาได้”
กรอบการทำงาน 5 ขั้นตอนของ Kane
ขั้นตอนที่ 1: วิจัยระบบนิเวศ
- ศึกษาเทรนด์ในอุตสาหกรรม
- วิเคราะห์คู่แข่ง
- หาช่องว่างในตลาด
ขั้นตอนที่ 2: กำหนด Format
- เลือกรูปแบบที่เหมาะกับแบรนด์
- ปรับแต่งให้เข้ากับแพลตฟอร์ม
- ทดสอบกับกลุ่มเป้าหมาย
ขั้นตอนที่ 3: สร้าง Hook Points
- พัฒนาตัวดึงดูดใจในวินาทีแรก
- ทดสอบหลายๆ แบบ
- เลือกที่ดีที่สุด
ขั้นตอนที่ 4: ผลิตและเผยแพร่
- ใช้อุปกรณ์ที่มี
- เน้นเนื้อหามากกว่าคุณภาพภาพ
- อัปโหลดในเวลาที่เหมาะสม
ขั้นตอนที่ 5: วิเคราะห์และปรับปรุง
- ดู analytics อย่างละเอียด
- เปรียบเทียบคอนเทนต์ที่ดีและไม่ดี
- ปรับกลยุทธ์ตามข้อมูล
บทเรียนสำคัญจากหนังสือ
Kane สรุปบทเรียนสำคัญไว้ว่า:
“ในโลกที่มีคนกำลังมองหาความสนใจ 5 พันล้านคน การโดดเด่นต้องอาศัยมากกว่าโชค ต้องอาศัยทักษะเชิงกลยุทธ์เหมือนการสร้างหนังบล็อกบัสเตอร์”
การทำโซเชียลมีเดียไม่ใช่เรื่องของโชคหรือการลุ้น แต่เป็นศาสตร์ที่มีระบบ มีการวิจัย และมีแบบแผนที่ชัดเจน หากคุณปฏิบัติตามกรอบการทำงานของ Kane อย่างสม่ำเสมอ คุณก็จะสามารถสร้างคอนเทนต์ที่ไวรัลได้อย่างต่อเนื่อง
สิ่งสำคัญที่สุดคือการเข้าใจว่าโซเชียลมีเดียเป็นการสื่อสารแบบหนึ่งต่อหนึ่ง ไม่ใช่การพูดบนเวที และอัลกอริทึมไม่ได้เป็นศัตรู แต่เป็นเพื่อนที่ต้องการช่วยให้คอนเทนต์ของเราไปถึงคนที่เหมาะสม
ในยุคที่ทุกคนสามารถเป็นครีเอเตอร์ได้ ผู้ที่จะประสบความสำเร็จคือคนที่เข้าใจระบบ ศึกษาข้อมูล และปรับตัวอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่คนที่นั่งรอโชคช่วย
#hrรีพอร์ต