• บทเรียนจากหนังสือที่เปลี่ยนโลกการทำงาน

    เรื่องเล่าที่เริ่มต้นจากคำถามง่ายๆ

    ถ้าให้คุณเดาว่า อะไรคือสิ่งที่ทำให้คนเราอยากทำงานหนัก คุณคงตอบว่า “เงิน” หรือ “ความกลัวโดนไล่ออก” ใช่ไหม? เป็นเรื่องปกติมาก เพราะเราถูกสอนมาแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก ทำดีได้รางวัล ทำผิดโดนลงโทษ

    แต่แล้ว Daniel Pink นักเขียนชาวอเมริกัน ได้ค้นพบสิ่งที่น่าแปลกใจมาก เขาเล่าเรื่องหนึ่งที่ทำให้เขาเริ่มสงสัยในสิ่งที่เราเชื่อมานาน

    เรื่องนั้นเกิดขึ้นที่มหาวิทยาลัย Wisconsin ในปี 1969 นักจิตวิทยาชื่อ Edward Deci ทำการทดลองง่ายๆ เขาให้คนสองกลุ่มมาเล่นปริศนาลูกบาศก์ กลุ่มแรกไม่ได้เงิน กลุ่มที่สองได้เงินค่าตอบแทน

    ผลที่ออกมาตรงข้ามกับที่คิด กลุ่มที่ได้เงินในช่วงแรกทำได้ดีจริง แต่พอหยุดให้เงิน พวกเขากลับเล่นน้อยลงและเบื่อเร็วขึ้น ในขณะที่กลุ่มที่ไม่เคยได้เงินยังคงเล่นต่อไปด้วยความสนุก

    นี่คือจุดเริ่มต้นของการค้นพบที่จะเปลี่ยนความเข้าใจเรื่องแรงจูงใจไปตลกกาล

    นักบินอวกาศที่ไม่ได้เงิน

    Pink เล่าเรื่องน่าสนใจอีกเรื่องหนึ่ง ในปี 2001 โครงการสารานุกรมออนไลน์ชื่อ Wikipedia เริ่มต้นขึ้น คนที่เขียนบทความให้ Wikipedia ไม่ได้เงินแม้แต่บาทเดียว แต่พวกเขาใช้เวลานับล้านชั่วโมงเขียนและแก้ไขบทความ จนกลายเป็นสารานุกรมที่ใหญ่ที่สุดในโลก

    ในเวลาเดียวกัน บริษัท Microsoft ที่มีเงินมหาศาล พยายามสร้างสารานุกรมออนไลน์ชื่อ Encarta โดยจ้างผู้เชี่ยวชาญมาเขียน จ่ายเงินเป็นกอบเป็นกำ แต่สุดท้าย Encarta ก็ปิดตัวลงในปี 2009 เพราะแข่งกับ Wikipedia ไม่ได้

    หรือเรื่องของ Linux ระบบปฏิบัติการที่โปรแกรมเมอร์ทั่วโลกร่วมกันพัฒนาโดยไม่ได้รับค่าตอบแทน แต่กลับสามารถแข่ขันกับ Windows ของ Microsoft ได้อย่างเสมอต้นเสมอปลาย

    เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้ Pink เริ่มตั้งคำถาม ถ้าเงินคือสิ่งเดียวที่จูงใจคน แล้วทำไมคนจำนวนมากถึงยอมเสียเวลาและแรงกายแรงใจทำสิ่งที่ไม่ได้เงิน?

    วิวัฒนาการของแรงจูงใจมนุษย์

    Pink อธิบายว่าแรงจูงใจของมนุษย์มีวิวัฒนาการมา 3 ระบบใหญ่

    ระบบ 1.0: แรงขับพื้นฐาน คือความต้องการที่มีมาตั้งแต่เป็นสัตว์ เช่น ความหิว ความกระหาย การหาคู่ครอง สิ่งเหล่านี้จำเป็นต่อการอยู่รอด

    ระบบ 2.0: รางวัลและโทษ เป็นระบบที่พัฒนาขึ้นมาเมื่อมนุษย์เริ่มอยู่รวมกันเป็นสังคม ถ้าทำตามกฎได้รางวัล ถ้าผิดกฎโดนลงโทษ ระบบนี้ทำงานได้ดีมากในยุคอุตสาหกรรม เมื่องานส่วนใหญ่เป็นงานซ้ำๆ ที่วัดผลได้ชัดเจน

    ระบบ 3.0: แรงขับภายใน คือแรงจูงใจที่มาจากความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ที่จะเติบโต เรียนรู้ และทำสิ่งที่มีความหมาย

    Pink บอกว่าปัญหาของโลกปัจจุบันคือ เรายังใช้ระบบ 2.0 อยู่ ในขณะที่งานส่วนใหญ่ต้องการระบบ 3.0

    เมื่อรางวัลกลายเป็นพิษ

    เรื่องราวที่น่าสนใจมากเรื่องหนึ่งเกิดขึ้นในสถานเลี้ยงเด็กแห่งหนึ่งในอิสราเอล ที่นั่นมีปัญหาพ่อแม่มารับลูกสาย ผู้บริหารเลยคิดว่าจะใช้วิธีปรับเงิน คนที่มารับลูกสายจะถูกปรับ 10 เชเกล (ประมาณ 80 บาท)

    ผลที่ตามมาคือ จำนวนคนมาสายเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า! เกิดอะไรขึ้น?

    ก่อนมีค่าปรับ พ่อแม่รู้สึกผิดเมื่อมาสาย เพราะทำให้ครูต้องรออยู่นอกเวลา แต่พอมีค่าปรับ พ่อแม่เริ่มคิดว่า “ถ้าเราจ่ายเงิน เราก็มีสิทธิ์มาสายได้” ความรู้สึกผิดหายไป กลายเป็นการซื้อบริการแทน

    หรือเรื่องของบริษัทใหญ่หลายแห่งที่ให้โบนัสกับพนักงานขาย ทำให้พนักงานบางคนโกงลูกค้า ขายของที่ลูกค้าไม่ต้องการ หรือปิดบัญชียอดขายในช่วงท้ายปีแล้วเก็บไว้เปิดต้นปีใหม่ เพื่อให้ได้โบนัสทั้งสองปี

    นี่คือสิ่งที่ Pink เรียกว่า “ผลข้างเคียงของรางวัล”

    ปริศนาเทียนและกิ๊บเก็บกระดาษ

    Pink เล่าการทดลองที่ชื่อว่า “Candle Problem” นักวิจัยให้คนสองกลุ่มแก้ปัญหาเดียวกัน ให้เอาเทียนติดบนกำแพงโดยใช้เทียน ไม้ขีดไฟ และกิ๊บเก็บกระดาษ

    กลุ่มแรกไม่ได้รับสัญญาอะไร กลุ่มที่สองได้รับสัญญาว่าถ้าแก้ได้เร็วที่สุด จะได้เงิน 20 ดอลลาร์

    ผลปรากฏว่า กลุ่มที่สัญญาให้เงินทำได้ช้ากว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับสัญญาอะไรถึง 3.5 นาที!

    เพราะอะไร? เพราะการแก้ปัญหานี้ต้องคิดนอกกรอบ ต้องเอากิ๊บเก็บกระดาษมาใช้เป็นแท่นวางเทียน ไม่ใช่แค่เครื่องมือหนีบ แต่เมื่อมีแรงกดดันจากรางวัล สมองเราจะคิดแบบแคบๆ มองแต่เป้าหมายเดียว ทำให้ความคิดสร้างสรรค์ลดลง

    เด็กที่เขียนภาพเพื่อความสนุก

    จิตวิทยาได้ทำการทดลองกับเด็กๆ ที่ชอบวาดรูป แบ่งเป็นสามกลุ่ม กลุ่มแรกได้รับสัญญาว่าจะได้เหรียญทองถ้าวาดรูป กลุ่มที่สองได้เหรียญทองโดยไม่คาดหวัง และกลุ่มที่สามไม่ได้อะไรเลย

    หลังจากการทดลอง พบว่ากลุ่มที่ได้รับสัญญารางวัลกลับไม่อยากวาดรูปอีก ในขณะที่อีกสองกลุ่มยังวาดรูปต่อไปด้วยความสนุก

    นี่แสดงให้เห็นว่า รางวัลสามารถทำลายแรงจูงใจภายในที่มีอยู่แล้วได้

    ตัวอย่างจากโลกความเป็นจริง: เรื่องของ Tom Sawyer

    Mark Twain เล่าเรื่อง Tom Sawyer ที่ถูกลงโทษให้ทาสีรั้ว Tom เปลี่ยนมุมมองของเพื่อนๆ จาก “งานที่น่าเบื่อ” เป็น “กิจกรรมที่สนุก” จนเพื่อนๆ ยอมจ่ายเงินให้ Tom เพื่อได้ทาสีรั้วแทน

    นี่คือการเปลี่ยนจาก “งาน” เป็น “เล่น” ด้วยการเปลี่ยนมุมมองและให้ความรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่พิเศษ

    สามเสาหลักของแรงจูงใจใหม่

    1. ความเป็นอิสระ (Autonomy)

    Pink เล่าเรื่องของบริษัท Atlassian ในออสเตรเลีย ที่จัดกิจกรรมชื่อ “FedEx Day” ให้พนักงานใช้เวลา 24 ชั่วโมงพัฒนาโปรเจกต์อะไรก็ได้ที่อยากทำ เพียงแต่ต้อง “ส่งมอบ” ผลงานภายในเวลา เหมือน FedEx ที่ส่งของถึงแน่นอน

    ผลที่ได้คือนวัตกรรมใหม่ๆ มากมาย รวมทั้งการแก้ไขซอฟต์แวร์ที่ใช้เวลาหลายเดือนให้เสร็จในหนึ่งวัน

    หรือบริษัท 3M ที่ให้พนักงานใช้เวลา 15% ทำโปรเจกต์ส่วนตัว ทำให้เกิดผลิตภัณฑ์ดังอย่าง Post-it Notes

    Google ก็ทำแบบเดียวกัน ให้พนักงานใช้เวลา 20% ทำสิ่งที่สนใจ ทำให้เกิด Gmail และ AdSense

    2. ความชำนาญ (Mastery)

    Pink ยกตัวอย่างนักดนตรีที่ฝึกซ้อมเปียโนทุกวัน แม้จะไม่ได้เงิน หรือโปรแกรมเมอร์ที่เขียนโค้ดในเวลาว่างเพื่อสร้างแอปที่ตัวเองอยากใช้

    เขาอธิบายว่าการพัฒนาความชำนาญมี 3 องค์ประกอบ:

    • Mindset: ต้องเชื่อว่าความสามารถพัฒนาได้ ไม่ใช่สิ่งที่เกิดมาติดตัว
    • Pain: การพัฒนาต้องแลกด้วยความเหนื่อยยาก แต่เป็นความเหนื่อยที่คุ้มค่า
    • Asymptote: การพัฒนาไม่มีที่สิ้นสุด เสมอมีสิ่งใหม่ให้เรียนรู้

    3. จุดประสงค์ (Purpose)

    Pink เล่าเรื่องของ Patagonia บริษัทเสื้อผ้ากีฬาที่มีจุดประสงค์ชัดเจน คือการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม พนักงานของ Patagonia ไม่ได้ทำงานแค่เพื่อขายเสื้อผ้า แต่เพื่อช่วยโลก

    หรือเรื่องของ TOMS Shoes ที่มีแนวคิด “One for One” ขายรองเท้าหนึ่งคู่ บริจาครองเท้าหนึ่งคู่ให้เด็กยากจน พนักงานรู้สึกภูมิใจที่การทำงานของตัวเองช่วยเหลือผู้อื่น

    ใน Wikipedia พบว่าคนที่เขียนบทความมากที่สุดไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญในสาขานั้นๆ แต่เป็นคนธรรมดาที่อยากแบ่งปันความรู้

    บทเรียนสำหรับผู้จัดการ

    Pink เล่าเรื่องของ Microsoft ในยุคหลัง Steve Ballmer ที่เปลี่ยนจากระบบ “Stack Ranking” ที่บังคับให้พนักงานแข่งขันกัน เป็นระบบที่ส่งเสริมการทำงานร่วมกัน ผลคือหุ้น Microsoft พุ่งขึ้นและบรรยากาศการทำงานดีขึ้นมาก

    หรือบริษัท Best Buy ที่ให้พนักงานเลือกเวลาทำงานเอง เพียงแต่ต้องทำงานให้เสร็จ ผลคือประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น 35% และความสุขของพนักงานเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

    บทเรียนสำหรับพ่อแม่

    Pink เตือนว่าการใช้รางวัลกับลูกต้องระวัง เขายกตัวอย่างการทดลองที่ให้เด็กสองกลุ่มอ่านหนังสือ กลุ่มหนึ่งได้เงินต่อหน้า อีกกลุ่มไม่ได้อะไร ผลคือกลุ่มที่ได้เงินอ่านได้เร็วขึ้น แต่จำเนื้อหาได้น้อยกว่า เพราะมุ่งแต่อ่านให้เสร็จเพื่อได้เงิน ไม่ได้มุ่งเข้าใจ

    แทนที่จะใช้รางวัล พ่อแม่ควร:

    • ช่วยให้ลูกเห็นความสำคัญของสิ่งที่ทำ
    • ให้ลูกมีอิสระในการเลือก
    • ส่งเสริมให้ลูกพัฒนาตัวเอง

    สรุป: อนาคตของการจูงใจ

    Pink สรุปว่าในโลกที่งานส่วนใหญ่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ การแก้ปัญหา และการทำงานร่วมกัน ระบบรางวัล-โทษแบบเก่าไม่เพียงพอแล้ว

    บริษัทที่ประสบความสำเร็จในอนาคตจะเป็นบริษัทที่เข้าใจว่าคนเราต้องการ:

    • อิสระ ในการควบคุมชีวิตและงานของตัวเอง
    • การพัฒนา ความสามารถอย่างต่อเนื่อง
    • ความหมาย ในสิ่งที่ทำ

    เรื่องราวทั้งหมดในหนังสือ Drive สอนเราว่า แรงขับเคลื่อนที่แท้จริงของมนุษย์ไม่ได้มาจากสิ่งภายนอก แต่มาจากความต้องการพื้นฐานที่ฝังลึกในจิตใจของเรา

    การเข้าใจและใช้หลักการเหล่านี้ไม่เพียงแต่จะทำให้เราประสบความสำเร็จในการทำงาน แต่ยังจะทำให้เรามีความสุขและความหมายในชีวิตมากขึ้นด้วย

    ในท้ายที่สุด คำถามที่ Pink อยากให้เราถามตัวเองไม่ใช่ “เราจะได้อะไร?” แต่เป็น “เราจะเป็นอะไร?” เพราะนั่นคือแรงขับเคลื่อนที่ยั่งยืนที่สุด

    #hrรีพอร์ต

  • เมื่อชีวิตติดหล่ม ได้เวลา “รีเซ็ต” แล้ว

    มีใครเคยรู้สึกบ้างไหมว่า ชีวิตเหมือนกับรถที่วิ่งไปในถนนสายเดิมทุกวัน ไปทำงาน กลับบ้าน ดูโทรทัศน์ นอน แล้วก็วนซ้ำไปเรื่อยๆ บางทีก็รู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างไม่ถูกต้อง แต่ก็ไม่รู้ว่าจะเปลี่ยนแปลงยังไง

    Dan Heath นักเขียนชื่อดังเจ้าของหนังสือ “Reset: How to Change What’s Not Working” เข้าใจความรู้สึกนี้ดี เขาเล่าว่าเราทุกคนมีสิ่งในชีวิตที่ “ไม่เวิร์ค” อยู่ บางคนอาจเป็นงานที่ไม่ชอบ บางคนอาจเป็นความสัมพันธ์ที่แย่ หรือบางคนอาจเป็นนิสัยที่อยากเลิกแต่เลิกไม่ได้

    เรื่องราวของซาร่า ผู้จัดการที่เหนื่อยกับชีวิต

    มาเริ่มต้นด้วยเรื่องของซาร่า หญิงสาววัย 35 ปี ที่ทำงานเป็นผู้จัดการฝ่ายการตลาดในบริษัทใหญ่ เธอมีเงินเดือนดี บ้านสวย รถหรู ดูจากภายนอกแล้วชีวิตเธอสมบูรณ์แบบมาก

    แต่ในความเป็นจริง ซาร่ารู้สึกเหนื่อยหน่ายกับชีวิต เธอตื่นขึ้นมาทุกเช้าด้วยความรู้สึกหนักใจ ไม่อยากไปทำงาน แต่ก็ไปเพราะต้องรับผิดชอบ กลับถึงบ้านก็เหนื่อยเกินกว่าจะทำอะไร วันหยุดก็ใช้เวลานอนเพื่อเก็บพลัง เตรียมเผชิญกับสัปดาห์ใหม่

    “ผมรู้สึกเหมือนกำลังมีชีวิตอยู่ในแบบ autopilot” ซาร่าเล่าให้เพื่อนฟัง “ทำทุกอย่างโดยไม่ได้คิด เหมือนหุ่นยนต์”

    ปัญหาคือเรายอมรับสิ่งที่ไม่ควรยอมรับ

    Heath ชี้ให้เห็นว่า ปัญหาของคนส่วนใหญ่คือ เรายอมรับสถานการณ์ที่ไม่ดี เพราะคิดว่ามันเป็นเรื่องปกติ หรือเพราะกลัวการเปลี่ยนแปลง

    เหมือนกบในเรื่องเล่าที่มีชื่อเสียง ถ้าเราเอากบไปใส่ในน้ำเดือด กบจะกระโดดออกมาทันที แต่ถ้าเราใส่กบในน้ำธรรมดา แล้วค่อยๆ เพิ่มความร้อน กบจะไม่รู้ตัวว่าน้ำร้อนขึ้น จนในที่สุดก็ตายโดยไม่ได้พยายามหนี

    “เราเป็นเหมือนกบตัวนั้น” Heath อธิบาย “เราปรับตัวเข้าหาสิ่งที่ไม่ดี จนลืมไปว่าชีวิตควรจะดีกว่านี้”

    วิธี Reset ชีวิตใน 4 ขั้นตอน

    Heath เสนอวิธีการที่เขาเรียกว่า “Reset” ซึ่งมี 4 ขั้นตอนหลัก

    ขั้นตอนที่ 1: หยุด (Pause)

    ขั้นตอนแรกฟังดูง่าย แต่จริงๆ แล้วเป็นขั้นตอนที่ยากที่สุด นั่นคือการหยุด

    ไม่ใช่หยุดแบบนอนพักผ่อน แต่เป็นการหยุดเพื่อมองดูชีวิตตัวเอง เหมือนการออกจากรถที่กำลังขับอยู่ แล้วยืนข้างทางมองดูว่าเรากำลังไปทางไหน

    ซาร่าทำแบบนี้เมื่อวันหนึ่งเธอนั่งอยู่ในออฟฟิศ แล้วถามตัวเองว่า “ผมทำอะไรอยู่นี่?” ไม่ใช่คำถามแบบ “งานผมคืออะไร” แต่เป็นคำถามแบบ “ทำไมผมถึงมาอยู่ตรงนี้ และมันคือสิ่งที่ผมอยากทำจริงๆ หรือเปล่า?”

    ขั้นตอนที่ 2: ประเมิน (Assess)

    เมื่อหยุดแล้ว ขั้นตอนต่อมาคือการประเมินสถานการณ์อย่างตรงไปตรงมา

    Heath แนะนำให้ทำรายการแบ่งเป็น 3 คอลัมน์:

    • สิ่งที่เวิร์ค (ทำแล้วได้ผลดี)
    • สิ่งที่ไม่เวิร์ค (ทำแล้วไม่ได้ผลหรือทำให้รู้สึกแย่)
    • สิ่งที่ไม่แน่ใจ (อาจจะดีหรือไม่ดีก็ได้)

    ซาร่าค้นพบว่า สิ่งที่เธอชอบในงานคือการได้คิดโครงการใหม่ๆ และการทำงานร่วมกับทีม แต่สิ่งที่เธอไม่ชอบคือการประชุมไม่รู้จบ งานเอกสารเยอะ และการต้องทำรายงานให้เจ้านายที่ไม่เข้าใจงาน

    “ตอนนั้นผมถึงได้รู้ว่า ปัญหาไม่ใช่งานทั้งหมด แต่เป็นส่วนหนึ่งของงาน” เธอเล่า

    ขั้นตอนที่ 3: ตัดสินใจ (Decide)

    การตัดสินใจไม่ได้หมายความว่าต้องเปลี่ยนแปลงใหญ่โตเสมอไป บางครั้งแค่ปรับเล็กน้อยก็เพียงพอแล้ว

    Heath เปรียบเทียบกับการขับรถ บางครั้งเราแค่ต้องเลี้ยวซ้ายหรือขวาเล็กน้อย ไม่จำเป็นต้องกลับรถทั้งคัน

    ซาร่าตัดสินใจที่จะไม่ลาออกจากงาน แต่จะคุยกับเจ้านายเรื่องการปรับหน้าที่งาน เธออยากทำงานที่เน้นความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น และลดงานเอกสารลง

    ขั้นตอนที่ 4: ลงมือทำ (Act)

    ขั้นตอนสุดท้ายคือการลงมือทำจริง ไม่ต้องรอให้สมบูรณ์แบบ แค่เริ่มต้นก่อน

    Heath เน้นว่า “การเปลี่ยนแปลงที่ดีที่สุดคือการเปลี่ยนแปลงที่ทำได้จริง ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงที่ดูดีในกระดาษ”

    ซาร่าเริ่มจากการนัดคุยกับเจ้านาย เธอเตรียมข้อมูลมาดี อธิบายว่าถ้าเธอได้ทำงานที่ชอบมากขึ้น ผลงานจะดีขึ้น บริษัทก็ได้ประโยชน์

    เรื่องราวของมาร์ก ชายหนุ่มที่เปลี่ยนอาชีพ

    มาดูอีกตัวอย่างหนึ่ง มาร์ก วิศวกรซอฟต์แวร์วัย 28 ปี ที่ทำงานในบริษัทเทคโนโลยีชื่อดัง เขามีเงินเดือนสูง ทำงานกับเทคโนโลกล้ำสมัย แต่รู้สึกว่าชีวิตขาดความหมาย

    “ผมนั่งเขียนโค้ดทุกวัน แต่ไม่รู้ว่าสิ่งที่ผมทำมีผลกระทบต่อโลกยังไง” เขาเล่า “รู้สึกเหมือนเป็นเฟืองเล็กๆ ในเครื่องจักรใหญ่”

    มาร์กใช้วิธี Reset โดยการหยุดงานสองสัปดาห์ ไปเดินทางคนเดียว ระหว่างทางเขาได้คิดทบทวนว่าสิ่งที่เขาอยากทำจริงๆ คืออะไร

    เขาค้นพบว่า สิ่งที่เขารักคือการสอน ตั้งแต่เด็กเขาชอบช่วยเพื่อนทำการบ้าน ที่มหาวิทยาลัยเขาเป็น TA (ผู้ช่วยสอน) และรู้สึกมีความสุขมาก

    มาร์กตัดสินใจลาออกจากงาน และสมัครเป็นครูสอนคณิตศาสตร์ในโรงเรียนมัธยม แม้เงินเดือนจะลดลงเกือบครึ่งหนึ่ง แต่เขารู้สึกว่าชีวิตมีความหมายมากขึ้น

    “ตอนแรกเพื่อนๆ คิดว่าผมบ้า” เขาหัวเราะ “แต่ตอนนี้พวกเขาเห็นว่าผมมีความสุขขึ้น และบางคนก็เริ่มคิดว่าตัวเองควรจะทำอะไรที่มีความหมายมากกว่านี้”

    ข้อผิดพลาดที่ควรหลีกเลี่ยง

    Heath เตือนว่า การ Reset ไม่ได้หมายความว่าต้องทำลายทุกอย่างแล้วเริ่มใหม่ มีข้อผิดพลาดที่คนมักทำ:

    1. คิดว่าต้องเปลี่ยนทุกอย่าง

    หลายคนคิดว่าถ้าจะเปลี่ยน ต้องเปลี่ยนให้ใหญ่ ลาออกจากงาน หย่าร้าง ย้ายบ้าน แต่จริงๆ แล้ว บางครั้งแค่เปลี่ยนเล็กน้อยก็เพียงพอ

    เช่น แอน นักบัญชีที่เบื่องานตัวเลข เธอไม่ได้ลาออก แต่ขอย้ายไปแผนกที่ได้คุยกับลูกค้ามากขึ้น ทำให้เธอรู้สึกดีขึ้นมาก

    2. ทำตามอารมณ์

    การ Reset ต้องทำอย่างมีเหตุผล ไม่ใช่ทำเพราะโกรธหรือหงุดหงิด

    เช่น จอห์น ที่เบื่อเจ้านาย เขาเกือบจะลาออกในวันที่โมโห แต่เมื่อใจเย็นแล้ว เขาค้นพบว่าปัญหาอยู่ที่การสื่อสาร ไม่ใช่ตัวงาน

    3. กลัวความผิดพลาด

    หลายคนไม่กล้าเปลี่ยนเพราะกลัวผิดพลาด แต่ Heath บอกว่า “ความผิดพลาดใหญ่ที่สุดคือการไม่พยายามเปลี่ยนแปลงเลย”

    เคล็ดลับการ Reset ที่ได้ผล

    Heath แชร์เคล็ดลับจากการวิจัยและประสบการณ์ของคนจริง:

    1. เริ่มจากสิ่งเล็กๆ

    ไม่ต้องเปลี่ยนทั้งชีวิตในคืนเดียว เริ่มจากสิ่งเล็กๆ เช่น เปลี่ยนเวลาตื่น เปลี่ยนเส้นทางไปทำงาน หรือหางานอดิเรกใหม่

    2. ทดลองก่อนตัดสินใจใหญ่

    ก่อนจะลาออกจากงาน ลองหาความรู้เพิ่มเติมในสิ่งที่อยากทำ ไปดูงาน คุยกับคนที่ทำงานนั้นอยู่

    3. มีแผน B

    เตรียมแผนสำรองเอาไว้ เผื่อแผนหลักไม่ได้ผลตามที่คิด

    4. ขอความช่วยเหลือ

    ไม่ต้องทำคนเดียว ขอคำแนะนำจากเพื่อน ครอบครัว หรือที่ปรึกษา

    ตัวอย่างการ Reset ในแต่ละด้านของชีวิต

    ด้านสุขภาพ

    ลิซ่า อายุ 45 ปี ที่น้ำหนักเพิ่มขึ้นมาก เธอเคยลองไดเอ็ตหลายแบบ แต่ไม่ได้ผล เธอใช้วิธี Reset โดยการมองหาสาเหตุแท้จริง

    ปรากฏว่า ปัญหาไม่ใช่การกิน แต่เป็นความเครียด เธอกินเมื่อเครียด เธอจึงเปลี่ยนวิธีจัดการความเครียดใหม่ ไปเล่นโยคะแทนการกิน ผลคือน้ำหนักลดลงโดยไม่ต้องทรมานตัวเอง

    ด้านความสัมพันธ์

    เดวิดและซาร่าห์ แต่งงานกันมา 10 ปี เริ่มรู้สึกว่าความรักเริ่มจืดชืด เขาใช้วิธี Reset โดยการคุยกันอย่างเปิดใจ

    พวกเขาค้นพบว่า ปัญหาคือการไม่มีเวลาให้กัน ไม่ใช่การไม่รักกัน เขาจึงตั้งกฎใหม่ คือทุกวันศุกร์เป็นเวลาของสองคน ไม่ดูโทรศัพท์ ไม่คุยเรื่องงาน

    ด้านการเงิน

    ไมค์ วัย 35 ปี มีหนี้บัตรเครดิตเยอะ เขาใช้วิธี Reset โดยการดูว่าเงินไปไหนจริงๆ

    เขาค้นพบว่า เขาใช้เงินกับของที่ไม่จำเป็นมาก เช่น กาแฟ 150 บาทต่อวัน อาหารสั่งออนไลน์ เขาเปลี่ยนนิสัยเล็กๆ ทำกาแฟเอง ทำอาหารเอง และสามารถใช้หนี้หมดใน 2 ปี

    บทสรุป: Reset คือการให้โอกาสตัวเองใหม่

    Heath สรุปว่า การ Reset ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ต้องใช้ความกล้าที่จะหยุดและมองดูชีวิตตัวเอง

    “ชีวิตสั้นเกินกว่าจะใช้เวลากับสิ่งที่ไม่ทำให้เรามีความสุข” เขาเขียน “แต่ชีวิตก็ยาวเกินกว่าจะไม่พยายามเปลี่ยนแปลง”

    การ Reset ไม่ได้หมายความว่าชีวิตจะสมบูรณ์แบบ แต่หมายความว่าเราจะใช้ชีวิตอย่างมีสติมากขึ้น เราจะเลือกสิ่งที่ทำให้เรามีความสุข และปล่อยวางสิ่งที่ทำให้เราทุกข์

    ซาร่าที่เราพูดถึงตอนต้น ตอนนี้เธอทำงานในตำแหน่งที่ใหม่ ได้ทำสิ่งที่ชอบมากขึ้น แม้ยังมีปัญหาบ้าง แต่เธอรู้สึกว่าชีวิตมีความหมายมากขึ้น

    “การ Reset ทำให้ผมได้กลับมาเป็นตัวเองอีกครั้ง” เธอสรุป “ไม่ใช่เป็นหุ่นยนต์ที่ทำตามกิจวัตรเดิมๆ”

    หนังสือ “Reset” ของ Dan Heath เป็นเหมือนคู่มือสำหรับคนที่อยากเปลี่ยนแปลงชีวิต แต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มยังไง มันไม่ได้สัญญาว่าชีวิตจะง่ายขึ้น แต่สัญญาว่าชีวิตจะมีความหมายมากขึ้น

    และบางทีนั่นก็เพียงพอแล้ว สำหรับการมีชีวิตที่คุ้มค่ากับการใช้เวลาไป

    #hrรีพอร์ต

  • บทเรียนจากการมองข้ามอนาคต

    ปี 2012 บริษัท Kodak ผู้ผลิตฟิล์มและกล้องชื่อดังที่เคยครองใจคนทั่วโลกมากว่า 130 ปี ประกาศล้มละลาย ใครจะคิดว่าบริษัทที่เคยเป็นเจ้าตลาดฟิล์มถ่ายรูปจะจบลงด้วยวิธีนี้

    สิ่งที่น่าสนใจคือ Kodak เป็นบริษัทแรกที่คิดค้นเทคโนโลยีกล้องดิจิทัลขึ้นมาในปี 1975 แต่กลับไม่กล้าลงทุนพัฒนาต่อ เพราะกลัวว่าจะกระทบกับธุรกิจฟิล์มที่กำลังทำเงินได้ดี ผลที่ได้คือ บริษัทอื่นเข้ามาครองตลาดกล้องดิจิทัลแทน และ Kodak ก็ค่อยๆ ตกขอบ

    เรื่องราวของ Kodak เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า การไม่มีแผนกลยุทธ์ที่มองไกลและปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงของโลกสามารถทำลายธุรกิจได้ถึงขั้นล้มละลาย นี่คือเหตุผลว่าทำไมการวางแผนเชิงกลยุทธ์จึงสำคัญมาก

    การวางแผนเชิงกลยุทธ์คืออะไร? ทำไมต้องทำ?

    พูดง่ายๆ การวางแผนเชิงกลยุทธ์คือการหาคำตอบของคำถาม 3 ข้อพื้นฐาน:

    1. ตอนนี้เราอยู่ที่ไหน? (ประเมินสถานการณ์ปัจจุบัน)
    2. เราอยากจะไปที่ไหน? (กำหนดเป้าหมายอนาคต)
    3. เราจะไปให้ถึงได้อย่างไร? (วางแผนการดำเนินงาน)

    แต่อย่าเข้าใจผิดว่าการวางแผนเชิงกลยุทธ์เป็นแค่การเขียนเอกสารสวยๆ แล้วเก็บไว้ในตู้ มันต้องเป็นกระบวนการที่มีชีวิต ที่ทุกคนในองค์กรเข้าใจ เข้าร่วม และนำไปปฏิบัติจริง

    ทำไมองค์กรต้องมีแผนกลยุทธ์?

    ลองนึกภาพว่าคุณขับรถไปเที่ยวต่างจังหวัดโดยไม่มีแผนที่ ไม่รู้จุดหมาย ไม่รู้เส้นทาง คุณจะรู้สึกอย่างไร? น่าจะหลงทาง เสียเวลา เสียน้ำมัน และอาจไม่ถึงจุดหมายเลย

    องค์กรที่ไม่มีแผนกลยุทธ์ก็เป็นแบบนี้:

    • ทีมงานไม่รู้ทิศทาง ไม่รู้ว่าควรทำอะไรก่อน-หลัง
    • ทรัพยากรถูกใช้ไม่เกิดประโยชน์ เงินและเวลาไปกับงานที่ไม่สำคัญ
    • ผู้นำแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แทนที่จะวางแผนรับมือล่วงหน้า

    ในทางกลับกัน องค์กรที่มีแผนกลยุทธ์ที่ดีจะได้:

    • ความชัดเจนในเป้าหมาย ทุกคนทำงานไปทิศทางเดียวกัน
    • การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า รู้ว่าควรลงทุนตรงไหน
    • ความพร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลง เตรียมตัวรับสถานการณ์ใหม่ๆ ได้ดี

    4 ขั้นตอนของการวางแผนเชิงกลยุทธ์

    ขั้นตอนที่ 1: รู้จักตัวเองและสภาพแวดล้อม

    ก่อนจะกำหนดเป้าหมาย เราต้องรู้จักตัวเองก่อน เหมือนหมอที่ต้องตรวจร่างกายผู้ป่วยก่อนวางแผนการรักษา

    เครื่องมือที่ใช้บ่อย:

    SWOT Analysis – วิเคราะห์ 4 มิติ:

    • Strengths (จุดแข็ง): เราเก่งเรื่องอะไร?
    • Weaknesses (จุดอ่อน): เราอ่อนตรงไหน?
    • Opportunities (โอกาส): มีโอกาสอะไรรออยู่?
    • Threats (ภัยคุกคาม): อะไรเป็นอันตรายต่อเรา?

    ตัวอย่าง: ร้านกาแฟเล็กๆ อาจวิเคราะห์ว่า

    • จุดแข็ง: กาแฟอร่อย บริการเป็นกันเอง
    • จุดอ่อน: เงินทุนจำกัด พื้นที่เล็ก
    • โอกาส: คนในย่านชอบกาแฟสดมากขึ้น
    • ภัยคุกคาม: สตาร์บัคส์เข้ามาเปิดใกล้ๆ

    PESTLE Analysis – วิเคราะห์ปัจจัยภายนอกใหญ่ๆ 6 ด้าน:

    • Political (การเมือง): นโยบายรัฐบาล กฎหมาย
    • Economic (เศรษฐกิจ): เงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ย
    • Social (สังคม): พฤติกรรมผู้บริโภค วัฒนธรรม
    • Technological (เทคโนโลยี): นวัตกรรมใหม่ๆ
    • Legal (กฎหมาย): ข้อบังคับต่างๆ
    • Environmental (สิ่งแวดล้อม): ความใส่ใจสิ่งแวดล้อม

    ขั้นตอนที่ 2: กำหนดทิศทางและเป้าหมาย

    เมื่อรู้สถานะปัจจุบันแล้ว ต่อไปคือการวาดภาพอนาคตที่เราต้องการ

    วิสัยทัศน์ (Vision): เราอยากเป็นอะไรในอนาคต?

    • ตัวอย่าง: “เป็นร้านกาแฟอันดับ 1 ในใจของคนในชุมชน”

    พันธกิจ (Mission): เราทำอะไร เพื่ออะไร?

    • ตัวอย่าง: “เสิร์ฟกาแฟคุณภาพดี ในบรรยากาศอบอุ่น เพื่อเป็นพื้นที่พบปะของคนในชุมชน”

    ค่านิยม (Values): เรายึดมั่นในสิ่งใด?

    • ตัวอย่าง: คุณภาพ ความเป็นกันเอง ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม

    การตั้งเป้าหมายแบบ SMART:

    • Specific (เจาะจง): เพิ่มยอดขายกาแฟ (ไม่ใช่แค่ “เพิ่มยอดขาย”)
    • Measurable (วัดผลได้): เพิ่ม 30% (ไม่ใช่แค่ “เพิ่มเยอะๆ”)
    • Achievable (ทำได้จริง): อิงจากข้อมูลจริง ไม่ฝันเหลือเกิน
    • Relevant (เกี่ยวข้อง): สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของร้าน
    • Time-bound (มีกรอบเวลา): ภายใน 1 ปี

    ขั้นตอนที่ 3: สร้างกลยุทธ์

    ตอนนี้รู้แล้วว่าเราอยู่ตรงไหน และอยากไปที่ไหน เหลือแค่หาวิธีการไป

    กลยุทธ์มี 3 ระดับ:

    1. กลยุทธ์องค์กร: ทิศทางใหญ่ของทั้งบริษัท
      • ตัวอย่าง: ขยายสาขา หรือโฟกัสสาขาเดียว
    2. กลยุทธ์หน่วยธุรกิจ: แต่ละหน่วยจะทำอย่างไร
      • ตัวอย่าง: สาขาในออฟฟิศโฟกัสคนทำงาน สาขาใน mall โฟกัสครอบครัว
    3. กลยุทธ์หน้าที่งาน: แต่ละฝ่ายมีแผนอย่างไร
      • ตัวอย่าง: ฝ่ายการตลาด → โซเชียลมีเดีย, ฝ่ายการเงิน → ควบคุมต้นทุน

    ความท้าทายในขั้นนี้: การแปลงความคิดให้เป็นแผนปฏิบัติที่จับต้องได้ และการจัดสรรทรัพยากรอย่างเหมาะสม

    ขั้นตอนที่ 4: นำแผนไปปฏิบัติ

    นี่คือขั้นตอนที่ยากที่สุด! สถิติบอกว่า 95% ของพนักงานไม่เข้าใจกลยุทธ์ของบริษัทตัวเอง และ 85% ของผู้บริหารใช้เวลาน้อยกว่า 1 ชั่วโมงต่อเดือนในการคุยเรื่องกลยุทธ์

    กลไกสำคัญ:

    • สร้างความเข้าใจร่วมกัน: ทุกคนต้องรู้ว่าแผนคืออะไร ทำไมถึงทำ
    • แบ่งหน้าที่ชัดเจน: ใครทำอะไร เมื่อไหร่ ยังไง
    • ภาวะผู้นำที่เข้มแข็ง: ผู้นำต้องเป็นแรงขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง

    การวัดผลและการเรียนรู้

    การวางแผนกลยุทธ์ไม่ได้จบแค่การทำ มันต้องวัดผล ปรับปรุง และเรียนรู้ตลอดเวลา

    ตัวชี้วัดที่สำคัญ

    ตัวชี้วัดนำ (Leading Indicators) – บอกอนาคต:

    • จำนวนลูกค้าใหม่ต่อเดือน
    • คะแนนความพึงพอใจของลูกค้า
    • ชั่วโมงการฝึกอบรมพนักงาน

    ตัวชี้วัดตาม (Lagging Indicators) – บอกผลที่เกิดขึ้นแล้ว:

    • รายได้ กำไร
    • ส่วนแบ่งการตลาด
    • อัตราการรักษาลูกค้า

    Netflix กับข้อมูล

    Netflix เป็นตัวอย่างที่ดีของการเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล พวกเขาเก็บข้อมูลทุกการกระทำของผู้ใช้:

    • ดูหนังเรื่องไหน เมื่อไหร่ นานแค่ไหน
    • กดหยุด เร็วไป ถอยกลับตรงไหน
    • ค้นหาอะไร เลือกดูอะไร

    ข้อมูลเหล่านี้ถูกนำมาวิเคราะห์เพื่อแนะนำคอนเทนต์ที่แม่นยำ สร้างซีรีส์ใหม่ที่ถูกใจผู้ชม และตัดสินใจซื้อลิขสิทธิ์หนัง ทำให้ Netflix ครองใจผู้ชมได้อย่างต่อเนื่อง

    บทเรียนจากความล้มเหลว

    Motorola และการมองตลาดผิด

    ปี 2009 Motorola ลงทุนมหาศาลทำโทรศัพท์หรูหราราคาแพง คิดว่าผู้บริโภคต้องการความหรูหรา แต่กลับเป็นช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ คนหันมาใช้มือถือราคาประหยัด Motorola จึงขาดทุนหนัก

    บทเรียน: ต้องวิจัยตลาดอย่างรอบด้าน ไม่ใช่คิดเองตามสมมติฐาน

    Schlitz Brewing กับการลดคุณภาพ

    Schlitz Brewing Company เคยเป็นเบียร์ยี่ห้อที่ 2 ของอเมริกา แต่เพื่อลดต้นทุนแข่งขัน พวกเขาเปลี่ยนวัตถุดิบและกระบวนการผลิตให้ถูกลง ผลคือเบียร์รสชาติแย่ ลูกค้าหนีหมด บริษัทล้มละลาย

    บทเรียน: คุณภาพคือหัวใจของธุรกิจ อย่าเอาคุณภาพไปแลกกับการประหยัดต้นทุน

    Makro กับกลยุทธ์ 4 ด้านที่ปัง

    Makro ในไทยเป็นตัวอย่างของการทำกลยุทธ์สำเร็จ ด้วย 4 แนวทาง:

    1. Big Data: ใช้ข้อมูลเข้าใจลูกค้า ว่าซื้ออะไร เมื่อไหร่ เท่าไหร่
    2. Store Format: ปรับรูปแบบร้านให้เหมาะกับลูกค้าแต่ละกลุ่ม
    3. Product Selection: คัดสรรสินค้าที่ตรงใจลูกค้าจริงๆ
    4. Engagement: เปิดศูนย์ “มิตรแท้โชว์ห่วย” ให้ความรู้แก่ลูกค้า SME

    ผลลัพธ์คือ Makro กลายเป็นร้านค้าส่งที่ SME ไว้วางใจและติดใจ

    การวางแผนกลยุทธ์ส่วนบุคคล

    หลักการเดียวกันนี้ใช้ได้กับชีวิตส่วนตัว:

    ประเมินตัวเอง (Personal SWOT):

    • จุดแข็ง: เก่งอะไร?
    • จุดอ่อน: อ่อนตรงไหน?
    • โอกาส: อุตสาหกรรมไหนกำลังเติบโต?
    • ภัยคุกคาม: AI จะมาแทนที่งานเราไหม?

    กำหนดเป้าหมาย: อยากเป็นอะไรใน 5 ปีข้างหน้า? วางแผนปฏิบัติ: จะพัฒนาตัวเองอย่างไร? วัดผลและปรับปรุง: ติดตามความคืบหน้าสม่ำเสมอ

    เครื่องมือยุคใหม่

    OKR (Objectives and Key Results)

    • Objective: เป้าหมายที่อยากบรรลุ (เช่น เป็นร้านกาแฟที่ลูกค้ารักมากที่สุด)
    • Key Results: ผลลัพธ์ที่วัดได้ (เช่น คะแนนความพึงพอใจ 4.8/5, ลูกค้าประจำ 80%)

    Balanced Scorecard (BSC)

    วัดผลสำเร็จจาก 4 มุมมอง:

    • การเงิน: รายได้ กำไร
    • ลูกค้า: ความพึงพอใจ ความภักดี
    • กระบวนการ: ประสิทธิภาพการทำงาน
    • การเรียนรู้: การพัฒนาบุคลากร

    กุญแจสำคัญของความสำเร็จ

    จากการศึกษาองค์กรที่ประสบความสำเร็จและล้มเหลว พบว่ากุญแจสำคัญ 3 ข้อ:

    1. การวิเคราะห์ที่รอบด้าน

    • อย่ามองแค่จากมุมมองตัวเอง มองจากข้างนอกด้วย
    • ใช้ข้อมูลจริง ไม่ใช่ความรู้สึก
    • เปิดรับฟังความคิดเห็นจากหลายฝ่าย

    2. การปฏิบัติที่สอดคล้อง

    • สื่อสารให้ทุกคนเข้าใจ
    • แบ่งหน้าที่ชัดเจน
    • ติดตามและช่วยเหลือกันให้บรรลุเป้าหมาย

    3. การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง

    • วัดผลสม่ำเสมอ
    • ยอมรับข้อผิดพลาดและปรับปรุง
    • อัปเดตแผนเมื่อสถานการณ์เปลี่ยน

    อนาคตอยู่ในมือเรา

    การวางแผนเชิงกลยุทธ์ไม่ใช่เวทมนตร์ที่จะทำให้สำเร็จข้ามคืน แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มโอกาสความสำเร็จอย่างมาก เหมือนกับการมีแผนที่และเข็มทิศในการเดินทาง

    สิ่งสำคัญคือ อย่าให้แผนกลยุทธ์เป็นเพียงเอกสารที่สวยงามในตู้ แต่ให้มันเป็นเครื่องมือที่ใช้งานได้จริง มีชีวิต และพัฒนาไปกับสถานการณ์

    ในโลกที่เปลี่ยนแปลงเร็ว องค์กรที่รอดและเติบโตได้คือองค์กรที่วางแผนได้ดี ปรับตัวได้เร็ว และเรียนรู้ได้ตลอดเวลา

    จงจำไว้ว่า ความล้มเหลวของ Kodak ไม่ได้เกิดจากการขาดเทคโนโลยี แต่เกิดจากการขาดวิสัยทัศน์ในการวางแผนกลยุทธ์ ส่วนความสำเร็จของ Netflix และ Makro มาจากการมีแผนกลยุทธ์ที่ชัดเจน ใช้ข้อมูลขับเคลื่อน และปรับปรุงตลอดเวลา

    อนาคตขององค์กรจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับโชคชะตา แต่อยู่ที่ความสามารถในการวางแผนและขับเคลื่อนแผนนั้นให้สำเร็จ

    เริ่มต้นได้ตั้งแต่วันนี้ ด้วยการถามตัวเองว่า: “ตอนนี้เราอยู่ที่ไหน เราอยากไปไหน และเราจะไปให้ถึงได้อย่างไร?”

    #hrรีพอร์ต

  • วันหนึ่งในปี 2008 Julie Zhuo นักออกแบบสาววัย 25 ปีใน Facebook ได้รับข่าวที่เปลี่ยนชีวิตเธอไปตลอดกาล หัวหน้าเรียกเธอเข้าไปในห้องแล้วบอกว่า “เราอยากให้เธอมาเป็นผู้จัดการทีม Design”

    Julie รู้สึกทั้งดีใจและตกใจปนกัน ดีใจที่ได้รับความไว้วางใจ แต่ตกใจเพราะเธอไม่เคยจัดการใครมาก่อนเลย เธอไม่รู้ว่าผู้จัดการที่ดีต้องทำอะไรบ้าง นอกจากการสั่งงานคน

    หนังสือ “The Making of a Manager” เกิดขึ้นจากประสบการณ์จริงของ Julie ในการเรียนรู้ที่จะเป็นผู้จัดการที่ดี ตั้งแต่วันแรกที่เธอไม่รู้ว่าต้องทำอะไร จนกลายเป็นหนึ่งในผู้บริหาร Facebook ที่ประสบความสำเร็จ

    วันแรกที่กลายเป็นผู้จัดการ: ความสับสนที่ทุกคนเคยผ่าน

    Julie เล่าว่าวันแรกที่เป็นผู้จัดการ เธอคิดว่าแค่เดินไปหาคนในทีมแล้วบอกว่า “ตอนนี้ฉันเป็นหัวหน้าแล้วนะ พวกเธอต้องทำตามที่ฉันบอก” แต่เมื่อเธอทำจริงๆ บรรยากาศในทีมกลับแปลกๆ คนในทีมดูไม่มีความสุข งานที่ออกมาก็ไม่ดีเท่าที่ควร

    เธอเริ่มสงสัยว่าทำไมการเป็นผู้จัดการถึงยากขนาดนี้ เพื่อนๆ ที่เคยสนิทสนมกันก็เริ่มห่างเหิน เพราะไม่รู้ว่าจะปฏิบัติกับเธอยังไง เธอเองก็ไม่รู้ว่าจะวางตัวกับเพื่อนที่ตอนนี้กลายเป็นลูกน้องอย่างไร

    วันหนึ่ง Julie ได้คุยกับผู้จัดการคนอื่นๆ ในบริษัท เธอค้นพบว่าทุกคนเคยผ่านความรู้สึกแบบนี้มา การเป็นผู้จัดการไม่ใช่เรื่องธรรมชาติที่เกิดขึ้นเองได้ แต่เป็นทักษะที่ต้องเรียนรู้

    ค้นพบความหมายที่แท้จริงของการเป็นผู้จัดการ

    หลังจากผ่านพ้นช่วงแรกที่สับสนไปแล้ว Julie เริ่มเข้าใจว่าการเป็นผู้จัดการที่ดี ไม่ใช่การสั่งคนให้ทำงาน แต่เป็นการ ช่วยให้ทีมประสบความสำเร็จ

    เธอให้คำนิยามของผู้จัดการที่ดีว่า “คนที่ทำให้ทีมทำงานได้ดีขึ้น และช่วยให้สมาชิกในทีมเติบโตเป็นคนที่ดีกว่าเดิม”

    ยกตัวอย่าง ในทีมของ Julie มีนักออกแบบคนหนึ่งชื่อ Sarah ที่เก่งมาก แต่ทำงานช้า เพราะชอบปรับแต่งรายละเอียดจนเกินไป แทนที่จะด่าหรือบ่นว่า Sarah ทำงานช้า Julie เลือกที่จะนั่งคุยกับ Sarah เพื่อเข้าใจว่าทำไมเธอถึงใช้เวลานาน

    จากการคุยกัน Julie พบว่า Sarah กลัวว่างานที่ตัวเองทำจะไม่ดีพอ จึงปรับแต่งไปเรื่อยๆ โดยไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะหยุด Julie จึงช่วย Sarah กำหนดเกณฑ์ว่า “งานที่ดีพอ” คืออะไร และสอนเธอวิธีการจัดลำดับความสำคัญของงาน

    ผลลัพธ์คือ Sarah ทำงานได้เร็วขึ้น คุณภาพงานก็ยังคงดี และที่สำคัญคือเธอมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น

    ศิลปะแห่งการให้ฟีดแบ็ก: เมื่อความจริงสร้างการเติบโต

    หนึ่งในบทเรียนที่ยากที่สุดที่ Julie ต้องเรียนรู้คือการให้ฟีดแบ็ก เธอเล่าว่าตอนแรกเธอกลัวจะพูดความจริงกับพนักงาน กลัวว่าจะทำร้ายความรู้สึกหรือทำให้คนท้อแท้

    มีครั้งหนึ่ง ในทีมของ Julie มีคนคนหนึ่งชื่อ Mike ที่ทำงานได้ไม่ดี งานที่ส่งมาล่าช้า คุณภาพก็ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน แต่ Julie ไม่กล้าพูดตรงๆ เพราะกลัวว่า Mike จะเสียใจ

    ผลลัพธ์คือ Mike ไม่รู้ว่าตัวเองทำงานไม่ดี เขายังคิดว่าตัวเองทำได้ดี ทำให้เขาไม่พยายามปรับปรุง ในที่สุดปัญหาก็ใหญ่จนทีมเริ่มได้รับผลกระทบ

    วันหนึ่ง หัวหน้าของ Julie เรียกเธอไปคุย “Julie ทำไมเธอไม่พูดความจริงกับ Mike? การที่เธอไม่บอกเขาว่าเขาทำได้ไม่ดี มันไม่ใช่การใจดี แต่เป็นการทำร้ายเขา เพราะเขาไม่ได้โอกาสปรับปรุงตัวเอง”

    คำพูดนี้ทำให้ Julie ตระหนักได้ว่า การให้ฟีดแบ็กที่ตรงไปตรงมาแต่สร้างสรรค์ คือการแสดงความใส่ใจอย่างแท้จริง

    หลังจากนั้น Julie ได้ไปคุยกับ Mike อย่างตรงไปตรงมา เธอบอกว่างานของเขายังไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่ต้องการ แต่เธอก็เสนอวิธีการช่วยเหลือ เช่น การให้คำแนะนำเฉพาะ การส่งเขาไปอบรม และการติดตามงานอย่างใกล้ชิด

    Mike รู้สึกขอบคุณที่ได้รู้ความจริง เขาพยายามปรับปรุงตัวเองและในที่สุดก็ทำงานได้ดีขึ้นมาก

    Julie เรียนรู้ว่าการให้ฟีดแบ็กที่ดี ต้องมีองค์ประกอบ 3 อย่าง:

    1. ตรงไปตรงมา – พูดความจริงอย่างชัดเจน
    2. เฉพาะเจาะจง – ยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม
    3. สร้างสรรค์ – เสนอวิธีการปรับปรุง

    การสร้างความไว้วางใจ: รากฐานของทีมที่แข็งแกร่ง

    Julie เล่าเรื่องหนึ่งที่น่าประทับใจ ในช่วงที่ Facebook กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ทีมของเธอต้องทำงานหนักมาก บางคนเริ่มเหนื่อยล้าและคิดจะลาออก

    แทนที่จะข่มขู่หรือใช้อำนาจบังคับ Julie เลือกที่จะนั่งคุยกับแต่ละคนในทีมแบบตัวต่อตัว เธอถามว่า “เธอรู้สึกอย่างไรกับงานที่ทำอยู่? มีอะไรที่ฉันช่วยได้ไหม? เธออยากเติบโตไปในทิศทางไหน?”

    จากการคุยกัน Julie พบว่าคนในทีมไม่ได้อยากลาออกเพราะงานหนัก แต่เพราะรู้สึกว่าไม่เห็นทิศทางของการทำงาน ไม่รู้ว่างานที่ตัวเองทำมีความสำคัญอย่างไร

    Julie จึงใช้เวลาอธิบายให้ทุกคนเข้าใจว่างานของแต่ละคนส่งผลต่อความสำเร็จของบริษัทอย่างไร เธอเล่าเรื่องราวของผู้ใช้ที่ได้รับประโยชน์จากผลงานของทีม และชี้ให้เห็นว่าแต่ละคนมีส่วนสำคัญในการสร้างผลกระทบที่ดีเหล่านั้น

    ผลลัพธ์คือทีมมีขวัญกำลังใจดีขึ้น คนที่คิดจะลาออกก็เปลี่ยนใจ และที่สำคัญคือความสัมพันธ์ระหว่าง Julie กับทีมแข็งแกร่งขึ้น เพราะทุกคนรู้สึกว่า Julie ใส่ใจพวกเขาจริงๆ

    การประชุม One-on-One: เครื่องมือลับของผู้จัดการที่เก่ง

    Julie บอกว่าหนึ่งในเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดของผู้จัดการคือการประชุมแบบ one-on-one กับสมาชิกในทีม แต่เธอเน้นว่าต้องใช้เวลานี้อย่างชาญฉลาด

    เธอยกตัวอย่างการประชุม one-on-one ที่ผิดและถูก:

    แบบผิด:

    • “งานโปรเจค A ไปถึงไหนแล้ว?”
    • “เมื่อไหร่จะเสร็จ?”
    • “มีปัญหาอะไรไหม?”

    แบบถูก:

    • “เธอรู้สึกอย่างไรกับงานที่ทำอยู่?”
    • “มีสิ่งใดที่ทำให้เธอรู้สึกท้าทายหรือสนุกในช่วงนี้?”
    • “เธออยากเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ไหม?”
    • “ฉันจะช่วยให้เธอเติบโตในสิ่งที่เธอสนใจได้อย่างไร?”

    Julie เล่าว่าเมื่อเธอเปลี่ยนจากการถามเรื่องงานมาเป็นการถามเรื่องการเติบโต ความสัมพันธ์กับทีมดีขึ้นมาก คนในทีมกล้าแบ่งปันปัญหาที่แท้จริง และเธอก็สามารถช่วยเหลือได้อย่างตรงจุด

    ตอนหนึ่งมีสมาชิกในทีมชื่อ Alex บอกกับ Julie ว่าเขาอยากลองทำงานด้านอื่นนอกจากการออกแบบ แต่กลัวว่าจะไม่เก่ง Julie ไม่ได้ห้ามปราม แต่กลับช่วย Alex วางแผนการเรียนรู้ทักษะใหม่ และหาโอกาสให้เขาได้ลองทำงานข้ามสายงาน

    ผลลัพธ์คือ Alex กลายเป็น Product Manager ที่เก่งมาก และเขายังคงอยู่ในบริษัทต่อไป เพราะรู้สึกว่าบริษัทใส่ใจการเติบโตของเขา

    เมื่อบริษัทเติบโต: การเรียนรู้ที่จะปล่อยวาง

    เมื่อ Facebook เติบโตขึ้น ทีมของ Julie ก็ใหญ่ขึ้นตาม จากที่เคยจัดการ 5-6 คน กลายเป็น 20-30 คน Julie พบว่าเธอไม่สามารถคุมงานทุกอย่างได้อีกต่อไป

    ตอนแรกเธอพยายามทำทุกอย่างเอง ตรวจงานทุกชิ้น ให้คำแนะนำทุกเรื่อง แต่ผลลัพธ์คือเธอเหนื่อยมาก และคนในทีมก็รู้สึกว่าไม่ได้รับความไว้วางใจ

    วันหนึ่ง Julie สังเกตว่าหนึ่งในทีมของเธอที่ชื่อ Lisa เป็นคนที่มีความสามารถในการให้คำแนะนำคนอื่นได้ดี เธอจึงลองให้ Lisa ช่วยดูแลสมาชิกใหม่ในทีม

    ผลลัพธ์ดีมาก Lisa ดูแลคนใหม่ได้ดีกว่าที่ Julie คาดคิด เพราะ Lisa มีเวลาและความอดทนมากกว่า Julie ที่ต้องกระจายความสนใจไปหลายเรื่อง

    Julie เรียนรู้ว่า การมอบหมายงานไม่ใช่การสละความรับผิดชอบ แต่เป็นการขยายความสามารถของทีม

    เธอเริ่มมอบหมายงานมากขึ้น โดยการ:

    1. เลือกคนที่เหมาะสม – มองหาคนที่มีทักษะและความสนใจในงานนั้น
    2. อธิบายเป้าหมายชัดเจน – บอกว่าต้องการผลลัพธ์อะไร
    3. ให้อำนาจในการตัดสินใจ – ไม่ใช่แค่มอบหมายงาน แต่มอบหมายการตัดสินใจด้วย
    4. คอยสนับสนุน – พร้อมช่วยเหลือเมื่อเจอปัญหา แต่ไม่เข้าไปแทรกแซง

    การจัดการในช่วงวิกฤต: บทเรียนจากการเปลี่ยนแปลง

    Julie เล่าเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจ ในช่วงที่ Facebook ต้องเปลี่ยนทิศทางของผลิตภัณฑ์ครั้งใหญ่ ทีมของเธอต้องเลิกโปรเจคที่ทำมาหลายเดือนแล้วเริ่มต้นใหม่

    คนในทีมผิดหวังมาก บางคนโกรธ บางคนท้อแท้ บางคนคิดว่าการทำงานที่ผ่านมาเป็นการเสียเวลา

    Julie รู้ว่านี่เป็นช่วงเวลาสำคัญที่จะทดสอบความเป็นผู้นำของเธอ เธอตัดสินใจเรียกประชุมทีมแล้วพูดอย่างตรงไปตรงมา:

    “ฉันรู้ว่าทุกคนผิดหวัง ฉันเองก็ผิดหวังเหมือนกัน งานที่เราทำมามันไม่ใช่การเสียเวลา มันเป็นการเรียนรู้ที่ทำให้เราเข้าใจปัญหาดีขึ้น ตอนนี้เราจะใช้ความรู้ที่ได้มาสร้างสิ่งที่ดีกว่า”

    แต่เธอไม่ได้พูดแค่คำปลอบใจ เธอยังทำให้ทีมเห็นภาพอนาคตที่ชัดเจน เธออธิบายว่าทำไมการเปลี่ยนทิศทางจึงจำเป็น และผลกระทบดีๆ ที่จะเกิดขึ้นกับผู้ใช้

    ที่สำคัญคือเธอให้ทีมมีส่วนร่วมในการวางแผนโปรเจคใหม่ ทำให้ทุกคนรู้สึกมีความเป็นเจ้าของ ไม่ใช่แค่คนทำตามคำสั่ง

    การเรียนรู้จากความผิดพลาด: เมื่อผู้จัดการทำผิด

    Julie เล่าอย่างตรงไปตรงมาว่าเธอเคยทำผิดพลาดหลายครั้ง มีครั้งหนึ่งเธอตัดสินใจปรับเปลี่ยนโครงสร้างทีมโดยไม่ได้ปรึกษาใครก่อน

    เธอคิดว่าการเปลี่ยนแปลงจะทำให้ทีมทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่กลับกลายเป็นว่าคนในทีมสับสน ไม่รู้ว่าต้องรายงานให้ใคร ทำงานอะไร และความสัมพันธ์ในทีมเสียหาย

    Julie รู้ตัวว่าตัวเองทำผิด เธอจึงเรียกประชุมทีมและขอโทษอย่างจริงใจ “ฉันทำผิดแล้ว ฉันควรปรึกษาพวกเธอก่อนจะตัดสินใจ เอาเป็นว่าเรามาคุยกันใหม่ว่าจะจัดระบบงานอย่างไรให้ดีที่สุด”

    การยอมรับความผิดพลาดของ Julie ทำให้ทีมเคารพเธอมากขึ้น เพราะเห็นว่าเธอเป็นคนที่ไม่เอาแต่ใจ และพร้อมเรียนรู้จากข้อผิดพลาด

    จากเหตุการณ์นี้ Julie เรียนรู้ว่า ผู้จัดการที่ดีไม่ใช่คนที่ไม่เคยทำผิด แต่เป็นคนที่เรียนรู้จากความผิดพลาดและปรับปรุงตัวเองได้

    การวัดผลความสำเร็จของผู้จัดการ

    Julie บอกว่าหลายคนมักเข้าใจผิดว่าผู้จัดการที่ดีต้องเป็นคนที่ทำให้ทีมทำงานได้มาก ส่งงานได้เร็ว แต่เธอคิดว่าการวัดผลที่แท้จริงควรดูที่:

    1. คนในทีมเติบโตได้หรือไม่ – สมาชิกในทีมได้เรียนรู้ทักษะใหม่ มีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้นหรือไม่
    2. ทีมทำงานร่วมกันได้ดีหรือไม่ – มีการสื่อสารที่ดี ช่วยเหลือกัน ไว้วางใจกัน
    3. งานที่ออกมามีคุณภาพหรือไม่ – ไม่ใช่แค่ส่งเร็ว แต่ต้องส่งงานที่ดี
    4. คนในทีมมีความสุขกับการทำงานหรือไม่ – รู้สึกมีแรงบันดาลใจ เห็นความหมายในงานที่ทำ

    เธอยกตัวอย่างว่าเคยมีช่วงหนึ่งที่ทีมของเธอส่งงานได้เร็วและได้คำชมจากหัวหน้า แต่เมื่อเธอคุยกับคนในทีม กลับพบว่าหลายคนเครียด เหนื่อยล้า และคิดจะลาออก

    Julie ตระหนักว่านั่นไม่ใช่ความสำเร็จที่แท้จริง เธอจึงปรับวิธีการทำงาน ลดความเร่งรีบลง เพิ่มเวลาในการเรียนรู้และพัฒนาทักษะให้กับทีม

    ผลลัพธ์คือในระยะยาวทีมทำงานได้ดีขึ้น คุณภาพงานดีขึ้น และที่สำคัญคือทุกคนมีความสุขกับการทำงาน

    สรุป: การเป็นผู้จัดการคือการเรียนรู้อย่างไม่สิ้นสุด

    หลังจากผ่านประสบการณ์หลายปีใน Facebook Julie สรุปว่าการเป็นผู้จัดการที่ดีไม่ใช่เรื่องของพรสวรรค์ธรรมชาติ แต่เป็นทักษะที่ฝึกฝนได้

    เธอเปรียบเทียบการเป็นผู้จัดการกับการเรียนเล่นดนตรี “ตอนแรกอาจจะเล่นไม่เพราะ บางทีก็เล่นผิดโน้ต แต่ถ้าฝึกฝนต่อไป ใส่ใจฟังเสียงที่ออกมา และปรับปรุงตัวเองอย่างสม่ำเสมอ เราก็จะเล่นได้เพราะขึ้นเรื่อยๆ”

    สิ่งที่ Julie อยากฝากให้ผู้ที่กำลังจะเป็นหรือเพิ่งเป็นผู้จัดการ:

    จำไว้ว่าคุณไม่ต้องรู้ทุกอย่างตั้งแต่วันแรก การเป็นผู้จัดการเป็นการเรียนรู้ที่ไม่มีวันจบ ยิ่งคุณมีประสบการณ์มาก ยิ่งจะเข้าใจว่ายังมีอีกมากที่ต้องเรียนรู้

    ใส่ใจคนในทีมอย่างจริงใจ อย่าแกล้งใส่ใจ เพราะคนจะรู้ได้ เมื่อคุณใส่ใจคนอื่นจริงๆ พวกเขาจะให้ความไว้วางใจและความร่วมมือกับคุณ

    อย่ากลัวที่จะพูดความจริง การให้ฟีดแบ็กที่ตรงไปตรงมาอาจจะไม่สบายใจในตอนแรก แต่มันจะช่วยให้ทีมเติบโตได้ในระยะยาว

    ยอมรับความผิดพลาดและเรียนรู้จากมัน ผู้จัดการที่ดีไม่ใช่คนที่ไม่เคยผิด แต่เป็นคนที่เรียนรู้จากความผิดพลาดและกลายเป็นคนที่ดีกว่าเดิม

    เทคนิคเฉพาะที่ Julie แนะนำ

    การประเมินตัวเองเป็นผู้จัดการ

    Julie แนะนำให้ผู้จัดการใหม่ถามตัวเองเป็นประจำ:

    • คนในทีมรู้สึกอย่างไรกับฉัน? ลองสังเกตสีหน้าท่าทาง การสื่อสาร และพฤติกรรมของคนในทีม หากพวกเขาดูเครียด หลีกเลี่ยงการสื่อสาร หรือไม่กล้าแสดงความคิดเห็น อาจเป็นสัญญาณว่าคุณต้องปรับปรุงวิธีการจัดการ
    • งานที่ออกมาดีขึ้นหรือแย่ลงกว่าเดิม? เปรียบเทียบคุณภาพงานก่อนและหลังที่คุณเข้ามาจัดการ หากงานแย่ลง แสดงว่าคุณอาจจะสร้างแรงกดดันหรือขัดขวางการทำงานโดยไม่รู้ตัว
    • คนในทีมเรียนรู้อะไรใหม่บ้าง? ผู้จัดการที่ดีต้องเป็นครูที่ดี หากสมาชิกในทีมไม่ได้เรียนรู้ทักษะใหม่หรือไม่เติบโต แสดงว่าคุณอาจจะไม่ได้ใส่ใจเรื่องการพัฒนาคนพอ

    การวางแผนการประชุม One-on-One แบบมืออาชีพ

    Julie เสนอโครงสร้างการประชุม one-on-one ที่เธอใช้อยู่:

    นาทีแรก (5 นาที): Small Talk และการสร้างบรรยากาศ

    • ถามเรื่องทั่วไปเพื่อทำให้ผ่อนคลาย
    • สังเกตอารมณ์และพลังงานของคนที่คุยด้วย

    ส่วนกลาง (20 นาที): การสนทนาหลัก

    • “เธอรู้สึกอย่างไรกับงานในช่วงนี้?”
    • “มีอะไรที่ทำให้เธอรู้สึกภูมิใจ หรือท้าทายบ้าง?”
    • “ฉันจะช่วยให้เธอทำงานได้ดีขึ้นได้อย่างไร?”
    • “เธอมีความสนใจที่จะเรียนรู้อะไรใหม่ไหม?”

    ท้ายประชุม (5 นาที): การสรุปและติดตาม

    • สรุปสิ่งที่คุยกัน
    • ตกลงขั้นตอนถัดไป
    • กำหนดเป้าหมายที่จะติดตามในครั้งต่อไป

    Julie เตือนว่าอย่าใช้เวลาประชุม one-on-one ไปกับการพูดเรื่องงานประจำ หรือการรายงานความคืบหน้า เพราะนั่นไม่ใช่จุดประสงค์ของการประชุมแบบนี้

    การจัดการในสถานการณ์ยาก

    Julie แบ่งปันเทคนิคการจัดการในสถานการณ์ที่ท้าทาย:

    เมื่อคนในทีมขัดแย้งกัน เธอเล่าเรื่องที่สองคนในทีมเธอทะเลาะกันเรื่องแนวทางการทำงาน คนหนึ่งชอบวางแผนละเอียด อีกคนชอบลงมือทำไปเลย Julie ไม่ได้เข้าไปตัดสินว่าใครถูกใครผิด แต่เธอจัดให้สองคนนี้นั่งคุยกันในที่ที่เป็นกลาง

    เธอทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลการสนทนา ให้แต่ละคนอธิบายมุมมองของตัวเอง จากนั้นช่วยให้พวกเขาเห็นว่าทั้งสองวิธีมีข้อดีและข้อเสีย และหาวิธีผสมผสานที่ดีที่สุดสำหรับโปรเจคนั้นๆ

    เมื่อคนในทีมทำงานไม่ได้ตามมาตรฐาน Julie มีหลักการสำคัญ: “แยกระหว่างคนกับผลงาน” เธออธิบายว่าการวิจารณ์งานไม่ใช่การวิจารณ์ตัวคน

    เมื่อต้องให้ฟีดแบ็กเชิงลบ เธอจะพูดแบบนี้: “งานชิ้นนี้ยังไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่เราต้องการ โดยเฉพาะในส่วนของ [ระบุเฉพาะเจาะจง] แต่ฉันเชื่อว่าเธอทำได้ดีกว่านี้ เอาเป็นว่าเรามาดูกันว่าจะปรับปรุงได้อย่างไร”

    เมื่อต้องปลดคนออก Julie เล่าว่าสิ่งที่ยากที่สุดในการเป็นผู้จัดการคือการตัดสินใจปลดคนออก เธอเคยต้องปลดคนคนหนึ่งที่เป็นเพื่อนกันมาก่อน

    เธอบอกว่าก่อนจะตัดสินใจ เธอพยายามช่วยคนคนนั้นทุกวิถีทาง ให้โอกาส ให้การฝึกอบรม ปรับเปลี่ยนตำแหน่งงาน แต่ถ้าหลังจากพยายามแล้วยังไม่ดีขึ้น การปลดออกกลับเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับทุกฝ่าย

    “การที่เราไม่ปลดคนที่ทำงานไม่ได้ มันไม่ใช่ความเมตตา แต่เป็นการทำร้ายคนอื่นในทีมที่ต้องมาแบกรับภาระเพิ่ม และยังเป็นการทำร้ายคนคนนั้นเองที่ไม่ได้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม”

    การสร้างวัฒนธรรมทีมที่ดี

    Julie เชื่อว่าผู้จัดการมีหน้าที่สร้างวัฒนธรรมการทำงานที่ดี เธอแนะนำวิธีการดังนี้:

    สร้างความปลอดภัยทางจิตใจ (Psychological Safety)

    • ทำให้คนในทีมรู้สึกว่าพูดความจริงได้โดยไม่ถูกลงโทษ
    • ยอมรับความผิดพลาดเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้
    • ไม่ทำให้ใครรู้สึกอับอายต่อหน้าคนอื่น

    Julie ยกตัวอย่างว่าเธอเคยมีการประชุมที่คนในทีมคนหนึ่งยอมรับว่าทำผิดพลาดทำให้โปรเจคล่าช้า แทนที่จะโกรธ Julie กลับขอบคุณที่เขากล้าพูดความจริง และให้ทีมช่วยกันแก้ปัญหา

    ส่งเสริมการเรียนรู้

    • จัดเวลาให้คนในทีมได้เรียนรู้สิ่งใหม่
    • แบ่งปันความรู้ระหว่างสมาชิกในทีม
    • ให้โอกาสลองทำงานนอกเหนือจากหน้าที่ประจำ

    เฉลิมฉลองความสำเร็จ Julie เล่าว่าเธอใส่ใจเรื่องการเฉลิมฉลองความสำเร็จของทีม ไม่ใช่แค่ความสำเร็จใหญ่ๆ แต่รวมถึงความก้าวหน้าเล็กๆ น้อยๆ ด้วย เช่น การที่สมาชิกใหม่เริ่มทำงานได้เก่ง หรือการที่คนในทีมเรียนรู้ทักษะใหม่

    การเป็นผู้จัดการในโลกที่เปลี่ยนแปลง

    ในปัจจุบันที่การทำงานแบบ Remote และ Hybrid กลายเป็นเรื่องปกติ Julie ได้อัปเดตความคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดการ เธอบอกว่าหลักการพื้นฐานยังเหมือนเดิม แต่วิธีการต้องปรับเปลี่ยน

    การสร้างความสัมพันธ์แบบออนไลน์

    • ใช้เวลาเริ่มต้นการประชุมคุยเรื่องส่วนตัวมากขึ้น
    • จัดกิจกรรมสร้างความสัมพันธ์ที่ไม่เกี่ยวกับงาน
    • ให้ความสำคัญกับการสื่อสารที่ชัดเจนมากขึ้น

    การดูแลความเป็นอยู่ของทีมในยุคใหม่

    • ใส่ใจปัญหา Work-Life Balance มากขึ้น
    • เข้าใจว่าการทำงานจากบ้านมีความท้าทายแตกต่างกัน
    • ยืดหยุ่นในเรื่องเวลาและวิธีการทำงาน

    Julie สรุปท้ายว่า “โลกการทำงานเปลี่ยนไปแล้ว แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนคือความต้องการของมนุษย์ที่อยากรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า ได้รับการเคารพ และมีโอกาสเติบโต ผู้จัดการที่ดีคือคนที่ช่วยสร้างสิ่งเหล่านี้ให้เกิดขึ้น ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์แบบไหน”


    หนังสือ “The Making of a Manager” ไม่ใช่แค่คู่มือการจัดการธรรมดา แต่เป็นเรื่องเล่าจากประสบการณ์จริงของคนที่เริ่มต้นจากศูนย์และเติบโตขึ้นมาเป็นผู้นำที่ประสบความสำเร็จ

    ความพิเศษของหนังสือเล่มนี้คือความจริงใจของ Julie ที่ไม่ได้พยายามทำตัวเป็นผู้เชี่ยวชาญที่รู้ทุกอย่าง แต่เล่าเรื่องราวการเรียนรู้ การทำผิด และการปรับปรุงตัวเองอย่างสม่ำเสมอ

    สำหรับใครที่กำลังจะก้าวเข้าสู่บทบาทของผู้จัดการ หรือเป็นผู้จัดการแล้วแต่รู้สึกว่ายังทำได้ไม่ดีพอ หนังสือเล่มนี้จะเป็นเหมือนเพื่อนที่คอยให้คำแนะนำและกำลังใจ เพราะมันทำให้เราเข้าใจว่าการเป็นผู้จัดการที่ดีไม่ใช่เรื่องที่ต้องสมบูรณ์แบบตั้งแต่วันแรก แต่เป็นการเดินทางของการเรียนรู้ที่ไม่มีวันจบ

    และที่สำคัญที่สุด Julie ทำให้เราเข้าใจว่าการเป็นผู้จัดการที่ดีที่สุดคือการเป็นคนที่ใส่ใจคนอื่นอย่างแท้จริง และพร้อมที่จะพัฒนาตัวเองเพื่อช่วยให้คนรอบข้างเติบโตและประสบความสำเร็จไปด้วยกัน

    #hrรีพอร์ต

  • เคยไหมครับที่รู้สึกตื่นเต้นปนกังวลในวันแรกของการทำงานใหม่? หัวใจเต้นแรง ไม่รู้ว่าจะต้องเจออะไรบ้าง คนในออฟฟิศเป็นยังไง งานหนักแค่ไหน หรือตัวเองจะทำได้ดีไหม

    เอาจริงๆ แล้ว ความรู้สึกแบบนี้เป็นเรื่องปกติมาก แม้กระทั่งผู้บริหารระดับสูงที่มีประสบการณ์มากมายก็ยังรู้สึกเช่นเดียวกัน Michael Watkins ผู้เขียนหนังสือ “The First 90 Days” เล่าว่า เขาเคยเจอผู้บริหารคนหนึ่งที่ประสบความสำเร็จมาตลอดชีวิต แต่พอเข้าบริษัทใหม่ กลับล้มเหลวอย่างน่าเศร้า ทำไมถึงเป็นแบบนี้?

    คำตอบอยู่ที่ว่า ช่วง 90 วันแรกเป็นช่วงเวลาทองคำ ที่จะกำหนดว่าเราจะประสบความสำเร็จหรือล้มเหลวในตำแหน่งใหม่

    โลกแห่งความจริง

    ลองนึกภาพคุณอำนาจ ผู้จัดการฝ่ายขายคนใหม่ที่เพิ่งย้ายมาจากบริษัทคู่แข่ง วันแรกที่เข้ามา เขารู้สึกมั่นใจมาก เพราะมีประสบการณ์ขายมา 10 ปี คิดว่างานนี้คงไม่ยากอะไร

    สัปดาห์แรก คุณอำนาจเรียกประชุมทีมขายทั้งหมด แล้วประกาศว่า “เราต้องเปลี่ยนกลยุทธ์การขายใหม่หมด เพราะวิธีเก่าไม่ได้ผล” เขาพูดด้วยความมั่นใจ โดยไม่ได้สอบถามความคิดเห็นใครเลย

    ผลที่ตามมาคือ… ทีมขายเริ่มไม่พอใจ พวกเขารู้สึกว่าถูกดูถูก เพราะวิธีการเก่าที่ใช้อยู่จริงๆ แล้วใช้ได้ผลดี แค่ต้องปรับปรุงเล็กน้อยเท่านั้น ไม่นานพนักงานเก่าเริ่มลาออก ยอดขายตกลง และคุณอำนาจก็ถูกไล่ออกภายใน 6 เดือน

    อย่าเพิ่งรีบเปลี่ยนแปลง

    เรื่องของคุณอำนาจสอนเราว่า การฟังสำคัญกว่าการพูด ในช่วงแรก ๆ Michael Watkins เปรียบเทียบการเข้างานใหม่เหมือนกับการเป็นนักสำรวจที่เข้าไปในดินแดนใหม่ เราต้องสำรวจดูก่อนว่าที่นี่เป็นยังไงบ้าง

    ลองดูตัวอย่างคุณสมใจ ผู้จัดการฝ่าย IT คนใหม่ที่ทำอย่างถูกต้อง เมื่อเข้ามาวันแรก เขาไม่ได้รีบเปลี่ยนอะไร แต่ใช้เวลา 2 สัปดาห์แรกในการ:

    • คุยกับทีมงานแต่ละคน ถามว่าพวกเขาทำงานอะไรบ้าง มีปัญหาอะไร และมีความคิดเห็นเกี่ยวกับการปรับปรุงงานอย่างไร
    • สังเกตกระบวนการทำงาน ดูว่าแต่ละขั้นตอนเป็นอย่างไร ใช้เวลานานแค่ไหน มีจุดคอขวดอยู่ตรงไหน
    • อ่านเอกสารสำคัญ ทั้งรายงานผลงาน แผนงาน และปัญหาที่เกิดขึ้นในอดีต

    หลังจากเรียนรู้ครบแล้ว คุณสมใจจึงค่อยๆ เสนอการปรับปรุงเล็กๆ น้อยๆ ที่ทีมงานเห็นด้วย ผลที่ได้คือทีมมีความสุข งานมีประสิทธิภาพขึ้น และเขาได้รับความไว้วางใจจากทุกคน

    สร้างเครือข่าย

    หนึ่งในเรื่องที่ Watkins เน้นย้ำมากคือ การสร้างความสัมพันธ์กับคนที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่แค่ทีมงานของเราเท่านั้น แต่รวมถึงเจ้านาย เพื่อนร่วมงานในแผนกอื่น และแม้กระทั่งลูกค้า

    เรื่องเล่าของคุณมานะ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดใหม่ เป็นตัวอย่างดี เขาทำ “แผนการพบปะ 30 วัน” โดยจัดตารางพบคนสำคัญดังนี้:

    สัปดาห์ที่ 1-2:

    • พบทีมงานในแผนกตัวเอง 1 ต่อ 1 คนละ 30 นาที
    • พบเจ้านายเพื่อทำความเข้าใจความคาดหวัง
    • พบผู้ช่วยของเจ้านายเพื่อเรียนรู้กฎระเบียบไม่เป็นทางการ

    สัปดาห์ที่ 3-4:

    • พบหัวหน้าแผนกอื่นๆ ที่ต้องทำงานร่วมกัน (ขาย, ผลิต, IT)
    • พบลูกค้าสำคัญ 2-3 ราย
    • พบคู่ค้าที่สำคัญ

    ในการพบปะแต่ละครั้ง คุณมานะจะถามคำถามเหล่านี้:

    • “ผมควรรู้อะไรเกี่ยวกับแผนกนี้บ้าง?”
    • “ปัญหาใหญ่ที่สุดที่เราเผชิญอยู่คืออะไร?”
    • “ถ้าให้คุณแนะนำผมสิ่งหนึ่งที่ควรทำก่อน คุณจะแนะนำอะไร?”
    • “ใครคือคนที่ผมควรจะรู้จัก?”

    การทำแบบนี้ทำให้คุณมานะได้ข้อมูลมากมาย เข้าใจบริบทขององค์กร และที่สำคัญคือสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้าง

    สร้างผลลัพธ์ให้เร็ว

    Watkins เรียกสิ่งนี้ว่า “Early Wins” หรือความสำเร็จในช่วงแรก ซึ่งไม่ได้หมายถึงโปรเจ็กต์ใหญ่โต แต่หมายถึงการทำสิ่งเล็กๆ ที่เห็นผลชัดเจนและสร้างความเชื่อมั่น

    ตัวอย่างของคุณปิยะ ผู้จัดการฝ่ายบัpersonnel resources คนใหม่ เธอสังเกตเห็นว่าพนักงานบ่นเรื่องระบบลาป่วยที่ยุ่งยาก ต้องกรอกเอกสารหลายแผ่น และใช้เวลานานในการอนุมัติ

    แทนที่จะทำโครงการใหญ่ เธอเริ่มจากการ:

    • ลดขั้นตอนการขออนุมัติลาป่วย จาก 3 ขั้นตอนเหลือ 1 ขั้นตอน
    • ทำแบบฟอร์มออนไลน์ ให้กรอกง่ายขึ้น
    • กำหนดเวลาการอนุมัติ ไม่เกิน 1 วันทำการ

    การเปลี่ยนแปลงเล็กๆ นี้ใช้เวลาแค่ 2 สัปดาห์ แต่ทำให้พนักงานทั้งบริษัทรู้สึกดีขึ้นมาก พวกเขาเห็นว่าผู้จัดการคนใหม่ใส่ใจปัญหาของพวกเขาจริงๆ และสามารถแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว

    เรียนรู้อย่างเป็นระบบ

    การเรียนรู้ในช่วง 90 วันแรกไม่ใช่การเรียนรู้แบบสุ่มสี่สุ่มห้า แต่ต้องมีแผนและเป็นระบบ Watkins แนะนำให้แบ่งการเรียนรู้เป็น 4 ด้าน:

    1. เรียนรู้เกี่ยวกับธุรกิจ

    • ลูกค้าหลักเป็นใคร และต้องการอะไร
    • คู่แข่งคือใคร มีจุดแข็งจุดอ่อนอย่างไร
    • แนวโน้มของอุตสาหกรรมเป็นไปในทิศทางไหน

    2. เรียนรู้เกี่ยวกับองค์กร

    • วัฒนธรรมการทำงานเป็นอย่างไร
    • ใครมีอำนาจตัดสินใจจริงๆ (ไม่ใช่แค่ตามโครงสร้าง)
    • กระบวนการทำงานสำคัญๆ เป็นอย่างไร

    3. เรียนรู้เกี่ยวกับทีมงาน

    • แต่ละคนมีความสามารถพิเศษอะไร
    • ใครเป็นคนที่มีอิทธิพลในทีม
    • ปัญหาความขัดแย้งมีอะไรบ้าง

    4. เรียนรู้เกี่ยวกับตัวเอง

    • จุดแข็งของเราคืออะไรที่จะช่วยงานนี้ได้
    • จุดอ่อนคืออะไรที่ต้องระวัง
    • เราต้องปรับพฤติกรรมตรงไหนบ้าง

    เราเรียนรู้จากบทเรียนราคาแพงได้

    ไม่ใช่ทุกเรื่องเล่าจะจบด้วยความสำเร็จ คุณรัชนี ผู้อำนวยการฝ่ายขายของบริษัทเทคโนโลยีแห่งหนึ่ง เป็นตัวอย่างของการที่ไม่ทำตามหลักการใน 90 วันแรก

    คุณรัชนีเข้ามาในช่วงที่บริษัทมีปัญหายอดขายตก เธอรู้สึกกดดันมากและคิดว่าต้องแสดงผลงานให้เห็นเร็วๆ เธอจึงตัดสินใจ:

    • เปลี่ยนเป้าหมายการขายใหม่ โดยไม่ปรึกษาทีม
    • ยกเลิกโปรโมชั่นเก่า ที่ลูกค้าชื่นชอบ
    • บังคับให้ทีมขายใช้วิธีการใหม่ ที่เธอเคยใช้ในบริษัทเก่า

    สิ่งที่เกิดขึ้นคือ:

    • ลูกค้าเก่าไม่พอใจที่โปรโมชั่นถูกยกเลิก
    • ทีมขายต่อต้านวิธีการใหม่เพราะไม่เข้าใจ
    • ยอดขายตกลงแทนที่จะเพิ่มขึ้น
    • ทีมขายเริ่มไม่ไว้วางใจผู้บริหารคนใหม่

    ในที่สุด คุณรัชนีต้องลาออกภายใน 8 เดือน เธอเล่าภายหลังว่า “ถ้าได้ย้อนเวลากลับไป ฉันจะใช้เวลาเรียนรู้ก่อน ไม่ใช่รีบเปลี่ยนแปลง”

    กลยุทธ์สำหรับ 90 วันแรก

    จากเรื่องเล่าและบทเรียนต่างๆ มาถึงตอนนี้เราน่าจะเห็นภาพชัดขึ้นแล้วว่า 90 วันแรกควรทำอย่างไร นี่คือแผนปฏิบัติที่ใช้ได้จริง:

    เดือนที่ 1: เรียนรู้และฟัง (Learn & Listen)

    • สัปดาห์ที่ 1-2: พบปะทีมงาน เจ้านาย และคนที่เกี่ยวข้องโดยตรง
    • สัปดาห์ที่ 3-4: ขยายวงการพบปะไปยังแผนกอื่นๆ ลูกค้า และคู่ค้า
    • เป้าหมาย: เข้าใจ 80% ของบริบทงาน รู้จักคนสำคัญ และระบุปัญหาหลัก

    เดือนที่ 2: วิเคราะห์และวางแผน (Analyze & Plan)

    • วิเคราะห์ข้อมูล ที่ได้จากการพบปะและสังเกตการณ์
    • ระบุโอกาสในการปรับปรุง ที่จะให้ผลลัพธ์เร็วและชัดเจน
    • วางแผนการเปลี่ยนแปลง โดยปรึกษากับคนที่เกี่ยวข้อง
    • เป้าหมาย: มีแผนการปรับปรุงที่ชัดเจนและได้รับการสนับสนุน

    เดือนที่ 3: ลงมือทำและติดตาม (Act & Monitor)

    • เริ่มดำเนินการตามแผน โดยเริ่มจากสิ่งง่ายๆ ก่อน
    • ติดตามผลและปรับปรุง อย่างสม่ำเสมอ
    • สื่อสารความก้าวหน้า ให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องทราบ
    • เป้าหมาย: มีผลลัพธ์ที่วัดได้และได้รับการยอมรับ

    สิ่งที่ไม่ควรลืม

    1. ทำบันทึกการเรียนรู้

    จดบันทึกทุกสิ่งที่เรียนรู้ ทั้งข้อมูลที่ได้จากการสนทนา การสังเกต และการอ่าน การจดบันทึกจะช่วยให้เราไม่ลืม และสามารถเชื่อมโยงข้อมูลต่างๆ ได้ดีขึ้น

    2. ถามคำถามที่ถูกต้อง

    อย่าถามแค่ “งานนี้ทำยังไง” แต่ให้ถาม “ทำไมเราถึงทำงานนี้แบบนี้” “มีทางเลือกอื่นไหม” หรือ “ถ้าคุณอยู่ในตำแหน่งผม คุณจะทำอย่างไร”

    3. สร้างระบบรับฟังความคิดเห็น

    หาวิธีให้คนรอบข้างให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับการทำงานของเรา อาจจะผ่านการสนทนาไม่เป็นทางการ หรือระบบ feedback ที่จัดเป็นทางการ

    4. จัดการความคาดหวัง

    สื่อสารกับเจ้านายอย่างชัดเจนว่าเราจะทำอะไรในช่วง 90 วันแรก และจะให้ผลลัพธ์อะไรเมื่อไหร่ การจัดการความคาดหวังจะช่วยลดความกดดันและเพิ่มความเข้าใจ

    สรุป: การเดินทางที่ยาวไกล เริ่มต้นจากก้าวแรก

    หนังสือ “The First 90 Days” สอนเราว่า ความสำเร็จในงานใหม่ไม่ได้เกิดจากความสามารถหรือประสบการณ์เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการเริ่มต้นที่ถูกต้อง

    90 วันแรกเปรียบเหมือนการวางรากฐานของบ้าน ถ้ารากฐานแข็งแรง บ้านก็จะอยู่ได้นาน แต่ถ้ารากฐานไม่แข็งแรง แม้จะสร้างบ้านสวยแค่ไหนก็อาจจะพังได้

    สิ่งสำคัญที่สุดคือความอดทน อย่าเพิ่งรีบพิสูจน์ตัวเอง ให้เวลาตัวเองเรียนรู้ เข้าใจ และสร้างความสัมพันธ์ที่ดี เมื่อถึงเวลา ความสำเร็จจะตามมาเอง

    สำหรับใครที่กำลังจะเริ่มงานใหม่ หรือเพิ่งเริ่มไปแล้ว ลองใช้หลักการเหล่านี้ดู อย่าลืมว่าทุกคนที่ประสบความสำเร็จในวันนี้ ล้วนผ่านช่วง 90 วันแรกที่ท้าทายมาทั้งนั้น

    และที่สำคัญที่สุด อย่าลืมว่าการเรียนรู้ไม่เคยหยุด แม้จะผ่าน 90 วันไปแล้ว เราก็ยังต้องเรียนรู้และปรับปรุงตัวเองอย่างต่อเนื่อง เพราะโลกของธุรกิจเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และผู้ที่จะอยู่รอดได้คือผู้ที่ปรับตัวได้เร็วที่สุด

    90 วันแรกอาจจะเป็นจุดเริ่มต้น แต่มันก็เป็นรากฐานของความสำเร็จที่ยาวไกล เริ่มต้นให้ดี เพื่ออนาคตที่สดใส

    #hrรีพอร์ต

  • มีเรื่องเล่าเก่าๆ เรื่องหนึ่งว่า คนตาบอดสามคนเจอช้างตัวหนึ่ง คนแรกจับงาแล้วบอกว่า “ช้างเหมือนเชือก” คนที่สองจับขาแล้วบอกว่า “ช้างเหมือนต้นไผ่” คนสุดท้ายจับลำตัวแล้วบอกว่า “ช้างเหมือนกำแพง” ทั้งสามคนโต้เถียงกันไม่เลิก แต่จริงๆ แล้วพวกเขาต่างก็พูดถูก – เพียงแต่มองแค่ส่วนเดียว

    Donella H. Meadows นักคิดชาวอเมริกัน ต้องการให้เราเลิกเป็นคนตาบอดสามคนนั้น เธอเขียนหนังสือ “Thinking in Systems” เพื่อสอนให้เราเห็นช้างทั้งตัว – หรือที่เรียกว่า “การคิดแบบระบบ”

    เริ่มต้นด้วยเรื่องใกล้ตัว: ครอบครัวที่บ้านเรา

    ลองนึกภาพครอบครัวทั่วไปดูสิ พ่อทำงานหนัก แม่ดูแลบ้าน ลูกเรียนหนังสือ เห็นๆ ก็แค่คนสามคนใช้ชีวิตธรรมดา แต่ถ้ามองแบบระบบ จะเห็นภาพที่ซับซ้อนกว่านั้น

    เมื่อพ่อเครียดจากงาน เขาอาจหงุดหงิดกับแม่ แม่เครียดก็อาจด่าลูก ลูกเครียดก็อาจเรียนไม่ได้ เรียนไม่ได้ก็เครียดมากขึ้น กลับมาทำให้บรรยากาศบ้านแย่ลง พ่อแม่เครียดมากขึ้น

    นี่คือสิ่งที่ Meadows เรียกว่า “ห่วงป้อนกลับ” (feedback loop) – การกระทำหนึ่งส่งผลไปเรื่อยๆ แล้วกลับมาส่งผลต่อตัวเองอีกครั้ง

    ระบบคืออะไรกันแน่?

    Meadows อธิบายว่า ระบบคือกลุ่มของสิ่งต่างๆ ที่เชื่อมโยงกันและทำงานร่วมกันเพื่อจุดประสงค์เดียวกัน เหมือนกับวงดนตรี – มีนักดนตรีหลายคน (ส่วนประกอบ) เล่นเพลงที่เชื่อมโยงกัน (ความสัมพันธ์) เพื่อสร้างเสียงเพลงที่ไพเราะ (จุดประสงค์)

    ตัวอย่างที่เราเจอทุกวัน:

    • ร้านกาแฟในซอย: เจ้าของร้าน พนักงาน ลูกค้า เครื่องทำกาแฟ ทำงานร่วมกันเพื่อขายกาแฟและสร้างรายได้
    • การจราจร: รถยนต์ สัญญาณไฟ ป้ายบอกทาง คนขับ ทำงานร่วมกันเพื่อให้คนเดินทางไปถึงจุดหมาย
    • ร่างกายเรา: หัวใจ ปอด กระเพาะอาหาร สมอง ทำงานร่วมกันเพื่อให้เราอยู่รอด

    เมื่อระบบมีชีวิตของตัวเอง

    สิ่งที่น่าทึ่งของระบบคือ มันมีพฤติกรรมที่เกิดขึ้นเอง (emergent behavior) ที่ไม่มีใครวางแผนไว้

    ลองดูตัวอย่างตลาดนัดวันอาทิตย์ ไม่มีใครเป็นผู้จัดการใหญ่ที่วางแผนว่าใครจะขายอะไรตรงไหน แต่พอมีคนมาขายผลไม้ คนขายข้าวก็มาขายใกล้ๆ คนขายน้ำก็มาตั้งแถวใกล้คิวยาว ระบบจัดตัวเองได้

    หรือดูกิจกรรมในออฟฟิศ ถึงจะมีกฎระเบียบเขียนไว้เต็มไปหมด แต่ก็เกิด “วัฒนธรรมองค์กร” ขึ้นมาเอง บางออฟฟิศอบอุ่น บางที่เครียดตึงเครียด บางที่สนุกสนาน ทั้งๆ ที่กฎข้อบังคับเหมือนกัน

    เรื่องมหัศจรรย์ของ “ห่วงป้อนกลับ”

    Meadows เปรียบเทียบระบบกับการขับรถ เราไม่ได้จับพวงมาลัยแล้วปล่อยมือไป เราคอยดูว่ารถเอียงไปทางไหน แล้วค่อยปรับพวงมาลัยตลอดเวลา นี่คือ “ห่วงป้อนกลับเชิงสมดุล” ที่ช่วยรักษาเสถียรภาพ

    แต่บางครั้งห่วงป้อนกลับก็ทำให้สถานการณ์รุนแรงขึ้น เหมือนไมโครโฟนที่เกิดเสียงหวีด – เสียงเข้าไมค์ ไมค์ส่งไปลำโพง ลำโพงส่งกลับมาไมค์ ดังขึ้นเรื่อยๆ

    ในชีวิตจริง เราเจอห่วงป่อนแบบนี้บ่อย:

    • การแข่งขันราคา: ร้านหนึ่งลดราคา คู่แข่งลดราคาตาม ร้านแรกลดอีก สุดท้ายทุกคนขาดทุน
    • การแว่วเรื่อง: คนหนึ่งนินทา คนที่สองเล่าต่อแบบเว่อขึ้น คนที่สามเล่าต่อแบบสยองขึ้น สุดท้ายเรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่

    ความคิดเชิงเส้นตรง

    ปัญหาใหญ่ของคนเราคือ ชอบคิดแบบเส้นตรง A ทำให้เกิด B, B ทำให้เกิด C แต่ระบบไม่ใช่แบบนั้น มันเป็นแบบวงกลม A ส่งผลต่อ B, B ส่งผลต่อ C, C ส่งผลกลับไปหา A

    Meadows ยกตัวอย่างปัญหาการจราจรติดขัด คนทั่วไปคิดว่า “ถนนน้อยเลยติดขัด สร้างถนนเพิ่มสิ” แต่พอสร้างถนนใหม่ คนขับรถเพิ่มขึ้น การจราจรติดขัดกลับแย่ลงกว่าเดิม

    หรือเรื่องการศึกษา เราคิดว่า “เรียนไม่เก่งเพราะครูน้อย จ้างครูเพิ่มสิ” แต่จริงๆ ปัญหาอาจอยู่ที่ระบบการสอน หลักสูตร การประเมินผล การจูงใจ ถ้าไม่แก้ระบบ แค่เพิ่มครูอาจไม่ได้ผล

    เมื่อยาเป็นพิษ

    สิ่งที่น่าสนใจคือ บางครั้งการแก้ปัญหาแบบง่ายๆ กลับสร้างปัญหาใหม่ Meadows เรียกสิ่งนี้ว่า “การเลื่อนภาระ” (shifting the burden)

    ลองดูตัวอย่างการใช้ยาฆ่าแมลง เริ่มแรกฆ่าแมลงได้ดี แต่พอใช้ไปนานๆ แมลงดื้อยา ต้องใช้ยาแรงขึ้น แรงขึ้น สุดท้ายแมลงยิ่งดื้อ สิ่งแวดล้อมก็เสียหาย

    หรือปัญหาในบริษัท เมื่อยอดขายตก เจ้านายอาจลดราคาเพื่อให้ขายดีขึ้น แต่การลดราคาทำให้คุณภาพลดลง ลูกค้าไม่พอใจ ยอดขายตกต่ำกว่าเดิม ต้องลดราคาอีก สุดท้ายบริษัทล้มละลาย

    ศิลปะการอ่านระบบ

    Meadows สอนให้เราดูสัญญาณของระบบ:

    ดูที่รูปแบบ ไม่ใช่เหตุการณ์: แทนที่จะสนใจว่าวันนี้ขายได้เท่าไหร่ ให้ดูว่าเทรนด์การขายเป็นอย่างไร ขาขึ้นหรือขาลง มีรูปแบบตามฤดูกาลไหม

    ดูโครงสร้าง ไม่ใช่ตัวคน: เมื่อพนักงานทำงานผิดพลาดบ่อย อย่าเพิ่งโทษคน ลองดูว่าระบบงานออกแบบมาอย่างไร มีกฎระเบียบที่ทำให้คนทำผิดง่ายไหม

    ดูจุดประสงค์ที่แท้จริง: บริษัทอาจบอกว่าเป้าหมายคือ “ความพึงพอใจของลูกค้า” แต่ถ้าระบบการประเมินพนักงานดูแค่ยอดขาย พนักงานก็จะโฟกัสที่ยอดขาย ไม่ใช่ความพึงพอใจของลูกค้า

    เคล็ดลับการอยู่กับระบบ

    ความอดทน: เพื่อนรักของนักคิดระบบ

    ระบบเปลี่ยนแปลงช้า Meadows เตือนว่าอย่าคาดหวังผลลัพธ์เร็ว เหมือนการออกกำลังกาย ไม่มีใครผอมในหนึ่งวัน แต่ถ้าออกกำลังกายสม่ำเสมอหนึ่งเดือน จะเห็นผลเปลี่ยนแปลง

    การปฏิรูปการศึกษาใช้เวลาหลายสิบปี การเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรใช้เวลาหลายปี การลดน้ำหนักใช้เวลาหลายเดือน อย่าเร่งรีบ

    ทดลองเป็นขั้นเป็นตอน

    แทนที่จะเปลี่ยนทั้งระบบทีเดียว ให้ทดลองเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยก่อน ดูว่าได้ผลอย่างไร แล้วค่อยขยายผล

    ร้านอาหารที่อยากเพิ่มเมนูใหม่ ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนเมนูทั้งหมด ลองเพิ่มเมนูใหม่ 2-3 อย่างก่อน ดูว่าลูกค้าตอบรับอย่างไร

    การฟังอย่างลึกซึ้ง

    ระบบจะส่งสัญญาณบอกเราเอง แต่เราต้องฟังให้ออก

    เมื่อพนักงานลาป่วยบ่อย อาจไม่ใช่เพราะคนป่วยจริง แต่อาจเป็นสัญญาณว่าสภาพแวดล้อมการทำงานมีปัญหา

    เมื่อลูกมักจะเครียดกับการบ้าน อาจไม่ใช่เพราะลูกขี้เกียจ แต่อาจเป็นเพราะภาระการเรียนมากเกินไป

    ความยืดหยุ่น: กุญแจสู่ความอยู่รอด

    Meadows เน้นว่า ความแน่นอน 100% ไม่มีในโลกนี้ ระบบที่รอดได้คือระบบที่ยืดหยุ่น ปรับตัวได้

    ดูต้นไผ่สิ เมื่อลมแรงพัด มันโค้งงอไปตามลม ไม่ฝืนไปต่อสู้ เลยไม่หัก แต่ต้นไม้แข็งที่ไม่ยืดหยุ่น พอลมแรงก็หักโค่น

    ธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมักเป็นธุรกิจที่ปรับตัวได้เร็ว ไม่ยึดติดกับวิธีเดิมๆ เมื่อสถานการณ์เปลี่ยน

    เรื่องราวจากสำนักงานใหญ่

    มีบริษัทแห่งหนึ่งที่มีปัญหา พนักงานมาสาย ลาป่วยบ่อย ผลิตภาพต่ำ เจ้านายคิดว่าพนักงานขี้เกียจ เลยจ้างที่ปรึกษามาติดตั้งระบบตรวจสอบ ใบหน้า กล้องวงจรปิด การ์ดเสียบเข้า-ออก

    ผลที่ได้คือ พนักงานเครียดมากขึ้น มาทำงานแต่ไม่มีใจทำ คิดแต่เรื่องหางาน สุดท้ายคนเก่งลาออกหมด เหลือแต่คนที่หางานใหม่ไม่ได้

    แต่ถ้าเจ้านายมองแบบระบบ เขาอาจพบว่า ปัญหาอยู่ที่ระบบค่าตอบแทน การจัดสรรงาน หรือสภาพแวดล้อมการทำงาน การแก้ไขตรงจุดนี้อาจได้ผลดีกว่าการควบคุม

    มุมมองใหม่สู่ปัญหาเก่า

    การคิดแบบระบบเปลี่ยนวิธีมองปัญหาของเรา:

    ปัญหายาเสพติด: แทนที่จะโฟกัสแค่การจับกุมผู้ค้า ให้มองภาพใหญ่ ทำไมคนถึงเสพ? ขาดโอกาสในชีวิต? เครียด? หวังสิ่งผลัดใช้? การแก้ปัญหาต้องครอบคลุมทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ และจิตใจ

    ปัญหาน้ำท่วม: แทนที่จะสร้างเขื่อนสูงขึ้นเรื่อยๆ ให้มองว่า ทำไมน้ำท่วม? ป่าไม้ถูกทำลาย? ผังเมืองไม่เหมาะสม? ระบบระบายน้ำล้าสมัย? การแก้ปัญหาต้องดูทั้งระบบ

    ปัญหาความขัดแย้งในครอบครัว: แทนที่จะหาว่าใครผิดใครถูก ให้มองว่า รูปแบบการสื่อสารเป็นอย่างไร? มีความเข้าใจผิดตรงไหน? แต่ละคนมีความต้องการอะไร? การแก้ปัญหาต้องเปลี่ยนวิธีคุยกัน

    บทเรียนสำคัญ: เราคือส่วนหนึ่งของระบบ

    สิ่งสำคัญที่สุดที่ Meadows อยากบอกคือ เราไม่ได้อยู่นอกระบบ เราคือส่วนหนึ่งของระบบ การกระทำของเราส่งผลต่อระบบ และระบบก็ส่งผลต่อเรา

    เมื่อเราเข้าใจเรื่องนี้ เราจะ:

    • รับผิดชอบมากขึ้น เพราะรู้ว่าการกระทำของเรามีผลต่อคนอื่น
    • อดทนมากขึ้น เพราะรู้ว่าการเปลี่ยนแปลงใช้เวลา
    • ฉลาดมากขึ้น เพราะมองเห็นภาพใหญ่ไม่ติดอยู่กับรายละเอียดเล็กน้อย
    • มีความหวังมากขึ้น เพราะรู้ว่าระบบเปลี่ยนได้ ถ้าเราเข้าใจมันดีพอ

    เริ่มต้นจากวันนี้

    การคิดแบบระบบไม่ใช่ทฤษฎีสูงส่งที่ใช้ไม่ได้จริง มันคือทักษะที่เราสามารถฝึกฝนได้ทุกวัน:

    เริ่มจากการสังเกต แทนที่จะมองแค่เหตุการณ์หนึ่งเหตุการณ์ ให้มองรูปแบบ ถ้าเราโกรธใครบ่อยๆ ลองดูว่าเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ในสถานการณ์แบบไหน

    ถามคำถาม “แล้วจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป?” เมื่อเราตัดสินใจอะไร ลองคิดว่าการตัดสินใจนั้นจะส่งผลอย่างไรในระยะยาว

    ฟังให้มากขึ้น ก่อนจะเสนอวิธีแก้ปัญหา ลองฟังให้รู้ก่อนว่าปัญหาจริงๆ คืออะไร

    สรุป: โลกที่เชื่อมโยงกัน

    หนังสือ “Thinking in Systems” ของ Donella Meadows ไม่ได้สอนเราแค่ทฤษฎี แต่สอนเราวิธีใหม่ในการมองโลก

    เมื่อเรามองโลกแบบระบบ เราจะเห็นว่าทุกสิ่งเชื่อมโยงกัน การกระทำเล็กๆ อาจส่งผลใหญ่ ปัญหาที่ดูซับซ้อนอาจมีวิธีแก้ที่ง่ายกว่าที่คิด และสิ่งที่ดูง่ายอาจซับซ้อนกว่าที่เห็น

    ที่สำคัญคือ เราจะเข้าใจได้ว่า เราไม่ได้อยู่คนเดียวในโลกใบนี้ เราคือส่วนหนึ่งของภาพใหญ่ และภาพใหญ่นั้นสวยงามเพราะมีเราอยู่ด้วย

    นี่คือศิลปะการคิดแบบระบบ – การมองเห็นช้างทั้งตัว ไม่ใช่แค่งา ขา หรือลำตัว แต่มองเห็นสิ่งมีชีวิตที่สมบูรณ์ ซับซ้อน และสวยงามในแบบของมันเอง

    #hrรีพอร์ต

  • เมื่อความลับเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

    ลองนึกภาพว่าคุณเป็นนักพัฒนาแอปสมาร์ทโฟนรายหนึ่ง วันหนึ่งคุณได้รับโทรศัพท์จากบริษัทเทคโนโลยีชื่อดัง พวกเขาต้องการให้คุณพัฒนาแอปพิเศษที่จะปฏิวัติวงการโซเชียลมีเดีย แต่ก่อนที่พวกเขาจะเล่าไอเดียให้ฟัง สิ่งแรกที่เขาขอให้คุณทำคือ “ลงชื่อในเอกสารนี้ก่อน”

    เอกสารนั้นคือ “สัญญารักษาความลับ” หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า NDA (Non-Disclosure Agreement) ซึ่งเป็นเรื่องปกติมากในโลกธุรกิจปัจจุบัน

    NDA คืออะไรกันแน่?

    พูดง่ายๆ แล้ว สัญญารักษาความลับคือ “สัญญาสัญญา” ระหว่างคนสองฝ่าย โดยฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่ายสัญญาว่าจะไม่เอาข้อมูลลับของกันและกันไปเล่าให้คนอื่นฟัง เหมือนกับการทำ “คำมั่นสัญญา” ให้เก็บความลับ แต่มีผลทางกฎหมายด้วย

    ตัวอย่างจากชีวิตจริง: สมมติว่าคุณเป็นพ่อครัวที่มีสูตรต้มยำกุ้งลับสุดอร่อย คุณต้องการให้ร้านอาหารใหญ่มาใช้สูตรนี้ แต่กลัวว่าเขาจะเอาสูตรไปให้คนอื่น การลงนาม NDA จะทำให้เขาผิดกฎหมายถ้าเอาสูตรของคุณไปบอกใคร

    ทำไม NDA ถึงสำคัญ?

    ในโลกธุรกิจ ข้อมูลคือพลัง บริษัทใหญ่ๆ มักมี “ความลับทางธุรกิจ” ที่หากรั่วไหลไปได้ อาจทำให้เสียเปรียบคู่แข่งหรือเสียหายอย่างมหาศาล

    iPhone รุ่นแรก

    ปี 2007 ก่อน iPhone จะเปิดตัว พนักงานของ Apple ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับโปรเจคนี้ต้องลงนาม NDA ที่เข้มงวดมาก แม้แต่ชิ้นส่วนที่ซื้อมาจากบริษัทอื่นก็ต้องปกปิดไว้ ถึงขนาดที่คนงานในโรงงานไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองกำลังประกอบอะไร เพราะแต่ละคนทำแค่ชิ้นเดียว

    เมื่อ iPhone เปิดตัว มันปฏิวัติวงการมือถือทั้งหมด หาก Apple ไม่มี NDA คุ้มครอง คู่แข่งอาจทำผลิตภัณฑ์คล้ายๆ กันออกมาก่อนได้

    สถานการณ์ต่างๆ ที่ต้องเจอ NDA

    1. เมื่อเริ่มงานใหม่

    ใครที่เคยเริ่มงานใหม่คงเคยเซ็นเอกสารต่างๆ มากมาย NDA มักจะอยู่ในนั้นด้วย

    ตัวอย่าง: คุณเข้าทำงานที่บริษัทรถยนต์ใหม่ วันแรกคุณต้องเซ็น NDA เพราะคุณจะได้เห็นแบบรถรุ่นใหม่ที่ยังไม่เปิดตัว ราคารถ แผนการตลาด และข้อมูลลูกค้า หากคุณไปบอกสื่อมวลชนหรือคู่แข่ง คุณอาจโดนฟ้องได้

    2. เมื่อหาเงินลงทุน

    เรื่องเล่า: น้องแนท วัย 25 ปี มีไอเดียทำแอปส่งอาหารแบบใหม่ เขาต้องการเงินลงทুน 10 ล้านบาท เมื่อไปพบนักลงทุน สิ่งแรกที่เขาต้องทำคือให้นักลงทุนเซ็น NDA ก่อนจะเล่าไอเดีย

    เพราะถ้าไม่มี NDA นักลงทุนอาจเอาไอเดียไปให้คนอื่นทำแทน หรือไปลงทุนกับคู่แข่งที่มีไอเดียแบบเดียวกัน

    3. เมื่อทำงานร่วมกับบริษัทอื่น

    ตัวอย่างจริง: บริษัท A ที่ทำขนมขบเคี่ยว ต้องการร่วมมือกับบริษัท B ที่มีช่องทางจำหน่าย ทั้งสองบริษัทต้องแชร์ข้อมูลลูกค้า ราคาต้นทุน และแผนการตลาด พวกเขาจึงลงนาม NDA แบบ “สองทาง” คือทั้งสองฝ่ายสัญญาจะไม่เอาข้อมูลของกันไปเผยแพร่

    ประเภทของ NDA

    1. NDA แบบทางเดียว (Unilateral NDA)

    เหมือนการที่คุณสัญญาว่าจะเก็บความลับให้เพื่อน โดยที่เพื่อนไม่ต้องเก็บความลับให้คุณ

    ตัวอย่าง: พนักงานเซ็น NDA กับบริษัท เพื่อไม่เอาความลับของบริษัทไปบอกใคร

    2. NDA แบบสองทาง (Mutual NDA)

    ทั้งสองฝ่ายสัญญากันว่าจะเก็บความลับให้กัน

    ตัวอย่าง: เมื่อ Samsung และ Google ทำงานร่วมกันพัฒนาระบบปฏิบัติการ Android ทั้งสองบริษัทต้องแชร์เทคโนโลยีลับๆ กัน จึงต้องมี NDA สองทางเพื่อป้องกันการรั่วไหล

    อะไรบ้างที่ NDA ปกป้อง?

    ข้อมูลที่ NDA ปกป้องได้หลากหลายมาก:

    1. สูตรและสิทธิบัตร

    • สูตรโค้กที่เป็นความลับมากว่า 100 ปี
    • สูตรยาที่ใช้เวลาวิจัยนานหลายปี
    • เทคโนโลジีใหม่ที่ยังไม่เปิดตัว

    2. ข้อมูลลูกค้า

    • รายชื่อลูกค้าใหญ่
    • พฤติกรรมการซื้อ
    • ข้อมูลส่วนตัว

    3. แผนธุรกิจ

    • แผนการตลาดใหม่
    • การเปิดสาขาในอนาคต
    • ราคาต้นทุนที่แท้จริง

    4. ข้อมูลทางการเงิน

    • ยอดขายที่แท้จริง
    • กำไรขาดทุน
    • แผนการลงทุน

    เรื่องน่ารู้: Netflix มี NDA ที่เข้มงวดมากเกี่ยวกับอัลกอริทึมการแนะนำหนัง เพราะนี่คือหัวใจสำคัญที่ทำให้พวกเขาแตกต่างจากคู่แข่ง

    เมื่อ NDA ถูกละเมิด

    กรณีที่ 1: พนักงาน Tesla รั่วไหลข้อมูล

    ปี 2018 พนักงาน Tesla คนหนึ่งเอาข้อมูลการผลิตภายในไปให้สื่อมวลชน ผลคือเขาถูกฟ้องและต้องชำระค่าเสียหาย นอกจากนี้ยังโดนไล่ออกและมีประวัติที่ทำให้หางานใหม่ยาก

    กรณีที่ 2: บริษัทเทคโนโลยีใหญ่

    มีบริษัทเทคโนโลยีแห่งหนึ่งในไทยที่พนักงานคนหนึ่งไปทำงานให้คู่แข่ง และเอาฐานข้อมูลลูกค้าไปด้วย บริษัทเดิมฟ้องทั้งการผิดสัญญา NDA และขโมยความลับทางการค้า ผลคือค่าเสียหายกว่า 50 ล้านบาท

    สิ่งที่ควรระวังเมื่อเซ็น NDA

    1. อ่านให้เข้าใจก่อนเซ็น

    อย่าเพิ่งรีบเซ็น ให้อ่านให้เข้าใจว่าอะไรถือเป็น “ความลับ” บ้าง

    เคล็ดลับ: ถ้าเขียนว่า “ข้อมูลทั้งหมดที่ได้รับ” แสดงว่ากว้างเกินไป ควรให้เขาระบุชัดเจนว่าอะไรเป็นความลับ

    2. ตรวจสอบระยะเวลา

    NDA บางฉบับผูกมัดตลอดชีวิต บางฉบับมีเวลาจำกัด ตรวจสอบให้ดีว่าคุณต้องเก็บความลับนานแค่ไหน

    3. ดูข้อยกเว้น

    ข้อมูลบางอย่างไม่ถือเป็นความลับ เช่น:

    • ข้อมูลที่เป็นสาธารณะอยู่แล้ว
    • ข้อมูลที่คุณรู้มาก่อนหน้านี้
    • ข้อมูลที่คุณได้จากที่อื่น

    วิธีการคุ้มครองตัวเองเมื่อเซ็น NDA

    1. เก็บหลักฐาน

    เก็บหลักฐานข้อมูลที่คุณมีอยู่แล้วก่อนเซ็น NDA เพื่อไม่ให้เขาอ้างว่าคุณได้ข้อมูลจากเขา

    2. จำกัดขอบเขต

    พยายามให้เขาระบุชัดเจนว่าอะไรเป็นความลับ อย่าให้กว้างจนเกินไป

    3. ปรึกษาทนาย

    หาก NDA ซับซ้อนหรือเกี่ยวข้องกับเงินจำนวนมาก ควรให้ทนายดูก่อน

    เมื่อไหร่ที่ควรใช้ NDA?

    สำหรับเจ้าของธุรกิจ:

    1. เมื่อหาพันธมิตรใหม่: ป้องกันไม่ให้เขาเอาไอเดียไปให้คู่แข่ง
    2. เมื่อจ้างที่ปรึกษาภายนอก: เช่น นักบัญชี ที่ปรึกษากฎหมาย
    3. เมื่อขายธุรกิจ: ผู้ซื้อต้องดูข้อมูลการเงินก่อน ต้องมี NDA ป้องกัน
    4. เมื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่: ป้องกันการรั่วไหลก่อนเปิดตัว

    สำหรับลูกจ้าง:

    1. เมื่อเข้าทำงานใหม่: เรื่องปกติที่ต้องเซ็น
    2. เมื่อเปลี่ยนแผนก: อาจได้ข้อมูลลับใหม่
    3. เมื่อไปฝึกอบรมพิเศษ: อาจได้เรียนรู้เทคนิคใหม่

    เทคนิคการเจรจา NDA

    สำหรับคนให้เซ็น:

    1. อธิบายความจำเป็น: บอกว่าทำไมต้องมี NDA
    2. ให้เวลาอ่าน: อย่ากดดัน ให้เวลาพิจารณา
    3. ยืดหยุ่นได้: หากเขาขอแก้ไขในสิ่งที่สมเหตุสมผล

    สำหรับคนที่ต้องเซ็น:

    1. อย่าเซ็นทันที: ขอเวลาอ่านและทำความเข้าใจ
    2. ถามให้ชัดเจน: สงสัยตรงไหนถามให้เข้าใจ
    3. เจรจาได้: หากรู้สึกว่าเข้มงวดเกินไป พยายามเจรจา

    ข้อจำกัดของ NDA

    1. บังคับใช้ยาก

    แม้จะมี NDA แต่การพิสูจน์ว่ามีการรั่วไหลจริงมักยาก โดยเฉพาะถ้าข้อมูลแพร่ออกไปแล้ว

    2. ขัดกับประโยชน์สาธารณะ

    หาก NDA ใช้ปกปิดความผิดหรือสิ่งที่เป็นอันตรายต่อสาธารณะ ศาลอาจไม่รับรอง

    ตัวอย่าง: พนักงานโรงงานอาจต้องแจ้งหน่วยงานรัฐถ้าเห็นการทิ้งของเสียที่เป็นอันตราย แม้จะมี NDA ก็ตาม

    3. มีกำหนดเวลา

    NDA ไม่ได้ใช้ตลอดกาล เมื่อหมดเวลาแล้ว ข้อมูลอาจไม่เป็นความลับอีก

    เทคโนโลยีช่วย NDA ยุคใหม่

    ปัจจุบันมีซอฟต์แวร์ช่วยจัดการ NDA ทำให้:

    • เซ็นได้ทางออนไลน์
    • ติดตามวันหมดอายุ
    • เก็บประวัติการใช้งาน
    • แจ้งเตือนเมื่อใกล้หมดอายุ

    บริษัทใหญ่อย่าง Mastercard ใช้ระบบดังกล่าวจนสามารถลดเวลาจัดการ NDA จากหลายสัปดาห์เหลือเพียงไม่กี่วัน

    คำแนะนำ

    สัญญารักษาความลับเป็นเครื่องมือสำคัญในโลกธุรกิจ แต่ทั้งคนให้เซ็นและคนที่เซ็นควรใช้อย่างระมัดระวัง:

    สำหรับเจ้าของธุรกิจ:

    • ใช้เมื่อจำเป็นจริงๆ อย่าใช้เพื่อข่มขู่
    • เขียนให้ชัดเจน เฉพาะเจาะจง
    • ยืดหยุ่นในการเจรจา

    สำหรับลูกจ้าง/หุ้นส่วน:

    • อ่านให้เข้าใจก่อนเซ็น
    • สงสัยอะไรถามให้ชัด
    • เจรจาในสิ่งที่ไม่สมเหตุสมผล
    • เก็บหลักฐานป้องกันตัว

    ในยุคที่ข้อมูลมีค่ามากกว่าทอง การรู้จัก NDA และใช้อย่างถูกต้องจะช่วยปกป้องธุรกิจและตัวเราเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่าลืมว่า “ความรู้คือพลัง และความรู้ที่ถูกปกป้องอย่างดีคือพลังที่ยั่งยืน”


    บทความนี้เป็นข้อมูลเพื่อการศึกษาเท่านั้น หากต้องการคำแนะนำทางกฎหมายที่เฉพาะเจาะจง ควรปรึกษาทนายความที่มีความเชี่ยวชาญ

    #hrรีพอร์ต

  • เรื่องเล่าจากโรงงานแกรนิตที่เกือบล้มละลาย

    เมื่อหลายปีก่อน มีโรงงานผลิตหินแกรนิตแห่งหนึ่งที่เกือบจะปิดตัวลง ยอดขายตกลง คนงานลาออกกันเป็นแถว เครื่องจักรเก่าๆ เสียบ่อย ผู้จัดการใหญ่นั่งเศร้าใจอยู่ในออฟฟิศ ไม่รู้จะทำอย่างไร

    แต่แล้วโรงงานนี้ก็กลับมาเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมภายในเวลาเพียงสามปี เกิดอะไรขึ้น? คำตอบอยู่ในหนังสือ “The Fifth Discipline” ของ ปีเตอร์ เซงเก ที่เปลี่ยนวิธีคิดเรื่องการบริหารองค์กรไปตลอดกาล

    เซงเกเล่าให้ฟังว่า ผู้จัดการใหญ่คนนั้นไม่ได้ไปจ้างที่ปรึกษาราคาแพง หรือซื้อเครื่องจักรใหม่ เขาทำสิ่งที่ง่ายแต่ทรงพลัง นั่นคือ สร้างองค์กรแห่งการเรียนรู้

    การเรียนรู้เร็วกว่าคู่แข่ง = อาวุธลับแห่งอนาคต

    “ในอนาคต ข้อได้เปรียบเพียงอย่างเดียวที่ยั่งยืนคือ ความสามารถในการเรียนรู้ของเราที่เร็วกว่าคู่แข่ง” เซงเกเขียนไว้ในหนังสือ

    ลองคิดดูสิครับ Nokia เคยเป็นราชาของโทรศัพท์มือถือ แต่พอ iPhone เข้ามา Nokia ก็ล่มสลาย ไม่ใช่เพราะ Nokia ไม่มีเทคโนโลยี แต่เพราะพวกเขาเรียนรู้ช้าเกินไป ไม่เข้าใจว่าโลกกำลังเปลี่ยน

    หรือดู Kodak ที่เคยครองตลาดฟิล์มถ่ายรูป พอยุคดิจิทัลมาถึง พวกเขายังคิดว่าคนจะยังใช้ฟิล์มอยู่ ผลสุดท้าย? ล้มละลาย

    ในทางตรงกันข้าม ดู Toyota ที่สร้างระบบ “การปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง” (Kaizen) พนักงานทุกคนได้เรียนรู้และเสนอไอเดียการปรับปรุงงานประจำ ผลลัพธ์? Toyota กลายเป็นบริษัทรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

    ห้าวินัยแห่งการเรียนรู้: เครื่องมือสร้างองค์กรแกร่ง

    เซงเกบอกว่า การสร้างองค์กรแห่งการเรียนรู้ต้องอาศัยห้าวินัยหลัก เหมือนนักดนตรีที่ต้องฝึกทักษะพื้นฐานให้แข็งแกร่งก่อนจะเล่นเพลงใหญ่ได้

    วินัยที่ 1: ความเชี่ยวชาญส่วนบุคคล – เริ่มจากตัวเรา

    ลองนึกภาพเชฟระดับโลกอย่าง Gordon Ramsay ทุกวันเขายังคงทดลองเมนูใหม่ เรียนรู้เทคนิคใหม่ แม้จะมีชื่อเสียงแล้วก็ตาม นี่คือ “ความเชี่ยวชาญส่วนบุคคล”

    เซงเกอธิบายว่า คนที่มีความเชี่ยวชาญส่วนบุคคลจะมีลักษณะสำคัญสามข้อ:

    ข้อแรก: รู้จักตัวเอง เหมือนนักกอล์ฟที่รู้ว่าจุดแข็งจุดอ่อนของตัวเองคืออะไร ใส่แต่งอย่างไรจึงจะตีได้ดีที่สุด

    ข้อสอง: มีวิสัยทัศน์ส่วนตัวที่ชัดเจน เหมือน Elon Musk ที่ฝันจะพาคนไปอยู่ดาวอังคาร ทำให้เขาทำงานหนักแต่ไม่เหนื่อย เพราะรู้ว่าทำเพื่ออะไร

    ข้อสาม: อยู่ในสภาวะเรียนรู้ตลอดเวลา เหมือนนักเทนนิสอย่าง Roger Federer ที่อายุ 35 ปีแล้วยังปรับเปลี่ยนวิธีเล่นเพื่อให้แข่งกับคนรุ่นใหม่ได้

    ตัวอย่างจริง: บริษัท 3M มีนโยบาย “15% Time” ให้พนักงานใช้เวลา 15% ไปคิดค้นสิ่งใหม่ๆ Post-it Notes ที่เราใช้กันทุกวันนี้ เกิดจากนโยบายนี้

    วินัยที่ 2: แบบจำลองทางความคิด – เปลี่ยนแว่นสี

    “เราไม่เห็นโลกอย่างที่เป็น เราเห็นโลกอย่างที่เราเป็น” เซงเกยกคำพูดนี้มาอธิบายแบบจำลองทางความคิด

    ลองจินตนาการว่าเราใส่แว่นสีเหลือง ทุกสิ่งที่เห็นจะเป็นสีเหลือง เราอาจลืมไปว่าเราใส่แว่นอยู่ คิดว่าโลกเป็นสีเหลืองจริงๆ “แบบจำลองทางความคิด” ก็เหมือนแว่นสีนี้ – เป็นความเชื่อที่ฝังลึกในใจเรา กำหนดวิธีมองโลก

    เรื่องจริงจากญี่ปุ่น: ในทศวรรษ 1980 บริษัทรถยนต์อเมริกันมองว่า “รถยนต์คุณภาพดี = รถใหญ่ แข็งแกร่ง สิ้นเปลืองน้ำมัน” แต่บริษัทญี่ปุ่นมองว่า “รถยนต์คุณภาพดี = รถประหยัดน้ำมัน ทนทาน เชื่อถือได้”

    ผลลัพธ์? เมื่อเกิดวิกฤตน้ำมันแพง คนหันมาซื้อรถญี่ปุ่น บริษัทอเมริกันเกือบล้มละลาย เพราะไม่เปลี่ยน “แว่นสี” ของตัวเอง

    วิธีเปลี่ยนแบบจำลองทางความคิด:

    • ตั้งคำถามกับสิ่งที่เราเชื่อ “จริงหรือเปล่า?”
    • ฟังความคิดเห็นคนอื่นอย่างใจเปิด
    • ทดลองดูสิ่งใหม่ๆ แม้จะดูแปลกๆ

    ตัวอย่างจริง: Netflix เริ่มต้นเป็นบริษัทส่งแผ่น DVD ทางไปรษณีย์ แต่เมื่อเห็นอินเทอร์เน็ตเร็วขึ้น พวกเขาเปลี่ยน “แว่นสี” มองว่า “อนาคตคือ Streaming” วันนี้ Netflix เป็นยักษ์ใหญ่ แต่ Blockbuster ที่ยึดติดกับการเช่าแผ่นเก่าๆ กลับล้มละลายไป

    วินัยที่ 3: วิสัยทัศน์ร่วม – ฝันเดียวกัน พลังเหลือล้น

    “วิสัยทัศน์ที่แท้จริงไม่ใช่ ‘วิสัยทัศน์ของเรา’ แต่เป็น ‘วิสัยทัศน์ของพวกเรา’” เซงเกเขียนไว้

    ลองนึกถึงทีม Apollo 11 ที่ไปดวงจันทร์ ตั้งแต่คนกวาดพื้นไปจนถึงนักบินอวกาศ ทุกคนรู้ว่าพวกเขาทำงานเพื่อ “นำคนไปสู่ดวงจันทร์และกลับมาอย่างปลอดภัย” ไม่ใช่แค่ทำงานเพื่อเงินเดือน

    เรื่องจริงจากสนามบิน Southwest Airlines: ในช่วงที่สายการบินอื่นๆ แข่งกันเรื่องอาหารเลิศ เก้าอี้นุ่ม Southwest กลับมีวิสัยทัศน์ว่า “ทำให้การบินเหมือนขึ้นรถเมล์ – ถูก รวดเร็ว เชื่อถือได้”

    ทุกคนในองค์กร ตั้งแต่นักบิน แอร์โฮสเตส ไปจนถึงช่างซ่อม ต่างทำงานเพื่อเป้าหมายเดียวกัน ผลลัพธ์? Southwest กลายเป็นสายการบินที่ทำกำไรติดต่อกันนานที่สุดในอเมริกา

    เคล็ดลับสร้างวิสัยทัศน์ร่วม:

    • เริ่มจากการฟังว่าทุกคนต้องการอะไรจริงๆ
    • หาจุดร่วมที่ทุกคนตื่นเต้น
    • ใช้ภาษาที่ทุกคนเข้าใจ ไม่ใช่ภาษาเทคนิค
    • เล่าเรื่องให้น่าตื่นเต้น ไม่ใช่แค่ตัวเลข

    วินัยที่ 4: การเรียนรู้เป็นทีม – 1+1 = 11

    “IQ ของทีมไม่เท่ากับ IQ เฉลี่ยของสมาชิก” เซงเกอธิบาย เขาหมายความว่า ทีมที่ดีจะฉลาดกว่าผลรวมของความฉลาดของสมาชิกแต่ละคน

    เรื่องจริงจากวงดนตรี Beatles: จอห์น เลนนอน และ พอล แม็กคาร์ตนีย์ แต่ละคนเป็นนักดนตรีเก่ง แต่เมื่อมาร่วมงานกัน กลับสร้างเพลงที่ยิ่งใหญ่กว่าที่ใครคนใดคนหนึ่งจะทำได้ เพราะพวกเขา “เรียนรู้เป็นทีม”

    คุณสมบัติของทีมที่เรียนรู้ได้:

    การสนทนาแบบเปิด (Dialogue): ไม่ใช่การโต้เถียงเพื่อชนะ แต่เป็นการสำรวจความคิดร่วมกัน เหมือนการว่ายน้ำในสระใส ต่างคนต่างดำลงไปหาสมบัติใต้น้ำ แล้วกลับขึ้นมาแบ่งปันกัน

    การยอมรับว่าไม่รู้: ในทีมที่เรียนรู้ได้ การพูดว่า “ผมไม่รู้” ไม่ใช่ความอับอาย แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้

    การทดลองร่วมกัน: เหมือนนักวิทยาศาสตร์ที่ทำการทดลอง ล้มเหลวแล้วลองใหม่ ไม่ใช่การทำตามแผนเก่าๆ

    ตัวอย่างจริง: ทีม IDEO (บริษัทออกแบบดังของอเมริกา) มีกฎว่า “ห้ามปฏิเสธไอเดียของคนอื่นทันที” เมื่อมีคนเสนอไอเดีย แม้จะฟังดูบ้าๆ คนอื่นจะช่วยพัฒนาไอเดียนั้นก่อน ด้วยวิธีนี้ IDEO สร้างผลิตภัณฑ์ปฏิวัติอย่าง Apple Mouse, Palm Pilot และอื่นๆ อีกมากมาย

    วินัยที่ 5: การคิดเชิงระบบ – วินัยแห่งการรวมทุกอย่าง

    “การคิดเชิงระบบคือวินัยที่รวมวินัยอื่นๆ ทั้งหมดเข้าด้วยกัน” เซงเกเรียกวินัยนี้ว่า “วินัยที่ห้า” เพราะเป็นหัวใจของทุกอย่าง

    ลองจินตนาการว่าเราเป็นแพทย์ ถ้าคนไข้มาหาด้วยอาการปวดท้อง เราจะดูแค่ท้องอย่างเดียวหรือ? หมอที่เก่งจะดูทั้งตัว ประวัติการกิน การนอน ความเครียด เพราะรู้ว่าร่างกายมนุษย์เป็น “ระบบ” ที่ทุกส่วนเชื่อมโยงกัน

    เรื่องจริงจาก Starbucks: เมื่อ Howard Schultz เข้ามาเป็น CEO เขาไม่ได้มองแค่เรื่องการขายกาแฟ แต่มอง “ระบบ” ทั้งหมด:

    • พนักงาน: ให้สวัสดิการดี ฝึกอบรมเพื่อให้บริการใจดี
    • ลูกค้า: สร้างประสบการณ์ “บ้านหลังที่สาม” (บ้าน-ออฟฟิศ-Starbucks)
    • คุณภาพกาแฟ: เลือกเมล็ดกาแฟคุณภาพสูง
    • บรรยากาศร้าน: ออกแบบให้อบอุ่น น่านั่ง

    ผลลัพธ์? Starbucks กลายเป็นแบรนด์กาแฟที่ใหญ่ที่สุดในโลก

    หลักการคิดเชิงระบบ:

    เห็นภาพใหญ่: ไม่มองแค่ส่วนเล็กๆ แต่มองความเชื่อมโยงทั้งหมด

    มองหาสาเหตุแท้จริง: ถ้าขายไม่ได้ อย่าเพิ่งโทษทีมขาย ลองดูว่าปัญหาอาจมาจากผลิตภัณฑ์ การตลาด หรือการบริการ

    คิดระยะยาว: การแก้ปัญหาแบบด่วนๆ อาจสร้างปัญหาใหม่ในอนาคต

    เมื่อทั้งห้าวินัยมาประสานกัน: เกิดปาฏิหารของการเรียนรู้

    เซงเกเล่าเรื่องทีมบาสเกตบอลที่เล่นได้ดีมาก เมื่อถูกถามว่าทำไม ผู้เล่นคนหนึ่งตอบว่า “เราไม่รู้ครับ บางทีรู้สึกเหมือนทีมมีใจเดียวกัน ลูกไปถึงมือเราโดยที่ไม่ต้องมองหา แต่ละคนรู้ว่าคนอื่นจะอยู่ตรงไหน”

    นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อองค์กรมีทั้งห้าวินัย:

    • ทุกคนพัฒนาตัวเอง (วินัยที่ 1)
    • เปิดใจรับความคิดใหม่ (วินัยที่ 2)
    • มีเป้าหมายร่วมกัน (วินัยที่ 3)
    • เรียนรู้ร่วมกันเป็นทีม (วินัยที่ 4)
    • เข้าใจภาพใหญ่ของทุกอย่าง (วินัยที่ 5)

    บทเรียนสำคัญ: การเปลี่ยนแปลงต้องใช้เวลา

    เซงเกเตือนว่า การสร้างองค์กรแห่งการเรียนรู้ไม่ใช่เวทมนตร์ที่เปลี่ยนในชั่วข้ามคืน เหมือนการปลูกต้นไผ่ ในสามปีแรก เราจะไม่เห็นต้นไผ่งอกขึ้นมาเลย เพราะมันกำลังสร้างรากใต้ดิน แต่พอปีที่สี่ ต้นไผ่จะสูงขึ้น 30 เมตร ภายในเวลาเพียง 6 สัปดาห์

    องค์กรแห่งการเรียนรู้ก็เช่นกัน การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงต้องใช้เวลา ความอดทน และความต่อเนื่อง

    เริ่มต้นจากตัวเรา

    “อย่าคิดว่าองค์กรจะเปลี่ยน ถ้าเราไม่เปลี่ยน” เซงเกเขียนไว้

    ไม่ว่าเราจะเป็นเจ้าของกิจการ ผู้จัดการ หรือพนักงานธรรมดา เราสามารถเริ่มสร้างองค์กรแห่งการเรียนรู้ได้ด้วยการ:

    1. พัฒนาตัวเองก่อน – อ่านหนังสือ เรียนรู้สิ่งใหม่ ฟังความคิดเห็นคนอื่น
    2. เปิดใจกับความคิดใหม่ – อย่ายึดติดกับวิธีเก่าๆ
    3. แชร์วิสัยทัศน์ – บอกคนอื่นว่าเราฝันอะไร ชวนคนอื่นฝันไปด้วยกัน
    4. เรียนรู้จากคนอื่น – ฟังมากกว่าพูด ถามมากกว่าตอบ
    5. มองภาพใหญ่ – อย่าจมกับปัญหาเล็กๆ ลองมองว่าเชื่อมโยงกับอะไรบ้าง

    สรุป: อนาคตเป็นของคนที่เรียนรู้

    ในโลกที่เปลี่ยนแปลงเร็ว ความรู้เก่าจะล้าสมัยไปเร็วเช่นกัน แต่ถ้าเราและองค์กรของเรามีความสามารถในการเรียนรู้ เราจะไม่มีวันล้าสมัย

    อย่างที่เซงเกเขียนไว้ “ปัญหาของเราไม่ใช่ว่าเราไม่รู้ แต่ปัญหาคือเราไม่รู้ว่าเราไม่รู้”

    องค์กรแห่งการเรียนรู้จึงเป็นทั้งศิลปะและวิทยาศาสตร์ของการทำให้คนและองค์กรตื่นรู้ว่า “เรายังไม่รู้อีกเยอะ และนั่นเป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้น”

    วันนี้ เราพร้อมจะเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรแห่งการเรียนรู้แล้วหรือยัง?

    #hrรีพอร์ต

  • คุณเคยสงสัยไหมว่า ทำไมบางครั้งการสื่อสารกับคนรักหรือคู่ครองถึงยากเหลือเกิน เหมือนกับว่าเราพูดคนละภาษากัน หรือมาจากคนละโลกกัน จอห์น เกรย์ นักจิตวิทยาชื่อดัง ได้เขียนหนังสือ “Men Are from Mars, Women Are from Venus” เพื่อตอบคำถามนี้ โดยเปรียบเทียบว่าผู้ชายกับผู้หญิงนั้นแตกต่างกันราวกับมาจากคนละดาวเคราะห์

    วันนี้เราจะมาเล่าเรื่องราวในหนังสือเล่มนี้กัน พร้อมยกตัวอย่างจากชีวิตจริงที่หลายคนอาจจะเจอและรู้สึกคุ้นเคย

    ความแตกต่าง

    เกรย์เริ่มต้นหนังสือด้วยนิทานที่น่าสนใจ กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ผู้ชายอาศัยอยู่บนดาวอังคาร ส่วนผู้หญิงอยู่บนดาวศุกร์ ทั้งสองกลุ่มมีความสุขกับวิถีชีวิตของตัวเอง จนกระทั่งวันหนึ่งพวกเขาได้พบกัน และตกหลุมรักกัน จึงตัดสินใจย้ายมาอยู่ร่วมกันบนโลก

    แต่เมื่อมาอยู่บนโลกแล้ว ทั้งสองกลุ่มกลับลืมไปว่าตัวเองมาจากคนละดาว พวกเขาคาดหวังให้อีกฝ่ายคิดและทำตัวเหมือนตัวเอง เมื่อไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง ปัญหาต่างๆ จึงเกิดขึ้น

    นิทานนี้สะท้อนให้เห็นว่า ความเข้าใจผิดในความสัมพันธ์มักเกิดจากการที่เราลืมไปว่า ผู้ชายและผู้หญิงมีธรรมชาติที่แตกต่างกัน

    ชาวดาวอังคาร: ความเป็นผู้ชาย

    ผู้ชายบนดาวอังคารมีคุณค่าหลักคือ “อำนาจ ความสามารถ ประสิทธิภาพ และความสำเร็จ” พวกเขาทำทุกอย่างเพื่อพิสูจน์ตัวเองและเพิ่มพูนอำนาจของตน

    ลักษณะเด่นของผู้ชาย:

    1. ชอบแก้ปัญหาด้วยตัวเอง เมื่อผู้ชายเจอปัญหา สัญชาตญาณแรกคือการแก้ไขด้วยตัวเอง การขอความช่วยเหลือเป็นทางเลือกสุดท้าย เพราะรู้สึกว่าเป็นการยอมรับความอ่อนแอ

    ตัวอย่าง: เวลาขับรถหลงทาง ผู้ชายมักจะขับไปเรื่อยๆ เพื่อพยายามหาทางเอง แทนที่จะหยุดถามทางหรือดูแผนที่

    2. การหลบเข้าถ้ำ เมื่อเครียดหรือมีปัญหา ผู้ชายมักต้องการเวลาอยู่คนเดียวเพื่อคิดหาทางแก้ไข เกรย์เรียกพฤติกรรมนี้ว่า “การหลบเข้าถ้ำ”

    ตัวอย่าง: หลังจากวันทำงานที่หนัก สมชาย กลับบ้านมาแล้วนั่งดูทีวีเงียบๆ ไม่ค่อยพูดจากับภรรยา ไม่ใช่เพราะเขาไม่รักเธอ แต่เพราะเขาต้องการเวลาในการ “ชาร์จแบตเตอรี่” ของตัวเอง

    3. การสื่อสารแบบตรงไปตรงมา ผู้ชายมักพูดสั้นๆ กระชับ และหมายความตรงตามที่พูด ไม่ค่อยมีความหมายแฝง

    4. ให้ความสำคัญกับความเป็นอิสระ ผู้ชายต้องการรู้สึกว่าตัวเองมีอิสระในการตัดสินใจ การถูกบังคับหรือถูกควบคุมทำให้รู้สึกอึดอัด

    ชาวดาวศุกร์: ความเป็นผู้หญิง

    ผู้หญิงบนดาวศุกร์มีคุณค่าหลักคือ “ความรัก การสื่อสาร ธรรมสุนทรียะ และความสัมพันธ์” พวกเธอให้ความสำคัญกับความรู้สึกและการดูแลซึ่งกันและกัน

    ลักษณะเด่นของผู้หญิง:

    1. ชอบแบ่งปันความรู้สึก ผู้หญิงรู้สึกดีขึ้นเมื่อได้พูดคุยเกี่ยวกับปัญหา แม้ว่าจะยังไม่ได้คำตอบก็ตาม การพูดเป็นวิธีการประมวลผลความรู้สึก

    ตัวอย่าง: มาลีมีปัญหากับเพื่อนร่วมงาน เธอโทรหาเพื่อนเล่าปัญหานี้ตั้งแต่เริ่มต้นจนจบ ไม่ใช่เพราะอยากได้คำแนะนำ แต่เพราะอยากให้คนฟังและเข้าใจความรู้สึกของเธอ

    2. ต้องการความอบอุ่นและการดูแล ผู้หญิงต้องการรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า ได้รับการดูแลเอาใจใส่ และเป็นที่รักของคนรอบข้าง

    3. การสื่อสารแบบละเอียด ผู้หญิงชอบเล่ารายละเอียด บรรยายบรรยากาศ และแสดงความรู้สึกผ่านการพูด

    4. ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ ผู้หญิงมักวัดความสำเร็จจากคุณภาพของความสัมพันธ์ที่มีกับคนรอบข้าง

    ชาวดาวทั้งสองเจอกัน: ปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อย

    1. ปัญหา “นักแก้ปัญหา” กับ “นักพูดคุย”

    สถานการณ์: สุดาเล่าให้สมศักดิ์ฟังว่า “วันนี้เหนื่อยมาก หัวหน้าโมโหตลอดเวลา งานเยอะแยะ กลับบ้านก็ติดรถ แล้วก็…”

    สมศักดิ์ขัดจังหวะ: “งั้นลาออกสิ หางานใหม่” หรือ “เปลี่ยนเส้นทางกลับบ้านสิ”

    ผลลัพธ์: สุดาโกรธเพราะรู้สึกว่าสมศักดิ์ไม่เข้าใจเธอ และไม่ให้เธอพูดจบ

    ความจริง: สุดาไม่ได้ต้องการคำแนะนำ เธอแค่อยากได้คนฟังและเข้าใจความรู้สึกของเธอ ส่วนสมศักดิ์คิดว่าเขากำลังช่วยโดยการให้คำแนะนำ

    2. ปัญหา “การหลบเข้าถ้ำ”

    สถานการณ์: หลังจากมีปัญหาในที่ทำงาน สมชายกลับบ้านมาเงียบๆ นั่งอ่านหนังสือ ไม่ค่อยตอบเมื่อสมใจพยายามพูดคุย

    สมใจคิด: “เขาไม่รักฉันแล้วหรือเปล่า ทำไมไม่ยอมพูดกับฉัน มีเรื่องอะไรซ่อนฉันหรือเปล่า”

    ความจริง: สมชายกำลัง “หลบเข้าถ้ำ” เพื่อแก้ปัญหาและเติมพลังงาน เขาไม่ได้ไม่รักภรรยา แต่เขาต้องการเวลาในการประมวลผล

    3. ปัญหา “นักปรับปรุง”

    สถานการณ์: มานีสังเกตเห็นว่าสามีชอบกินข้าวผัดวันละหลายมื้อ เธอจึงพยายามแนะนำให้เขากินอย่างอื่นบ้าง “ที่รักคะ ลองกินสลัดบ้างนะ ดีต่อสุขภาพ” “วันนี้กินซุปดีกว่า”

    ผลลัพธ์: สามีรู้สึกหงุดหงิดและขัดใจ เพราะรู้สึกว่าภรรยาไม่พอใจในตัวเขา

    ความจริง: มานีทำเพราะความห่วงใย แต่ผู้ชายมักตีความว่าเป็นการวิจารณ์และไม่ยอมรับตัวตนของเขา

    ภาษาแห่งความรัก

    สำหรับผู้ชาย: การใส่ใจดาวศุกร์

    1. เรียนรู้การฟัง เมื่อภรรยาหรือแฟนเล่าปัญหา อย่าพึ่งรีบให้คำแนะนำ แทนที่จะพูดว่า “ทำแบบนี้สิ” ลองพูดว่า “เข้าใจแล้ว คงเหนื่อยมากเลยนะ”

    ตัวอย่างการฟังที่ดี:

    • “แล้วเธอรู้สึกยังไงบ้าง”
    • “เรื่องนี้คงทำให้เธอเครียดมาก”
    • “ฟังแล้วน่าหงุดหงิดจริงๆ”

    2. แสดงความเอาใจใส่ด้วยการกระทำเล็กๆ ผู้หญิงรู้สึกถึงความรักจากรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ

    • ซื้อดอกไม้มาให้โดยไม่มีโอกาสพิเศษ
    • จำได้ว่าเธอชอบกาแฟยี่ห้อไหน
    • ช่วยงานบ้านโดยไม่ต้องขอ
    • ส่งข้อความหวานๆ กลางวัน

    3. อย่าพยายามแก้ไขทุกอย่าง บางครั้งแค่กอดและพูดว่า “เข้าใจแล้ว” ก็เพียงพอแล้ว

    สำหรับผู้หญิง: การเข้าใจดาวอังคาร

    1. ให้เวลาเขา “หลบเข้าถ้ำ” เมื่อผู้ชายเงียบหรือต้องการอยู่คนเดียว อย่าไปตีความว่าเขาไม่รักเรา ให้เวลาเขาแก้ปัญหาและประมวลผลความรู้สึก

    ตัวอย่าง: แทนที่จะถามว่า “ทำไมเงียบ มีเรื่องอะไร” ลองพูดว่า “ถ้าอยากคุยเมื่อไหร่ฉันพร้อมฟังนะ”

    2. แสดงความชื่นชมและขอบคุณ ผู้ชายมีความสุขเมื่อรู้สึกว่าตัวเองมีประโยชน์และเป็นที่ต้องการ

    • “ขอบคุณที่ซ่อมก๊อกน้ำให้”
    • “เก่งมากเลย ทำอาหารอร่อยจัง”
    • “ขอบคุณที่ดูแลครอบครัวได้ดีขนาดนี้”

    3. ขอความช่วยเหลือตรงไปตรงมา แทนที่จะพูดว่า “บ้านรกแตกแยกแล้ว” (และหวังว่าเขาจะเข้าใจว่าต้องการให้ช่วยทำความสะอาด) ลองพูดตรงๆ ว่า “ช่วยเก็บของหน่อยได้ไหม”

    4. อย่าพยายามเปลี่ยนแปลงเขา ยอมรับและชื่นชมในสิ่งที่เขาเป็น แทนที่จะพยายามปรับปรุงให้เป็นแบบที่เราต้องการ

    ตัวอย่างการสื่อสารที่ดีขึ้น

    เดิม: ภรรยา: “วันนี้เหนื่อยมาก เพื่อนร่วมงานไม่ช่วยงาน หัวหน้าเครียด” สามี: “ก็บอกหัวหน้าไปสิว่าเพื่อนร่วมงานไม่ทำงาน” ภรรยา: “ไม่ใช่อย่างนั้น! เธอไม่เข้าใจเลย!”

    ใหม่: ภรรยา: “วันนี้เหนื่อยมาก เพื่อนร่วมงานไม่ช่วยงาน หัวหน้าเครียด” สามี: “เหนื่อยมากเลยสินะ ช่วงนี้งานหนักใช่ไหม” ภรรยา: “ค่ะ หนักมาก แต่พอได้เล่าให้ฟังแล้วรู้สึกดีขึ้น ขอบคุณนะ”

    เทคนิคการให้คะแนนความรัก

    เกรย์แนะนำเทคนิคง่ายๆ ที่เรียกว่า “การให้คะแนนความรัก” ผู้หญิงมักให้คะแนนการกระทำต่างๆ เท่าๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือใหญ่

    ตัวอย่าง:

    • ซื้อรถใหม่ให้ = 1 คะแนน
    • ซื้อดอกไม้ให้ = 1 คะแนน
    • จำวันเกิดได้ = 1 คะแนน
    • ล้างจานหลังอาหาร = 1 คะแนน

    สิ่งนี้ทำให้ผู้ชายหลายคนสับสน เพราะคิดว่าการทำเรื่องใหญ่ๆ ครั้งเดียวจะได้คะแนนมาก แต่จริงๆ แล้วการทำเรื่องเล็กๆ บ่อยๆ จะได้คะแนนมากกว่า

    ความรักแบบไม่มีเงื่อนไข

    หัวใจสำคัญของหนังสือเล่มนี้คือการยอมรับและรักกันในสิ่งที่เราเป็น ไม่ใช่การพยายามเปลี่ยนแปลงกัน

    เกรย์เล่าเรื่องของคู่รักคู่หนึ่ง สามีชอบดูกีฬาทุกเย็น ภรรยาเครียดเพราะคิดว่าเขาไม่สนใจเธอ แต่เมื่อเธอเข้าใจว่านั่นเป็นวิธีผ่อนคลายของเขา เธอก็เริ่มใช้เวลานั้นทำกิจกรรมที่ตัวเองชอบ ผลคือทั้งคู่มีความสุขมากขึ้น

    บทเรียนจากชีวิตจริง

    เรื่องของป้าสมจิตต์และลุงบุญเลิศ

    ป้าสมจิตต์แต่งงานมา 25 ปี เธอเล่าว่าในช่วงแรกๆ มักทะเลาะกับลุงบุญเลิศเรื่องการสื่อสาร ลุงบุญเลิศเป็นคนเงียบ พอมีปัญหาก็จะไปนั่งอ่านหนังสือ ป้าสมจิตต์รู้สึกโดดเดี่ยว

    “ตอนแรกฉันคิดว่าเขาไม่รักฉัน เพราะไม่ยอมพูดคุย แต่พอมาอ่านหนังสือเล่มนี้แล้ว เข้าใจว่าเขาต้องการเวลาคิด ตอนนี้พอเขาเงียบ ฉันก็ไปทำกิจกรรมของฉัน พอเขาพร้อมแล้วเขาจะมาหาฉันเอง”

    เรื่องของน้องแนทและพี่นิค

    น้องแนทเล่าว่า “ก่อนหน้านี้ พอพี่นิคเล่าปัญหาที่ออฟฟิศ ฉันมักจะให้คำแนะนำเลย พี่นิคก็จะบอกว่า ‘ไม่ใช่แบบนั้น เธอไม่เข้าใจ’ ฉันเลยงง ถ้าไม่ต้องการคำแนะนำแล้วเล่าทำไม

    หลังจากอ่านหนังสือเล่มนี้ ฉันเริ่มฟังอย่างเดียว พูดแต่ ‘อื่อ อ่า’ และถามว่า ‘แล้วรู้สึกยังไง’ ปรากฏว่าพี่นิคดูมีความสุขมากขึ้น และยังมาขอบคุณว่าฉันเป็นคนฟังที่ดี”

    ข้อควรระวัง: ไม่ใช่กฎตายตัว

    แม้ว่าหนังสือเล่มนี้จะให้ความรู้ที่มีประโยชน์ แต่เราต้องระวังไม่ให้มันกลายเป็น “กรอบ” ที่แข็งแกร่งเกินไป คนเราแต่ละคนมีความเป็นตัวตนที่ไม่เหมือนกัน มีผู้ชายที่ชอบแบ่งปันความรู้สึก และมีผู้หญิงที่ชอบอยู่คนเดียวเมื่อเครียด

    สิ่งสำคัญคือการสื่อสารกันอย่างเปิดใจ ถามกันตรงๆ ว่า “เวลาเครียดเธออยากให้ฉันทำยังไง” หรือ “เวลาฉันเล่าปัญหา เธออยากให้ฉันพูดแค่ไหน”

    สรุป: การเดินทางสู่ความเข้าใจ

    หนังสือ “ผู้ชายมาจากดาวอังคาร ผู้หญิงมาจากดาวศุกร์” ไม่ได้บอกว่าผู้ชายกับผู้หญิงต้องเป็นแบบไหน แต่ช่วยให้เราเข้าใจว่าความแตกต่างเป็นเรื่องธรรมชาติ และเราสามารถเรียนรู้ที่จะเข้าใจและรักกันในความแตกต่างนั้นได้

    การมีความสัมพันธ์ที่ดีไม่ได้หมายความว่าต้องเหมือนกันทุกอย่าง แต่หมายความว่าเราสามารถเต้นรำคู่กันได้อย่างสวยงาม แม้ว่าจะเต้นคนละแบบก็ตาม

    สิ่งสำคัญที่สุดคือความรัก ความเข้าใจ และการยอมรับ เมื่อเราเข้าใจว่าคนรักของเรามาจาก “ดาวเคราะห์” ที่ต่างออกไป เราก็จะหยุดพยายามเปลี่ยนแปลงเขา และเริ่มเรียนรู้ภาษาของเขาแทน

    ดังที่เกรย์กล่าวไว้ “เมื่อเราให้ความรักแบบที่อีกฝ่ายต้องการได้รับ ไม่ใช่แบบที่เราอยากให้ ความสัมพันธ์ของเราจะเบิกบานและเติบโตไปด้วยกัน”

    การเดินทางจากดาวอังคารและดาวศุกร์มาสู่โลกใบนี้อาจจะไม่ง่าย แต่เมื่อเราเข้าใจและยอมรับกัน ความรักที่แท้จริงก็จะเติบโตขึ้น และชีวิตคู่ของเราจะมีสีสันมากขึ้น ราวกับท้องฟ้าที่มีดาวเคราะห์สวยงามหลายดวงส่องแสงระยิบระยับในคืนที่แจ่มใส

    #hrรีพอร์ต

  • เรื่องเล่าจากห้องประชุม

    วันหนึ่งในปี 2019 ที่มหาวิทยาลัย Stanford ศาสตราจารย์ Ilya Strebulaev นั่งอยู่ในห้องประชุมกับกลุ่มนักลงทุนเสี่ยง (Venture Capitalists) ระดับโลก เขาตั้งคำถามง่ายๆ ที่ทำให้ทุกคนในห้องหยุดคิด

    “ทำไมพวกคุณถึงประสบความสำเร็จได้ขนาดนี้ ทั้งที่ 90% ของสตาร์ทอัพที่คุณลงทุนจะล้มเหลว?”

    คำตอบที่ได้กลับมาทำให้เขาตระหนักว่า ความคิดของนักลงทุนเสี่ยงไม่ใช่แค่เรื่องของการลงทุน แต่เป็นแนวคิดที่สามารถนำมาใช้กับทุกด้านของชีวิต

    หนังสือ “The Venture Mindset” จึงเกิดขึ้นจากการค้นพบนี้ เป็นหนังสือที่จะพาเราไปรู้จักวิธีคิดที่แตกต่าง วิธีคิดที่จะช่วยให้เราเผชิญกับความไม่แน่นอนของโลกได้อย่างชาญฉลาด

    ทำไมการล้มเหลวถึงนำไปสู่ความสำเร็จ

    ลองนึกภาพว่าคุณเป็นนักลงทุน วันนี้คุณต้องตัดสินใจลงทุนในบริษัทสตาร์ทอัพ 10 บริษัท คุณรู้อยู่แล้วว่า 7-8 บริษัทจะล้มเหลว 1-2 บริษัทจะอยู่รอดแต่ไม่โตมาก และมีโอกาสเพียง 1 บริษัทเดียวที่จะประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่

    คนธรรมดาอาจคิดว่า “นี่มันแย่มาก อัตราการล้มเหลวสูงขนาดนี้” แต่นักลงทุนเสี่ยงกลับคิดว่า “เยี่ยมเลย ถ้าบริษัทหนึ่งบริษัทที่ประสบความสำเร็จให้ผลตอบแทน 100 เท่า มันจะชดเชยความเสียหายจากอีก 9 บริษัทที่ล้มเหลว”

    ตัวอย่างชัดเจนคือ Peter Thiel ผู้ร่วมก่อตั้ง PayPal เขาลงทุนในบริษัทต่างๆ มากมาย ส่วนใหญ่ล้มเหลว แต่การลงทุน 500,000 ดอลลาร์ใน Facebook เมื่อปี 2004 กลับให้ผลตอบแทนมากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ การลงทุนเพียงครั้งเดียวนี้ชดเชยความเสียหายจากการลงทุนที่ล้มเหลวหลายสิบครั้ง

    หลักการแรก: Portfolio Thinking – คิดแบบกระจายไข่

    หลักการสำคัญที่สุดของ Venture Mindset คือการคิดแบบ Portfolio หรือการกระจายความเสี่ยง แต่ไม่ใช่แค่การกระจายเงินลงทุน หากแต่เป็นการปรับเปลี่ยนวิธีคิดทั้งหมด

    ตัวอย่างในชีวิตจริง:

    นาย A ทำงานบริษัทเดียวมา 15 ปี เขียนโปรแกรมเก่ง เงินเดือนดี แต่วันหนึ่งบริษัทปิดตัว เขาตกงาน ไม่มีทักษะอื่น ไม่มีเครือข่าย หางานใหม่ยาก

    นาย B ทำงานหลักที่บริษัทหนึ่ง แต่ขณะเดียวกันเขาสอนออนไลน์ มีธุรกิจเล็กๆ ขายของออนไลน์ เขียนบล็อก และมีการลงทุนหุ้นหลายตัว เมื่อโควิดมา บริษัทเขาลดเงินเดือน แต่คอร์สออนไลน์และธุรกิจขายของออนไลน์กลับเติบโต ทำให้รายได้รวมเพิ่มขึ้น

    นี่คือความแตกต่างระหว่างการคิดแบบเก่า (ใส่ไข่ใบเดียว) กับ Portfolio Thinking (กระจายไข่หลายใบ)

    หลักการที่สอง: Asymmetric Risk – เสี่ยงไม่สมมาตร

    คำว่า “Asymmetric Risk” ฟังดูซับซ้อน แต่จริงๆ แล้วหมายถึงการหาโอกาสที่ “เสียนิดหน่อย แต่ได้เยอะมาก”

    ตัวอย่างง่ายๆ:

    คุณเห็นงานเสวนาที่มีค่าเข้าร่วม 5,000 บาท ในงานจะมีผู้บริหารระดับสูงจากบริษัทที่คุณฝันอยากทำงานด้วย

    • กรณีแย่ที่สุด: คุณเสียเงิน 5,000 บาท และเวลา 1 วัน
    • กรณีดีที่สุด: คุณได้พบผู้บริหาร สร้างเครือข่าย และได้งานใหม่ที่เงินเดือนสูงกว่าเดิม 50,000 บาท/เดือน

    นี่คือ Asymmetric Risk คุณเสี่ยง 5,000 บาท แต่อาจได้ผลตอบแทนหลักแสนถึงหลักล้าน

    ตัวอย่างจากธุรกิจจริง:

    Reid Hoffman ผู้ก่อตั้ง LinkedIn เล่าว่า เมื่อเขาเริ่มต้น LinkedIn เขาใช้เงินเพียง 5 ล้านดอลลาร์ในการทดลอง หากล้มเหลว เขาเสียแค่ 5 ล้านดอลลาร์ แต่เมื่อประสบความสำเร็จ LinkedIn มีมูลค่ามากกว่า 20 พันล้านดอลลาร์

    หลักการที่สาม: Fast Failure – ล้มเหลวให้เร็ว เรียนรู้ให้มาก

    สิ่งที่นักลงทุนเสี่ยงทำได้ดีคือการยอมรับว่าความล้มเหลวเป็นเรื่องปกติ และสิ่งสำคัญคือต้องล้มเหลวให้เร็วที่สุด เพื่อได้เรียนรู้และปรับปรุง

    เรื่องจริงจาก Google:

    ทีม Google เคยทำโปรเจกต์ชื่อ Google Wave ใช้เงินหลายล้านดอลลาร์ พัฒนามา 2 ปี แต่เมื่อเปิดตัวแล้วไม่มีคนใช้ แทนที่จะยืนยันว่าผลิตภัณฑ์ดี Google ตัดสินใจปิดโปรเจกต์ทันที

    ความรู้และประสบการณ์จาก Google Wave ถูกนำไปใช้พัฒนา Google Docs และ Google Meet ที่ประสบความสำเร็จมาก

    นี่คือหลักการ Fast Failure – ล้มเหลวเร็ว เรียนรู้เร็ว และนำไปสู่ความสำเร็จครั้งต่อไป

    การนำ Venture Mindset มาใช้ในชีวิตประจำวัน

    1. ในการทำงาน

    แทนที่จะ: มุ่งมั่นทำงานเดิมๆ เก็บเงินใส่ธนาคาร หวังความมั่นคง

    ให้ลอง: สร้าง Portfolio Career

    • ทำงานหลัก 80% ของเวลา
    • สร้างธุรกิจข้างเคียง 15% ของเวลา
    • เรียนรู้ทักษะใหม่ 5% ของเวลา

    ตัวอย่างจริง: พี่สาวของผู้เขียนทำงานพนักงานบัญชี แต่เริ่มขายขนมออนไลน์ในเวลาว่าง เมื่อโควิดมา บริษัทลดเงินเดือน แต่ธุรกิจขนมกลับเติบโต จนตอนนี้เธอลาออกจากงานประจำ มีรายได้จากขนมมากกว่าเงินเดือนเก่า 3 เท่า

    2. ในการลงทุน

    แทนที่จะ: เก็บเงินใส่ธนาคาร เสียดายถ้าหุ้นขาดทุน

    ให้ลอง: กระจายการลงทุน

    • 70% ในสิ่งที่มั่นคง (เงินฝาก, กองทุนรวม, หุ้นใหญ่)
    • 20% ในสิ่งที่มีความเสี่ยงปานกลาง (หุ้นโตเร็ว, กองทุน Thematic)
    • 10% ในสิ่งที่เสี่ยงสูงแต่อาจได้มาก (สตาร์ทอัพ, คริปโต, หุ้นเล็ก)

    ตัวอย่าง: นายหนึ่งในกรุงเทพฯ ลงทุนหุ้น PTT 100,000 บาท ได้กำไร 20% ในปีดี ขาดทุน 10% ในปีแย่ แต่เขาแบ่งเงิน 10,000 บาท ซื้อหุ้น Shopee ตั้งแต่ปี 2020 ราคาหุ้น 30 เหรียญ ตอนนี้ 10,000 บาทนั้นกลายเป็น 300,000 บาท

    3. ในการเรียนรู้

    แทนที่จะ: เรียนในสาขาเดียว เชี่ยวชาญลึกๆ

    ให้ลอง: T-Shaped Learning

    • เรียนรู้หลักในสาขาหนึ่ง (เส้นตั้งของตัว T)
    • เรียนรู้พื้นฐานหลายสาขา (เส้นนอนของตัว T)

    ตัวอย่าง: โปรแกรมเมอร์คนหนึ่งเรียนรู้ดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง, การเงิน, และจิตวิทยา ทำให้เขาสามารถพัฒนาแอปที่ตอบโจทย์ผู้ใช้ได้ดีกว่า และเจรจากับนักลงทุนได้ดีกว่าโปรแกรมเมอร์ทั่วไป

    ความล้มเหลวที่กลายเป็นแรงบันดาลใจ

    James Dyson ผู้ประดิษฐ์เครื่องดูดฝุ่น Dyson ล้มเหลวในการทำต้นแบบ 5,126 ครั้ง ใช้เงินทั้งหมดจนเกือบล้มละลาย แต่เขาไม่ยอมแพ้

    ในครั้งที่ 5,127 เขาทำสำเร็จ และต้นแบบนั้นกลายเป็นเครื่องดูดฝุ่นที่ขายดีที่สุดในโลก ทำให้เขากลายเป็นมหาเศรษฐี

    Dyson เล่าว่า “ผมไม่เคยคิดว่าการล้มเหลว 5,126 ครั้งคือความล้มเหลว ผมคิดว่าเป็นการเรียนรู้ 5,126 วิธีที่ไม่ได้ผล”

    นี่คือแก่นแท้ของ Venture Mindset – การมองความล้มเหลวเป็นข้อมูล ไม่ใช่การพ่ายแพ้

    กฎเหล็ก 3 ข้อของ Venture Mindset

    กฎข้อที่ 1: 10-20-70

    • 10% ของสิ่งที่คุณทำจะประสบความสำเร็จเหนือความคาดหมาย
    • 20% จะได้ผลปานกลาง
    • 70% จะล้มเหลวหรือได้ผลต่ำกว่าคาด

    การรู้อัตราส่วนนี้จะทำให้คุณไม่ผิดหวังเมื่อสิ่งที่ทำล้มเหลว และจะมีกำลังใจทำต่อไป

    กฎข้อที่ 2: การคำนวณ Risk-Reward

    ก่อนทำอะไร ให้ถามตัวเองเสมอ

    • เสียมากสุดเท่าไหร่?
    • ได้มากสุดเท่าไหร่?
    • โอกาสสำเร็จเท่าไหร่?

    ถ้าสิ่งที่ได้มากกว่าสิ่งที่เสียอย่างชัดเจน ให้ลองทำ

    กฎข้อที่ 3: การตั้ง Kill Criteria

    ก่อนเริ่มโปรเจกต์ใดๆ ให้กำหนดเงื่อนไขการยุติไว้ล่วงหน้า

    • ถ้าใช้เงินเกิน X บาท โดยไม่เห็นผล ให้หยุด
    • ถ้าใช้เวลาเกิน Y เดือน โดยไม่มีความก้าวหน้า ให้หยุด
    • ถ้าได้ข้อมูลว่าทิศทางผิด ให้หยุดทันที

    แผนปฏิบัติการ 30 วัน

    สัปดาห์ที่ 1-2: การประเมินสถานการณ์

    • เขียนรายการสิ่งที่คุณกำลังทำ (งาน, การลงทุน, งานอดิเรก)
    • จัดกลุ่มว่าอะไรเสี่ยงสูง อะไรเสี่ยงต่ำ
    • ประเมินว่าคุณกระจายความเสี่ยงมากแค่ไหน

    สัปดาห์ที่ 3: การทดลองเล็กๆ

    • เลือก 3 สิ่งใหม่ที่อยากลอง (เสี่ยงต่ำ แต่อาจได้ผลดี)
    • กำหนดงบประมาณและเวลาที่ใช้
    • เริ่มทำอย่างใดอย่างหนึ่ง

    สัปดาห์ที่ 4: การประเมินผลและปรับแผน

    • ดูผลการทดลองในสัปดาห์ที่ 3
    • ตัดสินใจว่าจะทำต่อ ปรับปรุง หรือหยุด
    • วางแผนสำหรับการทดลองครั้งต่อไป

    สรุป: การเดินทางสู่ความคิดใหม่

    The Venture Mindset ไม่ใช่แค่หนังสือเกี่ยวกับการลงทุน แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงวิธีคิดทั้งหมด เป็นการเปลี่ยนจาก “หลีกเลี่ยงความเสี่ยง” เป็น “จัดการความเสี่ยงอย่างชาญฉลาด”

    ในโลกที่เปลี่ยนแปลงเร็วอย่างทุกวันนี้ การมีความคิดแบบ Venture Mindset จะช่วยให้เราไม่เพียงแค่อยู่รอดในความไม่แน่นอน แต่ยังเติบโตและเจริญรุ่งเรืองไปด้วย

    จำไว้ว่า ชีวิตเหมือนเกมโป๊กเกอร์ เราไม่สามารถควบคุมไพ่ที่ได้ แต่เราควบคุมวิธีการเล่นได้ และคนที่เก่งที่สุดไม่ใช่คนที่ได้ไพ่ดีที่สุด แต่เป็นคนที่รู้ว่าเมื่อไหร่ควรเล่น เมื่อไหร่ควรพับ และเมื่อไหร่ควรเล่นใหญ่

    การมี Venture Mindset คือการเปลี่ยนจากคนที่กลัวการเปลี่ยนแปลง เป็นคนที่พร้อมจะเปลี่ยนแปลงโลก และนั่นคือสิ่งที่จะทำให้ชีวิตของเราแตกต่างจากคนอื่นๆ อย่างสิ้นเชิง

    #hrรีพอร์ต