• ชายคนหนึ่งที่อยากทำทุกอย่าง

    มาร์คเป็นนักการตลาดหนุ่มที่ทำงานในบริษัทเทคโนโลยี เขาเป็นคนที่พูดว่า “ใช่” กับทุกเรื่อง เมื่อเพื่อนร่วมงานขอให้ช่วยทำโปรเจกต์ เขาพูดว่า “ใช่” เมื่อหัวหน้าขอให้เข้าประชุมเพิ่ม เขาพูดว่า “ใช่” เมื่อลูกค้าขอให้แก้งานเล็กๆ น้อยๆ เขาก็พูดว่า “ใช่” เช่นกัน

    แต่แล้ววันหนึ่ง มาร์คก็พบว่าตัวเองกำลังจมอยู่ในงานมากมาย เขาตื่นตั้งแต่หกโมงเช้าเพื่อตอบอีเมล ทำงานไปจนดึกดื่น กลับบ้านมาก็นั่งต่องานที่ยังเหลืออยู่ ช่วงสุดสัปดาห์ที่ควরจะเป็นเวลาพักผ่อนกลับกลายเป็นเวลาทำงานต่อ

    ที่แย่กว่านั้นคือ แม้เขาจะทำงานหนักมาก แต่ผลลัพธ์กลับไม่ดีเท่าที่ควร งานแต่ละชิ้นได้แค่ 60-70% ของความสามารถจริงของเขา เพราะเวลาและพลังงานถูกกระจายไปหมด เขารู้สึกเหมือนวิ่งอยู่บนเครื่องวิ่งที่หยุดไม่ได้ วิ่งไปเรื่อยๆ แต่ไม่ไปถึงไหนเลย

    เรื่องราวของมาร์คคือเรื่องราวของคนส่วนใหญ่ในยุคนี้ เราอยากเป็น “คนที่ทำได้ทุกอย่าง” แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือเราไม่มีอะไรเลย

    การค้นพบหนทางใหม่

    วันหนึ่ง มาร์คได้ไปฟังเสียงบรรยายของ Greg McKeown ผู้เขียนหนังสือ “Essentialism: The Disciplined Pursuit of Less” ประโยคแรกที่เขาได้ยินทำให้เขาต้องตกใจ

    “ถ้าคุณไม่เลือกสิ่งที่จะทำ คนอื่นจะเลือกให้คุณ”

    McKeown เล่าเรื่องของตัวเองว่า เขาเคยเป็นคนที่พูด “ใช่” กับทุกอย่าง จนกระทั่งวันหนึ่งเขาต้องเลือกระหว่างการไปงานประชุมสำคัญหรืออยู่กับภรรยาที่กำลังจะคลอดลูก เขาเลือกไปประชุม แต่ตลอดเวลาในห้องประชุม ใจเขากลับอยู่กับครอบครัว

    นั่นคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้เขาตระหนักว่า การพยายามทำทุกอย่างนั้นแท้จริงแล้วคือการไม่ทำอะไรเลย หรือทำแต่ไม่ได้คุณภาพ

    หลักการของ Essentialism คืออะไร?

    Essentialism ไม่ใช่เรื่องของการจัดการเวลาหรือการเพิ่มประสิทธิภาพ แต่เป็นเรื่องของการเลือก การตัดสินใจอย่างมีสติว่าอะไรคือสิ่งที่สำคัญจริงๆ ในชีวิตเราแล้วมุ่งเน้นไปที่นั่น

    หลักการพื้นฐานมี 3 ข้อ:

    1. เรามีสิทธิ์เลือก (Individual Choice)

    เชียงใหม่มีร้านก๋วยเตี้ยวเป็นร้อยร้าน แต่ร้านที่อร่อยจริงๆ มีแค่ไม่กี่ร้าน ชีวิตเราก็เหมือนกัน มีทางเลือกมากมาย แต่ทางเลือกที่คุ้มค่าจริงๆ มีแค่ไม่กี่ทาง

    หลายคนคิดว่าตัวเองไม่มีทางเลือก ต้องทำตามที่คนอื่นบอก ต้องไปงานทุกงาน ต้องตอบรับทุกคำขอ แต่ความจริงแล้ว เราเลือกได้เสมอ แม้จะเป็นการเลือกที่ยาก

    ตัวอย่าง: สมชายที่ทำงานบริษัทแห่งหนึ่ง เขาได้รับเชิญให้ไปงานเลี้ยงของบริษัท งานแต่งงานของเพื่อน และงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในวันเดียวกัน แทนที่จะพยายามไปทั้ง 3 งาน เขาเลือกไปแค่งานแต่งงานเพื่อน เพราะมิตรภาพสำคัญกว่าการประชาสัมพันธ์ตัวเอง

    2. เรื่องส่วนใหญ่ไม่สำคัญ (The Few Vital Many)

    นักเศรษฐศาสตร์ชื่อ Vilfredo Pareto ค้นพบกฎ 80/20 ที่บอกว่า 20% ของสิ่งที่เราทำจะสร้างผลลัพธ์ 80% ของความสำเร็จ

    ในการทำงาน: 20% ของลูกค้าให้รายได้ 80% ของบริษัท ในการเรียน: 20% ของเนื้อหาจะออกสอบ 80% ของข้อสอบ
    ในชีวิต: 20% ของกิจกรรมจะสร้างความสุข 80% ของชีวิตเรา

    ปัญหาคือเรามักใช้เวลาไปกับ 80% ที่ไม่ค่อยสำคัญ แทนที่จะโฟกัสไปที่ 20% ที่สำคัญจริง

    ตัวอย่าง: นิดาเป็นนักเขียนอิสระ เธอใช้เวลาไปกับการตอบข้อความใน Facebook, การอ่านอีเมล, การดูข่าวออนไลน์วันละ 4-5 ชั่วโมง แต่ใช้เวลาเขียนแค่ 2 ชั่วโมง เธอพบว่าการเขียน 2 ชั่วโมงนั้นสร้างรายได้และความสุขให้เธอมากกว่ากิจกรรมอื่นๆ ทั้งหมด

    3. การแลกเปลี่ยนหลีกเลี่ยงไม่ได้ (Trade-off)

    เราไม่สามารถมีทุกอย่างได้ ถ้าเราเลือกสิ่งหนึ่ง เราต้องยอมสละอีกหลายสิ่ง และนั่นไม่เป็นไร เพราะสิ่งที่เราเลือกนั้นมีค่ากว่า

    Warren Buffett เศรษฐีอันดับต้นๆ ของโลกเคยบอกว่า ความแตกต่างระหว่างคนประสบความสำเร็จกับคนที่ประสบความสำเร็จมากคือ คนที่ประสบความสำเร็จมากจะพูด “ไม่” กับเกือบทุกอย่าง

    ตัวอย่าง: แอปเปิลในสมัย Steve Jobs มีผลิตภัณฑ์น้อยมาก เมื่อเทียบกับคู่แข่ง แต่ทุกผลิตภัณฑ์ที่พวกเขาทำออกมาเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในประเภทของมัน เพราะพวกเขาโฟกัสไปที่การทำให้สิ่งน้อยๆ นั้นสมบูรณ์แบบ

    3 ขั้นตอนสู่การเป็น Essentialist

    ขั้นที่ 1: สำรวจ (Explore)

    ก่อนจะตัดสินใจว่าอะไรสำคัญ เราต้องหาเวลาสำรวจตัวเองก่อน เหมือนนักสำรวจที่ไม่รีบร้อน แต่สังเกตดูสิ่งรอบตัวอย่างระมัดระวัง

    การหาเวลาเงียบ: ในโลกที่เต็มไปด้วยเสียงรบกวน การหาเวลาที่เงียบสงบเป็นสิ่งจำเป็น Bill Gates มีนิสัยหาเวลาไปคิดคนเดียว 2 สัปดาห์ทุกปี โดยไม่มีใครมารบกวน เขาเรียกช่วงนี้ว่า “Think Week”

    ตัวอย่าง: มานีเป็นแม่ค้าขายของออนไลน์ เธอมักรู้สึกสับสนว่าควรขายสินค้าประเภทไหนต่อไป เธอจึงหาเวลาเช้าวันเสาร์ก่อนที่ใครจะตื่น นั่งกับสมุดและปากกา เขียนคำถามง่ายๆ: “อะไรทำให้ฉันมีความสุขที่สุดในการขาย?” หลังจากคิดไป 30 นาที เธอพบคำตอบว่าการขายของเด็กทำให้เธอมีความสุขมากที่สุด เพราะได้เห็นรอยยิ้มของเด็กๆ

    การเล่น: การเล่นไม่ใช่เรื่องเบาๆ แต่เป็นวิธีที่สมองค้นพบความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ Google มีช่วงเวลา 20% ให้พนักงานทำโปรเจกต์ที่ชอบ Gmail และ Google Maps เกิดจากช่วงเวลานี้

    การนอนหลับ: หลายคนคิดว่าการนอนน้อยจะทำงานได้มากขึ้น แต่จริงๆ แล้วการนอนพอเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด เมื่อเรานอนพอ สมองจะทำงานได้ดีขึ้น ตัดสินใจได้ดีขึ้น และมีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น

    ตัวอย่าง: ดรรชนีเป็นนักออกแบบกราฟิก เขาเคยทำงานจนดึกทุกวัน แต่พบว่าไอเดียที่คิดหลังเที่ยงคืนมักไม่ดี เขาจึงเปลี่ยนมานอนเร็วขึ้น ตื่นเช้าขึ้น ผลที่ได้คือไอเดียดีขึ้น งานเสร็จเร็วขึ้น และมีเวลาให้ครอบครัวมากขึ้น

    ขั้นที่ 2: กำจัด (Eliminate)

    เมื่อเรารู้แล้วว่าอะไรสำคัญ สิ่งที่ยากที่สุดคือการกล้าปฏิเสธสิ่งที่ไม่สำคัญ แม้มันจะดูดีหรือน่าสนใจ

    กฎ 90%: เมื่อมีโอกาสใหม่มา ให้ประเมินว่าโอกาสนั้นตรงกับเป้าหมายหลักของเราแค่ไหน ถ้าไม่ถึง 90% ให้ถือว่ามันคือ 0% แล้วปฏิเสธเลย

    ตัวอย่าง: กิตติเป็นโปรแกรมเมอร์ เป้าหมายหลักของเขาคือการเป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน AI วันหนึ่งเพื่อนเชิญให้ไปร่วมทำ startup ขายอาหาร แม้จะเป็นโอกาสดีและได้เงินเยอะ แต่เขาตัดสินใจปฏิเสธ เพราะมันไม่ตรงกับเป้าหมายหลักของเขา

    วิธีการพูด “ไม่” อย่างสุภาพ:

    • “ขอบคุณที่นึกถึงผม แต่ตอนนี้ผมมีความสำคัญเร่งด่วนอื่นอยู่”
    • “เรื่องนี้ฟังดูน่าสนใจมาก แต่ผมไม่สามารถให้เวลาที่เหมาะสมกับมันได้”
    • “ผมอยากช่วยจริงๆ แต่ถ้าผมรับ ผมกลัวว่าจะทำได้ไม่ดีพอ”

    การแยกสิ่งสำคัญออกจากสิ่งเร่งด่วน: หลายอย่างที่ดูเร่งด่วนไม่ได้สำคัญจริง เราต้องเรียนรู้ที่จะโฟกัสไปที่สิ่งที่สำคัญแต่ไม่เร่งด่วน

    ตัวอย่าง: สมศรีเป็นครู เธอพบว่าตัวเองใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการตอบข้อความของผู้ปกครอง, การทำเอกสารรายงาน, การประชุมต่างๆ แต่เวลาที่ใช้กับการเตรียมสอนและพัฒนาตัวเองกลับน้อยมาก เธอจึงกำหนดเวลาเฉพาะสำหรับการตอบข้อความ (เช้าและเย็น) และปฏิเสธการประชุมที่ไม่จำเป็น เพื่อใช้เวลานั้นพัฒนาการสอน

    ขั้นที่ 3: ดำเนินการ (Execute)

    การรู้ว่าอะไรสำคัญยังไม่พอ เราต้องทำให้มันเกิดขึ้นจริง และทำให้มันง่ายขึ้น

    สร้างระบบ ไม่ใช่เป้าหมาย: แทนที่จะตั้งเป้าหมายว่า “จะออกกำลังกาย” ให้สร้างระบบโดยเตรียมชุดออกกำลังกายไว้หน้าเตียง ตั้งนาฬิกาปลุกเร็วขึ้น 30 นาที และหาเพื่อนออกกำลังกายด้วย

    ตัวอย่าง: อนันต์อยากเขียนหนังสือ แทนที่จะตั้งเป้าหมายว่า “จะเขียนหนังสือให้เสร็จในปีนี้” เขากำหนดว่าจะเขียนวันละ 500 คำก่อนอาหารเช้า ตั้งข้อความในโทรศัพท์เตือนทุกเย็นให้เตรียมโต๊ะเขียน และปิดอินเทอร์เน็ตในช่วงเขียน ผลคือ ในหนึ่งปีเขาเขียนหนังสือเสร็จ 2 เล่ม

    การเตรียมพร้อมรับมืออุปสรรค: ก่อนเริ่มทำสิ่งสำคัญ ให้คิดว่าอุปสรรคอะไรที่อาจเกิดขึ้น แล้วเตรียมแผนรับมือไว้

    การทำทีละเล็กละน้อย: ความสำเร็จใหญ่เกิดจากการสะสมของสิ่งเล็กๆ ที่ทำอย่างสม่ำเสมอ ดีกว่าการทำใหญ่ครั้งเดียวแล้วหยุด

    ตัวอย่าง: วรรณเป็นคนขี้เกียจอ่านหนังสือ เธอตั้งเป้าหมายอ่านหนังสือวันละ 2 หน้า (แค่ 5 นาที) แทนที่จะพยายามอ่านทั้งเล่มในวันเดียว ผลคือ ในหนึ่งปีเธออ่านหนังสือได้ 15 เล่ม มากกว่าที่เธอเคยอ่านในช้วงชีวิต 10 ปีที่ผ่านมา

    เทคนิคพิเศษสำหรับ Essentialist

    การใช้ “Minimum Viable Progress”

    แทนที่จะรอจนกว่าจะมีเวลาเยอะๆ ถึงจะเริ่มทำสิ่งสำคัญ ให้เริ่มจากสิ่งเล็กที่สุดที่ทำได้

    ตัวอย่าง: ประยุทธ์อยากเรียนภาษาอังกฤษ แต่คิดว่าต้องมีเวลาวันละ 2 ชั่วโมงถึงจะเรียนได้ เขาจึงไม่เริ่มสักที แต่หลังจากอ่าน Essentialism เขาเริ่มจากการเรียนคำศัพท์วันละ 5 คำระหว่างเดินทางไปทำงาน ใน 6 เดือน เขารู้คำศัพท์ใหม่กว่า 900 คำ และเริ่มกล้าใช้ภาษาอังกฤษในการทำงาน

    กฎ 10/10/10

    ก่อนตัดสินใจเรื่องใหญ่ ให้ถามตัวเองว่า “10 นาทีข้างหน้า, 10 เดือนข้างหน้า, และ 10 ปีข้างหน้า เราจะรู้สึกยังไงกับการตัดสินใจนี้?”

    ตัวอย่าง: น้องมิวได้รับเชิญไปงานเลี้ยงวันเสาร์ แต่เธอต้องการเวลาเตรียมสอบ เมื่อคิดตามกฎนี้:

    • 10 นาทีข้างหน้า: รู้สึกดีที่ได้ไปเที่ยว
    • 10 เดือนข้างหน้า: ไม่มีผลอะไร
    • 10 ปีข้างหน้า: การสอบผ่านจะมีผลต่อการเรียนต่อและอนาคต

    เธอจึงตัดสินใจอยู่บ้านเตรียมสอบ

    การสร้าง “Essential Intent”

    แทนที่จะมีเป้าหมายหลายอย่าง ให้มีเป้าหมายเดียวที่ชัดเจน เฉพาะเจาะจง และวัดผลได้

    ตัวอย่าง:

    • แทนที่จะบอกว่า “อยากสุขภาพดี” → “จะวิ่งออกกำลังกายทุกวันอังคาร พฤหัส เสาร์ เวลา 6 โมงเช้า อย่างน้อย 30 นาที”
    • แทนที่จะบอกว่า “อยากประสบความสำเร็จในงาน” → “จะเพิ่มยอดขายของทีมให้ได้ 25% ภายใน 6 เดือนโดยการพัฒนาทักษะการขายของสมาชิกในทีม”

    เรื่องราวจบของมาร์ค

    หลังจากเรียนรู้หลัก Essentialism มาร์คเริ่มเปลี่ยนแปลงชีวิต เขาใช้เวลา 1 สัปดาห์ทบทวนงานทั้งหมดที่ทำอยู่ และพบว่างานที่สร้างผลลัพธ์จริงๆ มีแค่ 3 งานจาก 15 งานที่ทำ

    เขาเริ่มพูด “ไม่” กับงานอื่นๆ และโฟกัสไปที่ 3 งานหลัก ในช่วงแรกเพื่อนร่วมงานบางคนไม่เข้าใจ แต่เมื่อเห็นว่างานที่เขาทำมีคุณภาพสูงขึ้นมาก พวกเขาก็เริ่มเข้าใจ

    หลังจาก 6 เดือน มาร์คได้เลื่อนตำแหน่งเป็นหัวหน้าทีม ไม่ใช่เพราะเขาทำงานมากที่สุด แต่เพราะเขาทำงานที่สำคัญที่สุดได้ดีที่สุด เขามีเวลาให้ครอบครัวมากขึ้น มีเวลาอ่านหนังสือและออกกำลังกาย และรู้สึกมีความสุขมากกว่าเดิม

    สิ่งที่เปลี่ยนไปไม่ใช่แค่การทำงาน แต่เป็นมุมมองต่อชีวิต เขาเข้าใจแล้วว่า “มีน้อยแต่ดี” ดีกว่า “มีเยอะแต่ไร้คุณภาพ”

    สรุป: ศิลปะแห่งการเลือก

    Essentialism ไม่ใช่เรื่องของการขี้เกียจหรือทำงานน้อย แต่เป็นเรื่องของความกล้าหาญในการเลือก ความกล้าที่จะพูดว่า “ไม่” กับสิ่งดีๆ มากมาย เพื่อพูดว่า “ใช่” กับสิ่งที่ยอดเยี่ยมจริงๆ

    ในโลกที่มีตัวเลือกมากมาย คนที่จะประสบความสำเร็จคือคนที่เลือกได้ดี ไม่ใช่คนที่ทำได้มากที่สุด

    การเป็น Essentialist ไม่ได้หมายความว่าชีวิตจะง่ายขึ้น แต่หมายความว่าชีวิตจะมีความหมายมากขึ้น งานที่ทำจะมีคุณภาพสูงขึ้น และเราจะมีเวลาให้กับสิ่งที่รักจริงๆ มากขึ้น

    จำไว้: “ถ้าเราไม่เลือกสิ่งที่จะทำ คนอื่นจะเลือกให้เรา” แล้วคุณจะเลือกอย่างไร?

    #hrรีพอร์ต

  • เริ่มต้นจากความเหนื่อยล้าของผู้เขียน

    Greg McKeown นั่งอยู่หน้าโต๊ะทำงาน รู้สึกเหนื่อยล้าจนแทบไม่อยากลุกขึ้นมา แปลกใจไหมครับ? คนที่เขียนหนังสือดังอย่าง “Essentialism” ที่สอนให้คนเลือกทำแต่สิ่งสำคัญ แต่ตัวเขาเองกลับรู้สึกหมดแรงขนาดนี้

    เขาเริ่มสงสัยในตัวเอง ทำไมถึงแม้จะรู้แล้วว่าอะไรสำคัญ แต่การทำสิ่งเหล่านั้นกลับรู้สึกหนักหน่วงขนาดนี้? ทำไมการทำงานต้องทรมานจิตใจขนาดนี้?

    คำตอบที่เขาค้นพบกลายเป็นหนังสือ “Effortless” ที่จะมาเล่าให้ฟังวันนี้

    ความเชื่อที่ทำร้ายเรามาตลอด

    เราโตมาพร้อมกับความเชื่อที่ว่า “สิ่งที่ดีต้องมาจากความยากลำบาก” ถ้าไม่เหนื่อย ไม่เหงื่อไคล ไม่ทรมาน แสดงว่าเราไม่ได้พยายามจริงจัง

    ลองนึกภาพครับ น้องเล็กๆ คนหนึ่งถูกสอนว่า “ถ้าอยากได้เกรดดี ต้องนั่งอ่านหนังสือจนดึก ต้องทุกข์ทรมาน ถึงจะสมควรได้รางวัล” เด็กคนนี้โตขึ้นมาจึงคิดว่าการสำเร็จต้องแลกมาด้วยความทุกข์

    แต่ McKeown บอกว่าความคิดนี้ผิด เขายกตัวอย่างพ่อแม่ที่ดีที่สุดที่เขารู้จัก พวกเขาไม่ได้หักโหมกับลูก แต่ให้ความรักและการดูแลอย่างเป็นธรรมชาติ ผลที่ได้คือลูกที่มีความสุขและเติบโตได้ดี

    สามเสาหลักของชีวิตที่ไม่หักโหม

    เสาแรก: ความพยายามที่ไม่ใช่การหักโหม (Effortless State)

    ร่างกายที่ไม่เหนื่อยล้า

    ลองคิดดูครับ เวลาเราขาดนอน เราทำอะไรได้ดีไหม? งานง่ายๆ กลายเป็นยากเป็นเท่าตัว

    McKeown เล่าประสบการณ์ของเขาว่า เมื่อก่อนเขาคิดว่าการนอนน้อยเพื่อทำงานให้เสร็จเป็นเรื่องปกติ จนกระทั่งวันหนึ่งเขาลองนอนให้เต็มที่ 8 ชั่วโมง งานที่เคยต้องใช้เวลา 3 ชั่วโมง กลับทำเสร็จใน 1 ชั่วโมง และคุณภาพดีกว่าเดิมด้วย

    ตัวอย่างจริง: คุณอุ้ม เจ้าของร้านกาแฟเล็กๆ เคยทำงาน 16 ชั่วโมงต่อวัน จนสุขภาพทรุด ลูกค้าไม่พอใจเพราะเธอหงุดหงิดง่าย เมื่อเธอปรับเป็นทำงาน 10 ชั่วโมงแต่พักผ่อนเต็มที่ กลับพบว่ามีพลังมากขึ้น ให้บริการลูกค้าได้ดีขึ้น ยอดขายเพิ่มขึ้น 30%

    จิตใจที่ไม่เครียด

    ความเครียดทำให้เราคิดไม่ออก ตัดสินใจไม่ได้ McKeown แนะนำเทคนิค “10-10-10” เมื่อเราเครียดกับปัญหา ให้ถามตัวเองว่า “10 นาทีข้างหน้า 10 เดือนข้างหน้า และ 10 ปีข้างหน้า เรื่องนี้จะสำคัญขนาดไหน?”

    ตัวอย่างจริง: คุณมานะเป็นผู้จัดการขายที่เครียดกับยอดขายที่ตกลง เขานึกว่าโลกจะแตก จนลองใช้เทคนิค 10-10-10 พบว่า 10 นาทีข้างหน้า เขายังคงมีหัวใจเต้น 10 เดือนข้างหน้า เขาอาจหาวิธีแก้ไขได้แล้ว และ 10 ปีข้างหน้า เรื่องนี้อาจไม่สำคัญเลย ความคิดนี้ทำให้เขาใจเย็นลงและหาทางแก้ปัญหาได้ดีขึ้น

    ความคิดที่ไม่รกรุงรัง

    สมองเราเหมือนคอมพิวเตอร์ ถ้าเปิดโปรแกรมมากเกินไป จะช้าลง McKeown แนะนำให้ทำ “brain dump” คือเขียนทุกสิ่งที่อยู่ในหัวลงกระดาษ แล้วค่อยจัดลำดับความสำคัญ

    ตัวอย่างจริง: คุณนิดา แม่บ้านที่มีลูกสองคน รู้สึกว่าหัวจะแตกเพราะต้องจำเรื่องเยอะมาก งานบ้าน งานของลูก นัดหมายต่างๆ เธอลองเขียนทุกอย่างลงกระดาษ พบว่ามีเรื่องต้องจำ 47 เรื่อง! แต่เมื่อจัดลำดับแล้ว พบว่าจริงๆ มีแค่ 12 เรื่องที่สำคัญจริง เธอรู้สึกสบายใจขึ้นมาก

    เสาที่สอง: การกระทำที่ไม่ใช่การหักโหม (Effortless Action)

    เริ่มต้นจากก้าวที่เล็กที่สุด

    McKeown เล่าเรื่องเพื่อนที่อยากเริ่มออกกำลังกาย เขาตั้งเป้าไปยิม 1 ชั่วโมงทุกวัน แต่หยุดได้แค่สัปดาห์เดียว McKeown แนะนำให้เริ่มจาก “ใส่รองเท้าผ้าใบทุกเช้า” อย่างเดียว ฟังดูไร้สาระไหม? แต่เพื่อนคนนี้ทำได้ต่อเนื่อง และเมื่อใส่รองเท้าแล้วก็เริ่มคิดว่า “ไปเดินเล่นหน่อยดีมั้ย?” สุดท้ายกลายเป็นคนที่ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

    หลักการ: อย่าเริ่มจากสิ่งที่ใหญ่และยาก ให้เริ่มจากสิ่งที่เล็กจนเราทำได้แม้ในวันที่แย่ที่สุด

    ตัวอย่างจริง:

    • อยากอ่านหนังสือมากขึ้น เริ่มจาก “เปิดหนังสือ 1 หน้าก่อนนอน”
    • อยากเรียนภาษาอังกฤษ เริ่มจาก “ฟังเพลงสากล 1 เพลงระหว่างเดินทาง”
    • อยากประหยัดเงิน เริ่มจาก “ใส่เหรียญ 10 บาทลงกระปุกทุกเย็น”

    สร้างความต่อเนื่องที่เป็นธรรมชาติ

    เมื่อเราทำสิ่งเล็กๆ สม่ำเสมอแล้ว ให้หาวิธีเชื่อมต่อกิจกรรมเข้าด้วยกัน McKeown เรียกว่า “ritual stacking”

    ตัวอย่าง: คุณสมชาย อยากสร้างนิสัยดีหลายอย่าง เขาเชื่อมโยงเป็น “หลังแปรงฟัน → ดื่มน้ำ 1 แก้ว → เขียน gratitude journal 3 บรรทัด → วางแผนงานวันนี้ 5 นาที” ทำแค่ 15 นminute แต่ได้ประโยชน์หลายอย่างพร้อมกัน

    หยุดก่อนที่จะเหนื่อย

    นี่คือจุดสำคัญที่หลายคนมองข้าม เราถูกสอนให้ “ทำจนสุดกำลัง” แต่ McKeown บอกว่าให้หยุดตอนที่ยังอยากทำต่อ

    เหตุผล: เมื่อหยุดตอนที่ยังมีแรง จะทำให้เราอยากกลับมาทำต่อในวันถัดไป แต่ถ้าหยุดตอนเหนื่อยยาก จะทำให้เราไม่อยากทำอีก

    ตัวอย่างจริง: คุณปิยะ นักเขียนที่เคยเขียนจนดึกดื่น แล้วเหนื่อยมากจนหยุดเขียนไปหลายวัน ต่อมาเธอเปลี่ยนวิธี เขียนแค่ 300 คำต่อวัน และหยุดทันทีแม้ว่าจะยังมีไอเดีย ผลคือเธอเขียนได้ต่อเนื่องทุกวัน และภายใน 1 ปีจบนิยายเรื่องแรก

    เสาที่สาม: ผลลัพธ์ที่ไม่ใช่การหักโหม (Effortless Results)

    สร้างระบบที่ทำงานแทนเรา

    แทนที่จะทำสิ่งเดิมซ้ำๆ ให้สร้างระบบที่ทำให้งานง่ายขึ้น McKeown เล่าว่าเขาเคยตอบอีเมลซ้ำๆ กันเป็นร้อยฉบับ จึงสร้าง template และ FAQ ขึ้นมา ทำให้เวลาตอบอีเมลลดลงจาก 30 นาทีเหลือ 3 นาที

    ตัวอย่างจริง:

    • ร้านอาหารที่สร้าง QR code menu ลูกค้าดูเมนูได้เอง ไม่ต้องให้พนักงานเสิร์ฟไปอธิบาย
    • ครอบครัวที่ตั้ง “กฎมือถือ” ห้ามใช้มือถือบนโต๊ะอาหาร แทนที่จะต้องบ่นทุกครั้ง
    • สำนักงานที่สร้าง checklist สำหรับงานประจำ ทำให้พนักงานใหม่ทำงานได้เร็วขึ้น

    สอนคนอื่นให้ช่วย

    การมอบหมายงานที่ดีไม่ใช่การขี้เกียจ แต่เป็นการให้โอกาสคนอื่นเรียนรู้และเติบโต

    McKeown เล่าประสบการณ์ตอนที่เขาไม่กล้ามอบหมายงานเขียนให้ทีม กลัวว่าจะไม่ดีเท่าที่เขาเขียนเอง ผลคือเขาเหนื่อยหน่าย และทีมไม่ได้พัฒนา เมื่อเขาเริ่มสอนทีมเขียน ตอนแรกงานไม่ค่อยดี แต่เมื่อเวลาผ่านไป ทีมเขียนได้ดีขึ้น เขาก็ว่างขึ้น และทุกคนพัฒนาไปด้วยกัน

    วิธีมอบหมายงานแบบ Effortless:

    1. อธิบายให้ชัดว่าอยากได้ผลลัพธ์แบบไหน
    2. แสดงตัวอย่างงานที่ดี
    3. ให้เวลาและโอกาสผิดพลาด
    4. ให้ feedback แบบสร้างสรรค์

    ตัวอย่างจริง: คุณวีรา ผู้จัดการแผนกขายที่เคยทำทุกอย่างเอง จากการพรีเซ็นต์ไปจนถึงติดตามลูกค้า เมื่อเขาเริ่มสอนลูกน้องทำงาน โดยเริ่มจากงานเล็กๆ แล้วค่อยเพิ่มความรับผิดชอบ ภายใน 6 เดือน ทีมทำงานได้เก่งขึ้น เขาก็มีเวลาไปโฟกัสกับการวางแผนระยะยาวมากขึ้น

    สร้างผลกระทบที่ต่อเนื่อง

    นี่คือจุดสูงสุดของความคิด Effortless คือการทำสิ่งที่มีผลกระทบยาวนาน

    McKeown ยกตัวอย่างครู ครูที่ดีไม่ได้แค่สอนให้นักเรียนจำสูตรคณิตศาสตร์ แต่ปลูกฝังความรักในการเรียนรู้ ทำให้นักเรียนอยากเรียนรู้ต่อไปตลอดชีวิต ความพยายาม 1 ปีของครูคนนี้ส่งผลไปนับสิบปี

    ตัวอย่างจริง:

    • เขียนบล็อกสอนวิธีประกอบอาหาร แทนที่จะแค่ขายอาหาร คนที่อ่านจะได้ความรู้ไปใช้ต่อ
    • สร้างนิสัยออมเงินให้ลูก แทนที่จะแค่ให้เงินไป เมื่อลูกโตขึ้นจะมีวินัยทางการเงิน
    • พัฒนาระบบการทำงานที่ทำให้เพื่อนร่วมงานทำงานได้ง่ายขึ้น

    เทคนิคพิเศษที่ใช้ได้จริง

    เทคนิค “ความคิดที่สอง” (Second-Order Thinking)

    เมื่อเราคิดอะไรแง่ลบ ให้หยุดแล้วถามว่า “มีมุมมองอื่นไหม?”

    ตัวอย่าง:

    • แทนที่จะคิดว่า “ฝนตก เซ็งจัง” → คิดใหม่ “ฝนตกดี อากาศเย็นสบาย ได้อยู่บ้านอ่านหนังสือ”
    • แทนที่จะคิดว่า “เสียเวลาติดรถ” → คิดใหม่ “ได้ฟังพอดแคสต์ เพิ่มความรู้”
    • แทนที่จะคิดว่า “งานนี้น่าเบื่อ” → คิดใหม่ “งานนี้ช่วยฝึกทักษะความอดทน”

    เทคนิค “Done for the Day”

    เมื่อทำงานสำคัญเสร็จแล้ว ให้ประกาศกับตัวเองว่า “วันนี้เสร็จแล้ว” ถึงจะมีงานอื่นรออยู่ก็ไม่เป็นไร

    เหตุผล: วิธีนี้ช่วยให้เรารู้สึกสำเร็จ ไม่รู้สึกว่างานไม่มีวันจบ

    เทคนิค “10 นาที”

    สำหรับงานที่เลื่อนมาเรื่อยๆ ให้บอกตัวเองว่าจะทำแค่ 10 นาที หลังจากนั้นจะหยุดก็ได้

    เหตุผล: การเริ่มต้นเป็นส่วนที่ยากที่สุด เมื่อเริ่มแล้วมักจะทำต่อเอง

    เทคนิค “Energy Management”

    จัดการพลังงาน ไม่ใช่เวลา

    วิธีทำ:

    • ทำงานสำคัญตอนที่มีพลังงานสูงสุด (สำหรับคนส่วนใหญ่คือช่วงเช้า)
    • ทำงานที่ไม่ต้องใช้สมองมากตอนที่เหนื่อย (เช่น จัดโต๊ะ ล้างจาน)
    • วางแผนพักผ่อนเป็นช่วงๆ ไม่รอจนหมดแรง

    เมื่อเจอปัญหาที่หนักใจ

    McKeown บอกว่าไม่ใช่ปัญหาทุกอย่างที่จะมีคำตอบง่ายๆ บางเรื่องจริงๆ แล้วยากและซับซ้อน แต่เราสามารถทำให้การจัดการปัญหาเหล่านั้นง่ายขึ้นได้

    ขั้นตอนการแก้ปัญหาแบบ Effortless:

    1. แยกแยะว่าอะไรเปลี่ยนได้ อะไรเปลี่ยนไม่ได้ – โฟกัสแต่ที่เปลี่ยนได้
    2. หาจุดเล็กที่สุดที่จะเริ่มได้ – ไม่ต้องแก้ทั้งหมดพร้อมกัน
    3. ขอความช่วยเหลือ – ไม่ต้องทำคนเดียว
    4. มองผลในระยะยาว – บางทีการแก้ปัญหาใช้เวลา

    ตัวอย่างจริง: คุณสมศรี พบว่าแม่ป่วยเป็นอัลไซเมอร์ ตอนแรกเธอพยายามดูแลทุกอย่างคนเดียว จนเครียดและป่วย ต่อมาเธอปรับวิธี แยกงานที่ต้องทำเป็น “ต้องทำเอง”, “ขอความช่วยเหลือได้”, และ “จ้างคนอื่นทำได้” เธอจัดตารางให้ญาติผลัดกันมาช่วย จ้างพี่เลี้ยงช่วงเวลาที่จำเป็น และมีเวลาพักผ่อนบ้าง สุดท้ายทั้งเธอและแม่มีความสุขมากขึ้น

    สรุป: การเปลี่ยนแปลงจากภายใน

    หลังจากอ่านและนำหลักการ Effortless ไปใช้ McKeown พบว่าชีวิตเขาเปลี่ยนไป เขามีเวลากับครอบครัวมากขึ้น สุขภาพดีขึ้น และสิ่งแปลกคือ ผลงานกลับดีขึ้นด้วย

    สิ่งสำคัญที่เขาเรียนรู้คือ ความมีประสิทธิภาพไม่ได้มาจากการทำงานหนักมากขึ้น แต่มาจากการทำงานอย่างชาญฉลาด การเลือกสิ่งที่ถูก และการใช้พลังงานให้เกิดประโยชน์สูงสุด

    ข้อคิดสุดท้าย: ชีวิตเหมือนแม่น้ำ น้ำไม่ได้ต่อสู้กับหิน แต่ไหลอ้อมผ่านไป และเมื่อเวลาผ่านไป น้ำกลับสร้างหุบเขาที่สวยงาม การใช้ชีวิตแบบ Effortless ก็เหมือนกัน เราไม่ต้องต่อสู้กับทุกสิ่ง แต่ให้หาทางที่ง่ายที่สุดในการบรรลุสิ่งที่เราต้องการ

    ในโลกที่ทุกคนแข่งกันว่าใครจะทำงานหนักกว่ากัน การเรียนรู้ที่จะทำงานอย่าง Effortless อาจเป็นความได้เปรียบที่แท้จริง

    เริ่มต้นวันนี้: เลือกสิ่งหนึ่งที่คุณรู้สึกว่ามันยากเกินไป แล้วลองถามตัวเองว่า “มีวิธีที่ง่ายกว่านี้ไหม?” คำตอบอาจจะทำให้คุณแปลกใจ

    ชีวิตไม่จำเป็นต้องยาก เมื่อเราเลือกวิธีที่ถูก

    #hrรีพอร์ต

  • เมื่อพูดถึงเรื่องเงิน หลายคนคิดว่าต้องเก่งคณิตศาสตร์ เข้าใจกราฟ ตัวเลข และสูตรการคำนวณต่างๆ แต่หนังสือ “The Psychology of Money” ของ Morgan Housel มาบอกเราว่า ความจริงแล้วเรื่องเงินไม่ใช่เรื่องของสมองเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของหัวใจมากกว่า

    เรื่องราวที่เปลี่ยนความคิด

    Housel เริ่มต้นหนังสือด้วยเรื่องราวที่น่าสนใจ เขาเล่าถึงคนสองคนที่มีชะตากรรมตรงกันข้าม

    คนแรก เป็นชาวอเมริกันธรรมดาๆ ทำงานเป็นคนดูแลโรงจอดรถและคนทำความสะอาด ตลอดชีวิตไม่เคยได้เงินเดือนเกิน 25,000 ดอลลาร์ต่อปี (ประมาณ 8 แสนบาทต่อปี) แต่เมื่อเขาเสียชีวิตในวัย 92 ปี กลับทิ้งมรดกไว้มากกว่า 8 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 280 ล้านบาท)

    คนที่สอง เป็นนักธุรกิจที่ร่ำรวยมาก รายได้หลายสิบล้านดอลลาร์ต่อปี เป็นเจ้าของบริษัทใหญ่ๆ หลายแห่ง แต่สุดท้ายกลับล้มละลายและเสียชีวิตด้วยหนี้สินมากมาย

    ทำไมถึงเป็นแบบนี้?

    คำตอบอยู่ที่การเข้าใจจิตวิทยาของตัวเอง คนแรกรู้จักพอเพียง ใช้จ่ายน้อยกว่าที่ได้ และให้เวลาทำงานให้กับเงิน ส่วนคนที่สองมีรายได้มาก แต่ใช้จ่ายมากกว่าที่ได้ และใช้เงินไปเสี่ยงในสิ่งที่ไม่เข้าใจ

    บทเรียนที่ 1: ความแตกต่างระหว่าง “ดูรวย” กับ “รวยจริง”

    หลายคนเข้าใจผิดว่าคนรวยคือคนที่ใช้จ่ายเก่ง ซื้อรถหรู บ้านใหญ่ เสื้อผ้าแบรนด์เนม แต่จริงๆ แล้ว คนรวยจริงคือคนที่เราไม่เห็น

    ยกตัวอย่าง มีเพื่อนบ้านคนหนึ่งขับรถ Toyota Camry รุ่นเก่า อยู่บ้านเก่าๆ แต่งตัวธรรมดา คุณอาจคิดว่าเขาไม่มีเงิน แต่จริงๆ แล้วเขาอาจมีเงินออมในบัญชีหลายล้าน เพราะเขาเลือกที่จะ เก็บเงินไว้แทนที่จะใช้ให้คนอื่นเห็น

    ในทางตรงกันข้าม คนที่ขับรถหรู อยู่บ้านใหญ่ อาจเป็นเพียงคนที่มีรายได้ดี แต่ไม่มีเงินออม เพราะเงินทั้งหมดไปจ่ายเป็นค่างวดรถ ค่าผ่อนบ้าน ค่าบัตรเครดิต

    สิ่งที่เราเห็นคือความมั่งคั่ง แต่สิ่งที่เราไม่เห็นคือความร่ำรวย

    บทเรียนที่ 2: พลังแห่งการออมแบบสบายๆ

    คุณรู้มั้ยว่าถ้าคุณอายุ 25 ปี เริ่มออมเงินเดือนละ 5,000 บาท (วันละแค่ 167 บาท) และนำไปลงทุนให้ได้ผลตอบแทน 7% ต่อปี เมื่อคุณอายุ 65 ปี คุณจะมีเงินมากกว่า 13 ล้านบาท?

    แต่ถ้าคุณรอจนอายุ 35 ปี ถึงจะเริ่มออมจำนวนเดียวกัน คุณจะได้เงินแค่ 6 ล้านบาท เท่านั้น

    นี่คือพลังของ “Compound Interest” หรือ ดอกเบี้ยทบต้น Einstein เคยกล่าวว่ามันคือ “สิ่งมหัศจรรย์ที่ 8 ของโลก”

    ลองคิดดูเหมือนลูกหิมะที่กลิ้งลงจากยอดเขา ตอนแรกมันเล็ก แต่เมื่อกลิ้งไปเรื่อยๆ มันจะใหญ่ขึ้นเร็วมาก เงินก็เหมือนกัน ยิ่งเก็บนาน ยิ่งโต

    บทเรียนที่ 3: เรื่องราวของ Warren Buffett

    Warren Buffett เป็นนักลงทุนที่รวยที่สุดในโลก แต่คุณรู้มั้ยว่า 99% ของความมั่งคั่งของเขาเกิดขึ้นหลังจากอายุ 50 ปี?

    เขาเริ่มลงทุนตั้งแต่อายุ 11 ปี ตอนอายุ 30 ปี เขามีเงิน 1 ล้านดอลลาร์ ซึ่งถือว่าเก่งมาก แต่ถ้าเขาเกษียณตอนอายุ 30 ปี เขาจะไม่ได้เป็นคนรวยที่สุดในโลก

    ความลับของ Buffett คือ เขาให้เวลากับเงิน เขาไม่ได้เก่งกว่าคนอื่นมาก แต่เขาเริ่มเร็วและอยู่ในเกมนานกว่าใคร

    บทเรียนที่ 4: ทำไมคนฉลาดถึงทำโง่ๆ ได้?

    เคยสงสัยมั้ยว่าทำไมหมอ ทนาย วิศวกร หรือคนที่เก่งๆ กลับมีปัญหาหนี้สิน หรือเล่นหุ้นขาดทุน?

    เหตุผลคือ ความฉลาดทางวิชาการไม่เท่ากับความฉลาดทางอารมณ์

    Housel เล่าว่าในปี 2008 ตอนที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ มีคนเก่งๆ หลายคนที่เข้าใจเศรษฐศาสตร์ดี แต่กลับขายหุ้นตอนราคาต่ำสุด เพราะกลัวและตื่นตระหนก

    การลงทุนไม่ใช่เรื่องของการหาสูตรลับ แต่เป็นเรื่องของการนั่งนิ่งและรอ

    นักลงทุนที่ดีที่สุดไม่ใช่คนที่ฉลาดที่สุด แต่เป็นคนที่มีสติมากที่สุด

    บทเรียนที่ 5: เรื่องราวของประวัติศาสตร์และความเชื่อ

    คุณเคยสงสัยมั้ยว่าทำไมคนรุ่นพ่อแม่ชอบเก็บเงินไว้ในบัญชีธนาคาร แต่คนรุ่นใหม่กลับชอบลงทุนในหุ้นหรือคริปโต?

    คำตอบอยู่ที่ ประสบการณ์ชีวิต

    คนที่เกิดในช่วงปี 1940-1950 ได้เจอเหตุการณ์เศรษฐกิจตกต่ำ สงครามโลก ภาวะเงินเฟ้อ พวกเขาจึงมองว่าการเก็บเงินไว้ในที่ปลอดภัยสำคัญกว่าการเสี่ยง

    แต่คนที่เกิดในช่วงปี 1980-1990 โตมาในยุคที่เศรษฐกิจดี เทคโนโลยีเจริญ หุ้นขึ้นเรื่อยๆ พวกเขาจึงมองว่าการลงทุนเป็นเรื่องปกติ

    ไม่มีใครผิดหรือถูก แต่ละคนมีเหตุผลของตัวเอง

    บทเรียนที่ 6: เรื่องราวของความโลภ

    มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับนักพนันในคาสิโน เขาชนะเงินได้ 50 ล้านบาท แต่แทนที่จะหยุด เขากลับเล่นต่อจนกลายเป็นหนี้ 100 ล้านบาท

    ปัญหาไม่ใช่ที่เขาโง่ แต่เขาไม่รู้ว่า “พอแล้ว”

    ในชีวิตจริง เราเจอคนแบบนี้บ่อยๆ มีคนที่รวยแล้วแต่ยังอยากรวยกว่านี้ มีบ้านใหญ่แล้วแต่ยังอยากได้ใหญ่กว่านี้ ขับรถหรูแล้วแต่ยังอยากได้หรูกว่านี้

    Housel บอกว่า คำว่า “พอ” เป็นหนึ่งในคำที่มีค่าที่สุดในโลก เพราะถ้าเรารู้ว่าอะไรพอแล้ว เราจะมีความสุขได้

    บทเรียนที่ 7: ความสำคัญของเงินฉุกเฉิน

    เคยมีคนถามว่า “เก็บเงินไว้ในบัญชีออมทรัพย์ที่ได้ดอกเบี้ยแค่ 1% ต่อปี มันไม่คุ้มใช่มั้ย? เอาไปลงทุนดีกว่า”

    แต่ Housel ตอบว่า เงินฉุกเฉินไม่ใช่เพื่อให้ได้ผลตอบแทน แต่เพื่อให้เรานอนหลับได้

    ยกตัวอย่าง ถ้าคุณไม่มีเงินฉุกเฉิน แล้วรถเสีย ต้องซ่อม 50,000 บาท คุณต้องกู้เงิน หรือขายหุ้นในช่วงที่ราคาตก

    แต่ถ้าคุณมีเงินฉุกเฉิน คุณจ่ายได้เลย ไม่ต้องกังวล และยังคงลงทุนต่อไปได้

    เงินฉุกเฉินให้เราได้ความสบายใจ และความสบายใจมีค่ามากกว่าผลตอบแทน

    บทเรียนที่ 8: ศิลปะของการไม่ทำอะไร

    นี่เป็นบทเรียนที่ยากที่สุด เพราะคนเราชอบทำอะไรสักอย่าง โดยเฉพาะเวลาเห็นหุ้นขึ้นลง เราอยากซื้อ อยากขาย อยากเปลี่ยน

    แต่การศึกษาพบว่า คนที่ซื้อขายบ่อยๆ มักจะได้ผลตอบแทนน้อยกว่าคนที่ซื้อแล้วเก็บไว้

    มีการศึกษาผู้ลงทุนในอเมริกา พบว่า ในช่วง 20 ปี ตลาดหุ้นให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 10% ต่อปี แต่ผู้ลงทุนทั่วไปได้เพียง 4% ต่อปี

    สาเหตุ? เพราะพวกเขาซื้อตอนราคาสูง ขายตอนราคาต่ำ

    บทเรียนที่ 9: เรื่องราวของ “Tail Events”

    Housel เล่าว่าในธุรกิจลงทุน ผลตอบแทนส่วนใหญ่มาจากเหตุการณ์เล็กๆ น้อยๆ เพียงไม่กี่ครั้ง

    Amazon หุ้นตัวหนึ่งที่ทุกคนรู้จัก แต่คุณรู้มั้ยว่าในช่วง 20 ปี Amazon มีวันที่หุ้นลดลงมากกว่า 5% ถึง 339 วัน แต่มีวันที่หุ้นเพิ่มขึ้นมากกว่า 5% เพียง 365 วัน

    และ 365 วันนั้นแหละที่ทำให้ Amazon กลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่าหลายล้านล้าน

    นี่แสดงให้เห็นว่า ความสำเร็จมาจากการอยู่ในเกมนานพอที่จะเจอเหตุการณ์ดีๆ

    บทเรียนที่ 10: ความแตกต่างระหว่าง “การเสี่ยง” และ “การปรับตัว”

    หลายคนคิดว่าการลงทุนเป็นเรื่องของการทายถูกทายผิด แต่จริงๆ แล้วเป็นเรื่องของ การเตรียมพร้อมสำหรับสิ่งที่เราไม่รู้

    นักลงทุนที่ดีไม่ใช่คนที่ทายอนาคตได้ แต่เป็นคนที่เตรียมตัวไว้สำหรับหลายๆ สถานการณ์

    ยกตัวอย่าง แทนที่จะเอาเงินทั้งหมดไปลงทุนในหุ้นตัวเดียว เราควรกระจายการลงทุน เก็บเงินสดบ้าง ซื้อหุ้นบ้าง ซื้อทองบ้าง

    เป้าหมายไม่ใช่ให้ได้ผลตอบแทนสูงสุด แต่เพื่อให้อยู่รอดในเกมนานที่สุด

    สรุป: เรื่องเงินคือเรื่องของจิตใจ

    หลังจากอ่านหนังสือเล่มนี้ เราจะเข้าใจว่า การจัดการเงินไม่ใช่วิทยาศาสตร์ที่แน่นอน แต่เป็นศิลปะที่ต้องใช้จิตใจ

    สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่การหาสูตรลับเพื่อรวยข้ามคืน แต่เป็นการ:

    • รู้จักพอเพียง – รู้ว่าเงินเท่าไหร่ถึงจะทำให้เรามีความสุข
    • อดทนและมีสติ – ไม่ตื่นตระหนกเวลาเกิดวิกฤต
    • เริ่มเร็วและออมสม่ำเสมอ – ให้เวลาทำงานให้กับเงิน
    • กระจายความเสี่ยง – ไม่เอาไข่ใส่ตะกร้าใบเดียว
    • เรียนรู้จากผิดพลาด – แต่ไม่ให้ความผิดพลาดทำลายทุกอย่าง

    สุดท้ายแล้ว เงินไม่ใช่เป้าหมาย แต่เป็นเครื่องมือ เครื่องมือที่จะช่วยให้เราได้เลือกทำในสิ่งที่รัก ใช้เวลากับคนที่สำคัญ และมีความอิสระในชีวิต

    และนั่นคือสิ่งที่มีค่ามากกว่าเงินทอง

    #hrรีพอร์ต

  • ในวันที่โลกกำลังเผชิญกับภาวะฉุกเฉินด้านสิ่งแวดล้อม จากภาวะโลกร้อนที่ทวีความรุนแรง ไปจนถึงการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นใหม่ในตลาดแรงงานโลกได้ดึงดูดความสนใจอย่างไม่เคยมีมาก่อน นั่นคือ “Environmental Stewardship” หรือ “ทักษะการดูแลสิ่งแวดล้อม” ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่คำศัพท์ใหม่ในวงการทรัพยากรมนุษย์ แต่กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดอนาคตของการทำงานในศตวรรษที่ 21

    จุดเริ่มต้นของปรากฏการณ์ใหม่

    ปลายปี 2024 เมื่อองค์การเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม (World Economic Forum) เปิดเผยรายงาน Future of Jobs Report 2025 ที่สำรวจมุมมองของผู้นายงานกว่า 1,000 รายทั่วโลก ผลการวิจัยชิ้นนี้ได้เปิดเผยความจริงที่น่าตื่นตาตื่นใจ: Environmental Stewardship ได้ปรากฏตัวขึ้นมาในรายชื่อ “10 อันดับทักษะที่เติบโตเร็วที่สุด” เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

    การที่ทักษะนี้ได้รับการยอมรับในระดับสากลมิใช่เหตุบังเอิญ แต่เป็นผลโดยตรงจากกระแสการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่เรียกว่า “การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว” (Green Transition) ซึ่งคาดการณ์ว่าจะสร้างงานใหม่ถึง 170 ล้านตำแหน่งภายในปี 2030 โดย 34 ล้านตำแหน่งจะเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวโดยเฉพาะ

    เมื่อเกษตรกรกลายเป็นมหากาพย์แห่งอนาคต

    หนึ่งในเรื่องราวที่น่าสนใจที่สุดจากรายงานดังกล่าว คือการที่ “เกษตรกร” (Farmworkers) กลับมาอยู่ในอันดับหนึ่งของอาชีพที่เติบโตเร็วที่สุด สิ่งนี้อาจฟังดูไม่สอดคล้องกับยุคดิจิทัลในแวดแต้า แต่เมื่อเข้าใจบริบทแล้วจะพบว่าเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลอย่างยิ่ง

    การเติบโตของอาชีพเกษตรกรถูกขับเคลื่อนโดยแนวโน้มการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว รวมถึงความพยายามในการลดการปล่อยคาร์บอนและการปรับตัวต่อวิกฤตภาวะโลกร้อน เกษตรกรในยุคนี้ไม่ใช่เพียงผู้ปลูกพืชเลี้ยงสัว แต่กลายเป็น “นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในพื้นที่เกษตร” ที่ต้องเข้าใจเรื่องการจัดการคาร์บอน เทคโนโลยีเกษตรยั่งยืน และระบบนิเวศ

    นางสมใจ วงศ์เกษตร เกษตรกรอัจฉริยะจากจังหวัดเชียงใหม่ เล่าให้ฟังว่า “เมื่อ 10 ปีก่อน เราแค่รู้ว่าปลูกข้าวยังไง วันนี้เราต้องเรียนรู้เรื่อง Carbon Footprint ของนาข้าว ต้องคิดว่าจะลดก๊าซมีเทนจากนาข้าวได้อย่างไร และต้องใช้เทคโนโลยี AI เพื่อดูแลพืชผลให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ตอนนี้เรากลายเป็น Environmental Steward โดยไม่รู้ตัว”

    การปฏิวัติในโลกแห่งการทำงาน

    Environmental Stewardship ไม่ได้หมายถึงเพียงการรักษาสิ่งแวดล้อม แต่เป็นความรับผิดชอบและจิตสำนึกในการใช้และปกป้องสิ่งแวดล้อมธรรมชาติผ่านการมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในความพยายามด้านการอนุรักษ์และการปฏิบัติอย่างยั่งยืน ทักษะนี้ครอบคลุมตั้งแต่ความรู้ทางเทคนิค ไปจนถึงการคิดเชิงระบบและความสามารถในการทำงานร่วมกับผู้อื่นเพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม

    ข้อมูลล่าสุดชี้ให้เห็นว่า บทบาทด้านความยั่งยืนจะเติบโตเร็วกว่าตำแหน่งงานแบบดั้งเดิม 30% ภายในปี 2025 และที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้น คือ ทักษะสีเขียวสามารถสร้างเงินเดือนที่สูงกว่าคู่แข่งแบบดั้งเดิม 15-25%

    เมื่อทุกสายงานต้องเป็น “สีเขียว”

    สิ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดของ Environmental Stewardship คือการที่มันไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในอุตสาหกรรมสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ได้แทรกซึมเข้าไปในทุกสายอาชีพ เนื่องจากเมื่อความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมกลายเป็นบรรทัดฐาน บุคลากรในทุกสายงานจะต้องมีทักษะเพื่อใช้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงนี้

    นักการตลาดยุคใหม่: จาก Mass Marketing สู่ Green Marketing

    คุณอานนท์ ธรรมสาร นักการตลาดระดับผู้เชี่ยวชาญของบริษัทสินค้าอุปโภคบริโภคชั้นนำ เล่าประสบการณ์ว่า “เมื่อ 5 ปีก่อน เราทำ Campaign โฆษณาโดยคิดแค่ว่าจะขายยังไงให้ได้มากที่สุด วันนี้เราต้องคิดถึง Environmental Impact ของทุก ๆ Campaign ตั้งแต่การเลือกใช้วัสดุในการผลิตสื่อโฆษณา ไปจนถึงการคำนวณ Carbon Footprint ของกิจกรรมทางการตลาด กลายเป็นว่าเรากำลังทำ Green Marketing โดยไม่รู้ตัว”

    การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่แค่การปรับปรุงกระบวนการทำงาน แต่เป็นการปฏิวัติวิธีคิดทั้งหมด นักการตลาดยุคใหม่ต้องเข้าใจเรื่อง Circular Economy เพื่อออกแบบสินค้าและบริการที่สร้างมูลค่าแต่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

    นักการเงิน: เมื่อ ESG กลายเป็น DNA ของการลงทุน

    โลกการเงินก็เปลี่ยนไปอย่างมากเช่นเดียวกัน คุณสุนีย์ อิทธิชัย ผู้จัดการกองทุนของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนแห่งหนึ่ง อธิบายว่า “เมื่อก่อนเราดูแค่ Return on Investment วันนี้เราต้องดู ESG Risk ด้วย ต้องเข้าใจว่าบริษัทที่เราลงทุนมีนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมอย่างไร การบริหารจัดการของเขาส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมยังไง และจะส่งผลต่อผลตอบแทนการลงทุนในระยะยาวอย่างไร”

    ข้อกำหนดของ EU Corporate Sustainability Reporting Directive ที่ทำให้การรายงาน ESG เป็นสิ่งบังคับในการรายงานขององค์กร ทำให้ความต้องการผู้เชี่ยวชาญด้าน ESG เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

    ฝ่ายปฏิบัติการ: จาก Efficiency สู่ Sustainability

    ในโรงงานผลิต การมีทักษะ Environmental Stewardship หมายถึงการสามารถออกแบบกระบวนการผลิตที่ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าที่สุด ลดของเสีย และสร้างมูลค่าจากสิ่งที่เคยถูกทิ้ง

    คุณธีระ พงษ์พานิช ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการของโรงงานผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ เล่าให้ฟังว่า “เราเปลี่ยนจากการคิดแบบ Linear Economy ที่ผลิต-ใช้-ทิ้ง มาเป็น Circular Economy ที่ผลิต-ใช้-รีไซเคิล-ใช้ซ้ำ ผลคือเราประหยัดต้นทุนได้ 30% และลด Waste ได้ 60% ในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา”

    อุตสาหกรรมที่เปลี่ยนโฉมหน้าอย่างรวดเร็ว

    อุตสาหกรรมเหมืองแร่: จากการทำลายสู่การสร้างสรรค์

    อุตสาหกรรมเหมืองแร่และโลหะมีความโดดเด่นด้วยการให้ความสำคัญกับ Environmental Stewardship อย่างแข็งขัน โดยมีผู้ตอบแบบสอบถาม 50% มองว่าเป็นทักษะหลัก ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก 2.5 เท่า

    การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่น่าแปลกใจ เมื่อพิจารณาว่าอุตสาหกรรมเหมืองแร่เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมสูงที่สุด การมี Environmental Stewardship จึงกลายเป็นความจำเป็นในการทำให้อุตสาหกรรมนี้ยั่งยืนได้

    อุตสaหกรรมน้ำมันและก๊าซ: การเปลี่ยนแปลงจากภายใน

    ความต้องการทักษะด้าน Environmental Stewardship เห็นได้ชัดเจนอย่างเฉพาะเจาะจงในอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซ และเคมีภัณฑ์และวัสดุขั้นสูง

    บริษัทน้ำมันขนาดใหญ่หลายแห่งกำลังเปลี่ยนผ่านจาก Oil & Gas Company เป็น Energy Company โดยลงทุนอย่างมากในพลังงานหมุนเวียน Carbon Capture Technology และเทคโนโลยีสะอาดอื่น ๆ

    ตัวอย่างจริงจากนานาประเทศ

    ไอร์แลนด์: ตัวอย่างของความท้าทายและโอกาส

    การศึกษาในไอร์แลนด์พบว่า แม้ทั้งนักศึกษาและบริษัทจะเห็นความสำคัญของทักษะสีเขียวอย่างชัดเจน แต่ยังคงมีอุปสรรคสำคัญ นักศึกษารายงานว่ามีความท้าทายในการเข้าถึงประสบการณ์การเรียนรู้เชิงปฏิบัติ

    ในขณะที่ บริษัทต่าง ๆ ยอมรับถึงความต้องการผู้เชี่ยวชาญด้านความยั่งยืนที่เพิ่มขึ้น แต่มักไม่สามารถบูรณาการทักษะสีเขียวเข้าในกลยุทธ์การสรรหาและการฝึกอบรม

    สหรัฐอเมริกา: การเปลี่ยนแปลงในระดับรัฐบาล

    ในปี 2021 ประธานาธิบดี Biden ได้ออกคำสั่งบริหารที่วางแผนเส้นทางที่ทะเยอทะยานในการนำความยั่งยืนมาสู่แรงงานของรัฐบาลกลาง แผนของเขาเกี่ยวข้องกับการสร้างความสามารถภายในผ่านการมีส่วนร่วม การศึกษา และการฝึกอบรมเกี่ยวกับความยั่งยืนของรัฐบาลกลาง การปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ และการดูแลสิ่งแวดล้อม

    ความท้าทายที่ต้องเผชิญ

    ช่องว่างระหว่างอุปสงค์และอุปทาน

    LinkedIn รายงานว่าโพสต์งานที่ต้องการทักษะสีเขียวเพิ่มขึ้น 8% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา แม้ว่า Green Talent Pool จะเติบโตเพียง 6% ในช่วงเวลาเดียวกัน

    เพื่อให้บรรลุเป้าหมายโลกคาร์บอนศูนย์—โลกที่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกือบจะไม่มีเลย—คาดการณ์ว่าบริษัทต่าง ๆ จะต้องสร้างงาน Green-Collar เพิ่มขึ้นกว่า 300 ล้านตำแหน่งภายในปี 2050

    ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะ

    การวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่า หากแนวโน้มปัจจุบันยังคงอย่างนี้ต่อไป ภายในปี 2030 เยาวชนมากกว่า 60 เปอร์เซ็นต์อาจขาดทักษะที่จำเป็นในการประสบความสำเร็จในเศรษฐกิจสีเขียว

    ความจำเป็นในการเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษา

    การแก้ไขปัญหานี้ต้องอาศัยการร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษา ภาคเอกชน และรัฐบาล จำเป็นต้องมีการวางแผนระยะยาวเพื่อบรรลุเป้าหมายของข้อตกลงปารีส

    เส้นทางสู่ความสำเร็จ: วิธีการพัฒนา Environmental Stewardship

    ความรับผิดชอบและจิตสำนึกในการใช้และปกป้องสิ่งแวดล้อมธรรมชาติอย่างยั่งยืน”

    1. คุณสมบัติของ Environmental Stewardship ประกอบสำคัญ 3 ส่วน:

    1.1 ความรู้และความเข้าใจ (Knowledge)

    • เข้าใจระบบนิเวศและผลกระทบของกิจกรรมมนุษย์
    • รู้เรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
    • เข้าใจหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)

    1.2 ทักษะการปฏิบัติ (Skills)

    • วิเคราะห์ Carbon Footprint
    • ออกแบบกระบวนการที่ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ
    • จัดการของเสียและรีไซเคิล

    1.3 จิตสำนึกและค่านิยม (Mindset)

    • คิดในระยะยาวและพิจารณาผลกระทบต่อคนรุ่นหลัง
    • รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมในการตัดสินใจ
    • มองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

    2. การศึกษาและการฝึกอบรม

    เส้นทางการศึกษาที่แข็งแกร่งที่สุดรวมถึง ระดับปริญญาตรี: วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม ธุรกิจยั่งยืน วิศวกรรมศาสตร์ที่เน้นความยั่งยืน ระดับบัณฑิตศึกษา: โปรแกรมปริญญาโทเฉพาะทางด้านความยั่งยืน โปรแกรม MBA สีเขียว

    3. การเรียนรู้ตลอดชีวิต

    การติดตามแนวโน้มและการพัฒนาล่าสุดในด้านความยั่งยืนและการดูแลสิ่งแวดล้อม การอ่านสิ่งพิมพ์ในอุตสาหกรรม การเข้าร่วมการประชุม เป็นสิ่งจำเป็น

    4. การสร้างเครือข่าย

    การสร้างความสัมพันธ์กับผู้เชี่ยวชาญที่ทำงานอยู่ในอุตสาหกรรมสีเขียวหรือบทบาทต่าง ๆ การสร้างเครือข่ายสามารถให้ข้อมูลเชิงลึกที่มีค่า การให้คำแนะนำ โอกาสในการทำงาน และการร่วมมือที่ช่วยพัฒนาทักษะสีเขียวต่อไป

    บทบาทของเทคโนโลยีใน Environmental Stewardship

    AI และการวิเคราะห์ข้อมูล

    ทักษะเทคนิคคาดว่าจะเติบโตด้วยความสำคัญเร็วกว่าทักษะอื่น ๆ ในอีก 5 ปีข้างหน้า โดย AI และ Big Data อยู่ในอันดับต้น ๆ ของรายชื่อ

    การใช้ AI ในการจัดการสิ่งแวดล้อมกลายเป็นเรื่องปกติ ตั้งแต่การใช้ Machine Learning ในการคาดการณ์รูปแบบการใช้พลังงาน ไปจนถึงการใช้ Satellite Data ในการตรวจสอบการตัดไม้ทำลายป่า

    เทคโนโลยีพลังงานสะอาด

    การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวและการนำเทคโนโลยีการผลิตและจัดเก็บพลังงานมาใช้อย่างแพร่หลาย ทำให้บทบาทต่าง ๆ เช่น ผู้เชี่ยวชาญยานยนต์อัตโนมัติและไฟฟ้า และวิศวกรสิ่งแวดล้อมและพลังงานหมุนเวียน อยู่ในบรรดาอาชีพที่เติบโตเร็วที่สุด 15 อันดับ

    อนาคตของ Environmental Stewardship

    การเปลี่ยนแปลงในอีก 5 ปีข้างหน้า

    ผู้จ้างงานคาดว่า 39% ของทักษะหลักที่จำเป็นในตลาดงานจะเปลี่ยนแปลงภายในปี 2030 และ Environmental Stewardship จะเป็นส่วนสำคัญของการเปลี่ยนแปลงนี้

    การเกิดขึ้นของอาชีพใหม่

    อาชีพใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นจากแนวโน้มนี้ รวมถึง:

    • Chief Sustainability Officer (CSO): การที่ทักษะสีเขียวกลายเป็นสิ่งสำคัญมากขึ้น พร้อมกับแนวโน้มการยกระดับผู้เชี่ยวชาญด้านความยั่งยืนขึ้นสู่ตำแหน่งผู้บริหาร
    • Carbon Accountant: ผู้เชี่ยวชาญในการคำนวณและจัดการ Carbon Footprint ขององค์กร
    • Circular Economy Designer: ผู้ออกแบบกระบวนการและผลิตภัณฑ์ตาม Circular Economy Principles
    • Green Data Analyst: ผู้วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อหาแนวทางลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม

    ความท้าทายใหม่

    ความจำเป็นในการสนับสนุนผู้ที่ถูกเลิกจ้างจากการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว การเลิกจ้างงานเป็นภัยคุกคามที่เป็นจริง ในสหรัฐอเมริกาเพียงประเทศเดียว คาดการณ์ว่าการปฏิวัติพลังงานสะอาดอาจทำให้คนงานในอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิล 1.7 ล้านคนตอบงาน

    อย่างไรก็ตาม เป็นเรื่องที่ไม่รับผิดชอบทั้งทางสังคมและเศรษฐกิจที่จะปล่อยให้ความสามารถของคนงานที่มีทักษะหลายล้านคนไม่ได้รับการใช้ประโยชน์ คนงานที่ถูกเลิกจ้างทุกคนควรมีที่ยืนในเศรษฐกิจสีเขียวหากพวกเขาต้องการ

    การปฏิบัติจริงในองค์กร: กรณีศึกษาจากบริษัทชั้นนำ

    PwC China: การนำ Environmental Stewardship สู่การปฏิบัติ

    PwC China ได้แสดงให้เห็นถึงการนำ Environmental Stewardship มาประยุกต์ใช้ในการดำเนินงานจริง ผ่านโครงการฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเลที่ Ha Pak Nai โดย Phase 1 ของโครงการมุ่งเน้นการอนุรักษ์มหาสมุทรผ่านการป้องกันมลพิษ โดยการฟื้นฟูพื้นที่เกษตรกรรมที่ถูกทิ้งร้างและพื้นที่ที่อยู่ติดกับแหล่งน้ำ

    โครงการนี้ยังริเริ่มเศรษฐกิจหมุนเวียนโดยการปลูกไผ่พันธุ์พื้นเมือง และสร้างโอกาสงานสีเขียวสำหรับแรงงานหนุ่มสาวที่ว่างงานในหมู่บ้าน Phase 2 ได้นำแนวทางแบบองค์รวมมาใช้ในการฟื้นฟูทางทะเลและการมีส่วนร่วมของชุมชน โดยมีเป้าหมายเพื่อปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ บรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และส่งเสริมการปฏิบัติที่ยั่งยืนภายในชุมชนท้องถิ่น

    บริษัทได้ประกาศข้อผูกพันระดับเครือข่ายสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในเดือนกันยายน 2020 พร้อมเป้าหมายระยะใกล้ที่อิงตามวิทยาศาสตร์สำหรับปี 2030 สอดคล้องกับสถานการณ์ 1.5 องศา

    การสร้างวัฒนธรรม Environmental Stewardship ในองค์กร

    บริษัทต่าง ๆ ได้นำกิจกรรมการสร้างทีมแบบสีเขียวมาใช้เป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพในการให้พนักงานมีส่วนร่วม ในขณะเดียวกันก็เสริมสร้างความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม

    ตัวอย่างกิจกรรมรวมถึง:

    • Zero Waste Challenge: การท้าทายทีมให้นำแนวทางปฏิบัติแบบไม่มีขยะมาใช้ในระหว่างหนึ่งวันหรือหนึ่งสัปดาห์
    • Energy Innovation Brainstorming: การท้าทายให้พนักงานคิดหาวิธีการใหม่ ๆ ที่บริษัทสามารถลดการใช้พลังงานหรือเปลี่ยนไปใช้พลังงานหมุนเวียน
    • Environmental Volunteering: การวางแผนวันอาสาสมัครของทีมกับองค์กรไม่แสวงผลกำไรด้านสิ่งแวดล้อม เช่น การปลูกต้นไม้ การทำความสะอาดชายหาด หรือโครงการอนุรักษ์สัตว์ป่า

    ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคม

    การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ

    การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวไม่ได้หมายถึงการเสียสละทางเศรษฐกิจ แต่ตรงกันข้าม เป็นการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ ข้อมูลแสดงให้เห็นว่า พลังงานหมุนเวียนปัจจุบันมีราคาถูกกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิลในตลาดส่วนใหญ่ และการปฏิบัติทางธุรกิจที่ยั่งยืนพิสูจน์แล้วว่ามีกำไรมากกว่าในระยะยาว

    การลดความเหลื่อมล้ำ

    การสร้างงานสีเขียวยังช่วยแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมได้ด้วย เนื่องจากงานหลายประเภทในเศรษฐกิจสีเขียวไม่จำเป็นต้องมีการศึกษาระดับสูง แต่ต้องการทักษะเฉพาะทางที่สามารถฝึกฝนได้

    ตัวอย่างเช่น งานติดตั้ง Solar Panel หรือการซ่อมแซมเครื่องใช้ไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพสูง ล้วนเป็นงานที่ให้ค่าแรงดี แต่สามารถเข้าถึงได้โดยคนที่มีพื้นฐานการศึกษาระดับมัธยมศึกษา

    บทเรียนจากประเทศไทย

    การปรับตัวของภาคเกษตรไทย

    ประเทศไทยที่มีฐานเศรษฐกิจเกษตรกรรมที่แข็งแกร่ง กำลังเป็นตัวอย่างที่ดีของการนำ Environmental Stewardship มาประยุกต์ใช้ในภาคเกษตร

    เกษตรกรไทยหลายรายได้เริ่มใช้เทคนิค Precision Agriculture ที่ใช้เทคโนโลยี IoT และ AI เพื่อจัดการการใช้น้ำ ปุ้ย และยาฆ่าแมลงให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

    อุตสาหกรรมยานยนต์: การเปลี่ยนผ่านสู่ Electric Vehicle

    ประเทศไทยที่เป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ด้วยการเปลี่ยนผ่านจากรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) สู่รถยนต์ไฟฟ้า (EV)

    การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้เกิดความต้องการทักษะใหม่ในหลายระดับ ตั้งแต่วิศวกรที่เชี่ยวชาญด้านระบบแบตเตอรี่ ไปจนถึงช่างเทคนิคที่สามารถบำรุงรักษารถยนต์ไฟฟ้าได้

    คุณประสิทธิ์ สร้างชาติ วิศวกรอาวุโสของบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ เล่าว่า “เมื่อ 10 ปีก่อน เราทำงานกับเครื่องยนต์ วันนี้เราต้องเรียนรู้เรื่องระบบแบตเตอรี่ มอเตอร์ไฟฟ้า และระบบจัดการพลังงาน ไม่ใช่แค่เทคนิคเท่านั้น เราต้องเข้าใจ Life Cycle Assessment ของผลิตภัณฑ์ที่เราทำด้วย เพื่อให้มั่นใจว่าสิ่งที่เราสร้างขึ้นมาเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมจริง ๆ”

    การเตรียมตัวสำหรับอนาคต

    สำหรับบุคคลทั่วไป

    1. เริ่มจากที่ทำงานปัจจุบัน: มองหาวิธีที่จะบูรณาการการปฏิบัติด้านความยั่งยืนเข้าไปในบทบาทปัจจุบันของคุณ
    2. การศึกษาต่อเนื่อง: ติดตามการพัฒนา แนวโน้ม และแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดล่าสุดในด้านความยั่งยืนและการดูแลสิ่งแวดล้อม
    3. การสร้างเครือข่าย: สร้างความสัมพันธ์กับผู้เชี่ยวชาญที่ทำงานในอุตสาหกรรมสีเขียวหรือบทบาทต่าง ๆ

    สำหรับผู้นำองค์กร

    1. การลงทุนในการฝึกอบรม: สร้างโปรแกรมการฝึกอบรมและการพัฒนาทักษะที่ช่วยให้พนักงานพัฒนา Environmental Stewardship
    2. การสร้างวัฒนธรรมองค์กร: ส่งเสริมวัฒนธรรมที่เน้นความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน
    3. การวัดผลและการรายงาน: สร้างระบบการวัดผลและการรายงานที่สามารถติดตามความก้าวหน้าด้าน Environmental Stewardship ได้

    สำหรับสถาบันการศึกษา

    1. การปรับปรุงหลักสูตร: บูรณาการความยั่งยืนเข้าไปในทุกสาขาวิชา ไม่ใช่เฉพาะสาขาสิ่งแวดล้อมเท่านั้น
    2. การสร้างหุ้นส่วนกับภาคเอกชน: ทำงานร่วมกับภาคเอกชนเพื่อให้แน่ใจว่านักศึกษาได้รับประสบการณ์จริงและทักษะที่ตลาดต้องการ
    3. การวิจัยและพัฒนา: ลงทุนในการวิจัยที่นำไปสู่นวัตกรรมด้านความยั่งยืนและเทคโนโลジีสีเขียว

    บทสรุป: อนาคตสีเขียว

    Environmental Stewardship ไม่ใช่เพียงแค่ทักษะอีกหนึ่งทักษะในรายการที่ยาวเหยียด แต่เป็น “Meta-Skill” หรือทักษะที่ครอบคลุมและเชื่อมโยงทักษะอื่น ๆ เข้าด้วยกัน มันเป็นวิธีคิด วิธีมองโลก และวิธีการทำงานที่ต้องการความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างกิจกรรมของมนุษย์และระบบนิเวศโลก

    ในโลกที่อุณหภูมิเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทรัพยากรธรรมชาติหมดลง และความไม่เท่าเทียมกันทางสังคมทวีความรุนแรง Environmental Stewardship กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้เราสามารถสร้างสมดุลระหว่างความต้องการทางเศรษฐกิจและความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม

    การที่ World Economic Forum จัดให้ Environmental Stewardship เป็น 1 ใน 10 ทักษะที่เติบโตเร็วที่สุดในครั้งแรกนั้น ไม่ใช่เพียงการยอมรับถึงความสำคัญของทักษะนี้ แต่เป็นการประกาศจุดเปลี่ยนสำคัญของโลกแห่งการทำงาน จากนี้ไป ไม่ว่าคุณจะเป็นเกษตรกร นักการตลาด นักการเงิน วิศวกร หรือผู้ประกอบการ การมี Environmental Stewardship จะเป็นเสมือนหนังสือเดินทางที่นำคุณไปสู่อนาคตที่ยั่งยืน

    ในขณะที่โลกกำลังเผชิญกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมที่ไม่เคยมีมาก่อน การมีทักษะ Environmental Stewardship ไม่ได้หมายถึงการเป็นนักกิจกรรมสิ่งแวดล้อม แต่หมายถึงการเป็นมืออาชีพที่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในขณะเดียวกันกับการดูแลโลกใบนี้ให้อยู่ได้อย่างยั่งยืน

    อนาคตนั้นเป็นสีเขียว และใครก็ตามที่พร้อมจะเรียนรู้และพัฒนา Environmental Stewardship จะเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงนั้น การลงทุนในทักษะนี้วันนี้ คือการลงทุนในอนาคตที่มั่นคงและยั่งยืนของตัวเราเองและของโลกใบนี้

    “การที่เราดูแลโลกใบนี้ไม่ใช่เพราะเราได้รับมันมาจากบรรพบุรุษ แต่เป็นเพราะเราได้ยืมมันมาจากลูกหลาน” – สุภาษิตของชาวพื้นเมืองอเมริกัน ที่สะท้อนถึงแก่นแท้ของ Environmental Stewardship อย่างสมบูรณ์แบบ

    #hrรีพอร์ต

  • ลองคิดดูสิครับ เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ใครจะไปคิดว่าเราจะต้องมาแชทกับ AI เหมือน ChatGPT เพื่อช่วยทำงาน หรือต้องกังวลเรื่องความปลอดภัยไซเบอร์จนต้องมีแผนกเฉพาะในบริษัท? โลกการทำงานเปลี่ยนเร็วมาก และหากเราไม่เตรียมตัว อาจจะตามไม่ทันได้

    วันนี้เราจะมาดูกันว่า 15 ทักษะสำคัญแห่งอนาคต ที่จะกำหนดความสำเร็จในโลกการทำงานปี 2025-2030 คืออะไรบ้าง โดยข้อมูลเหล่านี้มาจากการวิจัยของ World Economic Forum, LinkedIn และ McKinsey & Company หน่วยงานชั้นนำระดับโลก

    เหตุใดทักษะเหล่านี้จึงสำคัญ?

    ก่อนที่จะไปดูรายละเอียดทักษะแต่ละตัว เรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่าทำไมทักษะพวกนี้ถึงได้มาแรง ซึ่งมีปัจจัยใหญ่ ๆ อยู่ 3 ตัวที่กำลังเปลี่ยนโลกของเรา:

    1. ปัญญาประดิษฐ์ (AI) – ตอนนี้ AI ช่วยเขียนโค้ด เขียนอีเมล์ วิเคราะห์ข้อมูล และทำงานที่เป็นรูปแบบได้หมดแล้ว แต่ AI ยังไม่สามารถคิดเชิงกลยุทธ์ หรือสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ ได้

    2. การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว – บริษัทต่าง ๆ กำลังหันมาให้ความสำคัญกับความยั่งยืน ตั้งแต่การลดคาร์บอนไปจนถึงการจัดการขยะ

    3. พลวัตทางประชากรศาสตร์ – สังคมผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น คนทำงานมีความหลากหลายมากขึ้น และการทำงานแบบรีโมทกลายเป็นเรื่องปกติ

    จากปัจจัยทั้งสามนี้ จึงเกิดทักษะ 15 อันดับแรกที่เราจะต้องมี ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มใหญ่ ๆ

    กลุ่มที่ 1: ทักษะด้านการคิดวิเคราะห์และองค์ความรู้

    อันดับ 1: การคิดเชิงวิเคราะห์ (Analytical Thinking)

    นี่คือทักษะที่นายจ้างทั่วโลกต้องการมากที่สุด! แต่ “การคิดเชิงวิเคราะห์” มันคืออะไรกันแน่?

    ลองยกตัวอย่างง่าย ๆ สมมติคุณเป็นผู้จัดการร้านกาแฟ แล้วเห็นว่ายอดขายลดลง การคิดแบบผิวเผินคือ “ลูกค้าน้อยลง ต้องลดราคา” แต่การคิดเชิงวิเคราะห์จะถามว่า:

    • ยอดขายลดลงตอนไหน? เช้า กลางวัน หรือเย็น?
    • ลดลงในเมนูอะไร? กาแฟ เบเกอรี่ หรือทุกอย่าง?
    • มีร้านแข่งขันเปิดใหม่หรือเปล่า?
    • ลูกค้าประจำยังมาหรือไม่? ถ้าไม่มาแล้วไปไหน?

    การตั้งคำถามที่ถูกต้องและหาคำตอบจากข้อมูล นี่แหละคือการคิดเชิงวิเคราะห์ที่แท้จริง

    อันดับ 3: การคิดเชิงสร้างสรรค์ (Creative Thinking)

    “ความคิดสร้างสรรค์” ไม่ได้หมายถึงต้องเป็นศิลปินหรือนักออกแบบเท่านั้น มันหมายถึงการหาทางออกใหม่ ๆ สำหรับปัญหาเก่า

    เอาตัวอย่างจากวิกฤตโควิด-19 ร้านอาหารหลายแห่งต้องปิด แต่บางร้านกลับคิดสร้างสรรค์:

    • เปลี่ยนเป็นระบบ Drive-Thru แบบใหม่
    • ทำ DIY Kit ให้ลูกค้าทำกินเองที่บ้าน (เหมือน Pizza Kit หรือ Tom Yum Kit)
    • จับมือกับ Influencer ทำ Virtual Cooking Class

    ความคิดสร้างสรรค์คือการมองปัญหาจากมุมใหม่ และหาทางออกที่ไม่เคยมีใครคิดมาก่อน

    อันดับ 11: การแก้ปัญหาที่ซับซ้อน (Complex Problem-Solving)

    ปัญหาในโลกปัจจุบันไม่ได้มีสาเหตุเดียว แต่เชื่อมโยงกันหลายมิติ เช่น:

    ปัญหาขาดแคลนชิป (Semiconductor) ที่ทำให้:

    • รถยนต์ผลิตได้น้อยลง
    • โทรศัพท์ราคาแพงขึ้น
    • เครื่องใช้ไฟฟ้าส่งช้า
    • ส่งผลต่อเศรษฐกิจโลก

    การแก้ปัญหาแบบนี้ต้องดูภาพรวม เข้าใจความเชื่อมโยง และหาทางออกที่ไม่ทำให้เกิดปัญหาใหม่

    กลุ่มที่ 2: ทักษะด้านเทคโนโลยีดิจิทัล

    อันดับ 2: ความฉลาดรู้ด้าน AI และ Big Data

    นี่คือทักษะที่เติบโตเร็วที่สุด! แต่ไม่ต้องไปเป็น Programmer มือดี ความฉลาดรู้ด้าน AI แบ่งได้หลายระดับ:

    ระดับพื้นฐาน:

    • ใช้ ChatGPT ช่วยเขียนอีเมล์หรือสรุปเอกสาร
    • ใช้ Canva AI ช่วยออกแบบโปสเตอร์
    • ใช้ Excel หรือ Google Sheets วิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้น

    ระดับกลาง:

    • ใช้ AI ช่วยทำ Market Research
    • วิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าจาก Social Media
    • ใช้ AI chatbot ตอบลูกค้า

    ระดับสูง:

    • พัฒนา AI Model เฉพาะงาน
    • สร้าง Data Pipeline
    • วิเคราะห์ Big Data เชิงลึก

    ตัวอย่างการประยุกต์ใช้: ร้านเสื้อผ้าเล็ก ๆ สามารถใช้ AI วิเคราะห์ว่าสีไหนขายดีในช่วงไหน เพื่อวางแผนสั่งสินค้า

    อันดับ 7: ความปลอดภัยทางไซเบอร์

    เมื่อทุกอย่างอยู่บนออนไลน์ Cybersecurity กลายเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องรู้ ไม่ใช่แค่ IT เท่านั้น

    ตัวอย่างภัยคุกคาม:

    • อีเมล์ปลอมที่ดูเหมือนจริงมาก (Phishing)
    • ไวรัสที่เข้ามาผ่าน USB หรือลิงก์
    • การขโมยข้อมูลส่วนบุคคล (Data Breach)

    ทักษะที่ต้องมี:

    • รู้จักวิธีสร้างรหัสผ่านที่แข็งแกร่ง
    • ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของอีเมล์และลิงก์
    • รู้หลักการทำงานของ VPN และ Two-Factor Authentication
    • เข้าใจนโยบาย Privacy และ GDPR เบื้องต้น

    อันดับ 12: ความรู้ด้านเทคโนโลยี (Technological Literacy)

    นี่คือทักษะพื้นฐานที่ทุกคนต้องมี ไม่ว่าจะทำงานอะไร

    ความรู้พื้นฐานที่ควรมี:

    • เข้าใจหลักการทำงานของ Cloud Storage (Google Drive, Dropbox)
    • รู้จักการใช้งาน Video Conference (Zoom, Teams, Google Meet)
    • เข้าใจการทำงานของ Social Media Algorithm
    • รู้จัก Automation เบื้องต้น (เช่น ตั้ง Auto-Reply อีเมล์)

    กลุ่มที่ 3: ทักษะการนำตนเองและความสามารถในการปรับตัว

    อันดับ 4: ความสามารถในการปรับตัว (Adaptability)

    โลกเปลี่ยนเร็วมาก วิธีทำงานที่ใช้ได้ปีนี้ อาจจะล้าสมัยปีหน้า

    ตัวอย่างการปรับตัว:

    • พนักงานธนาคารที่เรียนรู้ Digital Banking
    • ครูที่เรียนรู้การสอนออนไลน์
    • พนักงานขายที่เรียนรู้ Social Selling

    การปรับตัวไม่ได้หมายถึงการเปลี่ยนงานใหม่เรื่อย ๆ แต่หมายถึงการเรียนรู้วิธีใหม่ในงานเดิม

    อันดับ 5: ความยืดหยุ่นและความพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง

    สถานการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้นได้เสมอ เช่น:

    • วิกฤตโควิด-19 ที่ทำให้ต้องทำงานจากบ้าน
    • AI ที่เข้ามาช่วยหรือทดแทนงานบางอย่าง
    • เศรษฐกิจโลกที่ผันผวน

    คนที่มีความยืดหยุ่นจะ:

    • ไม่ตื่นตระหนกเมื่อมีการเปลี่ยนแปลง
    • หาโอกาสใหม่ ๆ ในช่วงวิกฤต
    • มีแผน B, C, D เตรียมไว้เสมอ

    อันดับ 8: ความใฝ่รู้และการเรียนรู้ตลอดชีวิต

    นี่คือทัศนคติที่สำคัญที่สุด! ทักษะต่าง ๆ ในปัจจุบันมี “วันหมดอายุ”

    ตัวอย่าง:

    • ภาษา Programming ที่ฮิต 5 ปีที่แล้ว อาจจะไม่ฮิตแล้ววันนี้
    • Social Media Platform ใหม่ ๆ เกิดขึ้นเรื่อย ๆ (TikTok, Threads, BeReal)
    • กฎหมายและกฎระเบียบใหม่ ๆ (PDPA, AI Ethics)

    การเรียนรู้ตลอดชีวิตไม่ได้หมายถึงต้องเรียนหนังสือตลอด แต่หมายถึง:

    • ติดตามข่าวสารในสายงานของตัวเอง
    • ลองใช้เครื่องมือใหม่ ๆ
    • เข้าร่วม Workshop หรือ Online Course
    • เรียนรู้จากเพื่อนร่วมงานคนอื่น ๆ

    อันดับ 15: การดูแลสิ่งแวดล้อม (Environmental Stewardship)

    นี่คือทักษะที่น่าประหลาดใจ! ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ “การดูแลสิ่งแวดล้อม” ติดท็อป 15 ทักษะที่นายจ้างต้องการ

    ทำไมถึงสำคัญ?

    • บริษัทต่าง ๆ มีเป้าหมาย Net Zero
    • กฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมเข้มงวดขึ้น
    • ลูกค้ายุคใหม่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม
    • นักลงทุนดู ESG (Environmental, Social, Governance) เป็นหลัก

    ตัวอย่างการประยุกต์ใช้:

    • นักการตลาดที่ออกแบบแคมเปญ Green Marketing
    • นักบัญชีที่คิด Carbon Credit และ ESG Reporting
    • วิศวกรที่ออกแบบผลิตภัณฑ์ลดการปล่อยคาร์บอน
    • HR ที่ออกแบบนโยบาย Work from Home เพื่อลด Carbon Footprint

    กลุ่มที่ 4: ทักษะด้านมนุษยสัมพันธ์และการสื่อสาร

    อันดับ 6: ความเป็นผู้นำและการสร้างอิทธิพล

    ในยุคที่องค์กรแบนราบลง และทำงานแบบ Cross-functional มากขึ้น “ความเป็นผู้นำ” ไม่ได้หมายถึงต้องมีตำแหน่งสูงเท่านั้น

    Leadership แบบใหม่:

    • Thought Leadership: เป็นที่พึ่งของทีมในการให้คำปรึกษา
    • Influence without Authority: โน้มน้าวคนอื่นได้แม้ไม่ใช่หัวหน้า
    • Digital Leadership: นำทีมในการใช้เครื่องมือดิจิทัล

    ตัวอย่าง: พนักงาน Marketing ที่สามารถโน้มน้าวทีม IT ให้ช่วยพัฒนา Website ใหม่ โดยอธิบายถึงประโยชน์ที่จะได้รับอย่างชัดเจน และสร้างความสัมพันธ์ที่ดี

    อันดับ 9: การจัดการความขัดแย้ง

    ในโลกที่ทุกคนมีความเห็นต่างกัน การจัดการความขัดแย้งกลายเป็นทักษะที่จำเป็น

    สถานการณ์ที่พบบ่อย:

    • ทีมขายต้องการ Feature ใหม่เร็ว ๆ แต่ทีม Dev ต้องการเวลา Test
    • แผนก Marketing ต้องการบัดเจตมาก แต่แผนกการเงินต้องการควบคุมค่าใช้จ่าย
    • พนักงานเก่าไม่อยากใช้ระบบใหม่ แต่บริษัทต้องการ Digital Transformation

    หลักการจัดการความขัดแย้ง:

    • ฟังทุกฝ่ายอย่างใส่ใจ
    • หาจุดร่วมที่ทุกคนเห็นด้วย
    • เสนอทางออกที่เป็น Win-Win
    • มุ่งเน้นที่วัตถุประสงค์ร่วม ไม่ใช่ความขัดแย้งส่วนตัว

    อันดับ 10: ความฉลาดทางอารมณ์

    ในอดีต “ความฉลาดทางอารมณ์” ถูกมองเป็นทักษะเสริม แต่ตอนนี้กลายเป็นแกนหลักของธุรกิจ

    องค์ประกอบสำคัญ:

    • Self-Awareness: รู้จักอารมณ์และปฏิกิริยาของตัวเอง
    • Self-Regulation: ควบคุมอารมณ์ได้ในสถานการณ์ต่าง ๆ
    • Empathy: เข้าใจความรู้สึกของคนอื่น
    • Social Skills: สร้างความสัมพันธ์ที่ดีได้

    ตัวอย่างการใช้: Customer Service ที่ต้องรับมือกับลูกค้าโกรธ สามารถใช้ความฉลาดทางอารมณ์:

    • รู้ว่าลูกค้าโกรธเพราะปัญหา ไม่ใช่โกรธเรา
    • ควบคุมอารมณ์ตัวเอง ไม่โต้ตอบกลับไป
    • เข้าใจความรู้สึกลูกค้า แสดงความเข้าใจ
    • หาทางออกที่ทำให้ลูกค้าพอใจ

    อันดับ 13: การจัดการผู้มีความสามารถ (Talent Management)

    ด้วยสังคมผู้สูงอายุและการแข่งขันหาคนเก่งที่รุนแรงขึ้น “การจัดการคนเก่ง” กลายเป็นทักษะสำคัญ

    ความท้าทายใหม่:

    • Gen Z ที่มีความคาดหวังแตกต่างจาก Gen เก่า
    • Work from Home ที่ทำให้การ Manage ยากขึ้น
    • สายงานใหม่ ๆ ที่ยังไม่มี Best Practice ชัดเจน

    ทักษะที่ต้องมี:

    • เข้าใจความต้องการของคนคนต่างๆ (Multi-generational Workforce)
    • ออกแบบ Career Path ที่น่าสนใจ
    • สร้าง Learning Culture ในองค์กร
    • ใช้เทคโนโลยีช่วย HR (HR Tech)

    อันดับ 14: การสื่อสาร (Communication)

    ในยุคที่ทำงานแบบ Hybrid และต้องทำงานข้ามประเทศ “การสื่อสาร” กลายเป็นทักษะที่ซับซ้อนขึ้นมาก

    การสื่อสารแบบใหม่:

    • Visual Communication: ใช้ Infographic, Video, Presentation สื่อความหมาย
    • Data Storytelling: เล่าเรื่องผ่านตัวเลขให้น่าสนใจ
    • Cross-Cultural Communication: สื่อสารกับคนต่างวัฒนธรรม
    • Digital Communication: เขียนอีเมล์, Chat, Social Media ให้มีประสิทธิภาพ

    ตัวอย่าง Data Storytelling: แทนที่จะบอกว่า “ยอดขายเพิ่มขึ้น 15%” ลองเล่าเรื่องว่า “ในไตรมาสที่ผ่านมา ลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้น 1,500 ราย ส่วนใหญ่มาจากการแนะนำของลูกค้าเก่า ทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้น 15% หรือ 3 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลจากโครงการ Customer Loyalty ที่เราเริ่มต้น 6 เดือนก่อน”

    สรุป: อนาคตเป็นของคนที่มี “Hybrid Skills”

    จากทักษะ 15 อันดับที่เราได้ดูกันมา สิ่งที่น่าสนใจคือ อนาคตไม่ได้เป็นของคนที่มีทักษะเทคนิคอย่างเดียว หรือทักษะด้านมนุษย์อย่างเดียว แต่เป็นของคนที่รวมทั้งสองอย่างเข้าด้วยกัน

    ตัวอย่าง Hybrid Skills:

    • Data Scientist + Storytelling: วิเคราะห์ข้อมูลเก่ง แล้วเล่าให้คนอื่นเข้าใจได้ด้วย
    • AI Expert + Ethics: พัฒนา AI ได้ แต่คำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมด้วย
    • Marketing + Sustainability: ทำการตลาดเก่ง แต่ผสมผสานแนวคิดความยั่งยืน
    • Leadership + Digital: เป็นผู้นำที่เก่ง และใช้เทคโนโลยีช่วยบริหารทีมได้ด้วย

    การเตรียมตัวสำหรับอนาคต

    ทักษะ 15 ข้อนี้อาจจะดูมากและท่วมท้น แต่จริง ๆ แล้วไม่จำเป็นต้องเก่งทุกข้อ แค่เลือกที่เหมาะกับสายงานและความสนใจของตัวเอง

    ขั้นตอนการเตรียมตัว:

    1. ประเมินตัวเองก่อน – ดูว่าทักษะไหนที่มีอยู่แล้ว ทักษะไหนที่ต้องพัฒนา
    2. เลือก 3-5 ทักษะหลัก – เน้นที่เหมาะกับสายงานและมีความสนใจ
    3. หาวิธีเรียนรู้ – Online Course, Workshop, หรือเรียนรู้จากประสบการณ์จริง
    4. ฝึกใช้จริง – หาโอกาสนำไปประยุกต์ใช้ในงานหรือโปรเจกต์ส่วนตัว
    5. อัปเดตตัวเองอย่างสม่ำเสมอ – ติดตามความเปลี่ยนแปลงในสายงานตัวเอง

    จำไว้ว่า “การเรียนรู้ตลอดชีวิต” เป็นทักษะที่สำคัญที่สุด เพราะโลกจะเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ และเราต้องพร้อมเปลี่ยนไปด้วย

    อนาคตนั้นเป็นของคนที่พร้อมเรียนรู้ พร้อมปรับตัว และพร้อมที่จะใช้ทั้งเทคโนโลยีและความเป็นมนุษย์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

    เริ่มต้นวันนี้ เลือกทักษะที่คิดว่าน่าสนใจที่สุด แล้วลองหาทางเรียนรู้ดู อนาคตที่สวยงามรอคุณอยู่!

    คำถามสำคัญที่ควรถามตัวเอง

    ก่อนปิดท้ายบทความ มาถามตัวเองกัน:

    1. จากทักษะ 15 ข้อนี้ ข้อไหนที่คุณมีอยู่แล้วบ้าง?

    • ให้คะแนนตัวเองแต่ละข้อ 1-10
    • ทักษะไหนที่ได้คะแนนสูงสุด 3 อันดับแรก?

    2. ทักษะไหนที่คุณคิดว่าจำเป็นที่สุดสำหรับงานปัจจุบันหรือเป้าหมายอาชีพ?

    • เลือก 5 ทักษะที่สำคัญที่สุด
    • เรียงลำดับความสำคัญ

    3. คุณจะเริ่มต้นพัฒนาทักษะไหนก่อน?

    • เลือกแค่ 1-2 ทักษะเป็นจุดเริ่มต้น
    • กำหนดเป้าหมายระยะสั้น (3-6 เดือน)

    โลกการทำงานในอนาคตอาจจะดูน่าท้าทาย แต่เมื่อเราเตรียมตัวให้พร้อม มันจะกลายเป็นโอกาสทองที่จะทำให้เราเติบโตและประสบความสำเร็จในแบบที่เราไม่เคยคิดมาก่อน

    สิ่งสำคัญที่สุดคือ อย่ารอให้โลกเปลี่ยน แต่ให้เราเปลี่ยนไปก่อนโลก เพราะคนที่เตรียมตัวไว้ก่อนจะเป็นคนที่คว้าโอกาสได้เร็วที่สุด

    ปี 2025-2030 รอคุณอยู่ คุณพร้อมแล้วหรือยัง?

    #hrรีพอร์ต

  • เริ่มต้นด้วยคำถามง่ายๆ

    ลองนึกดูสิครับ ถ้าเราย้อนกลับไปเมื่อ 100 ปีที่แล้ว จะเจออะไรบ้าง? ไม่มีสมาร์ทโฟน ไม่มีอินเทอร์เน็ต ไม่มีรถยนต์ไฟฟ้า แม้แต่ทีวีสีก็ยังไม่มี แต่รู้ไหมครับ ถ้าเราไปอ่านหนังสือพิมพ์เมื่อ 100 ปีก่อน จะเจอข่าวที่คุ้นตาจนน่าขนลุก

    ข่าวการเมืองที่คนโกรธแค้นกัน ข่าวคนรวยที่โกงเงิน ข่าวคนจนที่อิจฉาคนรวย ข่าวหุ้นที่ขึ้นลงแบบบ้าคลั่ง และข่าวคนที่เชื่อว่า “ครั้งนี้แตกต่าง”

    นี่แหละคือจุดเริ่มต้นของหนังสือ “Same as Ever” ของ Morgan Housel นักเขียนชื่อดังที่เคยเขียนหนังสือ “The Psychology of Money” ที่ขายดีทั่วโลก

    เรื่องราวที่ Housel อยากเล่าให้ฟัง

    Housel เล่าว่าเขาเป็นคนที่ชอบอ่านประวัติศาสตร์ วันหนึ่งเขาก็สังเกตเห็นว่า แม้โลกจะเปลี่ยนไปมาก แต่เรื่องราวที่เกิดขึ้นในแต่ละยุคสมัยกลับคล้ายๆ กันเสมอ

    เขายกตัวอย่างเรื่องการลงทุนในหุ้น เมื่อปี 1929 ตลาดหุ้นอเมริกาพังครั้งใหญ่ คนในยุคนั้นพากันเชื่อว่า “ครั้งนี้แตกต่าง” หุ้นจะขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีวันลง ผลออกมาเป็นยังไง? พังยับ

    มาถึงปี 1999-2000 ช่วงที่หุ้นเทคโนโลยีบูม คนก็เชื่อแบบเดิมว่า “ครั้งนี้แตกต่าง” อินเทอร์เน็ตจะเปลี่ยนทุกอย่าง หุ้นจะขึ้นไม่หยุด ผลล่ะ? ก็พังอีก

    แล้วมาถึงปี 2008 คราวนี้เป็นเรื่องบ้านที่คนเชื่อว่า “ราคาบ้านไม่มีวันลง” ผลออกมายังไง? พังหนักมาก จนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลก

    “เห็นไหมครับ” Housel บอก “เทคโนโลยีเปลี่ยน แต่ธรรมชาติของคนไม่เปลี่ยน”

    เรื่องแรก: ความโลภและความกลัวที่ไม่มีวันหาย

    ให้ลองนึกถึงเพื่อนที่เล่นหุ้น เวลาหุ้นขึ้น เขาจะเล่าให้ฟังว่าได้กำไรเท่าไหร่ แล้วก็ชวนเราเล่นด้วย “ง่ายมาก ไม่มีเสียหรอก” แต่พอหุ้นลง เขาก็เงียบหายไป

    นี่คือสิ่งที่ Housel เรียกว่า “ความโลภและความกลัว” ที่เป็นธรรมชาติพื้นฐานของมนุษย์

    เขาเล่าเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจ เมื่อปี 1637 ในประเทศเนเธอร์แลนด์ เกิดเหตุการณ์ที่เรียกว่า “Tulip Mania” คนทั้งประเทศคลั่งไคล้ดอกทิวลิป ราคาหัวทิวลิป 1 หัวแพงกว่าบ้านหลังหนึ่ง!

    ทำไมถึงเป็นแบบนั้น? เพราะคนเห็นเพื่อนบ้านรวยจากการขายทิวลิป เลยอยากรวยบ้าง (ความโลภ) แต่พอฟองสบู่แตก ทุกคนก็กลัวจะขาดทุน เลยขายหมด ทำให้ราคาพุ่งลงจนติดลบ

    “เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นทุกยุคทุกสมัย” Housel บอก “เปลี่ยนแค่สินค้า แต่จิตใจคนเหมือนเดิม”

    เรื่องที่สอง: พลังของเรื่องเล่าที่น่าเชื่อ

    Housel เล่าเรื่องน่าสนใจอีกเรื่องหนึ่ง เขาถามว่า ทำไมคนเราถึงชอบฟังข่าวลือ มากกว่าอ่านรายงานวิจัยที่มีข้อมูลครบถ้วน?

    คำตอบคือ เรื่องเล่าฟังง่าย ข้อมูลดูยาก

    เขายกตัวอย่าง ถ้ามีคนมาบอกว่า “หุ้นตัวนี้จะขึ้น เพราะบริษัทกำลังพัฒนาเทคโนโลジีใหม่ที่จะเปลี่ยนโลก” ฟังแล้วน่าเชื่อมาก

    แต่ถ้าให้อ่านงบการเงิน 50 หน้า ดูอัตราส่วนทางการเงิน 20 ตัว แล้วคำนวณมูลค่าที่แท้จริง ใครจะอยากทำ?

    ผลคือ คนเราเลือกเชื่อเรื่องเล่าที่ฟังง่าย มากกว่าข้อมูลที่ซับซ้อนแต่ถูกต้อง

    Housel เล่าว่า ในช่วงปี 1999 มีบริษัทเทคโนโลยีหลายร้อยบริษัทที่เข้าตลาดหุ้น แต่ละบริษัทก็มีเรื่องเล่าที่น่าตื่นเต้น “เราจะเป็นอเมซอนของเอเชีย” “เราจะเป็นกูเกิลของยุโรป”

    แต่เมื่อดูงบการเงิน กลับพบว่าส่วนใหญ่ขาดทุน ไม่มีรายได้ที่แน่นอน แต่คนก็ยังซื้อ เพราะเรื่องเล่าน่าฟังกว่าตัวเลข

    เรื่องที่สาม: คำว่า “ครั้งนี้แตกต่าง” ที่อันตรายที่สุด

    นี่คือประเด็นที่ Housel เน้นหนักที่สุด เขาบอกว่า ถ้อยคำที่อันตรายที่สุดในโลกการเงิน คือ “This time is different” หรือ “ครั้งนี้แตกต่าง”

    เขาเล่าเรื่องอสังหาริมทรัพย์ในอเมริกา ก่อนเกิดวิกฤต 2008 คนทั้งประเทศเชื่อว่า “ราคาบ้านไม่มีวันลง” เพราะ:

    • ประชากรเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
    • ที่ดินมีจำกัด
    • รัฐบาลสนับสนุนให้คนมีบ้านเป็นของตัวเอง

    ฟังแล้วสมเหตุสมผลมาก จนธนาคารยอมให้คนที่ไม่มีงาน ไม่มีเงินเดือน กู้เงินซื้อบ้านได้

    แต่สิ่งที่พวกเขาลืมคิด คือ เมื่อราคาบ้านสูงเกินตัว คนก็จะซื้อไม่ไหว และเมื่อคนซื้อไม่ไหว ราคาก็ต้องลง

    ผลคือ ราคาบ้านพุ่งลงกว่า 30% ธนาคารล้มละลาย คนเสียบ้าน และเกิดวิกฤตเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ยุค 1930

    “ธรรมชาติของคนไม่เปลี่ยน” Housel เตือน “ถ้าราคาอะไรสูงเกินตัว ก็จะมีวันลง ไม่ว่าจะมีเหตุผลดีๆ กี่ข้อก็ตาม”

    เรื่องที่สี่: พลังของเวลาที่คนมองข้าม

    Housel เล่าเรื่องที่น่าคิดเรื่องหนึ่ง เขาถามว่า อะไรคือสิ่งที่ทรงพลังที่สุดในโลก?

    คำตอบไม่ใช่เงิน ไม่ใช่อำนาจ แต่คือ “เวลา”

    เขายกตัวอย่าง Warren Buffett นักลงทุนที่รวยที่สุดในโลก เริ่มลงทุนตั้งแต่อายุ11 ขวบ ปัจจุบันอายุกว่า 90 ปี

    ถ้าเขาเริ่มลงทุนตอนอายุ 30 แทน เขาจะรวยแค่ 1 ใน 50 ของความรวยปัจจุบัน ทั้งๆ ที่ใช้วิธีการลงทุนแบบเดียวกัน

    ความแตกต่างคือ “เวลา”

    Housel อธิบายด้วยตัวอย่างง่ายๆ ถ้าเราออมเงิน 1,000 บาทต่อเดือน ดอกเบี้ย 7% ต่อปี:

    • 10 ปีแรก จะได้ประมาณ 170,000 บาท
    • 20 ปีแรก จะได้ประมาณ 520,000 บาท
    • 30 ปีแรก จะได้ประมาณ 1,200,000 บาท
    • 40 ปีแรก จะได้ประมาณ 2,600,000 บาท

    “เห็นไหม” เขาบอก “10 ปีสุดท้าย ให้ผลมากกว่า 10 ปีแรกถึง 15 เท่า แม้จะออมเงินเท่าเดิม”

    นี่คือพลังของ “compound interest” หรือดอกเบี้ยทบต้น ที่ Einstein เคยบอกว่าเป็น “ปาฏิหาริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก”

    เรื่องที่ห้า: ความล้มเหลวที่ซ่อนอยู่ในความสำเร็จ

    Housel เล่าเรื่องที่หลายคนอาจไม่เคยคิด คือ ความสำเร็จอาจเป็นจุดเริ่มต้นของความล้มเหลว

    เขายกตัวอย่าง บริษัท Blockbuster ที่เคยเป็นราชาให้เช่าหนัง มีสาखากว่า 9,000 แห่งทั่วโลก ในปี 2004 มีรายได้กว่า 6 พันล้านดอลลาร์

    แต่พอ Netflix เกิดขึ้น เสนอให้ดูหนังผ่านอินเทอร์เน็ต Blockbuster ก็ไม่สนใจ เพราะคิดว่า “คนต้องการสัมผัสแผ่น DVD จริงๆ” และ “อินเทอร์เน็ตยังช้า ดูหนังไม่ได้”

    ผลคือ ภายใน 10 ปี Blockbuster ล้มละลาย ส่วน Netflix กลายเป็นบริษัทมูลค่าหลายแสนล้านดอลลาร์

    “ปัญหาของ Blockbuster ไม่ใช่ว่าโง่” Housel อธิบาย “แต่เป็นเพราะสำเร็จเกินไป จนไม่เห็นความเปลี่ยนแปลง”

    เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นบ่อยมาก บริษัทที่เคยเป็น number 1 มักจะล้มลงเพราะอยู่ในกรอบเดิม ไม่ยอมเปลี่ยน

    เรื่องที่หก: เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง

    นี่คือประเด็นที่ Housel ถือว่าสำคัญมาก เขาบอกว่า สิ่งที่เปลี่ยนโลกจริงๆ มักจะเป็นเหตุการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิด

    เขายกตัวอย่าง:

    • อินเทอร์เน็ต: เริ่มจากโครงการทหารที่ต้องการระบบสื่อสารที่ไม่พังง่าย
    • iPhone: เกิดจาก Steve Jobs ที่ไม่พอใจโทรศัพท์ที่มีคีย์บอร์ดเยอะ
    • Facebook: เริ่มจากนักศึกษาที่อยากหาเพื่อนในมหาวิทยาลัย
    • COVID-19: ไม่มีใครคิดว่าไวรัสจะหยุดโลกได้

    “สิ่งที่เราคาดหวัง มักไม่เกิด แต่สิ่งที่ไม่คาดคิด กลับเกิดขึ้นจริง” Housel บอก

    เขาให้คำแนะนำว่า แทนที่จะพยายามทายอนาคต เราควรเตรียมตัวให้พร้อมรับมือกับสิ่งที่ไม่คาดคิด

    วิธีเตรียมตัวคือ:

    • มีเงินสำรองไว้พอสมควร
    • ไม่เอาเงินทั้งหมดไปลงทุนในที่เดียว
    • เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ
    • สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้าง

    เรื่องที่เจ็ด: คุณค่าของความใจเย็น

    Housel เล่าเรื่องที่เขาประทับใจมาก เมื่อปี 2008 ช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ หุ้นทั่วโลกตกหนัก คนส่วนใหญ่ตื่นตระหนก ขายหุ้นหมด

    แต่มีกลุ่มคนหนึ่งที่ทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม พวกเขาซื้อหุ้นเพิ่ม เพราะรู้ว่า “เมื่อคนอื่นกลัว เราควรโลภ”

    ผลออกมายังไง? 10 ปีต่อมา คนที่ขายหุ้นในปี 2008 ยังขาดทุนอยู่ แต่คนที่ซื้อเพิ่มกลับรวยขึ้นหลายเท่า

    “ความใจเย็นคือทักษะที่หาค่าไม่ได้” Housel บอก “แต่เป็นทักษะที่ฝึกได้”

    วิธีฝึกความใจเย็น:

    • อ่านประวัติศาสตร์ จะเห็นว่าเหตุการณ์เลวร้ายผ่านไปได้เสมอ
    • มองระยะยาว ไม่ติดอยู่กับเหตุการณ์ในช่วงเวลาสั้นๆ
    • มีแผนสำรองเตรียมไว้
    • ไม่ตื่นตระหนกเพราะข่าวสาร

    บทสุดท้าย: สิ่งที่ไม่เปลี่ยนคือโอกาสของเรา

    Housel จบหนังสือด้วยข้อความที่น่าคิด เขาบอกว่า ในโลกที่ทุกคนคิดว่าทุกอย่างเปลี่ยนไปหมด การเข้าใจสิ่งที่ไม่เปลี่ยนจะเป็นความได้เปรียบอย่างมาก

    สิ่งที่ไม่เปลี่ยนคือ:

    • คนเราชอบเรื่องเล่าที่ง่าย มากกว่าข้อมูลที่ซับซ้อน
    • คนเราโลภเมื่อเห็นคนอื่นรวย กลัวเมื่อเห็นคนอื่นขาดทุน
    • คนเราชอบคิดว่า “ครั้งนี้แตกต่าง”
    • เวลาคือพลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
    • สิ่งที่ไม่คาดคิดจะเกิดขึ้นเสมอ
    • ความใจเย็นมีค่ากว่าความฉลาด

    “ถ้าเราเข้าใจสิ่งเหล่านี้” เขาบอก “เราจะตัดสินใจได้ดีกว่าคนอื่น ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปแบบไหน”

    สิ่งที่เราได้เรียนรู้

    หนังสือ “Same as Ever” ไม่ใช่หนังสือที่บอกเราว่าอนาคตจะเป็นยังไง แต่เป็นหนังสือที่บอกว่า มนุษย์มีธรรมชาติที่ไม่เปลี่ยน และถ้าเราเข้าใจธรรมชาตินี้ เราจะใช้ชีวิตได้ดีกว่า

    การเงิน การลงทุน การทำงาน การใช้ชีวิต ล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องกับจิตใจของคน และจิตใจของคนไม่เปลี่ยน ไม่ว่าจะมีเทคโนโลยีใหม่ๆ เกิดขึ้นมากแค่ไหน

    ดังนั้น แทนที่จะพยายามตามให้ทันโลกที่เปลี่ยนไป เราควรเข้าใจสิ่งที่ไม่เปลี่ยน แล้วใช้ความเข้าใจนี้เป็นหลักในการดำเนินชีวิต

    นั่นคือ บทเรียนสำคัญจากหนังสือเล่มนี้ครับ

    #hrรีพอร์ต

  • ในโลกที่เต็มไปด้วยคำแนะนำการเงินและการใช้ชีวิตนับพันๆ แนว มีชายคนหนึ่งที่คำพูดของเขากลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนนับล้านทั่วโลก นั่นคือ Naval Ravikant นักลงทุนและผู้ประกอบการชาวอเมริกันที่มีมุมมองเฉียบคมเกี่ยวกับการสร้างความมั่งคั่งและความสุข

    หนังสือ “The Almanack of Naval Ravikant” โดย Eric Jorgenson ได้รวบรวมเอาปรัชญาชีวิตของ Naval ที่กระจัดกระจายอยู่ในทวิตเตอร์ พอดแคสต์ และบทสัมภาษณ์ต่างๆ มาไว้ในเล่มเดียว วันนี้เราจะมาเจาะลึกเรื่องราวและบทเรียนชีวิตที่น่าสนใจจากชายผู้นี้กันครับ

    จุดเริ่มต้นของนักคิดผู้ไม่ธรรมดา

    Naval Ravikant เกิดในประเทศอินเดียและย้ายไปอเมริกาตอนเด็ก เขาเติบโตมาในครอบครัวที่ไม่มีฐานะ และต้องเผชิญกับความยากลำบากมากมาย แต่สิ่งที่ทำให้เขาแตกต่างคือความอยากรู้อยากเห็นและการชอบอ่านหนังสือ

    เขาเล่าว่าตอนเด็กเขาชอบไปที่ห้องสมุดและอ่านหนังสือทุกแขนง ไม่ว่าจะเป็นวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ปรัชญา หรือธุรกิจ ความอยากรู้แบบไม่จำกัดนี้เองที่ทำให้เขากลายเป็นคนที่มีมุมมองกว้างและลึกซึ้งในภายหลัง

    ต่อมาเขาก่อตั้งบริษัท AngelList ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่เชื่อมต่อสตาร์ทอัพกับนักลงทุน และกลายเป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก เขาลงทุนในบริษัทดังๆ เช่น Twitter, Uber, และ Notion แต่สิ่งที่ทำให้เขามีชื่อเสียงไม่ใช่แค่ความสำเร็จในการลงทุน แต่เป็นปรัชญาชีวิตที่เขาแบ่งปันแบบไม่เก็บงำ

    ความมั่งคั่งที่แท้จริงคืออะไร?

    สิ่งแรกที่ Naval สอนเราคือการเปลี่ยนมุมมองเรื่องความรวย เขาบอกว่า “ความมั่งคั่งคือการมีสินทรัพย์ที่สร้างรายได้ให้เราขณะที่เรานอนหลับ”

    ให้นึกภาพคนสองคน คนแรกเป็นหมอที่หาเงินได้เดือนละ 200,000 บาท แต่ต้องทำงาน 12 ชั่วโมงต่อวัน ถ้าเขาหยุดทำงาน รายได้ก็หยุด คนที่สองเป็นคนที่มีร้านค้าออนไลน์ที่หาเงินได้เดือนละ 50,000 บาท แต่ระบบทำงานเองได้ เขาไม่ต้องเฝ้าดูตลอดเวลา

    Naval จะบอกว่าคนที่สองมั่งคั่งกว่า เพราะเขาได้เวลาของตัวเองคืนมา และสามารถขยายธุรกิจได้โดยไม่ต้องเพิ่มเวลาทำงาน

    วิธีสร้างความมั่งคั่งจริง

    Naval เสนอหลักการสำคัญ 4 ข้อในการสร้างความมั่งคั่ง:

    1. เรียนรู้ทักษะที่หายาก อย่าพยายามแข่งขันในเกมที่คนเล่นกันเยอะ ให้หาสิ่งที่เราถนัดและพัฒนาจนเป็นเลิศ เขายกตัวอย่างว่าแทนที่จะเป็นโปรแกรมเมอร์ธรรมดาๆ ให้เป็นโปรแกรมเมอร์ที่เชี่ยวชาญเรื่อง AI หรือ blockchain เป็นพิเศษ

    2. ใช้เทคโนโลยีขยายผลงาน เขาเน้นว่าในยุคนี้ คนคนเดียวสามารถทำงานที่ส่งผลกระทบต่อคนล้านคนได้ เช่น การสร้างแอป YouTube channel หรือเขียนหนังสือ สิ่งเหล่านี้ทำครั้งเดียวแต่ขายได้ไม่จำกัด

    3. เป็นเจ้าของธุรกิจ ไม่ใช่ลูกจ้าง ลูกจ้างมีรายได้จำกัด แต่เจ้าของธุรกิจมีรายได้ไม่จำกัด แม้แต่การเป็น freelancer ที่ขายทักษะตัวเองก็ดีกว่าการเป็นลูกจ้าง

    4. ให้เงินทำงานแทนเรา เมื่อมีเงินเหลือแล้ว ให้นำไปลงทุนในสิ่งที่สร้างรายได้ เช่น หุ้น อสังหาริมทรัพย์ หรือธุรกิจ

    ความสุขที่ไม่ต้องหาซื้อ

    แต่ Naval ไม่ได้สนใจแค่เงิน เขาให้ความสำคัญกับความสุขเท่าๆ กัน คำจำกัดความของความสุขตาม Naval คือ “สภาวะที่ไม่ต้องการอะไรเพิ่มเติม”

    เขาเล่าว่าเมื่อก่อนเขาคิดว่าถ้ามีเงินเยอะๆ จะมีความสุข แต่เมื่อรวยแล้วกลับพบว่าความสุขไม่ได้มาจากการมีมาก แต่มาจากการต้องการน้อย

    เทคนิคการมีความสุขของ Naval

    1. อยู่กับปัจจุบัน เขาบอกว่าคนเราไม่มีความสุขเพราะไปกังวลเรื่องอนาคตหรือเสียใจเรื่องอดีต ลองสังเกตดูเด็กเล็กๆ พวกเขามีความสุขเพราะคิดแค่เรื่องตอนนี้

    2. เลือกคบคนที่ดี Naval เน้นว่า “คุณเป็นค่าเฉลี่ยของคน 5 คนที่คุณใช้เวลาด้วยมากที่สุด” ถ้าคบคนที่บ่น โกรธง่าย หรือคิดลบ เราก็จะเป็นแบบนั้นตาม แต่ถ้าคบคนที่มีพลังบวก มีความคิดสร้างสรรค์ เราก็จะเป็นแบบนั้น

    เขายกตัวอย่างว่าถ้าเพื่อนเราชอบพูดคุยเรื่องการเติบโต การเรียนรู้ การสร้างสิ่งใหม่ๆ การอยู่กับพวกเขาจะทำให้เราพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ

    3. ออกกำลังกาย อ่านหนังสือ และทำสมาธิ นี่คือ 3 สิ่งที่ Naval ทำทุกวัน เขาบอกว่าการออกกำลังกายทำให้ร่างกายแข็งแรง การอ่านหนังสือทำให้สมองพัฒนา การทำสมาธิทำให้จิตใจสงบ

    4. เลิกความโกรธและความอิจฉา เขามีประโยคดังที่ว่า “ความโกรธเป็นการลงโทษตัวเองด้วยความผิดของคนอื่น” การโกรธไม่ได้เปลี่ยนแปลงสถานการณ์ แต่ทำร้ายเราเอง

    พลังของการเรียนรู้

    Naval เชื่อมั่นว่า การอ่านคือซูเปอร์พาวเวอร์ เขาอ่านหนังสือวันละหลายชั่วโมงและมีวิธีอ่านที่น่าสนใจ

    เขาไม่อ่านหนังสือให้จบทุกเล่ม ถ้าเจอหนังสือที่น่าเบื่อ เขาจะเลิกอ่านทันที เพราะชีวิตสั้นเกินไปที่จะเสียเวลากับสิ่งที่ไม่ให้ประโยชน์

    หนังสือที่ Naval แนะนำ

    เขาชอบอ่านหนังสือที่เป็น “timeless” หรือไม่ล้าสมัย เช่น:

    • หนังสือเรื่องคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์พื้นฐาน
    • หนังสือปรัชญาของนักคิดยุคก่อน
    • หนังสือเรื่องประวัติศาสตร์และจิตวิทยา

    เขาบอกว่าแทนที่จะอ่านข่าวที่เปลี่ยนไปทุกวัน ให้อ่านสิ่งที่ใช้ได้ไปทั้งชีวิต

    การคิดจากหลักการพื้นฐาน

    Naval สอนให้เราคิดแบบ “First Principles Thinking” หรือการคิดจากหลักการพื้นฐาน

    ตัวอย่างเช่น คนส่วนใหญ่เมื่อต้องการลดน้ำหนักจะไปหาวิธีลดน้ำหนักแปลกๆ แต่ถ้าคิดจากหลักการพื้นฐาน เราจะได้ว่า: ลดน้ำหนัก = เผาผลาญแคลอรี่มากกว่าที่กิน = กินน้อย + เคลื่อนไหวมาก ง่ายแค่นั้น

    เทคนิคนี้ทำให้เราไม่ถูกหลอกง่าย และสามารถแก้ปัญหาได้ตรงจุด

    การตัดสินใจและการดำเนินชีวิต

    Naval มีแนวคิดที่น่าสนใจเกี่ยวกับการตัดสินใจ เขาบอกว่า “สำหรับการตัดสินใจเล็กๆ ให้ตัดสินใจเร็วๆ สำหรับการตัดสินใจใหญ่ ให้คิดนาน แต่พอตัดสินใจแล้วให้ลงมือทันที”

    ตัวอย่างการตัดสินใจเล็ก: จะกินอะไรเที่ยง จะดูหนังเรื่องไหน ไม่ต้องคิดมาก เลือกอันไหนก็ได้

    ตัวอย่างการตัดสินใจใหญ่: จะแต่งงานกับใคร จะทำงานอะไร จะซื้อบ้านหรือไม่ ให้เวลาคิดพอสมควร แต่พอตัดสินใจแล้วอย่าลังเล

    การจัดการกับความล้มเหลว

    เขามองว่าความล้มเหลวเป็นครูที่ดีที่สุด เขาเล่าว่าเขาเคยล้มเหลวหลายครั้งก่อนที่จะประสบความสำเร็จ แต่ทุกครั้งที่ล้มเหลวทำให้เขาได้บทเรียนที่มีค่า

    “ถ้าคุณไม่เคยล้มเหลว แสดงว่าคุณยังไม่ได้ลองทำอะไรที่ท้าทายพอ” เขากล่าว

    ความเป็นจริงของชีวิตที่ไม่มีใครบอก

    Naval ไม่ได้สอนแค่เทคนิค เขายังบอกความจริงของชีวิตที่หลายคนไม่อยากได้ยิน:

    1. ไม่มีทางลัดสู่ความสำเร็จ ทุกอย่างต้องใช้เวลา เขาใช้เวลาหลายปีกว่าจะเป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ

    2. คุณต้องเลือก เราไม่สามารถมีทุกอย่างได้ ถ้าต้องการเป็นเอ็กซ์เซลในงาน อาจต้องสละเวลากับครอบครัวบ้าง ถ้าต้องการมีเวลากับครอบครัวเยอะ อาจเลื่อนตำแหน่งช้าไป

    3. ความคิดเห็นของคนอื่นไม่สำคัญ “จะมีความสุขได้ก็ต่อเมื่อเราไม่สนใจว่าคนอื่นจะคิดยังไงกับเรา” การพยายามทำให้ทุกคนชอบเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้

    ข้อคิดที่เปลี่ยนชีวิต

    หนังสือเล่มนี้เต็มไปด้วยประโยคสั้นๆ ที่ชวนคิด ที่ Naval เรียกว่า “Naval-isms”:

    • “ความกังวลเป็นการใช้จินตนาการในทางที่ผิด”
    • “อิจฉาเป็นความโง่ ความโกรธเป็นการลงโทษตัวเอง ความคาดหวังเป็นการทำร้ายตัเองในอนาคต”
    • “เลือกเป็นตัวเองในโลกที่พยายามทำให้คุณเป็นคนอื่น”
    • “ความรู้ที่ไม่นำไปปฏิบัติคือความไม่รู้”

    การนำไปใช้ในชีวิตจริง

    การอ่านแล้วไม่นำไปใช้ก็ไม่มีประโยชน์ ลองเริ่มจากสิ่งเล็กๆ:

    วันนี้:

    • หาเวลา 30 นาทีอ่านหนังสือ
    • ออกกำลังกายแค่ 15 นาที
    • เลิกดูข่าวที่ทำให้เครียด

    สัปดาห์นี้:

    • เขียนรายการสิ่งที่เราเก่งและชอบทำ
    • คิดว่าจะเอาความเก่งนี้ไปสร้างรายได้ได้ยังไง
    • ลดเวลาการใช้โซเชียลมีเดียที่ไม่มีประโยชน์

    เดือนนี้:

    • หาคอร์สหรือหนังสือมาเรียนรู้ทักษะใหม่
    • เริ่มโปรเจ็กต์เล็กๆ ที่อาจสร้างรายได้เสริม
    • ประเมินมิตรภาพ – คนไหนทำให้เราดีขึ้น คนไหนดึงเราลง

    สรุป: เส้นทาง ไม่ใช่จุดหมาย

    สิ่งที่น่าสนใจที่สุดเกี่ยวกับ Naval คือเขาไม่ได้อวดความสำเร็จหรือสอนให้คนรวยเร็ว เขาสอนให้คิดยาว มองภาพใหญ่ และสร้างชีวิตที่สมดุล

    เขาเน้นย้ำว่า ความรวยและความสุขเป็นทักษะที่เรียนรู้ได้ ไม่ใช่สิ่งที่บางคนโชคดีเกิดมาพร้อม หรือสิ่งที่คนรวยเท่านั้นจะมีได้

    การเดินทางสู่ความมั่งคั่งและความสุขไม่ได้มีสูตรสำเร็จที่ใช้ได้กับทุกคน แต่หลักการของ Naval ให้แนวทางที่ชัดเจน: เรียนรู้อย่างต่อเนื่อง สร้างคุณค่าให้คนอื่น ดูแลสุขภาพกายและใจ เลือกคบคนที่ดี และที่สำคัญคือ อดทนและสม่ำเสมอ

    ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว คำสอนของ Naval เป็นเหมือนหลักปักดินที่ช่วยให้เราไม่หลงทาง เขาเตือนเราว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่การมีมาก แต่เป็นการมีชีวิตที่มีความหมาย มีอิสระ และเป็นตัวของตัวเอง

    นี่คือบทเรียนชีวิตจาก Naval Ravikant ชายที่พิสูจน์ให้เห็นว่าเราสามารถสร้างทั้งความมั่งคั่งและความสุขได้พร้อมกัน ถ้าเรารู้จักคิด รู้จักเลือก และรู้จักใช้ชีวิต

    #hrรีพอร์ต

  • นักขายไอศกรีมที่กลายเป็นตำนานโฆษณา

    เรื่องราวเริ่มต้นจากชายหนุ่มชาวสก็อตที่เคยขายเตาทำอาหารแบบเคาะประตูบ้าน เคยทำงานเป็นเชฟในโรงแรมหรู และเคยขายไอศกรีมตามถนน แต่ใครจะคิดว่าชายคนนี้จะกลายเป็น David Ogilvy “ราชาแห่งการโฆษณา” ที่โลกจดจำตลодกาล

    ปี 1948 Ogilvy อายุ 37 ปี ตัดสินใจเปิดบริษัทโฆษณาขนาดเล็กในนิวยอร์ก ด้วยเงินเพียง 6,000 ดอลลาร์ เขาไม่มีประสบการณ์ในวงการโฆษณามาก่อน แต่สิ่งที่เขามีคือ ความเข้าใจผู้บริโภค จากการเป็นนักขายมาตลอดชีวิต

    หนังสือ “Ogilvy on Advertising” ที่เขาเขียนในปี 1983 จึงไม่ใช่แค่ตำราทฤษฎี แต่เป็นการเล่าประสบการณ์จริงของคนที่สร้างแคมเปญโฆษณาที่โด่งดังที่สุดในประวัติศาสตร์

    กฎข้อแรก: “เราไม่ได้ทำศิลปะ เราขายของ”

    หลายคนเข้าใจผิดว่าโฆษณาคือการแสดงความคิดสร้างสรรค์ แต่ Ogilvy มองว่า โฆษณาคือการขาย เพียงแค่ใช้กระดาษและหมึกแทนการพูดคุยตัวต่อตัว

    เขาเล่าว่า “เมื่อฉันเขียนโฆษณา ฉันไม่ต้องการให้คนบอกว่า ‘โฆษณานี้เก่งจัง’ ฉันต้องการให้เขาซื้อสินค้า”

    นี่คือเหตุผลที่เขาไม่ชอบโฆษณาที่ “เฉลียวฉลาด” เกินไป เพราะบ่อยครั้งที่ผู้คนจำโฆษณาได้ แต่ลืมชื่อสินค้า เขายกตัวอย่างโฆษณาน้ำหอมที่ใช้คำเล่นสนุกสนาน แต่ขายไม่ได้ เพราะคนจำแค่มุกตลก ไม่ได้สนใจตัวสินค้า

    ความลับของหัวข้อที่ขายได้

    Ogilvy เรียกหัวข้อว่า “ตั๋วเข้าชม” เพราะหากหัวข้อไม่ดึงดูด คนจะไม่อ่านเนื้อหา การวิจัยพบว่า 5 คนจาก 6 คน อ่านแค่หัวข้อ ไม่อ่านเนื้อหา

    หัวข้อโฆษณา Rolls-Royce ที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขาคือ:

    “At 60 miles an hour the loudest noise in this new Rolls-Royce comes from the electric clock” (เมื่อวิ่ง 60 ไมล์ต่อชั่วโมง เสียงดังที่สุดในรถ Rolls-Royce คันใหม่นี้มาจากนาฬิกาไฟฟ้า)

    หัวข้อนี้อัจฉริยะตรงที่ไม่ได้บอกว่า “รถเงียบ” แต่ใช้ข้อมูลจริงที่ทำให้คนเข้าใจทันทีว่ารถเงียบแค่ไหน การค้นหาข้อมูลนี้ใช้เวลาเขา 3 สัปดาห์ในการอ่านคู่มือรถยนต์เล่มหนา 25 หน้า

    เขาให้เคล็ดลับว่า หัวข้อที่ดีควรมี:

    • ข่าวสาร (News) – บอกอะไรใหม่ๆ
    • ผลประโยชน์ (Benefit) – ได้อะไรจากการซื้อ
    • ความอยากรู้ (Curiosity) – ทำให้อยากอ่านต่อ
    • วิธีทำ (How to) – เป็นข้อมูลที่ใช้ประโยชน์ได้

    เรื่องเล่าจาก “ชายปลอกตา” กับเสื้อเชิ้ต Hathaway

    หนึ่งในแคมเปญที่โด่งดังที่สุดของ Ogilvy คือโฆษณาเสื้อเชิ้ต Hathaway ที่ใช้นายแบบสวมปลอกตาดำ

    เรื่องราวเริ่มต้นจากการที่ Hathaway เป็นบริษัทเสื้อเชิ้ตเล็กๆ ที่ไม่มีชื่อเสียง งบโฆษณาน้อยกว่าคู่แข่งใหญ่หลายเท่า Ogilvy จึงต้องหาอะไรที่ทำให้โดดเด่น

    ระหว่างเดินทางไปถ่ายโฆษณา เขาแวะซื้อปลอกตาจากร้านขายของเล่น มาให้นายแบบสวม ผลลัพธ์คือ โฆษณาที่ทำให้คนทั้งอเมริกาต้องหันมามอง

    “ชายปลอกตา” กลายเป็นสัญลักษณ์ของแบรนด์ทันที เพราะมันทำให้เกิด ความอยากรู้ – ทำไมเขาถึงสวมปลอกตา? และสร้าง ความจำได้ – แตกต่างจากโฆษณาเสื้อเชิ้ตทั่วไป

    Ogilvy เล่าว่า ภายหลังเขาได้รับจดหมายจากผู้ชายหลายร้อยคนที่อยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตาของนายแบบ แต่เขาไม่เคยตอบ เพราะความลึกลับนี่แหละคือจุดขาย

    ศิลปะแห่งการเล่าเรื่อง: โฆษณาต้องมีเนื้อหา

    สิ่งที่ Ogilvy ไม่ชอบมากที่สุดคือโฆษณาที่ “สวยแต่ว่าง” เขาเชื่อว่า ผู้บริโภคฉลาดกว่าที่คิด และต้องการข้อมูลจริงๆ ไม่ใช่แค่คำโฆษณาหวานใส

    เขายกตัวอย่างโฆษณารถยนต์ส่วนใหญ่ที่แสดงแค่รถวิ่งไปตามถนนสวยๆ พร้อมดนตรีเศร้าโศก แต่ไม่บอกข้อมูลอะไรเลย เปรียบเทียบกับโฆษณา Volkswagen Beetle ที่เขียนว่า:

    “Think Small” พร้อมอธิบายว่ารถเล็กประหยัดน้ำมัน จอดง่าย ซ่อมไม่แพง

    การเล่าเรื่องแบบตรงไปตรงมาและมีข้อมูลนี้ทำให้ Volkswagen ขายดีในอเมริกา ทั้งที่รถอเมริกันส่วนใหญ่ในสมัยนั้นใหญ่และใช้น้ำมันเยอะ

    เคล็ดลับจากห้องทดสอบ: การวิจัยก่อนโฆษณา

    Ogilvy เป็นคนแรกๆ ที่เน้นการ ทดสอบโฆษณาก่อนออกอากาศ เขาไม่เชื่อการเดา หรือพึ่ง “สัญชาตญาณ” เพียงอย่างเดียว

    เขาพัฒนาระบบทดสอบโดยการแสดงโฆษณาให้กลุ่มคนดู แล้วถามว่า:

    • จำแบรนด์ได้ไหม?
    • เข้าใจข้อความหลักไหม?
    • อยากซื้อมากขึ้นไหม?

    เขาเล่าเรื่องทดสอบโฆษณาครีมกันแดดที่แสดงผู้หญิงครึ่งหน้าใช้ครีม ครึ่งหน้าไม่ใช้ ผลลัพธ์คือ ใครที่เห็นโฆษณาจำแบรนด์ได้ 50% แต่พอเปลี่ยนเป็นใช้ผู้ชายแทนผู้หญิง การจำแบรนด์ตกเหลือ 10%

    “เพราะผู้ชายไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายของครีมกันแดด” เขาอธิบาย “การทดสอบช่วยให้เราไม่ต้องเสียเงินโฆษณาฟรีๆ”

    ยุคทีวี: 30 วินาทีที่เปลี่ยนโลก

    เมื่อทีวีเริ่มเป็นที่นิยม Ogilvy ต้องปรับตัวจากการเขียนโฆษณากระดาษมาเป็นการสร้างภาพเคลื่อนไหว

    เขาค้นพบว่า 5 วินาทีแรกสำคัญที่สุด ถ้าไม่ดึงดูดใจคนดู พวกเขาจะเปลี่ยนช่องทันที

    โฆษณาที่เขาชื่นชอบที่สุดคือโฆษณาสบู่ Dove ที่แสดงการเปรียบเทียบ Dove กับสบู่ก้อนทั่วไป ในน้ำ ผลคือ สบู่ทั่วไปละลายหมด แต่ Dove ยังคงรูปร่างเดิม

    “ไม่ต้องพูดอะไรมาก แค่แสดงให้เห็น” เขาบอก “คนเชื่อสายตาตัวเองมากกว่าคำพูด”

    เขาเตือนว่าอย่าใช้ดารามาขายสินค้า เว้นแต่จะจำเป็นจริงๆ “ถ้าสินค้าดี มันขายตัวเองได้ ไม่ต้องพึ่งใครมาช่วย”

    การสร้างแบรนด์: มากกว่าแค่โฆษณา

    สิ่งที่ Ogilvy สอนที่ลึกซึ้งที่สุดคือเรื่อง Brand Image หรือภาพลักษณ์แบรนด์ เขาเชื่อว่าโฆษณาแต่ละชิ้นต้องช่วยสร้างบุคลิกภาพให้แบรนด์

    “ทุกโฆษณาเป็นการลงทุนระยะยาวในภาพลักษณ์แบรนด์” เขาเขียน “ถ้าคุณอยากให้แบรนด์ดูหรูหรา ทุกโฆษณาต้องหรูหรา ถ้าอยากให้ดูเป็นมิตร ทุกโฆษณาต้องเป็นมิตร”

    เขายกตัวอย่าง Mercedes-Benz ที่สร้างภาพลักษณ์ “ความเป็นเลิศทางวิศวกรรม” มาหลายทศวรรษ ไม่เคยเปลี่ยน จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวตนแบรนด์

    ในทางตรงกันข้าม บางแบรนด์เปลี่ยนสีเสียงไปเรื่อยๆ วันนี้ดูสนุกสนาน พรุ่งนี้ดูจริงจัง ทำให้ผู้บริโภคสับสน ไม่รู้ว่าแบรนด์นี้เป็นยังไง

    บทเรียนจากความผิดพลาด: เมื่อโฆษณาดีไม่ขาย

    Ogilvy ซื่อสัตย์เล่าถึงความล้มเหลวด้วย เขายอมรับว่าสร้างโฆษณาที่ได้รางวัลมากมาย แต่สินค้าขายไม่ดี

    หนึ่งในนั้นคือโฆษณาเบียร์ที่เขาภูมิใจมาก ใช้ภาพสวยๆ ดนตรีไพเราะ แต่ยอดขายไม่เพิ่มขึ้น เมื่อไปวิจัยพบว่า โฆษณานี้ทำให้คนรู้สึกว่าเบียร์แพง และไม่เหมาะกับการดื่มในชีวิตประจำวัน

    “ฉันลืมไปว่าเบียร์เป็นของใช้ประจำวัน ไม่ใช่ของหรู” เขาสารภาพ “การทำให้ดูสูงค่าเกินไปกลับเป็นโทษ”

    บทเรียนนี้สอนเขาว่า การเข้าใจผู้บริโภคสำคัญกว่าการสร้างศิลปะ

    การจัดการคน: สร้างทีมที่ขายได้

    Ogilvy ไม่ได้แค่เก่งโฆษณา แต่เก่งการจัดการคนด้วย เขามีหลักการสำคัญคือ “จ้างคนที่เก่งกว่าตัวเอง”

    “ถ้าคุณจ้างคนที่เก่งกว่า บริษัทจะกลายเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ แต่ถ้าจ้างคนที่ด้อยกว่า บริษัทจะกลายเป็นบริษัทแคระแกร็น” เขาเขียน

    เขาส่งเสริมให้พนักงานคิดสร้างสรรค์ แต่ต้องจดจำเป้าหมายคือการ “ขาย” เสมอ เขาจะถามพนักงานหลังเสนอไอเดียว่า “งั้นคุณคิดว่าแคมเปญนี้จะช่วยขายสินค้าได้ไหม?”

    เขายังสอนให้พนักงานเคารพลูกค้า แต่ไม่ใช่เป็นคนใช้ “เราเป็นที่ปรึกษา ไม่ใช่คนใช้ หน้าที่เราคือให้คำแนะนำที่ดีที่สุด ไม่ใช่ทำตามใจลูกค้าทุกเรื่อง”

    บทเรียนที่ยังใช้ได้ในยุคดิจิทัล

    แม้โลกจะเปลี่ยนไปมาก แต่หลักการของ Ogilvy หลายข้อยังใช้ได้:

    ความจริงใจยังคงเป็นกุญแจสำคัญ ในยุคที่ข้อมูลหาได้ง่าย การโกหกจะถูกจับได้ทันที แบรนด์ที่อยู่รอดได้คือแบรนด์ที่ซื่อสัตย์

    การทดสอบและวัดผลยิ่งสำคัญ การโฆษณาออนไลน์วัดผลได้แม่นยำกว่าเดิม การทดสอบ A/B ที่ Ogilvy เริ่มใช้เมื่อ 70 ปีที่แล้ว กลายเป็นมาตรฐานในยุคนี้

    เนื้อหาที่มีคุณค่ายังคงสำคัญ คนยังคงต้องการข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ไม่ใช่แค่ภาพสวยๆ ไร้สาระ

    การสร้างแบรนด์ยังเป็นการลงทุนระยะยาว ในยุคที่แบรนด์ต้องโพสต์โซเชียลมีเดียทุกวัน การรักษาความสอดคล้องของภาพลักษณ์ยิ่งท้าทายกว่าเดิม

    ข้อคิดสุดท้าย: มรดกของราชาโฆษณา

    David Ogilvy เสียชีวิตในปี 1999 ในวัย 88 ปี แต่ปรัชญาของเขายังคงมีชีวิต บริษัท Ogilvy & Mather ที่เขาก่อตั้งยังเป็นหนึ่งในเอเจนซี่โฆษณาที่ใหญ่ที่สุดในโลก

    สิ่งที่เขาทิ้งไว้ไม่ใช่แค่เทคนิคการโฆษณา แต่เป็น ทัศนคติ ที่ว่าการโฆษณาต้องมีความรับผิดชอบ ต้องซื่อสัตย์ และต้องเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค

    “การโฆษณาที่ดีที่สุด คือการขายที่ซื่อสัตย์” นี่คือประโยคสุดท้ายในหนังสือของเขา และอาจเป็นบทสรุปที่ดีที่สุดของปรัชญาชีวิตที่เขาถือมาตลอด

    ในโลกที่เต็มไปด้วยข้อมูลและตัวเลือกมากมาย การเป็นผู้สื่อสารที่ซื่อสัตย์และให้คุณค่าจริงกับผู้คน อาจเป็นสิ่งที่หายากและมีค่าที่สุดที่เราสามารถทำได้

    #hrรีพอร์ต

  • จากหนังสือ “Alchemy” โดย Rory Sutherland

    ถ้าใครเคยสงสัยว่าทำไมเราถึงยอมจ่ายเงิน 50 บาทซื้อน้ำเปล่าในร้านสะดวกซื้อ ทั้งที่น้ำประปาที่บ้านดื่มได้ฟรี หรือทำไมถึงรอลิฟต์อย่างหงุดหงิดแค่ 30 วินาที แต่เล่นเกมมือถือรอโหลดได้ตั้ง 2-3 นาที คำตอบของทุกสิ่งนี้อยู่ในหนังสือ “Alchemy” ของ Rory Sutherland นักการตลาดชื่อดังจากอังกฤษ

    อัลเคมีในยุคใหม่คืออะไร?

    ในสมัยโบราณ นักอัลเคมีพยายามเปลี่ยนโลหะธรรมดาให้กลายเป็นทองคำ แต่ในยุคนี้ “อัลเคมี” หมายถึงศิลปะในการเปลี่ยนสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ให้กลายเป็นคุณค่าอันยิ่งใหญ่ ไม่ใช่ด้วยเวทมนตร์ แต่ด้วยการเข้าใจธรรมชาติของจิตใจมนุษย์

    Sutherland เล่าว่า เราชอบคิดว่าตัวเองเป็นคนมีเหตุผล ตัดสินใจด้วยข้อมูลและตรรกะ แต่ความจริงแล้ว มนุษย์เราเป็นสัตว์ที่ตัดสินใจด้วยอารมณ์และความรู้สึกเป็นหลัก แล้วค่อยหาเหตุผลมาอธิบายทีหลัง

    ลองนึกดู เวลาเราไปซื้อกาแฟที่ Starbucks เราไม่ได้จ่าย 150 บาทเพื่อแค่กาแฟ แต่เราจ่ายเพื่อความรู้สึกพิเศษ บรรยากาศสบายๆ และสถานะทางสังคมที่มาพร้อมกับแก้วกาแฟใบนั้น นี่คือพลังของอัลเคมี

    เรื่องเล่าจากโลกแห่งความเป็นจริง

    เคสแรก: ปาฏิหาริย์ของกระจกในลิฟต์

    เมื่อหลายสิบปีก่อน โรงแรมแห่งหนึ่งในนิวยอร์กประสบปัญหาแปลกๆ แขกเริ่มบ่นว่าลิฟต์ช้ามาก แม้ว่าความเร็วในการขึ้น-ลงจะเท่าเดิม วิศวกรแนะนำให้เปลี่ยนมอเตอร์ใหม่ ซึ่งจะเสียเงินหลายล้าน

    แต่แล้วใครคนหนึ่งเสนอไอเดียแปลกๆ ว่า “ลองใส่กระจกในลิฟต์ดูมั้ย?” ผลลัพธ์? การบ่นเรื่องลิฟต์ช้าหายไปราวกับไม่เคยมีมา

    เหตุผลง่ายมาก เมื่อคนมีกระจกส่อง พวกเขามีอะไรทำระหว่างรอ ไม่ว่าจะเป็นการแต่งหน้า จัดผม หรือแค่ดูตัวเอง เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว สิ่งที่เราเรียกว่า “เวลาที่มีอะไรทำ” จะรู้สึกสั้นกว่า “เวลาที่ไม่มีอะไรทำ” เสมอ

    เคสสอง: ความสำเร็จของ Uber ที่ไม่ได้มาจากรถที่ดีกว่า

    หลายคนคิดว่า Uber ประสบความสำเร็จเพราะรถสะอาดกว่าแท็กซี่ หรือราคาถูกกว่า แต่ Sutherland บอกว่าเหตุผลที่แท้จริงคือ Uber แก้ปัญหา “ความไม่แน่นอน” ที่ทำให้เราเครียด

    เมื่อก่อนเราต้องยืนริมถนนโบกแท็กซี่ โดยไม่รู้ว่าจะมาเมื่อไหร่ ราคาเท่าไหร่ หรือคนขับจะเป็นยังไง กับ Uber เราเห็นรถในแผนที่ รู้ราคาล่วงหน้า เห็นหน้าคนขับ และติดตามได้ว่ารถมาถึงแล้วหรือยัง

    ความแตกต่างเล็กๆ นี้ทำให้ประสบการณ์การเรียกรถเปลี่ยนไปจาก “น่าเครียด” เป็น “สบายใจ”

    เคสสาม: เหตุใด Apple ถึงขายได้แพงกว่าคู่แข่ง

    iPhone ไม่ได้ดีกว่าโทรศัพท์ยี่ห้ออื่นในทุกด้าน แต่ทำไมคนยอมจ่ายแพงกว่า? Apple เข้าใจดีว่าคนเราไม่ได้ซื้อแค่ฟีเจอร์ แต่ซื้อ “เอกลักษณ์” และ “สถานะ”

    การถือ iPhone ส่งสัญญาณให้คนอื่นเห็นว่าเราคือคนที่เลือกสิ่งที่ดีที่สุด ใส่ใจในดีไซน์ และไม่ใช่คนที่ตัดสินใจแค่ดูราคา นี่คือสิ่งที่ Sutherland เรียกว่า “Signaling Value” หรือคุณค่าในการส่งสัญญาณ

    บทเรียนสำคัญจากจิตวิทยาของมนุษย์

    ผ่านเรื่องเล่าต่างๆ เหล่านี้ Sutherland สอนเราถึงหลักการสำคัญหลายข้อ:

    1. การรับรู้สำคัญกว่าความเป็นจริง

    เขาเล่าเรื่องการทดลองกับไวน์ที่น่าสนใจ เมื่อนักวิจัยให้คนชิมไวน์ขวดเดียวกัน แต่บอกราคาต่างกัน คนที่ได้ยินว่าไวน์แพงกว่าจะบอกว่าอร่อยกว่า แม้จะเป็นไวน์ขวดเดียวกัน

    สมองเราทำงานแบบนี้จริงๆ ถ้าเราคิดว่าอะไรควรจะดี เราจะรับรู้ว่ามันดีจริงๆ ร้านอาหารหรูจึงไม่ได้ขายแค่อาหาร แต่ขายประสบการณ์และความรู้สึกพิเศษ

    2. บริบทเปลี่ยนทุกอย่าง

    เหตุผลที่ McDonald’s ใช้สีแดงและเหลือง ไม่ใช่เพราะสวย แต่เพราะสีเหล่านี้กระตุ้นความรู้สึกเร่งรีบ ทำให้คนกินเร็วๆ แล้วออกไป เพื่อให้โต๊ะว่างสำหรับลูกค้าคนต่อไป

    ในขณะที่ร้านกาแฟใช้โทนสีอบอุ่น แสงไฟนุ่มๆ เพื่อให้คนรู้สึกอยากนั่งนาน ซื้อเครื่องดื่มเพิ่ม และกลับมาใหม่

    3. ความสะดวกสบายมีค่ามากกว่าเงิน

    คนยุคนี้ยอมจ่ายเพิ่มเพื่อความสะดวก Netflix ไม่ได้ถูกกว่าการเช่า DVD แต่คนเลือก Netflix เพราะไม่ต้องขับรถไปเช่า ไม่ต้องคืนทันเวลา และมีให้เลือกดูเยอะกว่า

    Amazon ประสบความสำเร็จไม่ใช่เพราะราคาถูกที่สุดเสมอไป แต่เพราะกระบวนการซื้อของง่าย การส่งไว และบริการหลังการขายดี

    การนำไปใช้ในชีวิตจริง

    หนังสือเล่มนี้ไม่ได้เขียนสำหรับเจ้าของธุรกิจเท่านั้น แต่ทุกคนสามารถนำหลักการเหล่านี้ไปใช้ได้

    สำหรับคนทำงาน

    ถ้าคุณต้องการเสนองาน แทนที่จะเริ่มต้นด้วยข้อมูลแห้งๆ ลองเริ่มด้วยเรื่องราวที่สร้างอารมณ์ให้ผู้ฟังก่อน คนเราจำเรื่องราวได้ดีกว่าตัวเลข

    สำหรับผู้ปกครอง

    แทนที่จะบอกลูกว่า “ทำการบ้านซะ” ลองเปลี่ยนเป็น “มาเล่นเกมคณิตศาสตร์กัน” หรือ “ดูหนังภาษาอังกฤษพร้อมเรียนคำศัพท์ใหม่” การเปลี่ยนกรอบความคิดเล็กๆ อาจทำให้ลูกกระตือรือร้นขึ้นได้

    สำหรับคนที่ต้องการเปลี่ยนนิสัย

    แทนที่จะตั้งเป้าหมายว่า “จะออกกำลังกาย 1 ชั่วโมงทุกวัน” ลองเปลี่ยนเป็น “จะเดิน 10 นาทีหลังอาหารเย็น” เป้าหมายเล็กๆ ที่ทำได้ง่าย จะสร้างความรู้สึกสำเร็จและกลายเป็นนิสัยได้เร็วกว่า

    เทคนิคอัลเคมีในยุคดิจิทัล

    Sutherland ยกตัวอย่างเทคนิคง่ายๆ ที่เว็บไซต์ใหญ่ๆ ใช้กัน:

    แถบความคืบหน้า – เวลาอัปโหลดไฟล์หรือโหลดเพจ แถบเล็กๆ ที่แสดงว่าเหลืออีกเท่าไหร่ ทำให้เรารู้สึกว่าเวลาผ่านเร็วกว่าการรอแบบไม่รู้ว่าเหลืออีกนานมั้ย

    ความขาดแคลน – “เหลืออีกแค่ 3 ชิ้น” หรือ “มีคนดูสินค้านี้อีก 5 คน” ทำให้เรารู้สึกเร่งรีบตัดสินใจ

    การพิสูจน์ทางสังคม – รีวิว เรตติ้ง หรือข้อความว่า “คนอื่นที่ซื้อสินค้านี้ยังซื้อ…” ช่วยลดความไม่แน่ใจในการตัดสินใจ

    เมื่อเทคโนโลยีพบกับธรรมชาติมนุษย์

    สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้เทคโนโลยีจะเจริญไปมากแค่ไหน ธรรมชาติของมนุษย์ยังคงเหมือนเดิม เราชอบเรื่องราว ต้องการความแน่ใจ และอยากรู้สึกพิเศษ

    บริษัทที่ประสบความสำเร็จในยุคนี้ ไม่ใช่บริษัทที่มีเทคโนโลยีที่ดีที่สุดเสมอไป แต่เป็นบริษัทที่เข้าใจจิตใจมนุษย์ดีที่สุด

    Tesla ไม่ได้ขายแค่รถยนต์ไฟฟ้า แต่ขายวิสัยทัศน์เรื่องอนาคต Airbnb ไม่ได้ขายแค่ที่พัก แต่ขายประสบการณ์ “อยู่เหมือนคนท้องถิ่น”

    สรุป: อัลเคมีในทุกมิติของชีวิต

    หลังจากอ่านหนังสือนี้ เราจะเริ่มมองโลกต่างออกไป จะเห็นว่าทุกสิ่งรอบตัวเราล้วนเป็น “อัลเคมี” ทั้งสิ้น ตั้งแต่เหตุผลที่เราเลือกร้านอาหารร้านหนึ่ง เลือกใช้แอปหนึ่ง หรือแม้แต่เลือกคบหากับคนคนหนึ่ง

    Rory Sutherland สอนเราว่า การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ไม่จำเป็นต้องมาจากการปฏิวัติขนานใหญ่ บางทีแค่การเปลี่ยนคำพูด เปลี่ยนสี หรือเปลี่ยนลำดับ ก็สามารถสร้างผลลัพธ์ที่น่าอัศจรรย์ได้

    ในโลกที่ทุกคนต่างพยายามหาทางลัดสู่ความสำเร็จ หนังสือเล่มนี้เตือนเราว่า บางทีสิ่งที่เราต้องการอาจไม่ใช่เทคโนโลยีที่ซับซ้อนหรืองบประมาณมหาศาล แต่เป็นการเข้าใจจิตใจมนุษย์และการใช้ “อัลเคมี” เล็กๆ ในการสร้างสิ่งมหัศจรรย์

    เพราะในท้ายที่สุดแล้ว เราทุกคนก็เป็นนักอัลเคมีในชีวิตของตัวเอง เพียงแต่ต้องเรียนรู้ที่จะมองเห็นโอกาสในการเปลี่ยนสิ่งธรรมดาให้กลายเป็นสิ่งพิเศษ ด้วยการเข้าใจว่าคนเราต้องการอะไรจริงๆ ในส่วนลึกของใจ

    #hrรีพอร์ต

  • เมื่อกฎเหล็กของโลกธุรกิจถูกท้าทายด้วยความจริงที่ไม่มีใครอยากเชื่อ

    จินตนาการดูสิครับ คุณกำลังนั่งอ่านหนังสือธุรกิจเล่มหนึ่ง แล้วเจอประโยคที่ว่า “การวางแผนเป็นการเดาทาย” หรือ “การประชุมคือยาพิษ” คุณคงคิดว่าผู้เขียนบ้าไปแล้วใช่มั้ย? แต่เมื่อคุณอ่านต่อไป คุณจะพบว่าคำพูดเหล่านี้มาจากประสบการณ์จริงของ Jason Fried ผู้ก่อตั้งบริษัท Basecamp ที่มีมูลค่าหลายพันล้านบาท

    “Rework” ไม่ใช่หนังสือธุรกิจธรรมดา มันเปรียบเสมือนการปฏิวัติความคิดที่บอกเราว่า ทุกสิ่งที่เราเคยเชื่อมาเรื่องการทำงานและทำธุรกิจ อาจจะผิดทั้งหมด

    ทิ้งแผนการใหญ่โต เริ่มจากวันนี้

    เรามักได้ยินคำแนะนำว่า “ต้องมีแผนการ 5 ปี 10 ปี” แต่ Jason Fried กลับบอกว่า การวางแผนระยะยาวเป็นเรื่องไร้สาระ เหตุผลง่ายๆ คือโลกเปลี่ยนไปเร็วมาก

    ลองคิดดูสิครับ เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ใครจะไปคิดว่า TikTok จะมาแทนที่ Facebook หรือ Netflix จะมาทำลายธุรกิจร้านเช่าแผ่น DVD แบบ Blockbuster ได้? บริษัท Kodak ที่เคยครองตลาดฟิล์มโลก ก็ล้มละลายเพราะไม่ทันโลกดิจิทัล

    “การวางแผนคือการเดาทาย” Jason เขียนไว้ “และการเดาทายไม่ใช่วิธีการบริหารธุรกิจ”

    แทนที่จะเสียเวลานั่งวางแผนยาวๆ ที่อาจจะใช้ไม่ได้ เขาแนะนำให้เราทำแบบนี้:

    • โฟกัสที่สิ่งที่ทำได้วันนี้
    • แก้ปัญหาที่เห็นชัดๆ ตรงหน้า
    • ปรับเปลี่ยนเมื่อสถานการณ์เปลี่ยน

    เหมือนการขับรถในหมอกหนาครับ เราไม่จำเป็นต้องเห็นไกลถึงจุดหมาย แค่เห็นไฟหน้ารถไปข้างหน้าสักไม่กี่เมตรก็พอ แล้วขับไปทีละนิด

    เริ่มเล็กๆ แต่เริ่มเลย

    หลายคนคิดว่า การเริ่มธุรกิจต้องมีเงินเป็นล้าน ต้องมีออฟฟิศสวยๆ ต้องมีพนักงานเป็นสิบคน แต่ Jason บอกว่าเราคิดผิด

    บริษัท Apple เริ่มต้นในโรงรถ Google เริ่มจากห้องพักนักศึกษา ส่วน Basecamp ของ Jason เอง เริ่มจากการที่เขาและเพื่อนไม่กี่คน อยากมีเครื่องมือจัดการโปรเจคที่ใช้ง่าย

    “อย่าไปคิดถึงการเป็น Google วันแรก” เขาเขียน “คิดแค่ว่าจะแก้ปัญหาของตัวเองวันนี้ยังไง”

    ตัวอย่างที่น่าสนใจคือเรื่องของร้านกาแฟเล็กๆ ในซอยใกล้บ้าน แทนที่เจ้าของจะฝันว่าอยากเป็น Starbucks เขากลับโฟกัสที่การทำกาแฟให้อร่อย และให้บริการลูกค้าในย่านนั้นให้ดี ผลลัพธ์คือร้านนั้นมีลูกค้าประจำมากมาย และกำไรดีกว่าร้านใหญ่หลายแห่ง

    การเริ่มเล็กมีข้อดีหลายอย่าง:

    • ผิดพลาดแล้วไม่เสียหายมาก
    • เรียนรู้ได้เร็ว
    • ไม่ต้องกู้เงินหรือหาทุน
    • ปรับเปลี่ยนได้ง่าย

    ทำงานน้อยลง แต่ได้ผลมากขึ้น

    สังคมเรามักยกย่องคนที่ทำงาน 80-100 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เขาเรียกพวกนี้ว่า “วีรบุรุษการทำงาน” แต่ Jason คิดว่านี่เป็นความเข้าใจผิด

    “การทำงานมากไม่ได้หมายความว่าจะได้ผลงานที่ดี” เขาเขียน “บางครั้งมันทำให้เราเหนื่อย จนคิดไม่ออก และตัดสินใจผิดพลาด”

    แทนที่จะทำงานหนัก เขาแนะนำให้ทำงานอย่างชาญฉลาด ด้วยการ:

    หาจุดสำคัญที่ส่งผลกระทบมากที่สุด – เหมือนการใช้คันโยกครับ หาจุดที่เราใช้พลังงานน้อย แต่ได้ผลเยอะ

    ตัวอย่างเช่น บริษัทขายของออนไลน์แห่งหนึ่ง แทนที่จะเสียเวลาตอบอีเมลลูกค้าทีละฉบับ เขาทำ FAQ ที่ดี และระบบ Chatbot ที่ตอบคำถามพื้นฐานได้ ผลลัพธ์คือ ประหยัดเวลาได้วันละหลายชั่วโมง

    ตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออก – Jason เรียกสิ่งเหล่านี้ว่า “Feature Creep” คือการเพิ่มความซับซ้อนที่ไม่ต้องการ

    iPhone เป็นตัวอย่างที่ดี Steve Jobs ตัดปุ่มต่างๆ ออกจนเหลือแค่หน้าจอเดียว ทำให้ใช้งานง่าย ไม่งงงวย คนจึงชอบใช้

    พักผ่อนให้เพียงพอ – สมองที่เหนื่อยล้าจะคิดไม่ออก ความคิดสร้างสรรค์จะมาตอนที่เราผ่อนคลาย

    หลายคนประสบความสำเร็จด้วยการทำงาน 40-50 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ แต่ใช้เวลานั้นอย่างมีประสิทธิภาพ

    ลูกค้าคือครูที่ดีที่สุด

    เราชอบนั่งเดาใจลูกค้า นั่งคิดว่าเขาต้องการอะไร แต่ Jason บอกว่า วิธีที่ดีที่สุดคือออกไปคุยกับเขา

    “อย่าเดา ให้ถาม” เขาเขียน

    Basecamp ของเขาเกิดขึ้นเพราะเขาคุยกับลูกค้า และพบว่าเครื่องมือจัดการโปรเจคที่มีอยู่ซับซ้อนเกินไป ลูกค้าต้องการสิ่งที่ง่ายๆ ใช้งานได้ทันที

    บริษัทรถยนต์หลายแห่งเข้าใจผิด คิดว่าลูกค้าต้องการรถที่มีปุ่มเยอะๆ ฟีเจอร์เยอะๆ แต่จริงๆ แล้ว ลูกค้าต้องการรถที่ขับง่าย ปลอดภัย และประหยัดน้ำมัน

    การฟังลูกค้าจริงๆ ต้องทำแบบนี้:

    • คุยกับลูกค้าจริง ไม่ใช่นั่งเดาเอา
    • ถามปัญหาที่เขาเจอจริงๆ
    • สังเกตพฤติกรรมการใช้งานจริง
    • ปรับปรุงตามฟีดแบคที่ได้

    การประชุมคือยาพิษ

    นี่เป็นจุดที่ Jason เขียนอย่างหน้าตาเฉย “การประชุมส่วนใหญ่เป็นการเสียเวลา”

    เขายกตัวอย่างการประชุม 1 ชั่วโมง ที่มีคน 10 คน จริงๆ แล้วเป็นการเสียเวลาไป 10 ชั่วโมง (1 ชั่วโมง x 10 คน) และส่วนใหญ่ไม่มีผลลัพธ์อะไร

    การประชุมที่ไร้ประโยชน์มักมีลักษณะแบบนี้:

    • ไม่มีวาระชัดเจน
    • คุยไปคุยมาไม่มีข้อสรุป
    • คนที่ไม่เกี่ยวข้องก็มาร่วมด้วย
    • ใช้เวลานานเกินความจำเป็น

    Jason แนะนำว่า ถ้าจำเป็นต้องประชุม ให้ทำแบบนี้:

    • เชิญแค่คนที่เกี่ยวข้องจริงๆ
    • กำหนดเวลาสั้น (30 นาที หรือน้อยกว่า)
    • มีวาระชัดเจน
    • ต้องได้ข้อสรุปและใครทำอะไรเมื่อไหร่

    บางเรื่องที่เราคิดว่าต้องประชุม จริงๆ แล้วอีเมลหรือข้อความสั้นๆ ก็เพียงพอแล้ว

    ไม่ต้องเป็นเซียนทุกอย่าง

    หลายบริษัทพยายามทำทุกอย่าง ขายทุกอย่าง เป็นเลิศในทุกเรื่อง แต่ Jason บอกว่าการทำแบบนี้จะทำให้เราไม่เก่งอะไรเลย

    “ทำสิ่งหนึ่งให้ดีที่สุด ดีกว่าทำหลายสิ่งแบบธรรมดา” เขาเขียน

    McDonald’s ไม่ได้พยายามทำอาหารทุกประเภท แต่โฟกัสที่แฮมเบอร์เกอร์และอาหารจานด่วน จนกลายเป็นผู้นำโลก

    Google เริ่มจากการทำแค่ Search Engine ให้ดีที่สุด ก่อนจะค่อยขยายไปสิ่งอื่น

    Basecamp ทำแค่เครื่องมือจัดการโปรเจค ไม่ได้พยายามทำ CRM หรือ Accounting แต่ก็ประสบความสำเร็จ

    การโฟกัสมีข้อดี:

    • ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ
    • เป็นที่หนึ่งในสิ่งที่เราทำ
    • ลูกค้าจำเราได้ง่าย
    • แก้ปัญหาได้ลึกและดีกว่าคู่แข่ง

    พนักงานไม่ใช่เด็ก

    หลายบริษัทชอบควบคุมพนักงานทุกจิตทุกใจ เช็คอินเช็คเอาท์ ติดตามว่าใครทำอะไรเมื่อไหร่ แต่ Jason คิดว่าการทำแบบนี้ผิด

    “ถ้าคุณไม่ไว้ใจพนักงาน ทำไมต้องจ้างเขา?” เขาเขียน

    เขาให้อิสระพนักงาน Basecamp ทำงานที่ไหนก็ได้ เวลาไหนก็ได้ ที่สำคัญคือผลงาน ไม่ใช่เวลาที่นั่งหน้าโต๊ะ

    บริษัทอื่นๆ ที่เริ่มทำแบบนี้ก็พบว่า:

    • พนักงานมีความสุขในการทำงานมากขึ้น
    • ผลงานมีคุณภาพดีขึ้น
    • คนไม่ลาออกง่าย
    • ประหยัดค่าใช้จ่ายออฟฟิศ

    แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกงานที่ทำแบบนี้ได้ แต่สำหรับงานที่ใช้ความคิด การให้อิสระมักได้ผลดีกว่าการควบคุม

    การแข่งขันที่ไม่ต้องแข่ง

    Jason มีความคิดที่แปลกเรื่องการแข่งขัน เขาบอกว่าอย่าไปสนใจคู่แข่งมาก ให้โฟกัสที่ลูกค้าแทน

    “เมื่อคุณมัวแต่มองคู่แข่ง คุณจะลืมมองลูกค้า” เขาเขียน

    หลายบริษัทใช้เวลาไปกับการเลียนแบบคู่แข่ง ดูว่าเขาทำอะไร แล้วก็ทำตาม แต่การทำแบบนี้จะทำให้เราตามหลังเขาตลอด

    แทนที่จะทำแบบนั้น Jason แนะนำให้:

    • สร้างสิ่งที่แตกต่าง
    • แก้ปัญหาที่คู่แข่งแก้ไม่ได้
    • ทำในแบบที่เราถนัด
    • มีจุดขายที่ชัดเจน

    Basecamp ไม่ได้พยายามเป็นเหมือน Microsoft Project หรือ Jira แต่สร้างทางเลือกใหม่ที่ง่ายกว่า ใช้งานง่ายกว่า

    ความล้มเหลวคือครู

    Jason ไม่ได้บอกว่าความล้มเหลวเป็นสิ่งดี แต่เขาบอกว่าอย่ากลัวมันจนเกินไป

    “ความผิดพลาดสอนเราได้มากกว่าความสำเร็จ” เขาเขียน

    เขายกตัวอย่างตัวเอง ก่อนจะทำ Basecamp สำเร็จ เขาเคยทำโปรเจคหลายอย่างที่ล้มเหลว แต่จากความล้มเหลวนั้นเอง เขาได้เรียนรู้ว่าอะไรได้ผล อะไรไม่ได้ผล

    สิ่งสำคัญคือ:

    • ล้มเหลวเร็วๆ ก่อนที่จะเสียเงินเยอะ
    • เรียนรู้จากความผิดพลาด
    • ไม่ทำผิดแบบเดิมซ้ำ
    • ลองใหม่ด้วยวิธีที่ดีกว่า

    เริ่มทำเลย หยุดหาข้อแก้ตัว

    นี่เป็นข้อความสำคัญที่สุดของหนังสือเล่มนี้ Jason บอกว่าคนส่วนใหญ่มีข้อแก้ตัวมากมาย:

    • “ยังไม่มีเวลา”
    • “ยังไม่มีเงิน”
    • “ยังไม่รู้เพียงพอ”
    • “ยังไม่ใช่จังหวะที่ดี”

    แต่ความจริงคือ เราจะไม่มีวันพร้อม 100% เราต้องเริ่มด้วยสิ่งที่มี แล้วปรับปรุงไปเรื่อยๆ

    “จังหวะที่เหมาะสมคือตอนนี้” เขาเขียน

    หลายคนรอจนกว่าจะมีความรู้เพียงพอ แต่การเรียนรู้ที่ดีที่สุดคือการลงมือทำ เราจะเรียนรู้ไปพร้อมๆ กับการทำ

    ถ้าคุณอยากเขียนหนังสือ อย่ารอจนกว่าจะรู้ทุกเรื่องเกี่ยวกับการเขียน เริ่มเขียนเลย แล้วจะได้เรียนรู้วิธีเขียนที่ดีขึ้น

    ถ้าอยากเปิดร้านกาแฟ อย่ารอจนกว่าจะมีเงินเปิดร้านใหญ่ เริ่มจากรถเข็นก่อน แล้วค่อยขยายใหญ่ขึ้นเมื่อมีลูกค้า

    สรุป: ปฏิวัติความคิดของตัวเอง

    “Rework” ไม่ใช่แค่หนังสือธุรกิจ มันเป็นการปฏิวัติความคิดที่บอกเราว่า กฎเหล็กหลายข้อที่เราเคยเชื่อมา อาจจะไม่ถูกต้อง

    สิ่งที่ Jason Fried สอนเราคือ:

    • อย่าวางแผนยาวเกินไป โฟกัสที่วันนี้
    • เริ่มเล็ก แต่เริ่มเลย
    • ทำงานอย่างชาญฉลาด ไม่ใช่หนัก
    • ฟังลูกค้าจริงๆ ไม่ใช่เดา
    • ลดการประชุมที่ไร้ประโยชน์
    • โฟกัสที่สิ่งที่เราเก่งที่สุด
    • ไว้ใจพนักงาน
    • อย่ากลัวความล้มเหลว
    • หยุดหาข้อแก้ตัว เริ่มทำเลย

    การอ่านหนังสือเล่มนี้เหมือนมีเพื่อนที่ประสบความสำเร็จมาบอกว่า “เฮ้ย หยุดคิดมาก แล้วลงมือทำซะ!” ด้วยน้ำเสียงที่ตรงไปตรงมา แต่เต็มไปด้วยประสบการณ์จริง

    ที่สำคัญที่สุดคือ หนังสือเล่มนี้ไม่ได้บอกให้เราเปลี่ยนแปลงทุกอย่างในวันเดียว แต่บอกให้เราเริ่มจากสิ่งเล็กๆ ที่ทำได้วันนี้ แล้วค่อยๆ ปรับปรุงไปเรื่อยๆ

    ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว คนที่ยืดหยุ่น ปรับตัวได้เร็ว และกล้าลองสิ่งใหม่ จะเป็นคนที่รอดและประสบความสำเร็จ

    Jason Fried ผ่านหนังสือเล่มนี้ ได้ให้ของขวัญที่มีค่าแก่เรา นั่นคือ ความกล้าที่จะคิดต่าง ความกล้าที่จะทำต่าง และที่สำคัญที่สุด ความกล้าที่จะเริ่มต้น

    ดังนั้น หลังจากอ่านบทความนี้แล้ว อย่านั่งคิดว่าจะเริ่มเมื่อไหร่ เริ่มเลยตอนนี้ เพราะตามที่ Jason บอกไว้ “จังหวะที่เหมาะสมคือตอนนี้”

    #hrรีพอร์ต