• ลองคิดดูสิ ทำไมบางประเทศเจริญรุ่งเรือง ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ดี ในขณะที่อีกหลายประเทศยังคงดิ้นรนอยู่ในความยากจน? นี่คือคำถามที่ดารอน อะเซโมกลู นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดัง พยายามตอบในหนังสือ “Why Nations Fail” หรือ “ทำไมประเทศจึงล้มเหลว”

    เรื่องราวที่เริ่มจากความสงสัย

    หนังสือเล่มนี้เริ่มต้นด้วยเรื่องราวที่น่าสนใจ ในปี 1961 มีกำแพงเบอร์ลินที่แบ่งแยกเมืองเบอร์ลินออกเป็นสองส่วน ฝั่งตะวันตกที่ควบคุมโดยพันธมิตร และฝั่งตะวันออกที่อยู่ภายใต้การปกครองของโซเวียต คนเดียวกัน พื้นที่เดียวกัน แต่ชีวิตความเป็นอยู่ต่างกันราวฟ้ากับเหว

    ฝั่งตะวันตกมีเสรีภาพ มีโอกาสทำงาน มีสินค้าบริโภคครบครัน ส่วนฝั่งตะวันออกขาดแคลน จำกัดเสรีภาพ และคนต้องแอบหนีไปฝั่งตะวันตก นี่คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผู้เขียนตั้งคำถามว่า ทำไมถึงเป็นเช่นนี้?

    ทฤษฎีเก่าๆ ที่ผิดพลาด

    หลายคนเชื่อว่าประเทศรวยเพราะ “โชคดี” มีทรัพยากรธรรมชาติ หรือตั้งอยู่ในแถบภูมิอากาศดี บางคนก็ว่าเป็นเรื่องของวัฒนธรรมที่เหนือกว่า หรือความฉลาดของคนในชาติ

    แต่อะเซโมกลูบอกว่า ทฤษฎีเหล่านี้ผิด! เพราะมีหลักฐานมากมายที่ขัดแย้ง

    ลองดูประเทศในแอฟริกา หลายประเทศมีทรัพยากรธรรมชาติมหาศาล แต่กลับยากจน ขณะที่ประเทศอย่างญี่ปุ่นหรือสิงคโปร์ที่ไม่มีทรัพยากรมาก กลับเจริญรุ่งเรือง

    หรือเรื่องภูมิอากาศ ประเทศเช่นอาร์เจนตินาและชิลี อยู่ในแถบอากาศดี แต่พัฒนาได้ไม่เท่าประเทศที่หนาวเหน็บอย่างฟินแลนด์หรือนอร์เวย์

    คำตอบที่แท้จริง: เรื่องของ “สถาบัน”

    อะเซโมกลูเสนอว่า คำตอบอยู่ที่ “สถาบัน” (Institutions) หรือก็คือระบบการปกครอง กฎหมาย และกติกาต่างๆ ของประเทศนั้น

    เขาแบ่งสถาบันออกเป็น 2 แบบ:

    1. สถาบันแบบเปิดกว้าง (Inclusive Institutions)

    เป็นระบบที่เปิดโอกาสให้คนทุกคนเข้ามามีส่วนร่วม มีลักษณะดังนี้:

    • ประชาชนมีสิทธิ์ในทรัพย์สิน คุณทำงานหาเงิน ก็เป็นเงินของคุณจริงๆ ไม่มีใครมาแย่งได้
    • มีเสรีภาพในการทำธุรกิจ อยากเปิดร้านขายอะไร ทำได้ตามใจชอบ
    • การศึกษาเท่าเทียม ไม่ว่าจะเกิดในครอบครัวไหน ก็มีโอกาสเรียนหนังสือได้
    • รัฐบาลโปร่งใส ไม่คอร์รัปชั่น ทำงานเพื่อประชาชนจริงๆ
    • มีการแข่งขันที่เป็นธรรม คนเก่งได้โอกาส ไม่ใช่แค่คนมีสายได้โอกาส

    2. สถาบันแบบเอารัดเอาเปรียบ (Extractive Institutions)

    เป็นระบบที่คนกลุ่มเล็กๆ ใช้อำนาจดูดเอาความมั่งคั่งจากคนส่วนใหญ่ มีลักษณะดังนี้:

    • อำนาจรวมศูนย์ คนกลุ่มเดียวควบคุมทุกอย่าง
    • ไม่มีสิทธิ์ในทรัพย์สิน ทำงานหนักแค่ไหน ก็ถูกเอาไปหมด
    • โอกาสจำกัด เกิดในครอบครัวจน ก็จนไปตลอดชีวิต
    • คอร์รัปชั่น เจ้าหน้าที่ทำงานเพื่อตัวเอง ไม่ใส่ใจประชาชน

    ตัวอย่างจากชีวิตจริงที่เข้าใจง่าย

    เกาหลีเหนือ vs เกาหลีใต้: เมื่อคนเดียวกันได้ระบบต่างกัน

    นี่คือตัวอย่างที่ชัดที่สุด เดิมทีเกาหลีเป็นประเทศเดียว คนเดียวกัน วัฒนธรรมเดียวกัน แต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ถูกแบ่งแยกเป็นสองประเทศ

    เกาหลีใต้ เลือกระบบเสรีประชาธิปไตย ให้ประชาชนมีสิทธิ์เสรีภาพ ส่งเสริมการศึกษาและนวัตกรรม วันนี้กลายเป็นประเทศที่ทันสมัย มีซัมซุง แอลจี เค-ป็อป และซีรีย์เกาหลีที่โลกรู้จัก

    เกาหลีเหนือ เลือกระบบคอมมิวนิสต์แบบเผด็จการ อำนาจรวมอยู่ในมือผู้นำคนเดียว ประชาชนไม่มีเสรีภาพ ขาดแคลนอาหาร ไม่มีอินเทอร์เน็ต วันนี้ยังคงเป็นประเทศที่ยากจนและปิดกั้น

    อังกฤษ vs สเปน: จุดเริ่มต้นที่ต่างกัน

    ในศตวรรษที่ 15-16 ทั้งอังกฤษและสเปนเป็นมหาอำนาจที่ไปขยายอาณานิคมทั่วโลก แต่วิธีการต่างกัน

    อังกฤษ ส่งคนไปตั้งถิ่นฐานใหม่ ให้มีสิทธิ์ในที่ดิน สามารถทำธุรกิจได้อย่างเสรี สร้างระบบการปกครองที่ประชาชนมีส่วนร่วม ผลคือ อเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย กลายเป็นประเทศที่เจริญ

    สเปน มุ่งแต่จะเอาทองและเงินกลับไปสเปน ใช้แรงงานทาสเป็นหลัก ไม่สนใจพัฒนาดินแดนใหม่ ผลคือ ประเทศในอเมริกาใต้ส่วนใหญ่ยังคงมีปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำ

    ซิมบับเว: เมื่อผู้นำดีกลายเป็นเผด็จการ

    โรเบิร์ต มูกาเบ เดิมเป็นวีรบุรุษที่ต่อสู้เพื่อเอกราชจากอังกฤษ ตอนแรกซิมบับเวเจริญดี มีการเกษตรที่แข็งแกร่ง

    แต่เมื่อมูกาเบอยู่ในอำนาจนานเกินไป เขาเริ่มใช้อำนาจผิดทาง ยึดที่ดินจากเกษตรกรผิวขาว แจกให้คนใกล้ชิด แต่คนเหล่านี้ไม่รู้จักทำการเกษตร ผลผลิตลดลงจนประเทศขาดแคลนอาหาร เงินเฟ้อสูงมาก เศรษฐกิจพัง

    บอตสวานา: เพชรเม็ดเดียวในแอฟริกา

    ในขณะที่หลายประเทศในแอฟริกายังคงยากจน บอตสวานากลับเป็นข้อยกเว้น ทั้งที่เป็นประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล และเคยยากจนมาก

    ความลับคือ ผู้นำของบอตสวานาตัดสินใจสร้างสถาบันที่ดี เมื่อพบเพชร พวกเขาไม่เอาไปใส่กระเป๋าตัวเอง แต่เอาไปสร้างโรงเรียน โรงพยาบาล และโครงสร้างพื้นฐาน วันนี้บอตสวานาเป็นหนึ่งในประเทศที่เจริญที่สุดในแอฟริกา

    ทำไมสถาบันที่ดีถึงสำคัญ?

    กระตุ้นให้คนทำงานหนัก

    เมื่อรู้ว่าผลงานเป็นของตัวเอง ไม่มีใครมาแย่งได้ คนก็จะทำงานอย่างเต็มที่ เหมือนเกษตรกรที่มีที่ดินเป็นของตัวเอง จะดูแลดินดีกว่าเกษตรกรที่เช่าที่ดิน

    ส่งเสริมนวัตกรรม

    คนจะคิดค้นสิ่งใหม่ๆ เมื่อรู้ว่าจะได้รับผลตอบแทนจากการประดิษฐ์ ในประเทศที่มีกฎหมายลิขสิทธิ์ที่ดี นักประดิษฐ์จะมีแรงจูงใจสร้างสรรค์

    ให้โอกาสคนเก่ง

    ระบบที่ดีจะให้โอกาสคนที่มีความสามารถ ไม่ว่าจะเกิดในครอบครัวไหน ทำให้ประเทศได้ใช้ศักยภาพของคนอย่างเต็มที่

    อุปสรรคในการเปลี่ยนแปลง

    คนมีอำนาจไม่อยากเสียผลประโยชน์

    คนที่อยู่บนยอดปิระมิดในระบบเอารัดเอาเปรียบจะไม่อยากเปลี่ยนแปลง เพราะจะเสียผลประโยชน์ พวกเขาจะทำทุกวิธีเพื่อรักษาอำนาจ

    ความกลัวการสูญเสีย

    แม้แต่คนธรรมดาบางครั้งก็กลัวการเปลี่ยนแปลง เพราะไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นยังไง เลยเลือกอยู่กับสิ่งที่คุ้นเคย แม้จะไม่ดีก็ตาม

    วัฒนธรรมและความเชื่อ

    บางสังคมเชื่อว่า คนเกิดมาต้องอยู่ในชั้นวรรณะของตัวเอง ไม่ควรเปลี่ยนแปลง ความเชื่อนี้ทำให้การสร้างสถาบันที่เปิดโอกาสเท่าเทียมเป็นเรื่องยาก

    บทเรียนสำหรับไทย

    หากเราดูประเทศไทย จะเห็นว่าเรามีทั้งจุดแข็งและจุดอ่อน

    จุดแข็ง:

    • มีเสรีภาพในการทำธุรกิจมากกว่าหลายประเทศ
    • การศึกษาขยายตัวดีขึ้น คนจนสามารถเรียนหนังสือได้
    • มีการแข่งขันทางเศรษฐกิจที่เป็นธรรมพอสมควร

    จุดอ่อน:

    • ปัญหาคอร์รัปชั่น ยังคงเป็นอุปสรรคใหญ่
    • ความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยและคนจน
    • ระบบการเมืองที่ยังไม่เสถียร

    ทางออกและความหวัง

    หนังสือ “Why Nations Fail” ไม่ได้มาทำให้เราท้อแท้ แต่มาให้ความหวัง เพราะเราสามารถเปลี่ยนแปลงได้ ถึงแม้จะยาก

    ขั้นตอนการเปลี่ยนแปลง:

    1. สร้างจิตสำนึก คนในสังคมต้องเข้าใจว่า ระบบที่ดีสำคัญยังไง
    2. เริ่มจากตัวเอง ไม่คอร์รัปชั่น ทำงานซื่อสัตย์ เคารพกฎหมาย
    3. เลือกผู้นำที่ดี ลงคะแนนให้คนที่มีวิสัยทัศน์และซื่อสัตย์
    4. เฝ้าระวัง คอยดูผู้นำว่าทำงานโปร่งใสหรือไม่
    5. สร้างสถาบันที่แข็งแกร่ง ระบบตรวจสอบถ่วงดุล ต้องทำงานจริง

    สรุป

    หนังสือ “Why Nations Fail” สอนเราว่า ความร่ำรวยของประเทศไม่ได้มาจากโชคชะตา ทรัพยากรธรรมชาติ หรือภูมิอากาศ แต่มาจากการมี “สถาบันที่ดี”

    ประเทศที่ให้โอกาสคนทุกคนอย่างเท่าเทียม มีระบบที่โปร่งใส และส่งเสริมให้คนทำงานอย่างเต็มศักยภาพ จะเจริญรุ่งเรือง

    ส่วนประเทศที่ให้คนกลุ่มเล็กๆ เอาเปรียบคนส่วนใหญ่ จะยากจนและล้าหลัง

    การเปลี่ยนแปลงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องเป็นไปไม่ได้ เราทุกคนมีส่วนในการสร้างสถาบันที่ดี เพื่อให้ประเทศไทยเจริญก้าวหน้า และคนไทยทุกคนมีโอกาสใช้ชีวิตที่ดีขึ้น

    ในท้ายที่สุด ความเจริญของประเทศขึ้นอยู่กับตัวเราทุกคน ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับดวงดาว ทรัพยากร หรือความโชคดี แต่ขึ้นอยู่กับการที่เราจะร่วมมือกันสร้างระบบที่ดีและยุติธรรมสำหรับทุกคน

    #hrรีพอร์ต

  • ลองนึกภาพดูสิว่า ถ้าเราเป็นนักท่องเวลาและย้อนกลับไป 70,000 ปี เราจะพบมนุษย์กลุ่มเล็กๆ ที่แทบไม่ต่างจากลิงมากนัก กำลังเดินเร่ร่อนในป่าหาอาหารกิน แต่แล้วอะไรทำให้พวกเขาเหล่านั้น กลายมาเป็น “เรา” ในวันนี้ ที่สามารถสร้างตึกระฟ้า ยานอวกาศ และแม้กระทั่งอินเทอร์เน็ตได้?

    ยูวัล โนอาห์ ฮาราริ นักประวัติศาสตร์ชาวอิสราเอล เล่าเรื่องนี้ผ่านหนังสือ “Sapiens: A Brief History of Humankind” อย่างน่าติดตาม เขาแบ่งเรื่องราวของเราออกเป็น 3 บทใหญ่ที่เปลี่ยนโลกไปตลอดกาล

    บทที่ 1: เมื่อมนุษย์เริ่ม “จินตนาการ”

    เมื่อ 70,000 ปีที่แล้ว เกิดสิ่งที่ฮาราริเรียกว่า “การปฏิวัติทางความคิด” (Cognitive Revolution) มนุษย์เราเริ่มมีความสามารถพิเศษที่ไม่มีสัตว์ชนิดไหนเป็น นั่นคือ การจินตนาการและเล่าเรื่องร่วมกัน

    ฟังดูธรรมดา? ไม่เลย! ความสามารถนี้เป็นจุดเริ่มต้นของทุกอย่างที่เราเห็นวันนี้

    ลองคิดดูสิ ผึ้งสามารถสื่อสารกันได้ แต่มันบอกกันได้แค่ว่า “ไปทางโน้นจะมีดอกไม้หวาน” ลิงสามารถเตือนกันได้ว่า “ระวัง! มีเสือ!” แต่มนุษย์ทำได้มากกว่านั้น เราเล่าเรื่องเกี่ยวกับสิ่งที่ไม่มีจริง สิ่งที่เป็นแค่ “ความคิด” แต่ทุกคนเชื่อ

    ตัวอย่างง่ายๆ คือ “เงิน”

    ใบธนบัตร 100 บาท มันคือกระดาษธรรมดาๆ แต่ทำไมคุณถึงยอมแลกมันกับข้าวผัดจานโต? เพราะทุกคนเชื่อร่วมกันว่า กระดาษใบนั้น “มีค่า” ถ้าวันหนึ่งทุกคนหยุดเชื่อ เงินก็จะกลายเป็นกระดาษธรรมดาๆ ทันที

    หรือ “ประเทศไทย” มันมีจริงมั้ย? ถ้าไปดูจากอวกาศ จะเห็นแค่ผืนดินและป่าไผ่ ไม่มีเส้นขอบเขตอะไรเลย แต่เราทุกคนเชื่อว่ามันมีอยู่จริง และยอมจ่ายภาษี ยอมเข้าทหาร เพื่อ “ประเทศ” ที่เป็นแค่ความคิดในหัว

    นี่คือพลังของการจินตนาการร่วมกัน มันทำให้มนุษย์หลายหมื่นคนมารวมตัวกันทำงานได้ ทั้งที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แค่เพราะเชื่อในเรื่องเดียวกัน

    เสือตัวหนึ่งแข็งแกร่งกว่ามนุษย์คนหนึ่ง แต่เสือ 1,000 ตัว ไม่สามารถร่วมมือกันได้ ส่วนมนุษย์ 1,000 คน สามารถสร้างนครหลวงได้!

    บทที่ 2: เมื่อข้าวสาลี “ปลูก” มนุษย์

    ประมาณ 12,000 ปีที่แล้ว เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อีกครั้ง ฮาราริเรียกว่า “การปฏิวัติทางเกษตร” แต่เขาบอกว่า จริงๆ แล้วนี่คือ “การหลอกลวงใหญ่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์”

    ทำไมล่ะ?

    ก่อนการเกษตร มนุษย์เราเป็น “นักล่านักเก็บ” เดินเร่ร่อนหาอาหารในธรรมชาติ วันหนึ่งกินผลไม้ วันหนึ่งกินเนื้อสัตว์ วันหนึ่งกินเห็ด อาหารหลากหลาย สุขภาพแข็งแรง ทำงานแค่วันละ 3-4 ชั่วโมง เวลาว่างเยอะ ความเครียดน้อย

    แต่พอเริ่ม “ปลูกข้าว” ชีวิตกลับแย่ลง!

    ลองดูชีวิตชาวนายุคแรกๆ:

    • ทำงานหนักตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ไถ หว่าน เก็บเกี่ยว
    • กินข้าวเปล่าๆ ทุกมื้อ อาหารจำเจ ขาดวิตามิน
    • ติดอยู่กับที่ดิน ไปไหนไม่ได้
    • ถ้าฝนแล้ง หรือแมลงกิน อดตายเป็นชุด

    แล้วทำไมมนุษย์ถึงเลือกทำ? ฮาราริตอบว่า ไม่ใช่มนุษย์เลือกข้าวสาลี แต่ข้าวสาลีเลือกมนุษย์!

    ยังไงล่ะ? ดูสิว่าข้าวสาลีได้อะไร:

    • จากพืชป่าที่มีแค่ไม่กี่ไร่ กลายเป็นพืชที่ปกคลุมโลก
    • มีมนุษย์คอยรดน้ำ ใส่ปุ่ย กำจัดศัตรูพืช
    • มีมนุษย์คอยขยายพันธุ์ไปทั่วโลก

    ส่วนมนุษย์ได้อะไร? ได้ประชากรเพิ่มขึ้น! ข้าวให้แคลอรี่เยอะ เลี้ยงคนได้มาก แม้ชีวิตแต่ละคนจะแย่ลง แต่จำนวนคนเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล

    นี่คือบทเรียนสำคัญ: ในประวัติศาสตร์ สิ่งที่ “ดีต่อสปีชีส์” ไม่ได้หมายความว่า “ดีต่อปัจเจกบุคคล” เสมอไป

    จากนักล่าที่มีเสรีภาพ เราก็กลายเป็นทาสของข้าวสาลี แต่ข้าวสาลีก็แพร่กระจายไปทั่วโลกด้วยความช่วยเหลือของเรา

    บทที่ 3: ยุคแห่งการค้นพบ

    ราว 500 ปีที่แล้ว เกิด “การปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์” สิ่งที่เปลี่ยนทุกอย่าง คือมนุษย์เริ่มยอมรับว่า “เราไม่รู้ทุกอย่าง”

    ฟังดูธรรมดา แต่จริงๆ แล้วเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่! เพราะก่อนหนั้า มนุษย์คิดว่ารู้ทุกอย่างแล้ว

    เมื่อก่อน:

    • คนโบราณคิดว่า พระเจ้าหรือบรรพบุรุษบอกทุกอย่างไว้แล้ว
    • มีคำถาม? ไปถามพระ ถามหมอดู หรืออ่านตำราโบราณ
    • ไม่ต้องทดลองหาคำตอบใหม่

    ยุควิทยาศาสตร์:

    • เริ่มทดลอง สังเกต สงสัย
    • ยอมรับว่า “ไม่รู้” แล้วไปหาคำตอบ
    • เชื่อว่าการศึกษาจะทำให้มีอำนาจมากขึ้น

    ตัวอย่างชัดเจนคือการเดินเรือของยุโรป

    เมื่อ 600 ปีที่แล้ว ชาวยุโรปเป็นแค่คนป่าเถื่อนในสายตาชาวจีน ชาวอาหรับ หรือชาวอินเดีย แต่พวกเขามีสิ่งหนึ่งที่แตกต่าง: ความอยากรู้อยากเห็น

    เมื่อโคลัมบัสเดินเรือไปอเมริกา เขาไม่รู้ว่าจะไปเจออะไร แต่ก็อยากรู้ ลองดูแผนที่เก่าๆ ของยุโรป เขียนว่า “ที่นี่มีมังกร” หรือ “ที่นี่ไม่รู้ว่ามีอะไร” แต่พวกเขาก็ไป!

    ส่วนจีนที่เก่าแก่และอารยะกว่า กลับคิดว่ารู้ทุกอย่างแล้ว “โลกมีแค่จีนที่เป็นศูนย์กลาง ข้างนอกเป็นคนเถื่อน” ไม่อยากไปสำรวจ

    ผลลพธ์? ยุโรปไปค้นพบทวีปใหม่ ขณะที่จีนนั่งอยู่บ้าน

    วิทยาศาสตร์ เงิน และอำนาจ

    ฮาราริอธิบายว่า สิ่งที่ทำให้ยุโรปไปยึดครองโลกได้ คือการรวมตัวของ 3 พลัง:

    1. วิทยาศาสตร์ – ให้ความรู้และเทคโนโลยี

    2. เงินทุน – ให้เงินลงทุนวิจัยและสำรวจ

    3. จักรวรรดิ – ให้กำลังและอำนาจในการขยายตัว

    เรื่องเล่าตัวอย่าง: การพิชิตอเมริกา

    เมื่อสเปนไปอเมริกา พวกเขาไม่ได้ไปด้วยกำลัง 100,000 คน แต่ไปแค่หลายร้อยคน แล้วทำไมพิชิตอินคาและแอซเทคที่มีคนหลายล้านคนได้?

    คำตอบ: เทคโนโลยี เงิน และการเมือง

    • เทคโนโลยี: ม้า ปืน เหล็ก และสำคัญที่สุดคือ “เชื้อโรค” ที่คนอเมริกันดั้งเดิมไม่มีภูมิคุ้มกัน
    • เงิน: นายทุนสเปนให้เงินลงทุน เพราะเชื่อว่าจะได้กำไร (และได้จริง!)
    • การเมือง: สเปนรู้วิธีแบ่งแยกศัตรู หาพันธมิตรท้องถิน

    นี่ไม่ใช่เรื่องของคนยุโรปเหนือกว่าในเรื่องศีลธรรม แต่เป็นเรื่องของการรวม 3 พลังนี้เข้าด้วยกันได้ดีที่สุดเท่านั้น

    ศาสนาใหม่ของโลกสมัยใหม่

    ฮาราริบอกว่า ปัจจุบันมนุษยชาติมี “ศาสนา” ใหม่ที่ทุกคนเชื่อ แม้จะไม่ได้มีพระเจ้า นั่นคือ:

    1. ลัทธิเสรีนิยม (Liberalism)

    เชื่อว่ามนุษย์แต่ละคนมีค่า มีเสรีภาพ มีสิทธิมนุษยชน

    ตัวอย่างในชีวิตจริง: ประชาธิปไตย การเลือกตั้ง สิทธิในการพูด การคุ้มครองปัจเจกบุคคล

    2. ลัทธิสังคมนิยม

    เชื่อว่าความเท่าเทียมกันสำคัญกว่าเสรีภาพส่วนบุคคล

    ตัวอย่าง: ระบบสวัสดิการ การกระจายความมั่งคั่ง การดูแลคนจน

    3. ลัทธิมนุษย์นิยม

    เชื่อว่ามนุษย์เป็นศูนย์กลางของจักรวาล คือสิ่งมีค่าที่สุด

    ทุกศาสนาเหล่านี้มีเรื่องเดียวกัน: เป็นแค่ “เรื่องแต่ง” ที่มนุษย์สร้างขึ้น ไม่มีในธรรมชาติ แต่ก็มีพลังมหาศาลในการปกครองโลก

    เรามีความสุขมากขึ้นจริงมั้ย?

    นี่คือคำถามที่ฮาราริถามในตอนท้าย เรามีเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย อายุยืนขึ้น ความสะดวกสบายมากขึ้น แต่เรามีความสุขมากขึ้นจริงมั้ย?

    ลองเปรียบเทียบ:

    มนุษย์ยุคหิน:

    • ทำงานแค่ 3-4 ชั่วโมงต่อวัน
    • เวลาว่างเยอะ อยู่กับครอบครัวมาก
    • กังวลแค่เรื่องอาหารและความปลอดภัย
    • ความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับธรรมชาติ

    มนุษย์สมัยใหม่:

    • ทำงาน 8 ชั่วโมงขึ้นไป บางคนทำงานล่วงเวลา
    • ความเครียดจากการแข่งขัน ค่าใช้จ่าย การเมือง
    • มีสิ่งของมากมาย แต่ไม่แน่ใจว่ามีความสุขมากกว่า
    • ความสัมพันธ์กับคนอื่นอาจตื้นเขิน

    ฮาราริไม่ได้ตอบว่าใครมีความสุขมากกว่า แต่ให้เราคิดเอง เขาบอกว่า ความสุขอาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับสิ่งภายนอกมากเท่าที่คิด แต่ขึ้นอยู่กับเคมีในสมอง

    อนาคตที่น่าตื่นเต้นและน่ากลัว

    ฮาราริมองไปข้างหน้า เขาบอกว่ามนุษยชาติกำลังจะเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่ที่อาจใหญ่กว่า 3 การปฏิวัติที่ผ่านมา

    เราจะสามารถ:

    • แก้ไขพันธุกรรม – ออกแบบลูกให้ฉลาด สวย แข็งแรง
    • สร้างปัญญาประดิษฐ์ – ที่ฉลาดกว่ามนุษย์เสียอีก
    • ยืดอายุขัยให้เป็นอมตะ – อาจไม่ต้องตายจากความแก่

    แต่คำถามคือ: เราต้องการอะไรกันแน่? เราจะใช้พลังเหล่านี้ทำอะไร?

    ตัวอย่างคำถามที่น่าคิด:

    • ถ้าคนรวยสามารถออกแบบลูกให้ฉลาดและสวยได้ แล้วคนจนจะทำยังไง?
    • ถ้า AI ฉลาดกว่ามนุษย์ แล้วมนุษย์จะมีหน้าที่อะไรในโลก?
    • ถ้าคนบางคนอมตะได้ แต่คนบางคนไม่ได้ จะเกิดอะไรขึ้น?

    เรื่องเล่าที่ไม่จบ

    “Sapiens” ไม่ใช่แค่หนังสือประวัติศาสตร์ แต่เป็นกระจกที่ให้เราส่องดูตัวเอง เราเป็นสปีชีส์ที่น่าอัศจรรย์ สร้างสิ่งมหัศจรรย์ได้มากมาย แต่ก็สร้างปัญหามากมายเช่นกัน

    บทเรียนสำคัญจากหนังสือ:

    1. พลังแห่งการจินตนาการ – สิ่งที่ทำให้เราพิเศษคือความสามารถในการเชื่อเรื่องเดียวกันเป็นล้านคน
    2. การเปลี่ยนแปลงไม่ได้หมายความว่าดีขึ้นเสมอ – การเกษตรทำให้เราแพร่พันธุ์มากขึ้น แต่ชีวิตแต่ละคนไม่จำเป็นต้องดีขึ้น
    3. ความรู้คือพลัง – การยอมรับว่า “เราไม่รู้” และหาความรู้ใหม่ ทำให้เราไปได้ไกล
    4. ศาสนาและความเชื่อปกครองโลก – สิ่งที่เราเรียกว่า “ความจริง” หลายอย่างเป็นแค่เรื่องที่เราตกลงกันเชื่อ
    5. คำถามสำคัญคือ “เราต้องการอะไร” – มีพลังมากขึ้น แต่จะใช้ทำอะไร?

    เรื่องเล่าของมนุษยชาติยังไม่จบ และเราทุกคนคือส่วนหนึ่งของเรื่องเล่านี้ สิ่งที่เราทำวันนี้ จะเป็นประวัติศาสตร์ของคนรุ่นหลัง

    ดังนั้น… เราจะเขียนบทต่อไปของมนุษยชาติอย่างไรกันดี?

    #hrรีพอร์ต

  • วันหนึ่งลูกสาววัย 15 ปีของฮาราริถามเขาว่า “พ่อครับ หนูควรเรียนอะไรดีหล่ะ เพื่อให้อนาคตหนูดีขึ้น?” คำถามง่ายๆ นี้กลับทำให้นักประวัติศาสตร์ชื่อดังต้องคิดหนัก เพราะโลกในยุคนี้เปลี่ยนแปลงเร็วจนแทบไม่มีใครตอบได้แน่ชัด

    หนังสือ “21 Lessons for the 21st Century” จึงเกิดขึ้นมาเพื่อตอบคำถามนี้ ไม่ใช่แค่สำหรับลูกสาวของเขา แต่สำหรับเราทุกคนที่กำลังอยู่ในยุคที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

    เมื่อหุ่นยนต์มาแย่งงาน: ปัญหาแรกของยุคใหม่

    ลองนึกภาพคุณเป็นคนขับแท็กซี่ที่ทำงานมา 20 ปี รู้จักทุกซอกทุกซอยในกรุงเทพฯ เป็นอย่างดี แต่วันหนึ่งมี Grab มา แล้วก็มีรถยนต์ไร้คนขับตามมา งานที่คุณทำมาทั้งชีวิตอาจหายไปในชั่วข้ามคืน

    ฮาราริเล่าให้ฟังว่านี่ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ในประวัติศาสตร์ เมื่อ 200 ปีที่แล้วเมื่อเครื่องจักรไอน้ำมา คนทำงานในฟาร์มก็ต้องไปทำงานในโรงงาน เมื่อ 50 ปีที่แล้วเมื่อคอมพิวเตอร์มา คนทำงานในโรงงานก็ต้องไปทำงานในออฟฟิศ

    แต่ครั้งนี้ต่างออกไป เพราะ AI ไม่ได้แย่งแค่งานใช้แรงงาน แต่รวมถึงงานใช้สมองด้วย นึกดูสิ ตอนนี้ ChatGPT เขียนบทความได้ แพทย์ AI วินิจฉัยโรงได้แม่นกว่าหมอคน แล้วมนุษย์จะทำอะไรได้บ้าง?

    ฮาราริบอกว่าคำตอบไม่ใช่การต่อต้านเทคโนโลยี แต่เป็นการ เรียนรู้ที่จะปรับตัว เขายกตัวอย่าง คนขับแท็กซี่อาจไปเรียนเป็นไกด์นำเที่ยว เพราะงานที่ต้องใช้ “ความเป็นมนุষย์” อย่างการเล่าเรื่อง การเข้าใจอารมณ์ การสร้างความสัมพันธ์ ยังคงเป็นสิ่งที่ AI ทำไม่ได้ดีเท่ามนุษย์

    ความจริงที่หาไม่เจอ: เมื่อข่าวปลอมครองโลก

    ช่วงโควิด-19 ระบาด เราคงเห็นกันแล้วว่าข่าวปลอมแพร่เร็วแค่ไหน วันหนึ่งมีคนแชร์ข่าวว่า “ดื่มน้ำร้อนฆ่าไวรัสได้” ไม่กี่ชั่วโมงข่าวนี้แพร่ไปทั่วโลก แต่ข่าวจริงจากองค์การอนามัยโลกที่บอกว่า “ไม่จริง” กลับแพร่ช้ากว่า

    ฮาราริอธิบายว่าสมองเรา ชอบเรื่องที่น่าตื่นเต้นมากกว่าเรื่องจริง ข่าวว่า “นักวิทยาศาสตร์ค้นพบวิธีรักษาโรคมะเร็งแล้ว!” ฟังดูน่าสนใจกว่า “นักวิทยาศาสตร์ทำการทดลองเบื้องต้นกับหนูแล็บ ผลออกมาดี แต่ต้องใช้เวลาอีก 10 ปีกว่าจะทดลองกับคน”

    วิธีแก้ไขคือเรียนรู้การ คิดอย่างมีวิจารณญาณ เขาแนะนำให้เราถามตัวเองเสมอ 3 คำถาม:

    1. ใครเป็นคนเขียนข่าวนี้? เขามีความรู้จริงหรือเปล่า?
    2. เขาได้อะไรจากการแพร่ข่าวนี้?
    3. มีแหล่งข้อมูลอื่นยืนยันหรือไม่?

    ประชาธิปไตยในวิกฤต: เมื่อการเลือกตั้งไม่ใช่ทางออก

    ฮาราริเล่าเรื่องน่าสนใจเรื่องหนึ่ง ในปี 2016 คนอังกฤษโหวต Brexit (ออกจากสหภาพยุโรป) แต่หลังจากนั้นหลายคนออกมาบอกว่า “ไม่รู้จักว่า Brexit คืออะไร แค่อยากประท้วงรัฐบาล”

    นี่คือปัญหาของประชาธิปไตยยุคใหม่ ประเด็นการเมืองซับซ้อนขึ้น แต่เราดันให้คนทั่วไปตัดสินใจในเรื่องที่แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญยังไม่แน่ใจ

    เขายกตัวอย่าง ถ้าคุณป่วยหนัก คุณจะให้คนในครอบครัวโหวตว่าจะผ่าตัดหรือกินยา หรือจะไปหาหมอเฉพาะทาง? แล้วทำไมเรื่องประเทศเราถึงให้คนทั่วไปโหวตได้?

    ฮาราริไม่ได้บอกว่าประชาธิปไตยแย่ แต่เขาบอกว่าเราต้อง ปรับปรุงระบบ ให้คนมีข้อมูลมากขึ้นก่อนตัดสินใจ และต้องหาวิธีป้องกันไม่ให้การเมืองกลายเป็นเหมือนการเชียร์กีฬา ที่คนแบ่งฝักแบ่งฝ่ายโดยไม่ดูเนื้อหา

    สงครามแห่งอนาคต: ไม่ใช่ปืนใหญ่ แต่เป็นข้อมูล

    ข่าวดีคือโลกสงบขึ้นกว่าเก่า ในปี 2020 มีคนตายจากสงครามน้อยกว่าคนตายจากอุบัติเหตุรถยนต์ แต่สงครามรูปแบบใหม่กำลังเกิดขึ้น

    รัสเซียไม่ได้ส่งทหารมาตีอเมริกา แต่ส่งข่าวปลอมทาง Facebook จีนไม่ได้ส่งเรือรบมาตีไต้หวัน แต่แฮกข้อมูลบริษัทไต้หวัน เกาหลีเหนือไม่ได้ยิงขีปนาวุธใส่เกาหลีใต้ แต่แฮกธนาคารเกาหลีใต้

    ฮาราริเปรียบว่า สงครามยุคใหม่เหมือนการเล่นหมากรุก ไม่ใช่การต่อยมวย ใครควบคุมข้อมูลได้มากกว่า ใครชนะ เขายกตัวอย่าง บริษัท Cambridge Analytica ใช้ข้อมูล Facebook ของคนอเมริกัน 50 ล้านคน มาวิเคราะห์ว่าแต่ละคนชอบอะไร แล้วส่งโฆษณาการเมืองแบบ “ตัดสินใจแทนคุณ” ให้ดู

    วิธีป้องกันคือเราต้อง รู้ตัวว่าข้อมูลเราถูกใช้อย่างไร และต้องระวังเมื่อเห็นโฆษณาหรือข่าวที่ตรงกับความคิดเราเป็นอย่างมาก เพราะอาจเป็นเพราะ AI รู้ว่าเราชอบอะไร แล้วป้อนข้อมูลให้เราเห็นแค่สิ่งที่เราอยากเห็น

    ศาสนาในยุคเทคโนโลยี: เมื่อ Google รู้เราดีกว่าพระเจ้า

    ฮาราริ (ที่เป็นชาวยิว) เล่าว่าเมื่อเขาอยากรู้ว่าควรแต่งงานกับแฟนหรือไม่ เขาไม่ได้ไปถามพระรับี แต่ไปอ่าน Google search history ของตัวเอง ดูว่าตัวเองค้นหาอะไรบ้าง แล้วก็วิเคราะห์ว่าตัวเองคิดยังไง

    นี่คือปัญหาใหม่ที่ศาสนาต้องเผชิญ เมื่อก่อน คนต้องการคำแนะนำเรื่องชีวิต ก็ไปถามพระ หรือผู้นำทางศาสนา แต่ตอนนี้ AI รู้ว่าเราชอบอะไร เกลียดอะไร กลัวอะไร มากกว่าตัวเราเองเสียอีก

    แต่ฮาราริไม่ได้บอกว่าศาสนาจะหมดความสำคัญ เขาบอกว่าศาสนามีบทบาทสำคัญในการ ให้ความหมายกับชีวิต และการ สร้างชุมชน ที่ AI ทำไม่ได้ แค่ศาสนาต้องปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัย

    เขายกตัวอย่าง วัดบางแห่งเริ่มใช้แอปให้คนบริจาคเงิน มัสยิดบางแห่งใช้ VR ให้คนที่ไปฮัจจ์ไม่ได้ ได้สัมผัสบรรยากาศเมกกะ แม้จะเป็นเทคโนโลยี แต่ความรู้สึกศรัทธายังคงเหมือนเดิม

    การศึกษาที่ล้าสมัย: เมื่อโรงเรียนยังสอนแบบศตวรรษที่ 20

    ลูกของคุณกำลังเรียน ม.6 เตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย ท่องคำศัพท์ภาษาอังกฤษ 3,000 คำ เพื่อจะได้คะแนน TOEFL สูงๆ แต่ Google Translate แปลได้ 100 ภาษาภายใน 1 วินาที แล้วทำไมเราถึงยังบังคับให้เด็กจำคำศัพท์?

    ฮาราริบอกว่าระบบการศึกษาปัจจุบัน ออกแบบมาสำหรับยุคโรงงาน ที่ต้องการคนที่ท่องจำได้เก่ง ทำงานซ้ำๆ ได้ แต่ยุคนี้เครื่องจักรทำงานซ้ำได้ดีกว่า สิ่งที่เราต้องการคือคนที่ คิดสร้างสรรค์ แก้ปัญหา และ ปรับตัวได้เร็ว

    เขายกตัวอย่างเด็กในฟินแลนด์ เขาไม่ได้เรียนจำสูตรคณิตศาสตร์ แต่เรียน “วิธีการคิด” เมื่อเจอโจทย์ปัญหา เด็กจะรู้จักหาข้อมูล วิเคราะห์ และหาทางออกเอง ผลคือเด็กฟินแลนด์เก่งที่สุดในโลกเรื่องการแก้ปัญหา

    การศึกษายุคใหม่ควรสอน 4 อย่าง:

    • Critical thinking คิดอย่างมีเหตุผล
    • Communication สื่อสารได้ชัดเจน
    • Collaboration ทำงานร่วมกับคนอื่นได้
    • Creativity คิดสิ่งใหม่ๆ ออกมาได้

    ความหมายของชีวิต: เมื่ออนาคตไม่แน่นอน

    สุดท้าย ฮาราริตั้งคำถามที่ลึกที่สุด ถ้าโลกเปลี่ยนเร็วขนาดนี้ แล้วเราจะหาความหมายในชีวิตได้อย่างไร?

    เขาเล่าเรื่องของตัวเอง เมื่อเขาเครียดจากการเขียนหนังสือ เขาจะไปนั่งสมาธิ ไม่คิดถึงอนาคต ไม่กังวลเรื่องอดีต แค่อยู่กับปัจจุบันขณะนี้ เขาบอกว่าการทำสมาธิทำให้เขารู้จักตัวเองมากขึ้น และไม่กลัวการเปลี่ยนแปลง

    แต่เขาไม่ได้บอกให้ทุกคนไปนั่งสมาธิ เขาบอกว่าแต่ละคนมีวิธีหาความหมายที่ต่างกัน บางคนหาจากการช่วยเหลือผู้อื่น บางคนหาจากการสร้างสิ่งใหม่ บางคนหาจากครอบครัว สิ่งสำคัญคือต้อง รู้จักตัวเอง ว่าอะไรทำให้เราดีใจ อะไรทำให้เราภูมิใจ

    สรุป: เตรียมตัวอย่างไรให้รอดในโลกใหม่

    หลังจากอ่านหนังสือเล่มนี้ เราอาจรู้สึกท้อแท้บ้าง กลัวอนาคตบ้าง แต่ฮาราริไม่ได้เขียนหนังสือเล่มนี้เพื่อให้เรากลัว เขาเขียนเพื่อให้เราเตรียมตัว

    เขาบอกว่าคนที่จะอยู่รอดในโลกใหม่ได้คือคนที่:

    1. ยืดหยุ่น – ไม่ยึดติดกับอาชีพเดียว ทักษะเดียว แต่พร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ตลอดเวลา

    2. มีวิจารณญาณ – ไม่เชื่อทุกอย่างที่อ่าน รู้จักตรวจสอบข้อมูล

    3. รู้จักตัวเอง – รู้ว่าเราดีเรื่องอะไร ชอบอะไร อยากทำอะไรในชีวิต

    4. ต่อเนื่อง – เรียนรู้ตลอดชีวิต ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่

    5. เมตตา – ไม่ลืมความเป็นมนุษย์ แม้โลกจะเทคโนโลยีมากแค่ไหน

    เมื่อลูกสาววัย 15 ปีถามเขาว่าควรเรียนอะไร ฮาราริตอบว่า “เรียนรู้วิธีการเรียนรู้ เรียนรู้วิธีการเปลี่ยนแปลง และเรียนรู้วิธีการรู้จักตัวเอง”

    โลกอาจเปลี่ยน แต่สิ่งเดียวที่ไม่เปลี่ยนคือการที่เราต้องปรับตัวตลอดเวลา และนั่นคือบทเรียนที่สำคัญที่สุดสำหรับศตวรรษที่ 21


    ในยุคที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน สิ่งเดียวที่แน่นอนคือการเปลี่ยนแปลง เตรียมตัวให้พร้อม แล้วเราจะผ่านพ้นไปได้

    #hrรีพอร์ต

  • ตอนที่ 1: จากสัตว์ป่าสู่เทพเจ้า

    เมื่อประมาณ 70,000 ปีที่แล้ว มนุษย์เราเป็นแค่สัตว์ชนิดหนึ่งในป่าใหญ่แอฟริกา ไม่มีอะไรพิเศษมากนัก แต่วันนี้เราสามารถส่งจรวดไปดวงจันทร์ รักษาโรคร้ายให้หาย และสร้างปัญญาประดิษฐ์ที่ฉลาดเกือบเท่าเรา

    ยูวัล โนอาห์ ฮาราริ นักประวัติศาสตร์ชาวอิสราเอล ได้เล่าเรื่องน่าทึ่งนี้ในหนังสือ “Homo Deus: A Brief History of Tomorrow” เขาพาเราเดินทางจากอดีตสู่อนาคต ผ่านเรื่องเล่าที่ทำให้เราต้องหยุดคิดว่า… มนุษย์กำลังจะเป็นอะไรต่อไป?

    ตอนที่ 2: ชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ

    เมื่อเราเอาชนะ “ศัตรูเก่า” 3 ตัวได้แล้ว

    ตลอดประวัติศาสตร์มนุษยชาติ เราต่อสู้กับปัญหาใหญ่ 3 อย่างคือ ความอดอยาก โรคร้าย และสงคราม ฮาราริบอกว่าในศตวรรษที่ 21 เราเอาชนะมันได้แล้วเกือบทั้งหมด

    เรื่องความอดอยาก: ในอดีต คนตายเพราะขาดอาหารเป็นเรื่องปกติ แต่ทุกวันนี้ คนที่เป็นโรคอ้วนมีมากกว่าคนที่ขาดอาหาร ปี 2010 ทั่วโลกมีคนอดอยากประมาณ 1 ล้านคน แต่มีคนเป็นโรคอ้วนถึง 1.5 พันล้านคน!

    เอาตัวอย่างประเทศไทยดู เมื่อ 50 ปีก่อน คนไทยหลายคนยังขาดอาหาร แต่ตอนนี้เราห่วงเรื่องคนไทยอ้วนกันมากกว่า ร้านอาหารมีทั่วทุกซอย แม็คโดนัลด์ KFC เปิดตลอด 24 ชั่วโมง

    เรื่องโรคร้าย: ในยุคก่อน คนตายเพราะไข้หวัดใหญ่ได้ แต่ตอนนี้เราผลิตวัคซีนได้ รักษาเอดส์ได้ ผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจได้ ยาแก้โรคมะเร็งก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ ในปี 2020 เมื่อโควิด-19 ระบาด เราสามารถผลิตวัคซีนได้ภายในแค่ 1 ปี สิ่งที่เคยใช้เวลา 10-15 ปี

    เรื่องสงคราม: แม้จะยังมีความขัดแย้ง แต่สงครามขนาดใหญ่เหมือนสงครามโลกครั้งที่ 1-2 ไม่เกิดขึ้นแล้ว ทุกวันนี้ คนฆ่าตัวตายมากกว่าคนที่ตายจากสงคราม คนตายจากอุบัติเหตุมากกว่าคนที่ถูกฆาตกรรม

    ตอนที่ 3: เป้าหมายใหม่ – กลายเป็น “โฮโม เดอุส” (Homo Deus)

    เมื่อปัญหาเก่าหมดไป มนุษย์ก็ตั้งเป้าหมายใหม่ที่ใหญ่กว่า นั่นคือการกลายเป็น “โฮโม เดอุส” หรือ “มนุษย์เทพ” ด้วยเป้าหมาย 3 อย่าง:

    1. อมตะ (Immortality)

    คนเราไม่อยากตายใช่มั้ย? ในอนาคต เราอาจจะมีชีวิตอยู่ได้ 200-300 ปี หรือแม้แต่ไม่ตายเลย

    ตอนนี้เราเห็นสัญญาณแล้ว นักวิทยาศาสตร์กำลังศึกษาเรื่องการชะลอความแก่ มีคนพยายามแช่แข็งร่างกายเพื่อรอเทคโนโลยีในอนาคต บริษัทใหญ่ๆ เช่น Google ลงทุนวิจัยการต่อต้านความแก่หลายพันล้านดอลลาร์

    คิดดูสิ ถ้าเราอยู่ได้ 300 ปี เราจะเห็นโลกเปลี่ยนแปลงไปเท่าไหร่? เราจะได้เรียนหลายอาชีพ มีชีวิตหลายช่วง แต่ก็มีคำถามตาม… แล้วโลกจะรับไหวมั้ย?

    2. ความสุขสมบูรณ์ (Bliss)

    คนเราอยากมีความสุขตลอดเวลา ไม่อยากเศร้า ไม่อยากเครียด ในอนาคต เราอาจมียาที่กินแล้วมีความสุขตลอด หรือใส่ชิปในสมองเพื่อควบคุมอารมณ์

    ตอนนี้เราก็เห็นแล้ว ยาแก้ซึมเศร้า ยาแก้ความวิตกกังวล คนกินกันมากขึ้น เกมส์ออนไลน์ทำให้เราได้รับความสุขชั่วคราว โซเชียลมีเดียก็เหมือนกัน เราได้ “ไลค์” แล้วมีความสุข

    แต่ถ้าเรามีความสุขตลอดเวลา เราจะยังเป็นมนุษย์อยู่มั้ย? ความเศร้า ความโกรธ ความผิดหวัง มันไม่ใช่ส่วนหนึ่งของความเป็นมนุษย์เหรอ?

    3. พลังเหนือมนุษย์ (Divinity)

    เราอยากมีความสามารถเหมือนเทพเจ้าในเทพนิยาย อยากบินได้ อ่านใจคนอื่นได้ จำอะไรได้หมด ฉลาดกว่าไอน์สไตน์

    เทคโนโลยีกำลังทำให้เป้าหมายนี้เป็นจริงได้ เราสามารถใส่ชิปในสมองเพื่อเพิ่มความจำ ใส่อุปกรณ์เพื่อเพิ่มพลัง หูฟังแปลภาษาแบบเรียลไทม์ ก็เหมือนเราเข้าใจทุกภาษาทันที

    คิดดูสิ คนที่มีเทคโนโลยีเหล่านี้ เขาจะฉลาดกว่า แข็งแกร่งกว่า และสามารถทำอะไรได้มากกว่าคนธรรมดา เขาจะยังเป็น “มนุษย์” เหมือนเราอยู่มั้ย?

    ตอนที่ 4: ศาสนาใหม่ 3 แบบที่กำลังเกิดขึ้น

    ฮาราริบอกว่า ในโลกยุคใหม่ กำลังมี “ศาสนา” ใหม่ 3 แบบที่คนเริ่มเชื่อถือ:

    1. ลัทธิมนุษย์นิยม (Humanism)

    เชื่อว่ามนุษย์สำคัญที่สุด ความรู้สึกและความต้องการของมนุษย์เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์

    ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด: เมื่อเราต้องตัดสินใจอะไร เรามักจะถามตัวเองว่า “ใจเราอยากยังไง?” “รู้สึกยังไง?” เราเชื่อว่าความรู้สึกของเราถูกต้อง

    ในการเมือง เราเชื่อในประชาธิปไตย คือให้คนโหวตตามใจ ในเศรษฐกิจ เราเชื่อในการตลาดเสรี คือให้คนซื้อสิ่งที่ชอบ ในชีวิตส่วนตัว เราเชื่อว่าแต่ละคนมีสิทธิ์เลือกคู่ครอง อาชีพ ศาสนา

    2. ลัทธิข้อมูลนิยม (Dataism)

    เชื่อว่าข้อมูลและอัลกอริธึมคือทุกสิ่ง และอัลกอริธึมรู้เราดีกว่าเรารู้จักตัวเอง

    ตัวอย่างในชีวิตประจำวัน:

    • Netflix รู้ว่าเราอยากดูหนังเรื่องไหน ดีกว่าเรารู้จักตัวเอง
    • Google รู้ว่าเราสนใจอะไร จากการที่เราค้นหา
    • Spotify รู้ว่าเราอยากฟังเพลงไหน
    • แอปหาคู่รู้ว่าเราควรคบกับใคร

    เราเริ่มไว้ใจ “อัลกอริธึม” มากกว่าตัวเราเอง เวลาหาร้านอาหาร เราดู Google Review เวลาซื้อของ เราดูรีวิวใน Shopee เวลาดูหนัง เราดูคะแนนใน IMDb

    3. ลัทธิเทคโนโลยีนิยม (Techno-Humanism)

    เชื่อว่าเทคโนโลยีจะแก้ปัญหาทุกอย่าง และมนุษย์ควรผสานกับเครื่องจักรเพื่อกลายเป็น “ไซบอร์ก”

    ตัวอย่าง:

    • คนที่ใส่เครื่องช่วยฟัง เครื่องกระตุ้นหัวใจ ขาเทียม
    • คนที่ใช้สมาร์ทโฟนทุกวัน จนเหมือนโทรศัพท์เป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย
    • คนที่ฟิตเนสด้วยแอปฯ ที่วัดชีพจร นับก้าว วิเคราะห์การนอน

    ในอนาคต เราอาจใส่ชิปในสมองเพื่อเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตตรงๆ ทำให้เราเข้าถึงข้อมูลทั้งหมดของโลกได้ทันที

    ตอนที่ 5: อนาคตที่น่ากลัว – ชนชั้น “คนไร้ประโยชน์”

    เมื่อ AI และหุ่นยนต์ทำงานเก่งกว่าเรา

    สิ่งที่ฮาราริเตือนคือ ในอนาคต มนุษย์อาจแบ่งเป็น 2 กลุ่ม:

    กลุ่มที่ 1: ชนชั้นสูงใหม่ (Enhanced Humans) คนที่มีเงินใช้เทคโนโลยียกระดับตัวเอง ฉลาดขึ้น แข็งแกร่งขึ้น อายุยืนขึ้น กลายเป็น “ซูเปอร์ฮิวแมน”

    กลุ่มที่ 2: ชนชั้น “ไร้ประโยชน์” (Useless Class)
    คนธรรมดาที่กลายเป็น “คนไร้ประโยชน์” เพราะเครื่องจักรและ AI ทำงานได้ดีกว่า ถูกกว่า และไม่บ่น

    ตัวอย่างที่เราเห็นแล้ววันนี้:

    • พนักงานรีเซฟชั่นถูกแทนที่ด้วยแอปฯ Check-in ออนไลน์
    • พนักงานธนาคารถูกแทนที่ด้วย ATM และ Mobile Banking
    • คนขับแท็กซี่กำลังจะถูกแทนที่ด้วยรถไร้คนขับ
    • ล่ามภาษาถูกแทนที่ด้วย Google Translate
    • นักข่าวบางคนถูกแทนที่ด้วย AI ที่เขียนข่าวกีฬา ข่าวหุ้นได้

    ตัวอย่างจากชีวิตจริง

    ลองคิดถึงเพื่ๆน คนรอบตัวเรา:

    ป้าที่ขายข้าวผัด – เมื่อมีหุ่นยนต์ทำอาหารที่ทำได้เก่งกว่า เร็วกว่า สะอาดกว่า ราคาถูกกว่า ป้าจะทำงานอะไร?

    พี่ที่ทำงานบุ๊คคีปปิ้ง – เมื่อมีซอฟต์แวร์ที่ทำบัญชีได้เองอัตโนมัติ ไม่ผิดพลาด ทำงานได้ 24 ชั่วโมง พี่จะทำงานอะไร?

    หมอที่วินิจฉัยโรค – เมื่อมี AI ที่ดูภาพถ่ายรังสีได้แม่นยำกว่า วินิจฉัยโรคได้เร็วกว่า หมอจะมีบทบาทยังไง?

    คำถามใหญ่คือ… ถ้าคนเหล่านี้ไม่มีงานทำ เขาจะอยู่ยังไง? รัฐบาลจะต้องเลี้ยงหรือเปล่า? หรือจะปล่อยให้เขาอดตาย?

    ตอนที่ 6: ข้อมูลคือพระเจ้าใหม่

    เมื่ออัลกอริธึมรู้เราดีกว่าเรารู้จักตัวเอง

    ฮาราริเล่าเรื่องน่าคิดเรื่องหนึ่ง: ในอนาคต เมื่อเราเดินผ่านร้านไอศกรีม อัลกอริธึมในสมาร์ทโฟนอาจจะบอกเราว่า “อย่ากินเลย วันนี้คุณกินน้ำตาลเกินแล้ว และคุณกำลังพยายามลดน้ำหนักอยู่ใช่มั้ย?”

    อัลกอริธึมรู้จาก:

    • ข้อมูลสุขภาพจากสมาร์ทวอทช์
    • รายการอาหารที่เราสั่งจากแอปฯ
    • เป้าหมายลดน้ำหนักที่เราตั้งไว้
    • ข้อมูลพันธุกรรมที่บอกว่าเราเสี่ยงเป็นเบาหวาน

    คำถามคือ… เราจะฟังอัลกอริธึมหรือฟังใจเรา?

    ตัวอย่างที่เกิดขึ้นแล้ววันนี้

    • การหาคู่: แอป Tinder, Bumble วิเคราะห์พฤติกรรมเราแล้วแนะนำคนที่ “เหมาะ” กับเรา แต่จริงๆ แล้วมันรู้เราดีกว่าเรารู้จักตัวเองหรือเปล่า?
    • การลงทุน: Robo-advisor วิเคราะห์ข้อมูลตลาดหุ้นแล้วแนะนำการลงทุน คนมากมายให้ AI ตัดสินใจการเงินแทน
    • การรักษาโรค: IBM Watson วินิจฉัยโรคมะเร็งได้แม่นยำกว่าหมอในบางกรณี แล้วเราจะเชื่อหมอหรือเชื่อ AI?
    • การเลี้ยงลูก: แอปฯ เลี้ยงลูกบอกเวลานอน เวลากิน เวลาเล่น แม่รุ่นใหม่หลายคนฟังแอปฯ มากกว่าฟังสัญชาตญาณตัวเอง

    ตอนที่ 7: เมื่อการเมืองถูกแฮ็ก

    ประชาธิปไตยในยุคข้อมูลใหญ่

    ฮาราริเตือนว่า ระบบประชาธิปไตยที่เราใช้กันอยู่อาจจะใช้ไม่ได้ในยุคที่ข้อมูลมีพลังมาก

    เพราะ:

    • คนทั่วไปไม่มีข้อมูลเพียงพอ ในการตัดสินใจเรื่องซับซ้อน เช่น นโยบายเศรษฐกิจ เทคโนโลยี AI หรือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
    • ข้อมูลสามารถถูกจัดการได้ ใครที่ควบคุมข้อมูล ก็ควบคุมความคิดของผู้คนได้

    ตัวอย่าง: การเลือกตั้งในหลายประเทศถูก “แฮ็ก” ด้วยข่าวปลอมในโซเชียลมีเดีย คนโหวตตามอารมณ์ที่ถูกกระตุ้นด้วยข้อมูลที่บิดเบือน

    อนาคตของการเมือง

    ในอนาคต การเมืองอาจกลายเป็น:

    • เทคโนเครซี่: ให้คนเก่ง คนที่มีความรู้ด้านเทคโนโลยีเป็นผู้นำ
    • อัลกอครซี่: ให้อัลกอริธึมเป็นผู้ตัดสินใจนโยบาย
    • ข้อมูลาธิปไตย: ใครมีข้อมูลมาก ใครมีอำนาจ

    จีนเป็นตัวอย่างประเทศที่กำลังทดลอง “Social Credit System” ใช้ข้อมูลพฤติกรรมของพลเมืองให้คะแนนความน่าเชื่อถือ คนที่คะแนนต่ำถูกจำกัดสิทธิ์เดินทาง ขอกู้เงิน หางาน

    ตอนที่ 8: ความหมายของชีวิตในยุคใหม่

    เมื่อเราไม่รู้ว่าตัวเองคือใคร

    ปัญหาใหญ่ที่ฮาราริตั้งคำถามคือ: เมื่อเราผสานกับเทคโนโลยีมากขึ้น เราจะยังเป็น “มนุษย์” อยู่มั้ย?

    คิดดูสิ:

    • ถ้าเราใส่ชิปในสมองเพื่อเพิ่มความจำ ความคิดที่เกิดขึ้นเป็นของเราหรือของชิป?
    • ถ้าเราใช้ AI ช่วยตัดสินใจทุกเรื่อง การตัดสินใจนั้นเป็นของเราหรือของ AI?
    • ถ้าเราดัดแปลงยีนให้ลูกฉลาดสวย เขายังเป็น “คน” เหมือนเราไหม?

    ตัวอย่างจากยุคปัจจุบัน

    แม้ทุกวันนี้เราก็เริ่มเห็นปัญหานี้แล้ว:

    เด็กยุคใหม่: เกิดมาพร้อมสมาร์ทโฟน มีข้อมูลทั้งโลกปลายนิ้ว แต่กลับไม่รู้จักคิดวิเคราะห์ ไม่รู้จักอดทน ไม่รู้จักเล่นกับเพื่อนแบบแท้ๆ

    คนทำงานออฟฟิศ: ใช้คอมพิวเตอร์ทำงานทุกอย่าง จนไม่รู้จักคิดหรือคำนวณด้วยตัวเอง ถ้าไฟฟ้าดับ งานก็หยุด

    คนใช้ GPS: ใช้แผนที่ดิจิทัลจนไม่รู้จักจำทาง ถ้าโทรศัพท์เสีย หาทางไม่เป็น

    เราจะไปทางไหนกันแน่?

    ตอนที่ 9: คำเตือนสำคัญ

    3 ภัยใหญ่ที่เราต้องระวัง

    ฮาราริเตือนเราถึงภัยใหญ่ 3 อย่าง:

    1. ความไม่เท่าเทียมที่รุนแรงมาก คนรวยจะใช้เทคโนโลยียกระดับตัวเอง กลายเป็น “เหนือมนุษย์” ส่วนคนจนจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ชนชั้นใหม่จะเกิดขึ้น: ชนชั้น “เทพ” และชนชั้น “คนไร้ประโยชน์”

    2. การสูญเสียความเป็นมนุษย์ เมื่อเราพึ่งพาเทคโนโลยีทุกเรื่อง เราอาจจะลืมความหมายของความเป็นมนุษย์ ลืมวิธีการรู้สึก คิด และเชื่อมต่อกับคนอื่น

    3. การสูญเสียอำนาจตัดสินใจ เมื่ออัลกอริธึมตัดสินใจทุกอย่างแทนเรา เราจะกลายเป็นแค่คนรับคำสั่ง ไม่มีอำนาจควบคุมชีวิตตัวเอง

    แล้วเราจะทำยังไง?

    ฮาราริไม่ได้บอกคำตอบที่แน่นอน แต่เขาให้เรา “ตั้งคำถาม” กับตัวเอง:

    1. เราอยากให้อนาคตเป็นแบบไหน? อยากให้เทคโนโลยีช่วยเหลือมนุษย์ หรืออยากให้เทคโนโลยีแทนที่มนุษย์?
    2. เราจะยังคงความเป็นมนุษย์ไว้ยังไง? อะไรคือสิ่งที่ทำให้เราเป็น “มนุษย์” และเราจะรักษามันไว้ได้ยังไง?
    3. เราจะแบ่งปันประโยชน์จากเทคโนโลยีกันยังไง? จะทำยังไงไม่ให้คนรวยกับคนจนห่างกันมากขึ้น?

    ตอนที่ 10: บทสรุป – เรื่องเล่าที่ยังไม่จบ

    อนาคตไม่ใช่โชคชะตา แต่เป็นทางเลือก

    สิ่งที่น่าสนใจที่สุดในหนังสือ Homo Deus คือ ฮาราริไม่ได้บอกว่าอนาคตจะเป็นแบบไหนแน่ๆ เขาแค่เตือนเราว่า ถ้าเราไม่ตื่นตัว ไม่คิด ไม่เตรียมตัว เราอาจจะไม่ชอบในสิ่งที่เกิดขึ้น

    เขาบอกว่า: “เรื่องราวในหนังสือเล่มนี้ไม่ใช่การทำนาย แต่เป็นการสำรวจความเป็นไปได้ เพื่อให้เราได้เตรียมตัวและเลือกเส้นทางที่ดีที่สุด”

    ตัวอย่างที่ให้กำลังใจ

    แม้จะฟังดูน่ากลัว แต่ก็มีตัวอย่างดีๆ ที่เกิดขึ้นแล้ว:

    ในด้านการศึกษา: เทคโนโลยีช่วยให้เด็กในถิ่นทุรกันดารมีโอกาสเรียนรู้เท่ากับเด็กในเมืองใหญ่ คอร์สออนไลน์ฟรีทำให้คนจนได้เรียนจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ

    ในด้านสุขภาพ: เทคโนโลยีช่วยรักษาคนพิการให้เดินได้ คนตาบอดให้มองเห็น คนหูหนวกให้ได้ยิน

    ในด้านการสื่อสار: เทคโนโลยีเชื่อมต่อคนทั่วโลกให้เข้าใจกันมากขึ้น แปลภาษาให้คุยกันได้ แชร์ความรู้ให้กันฟรี

    คำถามสำคัญสำหรับคนไทย

    ในฐานะที่เราเป็นคนไทย เราควรถามตัวเองว่า:

    1. ประเทศไทยจะเตรียมตัวยังไงกับการเปลี่ยนแปลงนี้?

    • ระบบการศึกษาเราจะสอนเด็กให้เตรียมพร้อมกับยุคใหม่ได้มั้ย?
    • คนไทยจะมีทักษะที่ไม่สามารถถูกแทนที่ด้วยเครื่องจักรได้มั้ย?

    2. เราจะรักษาเอกลักษณ์ไทยไว้ยังไง?

    • วัฒนธรรม ประเพณี ภาษาไทย จะอยู่รอดในยุคที่ทุกอย่างเป็นดิจิทัล?
    • ความเป็น “คนไทย” จะมีความหมายยังไงในอนาคต?

    3. เราจะใช้เทคโนโลยีเพื่อพัฒนาประเทศได้ยังไง?

    • จะทำยังไงให้เทคโนโลยีช่วยแก้ปัญหาความยากจน การศึกษา สุขภาพของคนไทย?
    • จะทำยังไงให้คนไทยทุกคนได้ประโยชน์จากเทคโนโลยี ไม่ใช่แค่คนรวย?

    5 สิ่งที่เราทำได้ตั้งแต่วันนี้

    1. เรียนรู้ตลอดชีวิต อย่าคิดว่าจบมหาวิทยาลัยแล้วจะไม่ต้องเรียนอีก ในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนเร็ว เราต้องเรียนรู้สิ่งใหม่ตลอดเวลา

    2. ฝึกทักษะที่เครื่องจักรทำไม่ได้

    • ความคิดสร้างสรรค์
    • ความเข้าใจอารมณ์และความรู้สึกของคนอื่น
    • การแก้ปัญหาแบบสร้างสรรค์
    • การทำงานร่วมกับคนอื่น

    3. ใช้เทคโนโลยีอย่างชาญฉลาด อย่าให้เทคโนโลยีครอบงำชีวิต ใช้เป็นเครื่องมือช่วยเหลือ ไม่ใช่ปล่อยให้มันควบคุมเรา

    4. คิดอย่างมีวิจารณญาณ อย่าเชื่อข้อมูลง่ายๆ เรียนรู้วิธีการแยกแยะข่าวจริงกับข่าวปลอม คิดก่อนแชร์

    5. ใส่ใจสังคม อย่าคิดแค่ตัวเอง ช่วยเหลือคนรอบข้างให้ปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลง เพราะถ้าสังคมดี เราก็จะอยู่ดี

    ข้อความสุดท้าย

    Homo Deus ไม่ใช่หนังสือที่ให้คำตอบ แต่เป็นหนังสือที่ให้คำถาม คำถามที่สำคัญที่สุดในศตวรรษที่ 21 คือ มนุษย์คืออะไร และเราอยากเป็นอะไรต่อไป?

    เราอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญของประวัติศาสตร์ เทคโนโลยีให้อำนาจเราในการสร้างสรรค์และทำลาย ในการรักษาและทำร้าย ในการรวมกันและแยกกัน

    ทางเลือกอยู่ที่เรา เราจะเลือกใช้พลังนี้เพื่ออะไร? เพื่อสร้างโลกที่ดีกว่า หรือเพื่อทำลายสิ่งที่ดีงามที่เรามี?

    อนาคตไม่ได้เกิดขึ้นเอง อนาคตถูกสร้างขึ้นโดยการกระทำของเราในวันนี้

    และนั่นคือเหตุผลที่เราต้องอ่าน ต้องคิด ต้องถกเถียงกันเรื่องเหล่านี้ เพราะการตัดสินใจที่เราทำวันนี้ จะกำหนดว่าลูกหลานของเราจะใช้ชีวิตอย่างไรในอนาคต

    เรื่องเล่าของ Homo Deus ยังไม่จบ… และเราทุกคนคือผู้เขียนบทสุดท้ายของมัน


    “เราได้กลายเป็นเทพเจ้าแล้วหรือยัง? คำถามที่แท้จริงไม่ใช่เราจะกลายเป็นเทพเจ้าได้หรือไม่ แต่เราจะเป็นเทพเจ้าแบบไหน – เทพเจ้าที่สร้างสรรค์ หรือเทพเจ้าที่ทำลายล้าง?”

    – ยูวัล โนอาห์ ฮาราริ

    #hrรีพอร์ต

  • คำถามที่ทำให้นอนไม่หลับ

    ลองจินตนาการดูสิ… เมื่อ 100,000 ปีที่แล้ว บรรพบุรุษของเรานั่งกันรอบกองไฟในถ้ำ เล่าเรื่องราวต่างๆ เพื่อให้กำลังใจและสอนเด็กๆ วันนี้เรานั่งหน้าจอมือถือ เลื่อนดูโพสต์ ติ๊กต๊อก และข่าวสารจากทั่วโลกในเวลาไม่กี่วินาที

    แล้วอะไรคือจุดเชื่อมระหว่างสองช่วงเวลานี้? คำตอบอยู่ที่ “ข้อมูล” – สิ่งที่ยูวัล โนอาห์ ฮาราริ นักประวัติศาสตร์ชาวอิสราเอลผู้เขียนหนังสือ “Nexus: A Brief History of Information Networks from the Stone Age to AI” เชื่อว่าเป็นพลังขับเคลื่อนประวัติศาสตร์มนุษยชาติทั้งหมด

    คำถามที่ฮาราริตั้งขึ้นน่าขนลุก: “ถ้ามนุษย์เราฉลาดและมีพลังมหาศาลขนาดนี้ ทำไมเรากลับทำลายตัวเองอยู่เรื่อย?”

    ตอนที่ 1: เมื่อเรื่องเล่าสร้างอาณาจักร

    พลังของเรื่องเล่า

    ย้อนกลับไปในยุคโบราณ เมื่อมนุษย์ยังอาศัยอยู่เป็นเผ่าเล็กๆ สิ่งที่ทำให้เราสามารถรวมตัวกันเป็นกลุ่มใหญ่และสร้างอารยธรรมได้คือ “เรื่องเล่า”

    ลองคิดดูสิ ทำไมคนนับล้านถึงเชื่อฟังกษัตริย์คนเดียว? ทำไมทหารนับพันถึงยอมตายเพื่อธงชาติ? คำตอบคือ เราเชื่อในเรื่องเล่าเดียวกัน – ว่ากษัตริย์ได้รับการแต่งตั้งจากสวรรค์ หรือธงชาติแทนความศักดิ์สิทธิ์ของแผ่นดิน

    ตัวอย่างในชีวิตจริง: ลองดูเงินในกระเป๋าเรา แผ่นกระดาษสีๆ นี้มีค่าทำไม? เพราะเราทุกคนเชื่อในเรื่องเล่าเดียวกันว่า “ธนบัตรมีค่า” ถ้าวันหนึ่งทุกคนหยุดเชื่อ เงินก็จะกลายเป็นแค่กระดาษธรรมดา

    เมื่อคำพูดกลายเป็นอำนาจ

    ฮาราริอธิบายว่าสิ่งที่แยกมนุษย์ออกจากสัตว์อื่นไม่ใช่การใช้เครื่องมือ (เพราะลิงก็ใช้ไม้ซี่ตกปลา) แต่เป็นความสามารถในการเล่าเรื่องที่ “ไม่จริง” แต่ทำให้ทุกคนเชื่อ

    เรื่องเล่าเหล่านี้ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “ความจริงระดับสองชั้น” เช่น:

    • ความจริงชั้นที่ 1: แมวนั่งอยู่บนเสื่อ (เราเห็นได้ด้วยตา)
    • ความจริงชั้นที่ 2: เทพเจ้าคุ้มครองบ้านเรา (เราเห็นไม่ได้ แต่เชื่อ)

    ความจริงชั้นที่ 2 นี่แหละที่ทำให้เกิดศาสนา กฎหมาย การเมือง และทุกสิ่งที่เรียกว่าอารยธรรม

    ตอนที่ 2: เมื่อการเขียนเปลี่ยนโลก

    จากปากต่อปากสู่ปากกาและกระดาษ

    การค้นพบการเขียนเปรียบเสมือนการปฏิวัติครั้งยิ่งใหญ่ ก่อนหน้านี้เรื่องเล่าจะสูญหายไปตามคนที่เล่า แต่การเขียนทำให้เรื่องเล่าอยู่ยืนยาว

    ตัวอย่างที่น่าสนใจ: การเขียนครั้งแรกๆ ไม่ได้ใช้เล่าเรื่องรักหรือกบฏ แต่ใช้จดบัญชี! คนโบราณเขียนว่า “นาย A ค้างภาษี 5 กิโลข้าวบาร์เลย์” หรือ “ทหาร B ได้อาหาร 3 ห่อ”

    การเขียนทำให้เกิด:

    • ระบบราชการ: จดทะเบียนได้ ควบคุมประชากรได้
    • กฎหมาย: เขียนไว้แล้วไม่เปลี่ยนแปลงได้ง่าย
    • อำนาจรวมศูนย์: คนที่อ่านเขียนได้จะมีอำนาจ

    อันตรายของ “เสือกระดาษ”

    ฮาราริเตือนว่าระบบราชการที่อาศัยเอกสาร แม้จะดูมีพลัง แต่ก็เปราะบาง เขาเรียกว่า “เสือกระดาษ” (Paper Tigers)

    ตัวอย่างจากประวัติศาสตร์: จักรวรรดิโซเวียตดูแข็งแกร่งด้วยระบบราชการมหึมา แต่พอเจอปัญหาเศรษฐกิจที่เอกสารแก้ไม่ได้ ก็ล่มสลายในที่สุด

    ตอนที่ 3: ยุคมืดแห่งข้อมูลเท็จ

    เมื่อเรื่องเล่ากลายเป็นฝันร้าย

    ไม่ใช่ทุกเรื่องเล่าจะนำมาซึ่งสิ่งดี ฮาราริให้ตัวอย่างเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่เรื่องเล่าเท็จสร้างความหายนะ:

    การล่าแม่มด (1450-1750):

    • คนยุโรปเชื่อว่าแม่มดสาปให้พืชผลเสียหาย
    • มีการเผาผู้หญิงไปหลักหมื่นคน
    • ความจริง: พืชผลเสียเพราะสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง ไม่เกี่ยวกับแม่มด

    ลัทธินาซี (1933-1945):

    • ฮิตเลอร์เล่าเรื่องว่าชาวยิวเป็นต้นเหตุของปัญหาทั้งหมด
    • คนเยอรมันนับล้านเชื่อ นำไปสู่การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์
    • ความจริง: ปัญหาเศรษฐกิจเกิดจากสาเหตุซับซ้อนหลายประการ

    สตาลินและการปฏิวัติวัฒนธรรมของเหมา:

    • เรื่องเล่าเรื่อง “ศัตรูของประชาชน” ทำให้มีการสังหารคนบริสุทธิ์หลายล้านคน

    ทำไมเราถึงหลงเชื่อ?

    ฮาราริอธิบายว่ามนุษย์มีจุดอ่อนในการประมวลผลข้อมูล:

    1. เราชอบเรื่องง่ายๆ: “ทุกอย่างผิดเพราะกลุ่ม X” ฟังดูง่ายกว่า “ปัญหาซับซ้อนหลายสาเหตุ”
    2. เราเชื่อคนในกลุ่ม: ถ้าเพื่อนๆ เชื่อ เราก็เชื่อตาม
    3. เราไม่ชอบยอมรับผิด: พอเชื่อแล้วจะหาเหตุผลมาสนับสนุนความเชื่อ

    ตอนที่ 4: ประชาธิปไตยกับการต่อสู้เพื่อความจริง

    ประชาธิปไตย: ระบบแก้ไขตัวเอง

    ฮาราริอธิบายว่าประชาธิปไตยคือระบบที่ออกแบบมาให้แก้ไขข้อผิดพลาดได้:

    • สื่อเสรี: คอยตรวจสอบและเปิดเผยความจริง
    • การเลือกตั้ง: ถ้าผู้นำทำผิด เปลี่ยนได้
    • ศาลเป็นอิสระ: ตัดสินด้วยหลักฐาน ไม่ใช่การเมือง
    • วิทยาศาสตร์: ทดสอบสมมติฐานและยอมรับเมื่อผิด

    ตัวอย่างการแก้ไขตัวเอง:

    • อเมริกาเคยมีทาสแต่ก็ยกเลิกได้ในที่สุด
    • หลายประเทศเคยห้ามผู้หญิงเลือกตั้ง แต่ก็เปลี่ยนแปลงได้

    เผด็จการ: เมื่อระบบไม่ยอมแก้ไข

    ระบบเผด็จการมีปัญหาใหญ่คือ “ไม่ยอมรับความผิดพลาด”:

    • ห้ามวิพากษ์วิจารณ์
    • ควบคุมสื่อ
    • ลงโทษคนที่บอกความจริงที่ไม่ชอบ

    ผลลพธ์: เมื่อความผิดพลาดสะสมมากเกินไป ระบบจะล่มสลาย

    ตอนที่ 5: ยุคดิจิทัลและวิกฤตใหม่

    เมื่อเครื่องจักรเริ่มคิดเอง

    ปัจจุบันเราเข้าสู่ยุคใหม่ที่ AI สามารถประมวลผลข้อมูลได้เองโดยไม่ต้องมีมนุษย์ควบคุม นี่ไม่เหมือนการประดิษฐ์เครื่องพิมพ์หรือโทรศัพท์ เพราะ AI สามารถ:

    • เรียนรู้ด้วยตัวเอง
    • ตัดสินใจได้เอง
    • สร้างเนื้อหาใหม่ได้เอง

    ตัวอย่างในชีวิตจริง: ChatGPT สามารถเขียนบทความ แต่งบทกวี แม้กระทั่งเขียนโค้ดคอมพิวเตอร์ได้ โดยไม่มีใครสอนทีละขั้นตอน

    ปัญหาใหม่ที่เกิดขึ้น

    1. ข้อมูลมากเกินไป (Information Overload):

    • เราได้รับข้อมูลมากเกินกว่าที่สมองจะประมวลผลได้
    • ข่าวสารไหลเวียน 24/7 ทำให้เกิดความวิตกกังวล

    ตัวอย่าง: คนเราในยุคก่อนรับข้อมูลใหม่ได้แค่สัปดาห์ละครั้งเมื่อมีคนเล่าข่าวจากเมืองใหญ่ วันนี้เราอ่านข่าวนับร้อยข่าวต่อวัน

    2. Echo Chambers (ห้องก้องเสียง):

    • อัลกอริทึมแนะนำข้อมูลที่เราชอบอย่างเดียว
    • เราได้ยินแต่ความคิดเห็นที่เหมือนเรา ไม่ได้ยินความคิดที่ต่าง

    ตัวอย่าง: ถ้าเรากดไลค์โพสต์การเมืองฝั่งหนึ่ง Facebook จะแนะนำแต่ข่าวฝั่งนั้น เราจึงคิดว่า “คนทั้งโลกคิดเหมือนเรา”

    3. ข้อมูลเท็จแพร่เร็ว:

    • ข่าวเท็จแพร่เร็วกว่าข่าวจริงบนโซเชียลมีเดีย
    • คนมักแชร์ข้อมูลโดยไม่ตรวจสอบ

    ตัวอย่างจริง: ในช่วง COVID-19 มีข่าวลวงมากมาย เช่น “กินกระเทียมป้องกันโควิด” ซึ่งแพร่เร็วกว่าข้อมูลจากองค์การสาธารณสุขโลก

    ตอนที่ 6: อนาคตที่น่าเป็นห่วง

    สถานการณ์ที่ 1: AI เผด็จการ

    ฮาราริเตือนว่า AI อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือสำหรับการควบคุมประชาชน:

    เทคโนโลยีเฝาระวัง:

    • กล้องจดจำใบหน้าทุกคนในเมือง
    • ติดตามการเคลื่อนไหวและพฤติกรรม
    • ให้คะแนนพลเมือง (เหมือนในจีน)

    การควบคุมข้อมูล:

    • AI สามารถสร้างข่าวปลอมที่ดูเหมือนจริงมาก
    • ควบคุมให้คนเห็นแต่ข้อมูลที่รัฐบาลต้องการ

    ตัวอย่างจากจีน: ระบบ Social Credit ใช้ AI วิเคราะห์พฤติกรรม ถ้าคะแนนต่ำ ห้ามขึ้นเครื่องบิน ห้ามส่งลูกเข้าโรงเรียนดี

    สถานการณ์ที่ 2: ม่านซิลิกอน (Silicon Curtain)

    โลกอาจแบ่งออกเป็น 2 ค่าย:

    • ค่ายที่มีเทคโนโลยีสูง: ชีวิตสะดวกสบาย แต่อาจถูกควบคุม
    • ค่ายที่ล้าหลัง: เสรีแต่ยากจน

    นี่อาจร้ายแรงกว่าสงครามเย็น เพราะไม่ใช่แค่แบ่งค่ายทางการเมือง แต่เป็นการแบ่งค่ายทางเทคโนโลยี

    สถานการณ์ที่ 3: AI ครองโลก

    สถานการณ์ที่น่ากลัวที่สุดคือ AI อาจฉลาดกว่ามนุษย์และตัดสินใจแทนเราในทุกเรื่อง:

    • AI วิเคราะห์ข้อมูลและตัดสินใจนโยบายเศรษฐกิจ
    • AI ควบคุมการจราจร ระบบไฟฟ้า และสิ่งอำนวยความสะดวกทั้งหมด
    • มนุษย์อาจกลายเป็นเพียง “สัตว์เลี้ยง” ของ AI

    บทเรียนสำหรับยุคปัจจุบัน

    1. เป็นนักสืบข้อมูล

    ฮาราริแนะนำให้เราฝึกทักษะการตรวจสอบข้อมูล:

    • ถามคำถาม: ใครเป็นคนเล่า? มีเหตุจูงใจอะไร?
    • หาแหล่งที่มา: ข้อมูลนี้มาจากการวิจัยหรือความคิดเห็น?
    • ฟังหลายฝ่าย: อย่าเชื่อข้อมูลจากแหล่งเดียว

    เทคนิคง่ายๆ: ก่อนแชร์ข่าวใดๆ ให้นับ 1-10 และถามตัวเองว่า “จริงหรือเปล่า?”

    2. รักษาประชาธิปไตย

    • ออกเสียงเลือกตั้ง: มีส่วนร่วมในการตัดสินใจสำคัญ
    • สนับสนุนสื่ออิสระ: สื่อที่ตรวจสอบได้ ไม่ใช่โฆษณาชวนเชื่อ
    • เคารพความแตกต่าง: ฟังความคิดเห็นที่ต่าง แม้จะไม่เห็นด้วย

    3. ใช้เทคโนโลยีอย่างชาญฉลาด

    • ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว: ไม่ให้ข้อมูลมากเกินไปกับแอปฯ
    • หลีกออกจาก Echo Chamber: หาแหล่งข้อมูลหลากหลาย
    • พักจากหน้าจอ: ให้เวลาสมองในการประมวลผลข้อมูล

    4. สอนเด็กให้เป็น Digital Native ที่ฉลาด

    • สอนให้เด็กคิดวิเคราะห์ ไม่ใช่จำแต่ข้อเท็จจริง
    • ฝึกให้เด็กตั้งคำถามและหาคำตอบด้วยตัวเอง
    • สร้างทักษะการใช้เทคโนโลยีอย่างมีประโยชน์

    สรุป: เลือกเส้นทางอนาคต

    เรื่องราวที่ฮาราริเล่าให้ฟังไม่ใช่เพื่อทำให้เรากลัว แต่เพื่อให้เราเตรียมพร้อม เขาเชื่อว่ามนุษย์ยังมีเวลาเลือกเส้นทางอนาคต แต่เราต้องเลือกอย่างรอบคอบ

    ข้อความสำคัญ: “เราไม่ควรปล่อยให้เทคโนโลยีตัดสินใจแทนเรา แต่เราควรใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการสร้างอนาคตที่เราต้องการ”

    สามทางเลือกหลัก:

    1. ทางโลกแตก (Global Split): โลกแบ่งค่ายตามเทคโนโลยี
    2. ทางอาณาจักรโลก (Global Empire): บริษัทเทคโนโลยีใหญ่ครองโลก
    3. ทางความร่วมมือ (Global Cooperation): ทุกประเทศร่วมมือกันใช้เทคโนโลยีเพื่อแก้ปัญหาโลก

    ฮาราริหวังว่าเราจะเลือกทางที่ 3 แต่สิ่งนั้นต้องเริ่มจากการที่เราแต่ละคนเข้าใจบทบาทของข้อมูลในชีวิต และใช้ข้อมูลอย่างมีสติ

    ท้ายที่สุด อนาคตของมนุษยชาติไม่ได้ขึ้นอยู่กับ AI หรือเทคโนโลยี แต่ขึ้นอยู่กับทางเลือกที่เราแต่ละคนจะทำในวันนี้ การเลือกอ่านข่าวจากแหล่งไหน การเลือกแชร์อะไร การเลือกเชื่ออะไร และที่สำคัญที่สุด การเลือกที่จะคิดด้วยตัวเอง

    เพราะที่ผ่านมา เรื่องเล่าเป็นสิ่งที่ปลิดโฉมโลกได้ วันนี้มันยังคงมีพลังเดิม เพียงแต่เร็วกว่าและแรงกว่า คำถามคือ เราจะเป็นผู้เล่าเรื่อง หรือจะเป็นแค่ผู้ฟัง?

    #hrรีพอร์ต

  • มีเรื่องเล่าน่าสนใจเรื่องหนึ่ง Dr. Peter Attia หมอชาวแคนาดาที่เคยเป็นนักแข่งจักรยานมืออาชีพ เล่าว่าตอนเขาอายุ 40 กว่า เขาคิดว่าตัวเองแข็งแรงมาก ออกกำลังกายหนักทุกวัน กินอาหารตามหลักโภชนาการ แต่แล้ววันหนึ่ง เขาไปตรวจสุขภาพ ผลที่ได้ทำให้เขาตกใจ – ระดับน้ำตาลในเลือดสูง ความดันโลหิตเริ่มผิดปกติ และที่แย่ที่สุดคือ ตัวชี้วัดต่างๆ บอกว่าเขากำลังเดินทางไปสู่โรคเรื้อรังต่างๆ

    เหตุการณ์นี้ทำให้ Dr. Attia ตระหนักว่า การแข็งแรงในตอนนี้ไม่ได้การันตีว่าจะแข็งแรงในอนาคต เขาจึงเริ่มศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการมีอายุยืนอย่างจริงจัง และสุดท้ายก็เขียนหนังสือ “Outlive: The Science and Art of Longevity” ที่กลายมาเป็น bestseller ไปทั่วโลก

    การแพทย์แบบใหม่ที่เปลี่ยนทุกอย่าง

    Dr. Attia อธิบายว่าการแพทย์แบบเก่า (ที่เขาเรียกว่า Medicine 1.0 และ 2.0) เป็นแบบ “รอให้ไฟไหม้แล้วค่อยดับ” หมายความว่า เรารอให้เป็นโรคแล้วค่อยไปหาหมอ เหมือนกับคนที่รอให้รถเสียแล้วค่อยเอาไปซ่อม

    แต่ Medicine 3.0 ที่เขาเสนอเป็นแบบ “ดูแลไม่ให้ไฟไหม้” คือ เราป้องกันโรคก่อนที่จะเกิด เหมือนกับการดูแลรถสม่ำเสมอไม่ให้เสีย

    ยกตัวอย่าง ถ้าเราทราบว่าตัวเองมีความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจ เราจะเริ่มออกกำลังกาย ปรับการกิน จัดการความเครียดตั้งแต่วันนี้ ไม่ใช่รอให้หัวใจวายแล้วค่อยรักษา

    เรื่องเล่าจาก “สี่อันตรายใหญ่”

    Dr. Attia เล่าว่า มีโรค 4 กลุ่มที่เป็นสาเหตุการตายใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งเขาเรียกว่า “สี่อันตรายใหญ่” และแต่ละอย่างล้วนป้องกันได้

    โรคหัวใจและหลอดเลือด: ฆาตกรเงียบ

    มีเรื่องเล่าของผู้ชายคนหนึ่งอายุ 45 ปี ทำงานบริษัทใหญ่ เครียดทุกวัน กินอาหารไม่เป็นเวลา ออกกำลังกายแค่เสาร์-อาทิตย์ แล้ววันหนึ่ง ขณะที่เขากำลังประชุมงานสำคัญ เขาก็ล้มลงด้วยอาการหัวใจวาย

    เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นทุกวันทั่วโลก แต่ Dr. Attia บอกว่าป้องกันได้ ถ้าเราออกกำลังกายสม่ำเสมอ กิน Zone 2 คือการออกกำลังกายแบบที่เราพูดคุยได้ขณะทำ เช่น เดินเร็ว ขี่จักรยานเหยียบสบายๆ อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์

    มะเร็ง: โรคที่หลายคนกลัว

    Dr. Attia เล่าเรื่องของผู้หญิงคนหนึ่งที่มาหาเขา เธอกลัวมะเร็งเต้านมเพราะคุณแม่เสียจากโรคนี้ เขาจึงแนะนำให้เธอตรวจคัดกรองสม่ำเสมอ และปรับวิถีชีวิต – ออกกำลังกายเพิ่มขึ้น ลดน้ำหนักส่วนเกิน หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์ และที่สำคัญคือ จัดการความเครียด

    ผลคือ 5 ปีต่อมา เธอไม่เพียงแต่ไม่เป็นมะเร็ง แต่ยังแข็งแรงกว่าตอนอายุ 40

    เบาหวาน: โรคที่มาแนบเนียน

    เรื่องของชายอ้วนอายุ 38 ปี น้ำหนัก 120 กิโลกรัม กินข้าวผัดกุ้ง-น้ำอัดลมเป็นประจำ วันหนึ่งไปตรวจสุขภาพ พบว่าเลือดมีน้ำตาลสูง

    Dr. Attia อธิบายว่า เบาหวานเริ่มจาก “ภาวะต้านทานอินซูลิน” ที่เกิดจากการกินน้ำตาลและแป้งมากเกินไป เซลล์ในร่างกายเริ่ม “เบื่อ” อินซูลิน เหมือนคนที่ได้ยินเสียงดังทุกวันจนชินแล้วไม่ได้ยิน

    วิธีแก้คือ ลดการกินข้าว-ขนม-น้ำหวาน และออกกำลังกายให้กล้ามเนื้อใช้น้ำตาลได้ดีขึ้น

    อัลไซเมอร์: ความกลัวของผู้สูงอายุ

    Dr. Attia เล่าเรื่องของคุณย่าที่เขารัก เธอเป็นคนฉลาด แต่พออายุ 75 เริ่มลืมชื่อหลาน ลืมเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น และสุดท้ายลืมไปหมดแม้แต่เขา

    เรื่องนี้ทำให้เขาศึกษาเรื่องสมองเสื่อม และพบว่าป้องกันได้ด้วยการออกกำลังกาย (เพิ่มเลือดไปเลี้ยงสมอง) การนอนหลับดี (สมองล้างความเครียดของตัวเอง) และการใช้สมองอย่างสม่ำเสมอ เช่น อ่านหนังสือ เล่นเกม ฝึกภาษาใหม่

    สี่เสาหลักของการมีอายุยืน: เรื่องเล่าจากชีวิตจริง

    เสาที่ 1: การออกกำลังกาย – ยาวิเศษที่แท้จริง

    Dr. Attia เล่าเรื่องของคุณปู่อายุ 78 ปี ที่เดินไม่ค่อยไหว ลุกจากเก้าอี้ลำบาก หลานๆ กลัวว่าคุณปู่จะล้มแล้วหักกระดูก

    เขาจึงแนะนำให้คุณปู่เริ่มออกกำลังกายแบบง่ายๆ – เดินรอบบ้าน 10 นาที ลุกนั่งจากเก้าอี้ 10 ครั้ง ยกขวดน้ำเพื่อฝึกแขน

    6 เดือนต่อมา คุณปู่เดินได้เร็วขึ้น ขึ้นบันไดได้โดยไม่หอบ และที่สำคัญคือ มั่นใจในตัวเองมากขึ้น

    Dr. Attia แบ่งการออกกำลังกายเป็น 4 ประเภท:

    Zone 2 Cardio เป็นการออกกำลังกายแบบที่เราพูดคุยได้ขณะทำ เช่น นายบ้านที่ขี่จักรยานไปซื้อของทุกเช้า หรือแม่บ้านที่เดินเร็วไปตลาดแทนการขี่มอเตอร์ไซค์

    VO₂ Max Training คือการออกกำลังกายหนักๆ สัปดาห์ละครั้ง เช่น วิ่งขึ้นบันไดตึก 10 ชั้น หรือปั่นจักรยานแรงๆ 4-5 นาที

    ฝึกความแข็งแรงกล้ามเนื้อ เช่น ยกน้ำหนัก หรืออย่างง่ายๆ คือ ลุกนั่งจากเก้าอี้โดยไม่ใช้มือพยุง ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้สูงอายุจำเป็นต้องทำได้

    ความมั่นคงและยืดหยุ่น เช่น โยคะ หรือการยืดกล้ามเนื้อ ป้องกันการล้มและบาดเจ็บ

    เสาที่ 2: การกิน – ไม่ใช่แค่เรื่องน้ำหนัก

    มีเรื่องเล่าของผู้หญิงคนหนึ่งที่ลองไดเอทเกือบทุกแบบ – ไม่กินแป้ง ไม่กินไขมัน กินแต่ผลไม้ แต่น้ำหนักก็ยังลงไม่ได้ และที่แย่ที่สุดคือ เธอรู้สึกเหนื่อยล้าตลอดเวลา

    Dr. Attia อธิบายว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การไม่กินอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่อยู่ที่การไม่เข้าใจหลักการ เขาแนะนำหลักการง่ายๆ:

    คุณภาพสำคัญกว่าปริมาณ แทนที่จะนับแคลอรี่ให้เหนื่อย ให้เลือกกินอาหารที่ดีต่อร่างกาย เช่น เปลี่ยนจากข้าวขาวเป็นข้าวกล้อง เปลี่ยนจากน้ำหวานเป็นน้ำเปล่า

    กินโปรตีนให้พอ เพราะโปรตีนช่วยสร้างกล้ามเนื้อ ยิ่งอายุมากยิ่งจำเป็น เช่น ไข่ ปลา ไก่ ถั่ว โดยควรกินประมาณฝ่ามือหนึ่งในแต่ละมื้อ

    หลีกเลี่ยงอาหารแปรรุปจัดจ้าน เช่น ขนมอบกรอบ น้ำอัดลม ไส้กรอก เพราะมีน้ำตาลและเกลือเยอะ แต่ประโยชน์น้อย

    ลอง Intermittent Fasting คือการอดอาหารเป็นช่วงเวลา เช่น กิน 2 มื้อแทน 3 มื้อ หรือกินในช่วง 8 ชั่วโมง พักในช่วง 16 ชั่วโมง ซึ่งช่วยให้ระบบย่อยอาหารได้พัก

    เสาที่ 3: การนอนหลับ – ช่วงเวลาซ่อมแซมร่างกาย

    Dr. Attia เล่าว่า เขาเคยคิดว่าการนอน 4-5 ชั่วโมงก็เพียงพอ เพราะอยากมีเวลาทำงานและออกกำลังกายมากๆ แต่แล้วเขาก็สังเกตว่า ความจำแย่ลง อารมณ์แปรปรวน และน้ำหนักเพิ่มขึ้นแม้จะออกกำลังกายหนัก

    ตอนนอนหลับ ร่างกายทำสิ่งสำคัญหลายอย่าง เช่น:

    • สมองกำจัดของเสียที่สะสมในระหว่างวัน เหมือนพนักงานทำความสะอาดที่มาทำงานตอนเราไม่อยู่
    • กล้ามเนื้อซ่อมแซมและเติบโต
    • ฮอร์โมนต่างๆ กลับมาสมดุล

    เขาจึงให้คำแนะนำ:

    • นอน 7-9 ชั่วโมงทุกคืน โดยไม่ต้องรู้สึกผิดว่าขี้เกียจ
    • นอนและตื่นเวลาเดียวกัน แม้วันหยุด เพื่อตั้งนาฬิกาชีวภาพ
    • ทำให้ห้องนอนเย็น มืด เงียบ เหมือนถ้ำหมี
    • หลีกเลี่ยงจอมือถือก่อนนอน 1 ชั่วโมง เพราะแสงสีฟ้าจะทำให้สมองคิดว่าเป็นกลางวัน

    เสาที่ 4: สุขภาพจิต – สิ่งที่มองข้ามไม่ได้

    Dr. Attia เล่าเรื่องส่วนตัวที่น่าเศร้า เขาเคยเป็นคนที่โกรธง่าย เครียดง่าย และต้องการควบคุมทุกสิ่งทุกอย่าง ส่งผลให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวแย่ลง ภรรยาบ่น ลูกๆ กลัว

    เขาจึงไปปรึกษานักจิตวิทยา และได้เรียนรู้ว่า ความเครียดเรื้อรังทำลายร่างกายจากภายใน ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เพิ่มความเสี่ยงของโรคต่างๆ

    สิ่งที่เขาเรียนรู้:

    ฝึกสมาธิ เริ่มจากแค่ 5 นาทีต่อวัน นั่งหลับตาแล้วสังเกตลมหายใจ เมื่อคิดฟุ้งก็ค่อยๆ พาสมองกลับมา

    จัดการความเครียด ด้วยการออกกำลังกาย เขียน diary หรือคุยกับเพื่อน แทนที่จะเก็บสะสมไว้ข้างใน

    สร้างความสัมพันธ์ที่ดี ใช้เวลากับครอบครัวและเพื่อนโดยไม่ยุ่งกับมือถือ

    หาความหมายในสิ่งที่ทำ ไม่ว่าจะเป็นงาน งานอดิเรก หรือการช่วยเหลือผู้อื่น

    เรื่องเล่าจากผู้ที่เปลี่ยนชีวิตสำเร็จ

    เรื่องของคุณสมชาย วัย 52

    คุณสมชายเป็นผู้จัดการบริษัท น้ำหนัก 95 กิโลกรัม ความดันโลหิตสูง เบาหวานเริ่มต้น นอนได้แค่ 5 ชั่วโมงต่อคืน เครียดจากงาน

    หลังอ่านหนังสือ Outlive เขาเริ่มเปลี่ยนแปลงทีละนิด:

    • เดินขึ้นบันไดแทนลิฟต์
    • เปลี่ยนจากข้าวผัดเป็นสลัดไก่ย่าง
    • นอนเร็วขึ้น 30 นาทีทุกสัปดาห์จนได้ 7 ชั่วโมง
    • เริ่มฝึกสมาธิ 5 นาทีก่อนนอน

    ผลลัพธ์หลัง 6 เดือน: น้ำหนักลด 12 กิโลกรัม ความดันโลหิตปกติ น้ำตาลในเลือดลดลง และที่สำคัญคือ มีพลังงานมากขึ้น ทำงานได้ดีขึ้น

    เรื่องของคุณมาลี วัย 65

    คุณมาลีเป็นแม่บ้าน เริ่มรู้สึกว่าแขนขาอ่อนแรง เดินไม่ไกล ขึ้นบันไดหอบ กลัวว่าจะเป็นภาระของลูก

    เธอเริ่มจาก:

    • เดินรอบบ้าน 10 นาทีหลังกินข้าวเย็น
    • ลุกนั่งจากเก้าอี้ 10 ครั้งขณะดูละคร
    • ยกขวดน้ำฝึกแขนขณะฟังวิทยุ
    • เปลี่ยนจากข้าวต้มใสเป็นข้าวต้มใส่ไข่และผัก

    ผลลัพธ์หลัง 3 เดือน: เดินได้ไกลขึ้น ขึ้นบันไดไม่หอบ มั่นใจในตัวเองมากขึ้น และสำคัญที่สุดคือ ลูกหลานไม่ต้องกังวล

    ข้อผิดพลาดที่คนมักทำ

    ผิดพลาดที่ 1: อยากได้ผลเร็วเกินไป

    หลายคนอ่านหนังสือแล้วอยากเปลี่ยนทุกอย่างในวันเดียว – ออกกำลังกาย 2 ชั่วโมง กินแต่สลัด นอน 9 ชั่วโมง แล้วก็ทำไม่ได้ครึ่งสัปดาห์ก็เลิก

    Dr. Attia แนะนำให้เปลี่ยนทีละนิด เช่น สัปดาห์แรกเพิ่มการเดิน สัปดาห์ที่สองเปลี่ยนอาหาร สัปดาห์ที่สามปรับเวลานอน

    ผิดพลาดที่ 2: มองแค่น้ำหนัก

    หลายคนคิดว่าการมีสุขภาพดี = ผอม แต่ Dr. Attia เน้นว่า คนผอมก็อาจไม่แข็งแรงได้ถ้าไม่มีกล้ามเนื้อ ไม่ออกกำลังกาย

    สิ่งสำคัญคือ อัตราส่วนกล้ามเนื้อต่อไขมัน ความแข็งแรง และความอึด

    ผิดพลาดที่ 3: ไม่สม่ำเสมอ

    หลายคนออกกำลังกายหนักๆ สัปดาห์หนึ่ง แล้วหยุดสองสัปดาห์ กินดีสามวัน แล้วกินไม่ดีหนึ่งสัปดาห์

    Dr. Attia บอกว่า ความสม่ำเสมอสำคัญกว่าความแรง การออกกำลังกายเบาๆ ทุกวันดีกว่าออกกำลังกายหนักแค่วันเสาร์

    บทเรียนสำคัญจากหนังสือ

    เริ่มต้นตั้งแต่วันนี้

    Dr. Attia เล่าเรื่องของคนไข้อายุ 75 ปี ที่มาหาเขาแล้วบอกว่า “สายแล้วมั้งหมอ” เขาตอบว่า “ไม่สายครับ ถ้าเริ่มวันนี้ คุณจะแข็งแรงขึ้นได้ใน 6 เดือน”

    อายุเป็นแค่ตัวเลข สิ่งสำคัญคือเราทำอะไรกับร่างกายของเราตั้งแต่วันนี้

    คิดระยะยาว

    การลงทุนในสุขภาพเหมือนการลงทุนในการศึกษา – ผลจะเห็นในอนาคต ถ้าเราออกกำลังกายวันนี้ 10 ปีต่อมาเราจะแข็งแรงกว่าคนที่ไม่ออกกำลังกาย

    สุขภาพคือการลงทุนที่ดีที่สุด

    เงิน 1,000 บาทที่ใช้สมัครยิมวันนี้ จะช่วยประหยัดเงิน 100,000 บาทค่ารักษาโรคในอนาคต

    สรุป: การมีอายุยืนไม่ใช่เรื่องยาก

    หนังสือ “Outlive” ไม่ได้สอนเคล็ดลับลึกลับอะไร แต่เป็นการเตือนใจให้เราดูแลตัวเองดีๆ ด้วยสี่สิ่งง่ายๆ: ออกกำลังกาย กินดี นอนพอ ใจเป็นสุข

    Dr. Attia สรุปไว้ว่า “เป้าหมายไม่ใช่แค่การอยู่ให้นาน แต่เป็นการอยู่อย่างมีคุณภาพจนถึงวันสุดท้าย เราอยากเป็นคุณปู่คุณย่าที่เล่นกับหลานได้ ไม่ใช่คุณปู่คุณย่าที่นอนบนเตียงให้หลานมาดูแล”

    การเปลี่ยนแปลงไม่จำเป็นต้องยาก เริ่มจากสิ่งเล็กๆ วันนี้ แล้วทำต่อไปเรื่อยๆ เพราะชีวิตที่ยืนยาวและมีความสุขรอเราอยู่ข้างหน้า

    #hrรีพอร์ต

  • เมื่อ Arthur C. Brooks อายุ 48 ปี เขารู้สึกเหมือนกำลังเดินลงเนิน หลังจากที่เป็นนักวิชาการชื่อดังและผู้บริหารองค์กรระดับสูงมาหลายปี เขาเริ่มรู้สึกว่าความสามารถในการคิดแก้ปัญหาซับซ้อนๆ ไม่แหลมคมเหมือนแต่ก่อน การเขียนงานวิจัยใช้เวลานานขึ้น ไอเดียใหม่ๆ ก็ไม่ค่อยมา

    “นี่คือจุดจบของความเก่งของฉันแล้วหรือ?” Brooks เคยถามตัวเองแบบนี้ และเขาไม่ใช่คนเดียวที่เจอปัญหาแบบนี้

    วิกฤตของคนวัยกลางคน

    เรื่องราวของ Brooks เริ่มต้นจากการสังเกตพบว่า หลายคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตการงาน เมื่อเข้าสู่วัย 40-50 กลับรู้สึกเศร้า วิตกกังวล และหาใจความหมายในชีวิตไม่เจอ แม้ว่าภายนอกจะดูประสบความสำเร็จ มีเงิน มีชื่อเสียง แต่ข้างในกลับรู้สึกว่างเปล่า

    ยกตัวอย่างเช่น Charles Darwin นักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ เขาค้นพบทฤษฎีวิวัฒนาการตอนอายุ 29 ปี หลังจากนั้นแม้จะมีชีวิตอยู่อีกกว่า 40 ปี แต่ไม่เคยทำงานที่ยิ่งใหญ่เท่านั้นอีกเลย เขาเองก็รู้สึกผิดหวังกับตัวเองมาก

    หรือ Einstein ที่ค้นพบทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษตอนอายุ 26 ปี ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปตอนอายุ 36 ปี แต่หลังจากนั้นใช้เวลาครึ่งหลังของชีวิตพยายามหา “ทฤษฎีรวม” แต่ไม่สำเร็จ

    เส้นโค้งแห่งความสามารถ 2 แบบ

    Brooks อธิบายว่า นักจิตวิทยาพบว่าความฉลาดของมนุษย์มี 2 แบบ:

    1. Fluid Intelligence (ความฉลาดเหลว): เป็นความสามารถในการแก้ปัญหาใหม่ๆ คิดเร็ว จำได้เยอะ ประมวลผลข้อมูลได้รวดเร็ว ความฉลาดแบบนี้จะพีคราวๆ อายุ 20-30 ปี แล้วค่อยๆ ลดลงหลัง 40

    2. Crystallized Intelligence (ความฉลาดแข็ง): เป็นความรู้และภูมิปัญญาที่สะสมมาจากประสบการณ์ ความเข้าใจในชีวิต การตัดสินใจด้วยสติปัญญา ความฉลาดแบบนี้จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตลอดชีวิต

    ลองจินตนาการดู นักฟุตบอลอายุ 20 วิ่งได้เร็ว กระโดดสูง แต่พอ 35 แล้วเริ่มช้าลง แต่เขาอ่านเกมได้ดีขึ้น รู้จุดอ่อนจุดแข็งของคู่แข่ง วางตำแหน่งได้ดี นี่คือตัวอย่างของความฉลาด 2 แบบ

    เรื่องเล่าของ Brooks

    Brooks เองก็เจอปัญหานี้ เขาเล่าว่า เมื่อก่อนเขาเขียนหนังสือใหม่ได้ปีละเล่ม ทำงานวิจัยซับซ้อนๆ ได้อย่างง่ายดาย แต่พออายุ 48 แล้ว เขารู้สึกว่าทำอะไรช้าลง คิดไม่ออก เหมือนกับสมองเป็นสนิม

    ตอนแรกเขาพยายามดิ้นรน อยากจะกลับไปเป็นคนเก่งแบบเดิม แต่ยิ่งพยายามยิ่งผิดหวัง จนวันหนึ่งเขาไปพบหมอจิตเวช หมอบอกว่า “คุณกำลังเศร้าเพราะยึดติดกับความเก่งในอดีต ทำไมไม่ลองหาจุดแข็งแบบใหม่ดู?”

    นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่เขาเปลี่ยนมุมมอง เขาเริ่มมองว่า การที่ความสามารถแบบเก่าลดลง ไม่ได้หมายความว่าเขาหมดค่า แต่เป็นการเปิดโอกาสให้ใช้ความสามารถแบบใหม่

    การเปลี่ยนจาก “ได้” เป็น “ให้”

    Brooks พบว่า คนที่มีความสุขในช่วงครึ่งหลังของชีวิต คือคนที่เปลี่ยนจากการ “ได้” มาเป็นการ “ให้”

    ตัวอย่างที่ 1: วาเลนติน เขาเล่าเรื่องของ วาเลนติน ชายชราอายุ 70 ปีที่เขาไปเจอตอนขึ้นรถไฟที่สเปน วาเลนติน เคยเป็นนักธุรกิจที่รวยมาก แต่ตอนนี้เขาทำงานเป็นมัคคุเทศก์ให้ผู้คนที่มาเที่ยวสเปน เขาดูมีความสุขมาก

    เมื่อ Brooks ถามว่า “ทำไมไม่ไปพักผ่อนให้สบาย?” วาเลนติน ตอบว่า “ตอนหนุ่มๆ ผมทำธุรกิจเพื่อหาเงิน ตอนนี้ผมอยากให้คนอื่นได้เห็นความสวยงามของบ้านเกิดผม นี่คือสิ่งที่ทำให้ผมมีความสุขมากที่สุดในชีวิต”

    ตัวอย่างที่ 2: ยายบ้านข้างๆ Brooks เล่าถึงยายบ้านข้างบ้านเขา เธอเคยเป็นครูใหญ่โรงเรียนมัธยม เกษียณแล้ว แต่ยังคงสอนหนังสือให้เด็กๆ ในชุมชนฟรี เธอบอกว่า “ตอนทำงาน ฉันต้องกังวลเรื่องเงิน เรื่องตำแหน่ง แต่ตอนนี้ฉันสอนเพราะรัก ไม่มีอะไรกดดันเลย”

    4 เสาหลักของความสุข

    Brooks ค้นพบว่า คนที่มีความสุขในวัยหลัง มักจะมี 4 สิ่งนี้ในชีวิต:

    1. ศรัทธา/จิตวิญญาณ

    ไม่จำเป็นต้องเป็นศาสนาใดศาสนาหนึ่ง แต่เป็นการมีความเชื่อในสิ่งที่ใหญ่กว่าตัวเรา อาจเป็นการทำสมาธิ โยคะ หรือแม้แต่การอยู่กับธรรมชาติ

    เขายกตัวอย่าง Steve Jobs ที่เคยบอกว่า การทำสมาธิเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตเขา มากกว่าการสร้างบริษัท Apple ด้วยซ้ำ

    2. ครอบครัว

    ไม่ใช่แค่มีครอบครัว แต่ต้องมีความสัมพันธ์ที่ดี ใส่ใจกัน

    Brooks เล่าว่า ตอนเขาวิกฤต เขาใช้เวลากับครอบครัวมากขึ้น เล่นกับลูก คุยกับภรรยา ทำให้เขารู้สึกมีความสุขมากขึ้น

    3. เพื่อน

    มิตรภาพที่แท้จริง ไม่ใช่เพื่อนในการทำงานหรือคนที่รู้จักผิวเผิน แต่เป็นคนที่เราพูดคุยเรื่องลึกๆ ได้

    เขายกตัวอย่างงานวิจัยที่พบว่า คนที่มีเพื่อนสนิท 3-5 คน จะมีความสุขมากกว่าคนที่มีเพื่อนเยอะ แต่ไม่สนิท

    4. งาน

    งานที่ให้ความหมาย ช่วยเหลือผู้อื่น ไม่ใช่งานที่ทำเพื่อเงินหรือชื่อเสียงอย่างเดียว

    การเปลี่ยนแปลงตัวเอง

    Brooks แนะนำวิธีการเปลี่ยนแปลงตัวเองดังนี้:

    หยุดเปรียบเทียบ

    อย่าไปเทียบตัวเองตอน 50 กับตอน 30 เหมือนกับไม่ควรเอาคะแนนสอบมัธยมมาเทียบกับคะแนนสอบประถม คนละขั้นกัน

    เขายกตัวอย่าง เหรียญทองโอลิมปิกจากประเทศต่างๆ นักกีฬาส่วนใหญ่จะมีความสุขมากที่สุดในวันที่ได้เหรียญ หลังจากนั้นจะเศร้าเพราะไม่มีอะไรจะแข่งแล้ว แต่คนที่ปรับตัวได้ จะไปเป็นโค้ช สอนคนอื่น แทน

    เริ่มสอนและถ่ายทอด

    หาคนที่เก่งน้อยกว่าเรามาสอน Brooks เองเปลี่ยนจากการทำวิจัยเพื่อตัวเอง มาเป็นการสอนนักศึกษา เขาพบว่าการเห็นศิษย์ประสบความสำเร็จ ทำให้เขามีความสุขมากกว่าการประสบความสำเร็จเอง

    สร้างความสัมพันธ์

    ลงทุนเวลาไปกับคนที่เรารัก แทนที่จะไปเสียเวลาเอาชนะคู่แข่งในงาน

    เขาเล่าว่า การที่เขาไปรับลูกที่โรงเรียน แล้วแวะซื้อไอศกรีมทาน ทำให้เขามีความสุขมากกว่าการได้รางวัลอะไรๆ ในงาน

    หาความหมายในสิ่งที่ทำ

    ถามตัวเองว่า สิ่งที่เราทำช่วยให้โลกนี้ดีขึ้นได้อย่างไร?

    Brooks ยกตัวอย่าง คนขับแท็กซี่คนหนึ่งที่เขาเจอ คนนี้ดูมีความสุขมาก เมื่อถามแล้วพบว่า เขามองงานของตัวเองว่าไม่ใช่แค่ขับรถ แต่เป็นการช่วยให้คนได้ไปในที่ที่เขาต้องการ บางครั้งได้คุยปลอบใจคนที่เศร้า หรือแนะนำเส้นทางที่ดีให้นักท่องเที่ยว

    สรุปจากประสบการณ์จริง

    หลังจากที่ Brooks เปลี่ยนแปลงตัวเอง เขาพบว่า:

    เขามีความสุขมากขึ้น แม้ว่าจะไม่ได้เก่งเหมือนแต่ก่อน แต่เขาได้ความสุขจากการช่วยเหลือผู้อื่น

    ความสัมพันธ์ดีขึ้น เขาใกล้ชิดกับครอบครัวมากขึ้น มีเพื่อนที่คุยใจได้

    งานมีความหมาย เขาเปลี่ยนจากการทำงานวิจัยเพื่อชื่อเสียง มาเป็นการเขียนหนังสือเพื่อช่วยให้คนอื่นมีความสุข

    สำคัญที่สุด เขาไม่ได้หยุดเติบโต แต่เปลี่ยนรูปแบบการเติบโต จากการเติบโตเพื่อตัวเอง มาเป็นการเติบโตเพื่อผู้อื่น

    ข้อคิดสำหรับเรา

    หนังสือเล่มนี้ไม่ได้บอกว่า เราต้องยอมแพ้ต่อความแก่ แต่บอกว่า ความแก่เป็นโอกาสให้เราได้เติบโตในมิติใหม่

    เหมือนกับต้นไผ่ เมื่อยังอ่อนจะงอได้ง่าย แต่เมื่อแก่แล้วจะแข็งแรง มั่นคง ไม่โค่นง่าย และให้ร่มเงาแก่คนอื่น

    สำหรับใครที่กำลังรู้สึกว่า ความเก่งเริ่มจาง อย่าเศร้า แต่ลองถามตัวเองว่า “ทีนี้เราจะใช้ความรู้และประสบการณ์ที่มี ไปช่วยให้โลกนี้ดีขึ้นได้อย่างไร?”

    นั่นอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของความสุขที่แท้จริงในชีวิต ความสุขที่ไม่ได้มาจากการแข่งขันหรือการเปรียบเทียบ แต่มาจากการรู้สึกว่า เรามีคุณค่าและมีส่วนทำให้โลกนี้ดีขึ้น ไม่ว่าจะด้วยวิธีไหนก็ตาม

    #hrรีพอร์ต

  • เมื่อชีวิตเราไม่ใช่เรื่องของการ “บริหารเวลา” แต่เป็นเรื่องของการ “ใช้ชีวิต”

    คุณเคยคิดไหมว่า ถ้าเราอายุยืน 80 ปี เราจะมีเวลาอยู่บนโลกใบนี้เพียงแค่ 4,000 สัปดาห์เท่านั้น? ตัวเลขนี้ดูน้อยมาก จนทำให้เรารู้สึกว่าต้องรีบทำอะไรให้เยอะ ให้เร็ว ให้คุ้มค่า แต่ Oliver Burkeman ผู้เขียนหนังสือ “Four Thousand Weeks: Time Management for Mortals” กลับมาบอกเราว่า “ความคิดแบบนี้แหละที่ทำให้เราไม่มีความสุข”

    ปัญหาของ “คนยุคใหม่” ที่อยากควบคุมทุกอย่าง

    วันหนึ่งมีคนถามผมว่า “ทำไมยิ่งมีแอปจัดการเวลา To-do list หรือปฏิทินดิจิตอลเยอะขึ้น เราก็ยิ่งรู้สึกว่าเวลาไม่พอใช้มากขึ้น?” คำตอบอาจจะอยู่ในหนังสือเล่มนี้

    Burkeman เล่าเรื่องราวของตัวเขาเองที่เคยเป็น “คนบ้าการจัดการเวลา” เขาลองใช้ทุกระบบ ทุกแอป ทุกเทคนิค ตั้งแต่ Getting Things Done, Pomodoro Technique, ไปจนถึงการตื่นเช้า 5 โมงเพื่อให้มีเวลาทำงานมากขึ้น

    แต่แล้วเขาค้นพบว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เรา “ไม่มีเวลาพอ” หรือ “ไม่เก่งจัดการเวลา” ปัญหาอยู่ที่เราคิดว่า “เวลาเป็นสิ่งที่เราควบคุมได้”

    ลองคิดดูสิ เวลาที่เราเช้าตื่นมาจนก่อนนอน เราต้องตอบอีเมล 50 อีเมล แต่พอตอบเสร็จก็มีใหม่เข้ามาอีก 30 อีเมล พอทำ To-do list เสร็จ 10 รายการ ก็มีงานใหม่เข้ามาอีก 15 งาน มันไม่มีวันจบ เพราะงานมันขยายตัวเพื่อเติมเต็มเวลาที่เรามี (Parkinson’s Law)

    เรื่องเล่าจากชีวิตจริง: คุณป้า “ขยัน” ที่ไม่เคยพัก

    ผมมีป้าคนหนึ่งที่เป็นตัวอย่างที่ดีของปัญหานี้ เธอเป็นคนที่ “ขยัน” มาก ตื่นเช้า 5 โมง ออกกำลังกาย ทำงาน ดูแลลูก ทำอาหาร ดูแลบ้าน เรียน MBA ที่มหาวิทยาลัย และยังไปเรียนภาษาอังกฤษตอนเย็น

    ทุกคนมองเธอว่าเก่งมาก “บริหารเวลาได้ดีจัง” แต่เธอเล่าให้ผมฟังว่า “หนูรู้สึกเหนื่อยมาก ไม่มีเวลาได้นั่งดื่มกาแฟเฉยๆ ไม่มีเวลาคุยกับสามี ไม่มีเวลาอ่านหนังสือที่อยากอ่าน แม้แต่เวลาอาบน้ำยังต้องรีบๆ”

    สิ่งที่เกิดขึ้นกับป้าคือสิ่งที่ Burkeman เรียกว่า “ดักของประสิทธิภาพ” (Efficiency Trap) – ยิ่งเราทำสิ่งต่างๆ ได้เร็วขึ้น เราก็ยิ่งต้องทำเยอะขึ้น และไม่มีวันจบ

    การค้นพบที่เปลี่ยนทุกอย่าง: ยอมรับว่า “เราทำไม่หมด”

    Burkeman เล่าว่า จุดเปลี่ยนของเขาเกิดขึ้นตอนที่เขาอ่านงานวิจัยเกี่ยวกับ “ความวิตกกังวล” พบว่า คนที่วิตกกังวลมักจะมีนิสัยชอบ “วางแผนล่วงหน้าทุกอย่าง” และ “อยากควบคุมทุกสิ่ง”

    เขาตระหนักว่า การจัดการเวลาแบบเดิมๆ ทำให้เราเป็นคนวิตกกังวลมากขึ้น เพราะเราพยายามควบคุมสิ่งที่ควบคุมไม่ได้

    แล้วถ้าเราหยุดพยายามควบคุมล่ะ? ถ้าเรายอมรับว่า เราไม่สามารถทำทุกอย่างได้?

    ตัวอย่างของคนที่เปลี่ยนมุมมอง

    มาดูตัวอย่างของแกรี่ (ชื่อสมมุติ) เพื่อนของผมที่อ่านหนังสือเล่มนี้แล้วเปลี่ยนชีวิต

    ก่อนอ่านหนังสือ:

    • ตื่น 5.30 น. เช็คอีเมล
    • 6.00 น. ออกกำลังกายแบบรีบๆ 30 นาที
    • 6.45 น. อาบน้ำเร็วๆ กินข้าวเร็วๆ
    • 7.30 น. ขับรถไปทำงาน ฟังพอดแคสต์ “พัฒนาตัวเอง”
    • ระหว่างวันทำงาน + ตอบ LINE + เช็คข่าว + อ่าน Facebook
    • เย็นกลับถึงบ้าน เหนื่อยมาก ดูเน็ตฟลิกซ์ไปเฉยๆ แล้วนอน

    เขาบอกว่า “รู้สึกเหมือนแต่ละวันวิ่งมาทั้งวัน แต่ไม่รู้ว่าได้อะไร”

    หลังอ่านหนังสือ:

    • ตื่น 6.00 น. นั่งดื่มกาแฟช้าๆ 15 นาที ไม่เช็คโทรศัพท์
    • 6.30 น. ออกกำลังกายแบบใส่ใจ มีสติ 45 นาที
    • 8.00 น. กินข้าวเช้าช้าๆ คุยกับแฟน
    • 9.00 น. ไปทำงาน เลือกทำแค่ 3 งานสำคัญต่อวัน
    • เลิกเช็คอีเมลบ่อยๆ เช็คแค่ 3 ครั้งต่อวัน
    • เย็นถึงบ้าน อ่านหนังสือ 30 นาที พูดคุยกับคนในครอบครัว

    เขาบอกว่า “ทำน้อยลง แต่รู้สึกได้อะไรมากขึ้น”

    หลักคิดสำคัญ: การเลือก “ไม่ทำ” คือการเลือก “ทำ”

    Burkeman อธิบายด้วยคำเปรียบเทียบที่เข้าใจง่าย: “ถ้าคุณมีเงิน 100 บาท แล้วซื้อข้าวผัด 50 บาท นั่นหมายความว่า คุณเลือกที่จะ ‘ไม่ซื้อ’ น้ำส้ม ไอศกรีม หรือหนังสือ ด้วยเงิน 50 บาทที่เหลือ”

    เวลาก็เหมือนกัน เราใช้เวลา 2 ชั่วโมงดู Netflix หมายความว่า เราเลือกที่จะ “ไม่ทำ” อย่างอื่น เช่น ออกกำลังกาย อ่านหนังสือ คุยกับเพื่อน หรือนอนให้เพียงพอ

    ปัญหาคือ เรามักจะไม่ “เลือกอย่างมีสติ” แต่ปล่อยให้เวลาไหลผ่านไปตาม “กิจกรรมที่ง่าย” หรือ “เร้าใจในตอนนั้น” เช่น scrolling social media

    การฝึก “อยู่กับปัจจุบัน” แบบใหม่

    หนังสือเล่มนี้ไม่ได้พูดถึง mindfulness แบบทั่วไป แต่พูดถึงการ “อยู่กับปัจจุบัน” ในมุมมองใหม่

    ตัวอย่างจากชีวิตจริง:

    การกินข้าว

    • แบบเดิม: กินข้าวขณะเล่นโทรศัพท์ ดูทีวี คิดเรื่องงาน
    • แบบใหม่: กินข้าวโดยสนใจรสชาติ กลิ่น พื้นผิว ความหิว ความอิ่ม

    การคุยกับคนรัก

    • แบบเดิม: คุยไปคิดเรื่องอื่นไป หรือรอจังหวะตอบกลับ
    • แบบใหม่: ตั้งใจฟังสิ่งที่เขาพูด สังเกตสีหน้า อารมณ์

    การทำงาน

    • แบบเดิม: ทำงานไปคิดว่า “เมื่อไหร่จะเสร็จ” “งานต่อไปคืออะไร”
    • แบบใหม่: ตั้งใจกับงานที่ทำอยู่ตอนนี้ รับรู้กระบวนการคิด การเขียน

    เรื่องเล่า คุณยายกับ 500 สัปดาห์

    Burkeman เล่าเรื่องของคุณยายวัย 90 ปี ที่มาหาหมอ หมอบอกว่า “ถ้าดูแลสุขภาพดีๆ อาจจะอยู่ได้อีก 10 ปี”

    คุณยายกลับบ้านไปคิดว่า 10 ปี = 520 สัปดาห์ เธอเริ่มนับว่า จะได้เจอหลานอีกกี่ครั้ง ได้ไปวัดอีกกี่ครั้ง ได้ทำอาหารให้ครอบครัวอีกกี่ครั้ง

    เธอเล่าให้ญาติฟังว่า “ตอนนี้ยายเริ่มเห็นว่า แต่ละครั้งมันมีค่า ยายเลยอยากใส่ใจให้มากกว่าเดิม”

    นี่คือสิ่งที่ Burkeman อยากให้เราเข้าใจ – เมื่อเราตระหนักว่าเวลามีจำกัด เราจะเริ่มให้ความสำคัญกับ “คุณภาพ” มากกว่า “ปริมาณ”

    หลักปฏิบัติ: 3 การเปลี่ยนแปลงเล็กๆ ที่ส่งผลใหญ่

    1. กฎ “3 งาน”

    แทนที่จะทำ To-do list ยาวๆ ให้เลือกแค่ 3 งานสำคัญต่อวัน

    • 1 งานสำคัญมาก (ถ้าทำได้แค่อันเดียววันนี้ จะเลือกอันไหน)
    • 1 งานปานกลาง
    • 1 งานเล็กๆ ที่ทำง่าย

    2. การฝึก “เลือกอย่างมีสติ”

    ก่อนทำอะไร ถามตัวเองว่า “ตอนนี้ฉันกำลังเลือกที่จะไม่ทำอะไร?”

    • ถ้าดู Netflix 2 ชั่วโมง = เลือกไม่นอนเร็ว
    • ถ้าเช็คโซเชียล 30 นาที = เลือกไม่อ่านหนังสือ
    • ถ้าทำงานล่วงเวลา = เลือกไม่ใช้เวลากับครอบครัว

    3. ฝึก “รอ” และ “ช้า”

    • รอก่อนเช็คโทรศัพท์ทันทีที่ตื่น
    • เดินช้าลง สังเกตรอบตัว
    • กินข้าวช้าลง
    • คุยช้าลง ฟังมากกว่าพูด

    ความสมบูรณ์แบบคือศัตรู

    คนส่วนใหญ่ติดกับดักของการ “ทำให้ดีที่สุด” หรือ “ให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด” แต่ Burkeman บอกว่า ความคิดแบบนี้ทำให้เราไม่เคยพอใจ

    เขาเล่าตัวอย่างของตัวเอง: เคยใช้เวลา 2 ชั่วโมงหาแอปจดบันทึกที่ “สมบูรณ์แบบ” แต่ถ้าเอาเวลา 2 ชั่วโมงนั้นมาเขียนบันทึกจริงๆ จะได้ประโยชน์มากกว่า

    หรือใช้เวลา 1 ชั่วโมงวิจัยว่า “ออกกำลังกายแบบไหนดีที่สุด” แต่ไม่ได้ออกกำลังกายจริง

    การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง: จากการ “ทำ” เป็นการ “เป็น”

    สิ่งที่ Burkeman ต้องการสื่อคือ เลิกคิดแบบ “ฉันต้องทำอะไรให้เยอะ” แล้วเปลี่ยนเป็น “ฉันต้องการเป็นคนแบบไหน”

    เช่น:

    • แทนที่จะคิดว่า “ฉันต้องอ่านหนังสือให้ได้ 50 เล่มต่อปี”
    • เปลี่ยนเป็น “ฉันต้องการเป็นคนที่ชอบเรียนรู้ และให้เวลาตัวเองได้อ่านหนังสืออย่างสบายใจ”
    • แทนที่จะคิดว่า “ฉันต้องออกกำลังกายให้ได้ทุกวัน”
    • เปลี่ยนเป็น “ฉันต้องการเป็นคนที่ดูแลร่างกาย และเมื่อออกกำลังกายก็ตั้งใจมีสติกับการเคลื่อนไหว”

    สรุป: ชีวิตไม่ใช่ปัญหาที่ต้อง “แก้” แต่เป็นประสบการณ์ที่ต้อง “ใช้”

    หลังจากอ่านหนังสือเล่มนี้ สิ่งที่ผมได้เรียนรู้คือ เราไม่จำเป็นต้อง “บริหารเวลา” แต่เราต้อง “ใช้ชีวิต”

    เวลาไม่ใช่ทรัพยากรที่เราต้องบีบคั้น แต่เป็นของขวัญที่เราได้รับ ทุกวันที่เราตื่นขึ้นมาคือของขวัญใหม่ และเราต้องเลือกว่าจะเปิดของขวัญนี้อย่างไร

    ไม่ต้องทำทุกอย่างให้สมบูรณ์แบบ ไม่ต้องมีประสิทธิภาพในทุกเรื่อง แต่เลือกทำสิ่งที่หมายความกับเราจริงๆ และทำด้วยความตั้งใจ

    เพราะเมื่อเราอายุ 80 ปี เราจะไม่นึกถึงว่าเราทำ To-do list ได้ครบทุกข้อหรือเปล่า แต่เราจะนึกถึงช่วงเวลาดีๆ ที่เราได้ใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย

    สุดท้าย ขอฝากข้อคิด: วันนี้คุณจะใช้ 1 ใน 4,000 สัปดาห์ของชีวิตอย่างไร?

    #hrรีพอร์ต

  • เมื่อโลกเร่งรีบ แต่เราต้องช้าลง

    ในยุคที่ทุกคนวิ่งไล่เวลา ตอบอีเมลทุกนาที เปิดแอปแจ้งเตือนไม่หยุด และพยายามทำงานหลายอย่างพร้อมกัน Cal Newport นักเขียนและศาสตราচารย์จากมหาวิทยาลัย Georgetown ได้เสนอแนวคิดที่ดูขัดแย้งกับกระแสโลก นั่นคือ “Slow Productivity” หรือการทำงานแบบช้าๆ แต่มีประสิทธิภาพ

    Newport เล่าว่าเขาสังเกตเห็นปัญหาใหญ่ในโลกการทำงานปัจจุบัน คนเราไม่ได้หมดไฟเพราะงานหนักเกินไป แต่หมดไฟเพราะวิธีการทำงานที่ผิด เราติดกับดักของ “Pseudo-Work” หรืองานปลอม คือการยุ่งอยู่ตลอดเวลาแต่ไม่ได้สร้างผลงานที่มีคุณค่าจริงๆ

    เรื่องราวของจูเลีย นักเขียนที่เกือบหมดไฟ

    จูเลีย นักเขียนฟรีแลนซ์ตัวจริงที่ Newport สัมภาษณ์ เล่าถึงช่วงเวลาที่เธอเกือบจะเลิกเขียนไปเลย “ตอนนั้นฉันตื่นขึ้นมาตั้งแต่เช้า ก็เปิดอีเมลดูว่ามีงานไหนเข้ามาบ้าง แล้วก็เร่งทำไปเรื่อยๆ ตอบข้อความ แก้ไขบทความ ติดต่อลูกค้า เขียนโพสต์โซเชียล พอดึกๆ ก็นอนไปแบบเหนื่อยล้า แต่รู้สึกว่าไม่ได้ทำอะไรสำคัญจริงๆ เลย”

    เธอติดอยู่ในวงจรของ “Busy but not Productive” ยุ่งมาก แต่ไม่มีผลงานดีๆ ออกมา จนกระทั่งได้ลองปรับเปลี่ยนตามหลักการของ Slow Productivity ชีวิตการทำงานของเธอก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

    หลักการสำคัญ 3 ข้อของ Slow Productivity

    1. ทำน้อยลง แต่ทำดีขึ้น (Do Fewer Things)

    หลักการแรกคือการเลือกงานให้น้อยลง แต่ทำให้ดีที่สุด Newport อธิบายว่าสมองคนเรามีขีดจำกัด ถ้าเราพยายามทำหลายอย่างพร้อมกัน ก็จะทำไม่ดีทุกอย่าง

    ตัวอย่างของมาร์ค นักออกแบบกราฟิก

    มาร์คเล่าว่า “เมื่อก่อนฉันรับงาน 15-20 โปรเจกต์พร้อมกัน คิดว่าจะได้เงินเยอะ แต่กลับกลายเป็นว่าทำไม่ทันส่ง ลูกค้าไม่พอใจ ตัวเองเครียด” หลังจากอ่านหนังสือของ Newport เขาตัดสินใจรับแค่ 5 โปรเจกต์ในเวลาเดียวกัน

    ผลลัพธ์คือ งานแต่ละชิ้นมีคุณภาพดีขึ้น ลูกค้าพอใจมากขึ้น บอกต่อกันทำให้มีงานดีๆ เข้ามาเรื่อยๆ และที่สำคัญคือเขาไม่เครียดอีกต่อไป

    เทคนิคการจำกัดงาน:

    • ทำรายการงานทั้งหมดที่มี
    • เลือกแค่ 3-5 งานที่สำคัญที่สุด
    • งานอื่นๆ ใส่ในลิสต์รอ (Waiting List)
    • เมื่อทำงานหนึ่งเสร็จ จึงหยิบงานใหม่จากลิสต์รอมาทำ

    2. ทำงานแบบเป็นธรรมชาติ (Work at a Natural Pace)

    หลักการที่สองคือการทำงานตามจังหวะธรรมชาติของตัวเอง ไม่ใช่ตามความเร่งรีบของโลกภายนอก Newport เปรียบเทียบกับการเดินป่า ถ้าเราเดินเร็วเกินไป ก็จะเหนื่อยและไม่สามารถเดินได้ไกล

    เรื่องราวของอานา นักวิจัย

    อานา นักวิจัยด้านสิ่งแวดล้อม เล่าว่าเธอเคยพยายามทำวิจัยให้เร็วที่สุด อ่านเปเปอร์วันละหลายๆ ฉบับ เขียนรายงานไปเรื่อยๆ “แต่สุดท้ายงานวิจัยที่ออกมาไม่ลึกซึ้ง ไม่ได้คุณภาพ เพราะไม่มีเวลาคิดและทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้”

    เมื่อเธอเปลี่ยนมาทำงานแบบช้าลง ใช้เวลาอ่านเปเปอร์อย่างละเอียด ใช้เวลาคิดและย่อยความคิด ผลงานวิจัยกลับมีคุณภาพดีขึ้น และได้รับการตีพิมพ์ในวารสารระดับนานาชาติ

    วิธีการทำงานตามจังหวะธรรมชาติ:

    • สังเกตว่าช่วงไหนของวันที่เราทำงานได้ดีที่สุด
    • วางแผนทำงานสำคัญในช่วงเวลาที่เราแข็งแรง
    • ให้เวลาตัวเองในการคิดและพัฒนาไอเดีย
    • ไม่บีบตัวเองให้ทำงานเร็วเกินธรรมชาติ

    3. มุ่งเน้นคุณภาพเป็นที่ตั้ง (Obsess Over Quality)

    หลักการสุดท้ายคือการใส่ใจในคุณภาพของงานอย่างจริงจัง Newport เชื่อว่าเมื่อเราทำงานคุณภาพสูง เราจะรู้สึกภูมิใจและมีพลังในการทำงาน มากกว่าการทำงานปริมาณมากแต่คุณภาพต่ำ

    เรื่องราวของเดวิด ช่างทำเฟอร์นิเจอร์

    เดวิดเป็นช่างไม้ที่เริ่มต้นด้วยการทำเฟอร์นิเจอร์ราคาถูกขายเยอะๆ “ตอนแรกคิดว่าขายเยอะๆ จะได้เงินเยอะ แต่กลับพบว่าลูกค้าไม่ซื้อซ้ำ บอกต่อกันว่าของไม่ทนทาน และฉันเองก็ไม่มีความสุขกับงาน”

    เขาตัดสินใจเปลี่ยนแปลง โดยทำเฟอร์นิเจอร์คุณภาพสูง ใช้ไม้ดี ใส่ใจในรายละเอียด ใช้เวลานานขึ้นในแต่ละชิ้น ผลคือ ลูกค้าพอใจมาก ยินดีจ่ายราคาสูงขึ้น และมีคิวรอเป็นเดือนๆ “ตอนนี้ฉันทำเดือนละ 2-3 ชิ้น แต่ได้เงินมากกว่าตอนที่ทำวันละหลายชิ้น และที่สำคัญคือมีความสุขกับงานมาก”

    ปัญหาของโลกการทำงานปัจจุบัน

    Newport ชี้ให้เห็นว่าปัญหาหลักของเราไม่ได้อยู่ที่ “ปริมาณงาน” แต่อยู่ที่ “วิธีการทำงาน” เรากำลังติดอยู่ในกับดักของ:

    1. การทำงานหลายอย่างพร้อมกัน (Multitasking)

    สมองคนเราไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อทำหลายอย่างพร้อมกัน เมื่อเราเปลี่ยนจากงานหนึ่งไปอีกงานหนึ่ง สมองต้องใช้เวลาในการปรับตัว ทำให้เสียเวลาและพลังงาน

    2. การตอบสนองทันที (Immediate Response)

    เราคิดว่าต้องตอบอีเมลห�ือข้อความทันที เพื่อแสดงให้เห็นว่าเราทำงาน แต่จริงๆ แล้วมันทำให้เราขาดสมาธิในการทำงานสำคัญ

    3. การวัดผลด้วยความยุ่งวุ่นวาย (Busyness as Productivity)

    เราเอาความยุ่งวุ่นวายมาเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จ คิดว่าถ้ายุ่งมาก แสดงว่าทำงานดี แต่จริงๆ แล้วความยุ่งไม่ได้หมายความว่ามีประสิทธิภาพ

    เทคนิคการนำ Slow Productivity ไปใช้ในชีวิตจริง

    สำหรับคนทำงานออฟฟิศ

    เทคนิค Time Blocking:

    • แบ่งเวลาในวันออกเป็นช่วงๆ
    • กำหนดว่าแต่ละช่วงจะทำงานอะไร
    • ไม่ตอบอีเมลหรือข้อความในช่วงที่ทำงานสำคัญ

    ตัวอย่าง: สมศรี พนักงานการตลาด แบ่งวันของเธอเป็น

    • 9:00-11:00 น. ทำงานสร้างสรรค์ (เขียนแคมเปญ, ออกแบบ) ไม่เปิดอีเมล
    • 11:00-12:00 น. ตอบอีเมลและประชุม
    • 13:00-15:00 น. ทำงานที่ต้องการสมาธิสูง
    • 15:00-17:00 น. งานประจำและติดตามงาน

    สำหรับฟรีแลนซ์หรือผู้ประกอบการ

    เทคนิค Seasonal Approach:

    • แบ่งปีออกเป็น “ฤดูกาล” ของการทำงานแต่ละประเภท
    • ไม่พยายามทำทุกอย่างตลอดเวลา

    ตัวอย่าง: ปิติ ช่างภาพ แบ่งปีของเขาเป็น

    • มกราคม-มีนาคม: ฤดูการเรียนรู้ (เรียนเทคนิคใหม่, ดูงานของคนอื่น)
    • เมษายน-มิถุนายน: ฤดูการถ่ายภาพ (รับงานถ่ายภาพเยอะ)
    • กรกฎาคม-กันยายน: ฤดูการแก้ไข (แต่งภาพ, ทำอัลบั้ม)
    • ตุลาคม-ธันวาคม: ฤดูการวางแผน (วางแผนปีหน้า, พักผ่อน)

    สำหรับนักเรียนนักศึกษา

    เทคนิค Deep Study Sessions:

    • เรียนครั้งละหลายๆ ชั่วโมงแทนที่จะเรียนทีละนิดทีละหน่อย
    • ปิดโทรศัพท์และสิ่งรบกวนทั้งหมด
    • เน้นความเข้าใจมากกว่าการท่องจำ

    ประโยชน์ที่จะได้รับจาก Slow Productivity

    1. คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

    เมื่อเราไม่ต้องวิ่งไล่เวลาตลอด เราจะมีเวลาให้กับตัวเอง ครอบครัว และสิ่งที่รัก ความเครียดลดลง สุขภาพจิตดีขึ้น

    2. ผลงานคุณภาพสูง

    เมื่อเรามีสมาธิทำงานอย่างเดียว ผลงานที่ออกมาจะมีคุณภาพสูงกว่า ได้รับการยอมรับมากขึ้น

    3. ความก้าวหน้าในอาชีพ

    คนที่ทำงานคุณภาพสูงมักได้รับการเลื่อนตำแหน่ง หรือมีรายได้เพิ่มขึ้น เพราะนายจ้างเห็นคุณค่าของผลงาน

    4. ความรู้สึกภาคภูมิใจ

    การทำงานดีๆ ทำให้เรารู้สึกภูมิใจในตัวเอง มีพลังขับเคลื่อนในการทำงานต่อไป

    อุปสรรคและวิธีแก้ไข

    อุปสรรคที่ 1: เจ้านายหรือลูกค้าต้องการผลลัพธ์เร็ว

    วิธีแก้: สื่อสารให้เข้าใจถึงประโยชน์ของการทำงานคุณภาพสูง ให้ตัวอย่างผลงานที่ผ่านมา และตั้งความคาดหวังที่ชัดเจนตั้งแต่แรก

    อุปสรรคที่ 2: กลัวว่าคนอื่นจะคิดว่าเราขี้เกียจ

    วิธีแก้: แสดงผลงานที่มีคุณภาพ อธิบายกระบวนการทำงาน และเน้นที่ผลลัพธ์มากกว่าจำนวนชั่วโมงที่ทำงาน

    อุปสรรคที่ 3: ติดนิสัยเก่า

    วิธีแก้: เริ่มเปลี่ยนทีละเล็กทีละน้อย ตั้งเป้าหมายที่เป็นไปได้ และให้รางวัลตัวเองเมื่อทำได้

    เรื่องราวสำเร็จจากการใช้ Slow Productivity

    เรื่องราวของบริษัท 37signals

    บริษัทนี้มีพนักงาน 50 คน แต่มีรายได้หลายล้านเหรียญ เพราะพวกเขาใช้หลักการ Slow Productivity โดย:

    • ไม่มีการประชุมยาวๆ
    • ให้พนักงานทำงานเน้นคุณภาพ
    • ไม่บีบให้ทำงานล่วงเวลา
    • เน้นการสื่อสารแบบไม่รีบร้อน

    เรื่องราวของเชฟมิชลินสตาร์

    หลายๆ เชฟที่ได้รับดาวมิชลินใช้หลักการคล้ายกัน คือ ทำอาหารน้อย แต่ทำให้ดีที่สุด พวกเขาใช้เวลาหลายชั่วโมงในการเตรียมอาหารจานเดียว แต่ได้ผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยม

    สรุป: ศิลปะแห่งการช้าลงเพื่อไปให้เร็วกว่า

    Slow Productivity ไม่ใช่การขี้เกียจ แต่เป็นการเลือกทำงานอย่างชาญฉลาด เมื่อเราทำน้อยลง แต่ทำดีขึ้น เราจะได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า มีความสุขมากกว่า และประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน

    ในโลกที่ทุกคนวิ่งไล่เวลา การเดินช้าๆ แต่มั่นคงอาจเป็นทางลัดที่แท้จริงก็ได้ เพราะ “คนที่เดินช้าๆ แต่ไม่หยุด จะไปถึงก่อนคนที่วิ่งเร็วแต่หยุดบ่อย”

    ลองเริ่มด้วยการเลือกงานสำคัญ 3 อย่าง ทำทีละอย่างอย่างเต็มที่ และสังเกตดูว่าชีวิตการทำงานของคุณจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร

    หลักการของ Slow Productivity อาจจะดูขัดกับสิ่งที่โลกคาดหวัง แต่ในท้ายที่สุด มันคือเส้นทางไปสู่ความสำเร็จอย่างแท้จริง ทั้งในด้านงานและในด้านชีวิต

    #hrรีพอร์ต

  • เมื่อความสำเร็จมาจากการ “หายตัว” จากโลก

    มีนักเขียนคนหนึ่งชื่อ J.K. Rowling ผู้เขียนแฮร์รี่ พอตเตอร์ เมื่อเธอกำลังเขียนหนังสือเล่มสุดท้ายของซีรีส์ เธอได้ไปเช่าห้องในโรงแรมหรูแห่งหนึ่งในเอดินเบิร์ก ประเทศสกอตแลนด์ โดยเธอปิดอินเทอร์เน็ต ปิดโทรศัพท์ และใช้เวลาทั้งวันนั่งเขียน มีแค่กระดาษ ปากกา และความคิดของเธอเท่านั้น

    ผลลัพธ์คืออะไร? หนังสือที่ขายดีที่สุดในประวัติศาสตร์และสร้างรายได้หลายพันล้านดอลลาร์

    นี่คือพลังของสิ่งที่ Cal Newport เรียกว่า “Deep Work” หรือการทำงานลึก

    Deep Work คืออะไร? ทำไมจึงสำคัญ?

    ลองนึกภาพว่าสมองของเราเป็นเหมือนสระน้ำใส เมื่อเราทำงานโดยไม่มีสิ่งรบกวน เราจะสามารถดำลึกลงไปในสระน้ำนี้ได้ ยิ่งดำลึกเท่าไร เราก็ยิ่งจะเห็นสมบัติที่ซ่อนอยู่ในก้นสระมากขึ้น

    แต่ถ้าพื้นผิวน้ำมีคลื่นเล็กคลื่นน้อยอยู่ตลอดเวลา (เปรียบเสมือนการแจ้งเตือนจากมือถือ อีเมล หรือโซเชียลมีเดีย) เราก็จะไม่สามารถดำน้ำลึกได้เลย

    Cal Newport นิยาม Deep Work ไว้ว่า “กิจกรรมทางวิชาชีพที่ต้องใช้สมาธิอย่างเต็มที่ โดยไม่มีสิ่งรบกวน ซึ่งจะผลักดันขีดความสามารถทางปัญญาของเราให้ไปถึงขีดจำกัด และสร้างคุณค่าใหม่ๆ ปรับปรุงทักษะ และทำสิ่งที่ยากให้เกิดขึ้น”

    เรื่องเล่าจากโลกแห่งความวุ่นวาย

    เมื่อไม่กี่ปีที่แล้ว มีการศึกษาจากมหาวิทยาลัย California Irvine พบว่า คนทำงานออฟฟิศทั่วไปจะถูกรบกวนทุก 11 นาที และใช้เวลาเฉลี่ย 25 นาทีในการกลับมาโฟกัสที่งานเดิม

    ลองคิดดูสิ ถ้าเราเริ่มทำงานตอน 9 โมงเช้า และถูกรบกวนทุก 11 นาที แล้วใช้เวลา 25 นาทีในการกลับมาโฟกัส นั่นหมายความว่าในหนึ่งวันเราแทบจะไม่มีเวลา “ทำงานลึก” เลย

    ยิ่งแย่ไปกว่านั้น เราอาจจะคิดว่าเราทำงานได้หลายอย่างพร้อมกัน (multitasking) แต่ความจริงแล้ว สมองของเราไม่สามารถทำหลายอย่างพร้อมกันได้จริงๆ มันเป็นการสลับไปมาอย่างรวดเร็วเท่านั้น และการสลับนี้ทำให้เราเสียพลังงานและประสิทธิภาพไป

    มีผู้บริหารระดับสูงคนหนึ่งเล่าว่า “ผมใช้เวลาทั้งวันตอบอีเมล ไปประชุม และรับโทรศัพท์ พอถึงเย็นแล้วรู้สึกเหนื่อยมาก แต่ไม่รู้ว่าผมทำอะไรให้กับบริษัทไปบ้างจริงๆ”

    ศิลปินแห่งการทำงานลึก

    Bill Gates และสัปดาห์แห่งการคิด

    Bill Gates มีประเพณีที่เรียกว่า “Think Week” คือการหายตัวไป 2 สัปดาห์ในปีไปอยู่กระท่อมเล็กๆ ริมทะเลสาบ โดยไม่มีใครติดตามได้ เขาจะเอาเอกสาร หนังสือ และข้อเสนอโครงการต่างๆ ไปอ่านและคิดอย่างลึกซึ้ง

    ในช่วง Think Week เหล่านี้ Gates ได้คิดค้นไอเดียสำคัญมากมาย รวมถึงการตัดสินใจเปลี่ยนทิศทาง Microsoft จากซอฟต์แวร์เพื่อคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลไปสู่อินเทอร์เน็ต ซึ่งกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของบริษัท

    Adam Grant นักจิตวิทยาผู้มีผลงานล้นหลาม

    Adam Grant ศาสตราจารY จากมหาวิทยาลัย Wharton เป็นนักจิตวิทยาองค์กรที่อายุยังไม่ถึง 35 แต่มีผลงานตีพิมพ์มากกว่าคนที่มีประสบการณ์สูงกว่า เขาทำได้ยังไง?

    Grant ใช้เทคนิคที่เขาเรียกว่า “batching” คือการแบ่งเวลาเป็นก้อนใหญ่ๆ และใช้แต่ละก้อนทำงานประเภทเดียวกัน เช่น เขาจะใช้ 3-4 เดือนเขียนงานวิจัยอย่างเข้มข้น โดยไม่ทำงานอื่น จากนั้นอีก 2-3 เดือนจะใช้สอนหนังสือและให้คำปรึกษา

    เขาบอกว่า “การสลับระหว่างการเขียนและการสอนทำให้ผมเสียพลังงานไปมาก แต่การรวมงานเดียวกันไว้ด้วยกันทำให้ผมทำงานได้อย่างลื่นไหล”

    4 กฎทองของการทำงานลึก

    กฎที่ 1: ทำงานลึกให้ได้

    การที่จะทำงานลึกได้ เราต้องสร้างระบบที่ชัดเจน ไม่ใช่พึ่งแค่แรงจูงใจหรือความมีระเบียบ

    วิธี Monastic (วิธีของนักบวช) เหมือน Donald Knuth นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ชื่อดัง ที่ประกาศว่าเขาไม่ใช้อีเมลเลย และขอให้คนที่ต้องการติดต่อส่งจดหมายธรรมดามาแทน เขาจะใช้เวลาเกือบทั้งวันทำงานวิจัยและเขียนหนังสือ

    วิธี Bimodal (วิธีสองแบบ) เหมือน Adam Grant ที่แบ่งเวลาเป็นช่วงๆ ชัดเจน บางช่วงทำงานลึกเต็มที่ บางช่วงทำงานปกติ

    วิธี Rhythmic (วิธีจังหวะประจำ) เหมือนนักเขียนคนหนึ่งที่ตื่นมาตี 5 ทุกวัน เขียนหนังสือ 3 ชั่วโมงก่อนไปทำงานประจำ ในรอบ 1 ปีเขาเขียนหนังสือจบ 2 เล่ม

    วิธี Journalistic (วิธีนักข่าว) คือการสลับไปมาระหว่างโหมดลึกและโหมดตื้น ตามความเหมาะสม แต่วิธีนี้ใช้ได้กับคนที่มีประสบการณ์แล้วเท่านั้น

    กฎที่ 2: เลิกใช้โซเชียลมีเดีย

    Newport ไม่ได้บอกให้เลิกใช้เทคโนโลยีทั้งหมด แต่ให้เลือกใช้อย่างชาญฉลาด

    เขาเล่าเรื่องของช่างเหล็กโบราณที่เลือกใช้แค่เครื่องมือที่ดีที่สุดเท่านั้น ไม่ใช่เอาเครื่องมือทุกอย่างในร้านมาใช้

    เทคนิค 30 วัน ลองหยุดใช้โซเชียลมีเดียทั้งหมด 30 วัน แล้วถามตัวเองว่า:

    1. ชีวิตผมจะแย่ลงมากไหมถ้าไม่มีมัน?
    2. คนอื่นสนใจไหมว่าผมหายไปจากโซเชียล?

    ถ้าคำตอบคือ “ไม่” ให้เลิกใช้ไปเลย ถ้าคำตอบคือ “ใช่” ให้กลับมาใช้แต่อย่างมีสติ

    มีผู้บริหารคนหนึ่งลองทำดู หลังจาก 30 วัน เขาพบว่าตัวเองไม่ได้คิดถึง Facebook เลย และเขาใช้เวลาที่เหลือไปเล่นกีตาร์และอ่านหนังสือแทน ผลสุดท้าย เขาตัดสินใจลบบัญชีโซเชียลทุกอัน

    กฎที่ 3: อย่ากลัวความเบื่อ

    ในยุคที่ทุกอย่างต้องไว ต้องมีสีสัน เราได้สูญเสียความสามารถในการอดทนไป

    Newport เล่าเรื่องนักธุรกิจคนหนึ่งที่ได้ไอเดียธุรกิจใหม่ตอนกำลังนั่งรอรถไฟเหมือนเดิม โดยไม่ได้เอามือถือมาดู เขาแค่นั่งคิดเฉยๆ แล้วนึกขึ้นได้ว่า “ทำไมไม่มีใครทำธุรกิจแบบนี้นะ?”

    การฝึกสมาธิ

    • ลองเดินโดยไม่เปิดเพลง ไม่ดูมือถือ
    • รอลิฟต์โดยไม่เอามือถือมาดู
    • นั่งกินข้าวโดยไม่เปิดทีวีหรือดูมือถือ

    สิ่งเหล่านี้ฟังดูง่าย แต่ลองทำดูสิ เราจะรู้ว่าสมองของเราติดยาความบันเทิงแค่ไหน

    กฎที่ 4: ลดความสำคัญของอีเมล

    Newport เปรียบอีเมลว่าเหมือนการเป็น “ผู้ช่วยส่วนตัวให้คนทั้งโลก” โดยไม่ได้รับค่าแรง

    เขาแนะนำให้เขียนอีเมลแบบ “process-centric” คือเขียนให้ชัดเจนว่าต้องการอะไร ขั้นตอนไหนบ้าง และเมื่อไหร่

    แทนที่จะเขียนว่า: “คุยกันเรื่องโปรเจกต์หน่อย”

    ให้เขียนว่า: “ผมอยากคุยเรื่องโปรเจกต์ ABC โดยมีประเด็นหลัก 3 ข้อ: งบประมาณ ระยะเวลา และทีมงาน ผมว่าน่าจะนัดกัน 1 ชั่วโมงในสัปดาหน์หน้า วันจันทร์ 14.00-15.00 หรือวันพุธ 10.00-11.00 สะดวกไหม?”

    วิธีนี้จะลดอีเมลไปมาและทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น

    เทคนิคขั้นสูงสำหรับการทำงานให้ลึก

    การวัดผลและให้คะแนนตัวเอง

    Jerry Seinfeld นักตลกชื่อดัง มีเทคนิคเรียบง่ายแต่ทรงพลัง เขาจะติดปฏิทินขนาดใหญ่ไว้ที่ฝาผนัง และทำเครื่องหมาย X สีแดงทุกวันที่เขาเขียนตลก เป้าหมายคือทำให้เกิดสายโซ่ X ที่ไม่ขาด

    เราสามารถประยุกต์ใช้โดยนับชั่วโมงที่ทำ Deep Work ได้ในแต่ละวัน และพยายามสร้างสถิติให้ดีขึ้นเรื่อยๆ

    เทคนิคเดินคิด (Productive Meditation)

    Einstein เคยบอกว่าเขาได้ไอเดียดีๆ ตอนเดินเล่น Darwin ก็เช่นกัน เขาสร้างทางเดินในสวนบ้านและเดินคิดปัญหาทุกวัน

    วิธีทำ: เลือกปัญหาหนึ่งก่อนออกเดิน จากนั้นใช้เวลาเดินคิดแค่ปัญหานั้นเท่านั้น เมื่อสมองเริ่มฟุ้งซ่าน ให้ดึงมันกลับมาที่ปัญหาเดิม

    การจำข้อมูลเพื่อฝึกสมาธิ

    เหมือนนักกีฬาที่ต้องฝึกซ้อมเพื่อความแข็งแกร่ง สมองเราก็ต้องฝึกเพื่อความสามารถในการโฟกัส

    Newport แนะนำให้ท่องบทกวี ท่องเนื้อเพลง หรือจำเบอร์โทรศัพท์ เป็นประจำ เพื่อฝึกให้สมองชินกับการจดจ่อกับสิ่งหนึ่งสิ่งใด

    เรื่องเล่าจากคนธรรมดาที่ใช้ Deep Work

    เจ้าของร้านกาแฟเล็กๆ

    มีเจ้าของร้านกาแฟเล็กๆ คนหนึ่ง หลังจากปิดร้านทุกวันเวลา 15.00 เขาจะใช้เวลา 2 ชั่วโมงวางแผนธุรกิจ ศึกษาเทรนด์ใหม่ และคิดเมนูใหม่ๆ โดยปิดโทรศัพท์และใส่ป้าย “ไม่รับรับสมัครงาน ไม่รับเซลล์ประกัน”

    ผลลัพธ์คือ ในรอบ 2 ปีร้านของเขากลายเป็นร้านกาแฟดังของย่าน และเขาเปิดสาขาที่ 2 ได้สำเร็จ

    นักเรียนมัธยมที่สอบติดมหาวิทยาลัยในฝัน

    น้องสาวคนหนึ่งได้เรียนรู้เรื่อง Deep Work จากพี่ชาย เธอตัดสินใจลบแอพเกมส์และโซเชียลทั้งหมดออกจากมือถือ แล้วใช้เวลาหลังเลิกเรียน 3 ชั่วโมงทำการบ้านและอ่านหนังสือเสริมอย่างจริงจัง

    เมื่อก่อน เธอจะทำการบ้าน 1 ชั่วโมงแต่ใช้เวลา 3 ชั่วโมง เพราะเล่นโทรศัพท์ไปด้วย หลังใช้เทคนิค Deep Work เธอทำการบ้านจบใน 1 ชั่วโมงจริงๆ และมีเวลาเหลืออ่านหนังสือเสริม

    ผลสุดท้าย เธอสอบติดคณะแพทย์ของมหาวิทยาลัยที่ตัวเองฟันฝัน

    อุปสรรคที่ต้องเผชิญ

    ความรู้สึกผิดที่ไม่ตอบข้อความทันที

    ในสังคมที่คาดหวังการตอบสนองแบบทันที การที่เราไม่ตอบ Line หรืออีเมลทันทีอาจทำให้รู้สึกผิด

    Newport แนะนำให้ตั้งความคาดหวังที่ชัดเจน เช่น “ผมจะตอบอีเมลทุกวันเวลา 16.00 และ 19.00 เท่านั้น หากเป็นเหตุด่วนกรุณาโทรมา”

    การต่อต้านจากเพื่อนร่วมงาน

    อาจมีคนบ่นว่าเราหาตัวยาก ไม่เข้าสังคม Newport บอกว่าต้องอธิบายให้เข้าใจว่าเรากำลังทำงานสำคัญที่ต้องการสมาธิ และเวลาที่เราได้จากการทำงานลึกจะช่วยให้เราทำงานร่วมกับคนอื่นได้ดีขึ้นด้วย

    ความเหงาและความเบื่อ

    การอยู่คนเดียวกับงานเป็นเวลานานอาจทำให้เหงาและเบื่อ นี่คือจุดที่หลายคนยอมแพ้

    เคล็ดลับคือเริ่มจากระยะเวลาสั้นๆ เช่น 1 ชั่วโมง แล้วค่อยๆ ยืดเวลาออกไป เหมือนการฝึกวิ่ง เริ่มจาก 1 กิโลแล้วค่อยๆ เพิ่ม

    ข้อคิดสำคัญ: Deep Work คือเส้นทางสู่ชีวิทที่มีความหมาย

    ในท้ายที่สุดแล้ว หนังสือ Deep Work ไม่ได้พูดแค่เรื่องการทำงานให้มีประสิทธิภาพเท่านั้น มันพูดถึงการใช้ชีวิตที่มีความหมาย

    Newport เขียนว่า “ชีวิตที่ดีคือชีวิตที่เต็มไปด้วยกิจกรรมที่สร้างคุณค่า และการที่จะทำกิจกรรมเหล่านี้ได้ดีจำเป็นต้องมีสมาธิ”

    ในโลกที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายและสิ่งรบกวน คนที่สามารถเงียบลงมาคิดอย่างลึกซึ้งได้จะเป็นเหมือนนักปราชญ์ยุคใหม่ พวกเขาจะสามารถสร้างสิ่งที่มีคุณค่า แก้ปัญหาที่ซับซ้อน และมีชีวิตที่เต็มอิ่มกว่าคนอื่น

    การฝึก Deep Work ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่มันคือหนึ่งในทักษะที่สำคัญที่สุดในศตวรรษที่ 21 เพราะในโลกที่เต็มไปด้วยข้อมูล เครื่องจักร และปัญญาประดิษฐ์ สิ่งที่ยังคงเป็นเอกลักษณ์ของมนุษย์คือความสามารถในการคิดอย่างลึกซึ้ง สร้างสรรค์ และแก้ปัญหาที่ซับซ้อน

    ดังนั้น หากคุณต้องการประสบความสำเร็จและมีชีวิตที่มีความหมายในยุคดิจิทัล การเรียนรู้ศิลปะแห่งการทำงานลึกอาจจะเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่คุณจะทำได้

    จงเริ่มตั้งแต่วันนี้ ปิดโทรศัพท์ หาที่เงียบๆ และลองดำลงไปในใจของตัวเองดู คุณอาจจะประหลาดใจกับสมบัติที่ซ่อนอยู่ในนั้น

    #hrรีพอร์ต