• “My Inventions: An Autobiography”

    ในยุคที่โลกยังใช้แสงเทียนและตะเกียงน้ำมัน มีชายคนหนึ่งที่เห็นอนาคตแห่งไฟฟ้าและเทคโนโลยีไร้สายอย่างชัดเจน เขาคือ นิโคลา เทสลา นักประดิษฐ์อัจฉริยะผู้วางรากฐานของโลกสมัยใหม่ที่เราอาศัยอยู่ในวันนี้

    วัยเด็กแห่งจินตนาการ

    นิโคลา เทสลา เกิดเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 1856 ในหมู่บ้านเล็กๆ ของเซอร์เบีย ตอนเด็กเขาไม่เหมือนใครเลย แม่ของเขาเป็นคนฉลาดที่สามารถจำบทกวียาวๆ ได้ทั้งเล่ม และดูเหมือนความสามารถนี้จะถ่ายทอดมาให้ลูกชาย

    สิ่งที่แปลกที่สุดคือเทสลาเล่าว่าเขามักเห็นแสงวาบๆ และภาพประหลาดๆ ในหัว บางครั้งเขาเห็นสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง เหมือนกับที่เราเรียกว่า “ประสาทหลอน” ในทางการแพทย์สมัยนี้ แต่แทนที่จะกลายเป็นปัญหา สิ่งเหล่านี้กลับกลายเป็นพรสวรรค์ที่ทำให้เขาสามารถจินตนาการและออกแบบเครื่องจักรที่ซับซ้อนได้

    เทสลาเล่าว่าตอนเด็ก เขาสามารถ “สร้าง” เครื่องจักรขึ้นมาในจินตนาการ แล้วให้มันทำงานอยู่ในหัว หลังจากนั้นสักระยะ เขาจะกลับมาตรวจดูว่าชิ้นส่วนไหนสึกหรอบ้าง นี่คือวิธีที่เขาใช้ทดสอบสิ่งประดิษฐ์โดยไม่ต้องสร้างของจริงเลย ฟังดูแปลกใช่ไหม? แต่วิธีนี้ทำให้เขาประหยัดเวลาและเงินทองมากมาย

    การศึกษาและการค้นพบตัวเอง

    เมื่อโตขึ้น เทสลาเข้าเรียนวิศวกรรมศาสตร์ เขาเป็นนักเรียนที่เก่ง แต่ก็เป็นคนประหลาด เขาทำการบ้านได้เร็วจนอาจารย์ไม่เชื่อว่าเขาทำเอง และที่สำคัญคือเขาไม่ค่อยนอนหลับ กิจกรรมหลักของเขาคือการคิด คิด และคิด

    ช่วงเรียนมหาวิทยาลัย เทสลาเริ่มสนใจเรื่องกระแสไฟฟ้า สมัยนั้นทุกคนใช้กระแสตรง (DC) ที่ไฟฟ้าไหลทิศทางเดียว แต่เทสลากลับคิดว่ากระแสสลับ (AC) ที่เปลี่ยนทิศทางไปมาจะดีกว่า เหตุผลง่ายๆ คือกระแสสลับสามารถส่งไปได้ไกลกว่า และใช้สายไฟน้อยกว่า

    คิดดูสิ ถ้าจะส่งไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าไปบ้านที่อยู่ไกล 100 กิโลเมตร ด้วยกระแสตรงจะต้องใช้สายไฟหนามาก แต่ถ้าใช้กระแสสลับก็ใช้สายไฟเส้นเล็กๆ ก็พอแล้ว นี่คือจุดเริ่มต้นของความคิดที่จะเปลี่ยนโลก

    การเดินทางสู่อเมริกา

    ปี 1884 เทสลาตัดสินใจเดินทางไปอเมริกา เขามีเงินเพียง 4 เซนต์ในกระเป๋า (เท่ากับประมาณ 20 บาทสมัยนี้) และจดหมายแนะนำตัวไปหาโธมัส เอดิสัน นักประดิษฐ์ชื่อดังที่คิดค้นหลอดไฟ

    เอดิสันรับเทสลาเข้าทำงาน แต่ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ไม่ราบรื่นนัก เอดิสันเชื่อมั่นในกระแสตรง ส่วนเทสลาพยายามโน้มน้าวให้เปลี่ยนมาใช้กระแสสลับ การทะเลาะเรื่องนี้ทำให้เทสลาออกจากงานในที่สุด

    เทสลาเล่าว่าช่วงนั้นเขาต้องขุดถนนหาเลี้ยงชีพ มือที่เคยออกแบบเครื่องจักรละเอียดอ่อน ต้องมาถือจอบขุดดิน แต่เขาไม่ท้อแท้ เพราะรู้ว่าความคิดของตัวเองถูกต้อง

    การปฏิวัติแห่งกระแสสลับ

    โอกาสของเทสลามาถึงเมื่อ จอร์จ เวสติ่งเฮาส์ นักธุรกิจชาวอเมริกัน เข้ามาหาเขา เวสติ่งเฮาส์เห็นศักยภาพของระบบกระแสสลับ และตกลงซื้อสิทธิบัตรจากเทสลาในราคา 1 ล้านดอลลาร์ (เท่ากับประมาณ 800 ล้านบาทสมัยนี้)

    นี่เป็นจุดเริ่มต้นของ “สงครามกระแส” (War of Currents) ระหว่างเอดิสันกับเทสลา เอดิสันใช้วิธีการต่างๆ เพื่อให้คนกลัวกระแสสลับ เขาจัดการสาธิตฆ่าช้างด้วยกระแสสลับเพื่อพิสูจน์ว่ามันอันตราย แต่เทสลาก็ไม่ยอมแพ้

    เทสลาจัดการแสดงที่งานแสดงสินค้าโลกชิคาโก ปี 1893 เขายืนบนเวทีให้กระแสสลับไฟฟ้าแรงสูงผ่านตัว แล้วจับหลอดไฟให้ติด คนดูหลายพันคนตกใจ แต่เทสลาไม่เป็นอะไร เพราะเขารู้หลักการทางวิทยาศาสตร์ดี

    การแสดงนี้ทำให้ทุกคนเชื่อใจระบบกระแสสลับ และในที่สุดมันก็กลายเป็นมาตรฐานของโลก ไฟฟ้าที่เราใช้ในบ้านทุกวันนี้คือกระแสสลับนั่นเอง

    สิ่งประดิษฐ์ที่เปลี่ยนแปลงโลก

    มอเตอร์กระแสสลับ เทสลาคิดค้นมอเตอร์ที่ใช้กระแสสลับ ซึ่งเป็นหัวใจของโรงงานอุตสาหกรรมสมัยใหม่ พัดลม เครื่องซักผ้า ตู้เย็น และเครื่องใช้ไฟฟ้าส่วนใหญ่ในบ้านเราใช้หลักการนี้

    หม้อแปลงไฟฟ้า เขาพัฒนาหม้อแปลงที่สามารถเปลี่ยนแรงดันไฟฟ้าให้สูงขึ้นหรือต่ำลง ทำให้ส่งไฟฟ้าไปได้ไกลๆ โดยไม่สูญเสียพลังงานมาก

    การควบคุมทางไกล ปี 1898 เทสลาสาธิตการควบคุมเรือจิ๋วด้วยคลื่นวิทยุ คนดูแปลกใจมาก บางคนคิดว่าเขาใช้เวทมนตร์ นี่คือต้นแบบของรีโมทคอนโทรลที่เราใช้เปิดทีวี เปิดแอร์ในปัจจุบัน

    คอยล์เทสลา เขาสร้างเครื่องกำเนิดไฟฟ้าแรงดันสูงที่สามารถสร้างประกายไฟฟ้ายาวหลายเมตร คอยล์เทสลายังคงใช้ในแล็บวิทยาศาสตร์และงานแสดงทั่วโลก

    ความเป็นคนประหลาด

    เทสลาไม่ใช่แค่อัจฉริยะ แต่เขายังเป็นคนประหลาดด้วย เขามีนิสัยแปลกๆ หลายอย่าง เช่น:

    เขากลัวมุกมาก ถ้าเห็นหญิงใส่ต่างหูมุกเขาจะหนีทันที เขาเล่าว่าการเห็นมุกทำให้เขารู้สึกเหมือนมีไข้

    เขาต้องใช้ผ้าเช็ดปาก 18 ผืนทุกมื้ออาหาร และต้องนับจำนวนให้ได้ถูกต้อง ถ้านับผิดเขาจะเริ่มใหม่

    เขาหลงใหลในเลข 3 ทุกสิ่งทุกอย่างต้องหารด้วย 3 ลงตัว เวลาเดินรอบอาคารต้องเดิน 3 รอบ หรือ 6 รอบ หรือ 9 รอบ

    เขาชอบให้นกพิราบมาเยี่ยมที่หน้าต่างห้องโรงแรม และเขาจะซื้อเมล็ดข้าวมาให้นกกินทุกวัน เขาคิดว่านกพิราบเข้าใจเขา

    ความฝันที่ยิ่งใหญ่: ระบบโลก

    ความฝันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเทสลาคือ “ระบบโลก” (World System) เขาต้องการสร้างระบบที่ทุกคนบนโลกสามารถ:

    รับส่งข้อมูลข่าวสารได้ทันที – เหมือนอินเทอร์เน็ตสมัยนี้ ใช้ไฟฟ้าฟรี – โดยส่งผ่านอากาศโดยไม่ต้องใช้สายไฟ ติดต่อกันได้ทั่วโลก – เหมือนโทรศัพท์มือถือสมัยนี้

    เขาเริ่มสร้างหอคลื่นวาร์เดนคลิฟฟ์ (Wardenclyffe Tower) ที่นิวยอร์ก เพื่อทดลองส่งไฟฟ้าและสัญญาณไร้สายไปทั่วโลก แต่นักลงทุนเลิกให้เงินเพราะคิดว่าเป็นไปไม่ได้ โครงการจึงล้มเหลว

    แต่ถ้ามองดู สิ่งที่เทสลาฝันไว้เมื่อ 100 กว่าปีที่แล้วกลับเป็นจริงในปัจจุบัน เรามี WiFi, อินเทอร์เน็ต, โทรศัพท์มือถือ และกำลังทดลองส่งไฟฟ้าไร้สายด้วยเทคโนโลยีใหม่

    การทำนายอนาคต

    เทสลาทำนายสิ่งต่างๆ ที่ฟังดูเหลือเชื่อในสมัยของเขา แต่เป็นจริงในปัจจุบัน:

    เครื่องคอมพิวเตอร์ – เขาบอกว่าจะมีเครื่องจักรที่คิดได้เหมือนคน โทรศัพท์มือถือ – เขาพูดถึง “เครื่องรับส่งสัญญาณส่วนบุคคล” ที่ใส่ในกระเป๋าได้ ดาวเทียม – เขาคิดว่าจะมีสิ่งที่ลอยอยู่บนฟ้าเพื่อส่งสัญญาณ หุ่นยนต์ – เขาเชื่อว่าเครื่องจักรจะทำงานแทนคนได้

    ช่วงท้ายชีวิต

    แม้จะเป็นอัจฉริยะ แต่เทสลาไม่เก่งเรื่องธุรกิจเลย เขาให้ความสำคัญกับการค้นคว้ามากกว่าเงิน เวลามีเงินเขาจะใช้ทำการทดลองหมดเกลี้ยง ไม่เก็บไว้ใช้ยามแก่

    ช่วงท้ายชีวิต เทสลาอาศัยอยู่ในห้องเล็กๆ ที่โรงแรมนิวยอร์กเกอร์ เขาใช้ชีวิตอย่างเงียบเหงา แต่ยังคิดค้นสิ่งใหม่ๆ อยู่เรื่อยๆ เขาเขียนบทความและให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับความคิดเห็นต่างๆ

    เขาเสียชีวิตเมื่อวันที่ 7 มกราคม 1943 ในวัย 86 ปี ตอนตายเขาอยู่คนเดียว มีเพียงนกพิราบเป็นเพื่อน

    มรดกที่ยังคงอยู่

    วันนี้เมื่อเราเปิดไฟ ใช้ WiFi เล่นโทรศัพท์ หรือขับรถไฟฟ้า เราก็กำลังใช้เทคโนโลยีที่เทสลาวางรากฐานไว้ บริษัทรถยนต์ไฟฟ้าชื่อดัง “Tesla” ก็ตั้งชื่อตามเขา

    เทสลาสอนเราว่าการมีจินตนาการและความกล้าคิดต่างคือสิ่งสำคัญ เขาไม่กลัวที่จะคิดนอกกรอบ แม้คนอื่นจะคิดว่าเขาบ้า สิ่งที่คนยุคนั้นว่าเป็นไปไม่ได้ กลับเป็นจริงในปัจจุบัน

    บทเรียนจากชีวิตเทสลา

    เรื่องราวของเทสลาสอนเราหลายสิ่ง:

    ความแปลกอาจเป็นพรสวรรค์ – สิ่งที่คนอื่นมองว่าแปลก อาจเป็นจุดแข็งที่ทำให้เราพิเศษ

    อย่ากลัวความล้มเหลว – เทสลาล้มเหลวหลายครั้ง แต่ไม่เคยยอมแพ้

    จินตนาการสำคัญกว่าความรู้ – การคิดนอกกรอบทำให้เกิดสิ่งประดิษฐ์ที่เปลี่ยนโลก

    ความใฝ่รู้ไม่มีที่สิ้นสุด – เขาไม่เคยหยุดเรียนรู้และทดลองจนวันตาย

    การมีเป้าหมายใหญ่ – เทสลาไม่แค่คิดว่าจะประดิษฐ์เพื่อตัวเอง แต่เพื่อให้มนุษยชาติได้รับประโยชน์

    นิโคลา เทสลาคือตัวอย่างของคนที่มีวิสัยทัศน์ล้ำหน้ายุค เขาเห็นอนาคตที่ดีงามและทำงานอย่างหนักเพื่อให้อนาคตนั้นเป็นจริง แม้จะต้องเผชิญกับการไม่เข้าใจจากคนรอบข้าง

    วันนี้เราควรขอบคุณเทสลาที่ทำให้โลกนี้สะดวกสบายและเชื่อมต่อกันได้ง่ายขึ้น เขาคือนักฝันที่ทำให้ฝันเป็นจริง และเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นหลังต่อไป

    ชีวิตของเทสลาพิสูจน์ให้เห็นว่า บางทีคนที่คนอื่นมองว่า “แปลก” หรือ “บ้า” อาจจะเป็นคนที่เปลี่ยนโลกก็ได้ สิ่งสำคัญคือต้องมีความมุ่งมั่น ไม่ยอมแพ้ และเชื่อมั่นในสิ่งที่ตัวเองทำ

    เรื่องราวของนิโคลา เทสลาจะเป็นแรงบันดาลใจให้เราทุกคนกล้าที่จะฝัน กล้าที่จะคิดต่าง และที่สำคัญคือกล้าที่จะทำให้ฝันเป็นจริง

    #hrรีพอร์ต

  • ชายผู้ถามคำถามแปลกๆ

    ลองนึกภาพดูสิ คุณเปิดสมุดบันทึกของใครคนหนึ่งแล้วเจอรายการสิ่งที่ต้องทำแบบนี้: “หาคนที่เดินบนน้ำแข็งมาถามว่าน้ำแข็งลื่นแค่ไหน” “ไปดูลิ้นของนกหัวขวานว่าเป็นยังไง” “ทำไมฟ้าถึงเป็นสีฟ้า” “ดวงตาทำงานยังไง”

    คุณอาจคิดว่าเจ้าของสมุดคนนี้แปลกมาก แต่จริงๆ แล้วเขาคือ เลโอนาร์โด ดา วินชี่ ชายผู้ที่โลกจดจำว่าเป็นอัจฉริยะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของมนุษยชาติ และคำถามแปลกๆ เหล่านี้แหละ ที่ทำให้เขากลายเป็นคนพิเศษ

    Walter Isaacson นักเขียนชีวประวัติชื่อดังที่เคยเล่าเรื่องราวของ Steve Jobs และ Albert Einstein ได้เขียนหนังสือ “Leonardo da Vinci” ที่เปิดเผยความลับของความอัจฉริยะคนนี้ ผ่านการศึกษาสมุดบันทึกของเขากว่า 7,200 หน้า และสิ่งที่เขาค้นพบนั้นทำให้เราเข้าใจว่า ความอัจฉริยะไม่ได้เกิดจากพรสวรรค์ลึกลับ แต่มาจากทักษะที่เราทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาได้

    ตอนที่ 1: เด็กนอกสมรสที่กลายเป็นอัจฉริยะ

    ปี 1452 ในหมู่บ้านเล็กๆ ชื่อวินชี่ประเทศอิตาลี เด็กชายคนหนึ่งเกิดขึ้นมา เขาเป็นลูกนอกสมรสของเซอร์ ปิเอโร นายทนายกับสาวใช้ชื่อคาเตรินา ชื่อของเขาคือ เลโอนาร์โด ดา วินชี่ (Leonardo da Vinci) ซึ่งแปลว่า “เลโอนาร์โดจากวินชี่”

    ในสมัยนั้น การเป็นลูกนอกสมรสถือเป็นตราบาป เลโอนาร์โดไม่ได้รับสิทธิ์ในการเรียนภาษาละตินหรือคณิตศาสตร์แบบเด็กผู้ดี ไม่ได้เข้ามหาวิทยาลัย ไม่ได้เป็นทนายต่อจากพ่อ แต่แทนที่จะเป็นปัญหา สิ่งนี้กลับกลายเป็นพรสวรรค์

    เพราะไม่ต้องติดกับหนังสือเรียนแบบโบราณ เลโอนาร์โดจึงได้เรียนรู้โลกจากประสบการณ์จริง เขาใช้เวลาสังเกตธรรมชาติ ดูนกบิน ดูน้ำไหล ดูแสงเงาที่เปลี่ยนไปตามเวลา นี่คือจุดเริ่มต้นของวิธีคิดที่ทำให้เขาพิเศษ: การเรียนรู้จากการสังเกตโลกรอบตัว

    ตัวอย่างง่ายๆ ที่เด็กๆ ทั่วไปอาจไม่สนใจ แต่เลโอนาร์โดถามคำถาม เขาเห็นใบไม้ร่วงจากต้นไผ่แล้วสงสัยว่า “ทำไมใบไม้บางใบร่วงเป็นเกลียว บางใบร่วงตรงๆ” เขาไม่ใช่แค่สงสัย แต่เขาลองทิ้งใบไม้จากที่สูงซ้ำๆ เพื่อดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น

    การสังเกตแบบนี้ทำให้เขาค้นพบหลักการทางอากาศพลศาสตร์ที่จะนำไปใช้ออกแบบเครื่องบินในภายหลัง ใช่แล้ว เครื่องบิน! ในสมัยที่คนส่วนใหญ่ยังคิดว่าการบินเป็นเรื่องของเทพเจ้าเท่านั้น

    ตอนที่ 2: ศิลปินหน้าใหม่ในฟลอเรนซ์

    เมื่ออายุ 14 ปี เลโอนาร์โดถูกส่งไปฝึกงานกับ Andrea del Verrocchio จิตรกรชื่อดังในเมืองฟลอเรนซ์ สตูดิโอแห่งนี้ไม่ใช่แค่ที่วาดรูป แต่เป็นเหมือน “ห้องแล็บแห่งการสร้างสรรค์” ที่มีทั้งจิตรกร ประติมากร ช่างโลหะ และวิศวกรทำงานร่วมกัน

    ตั้งแต่วันแรก เลโอนาร์โดแสดงความสามารถพิเศษ เรื่องเล่าที่มีชื่อเสียงคือ เมื่อครูให้เขาช่วยวาดภาพเทพทูตในงาน “Baptism of Christ” ผลงานของเลโอนาร์โดนั้นสวยงามจนครูตกใจ และตำนานเล่าว่า Verrocchio วางพู่กันลงแล้วไม่ยอมวาดรูปอีกเลย เพราะรู้ว่าลูกศิษย์เก่งกว่าตัวเองแล้ว

    แต่ที่ทำให้เลโอนาร์โดแตกต่างจากศิลปินคนอื่น คือเขาไม่ใช่แค่คนวาดรูปเก่ง เขาต้องการ เข้าใจ ทุกอย่างที่เขาวาด ถ้าจะวาดมือ เขาต้องศึกษากระดูก กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น และเส้นประสาท ถ้าจะวาดดวงตา เขาต้องเข้าใจว่าแสงผ่านดวงตาไปถึงสมองยังไง

    นี่คือตัวอย่างของ ความอยากรู้อยากเห็นระดับลึก เขาไม่พอใจกับการทำตามแบบ เขาต้องการเข้าใจหลักการ เขาไม่ใช่แค่ศิลปินที่วาดรูปให้สวย แต่เป็นนักวิจัยที่ใช้พู่กันเป็นเครื่องมือสำรวจโลก

    ตอนที่ 3: คนแปลกที่ไม่กลัวจะต่างจากคนอื่น

    ในสมัยเรอเนซองส์ ผู้ชายส่วนใหญ่จะแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าสีเข้มๆ อย่างสีน้ำตาลหรือสีดำ แต่เลโอนาร์โดชอบใส่เสื้อคลุมสีชมพูสดใส ผมยาวหยิก และมีหนวดเครายาว เขาดูเหมือน “ร็อกสตาร์” ของยุคนั้น

    เขาเป็นมังสวิรัติ ในยุคที่การกินเนื้อสัตว์เป็นเรื่องปกติ เขาจะไปตลาดซื้อนกในกรงแล้วปล่อยให้บินอิสระ เพื่อนๆ คิดว่าเขาแปลก แต่เลโอนาร์โดไม่สนใจ เขาเชื่อในสิ่งที่ตัวเองคิดว่าถูก

    เขายังเป็นเกย์ในสมัยที่สังคมไม่ยอมรับ เขาถูกจับในข้อหาทำผิดกฎหมายเรื่องเพศสัมพันธ์ แต่โชคดีที่หลักฐานไม่เพียงพอ การเป็นคนต่างจากคนอื่นทำให้เขาต้องเรียนรู้ที่จะ กล้าคิดต่าง กล้าเป็นตัวเอง

    ตัวอย่างความกล้าคิดต่างของเขา คือการท้าทายความเชื่อทางศาสนา ในสมัยที่คนเชื่อว่าหัวใจเป็นที่อยู่ของจิตวิญญาณ เลโอนาร์โดไปผ่าศพเพื่อดูหัวใจจริงๆ เขาค้นพบว่าหัวใจมีลิ้นหัวใจ 4 ใบ และเลือดไหลเวียนอย่างไร แต่เขาไม่ได้ประกาศผลการค้นพบนี้ เพราะกลัวจะขัดกับคำสอนของคริสต์ศาสนา

    นี่คือบทเรียนสำคัญ: ความคิดสร้างสรรค์มักมาจากการกล้าแตกต่าง คนที่คิดเหมือนกับคนอื่นหมด จะไม่มีทางสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ได้

    ตอนที่ 4: สมุดบันทึกแห่งความลับ

    สิ่งที่น่าทึ่งที่สุดของเลโอนาร์โด คือสมุดบันทึกของเขา เขาเขียนกลับด้าน (เหมือนดูในกระจก) ด้วยมือซ้าย ในสมุดเหล่านี้เต็มไปด้วยสิ่งมหัศจรรย์:

    แบบแปลนเครื่องบิน ในปี 1490 เขาวาดแบบเครื่องบินที่มีปีกกว้าง 23 เมตร โดยศึกษาจากการบินของค้างคาว เครื่องบินจริงถูกประดิษฐ์ขึ้นในปี 1903 หมายความว่าเขาคิดล่วงหน้าไป 400 ปี!

    รถถังรบ เขาออกแบบรถถังที่มีหอคอยปืนใหญ่หมุนได้ 360 องศา ล้อเลื่อนได้ทุกทิศทาง โดยใช้คนคำเนิจภายใน รถถังจริงถูกใช้ในสงครามโลกครั้งที่ 1 ในปี 1917

    เครื่องจักรกลต่างๆ ตั้งแต่เครื่องยกของหนัก ระบบขุดคลอง ไปจนถึงหุ่นยนต์ที่เขาสร้างสำหรับความบันเทิงในราชสำนัก

    แต่ที่สำคัญที่สุด คือ วิธีคิดของเขา ในสมุดบันทึก เขาเขียน: “การเรียนรู้ไม่เคยสิ้นสุด นาทีหนึ่งของชีวิตก็มีพอให้เราเรียนรู้สิ่งใหม่ได้”

    เขามีกฎในการสังเกต: “ดูให้ละเอียด บันทึกทุกรายละเอียด ทดลองซ้ำๆ จนกว่าจะเข้าใจ” ตัวอย่างเช่น เขาสังเกตการไหลของน้ำ โดยหยดหมึกลงในน้ำไหล แล้วบันทึกรูปแบบการไหลซ้ำๆ กว่า 100 ครั้ง เพื่อเข้าใจกฎของการไหล

    นี่คือ ความอดทนในการเรียนรู้ ที่เราสามารถเลียนแบบได้ แทนที่จะดูอะไรผ่านๆ เราลองหยุดสังเกตสิ่งเล็กๆ น้อยๆ รอบตัวอย่างจริงจัง

    ตอนที่ 5: โมนาลิซา – ผลงานที่รวมศิลปะกับวิทยาศาสตร์

    ปี 1503 เลโอนาร์โดเริ่มวาดภาพผู้หญิงคนหนึ่งชื่อ ลิซา เดล จิโอคอนโด ภรรยาของพ่อค้าผ้าไหม แต่ภาพนี้ไม่ใช่แค่ภาพวาดธรรมดา มันคือ การทดลองทางวิทยาศาสตร์ด้วยพู่กัน

    ความลับของรอยยิ้ม เลโอนาร์โดศึกษากายวิภาคของกล้ามเนื้อใบหน้า เขารู้ว่าเมื่อเราดูสิ่งของด้วยสายตา จุดกึ่งกลางจะคมชัด แต่ขอบจะเบลอ เขาจึงวาดมุมปากของโมนาลิซาให้เบลอเล็กน้อย ทำให้เมื่อเราดูตรงตา เราจะเห็นรอยยิ้มชัด แต่เมื่อดูตรงปาก รอยยิ้มกลับจางลง

    เทคนิค Sfumato คือการเบลอขอบเขตให้นุ่มนวล เหมือนควันบุหรี่ เลโอนาร์โดใช้เทคนิคนี้โดยทาสีหลายๆ ชั้นบางๆ ชั้นละไม่เกิน 2 ไมครอน (บางกว่าเส้นผมมาก!) เขาใช้เวลา 16 ปีในการทาภาพนี้

    ดวงตาที่มองตาม เลโอนาร์โดเข้าใจว่าเมื่อเราวาดใบหน้าแบบตรง ดวงตาจะดูเหมือนมองตามเราไปทุกมุม เขาใช้ความรู้ทางคณิตศาสตร์และทัศนศาสตร์เพื่อสร้างเอฟเฟคนี้

    สิ่งที่น่าทึ่งคือ เลโอนาร์โดไม่เคยส่งมอบภาพนี้ให้ลูกค้า เขาพกติดตัวไปทุกที่ และเสียชีวิตโดยที่ภาพยังอยู่ข้างเตียง นี่แสดงให้เห็นว่าสำหรับเขา กระบวนการเรียนรู้สำคัญกว่าผลงานที่สำเร็จ เขาใช้โมนาลิซาเป็นห้องทดลองศึกษาความงาม ใบหน้าคน และอารมณ์

    ตอนที่ 6: การผ่าศพเพื่อเข้าใจชีวิต

    หนึ่งในสิ่งที่แสดงความกล้าหาญของเลโอนาร์โด คือการผ่าศพ ในยุคที่การผ่าศพเป็นเรื่องต้องห้าม เขาทำแบบลับๆ โดยการขอร่างศพจากโรงพยาบาล

    เขาผ่าศพกว่า 30 ศพ และวาดภาพกายวิภาคที่ละเอียดที่สุดในโลกในสมัยนั้น เขาค้นพบหลายสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ยืนยันได้ในศตวรรษที่ 20:

    หัวใจมี 4 ห้อง ในสมัยที่คนคิดว่าหัวใจมี 2 ห้อง

    เลือดไหลเวียนเป็นวงกลม ก่อนที่วิลเลียม ฮาร์วีย์จะค้นพบในปี 1628

    สมองควบคุมกล้ามเนื้อผ่านเส้นประสาท ก่อนนักวิทยาศาสตร์จะเข้าใจเรื่องนี้หลายร้อยปี

    ที่น่าสนใจคือ เลโอนาร์โดไม่ได้ผ่าศพเพื่อความรู้อย่างเดียว แต่เพื่อ ทำให้ศิลปะมีชีวิตชีวา เขาต้องการวาดรูปคนให้สมจริงที่สุด เขาเขียนไว้ว่า: “จิตรกรที่ไม่เข้าใจกายวิภาค จะวาดรูปคนเหมือนหุ่นไม้เท่านั้น”

    นี่คือตัวอย่างของ การเชื่อมโยงศาสตร์ต่างๆ เข้าด้วยกัน วิทยาศาสตร์ช่วยให้ศิลปะสมจริง ศิลปะช่วยให้วิทยาศาสตร์สวยงาม

    ตอนที่ 7: คนที่ไม่ชอบทำงานให้เสร็จ

    แม้เลโอนาร์โดจะเป็นอัจฉริยะ แต่เขาก็มีจุดอ่อน นั่นคือ ไม่ชอบทำงานให้เสร็จ เขามีผลงานไม่เสร็จมากมาย:

    รูปปั้นม้าขนาดยักษ์ ที่เขาออกแบบให้สูง 7 เมตร แต่ทำแค่แบบจำลองดิน พอมีสงคราม โลหะบรอนซ์ที่เตรียมไว้หล่อรูปปั้นถูกเอาไปทำปืนใหญ่

    ภาพเฟรสโก Battle of Anghiari ที่เขาทดลองใช้สีผสมใหม่ แต่สีไหลหลุดจากผนัง งานพัง

    หนังสือกายวิภาค ที่เขาวาดภาพสวยงามมากมาย แต่ไม่เคยรวมเล่มเป็นหนังสือ

    ทำไมเขาถึงทำอย่างนี้? Walter Isaacson อธิบายว่า เลโอนาร์โดมี ความสุขในการค้นหามากกว่าการบรรลุเป้าหมาย เขาเบื่อเมื่อเข้าใจแล้ว อยากไปลองสิ่งใหม่

    ในสมัยนี้ เราอาจคิดว่านี่เป็นข้อบกพร่อง แต่จิตวิทยาสมัยใหม่พบว่า บางครั้งการหยุดงานที่เบื่อเพื่อไปทำสิ่งใหม่ที่น่าสนใจ อาจทำให้เราสร้างสรรค์ได้มากกว่า การฝืนทำงานที่เบื่อต่อ (Sunk Cost Fallacy)

    นี่เป็นบทเรียนสำคัญ: อย่ากลัวที่จะเปลี่ยนแปลง หากสิ่งที่เราทำไม่ทำให้เราเรียนรู้อะไรใหม่แล้ว การไปหาประสบการณ์ใหม่อาจจะดีกว่า

    ตอนที่ 8: เพื่อนและการเรียนรู้ร่วมกัน

    ต่างจากภาพจำของศิลปินที่เหงาๆ อยู่คนเดียว เลโอนาร์โดเป็นคนชอบมีเพื่อน เขาเรียนรู้จากการคุยกับคนอื่น ในสมุดบันทึกเขาเขียนรายชื่อคนที่อยากคุยด้วย เช่น:

    “ไปถามปรมาจารย์ด’อันเดรีย เรื่องการทำกล้องเงินเหลวให้ใส” “ไปหาเจ้าของโรงงานหล่อปืนใหญ่ ถามเรื่องการหล่อโลหะ” “ไปถามแพทย์เรื่องการรักษาโรคกระดูก”

    เขาเข้าใจว่า ความรู้ไม่ได้มาจากคนๆ เดียว แต่เกิดจากการแลกเปลี่ยนความคิดกับคนหลากหลาย

    เพื่อนสนิทที่สุดของเขาคือ ซาลาอี (Salai) เด็กหนุ่มที่เข้ามาเป็นศิษย์ตอนอายุ 10 ขวบ ซาลาอีซุกซนมาก ชอบขโมยของ โกหก แต่หล่อและน่ารัก เลโอนาร์โดรักเขามากและอยู่ด้วยกัน 25 ปี

    ซาลาอีทำให้เลโอนาร์โดเข้าใจว่า ความงามไม่ได้มาจากความสมบูรณ์แบบ แต่มาจากความมีเสน่ห์ ใบหน้าของซาลาอีปรากฏในภาพวาดหลายภาพของเลโอนาร์โด

    นี่คือบทเรียน: เรียนรู้จากคนรอบข้าง ทุกคนมีความรู้และมุมมองที่แตกต่าง การเปิดใจรับฟังจะทำให้เราเติบโต

    ตอนที่ 9: บทเรียนแห่งความคิดสร้างสรรค์

    Walter Isaacson สรุปบทเรียนจากชีวิตเลโอนาร์โดไว้ ซึ่งเราสามารถนำไปใช้ได้:

    1. เลี้ยงดูความอยากรู้อยากเห็น ตั้งคำถามกับสิ่งธรรมดาๆ รอบตัว ทำไมเมฆเป็นสีขาว? ทำไมใบไม้เป็นสีเขียว? ทำไมเราหลับ? ความอยากรู้คือเชื้อเพลิงของการคิดสร้างสรรค์

    2. สังเกตอย่างใส่ใจ หยุดชีวิตเร่งรีบ ใช้เวลาสังเกตรายละเอียดเล็กๆ แสงเงาตอนเช้า เสียงของลม กลิ่นของฝน สิ่งเหล่านี้เป็นแรงบันดาลใจ

    3. เชื่อมโยงสิ่งต่างๆ เข้าด้วยกัน อย่าแยกแยะว่าศิลปะ วิทยาศาสตร์ หรือเทคโนโลยีเป็นคนละเรื่อง ลองหาจุดเชื่อมโยง ตัวอย่างเช่น การทำอาหารใช้หลักเคมี การออกแบบใช้คณิตศาสตร์ การเขียนโปรแกรมเป็นศิลปะ

    4. อย่ากลัวที่จะต่างจากคนอื่น ความคิดสร้างสรรค์มาจากการคิดต่าง กล้าเสนอความคิดที่แปลกใหม่ แม้คนอื่นจะไม่เข้าใจ

    5. ทดลองและยอมรับความผิดพลาด เลโอนาร์โดทดลองสีใหม่แล้วเสียงาน แต่เขาไม่ท้อ เขาเรียนรู้จากความผิดพลาดแล้วลองใหม่ ความผิดพลาดคือบันไดของความสำเร็จ

    6. หาเพื่อนที่คิดต่างจากเรา ล้อมรอบตัวด้วยคนที่มีความรู้หลากหลาย การแลกเปลี่ยนความคิดกับคนต่างสาขาจะทำให้เกิดไอเดียใหม่

    7. อดทนในการเรียนรู้ อย่าคาดหวังว่าจะเข้าใจทุกอย่างในวันเดียว ใช้เวลาศึกษาซ้ำๆ จนกว่าจะเข้าใจลึกซึ้ง เหมือนเลโอนาร์โดที่สังเกตการไหลของน้ำ 100 ครั้ง

    ตอนที่ 10: มรดกแห่งการคิดสร้างสรรค์

    วันที่ 2 พฤษภาคม 1519 เลโอนาร์โด ดา วินชี่ เสียชีวิตที่ปราสาทคลู ประเทศฝรั่งเศส ในอ้อมแขนของกษัตริย์ฟรานซิสที่ 1 ตำนานเล่าว่าเขาถือภาพโมนาลิซาไว้จนวินาทีสุดท้าย

    แต่สิ่งที่เขาทิ้งไว้ไม่ใช่แค่ผลงานศิลปะ แต่เป็น วิธีคิด ที่เปลี่ยนโลก สมุดบันทึกของเขาเป็นแรงบันดาลใจให้นักวิทยาศาสตร์และนักประดิษฐ์รุ่นหลัง

    ไรต์ พี่น้อง ผู้ประดิษฐ์เครื่องบิน ได้แรงบันดาลใจจากแบบแปลนของเลโอนาร์โด

    สตีฟ จอบส์ ผู้ก่อตั้งแอปเปิล เคยพูดว่า “เลโอนาร์โดคือแรงบันดาลใจของผม เขาแสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีกับศิลปะสามารถไปด้วยกันได้”

    วอลต์ ดิสนีย์ ใช้เทคนิคการเคลื่อนไหวที่เลโอนาร์โดศึกษาไว้ในการ์ตูนแอนิเมชั่น

    ตอนที่ 11: ความหมายสำหรับยุคดิจิทัล

    ในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยีก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว บทเรียนจากเลโอนาร์โดยิ่งมีความหมาย เขาสอนเราว่า:

    มนุษย์ต้องเก็บรักษาความอยากรู้อยากเห็น แม้ Google จะตอบคำถามได้ในวินาที แต่การตั้งคำถามที่ดียังคงเป็นสิ่งที่มนุษย์ทำได้ดีกว่าเครื่องจักร

    การคิดข้ามสาขายิ่งสำคัญ ในโลกที่ซับซ้อน ปัญหาใหญ่ๆ ต้องอาศัยความรู้หลายสาขามาร่วมกันแก้ไข เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต้องใช้ทั้งวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี เศรษฐศาสตร์ และศิลปะในการสื่อสาร

    ความผิดพลาดคือโอกาส เลโอนาร์โดไม่กลัวทดลองสิ่งใหม่ แม้จะเสี่ยงผิดพลาด ในยุคที่การเปลี่ยนแปลงเร็ว คนที่กลัวผิดพลาดจะตกขบวน

    บทสรุป: อัจฉริยะที่อยู่ในตัวเราทุกคน

    หลังจากอ่านเรื่องราวของเลโอนาร์โด ดา วินชี่ สิ่งที่น่าประทับใจที่สุดไม่ใช่ผลงานที่ยิ่งใหญ่ แต่เป็น ความเป็นมนุษย์ ของเขา

    เขาเป็นคนที่มีจุดอ่อน ไม่ชอบทำงานให้เสร็จ บางครั้งเอาแต่ใจ แต่เขาก็เป็นคนที่ ไม่เคยหยุดเรียนรู้ ไม่เคยหยุดถามคำถาม ไม่เคยหยุดมองโลกด้วยความอัศจรรย์

    Walter Isaacson เขียนไว้ว่า “ความอัจฉริยะของเลโอนาร์โดไม่ใช่สิ่งที่เหนือธรรมชาติ แต่เป็นทักษะที่เราสามารถเรียนรู้และพัฒนาได้ ถ้าเราเปิดใจให้กว้าง สังเกตให้ละเอียด และอยากรู้อยากเห็นเหมือนเด็กๆ”

    ในโลกที่เต็มไปด้วยข้อมูลและเทคโนโลยี สิ่งที่เราต้องการไม่ใช่การจำข้อมูล แต่เป็น ความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ การเชื่อมโยงสิ่งต่างๆ เข้าด้วยกัน และการมองโลกในมุมใหม่

    เลโอนาร์โด ดา วินชี่ เสียชีวิตไปแล้ว 500 ปี แต่วิธีคิดของเขายังคงทันสมัยและเป็นประโยชน์ต่อเราในยุคนี้ เขาสอนเราว่า อัจฉริยะไม่ได้เกิดขึ้นเอง แต่เกิดจากการเลี้ยงดูความอยากรู้อยากเห็น ความกล้าที่จะต่าง และความอดทนในการเรียนรู้

    ดังนั้น ครั้งต่อไปที่เห็นสิ่งธรรมดาๆ รอบตัว ลองหยุดสักครู่และถามตัวเองว่า “ทำไมมันถึงเป็นแบบนี้?” เพราะความอยากรู้อยากเห็นนั่นแหละ คือจุดเริ่มต้นของทุกการคิดสร้างสรรค์

    และใครรู้ บางทีคำถามเล็กๆ ของเราอาจนำไปสู่การค้นพบที่ยิ่งใหญ่ เหมือนที่เลโอนาร์โดเคยทำเมื่อ 500 ปีก่อน เพราะในใจของเราทุกคน มีเลโอนาร์โด ดา วินชี่ คนเล็กๆ คอยรอการปลุกให้ตื่น


    “ความรู้ที่ไม่ได้มาจากประสบการณ์ เป็นเพียงความรู้เปล่าๆ แต่ประสบการณ์ที่ไม่ได้มาจากความรู้ เป็นเพียงความงมงายเท่านั้น”

    – เลโอนาร์โด ดา วินชี่

    #hrรีพอร์ต

  • จากหนังสือ “The Innovators” โดย Walter Isaacson

    ในทุกๆ วัน เราใช้มือถือ เล่นโซเชียลมีเดีย ส่งอีเมล หรือดูหนังใน Netflix โดยไม่ได้คิดว่าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร Walter Isaacson นักเขียนชื่อดัง ได้รวบรวมเรื่องราวของคนที่สร้างโลกดิจิทัลให้เราไว้ในหนังสือ “The Innovators” ที่จะพาเราย้อนเวลาไปดูว่าโลกที่เราอาศัยอยู่ทุกวันนี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร


    จุดเริ่มต้น: ผู้หญิงคนแรกของโลกโปรแกรมมิ่ง

    เรื่องราวเริ่มต้นที่ Ada Lovelace ในช่วงปี 1840s ลูกสาวของ Lord Byron นักกวีชื่อดังแห่งอังกฤษ Ada เป็นผู้หญิงที่มีความสามารถทางคณิตศาสตร์สูงมาก เธอได้ร่วมงานกับ Charles Babbage นักประดิษฐ์ที่ออกแบบ “Analytical Engine” เครื่องคำนวณกลไกที่ซับซอนมาก

    สิ่งที่ทำให้ Ada พิเศษคือเธอไม่ได้มองเครื่องนี้แค่เป็นเครื่องคิดเลขธรรมดา เธอเขียนว่า “เครื่องนี้สามารถทำอะไรได้มากกว่าแค่คำนวณตัวเลข มันอาจจะแต่งดนตรี วาดรูป หรือทำศิลปะได้ด้วย” นี่คือการมองการณ์ไกลที่สุดยอด เพราะ 100 ปีต่อมา คอมพิวเตอร์จริงๆ ก็ทำสิ่งเหล่านี้ได้จริง

    Ada ยังได้เขียน algorithm (อัลกอริทึม) หรือขั้นตอนการทำงานของเครื่องไว้อย่างละเอียด ทำให้เธอได้รับการยกย่องว่าเป็น “โปรแกรมเมอร์คนแรกของโลก”


    ยุคสงครามโลก: เมื่อความจำเป็นกลายเป็นแม่ของการประดิษฐ์

    ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพต่างๆ ต้องการคำนวณเส้นทางการยิงปืนใหญ่ การเข้ารหัส และการถอดรหัสข้อความลับอย่างรวดเร็ว เครื่องคิดเลขธรรมดาทำไม่ทัน

    ทีมของ J. Presper Eckert และ John Mauchly ที่มหาวิทยาลัย Pennsylvania จึงสร้าง ENIAC (Electronic Numerical Integrator and Computer) ขึ้นมาในปี 1946 เครื่องนี้ใหญ่มาก หนัก 30 ตัน กินไฟ 150 กิโลวัตต์ (เท่ากับหลอดไฟ 1,500 หลอด) และมีหลอดสุญญากาศ 18,000 หลอด

    ENIAC คำนวณเร็วกว่าการคำนวณด้วยมือถึง 1,000 เท่า! งานที่เคยใช้เวลา 20 ชั่วโมง ตอนนี้ใช้เวลาแค่ 30 วินาที แต่ปัญหาคือถ้าหลอดสุญญากาศดวงไหนเสีย เครื่องทั้งเครื่องก็ใช้การไม่ได้

    สิ่งน่าสนใจคือคนที่มาโปรแกรม ENIAC ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง เรียกว่า “ENIAC Girls” เพราะในสมัยนั้นคิดว่าการโปรแกรมเป็นงานที่ง่าย ผู้ชายไปทำงานสำคัญกว่าดีกว่า แต่กลับกันการโปรแกรมต่างหากที่เป็นหัวใจสำคัญของคอมพิวเตอร์!


    การปฏิวัติเล็กๆ ที่เปลี่ยนโลก: ทรานซิสเตอร์

    หลังสงครามจบ นักวิจัยที่ Bell Labs ในนิวเจอร์ซี่ย์ กำลังหาทางแก้ปัญหาหลอดสุญญากาศที่พังง่าย กินไฟเยอะ และใหญ่เกินไป

    ในปี 1947 Walter Brattain, John Bardeen และ William Shockley ได้คิดค้น “ทรานซิสเตอร์” ตัวเล็กๆ ที่ทำหน้าที่เหมือนหลอดสุญญากาศ แต่เล็กกว่าเป็นพันเท่า กินไฟน้อยกว่า และไม่ค่อยเสีย

    เพื่อให้เห็นภาพ หลอดสุญญากาศใหญ่เท่าหลอดไฟ ส่วนทรานซิสเตอร์เล็กเท่าเม็ดข้าว และในโทรศัพท์มือถือปัจจุบัน มีทรานซิสเตอร์หลายพันล้านตัว!

    แต่การค้นพบนี้ก็ไม่ได้ทำให้โลกเปลี่ยนทันที ต้องใช้เวลาอีก 10 ปี ผู้คนถึงจะเริ่มเห็นประโยชน์ของมัน วิทยุแรกที่ใช้ทรานซิสเตอร์ขายในราคา 49.95 ดอลลาร์ (ในปี 1954) ซึ่งแพงมากในสมัยนั้น แต่คนก็ยังซื้อเพราะมันเล็กพอจะพกพาได้


    ยุคไมโครชิพ: การบีบอัดความมหัศจรรย์

    คนที่ทำให้ทรานซิสเตอร์กลายเป็นสิ่งที่เปลี่ยนโลกจริงๆ คือ Robert Noyce และ Jack Kilby ที่แยกกันคิดค้น “ไมโครชิพ” หรือ “Integrated Circuit”

    ก่อนหน้านี้ ถ้าอยากได้วงจรที่ซับซอน ต้องเอาทรานซิสเตอร์หลายร้อยตัวมาเชื่อมต่อกันด้วยลวดเส้นเล็กๆ งานนี้ยุ่งยากมาก และผิดพลาดได้ง่าย

    แนวคิดใหม่คือการทำทรานซิสเตอร์หลายตัวในแผ่น silicon เดียวกัน เหมือนการสร้างเมืองจิ่วๆ บนแผ่นหินเล็กๆ แผ่นเดียว

    Intel บริษัทที่ Robert Noyce ร่วมก่อตั้ง เริ่มทำชิพที่มีทรานซิสเตอร์ 2,300 ตัว ในปี 1971 และเรียกมันว่า “microprocessor” หรือสมองของคอมพิวเตอร์ นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะตอนนี้ใครๆ ก็สามารถมีคอมพิวเตอร์ส่วนตัวได้แล้ว

    Gordon Moore หุ้นส่วนของ Noyce ได้ทำนายว่า “จำนวนทรานซิสเตอร์ในชิพจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าทุกๆ สองปี” คำทำนายนี้เรียกว่า “Moore’s Law” และมันเป็นจริงมาตลอด 50 ปี!


    การเกิดของคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล: เมื่อคนธรรมดาได้แตะต้องเทคโนโลยี

    ในช่วงปี 1970s คอมพิวเตอร์ยังเป็นของบริษัทใหญ่และมหาวิทยาลัยเท่านั้น แต่กลุ่มหนุ่มๆ ในแคลิฟอร์เนียเริ่มมีความฝันที่จะให้ทุกคนมีคอมพิวเตอร์ของตัวเอง

    Steve Jobs และ Steve Wozniak เป็นเพื่อนที่เจอกันใน Homebrew Computer Club ที่ Silicon Valley Woz เป็นอัจฉริยะด้านเทคนิค ส่วน Jobs เป็นคนที่มองเห็นโอกาสทางธุรกิจ

    เมื่อ Woz สร้าง Apple I ขึ้นมา (เป็นแค่แผ่นวงจรที่ต้องเชื่อมกับทีวีและแป้นพิมพ์เอง) Jobs บอกว่า “เราต้องขายมันเป็นธุรกิจ” พวกเขาขาย Volkswagen van ของ Jobs และเครื่องคิดเลข HP ของ Woz เอาเงินมาผลิต Apple I

    การขาย Apple II ในปี 1977 เป็นจุดเปลี่ยนใหญ่ เพราะเป็นคอมพิวเตอร์เครื่องแรกที่มาพร้อมกับ case สวยงาม จอภาพสี และใช้งานง่าย คนธรรมดาซื้อมาเปิดกล่องก็ใช้ได้เลย ไม่ต้องประกอบเอง

    ในขณะเดียวกัน Bill Gates หนุ่มวัย 20 ปี เขียนซอฟต์แวร์ BASIC ให้กับ Altair 8800 (คอมพิวเตอร์ kit ยอดนิยม) Gates เห็นว่าอนาคตอยู่ที่ซอฟต์แวร์ มากกว่าฮาร์ดแวร์ เขาจึงก่อตั้ง Microsoft เพื่อทำซอฟต์แวร์โดยเฉพาะ

    สิ่งที่น่าสนใจคือทั้ง Jobs และ Gates ต่างก็เป็น college dropouts แต่พวกเขากลับสร้างบริษัทที่มีมูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์ได้ เพราะพวกเขาเข้าใจว่าผู้คนต้องการเทคโนโลยีที่ใช้งานง่าย ไม่ใช่แค่เทคโนโลยีที่ล้ำหน้า


    การเชื่อมต่อโลก: จากห้องแลปสู่อินเทอร์เน็ต

    ขณะที่คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลกำลังเฟื่องฟู นักวิจัยก็กำลังพัฒนาสิ่งที่จะเปลี่ยนโลกมากกว่า นั่นคือการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกัน

    Vint Cerf และ Bob Kahn ได้คิดค้น “Internet Protocol” (IP) ที่ทำให้คอมพิวเตอร์ต่างยี่ห้อ ต่างรุ่น สามารถสื่อสารกันได้ เหมือนการสร้างภาษากลางให้คอมพิวเตอร์ทั่วโลกใช้พูดคุยกัน

    ตอนแรกอินเทอร์เน็ต (เรียกว่า ARPANET) ใช้เฉพาะในมหาวิทยาลัยและหน่วยงานรัฐบาล นักวิจัยใช้ส่งอีเมลกัน แลกเปลี่ยนไฟล์ และเข้าถึงคอมพิวเตอร์ระยะไกล

    แต่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้นเมื่อ Tim Berners-Lee นักวิทยาศาสตร์อังกฤษที่ CERN (องค์กรวิจัยฟิสิกส์ในสวิตเซอร์แลนด์) รำคาญที่ต้องจำคำสั่งซับซอนในการใช้อินเทอร์เน็ต

    ในปี 1989 เขาเขียนเอกสารเสนอ “World Wide Web” ระบบที่ใช้ “hyperlink” หรือลิงก์ที่กดแล้วเปลี่ยนหน้าได้ เขาสร้าง browser แรกของโลก และเว็บไซต์แรกของโลก (info.cern.ch ยังเปิดอยู่ตอนนี้!)

    สิ่งสำคัญที่สุดคือ Tim ตัดสินใจไม่ขอสิทธิบัตรหรือทำเงินจาก World Wide Web เขาอยากให้ทุกคนใช้ฟรี นี่เป็นการตัดสินใจที่เปลี่ยนโลก เพราะถ้าเว็บไม่ฟรี มันคงไม่แพร่หลายเร็วขนาดนี้


    ยุคบูม: เมื่อทุกคนเริ่มออนไลน์

    ปี 1990s เป็นช่วงที่อินเทอร์เน็ตระเบิดครั้งใหญ่ บริษัทต่างๆ เริ่มเห็นโอกาสทางธุรกิจ

    Marc Andreessen นักศึกษามหาวิทยาลัย Illinois สร้าง browser ชื่อ “Mosaic” ที่แสดงรูปภาพในเว็บได้ (ก่อนหน้านี้มีแต่ข้อความ) ต่อมาเขาไปก่อตั้ง Netscape และกลายเป็นเศรษฐีอายุ 24 ปี

    ช่วงนี้เรียกว่า “Dot-com boom” บริษัทที่มีคำว่า “.com” ในชื่อหาเงินทุนได้ง่ายมาก แม้จะยังไม่มีผลกำไร เพราะทุกคนเชื่อว่าอินเทอร์เน็ตจะเป็นอนาคต

    แต่ในปี 2000 ฟองสบู่ dot-com แตก หุ้นเทคโนโลยีดิ่งลง บริษัทหลายร้อยแห่งล้มละลาย แต่บริษัทที่รอดและแข็งแกร่งขึ้นกลายเป็นยักษ์ใหญ่ในทุกวันนี้

    Larry Page และ Sergey Brin นักศึกษา PhD ที่ Stanford ได้คิดอัลกอริทึม “PageRank” ที่จัดอันดับเว็บไซต์ตามความน่าเชื่อถือ (เว็บไซต์ที่มีคนลิงก์มาเยอะ แสดงว่าน่าเชื่อถือ) นี่กลายเป็นหัวใจของ Google

    Jeff Bezos ทิ้งงานในวอลล์สตรีท มาเปิดร้านขายหนังสือออนไลน์ในโรงรถ ชื่อ “Amazon.com” เขาเห็นว่าการช้อปปิ้งออนไลน์จะเป็นอนาคต แม้จะขาดทุนหลายปีแรก


    ยุคโซเชียลมีเดีย: เมื่อผู้คนกลายเป็นเนื้อหา

    ปี 2000s ตอนปลาย เกิดการเปลี่ยนแปลงใหญ่อีกครั้ง คราวนี้คนธรรมดาเริ่มเป็นคนสร้างเนื้อหาในอินเทอร์เน็ต ไม่ใช่แค่อ่านอย่างเดียว

    Mark Zuckerberg นักศึกษา Harvard สร้าง “Thefacebook.com” ในห้องหอพักเพื่อให้เพื่อนๆ ในมหาลัยรู้จักกัน ภายใน 2 สัปดาห์ มีคนสมัครใช้ครึ่งหนึ่งของมหาลัย

    Facebook เริ่มจากแค่มหาลัยหนึ่ง แล้วขยายไปมหาลัยอื่น จนเปิดให้คนทั่วไปใช้ ตอนนี้มีผู้ใช้เกือบ 3 พันล้านคนทั่วโลก!

    Jack Dorsey สร้าง Twitter จากแนวคิดง่ายๆ ว่า “ถ้าเราสามารถส่ง SMS สั้นๆ ให้เพื่อนหลายคนพร้อมกันได้จะเป็นอย่างไร” ข้อความ 140 ตัวอักษรเปลี่ยนวิธีที่คนติดต่อสื่อสารไปเลย

    Chad Hurley, Steve Chen และ Jawed Karim อดีตพนักงาน PayPal สร้าง YouTube เพราะยากลำบากในการแชร์วิดีโอจากงานปาร์ตี้ วิดีโอแรกของ YouTube ยาวแค่ 18 วินาที ชื่อ “Me at the zoo” แต่ตอนนี้มีคนดู YouTube กันวันละหลายพันล้านชั่วโมง!


    ยุคมือถือ: โลกในกำมือ

    การเปลี่ยนแปลงครั้งล่าสุดที่เล่าในหนังสือคือการเกิดขึ้นของสมาร์ทโฟน Steve Jobs กลับมาที่ Apple หลังจากถูกไล่ออกไป 12 ปี และเปิดตัว iPhone ในปี 2007

    iPhone ไม่ใช่โทรศัพท์มือถือเครื่องแรกที่เข้าอินเทอร์เน็ตได้ แต่เป็นเครื่องแรกที่ทำให้การใช้อินเทอร์เน็ตในมือถือเป็นเรื่องง่ายและสนุก หน้าจอสัมผัส แอพต่างๆ และการออกแบบที่สวยงาม เปลี่ยนความคาดหวังของผู้คนไปตลอดกาล

    ตอนนี้มีคนใช้สมาร์ทโฟนมากกว่า 6 พันล้านคนทั่วโลก หลายคนใช้เวลากับมือถือมากกว่าการดูทีวี และสำหรับหลายคน สมาร์ทโฟนคือคอมพิวเตอร์เครื่องแรกและเครื่องเดียวที่พวกเขามี


    บทเรียน: ความร่วมมือคือกุณแจสำคัญ

    จากเรื่องราวทั้งหมดนี้ Walter Isaacson สรุปบทเรียนสำคัญหลายข้อ:

    1. นวัตกรรมเกิดจากการทำงานร่วมกัน ไม่มีสิ่งประดิษฐ์สำคัญใดเกิดจากคนเดียว ENIAC เกิดจากทีมงาน Apple เกิดจากการร่วมมือของ Jobs และ Wozniak Google เกิดจาก Larry Page และ Sergey Brin แม้กระทั่ง genius อย่าง Steve Jobs ก็ต้องอาศัยทีมงานเก่งๆ อีกหลายร้อยคน

    2. การต่อยอดแนวคิดเดิม ทุกสิ่งประดิษฐ์สร้างต่อจากสิ่งที่มีอยู่แล้ว Ada Lovelace สร้างต่อจากเครื่องของ Babbage คอมพิวเตอร์สร้างต่อจากเครื่องคิดเลขเก่า อินเทอร์เน็ตสร้างต่อจากระบบโทรศัพท์ สมาร์ทโฟนรวมคอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต และโทรศัพท์เข้าด้วยกัน

    3. จังหวะเวลาสำคัญมาก หลายเทคโนโลยีถูกค้นพบก่อนที่โลกจะพร้อม tablet computer มีมาตั้งแต่ปี 1990s แต่ประสบความสำเร็จจริงๆ เมื่อ iPad ออกมาในปี 2010 เพราะตอนนั้นอินเทอร์เน็ตเร็วขึ้น แบตเตอรี่ทนนานขึ้น และหน้าจอสัมผัสดีขึ้น

    4. การออกแบบสำคัญเท่ากับเทคโนโลยี เทคโนโลยีที่ดีแต่ใช้ยากจะไม่ประสบความสำเร็จ Apple สำเร็จเพราะทำให้เทคโนโลยีซับซอนเป็นเรื่องง่าย Google สำเร็จเพราะหน้าค้นหาเรียบง่าย Facebook สำเร็จเพราะใช้งานง่ายกว่าเว็บไซต์อื่น

    5. ความล้มเหลวเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จ Steve Jobs ถูกไล่ออกจาก Apple ก่อนจะกลับมาสร้างสำเร็จที่ยิ่งใหญ่กว่า หลายบริษัทล้มละลายในช่วง dot-com crash แต่ที่รอดมาได้กลายเป็นยักษ์ใหญ่


    สิ่งที่เราเรียนรู้สำหรับอนาคต

    เรื่องราวในหนังสือ The Innovators สอนเราว่าโลกที่เราใช้ทุกวันนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเองเฉยๆ แต่เป็นผลจากความฝัน ความอุตสาหะ และการทำงานหนักของคนหลายร้อยคนในช่วงเกือบ 200 ปี

    คนเหล่านี้มีหลายคน เริ่มต้นจากคนธรรมดา Ada Lovelace เป็นแค่ลูกสาวของนักกวี Jobs และ Wozniak เป็นแค่นักศึกษาที่เลิกเรียน Mark Zuckerberg เป็นแค่นักศึกษาในหอพัก แต่พวกเขาทุกคนมีสิ่งหนึ่งเหมือนกัน คือการมองเห็นอนาคตที่ดีกว่าและพร้อมลงมือทำ

    สำหรับเราในวันนี้ เรื่องราวเหล่านี้เตือนใจให้รู้ว่าเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่กำลังเกิดขึ้น เช่น AI, VR, หรือ blockchain ก็อาจจะเปลี่ยนโลกเช่นเดียวกัน และบางทีคนที่จะเปลี่ยนโลกครั้งต่อไปอาจจะเป็นคุณหรือคนรอบข้างคุณก็ได้

    หนังสือเล่มนี้ยังเตือนเราอีกว่า การเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆ ไม่ได้เกิดขึ้นข้ามคืน แต่เป็นผลสะสมของการทำงานหนักหลายปี หลายทศวรรษ และที่สำคัญที่สุด เกิดจากการที่หลายคนร่วมมือกัน ไม่ใช่ฮีโร่คนเดียว

    ในโลกที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การเข้าใจประวัติศาสตร์เทคโนโลยีจะช่วยให้เราเข้าใจปัจจุบันและเตรียมตัวสำหรับอนาคตได้ดีขึ้น

    เพราะท้ายที่สุดแล้ว เทคโนโลยีไม่ใช่แค่เครื่องจักร แต่เป็นเรื่องราวของมนุษย์ที่พยายามแก้ปัญหา สร้างสรรค์สิ่งใหม่ และเชื่อมโยงกันข้ามระยะทางและเวลา


    มรดกที่ยังคงสร้างสรรค์

    เมื่อเราใช้สมาร์ทโฟนส่งข้อความ เล่นเกม หรือดูวิดีโอ เราคือส่วนหนึ่งของเรื่องราวที่เริ่มต้นจาก Ada Lovelace เมื่อ 180 ปีที่แล้ว ทุกคลิก ทุกการแตะหน้าจอ เป็นการต่อยอดความฝันของนักประดิษฐ์และนวัตกรหลายชั่วอายุคน

    Walter Isaacson ได้รวบรวมเรื่องราวเหล่านี้ไว้ไม่ใช่เพื่อให้เราชื่นชมอดีต แต่เพื่อให้เราเข้าใจว่าอนาคตกำลังสร้างขึ้นทุกวันนี้ด้วยมือของเราทุกคน และสิ่งที่เราทำวันนี้ อาจจะเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวที่คนรุ่นหลังจะได้อ่านในหนังสือประวัติศาสตร์เทคโนโลยีเล่มต่อไป

    เรื่องราวของ The Innovators เตือนเราว่าการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่เริ่มต้นจากคำถามง่ายๆ เช่น “ถ้าเครื่องจักรทำอะไรได้มากกว่าแค่คำนวณเลขจะเป็นอย่างไร?” หรือ “ถ้าคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องคุยกันได้จะเป็นอย่างไร?”

    คำถามง่ายๆ เหล่านี้เมื่อได้รับการตอบด้วยความอุตสาหะ ความร่วมมือ และการลงมือทำ ก็กลายเป็นโลกที่เราอาศัยอยู่ทุกวันนี้

    และใครจะรู้ คำถามง่ายๆ ที่คุณกำลังคิดอยู่วันนี้ อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ครั้งต่อไปก็ได้

    #hrรีพอร์ต

  • คนที่อยู่เบื้องหลัง Microsoft

    เมื่อพูดถึง Microsoft คนส่วนใหญ่จะนึกถึงบิล เกตส์ ชายผู้ร่ำรวยที่สุดในโลก แต่มีชายคนหนึ่งที่ถูกประวัติศาสตร์ลืม นั่นคือ พอล อัลเลน (Paul Allen) ผู้ร่วมก่อตั้ง Microsoft ที่มีส่วนสำคัญไม่แพ้ใครในการสร้างจักรวรรดิซอฟต์แวร์ยักษ์ใหญ่แห่งนี้

    หนังสือ “Idea Man: A Memoir by the Cofounder of Microsoft” เป็นการเล่าเรื่องราวชีวิตของพอล อัลเลน ด้วยตัวเขาเอง ตั้งแต่วัยเด็กที่หลงใหลเทคโนโลยี จนกลายเป็นเศรษฐีพันล้านที่ใช้ชีวิตตามความฝัน แต่ที่สำคัญที่สุดคือเรื่องราวความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างเขากับบิล เกตส์ เพื่อนเก่าที่กลายมาเป็นคู่หูทางธุรกิจ และในที่สุดก็กลายเป็นคนแปลกหน้า

    วัยเด็กและการพบกับเทคโนโลยี

    พอล อัลเลน เกิดเมื่อปี 1953 ที่ซีแอตเทิล ตั้งแต่เด็กเขาก็แสดงความสนใจในวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พ่อของเขาทำงานเป็นบรรณารักษ์ในมหาวิทยาลัย วอชิงตัน ทำให้พอลได้เข้าถึงหนังสือและความรู้ได้ง่าย

    “ตอนเด็ก ผมชอบแกะของเล่นออกมาดูว่าข้างในมีอะไร” พอลเล่าในหนังสือ “ผมอยากรู้ว่าทุกอย่างทำงานยังไง ตั้งแต่วิทยุ ตู้เย็น ไปจนถึงรถยนต์”

    จุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตของพอลเกิดขึ้นเมื่อเขาได้เข้าเรียนที่โรงเรียน Lakeside School โรงเรียนมัธยมเอกชนที่มีคอมพิวเตอร์ให้นักเรียนใช้ ซึ่งในยุคนั้น (ช่วงปลายทศวรรษ 1960) การมีคอมพิวเตอร์ในโรงเรียนถือเป็นเรื่องแปลกมาก

    พบกับบิล เกตส์

    ที่โรงเรียน Lakeside นั่นเองที่พอลได้พบกับบิล เกตส์ น้องชาย 2 ปี ที่มีความสนใจเรื่องคอมพิวเตอร์เหมือนกัน แม้บิลจะอายุน้อยกว่า แต่เขาแสดงความสามารถด้านการเขียนโปรแกรมที่โดดเด่น

    “บิลเป็นคนที่มีสมองไว มาก” พอลเล่า “เขาเรียนรู้สิ่งใหม่ได้เร็วกว่าคนอื่น และมีความมุ่งมั่นสูงมาก เวลาเขาตั้งใจทำอะไร เขาจะทำจนสำเร็จ”

    ทั้งคู่เริ่มทำงานด้วยกันตั้งแต่วัยรุ่น พวกเขาได้งานเขียนโปรแกรมจากบริษัทต่างๆ และสร้างบริษัทเล็กๆ ชื่อ Traf-O-Data เพื่อขายระบบวิเคราะห์การจราจร แม้ธุรกิจนี้จะไม่ประสบความสำเร็จ แต่เป็นประสบการณ์สำคัญที่ทำให้ทั้งคู่เรียนรู้เรื่องธุรกิจ

    จุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์: Altair 8800

    ปี 1974 พอลกำลังทำงานที่บริษัท Honeywell ในบอสตัน วันหนึ่งเขาเดินผ่านแผงขายนิตยสารและเห็นปกของ Popular Electronics ประจำเดือนมกราคม 1975 ที่มีรูปเครื่อง Altair 8800 เครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลรุ่นแรกๆ

    “ผมรู้ทันทีว่านี่คือสิ่งที่เราต้องรอ” พอลเล่า “ผมโทรหาบิลทันทีและบอกว่า ‘นี่คือโอกาสของเรา! ถ้าเราไม่จับตอนนี้ เราจะพลาดไป’”

    ปัญหาคือเครื่อง Altair มีแต่ฮาร์ดแวร์ ไม่มีซอฟต์แวร์ที่ใช้งานง่าย พอลและบิลเลยเสนอที่จะสร้างภาษา BASIC (ภาษาโปรแกรมที่ใช้งานง่าย) สำหรับเครื่องนี้

    สิ่งที่น่าทึ่งคือ ทั้งคู่ยังไม่เคยเห็นเครื่อง Altair ตัวจริง! พวกเขาต้องศึกษาคู่มือและสร้างโปรแกรมโดยจินตนาการว่าเครื่องทำงานยังไง เมื่อพอลบินไปทดสอบที่บริษัท MITS (ผู้ผลิต Altair) ที่นิวเม็กซิโก โปรแกรมทำงานได้สำเร็จในครั้งแรก!

    การเกิดของ Microsoft

    ความสำเร็จของ BASIC สำหรับ Altair เป็นจุดเริ่มต้นของ Microsoft เมื่อวันที่ 4 เมษายน 1975 พอลอัลเลนและบิล เกตส์ก่อตั้งบริษัท Micro-Soft (เขียนแยกคำในตอนแรก) โดยมีพอลเป็นคนคิดชื่อบริษัท

    “ผมอยากได้ชื่อที่บอกได้ว่าเราทำเรื่อง microcomputer software” พอลอธิบาย “เลยคิดว่า Microsoft น่าจะเหมาะ”

    ในช่วงแรก พอลทำหน้าที่เป็น “คนคิด” ส่วนบิลเป็น “คนขาย” พอลจะคิดสิ่งใหม่ๆ หาโอกาสทางธุรกิจ และพัฒนาเทคโนโลยี ขณะที่บิลจะไปคุยกับลูกค้าและจัดการเรื่องการเงิน

    ยุคทอง: MS-DOS และ Windows

    ผลงานชิ้นเอกของ Microsoft คือระบบปฏิบัติการ MS-DOS ที่ได้สัญญาจาก IBM ในปี 1980 แต่เบื้องหลังความสำเร็จนี้มีเรื่องราวที่น่าสนใจ

    เมื่อ IBM ต้องการระบบปฏิบัติการสำหรับ PC รุ่นใหม่ Microsoft ไม่มีผลิตภัณฑ์ตรงนี้ พอลเลยหาซื้อระบบปฏิบัติการชื่อ QDOS (Quick and Dirty Operating System) จากบริษัทเล็กๆ แล้วพัฒนาต่อให้เป็น MS-DOS

    “คนมักจะคิดว่าเราโกงหรือฉลาดเกินไป” พอลเล่า “แต่จริงๆ แล้วเราแค่เห็นโอกาสและกล้าตัดสินใจเร็วกว่าคนอื่น”

    ต่อมาพอลก็เป็นคนผลักดันให้ Microsoft พัฒนา Windows ระบบปฏิบัติการแบบกราฟิกที่ใช้เมาส์ แม้บิลจะไม่ค่อยเชื่อมั่นในตอนแรก

    “ผมมองเห็นว่าอนาคตคอมพิวเตอร์จะต้องใช้งานง่ายขึ้น” พอลอธิบาย “การพิมพ์คำสั่งแบบ DOS มันยากเกินไปสำหรับคนทั่วไป Windows จะทำให้ทุกคนใช้คอมพิวเตอร์ได้”

    ความสัมพันธ์ที่เริ่มร้าวฉาน

    แม้จะประสบความสำเร็จร่วมกัน แต่ความสัมพันธ์ระหว่างพอลและบิลเริ่มมีปัญหา พอลรู้สึกว่าบิลไม่เห็นคุณค่าของไอเดียและผลงานของเขา

    “บิลมักจะพูดในที่ประชุมว่า ‘ไอเดียนั้นไม่ดี’ หรือ ‘เราไม่ควรทำแบบนั้น’ โดยไม่ได้ฟังเหตุผลของผมให้จบ” พอลเล่า “บางครั้งผมรู้สึกว่าเขามองผมแค่เป็นคนเขียนโค้ด ไม่ใช่หุ้นส่วน”

    ตัวอย่างหนึ่งคือเรื่องการพัฒนาเมาส์สำหรับ PC ในตอนแรกบิลคิดว่าเมาส์เป็นของเล่น ไม่มีประโยชน์ แต่พอลยืนยันว่าอนาคตคอมพิวเตอร์ต้องใช้เมาส์ และในที่สุด Microsoft ก็ได้กำไรมหาศาลจากการขายเมาส์

    วิกฤตสุขภาพและการได้ยินการสนทนาที่ทำลายใจ

    ปี 1982 พอลได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรค Hodgkin’s lymphoma (มะเร็งต่อมน้ำเหลือง) เขาต้องหยุดงานเพื่อรักษาตัว ในช่วงนั้นเขารู้สึกกังวลทั้งเรื่องสุขภาพและอนาคตของบริษัท

    วันหนึ่ง ขณะที่พอลอยู่ในห้องทำงานหลังเสร็จสิ้นการรักษา เขาได้ยินบิลคุยกับสตีฟ บอลเมอร์ (Steve Ballmer) ผู้บริหารระดับสูงของ Microsoft ในห้องข้างๆ

    “ผมได้ยินพวกเขาคุยเรื่องการลดสัดส่วนหุ้นของผม” พอลเล่า “บิลบอกว่าผมไม่ได้ทำงานเต็มที่ และเขาคิดว่าควรจะลดสัดส่วนผลตอบแทนของผม”

    การสนทนานี้ทำให้พอลรู้สึกทรยศอย่างสุดซึ้ง เขาตัดสินใจเผชิญหน้ากับบิล

    “ผมเข้าไปหาบิลและถามตรงๆ ว่า ‘นายคิดจริงหรือ?’ บิลหน้าแดง ไม่รู้จะพูดอะไร” พอลเล่า “ผมบอกเขาว่า ‘ถ้านายคิดแบบนั้น ผมออกจาก Microsoft ดีกว่า’”

    การจากลา Microsoft

    ปี 1983 พอล อัลเลนประกาศลาออกจากตำแหน่งรองประธานของ Microsoft แต่ยังคงเป็นเจ้าของหุ้น ขณะที่เขาออกไป Microsoft กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว หุ้นของเขาในบริษัททำให้เขากลายเป็นเศรษฐีพันล้าน

    “การออกจาก Microsoft เป็นการตัดสินใจที่ยากที่สุดในชีวิต” พอลเล่า “แต่ผมรู้ว่าผมและบิลมองโลกคนละแบบ เขาต้องการควบคุมทุกอย่าง ส่วนผมอยากทำสิ่งใหม่ๆ”

    หลังออกจาก Microsoft พอลไม่ได้นิ่งนอนใจ เขาใช้ความร่ำรวยทำในสิ่งที่หลงใหล:

    1. การลงทุนในทีมกีฬา

    • ซื้อทีมบาสเก็ตบอล Portland Trail Blazers ปี 1988
    • ซื้อทีมอเมริกันฟุตบอล Seattle Seahawks ปี 1997
    • ทั้งสองทีมประสบความสำเร็จในสนาม โดย Seahawks คว้าแชมป์ Super Bowl ปี 2013

    “ผมเป็นแฟนกีฬามาตั้งแต่เด็ก การได้เป็นเจ้าของทีม เหมือนกับได้ใช้ชีวิตตามความฝัน” พอลเล่า

    2. การลงทุนด้านเทคโนโลยี

    พอลก่อตั้งบริษัท Vulcan Ventures เพื่อลงทุนในเทคโนโลยีแนวหน้า เช่น:

    • ปัญญาประดิษฐ์
    • การแพทย์
    • พลังงานสะอาด
    • การสำรวจอวกาศ

    “ผมเชื่อว่าเทคโนโลยีจะแก้ปัญหาใหญ่ของโลกได้” พอลอธิบาย “ไม่ว่าจะเป็นโรคภัยไข้เจ็บ วิกฤตพลังงาน หรือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ”

    3. การสร้างพิพิธภัณฑ์

    พอลสร้าง Museum of Flight ในซีแอตเทิล เป็นพิพิธภัณฑ์การบินที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพราะเขาหลงใหลเครื่องบิน

    “เครื่องบินเป็นตัวอย่างที่ดีของนวัตกรรมของมนุษย์” พอลเล่า “จากที่บินไม่ได้ใน 100 ปีที่แล้ว เดี๋ยวนี้เราส่งคนไปดาวอังคารได้”

    4. การกุศล

    พอลให้เงินการกุศลหลายพันล้านเหรียญ โดยเฉพาะด้าน:

    • การศึกษาวิทยาศาสตร์
    • การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
    • การวิจัยโรคสมอง

    บทเรียนจากชีวิต

    ในช่วงท้ายของหนังสือ พอลได้สะท้อนบทเรียนสำคัญจากชีวิต:

    1. ความสำเร็จไม่ได้มาจากคนคนเดียว

    “Microsoft สำเร็จได้เพราะมีคนหลายคนร่วมกันสร้าง ไม่ใช่แค่ผมกับบิล มีวิศวกรดีๆ นักการตลาดเก่ง และพนักงานทุกคนที่ทำงานหนัก”

    2. การให้เกียรติกันสำคัญ

    “ในธุรกิจ คนมักจะลืมไปว่าเราทำงานร่วมกับคน ไม่ใช่เครื่องจักร การให้เกียรติและเคารพกันจะทำให้ผลงานดีขึ้น”

    3. อย่าหยุดฝัน

    “เงินเป็นแค่เครื่องมือ สิ่งที่สำคัญคือเราจะใช้มันทำอะไรที่มีความหมาย ผมใช้เงินทำในสิ่งที่ผมเชื่อว่าจะทำให้โลกดีขึ้น”

    4. นวัตกรรมต้องใช้ความกล้า

    “ไอเดียดีๆ มักจะถูกคนคัดค้านในตอนแรก Windows ถูกหัวเราะในตอนแรก แต่กลายเป็นมาตรฐานของโลก”

    ความสัมพันธ์กับบิล เกตส์ในปัจจุบัน

    แม้จะมีช่วงเวลาที่ความสัมพันธ์เย็นชา แต่พอลและบิลได้คืนดีกัน โดยเฉพาะหลังจากที่บิลออกจาก Microsoft เพื่อทำงานการกุศล

    “เราเป็นเพื่อนมา 50 ปี มีขึ้นๆ ลงๆ บ้าง แต่ผมยังเคารพในความสามารถของบิล และเขาก็เคารพผม” พอลเล่า “สิ่งที่เราสร้างร่วมกันจะอยู่ต่อไปตลกาล”

    มรดกของ Idea Man

    พอล อัลเลน เสียชีวิตเมื่อปี 2018 ด้วยโรคมะเร็ง แต่มรดกของเขายังคงอยู่ต่อไป ไม่เพียงแค่ในรูปของ Microsoft แต่ยังรวมถึง:

    • นวัตกรรมทางเทคโนโลยีที่เขาสนับสนุน
    • ทีมกีฬาที่เขาทำให้ประสบความสำเร็จ
    • พิพิธภัณฑ์ที่เขาสร้างเพื่อการศึกษา
    • องค์กรการกุศลที่เขาก่อตั้ง

    “ผมอยากให้คนจำผมในฐานะคนที่ไม่เคยหยุดคิดสิ่งใหม่” พอลเขียนในบทสุดท้ายของหนังสือ “ไม่ว่าจะเป็นการสร้างซอฟต์แวร์ แก้ปัญหาโรคร้าย หรือส่งคนไปอวกาศ ความฝันของมนุษย์ไม่มีขีดจำกัด”

    หนังสือ “Idea Man” ไม่เพียงแค่เล่าเรื่องราวของผู้ร่วมก่อตั้ง Microsoft แต่เป็นเรื่องราวของคนคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตตามความฝัน และพยายามใช้ความสามารถของตัวเองทำให้โลกดีขึ้น ถึงแม้เขาจะไม่ได้มีชื่อเสียงเท่าบิล เกตส์ แต่ผลงานของเขาได้เปลี่ยนแปลงชีวิตของคนนับล้านทั่วโลก

    สำหรับใครที่สนใจเรื่องราวของการสร้างนวัตกรรม ความสัมพันธ์ในการทำงาน และการใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย “Idea Man” เป็นหนังสือที่น่าอ่านและสร้างแรงบันดาลใจได้อย่างมาก

    #hrรีพอร์ต

  • ใครๆ ก็รู้จักบิล เกตส์ ในฐานะผู้ก่อตั้งไมโครซอฟท์ มหาเศรษฐีที่รวยที่สุดในโลกคนหนึ่ง และนักการกุศลที่ใจดี แต่เขาเป็นยังไงตอนเด็กๆ? หนังสือ “Source Code: My Beginnings” ที่ออกมาใหม่นี้ พาเราย้อนกลับไปดูต้นกำเนิดของอัจฉริยะคนนี้กัน ด้วยการเล่าเรื่องที่จริงใจและน่าสนใจมาก

    เด็กแปลกๆ ที่ซีแอตเทิล

    บิล เกตส์เกิดเมื่อปี 1955 ที่เมืองซีแอตเทิล ตอนเด็กๆ เขาเป็นเด็กที่แปลกแยกไปจากเด็กคนอื่น แต่ไม่ใช่แบบที่คิด เขาเป็นทั้ง “เนิร์ด” ที่ชอบเล่นกับตัวเลขและเทคโนโลยี แต่ก็เป็นเด็กที่ชอบผจญภัยกลางแจ้งด้วย

    เขาชอบไปตั้งแคมป์ เดินป่า และปีนเขาหลายวันติดต่อกัน นี่ไม่ใช่ภาพลักษณ์ของเด็กเนิร์ดทั่วไปเลย แต่บิลเป็นคนที่มีหลายมิติแบบนี้ตั้งแต่เด็ก การผสมผสานระหว่างความชอบเทคโนโลยีกับความรักธรรมชาติอาจเป็นสิ่งที่ทำให้เขาคิดนอกกรอบได้ในภายหลัง

    สิ่งที่เด่นชัดที่สุดของเด็กบิล คือ ความหลงใหลในการอ่านหนังสือ เขาเล่าว่า “การอ่านในรถ หรือที่ไหนก็ตาม เป็นสิ่งที่ฉันทำตลอดเวลา เมื่อฉันอ่าน เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ฉันจะปิดกั้นโลกภายนอก มีแต่ฉันกับหนังสือ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ข้างหลังรถ ในงานปาร์ตี้บาร์บีคิว หรือแม้แต่ในโบสถ์”

    ลองนึกภาพดูสิ เด็กคนหนึ่งที่สามารถจมอยู่กับหนังสือได้แม้แต่ในโบสถ์ ขณะที่คนอื่นกำลังสวดมนต์ นี่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและการมีสมาธิที่เหนือธรรมดาตั้งแต่เด็ก

    ครอบครัวที่หล่อหลอมใจ

    บิลโชคดีที่เกิดในครอบครัวชั้นกลางที่มีฐานะดี แต่สิ่งสำคัญกว่าเงินทอง คือการได้รับการเลี้ยงดูที่ดี เขาเล่าถึงยายที่ชอบเล่นไพ่และสอนให้เขาเป็นคนมีหลักการ พ่อแม่ที่เข้มงวดแต่รักใคร่ และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้เขาเรียนรู้

    พ่อของเขาเป็นทนายความ แม่เป็นคนที่เข้าร่วมกิจกรรมสังคมมาก ครอบครัวนี้ให้ความสำคัญกับการศึกษาและการให้กลับคืนสู่สังคม ซึ่งเราเห็นได้ว่าส่งผลต่อการตัดสินใจของบิลในการทำงานการกุศลในภายหลัง

    บิลยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า “เป็นไปไม่ได้ที่จะบรรยายถึงสิทธิพิเศษที่ฉันได้รับโดยไม่ต้องทำอะไรได้เกินจริง การเกิดในสหรัฐที่ร่ำรวยเป็นส่วนใหญ่ของลอตเตอรี่ชีวิตที่ชนะ รวมถึงการเกิดเป็นผู้ชายผิวขาว” นี่แสดงให้เห็นถึงความตระหนักรู้ในตัวเองที่ไม่ธรรมดา

    การพบกับคอมพิวเตอร์

    จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของชีวิตบิลเกิดขึ้นเมื่อเขาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 (อายุประมาณ 13 ปี) โรงเรียนของเขาได้ซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์มาให้นักเรียนได้ลองใช้ ในปี 1968 นี่เป็นเรื่องแปลกมาก เพราะคอมพิวเตอร์ยังเป็นเครื่องจักรขนาดใหญ่ที่แพงมาก

    เขาได้เรียนรู้ภาษา BASIC (Beginners’ All-purpose Symbolic Instruction Code) ซึ่งเป็นภาษาคอมพิวเตอร์ที่ง่ายสำหรับมือใหม่ ภาษานี้ใช้คำสั่งอย่าง GOTO, IF, THEN, และ RUN ที่มนุษย์เข้าใจได้

    โปรแกรมแรกที่เขาเขียนเป็นเกม tic-tac-toe (เอ็กซ์โอ) เขาเล่าว่า “ความสง่างามของโค้ด 4 บรรทัดนั้นดึงดูดความรู้สึกเรียบร้อยในตัวฉัน การได้คำตอบทันทีเหมือนกับไฟฟ้าดูด”

    แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดที่เขาได้เรียนรู้ คือ “คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องจักรโง่ๆ ที่ฉันต้องบอกทุกขั้นตอนที่มันควรทำ ในทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น เมื่อฉันเขียนโค้ดที่ไม่ชัดเจน คอมพิวเตอร์ไม่สามารถเดาหรือเข้าใจสิ่งที่ฉันหมายถึงได้”

    เขาบอกว่า “ฉันชอบที่คอมพิวเตอร์บังคับให้ฉันคิด มันไม่ยอมรับความไม่เอาใจใส่ทางจิตใจเลย มันต้องการให้ฉันคิดอย่างมีตรรกะและใส่ใจในรายละเอียด”

    นี่คือจุดเริ่มต้นของความหลงใหลที่จะเปลี่ยนโลก

    เพื่อนรักและความสูญเสีย

    ในโรงเรียน บิลได้เจอกับเพื่อนที่จะมาเป็นส่วนสำคัญของชีวิต คนแรกคือ Kent Evans เพื่อนสนิทที่สุดที่ชื่นชอบธุรกิจ เศรษฐศาสตร์ และประวัติศาสตร์ เหมือนกับบิล พวกเขาสองคนมักจะคุยกันเรื่องอนาคตและความฝันที่จะทำงานร่วมกัน

    แต่โชคชาตาเล่นตลก Kent เสียชีวิตจากอุบัติเหตุปีนเขาเมื่ออายุเพียง 17 ปี บิลเล่าว่า “เขาเป็นเพื่อนที่ใกล้ชิดที่สุด” และเขาไม่สามารถหยุดคิดได้ว่า ถ้า Kent ยังมีชีวิตอยู่ พวกเขาจะสร้างอะไรร่วมกันแทนที่จะเป็นไมโครซอฟท์

    คนที่สองคือ Paul Allen เพื่อนที่โตกว่าและชื่นชอบดนตรีของ Jimi Hendrix พอลเป็นคนที่แนะนำให้บิลลอง “ประสบการณ์ใหม่ๆ” รวมถึงการใช้ LSD ซึ่งบิลได้ลองและได้บทเรียนว่า “อย่าไปหาหมอฟันในเช้าวันถัดจากการใช้ LSD”

    พอลจะกลายเป็นผู้ร่วมก่อตั้งไมโครซอฟท์ในภายหลัง และยังมี Ric Weiland อีกคนที่จะมาเป็นพนักงานคนแรกๆ ของไมโครซอฟท์

    การเรียนที่ฮาร์วาร์ดและการตัดสินใจครั้งสำคัญ

    บิลเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด แต่ใจของเขาไม่ได้อยู่กับการเรียน เขาใช้เวลาส่วนใหญ่เล่นโป๊กเกอร์และคิดเรื่องคอมพิวเตอร์ มีเรื่องเล่าที่น่าสนใจ คือ ช่วงเดินป่าในฤดูหนาวที่หนักหน่วงในเทือกเขา Olympic เขาใช้เวลาคิดเรื่องการปรับปรุงโค้ดในหัวเพื่อไม่ให้คิดถึงความหนาว ลองนึกภาพดูสิ เดินป่าในหิมะแต่ใจคิดเรื่องโปรแกรม!

    ในที่สุด เขาตัดสินใจลาออกจากฮาร์วาร์ดตอนอายุ 20 ปี เพื่อไปร่วมกับพอลในการตั้งบริษัทซอฟต์แวร์เล็กๆ ที่เรียกว่า “Micro-soft” (เขียนแยกคำ) ในเมือง Albuquerque รัฐนิวเม็กซิโก

    วันแรกของไมโครซอฟท์: ยากจนแต่มีความฝัน

    ช่วงแรกของไมโครซอฟท์ไม่ได้หรูหราอย่างที่คิด บริษัทยากจนมากจนต้องยืมเงิน 7,000 เหรียญจากพนักงานใหม่ เพื่อใช้เป็นทุนหมุนเวียน ลองนึกภาพดูสิ บริษัทที่จะกลายเป็นยักษ์ใหญ่มูลค่าหลายล้านล้านเหรียญ เริ่มต้นด้วยการขอยืมเงินจากลูกจ้าง!

    แต่บิลและพอลมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน พวกเขาเชื่อว่าคอมพิวเตอร์จะเข้ามาอยู่ในบ้านทุกหลัง และทุกคนจะต้องการซอฟต์แวร์ที่ดี ในสมัยที่คนส่วนใหญ่ยังคิดว่าคอมพิวเตอร์เป็นแค่เครื่องจักรใหญ่ๆ ในโรงงาน

    หนังสือจบด้วยการที่ไมโครซอฟท์ได้ทำข้อตกลงครั้งแรกกับแอปเปิล ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเติบโตครั้งใหญ่

    บทเรียนจากเด็กบิล

    อ่านเรื่องราวของบิล เกตส์แล้ว เราจะเห็นว่าความสำเร็จไม่ได้เกิดขึ้นข้ามคืน และไม่ได้มาจากความฉลาดเพียงอย่างเดียว

    ความอยากรู้อยากเห็น: ตั้งแต่เด็ก บิลมีความกระหายที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นการอ่านหนังสือ หรือการลองใช้เทคโนโลยีใหม่

    การยอมรับความผิดพลาด: เขาไม่กลัวที่จะลองผิดลองถูก ตั้งแต่การเขียนโปรแกรมที่ผิดหลายครั้ง ไปจนถึงการลองใช้ LSD

    การเห็นอนาคต: เขาสามารถมองเห็นศักยภาพของคอมพิวเตอร์ในสมัยที่คนอื่นยังไม่เข้าใจ

    ความเพียรพยายาม: เขาใช้เวลาหลายชั่วโมงกับคอมพิวเตอร์ แม้แต่ตอนเดินป่ายังคิดเรื่องโค้ด

    การมีเพื่อนที่ดี: มิตรภาพกับพอลและคนอื่นๆ เป็นกุญแจสำคัญในความสำเร็จ

    ความกล้าเสี่ยง: การลาออกจากฮาร์วาร์ดเป็นการเสี่ยงครั้งใหญ่ แต่เขาเชื่อในวิสัยทัศน์ของตัวเอง

    ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ

    หนังสือ “Source Code” ไม่ใช่แค่เรื่องราวของคนดัง แต่เป็นเรื่องราวที่สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงของโลก ในช่วงที่บิลเติบโต โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัล และเขาเป็นหนึ่งในคนที่ช่วยขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงนั้น

    การที่เขาเล่าเรื่องราวด้วยความจริงใจ ไม่ปิดบังความผิดพลาด และยอมรับถึงสิทธิพิเศษที่ได้รับ ทำให้เราเห็นมุมมองที่สมดุลของความสำเร็จ

    นักวิจารณ์หลายคนบอกว่า “การอ่านหนังสือเล่มนี้เหมือนการดูใครสักคนเอาภาพร่างขาวดำที่เราคุ้นเคย แล้วเติมรายละเอียดและระบายสีให้มีชีวิตชีวา”

    สิ่งที่รอคอย

    “Source Code” เป็นเพียงเล่มแรกของไตรภาค เล่มที่สองจะเล่าเรื่องยุคทองของไมโครซอฟท์ การแข่งขันกับคู่แข่ง และการกลายเป็นบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในโลก เล่มที่สามจะเล่าเรื่องการเปลี่ยนมาทำงานการกุศลเต็มเวลา และความพยายามในการแก้ไขปัญหาโลก

    สำหรับใครที่อยากรู้ว่าอัจฉริยะเกิดขึ้นได้อย่างไร หรืออยากเข้าใจถึงจุดเริ่มต้นของยุคดิจิทัล หนังสือเล่มนี้เป็นตัวเลือกที่ดี เพราะมันไม่ได้เล่าแค่เรื่องราวของคนคนหนึ่ง แต่เล่าเรื่องราวของการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลต่อเราทุกคนจนถึงทุกวันนี้

    ที่สำคัญ หนังสือเล่มนี้เตือนใจเราว่า แม้แต่คนที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก ก็เคยเป็นเด็กธรรมดาที่กำลังหาทางของตัวเอง และความสำเร็จนั้นมาจากการสะสมของสิ่งเล็กๆ น้อยๆ มากมายในชีวิต

    #hrรีพอร์ต

  • เมื่อยักษ์ใหญ่เริ่มสะดุด

    ในปี 2014 Microsoft กำลังเผชิญกับวิกฤตครั้งใหญ่ บริษัทที่เคยครองโลกเทคโนโลยีมานานหลายทศวรรษ กลับพบว่าตัวเองกำลังตกขบวนอย่างรวดเร็ว iPhone ของ Apple กำลังเปลี่ยนโลก Google ก็เติบโตแบบก้าวกระโดด ส่วน Amazon เริ่มครองตลาด cloud computing แต่ Microsoft ยังคงยึดติดกับ Windows และ Office แบบเก่าๆ ราวกับว่ายังคิดว่าโลกไม่เปลี่ยนแปลง

    ผู้คนในวงการเทคโนโลยีเริ่มพูดถึง Microsoft ในแง่ลบ บางคนเรียกว่า “ไดโนเสาร์แห่งวงการเทคโนโลยี” บริษัทที่เคยเป็นผู้นำกลายเป็นผู้ตาม และที่แย่กว่านั้นคือยังตามไม่ทัน

    แล้วในเดือนกุมภาพันธ์ 2014 ชายคนหนึ่งที่ชื่อ Satya Nadella ก็ได้รับแต่งตั้งให้เป็น CEO คนใหม่ของ Microsoft เขาเป็นคนแรกที่ไม่ใช่คนอเมริกันเชื้อสายยุโรปที่ได้นั่งตำแหน่งนี้ และเขาก็มีภารกิจที่หนักหน่วง: ทำให้ Microsoft กลับมาเป็นบริษัทที่น่าสนใจอีกครั้ง

    การเดินทางของ Satya Nadella

    เรื่องราวของ Satya เริ่มต้นที่อินเดีย เขาเกิดในครอบครัวชนชั้นกลางที่เมืองไฮเดอราบาด พ่อของเขาเป็นข้าราชการ แม่เป็นนักวิชาการด้านภาษาสันสกฤต ตั้งแต่เด็ก Satya ก็แสดงให้เห็นถึงความอยากรู้อยากเห็นและความหลงใหลในเทคโนโลยี

    เขาย้ายมาอเมริกาเพื่อเรียนต่อที่ University of Wisconsin-Milwaukee แล้วได้งานที่ Sun Microsystems ก่อนจะย้ายมาที่ Microsoft ในปี 1992 นั่นคือเกือบ 25 ปีก่อนที่เขาจะได้เป็น CEO

    สิ่งที่น่าสนใจคือ Satya ไม่ได้เป็นคนที่โด่งดังในบริษัท เขาไม่เหมือน Bill Gates ที่เป็นผู้ก่อตั้ง หรือ Steve Ballmer ที่เป็นนักขายตัวยง เขาเป็นคนเงียบๆ ที่ทำงานหนักและมีความเข้าใจเทคโนโลยีลึกซึ้ง

    การที่ Satya ได้รับเลือกเป็น CEO ทำให้หลายคนแปลกใจ เพราะในขณะนั้นมีผู้สมัครอื่นที่มีชื่อเสียงมากกว่า แต่คณะกรรมการของ Microsoft เห็นบางอย่างใน Satya ที่พิเศษ: ความสามารถในการฟังและเรียนรู้

    วิกฤตที่ Microsoft เผชิญ

    เมื่อ Satya เข้ามารับตำแหน่ง เขาพบว่า Microsoft มีปัญหาใหญ่หลายอย่าง:

    ปัญหาแรก: วัฒนธรรมองค์กรที่เป็นพิษ

    Microsoft สมัยนั้นมีวัฒนธรรมการทำงานแบบ “stack ranking” ระบบที่บังคับให้พนักงานต้องแข่งขันกันอย่างโหดร้าย โดยในทุกทีมจะต้องมีคนที่ได้คะแนนแย่ที่สุดเสมอ ไม่ว่าทีมนั้นจะดีแค่ไหนก็ตาม

    ผลของระบบนี้คือพนักงานไม่กล้าความร่วมมือกัน เพราะกลัวว่าจะทำให้เพื่อนร่วมงานดูดีกว่าตัวเอง การทำงานเป็นทีมกลายเป็นเรื่องยาก และนวัตกรรมก็หยุดชะงัก

    ปัญหาที่สอง: การยึดติดกับอดีต

    Microsoft ยังคิดว่า Windows และ Office จะครองโลกตลอดไป บริษัทไม่ยอมปรับตัวให้เข้ากับโลกที่ mobile computing กำลังเติบโต

    ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ Microsoft ปฏิเสธที่จะทำ Office สำหรับ iPhone หรือ iPad เพราะกลัวว่าจะทำให้คนไม่ซื้อ Windows Phone หรือ Surface Tablet แต่ผลที่ได้คือลูกค้าหันไปใช้ Google Docs แทน

    ปัญหาที่สามฟ: การพลาดโอกาสใน Cloud Computing

    ในขณะที่ Amazon เริ่มทำ AWS (Amazon Web Services) และกำลังครองตลาด cloud computing Microsoft ยังคิดว่าการขายซอฟต์แวร์แบบเก่าจะใช้ได้ตลอดไป

    ปัญหาที่สี่: ภาพลักษณ์ที่แย่ลง

    คนรุ่นใหม่เริ่มมอง Microsoft เป็นบริษัทที่น่าเบื่อ ไม่มีนวัตกรรม เป็นเพียงบริษัท “enterprise software” ที่ทำงานกับองค์กรใหญ่ๆ เท่านั้น ไม่เท่ห์เหมือน Apple หรือ Google

    การปฏิวัติจากภายใน

    Satya รู้ว่าการเปลี่ยนแปลง Microsoft ต้องเริ่มจากการเปลี่ยนความคิดของคนก่อน เขาเริ่มด้วยการยกเลิก stack ranking และแนะนำแนวคิดใหม่ที่เรียกว่า “Growth Mindset”

    Growth Mindset คืออะไร?

    Growth Mindset เป็นแนวคิดที่พัฒนาโดย Carol Dweck นักจิตวิทยาจาก Stanford University แนวคิดนี้แบ่งคนออกเป็น 2 ประเภท:

    • Fixed Mindset: คนที่คิดว่าความสามารถของตัวเองเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ถ้าล้มเหลวก็หมายความว่าตัวเองไม่เก่ง
    • Growth Mindset: คนที่เชื่อว่าความสามารถพัฒนาได้ การล้มเหลวคือโอกาสในการเรียนรู้

    Satya ต้องการให้คนใน Microsoft เปลี่ยนจาก “know-it-all” เป็น “learn-it-all” จากคนที่คิดว่ารู้ทุกอย่างแล้ว เป็นคนที่อยากเรียนรู้สิ่งใหม่ตลอดเวลา

    การประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง

    ตัวอย่างของการเปลี่ยนแปลงนี้เห็นได้ชัด เมื่อก่อนถ้าทีมไหนใน Microsoft ล้มเหลว หัวหน้าทีมมักจะถูกตำหนิหรือลงโทษ แต่ตอนนี้ Satya เปลี่ยนให้การล้มเหลวกลายเป็นโอกาสในการเรียนรู้

    เขายกตัวอย่าง Windows Phone ที่ล้มเหลว แทนที่จะโทษคนที่รับผิดชอบ Microsoft กลับเอาบทเรียนจากความล้มเหลวนี้มาพัฒนา Cortana (AI assistant) และ HoloLens (AR headset) ที่ประสบความสำเร็จ

    ยุทธศาสตร์ใหม่ 3 เสาหลัก

    Satya วางแผนยุทธศาสตร์ใหม่โดยแบ่งธุรกิจของ Microsoft ออกเป็น 3 เสาหลัก:

    เสาหลักที่ 1: Productivity and Business Processes

    นี่คือการพัฒนา Office 365 ให้เป็นมากกว่าแค่ Word, Excel, PowerPoint บน Windows

    ตัวอย่างการเปลี่ยนแปลง:

    เดิม Microsoft ขาย Office แบบซื้อครั้งเดียว ราคาแพง และใช้ได้เฉพาะบน Windows แต่ Satya เปลี่ยนให้เป็น Office 365 ที่เป็นระบบ subscription (จ่ายรายเดือน) ใช้ได้ทุกอุปกรณ์ ทุก platform

    สิ่งที่ทำให้คนแปลกใจมากที่สุดคือ Satya ประกาศให้ทำ Office สำหรับ iPad และ iPhone ในงาน keynote แรกของเขา การตัดสินใจนี้ทำให้หลายคนใน Microsoft ตกใจ เพราะก่อนหน้านั้น Microsoft ไม่เคยยอมให้ผลิตภัณฑ์หลักไปอยู่บน platform ของคู่แข่ง

    ผลลัพธ์คือ Office for iPad ได้รับการดาวน์โหลดมากกว่า 27 ล้านครั้งในสองสัปดาห์แรก และรายได้จาก Office 365 เติบโตอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นธุรกิจมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์

    เสาหลักที่ 2: Intelligent Cloud

    นี่คือการพัฒนา Azure ให้เป็นคู่แข่งหลักของ Amazon AWS

    เรื่องราวของ Azure:

    เมื่อ Satya เข้ามา Azure ยังเป็นเพียงโปรเจกต์เล็กๆ ที่ไม่ค่อยมีใครสนใจ แต่เขาเห็นว่านี่คือโอกาสใหญ่ที่สุดของ Microsoft

    Satya ใช้ประสบการณ์ที่เขาเคยทำงานในส่วน Server and Tools มาช่วย เขารู้ว่าลูกค้าองค์กรต้องการอะไร และเขาก็รู้ว่า cloud computing จะมาแทนที่การซื้อ server มาติดตั้งเอง

    กลยุทธ์พิเศษ:

    สิ่งที่ Satya ทำที่ชาญฉลาดคือการทำให้ Azure รองรับทุก technology ไม่เฉพาะของ Microsoft เท่านั้น คุณสามารถใช้ Azure รัน Linux, Java, Python หรืออะไรก็ได้ที่คุณต้องการ

    การตัดสินใจนี้ทำให้คนใน Microsoft หลายคนไม่เข้าใจ เพราะเหมือนกับว่าเราไปช่วยโปรโมตเทคโนโลยีของคู่แข่ง แต่ Satya อธิบายว่า “ลูกค้าไม่สนใจว่าเราชอบเทคโนโลยีไหน พวกเขาแค่ต้องการแก้ปัญหา”

    ผลลัพธ์คือ Azure เติบโตแบบก้าวกระโดด และกลายเป็นคู่แข่งหลักของ AWS ในปัจจุบัน

    เสาหลักที่ 3: More Personal Computing

    นี่คือการพัฒนา Windows, Xbox, Surface และอุปกรณ์ต่างๆ ให้ตอบสนองความต้องการส่วนบุคคลมากขึ้น

    Windows 10 และแนวคิดใหม่:

    แทนที่จะขาย Windows แบบเก่า Satya เปลี่ยนให้ Windows 10 เป็น “service” ที่อัปเดตตลอดเวลา และที่สำคัญคือให้ฟรีสำหรับคนที่ใช้ Windows 7 และ 8

    การตัดสินใจนี้ทำให้ Microsoft เสียรายได้ในระยะสั้น แต่ทำให้มีคนใช้ Windows 10 จำนวนมาก และเปิดโอกาสในการขายบริการอื่นๆ

    HoloLens และอนาคต:

    หนึ่งในโปรเจกต์ที่น่าสนใจที่สุดคือ HoloLens แว่น AR (Augmented Reality) ที่สามารถแสดงภาพ 3D ในโลกจริงได้

    Satya เล่าว่าเขาได้แรงบันดาลใจในการทำ HoloLens จากลูกชายที่มีความบกพร่องทางสมอง เขาเห็นว่าเทคโนโลยีสามารถช่วยให้คนที่มีข้อจำกัดสามารถทำสิ่งที่เหมือนคนปกติได้

    การเปลี่ยนจากการแข่งขันเป็นการร่วมมือ

    หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงที่น่าทึ่งที่สุดคือการที่ Satya เปลี่ยน Microsoft จากบริษัทที่ต่อสู้กับทุกคนเป็นบริษัทที่ร่วมมือกับคู่แข่ง

    ตัวอย่างการร่วมมือ:

    กับ Apple: Microsoft ทำ Office สำหรับ iOS และร่วมมือกับ Apple ในหลายโปรเจกต์ Satya เล่าว่าเขาเคยไปพบ Tim Cook (CEO ของ Apple) และพูดว่า “เราไม่จำเป็นต้องเป็นศัตรูกัน เราสามารถแข่งขันแต่ก็ร่วมมือได้”

    กับ Google: Microsoft และ Google หยุดการฟ้องร้องกันในเรื่อง patent และเริ่มร่วมมือในหลายเรื่อง

    กับ Samsung: แทนที่จะต่อสู้กับ Samsung ในตลาด tablet Microsoft กลับร่วมมือทำ Samsung Galaxy Book ที่รัน Windows

    การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย คนใน Microsoft หลายคนไม่เข้าใจ เพราะพวกเขาเคยชินกับการมองทุกบริษัทเป็นศัตรู แต่ Satya อธิบายว่า “ในโลกที่ทุกอย่างเชื่อมต่อกัน การร่วมมือจะได้ประโยชน์มากกว่าการต่อสู้”

    ความสำคัญของ Empathy

    สิ่งที่ Satya เน้นมากที่สุดในหนังสือคือเรื่อง “empathy” หรือความเข้าใจในความรู้สึกของคนอื่น

    เรื่องราวส่วนตัวที่เปลี่ยนชีวิต:

    Satya เล่าเรื่องลูกชายคนโตของเขาที่ชื่อ Zain ที่เกิดมาพร้อมกับความบกพร่องทางสมอง เขาไม่สามารถเดิน พูด หรือกินเองได้ ตอนแรก Satya รู้สึกเศร้าและโกรธ เขาคิดว่า “ทำไมเรื่องแบบนี้ถึงเกิดขึ้นกับครอบครัวเรา”

    แต่เมื่อเวลาผ่านไป Satya เริ่มเห็นว่า Zain ทำให้เขาเรียนรู้เรื่อง empathy Zain ไม่สามารถพูดได้ แต่เขาสามารถสื่อสารด้วยสายตาและรอยยิ้ม เขาทำให้ Satya เข้าใจว่าการสื่อสารไม่ได้มีแค่การพูดเท่านั้น

    ประสบการณ์นี้ทำให้ Satya เข้าใจความสำคัญของการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่คำนึงถึงคนพิการ และนี่คือหนึ่งในแรงบันดาลใจสำคัญในการพัฒนา accessibility features ใน Windows และ Office

    การประยุกต์ใช้ในการบริหารงาน:

    Satya ใช้ empathy ในการบริหารงานด้วย เขาเล่าว่าเมื่อเขาต้องตัดสินใจเรื่องการปลดพนักงาน เขาไม่ได้คิดแค่ตัวเลขทางธุรกิจ แต่เขาคิดถึงชีวิตของพนักงานคนนั้นๆ ด้วย

    เขาเปลี่ยนกระบวนการปลดพนักงานให้เป็นมิตรมากขึ้น ให้ compensation package ที่ดี ช่วยหางานใหม่ และคุยกับพนักงานแบบตรงไปตรงมา

    การเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัด

    หลังจากที่ Satya เข้ามาเป็น CEO การเปลี่ยนแปลงของ Microsoft เห็นได้อย่างชัดเจน:

    ด้านตัวเลขทางธุรกิจ:

    • ราคาหุ้น Microsoft เติบโตจาก $30 เป็นกว่า $100 ในระหว่าง 4 ปีแรก
    • รายได้จาก cloud services เติบโตจาก $0 เป็นหลายพันล้านดอลลาร์ต่อปี
    • Office 365 มีผู้ใช้มากกว่า 100 ล้านคน
    • Azure กลายเป็นคู่แข่งหลักของ AWS

    ด้านวัฒนธรรมองค์กร:

    • พนักงาน Microsoft มี engagement score (คะแนนความผูกพันต่อองค์กร) เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
    • บริษัทได้รับการจัดอันดับเป็นหนึ่งใน “Best Places to Work”
    • การ collaborate ระหว่างทีมต่างๆ ดีขึ้นมาก
    • Innovation เพิ่มขึ้น โปรเจกต์ใหม่ๆ มากมาย

    ด้านภาพลักษณ์:

    • คนรุ่นใหม่เริ่มมอง Microsoft เป็น “cool company” อีกครั้ง
    • Microsoft ได้รับการยกย่องในเรื่อง AI และ cloud computing
    • การ recruiting talent ง่ายขึ้น เพราะคนเก่งๆ อยากมาทำงานที่ Microsoft

    บทเรียนสำคัญจากหนังสือ

    จากเรื่องราวการเปลี่ยนแปลง Microsoft เราสามารถเรียนรู้บทเรียนสำคัญหลายอย่าง:

    บทเรียนที่ 1: วัฒนธรรมสำคัญกว่ายุทธศาสตร์

    Satya เรียนรู้ว่าการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนต้องเริ่มจากการเปลี่ยนวิธีคิดของคนก่อน ถ้าคนในองค์กรยังคิดแบบเก่า ยุทธศาสตร์ใหม่ก็ไม่มีทางสำเร็จ

    ตัวอย่างการประยุกต์:

    หากคุณเป็นผู้บริหาร การเปลี่ยนแปลงองค์กรควรเริ่มจากการพูดคุยกับทีมงานเรื่องวิสัยทัศน์ใหม่ สร้างความเข้าใจร่วมกัน และเปลี่ยนวิธีการทำงานทีละขั้นตอน

    บทเรียนที่ 2: การเรียนรู้สำคัญกว่าการรู้

    Growth Mindset ที่ Satya นำมาใช้เน้นการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่การเป็นคนที่รู้ทุกเรื่อง

    ตัวอย่างการประยุกต์:

    แทนที่จะกลัวการทำผิดหรือการล้มเหลว ลองมองว่าทุกผิดพลาดคือโอกาสในการเรียนรู้ ลองของใหม่ๆ แม้จะไม่แน่ใจว่าจะสำเร็จหรือไม่

    บทเรียนที่ 3: ความร่วมมือดีกว่าการแข่งขัน

    การที่ Satya เปลี่ยนจากการต่อสู้เป็นการร่วมมือทำให้ Microsoft เข้าถึงลูกค้าใหม่ๆ ได้มากขึ้น

    ตัวอย่างการประยุกต์:

    ในการทำงาน แทนที่จะมองคนอื่นเป็นคู่แข่งเสมอ ลองหาโอกาสในการร่วมมือ บางครั้งการ collaborate จะได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าการแข่งขัน

    บทเรียนที่ 4: ความเข้าใจผู้อื่นคือพื้นฐานของการเป็นผู้นำ

    Empathy ที่ Satya พูดถึงไม่ใช่แค่ความรู้สึกอ่อนไหว แต่เป็นความสามารถในการเข้าใจและตอบสนองความต้องการของคนอื่น

    ตัวอย่างการประยุกต์:

    ในการทำงานหรือการใช้ชีวิต ลองใส่ใจฟังปัญหาของคนรอบข้าง เข้าใจว่าพวกเขาต้องการอะไร แล้วหาวิธีช่วยเหลือหรือตอบสนองความต้องการนั้น

    บทเรียนที่ 5: การปรับตัวคือกุญแจสำคัญ

    Microsoft สามารถกลับมาแข็งแกร่งได้เพราะยอมปรับตัว ยอมรับว่าโลกเปลี่ยนแปลงและต้องเปลี่ยนไปกับโลก

    ตัวอย่างการประยุกต์:

    ไม่ว่าจะเป็นในการทำงานหรือชีวิตส่วนตัว การยืดหยุ่นและการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ใหม่เป็นสิ่งสำคัญ อย่ายึดติดกับวิธีเก่าๆ หากมีวิธีใหม่ที่ดีกว่า

    การ Refresh ที่เปลี่ยนโลก

    หนังสือ “Hit Refresh” ไม่ใช่แค่เรื่องราวของ Microsoft แต่เป็นตัวอย่างที่สำคัญของการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง

    ความหมายของ “Hit Refresh”:

    คำว่า “Hit Refresh” มาจากการกดปุ่ม refresh บนเว็บเบราว์เซอร์ เมื่อหน้าเว็บโหลดไม่ออกหรือแสดงข้อมูลเก่า เราจะกดปุ่มนี้เพื่อโหลดข้อมูลใหม่ Satya ใช้คำนี้เปรียบเทียบกับการเปลี่ยนแปลงชีวิตและองค์กร

    บางครั้งเราติดอยู่กับวิธีเก่าๆ หรือความคิดที่ล้าสมัย การ “hit refresh” คือการหยุดพัก ทบทวนตัวเอง และเริ่มต้นใหม่ด้วยมุมมองที่สดใหม่

    ผลกระทบต่อโลกเทคโนโลยี:

    การเปลี่ยนแปลงของ Microsoft ภายใต้การนำของ Satya ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ภายในบริษัทเท่านั้น แต่ยังเปลี่ยนแปลงทั้งอุตสาหกรรมเทคโนโลยี

    ก่อนหน้านี้ บริษัทเทคใหญ่ๆ มักจะแข่งขันกันอย่างดุเดือด ไม่ยอมร่วมมือกัน แต่ตัวอย่างของ Microsoft ทำให้เห็นว่าการร่วมมือสามารถสร้างประโยชน์ให้ทุกฝ่าย

    ปัจจุบันเราเห็นการร่วมมือระหว่างบริษัทเทคโนโลยีมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Apple ที่ทำ iCloud for Windows, Google ที่ทำ Chrome สำหรับ iOS, หรือ Amazon ที่ร่วมมือกับ Microsoft ในบางโปรเจกต์

    บทเรียนสำหรับผู้ประกอบการ:

    สำหรับคนที่ทำธุรกิจ เรื่องราวของ Microsoft สอนให้เห็นว่า:

    1. ไม่มีบริษัทไหนที่ใหญ่เกินกว่าจะล้มเหลว – แม้แต่ Microsoft ที่เคยครองโลกก็เกือบตกขบวน
    2. การปรับตัวเป็นกุญแจความอยู่รอด – ธุรกิจที่ยึดติดกับอดีตจะถูกแซงโดยคู่แข่งใหม่
    3. พนักงานคือทรัพยากรสำคัญที่สุด – การเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรสำคัญกว่าการเปลี่ยนกลยุทธ์
    4. ลูกค้าสำคัญกว่าการแข่งขัน – การมองแค่คู่แข่งทำให้มองข้ามความต้องการของลูกค้า

    บทเรียนสำหรับการใช้ชีวิต:

    นอกจากธุรกิจแล้ว หนังสือเล่มนี้ยังให้บทเรียนสำหรับการใช้ชีวิตประจำวัน:

    การมี Growth Mindset: แทนที่จะยอมรับว่าเราเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ลองมองว่าเราสามารถเรียนรู้และพัฒนาตัวเองได้เสมอ ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่

    การมี Empathy: การเข้าใจความรู้สึกของคนอื่นทำให้เราเป็นคนที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในครอบครัว ที่ทำงาน หรือในสังคม

    การยอมรับการเปลี่ยนแปลง: โลกเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การปฏิเสธหรือต่อต้านการเปลี่ยนแปลงจะทำให้เราทุกข์ แต่การปรับตัวและหาโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงจะทำให้เราเติบโต

    ข้อคิดสุดท้าย:

    เรื่องราวของ Satya Nadella และ Microsoft เป็นเรื่องราวของความหวัง มันบอกเราว่าไม่ว่าเราจะอยู่ในสถานการณ์ที่แย่แค่ไหน หากเรายอมเปลี่ยนแปลงและเรียนรู้ เราสามารถกลับมาแข็งแกร่งได้

    การ “hit refresh” ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่าย มันต้องใช้ความกล้าหาญในการยอมรับว่าสิ่งที่เราทำอยู่อาจจะผิด ต้องใช้ความอดทนในการเรียนรู้สิ่งใหม่ และต้องใช้ความเข้าใจในการทำงานกับคนอื่น

    แต่เมื่อเราทำได้ ผลลัพธ์ที่ได้จะคุ้มค่ากับความพยายาม ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจที่เติบโต ความสัมพันธ์ที่ดีขึ้น หรือชีวิตที่มีความหมายมากขึ้น

    หนังสือ “Hit Refresh” จึงไม่ใช่แค่เรื่องราวของบริษัทหนึ่ง แต่เป็นแรงบันดาลใจสำหรับทุกคนที่ต้องการเปลี่ยนแปลงชีวิตให้ดีขึ้น ไม่ว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นจะเล็กหรือใหญ่ เริ่มต้นจากการกดปุ่ม “refresh” ในใจของเราเองก่อน แล้วโลกรอบตัวก็จะเปลี่ยนไปเอง

    สิ่งที่เราสามารถเริ่มทำได้วันนี้:

    1. ถามตัวเองว่า “อะไรที่เราต้อง refresh ในชีวิต?” – อาจจะเป็นวิธีการทำงาน ความสัมพันธ์ หรือความคิด
    2. เริ่มเรียนรู้สิ่งใหม่ – ไม่ว่าจะเป็นทักษะใหม่ ภาษาใหม่ หรือมุมมองใหม่
    3. ฝึกการฟังและเข้าใจคนอื่น – ลองใส่ใจคนรอบข้างมากขึ้น
    4. ยอมรับผิดพลาดและเรียนรู้จากมัน – อย่ากลัวการล้มเหลว แต่กลัวการไม่เรียนรู้
    5. หาโอกาสในการร่วมมือ – แทนที่จะแข่งขันกับทุกคน ลองหาคนที่เราสามารถร่วมมือด้วยได้

    การ “hit refresh” เป็นการเดินทางที่ไม่มีวันจบ เพราะโลกเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา แต่หากเราเรียนรู้ที่จะปรับตัวและเติบโตไปพร้อมกัน เราจะพบว่าการเปลี่ยนแปลงไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัว แต่เป็นโอกาสที่น่าตื่นเต้น

    นี่คือสาระสำคัญจากหนังสือ “Hit Refresh” ของ Satya Nadella – เรื่องราวของการเปลี่ยนแปลงที่เริ่มต้นจากการเปลี่ยนความคิด และลงท้ายด้วยการเปลี่ยนโลก

    #hrรีพอร์ต

  • มีเด็กหญิงคนหนึ่งที่เกลียดคณิตศาสตร์มากจนเธอเลี่ยงเรียนวิชาคณิตและวิทยาศาสตร์มาตลอดชีวิต แทนที่จะเรียนตัวเลข เธอเลือกไปเรียนภาษา จนในที่สุดเป็นนักแปลภาษาให้กองทัพ แต่เมื่ออายุ 26 ปี ชีวิตของเธอเปลี่ยนไป เธอคิดได้ว่าถ้าจะเป็นคนสำคัญในโลกยุคใหม่ เธอต้องเข้าใจเทคโนโลยี

    เธอจึงเริ่มเรียนคณิตศาสตร์ใหม่ตั้งแต่เลขคูณ 9×6 และวันนี้ เธอกลายเป็นศาสตราจารย์ด้านวิศวกรรมศาสตร์ที่มีชื่อเสียง นี่คือเรื่องราวของ Barbara Oakley ผู้เขียนหนังสือ “A Mind For Numbers” ที่เปลี่ยนแปลงชีวิตคนนับล้านทั่วโลก

    สมองเรามี 2 โหมดการทำงาน

    Barbara ค้นพบว่าปัญหาของคนที่เรียนคณิตไม่ได้ ไม่ได้อยู่ที่ไอคิว แต่อยู่ที่การไม่รู้จักใช้สมองให้ถูกวิธี สมองเรามีการทำงาน 2 แบบ:

    โหมดจดจ่อ (Focused Mode) – เหมือนไฟฉายที่ส่องแสงแรงๆ ไปจุดเดียว ใช้เวลาที่เราคิดหนัก เช่น เวลาทำโจทย์คณิตที่เคยฝึกมาแล้ว หรือจำสูตรต่างๆ

    โหมดกระจาย (Diffuse Mode) – เหมือนโคมไฟที่ส่องแสงกระจายไปทั่ว เกิดขึ้นเวลาที่เราผ่อนคลาย เดิน อาบน้ำ หรือทำอะไรที่ไม่ต้องคิดหนัก สมองจะเชื่อมโยงความคิดใหม่ๆ ได้

    ลองนึกภาพเด็กคนหนึ่งทำโจทย์คณิตติดอยู่ เขานั่งคิดแรงๆ นาน 2 ชั่วโมง (ใช้โหมดจดจ่อ) แต่หาคำตอบไม่ได้ พอไปอาบน้ำ (เข้าสู่โหมดกระจาย) กะทันหันวิธีทำโจทย์ก็ผุดขึ้นมาในหัวเอง

    นี่คือสาเหตุที่นักวิทยาศาสตร์หลายคนได้ไอเดียสำคัญขณะเดิน นั่งรถไฟ หรือฝันกลางวัน Einstein ได้ไอเดียทฤษฎีสัมพัทธภาพขณะปั่นจักรยาน Newton ค้นพบกฎแรงโน้มถ่วงขณะนั่งใต้ต้นแอปเปิ้ล

    Pomodoro: เปลี่ยนการเรียนให้สนุก

    Barbara แนะนำวิธีการเรียนที่เรียกว่า “Pomodoro Technique” ชื่อมาจากที่นาฬิกาตั้งเวลาทำอาหารที่มีรูปมะเขือเทศ (Pomodoro ในภาษาอิตาลี)

    วิธีทำง่ายๆ:

    1. ตั้งเวลา 25 นาที
    2. เรียนอย่างจดจ่อ ไม่ดูโซเชียลมีเดีย ไม่คุยกับใคร
    3. พอครบ 25 นาที พักเบรก 5 นาที
    4. ทำซ้ำ 4 รอบ แล้วพักยาว 30 นาที

    ทำไมต้อง 25 นาที? เพราะสมองเราจดจ่อได้นานแค่นี้โดยไม่เหนื่อยล้า หลังจากนั้นประสิทธิภาพจะลดลง

    มีนักเรียนคนหนึ่งใช้วิธีนี้เรียนฟิสิกส์ เดิมเขานั่งเรียนยาวๆ 3-4 ชั่วโมงติด แต่เรียนไม่เข้าหัว พอเปลี่ยนมาใช้ Pomodoro เขาพบว่าเรียนได้มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม และที่สำคัญคือไม่รู้สึกเครียด

    ศิลปะการทำซ้ำแบบกระจายๆ

    หลายคนเคยมีประสบการณ์อ่านหนังสือทั้งคืนก่อนสอบ เช้าวันสอบจำได้หมด แต่พอผ่านไปสัปดาหนึ่งลืมหมดเกลี้ยง นี่เป็นเพราะใช้ “Massed Practice” แทนที่จะเป็น “Spaced Repetition”

    Spaced Repetition คือการเรียนซ้ำในช่วงเวลาที่ห่างกัน ตัวอย่าง:

    • วันแรก: เรียนเรื่องใหม่ 1 ชั่วโมง
    • วันที่ 3: ทบทวน 30 นาที
    • สัปดาหที่ 2: ทบทวน 15 นาที
    • เดือนที่ 1: ทบทวน 10 นาที

    วิธีนี้จะช่วยให้เราจำได้นานกว่า เพราะทุกครั้งที่เราพยายามจำสิ่งที่เริ่มจะลืม สมองจะสร้างเส้นทางประสาทใหม่ที่แข็งแรงขึ้น

    มีการทดลองกับนักเรียนสองกลุ่ม กลุ่มแรกเรียนวิชาประวัติศาสตร์ 4 ชั่วโมงติดในวันเดียว กลุ่มที่สองเรียน 1 ชั่วโมงต่อวันเป็นเวลา 4 วัน เมื่อทดสอบหลังผ่านไป 1 เดือน กลุ่มที่สองจำได้ดีกว่า 3 เท่า

    เทคนิค Feynman

    Richard Feynman นักฟิสิกส์ที่ได้รับโนเบลไพรซ์ มีหลักการว่า “ถ้าเธออธิบายไม่ให้เด็กฟัง แสดงว่าเธอยังไม่เข้าใจเรื่องนั้นดีพอ”

    เทคนิค Feynman มี 4 ขั้นตอน:

    1. เลือกหัวข้อที่ต้องการเรียนรู้
    2. อธิบายหัวข้อนั้นด้วยภาษาง่ายๆ ให้คนที่ไม่รู้เรื่องฟัง
    3. ระบุจุดที่อธิบายไม่ได้หรืออธิบายได้ไม่ชัด
    4. กลับไปศึกษาในจุดที่ติดขัด แล้วลองอธิบายใหม่

    ตัวอย่าง นักเรียนคนหนึ่งเรียนเรื่องแสงในฟิสิกส์ เขาคิดว่าเข้าใจแล้ว แต่พอลองอธิบายให้น้องสาวฟัง กลับอธิบายไม่ได้ว่าทำไมฟ้าถึงเป็นสีฟ้า เขาจึงกลับไปอ่านใหม่ และพบว่ามีรายละเอียดหลายอย่างที่เขายังไม่เข้าใจจริง

    ศาสตร์แห่งการสร้างความทรงจำ

    สมองเราจำสิ่งที่มีความหมาย มีรูปแบบ และเชื่อมโยงกับประสบการณ์เดิมได้ดีกว่าข้อมูลที่ไม่เกี่ยวข้องกัน Barbara แนะนำเทคนิค 3 ข้อ:

    1. Memory Palace (พระราชวังความทรงจำ) นึกภาพสถานที่ที่คุณคุ้นเคย เช่น บ้าน แล้ววางสิ่งที่ต้องจำไว้ในแต่ละห้อง

    นักเรียนคนหนึ่งต้องจำธาตุในตารางธาตุ เขาจึงจินตนาการเดินเข้าบ้าน เห็น H (ไฮโดรเจน) เป็นลูกโป่งลอยอยู่หน้าประตู He (ฮีเลียม) เป็นลูกโป่งในห้องนั่งเล่น Li (ลิเทียม) เป็นแบตเตอรี่ในห้องครัว

    2. การสร้างเรื่องราว แต่งนิทานที่เชื่อมโยงสิ่งที่ต้องจำ ยิ่งแปลกประหลาดยิ่งจำได้ดี

    เช่น จำลำดับดาวเคราะห์: “พ่อแม่โกรธ มารดาร้อง สาวน้อยอุปกรณ์” (พุธ อังคาร โลก ดาวพฤหัสบดี ดาวเสาร์ ดาวยูเรนัส ดาวเนปจูน)

    3. การเชื่อมโยงกับสิ่งที่รู้แล้ว เอาความรู้ใหม่มาเปรียบเทียบกับสิ่งที่เข้าใจอยู่แล้ว

    ครูฟิสิกส์คนหนึ่งอธิบายกระแสไฟฟ้าโดยเปรียบเทียบกับน้ำที่ไหลในท่อ แรงดันไฟฟ้าเหมือนแรงดันน้ำ ความต้านทานเหมือนท่อที่แคบ นักเรียนเข้าใจได้ทันที

    การเอาชนะ “โรคผัดวันประกันพรุ่ง”

    Procrastination หรือการผัดวันประกันพรุ่งเป็นศัตรูตัวฉกาจของการเรียนรู้ Barbara อธิบายว่าเมื่อเราคิดถึงสิ่งที่ไม่อยากทำ สมองจะส่งสัญญาณเจ็บปวดเหมือนถูกทำร้ายร้ายแรง สมองจึงหนีไปหาสิ่งที่สบายกว่า เช่น ดูยูทูป เล่นเกม หรือเล่นโซเชียล

    แต่การวิจัยพบว่า ถ้าเราเริ่มทำสิ่งที่ไม่อยากทำได้แล้ว ความรู้สึกไม่สบายใจจะหายไปภายในไม่กี่นาที และเราจะรู้สึกสนุกกับงานนั้นได้

    เทคนิคการเอาชนะการผัดวันประกันพรุ่ง:

    กฎ 2 นาที: ถ้างานใดทำได้ภายใน 2 นาที ให้ทำทันที อย่าผัด

    เริ่มจากงานที่ยากที่สุด: ตอนเช้าสมองยังสดชื่น ให้เริ่มจากงานที่ท้าทายที่สุดก่อน เหมือนกบที่กินตัวใหญ่ที่สุดไปก่อน

    Pomodoro กับงานใหญ่: แบ่งงานใหญ่เป็นชิ้นเล็กๆ ทำทีละ 25 นาที ไม่ต้องคิดว่าจะเสร็จเมื่อไหร่ แค่คิดว่าจะทำ 25 นาทีนี้ให้ดีที่สุด

    ให้รางวัลตัวเอง: ทำงานเสร็จแล้วดูหนัง กินของอร่อย หรือทำสิ่งที่ชอบ

    นักเรียนคนหนึ่งต้องเขียนรายงานยาว 50 หน้า เขารู้สึกครึ่งใจมาก แต่เมื่อใช้วิธีแบ่งเป็นทีละวันละ 2 หน้า ใช้เทคนิค Pomodoro และให้รางวัลตัวเองทุกวันที่เขียนเสร็จ งานที่ดูน่ากลัวกลายเป็นเรื่องธรรมดา

    ศิลปะการสอบให้ได้คะแนนดี

    การสอบไม่ได้วัดแค่ความรู้ แต่วัดความสามารถในการใช้ความรู้ภายใต้ความกดดัน Barbara แนะนำเทคนิคการสอบ:

    Hard Start – Jump to Easy: เริ่มอ่านโจทย์ทั้งหมดก่อน เริ่มทำจากข้อที่ยากที่สุดประมาณ 1-2 นาที ถ้าไม่ได้ให้ข้ามไปทำข้อง่าย พอทำข้อง่ายเสร็จค่อยกลับมาทำข้อยาก

    เหตุผลคือ ขณะที่เราทำข้อง่าย สมองจะเข้าสู่ Diffuse Mode และคิดเรื่องข้อยากอยู่เบื้องหลัง พอกลับมาทำข้อยากอีกครั้ง มักจะมีไอเดียใหม่ผุดขึ้นมา

    เทคนิคการตรวจสอบ: ใช้เวลา 10 นาทีสุดท้ายตรวจความผิดพลาดเบื้องต้น เช่น ลืมใส่หน่วย คิดเลขผิด หรือตอบไม่ตรงคำถาม

    Double-Checking แบบ Deliberate: อย่าแค่อ่านคำตอบซ้ำ ให้ทำโจทย์ใหม่ทั้งข้อด้วยวิธีอื่น หรือใช้การประมาณเพื่อเช็คว่าคำตอบสมเหตุสมผลหรือไม่

    มีนักเรียนคนหนึ่งใช้เทคนิค Hard Start กับข้อสอบคณิตศาสตร์ เขาเริ่มจากข้อยากที่สุด คิดไม่ออกใน 2 นาที จึงข้ามไปทำข้อง่าย ระหว่างทำข้อง่าย เขานึกวิธีทำข้อยากได้ พอกลับมาทำจึงทำได้อย่างง่ายดาย

    การเปลี่ยนแปลงความเชื่อเรื่องความสามารถ

    สิ่งที่สำคัญที่สุดใน “A Mind For Numbers” คือการเปลี่ยนความเชื่อ หลายคนเชื่อว่าตนเองไม่มีพรสวรรค์ทางคณิตศาสตร์หรือวิทยาศาสตร์ แต่ Barbara พิสูจน์แล้วว่า พรสวรรค์นั้นสร้างได้

    Growth Mindset vs Fixed Mindset:

    • Fixed Mindset: “ฉันไม่เก่งคณิต” “สมองฉันไม่ดี” “คนอื่นเก่งกว่า”
    • Growth Mindset: “ฉันยังไม่เก่งคณิต” “ฉันต้องฝึกฝนเพิ่มเติม” “ทุกคนพัฒนาได้”

    คนที่เรียนช้าแต่มั่นคงมักจะเข้าใจลึกกว่าคนที่เรียนเร็วแต่ผิวเผิน เหมือนกับการเดินขึ้นเขา คนที่เดินช้าแต่มั่นคงจะมองเห็นทิวทัศน์ได้ชัดเจนกว่าคนที่วิ่งเร็วแต่หอบเหนื่อย

    ข้อคิดสำคัญและการนำไปใช้

    เรื่องราวของ Barbara Oakley สอนเราว่า ไม่มีคนโง่ มีแค่คนที่ใช้วิธีเรียนผิด การเรียนรู้ที่แท้จริงไม่ได้ขึ้นอยู่กับพรสวรรค์ แต่ขึ้นอยู่กับ:

    1. การใช้สมองอย่างถูกวิธี – สลับระหว่างโหมดจดจ่อและโหมดกระจาย
    2. การฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ – น้อยแต่บ่อยดีกว่ามากแต่นาน
    3. การเข้าใจแทนการจำ – อธิบายให้คนอื่นฟังได้
    4. การสร้างความทรงจำอย่างมีระบบ – เชื่อมโยงกับสิ่งที่รู้แล้ว
    5. การเอาชนะอุปสรรคภายในใจ – หยุดผัดวันประกันพรุ่ง เปลี่ยนความเชื่อ

    สิ่งที่น่าสนใจคือ เทคนิคเหล่านี้ไม่ได้ใช้ได้แค่กับคณิตและวิทยาศาสตร์ แต่ใช้ได้กับการเรียนรู้ทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นภาษาต่างประเทศ การเล่นดนตรี หรือแม้แต่ทักษะชีวิต

    ในท้ายที่สุด หนังสือ “A Mind For Numbers” ไม่ใช่แค่คู่มือการเรียนคณิตศาสตร์ แต่เป็นคู่มือการใช้สมองให้เกิดประโยชน์สูงสุด เป็นการพิสูจน์ว่า ทุกคนมีศักยภาพที่จะเก่งในสิ่งที่ตนเองฝันถึง เพียงแต่ต้องใช้วิธีการที่ถูกต้อง

    ดังที่ Barbara เขียนไว้: “ไม่มีสมองที่โง่ มีแค่สมองที่ยังไม่ได้เรียนรู้วิธีการเรียนรู้”

    #hrรีพอร์ต

  • เรื่องราวที่จะเปลี่ยนวิธีคิดของคุณเรื่องการเรียน

    ความเชื่อที่ผิด

    เมื่อสมัยเรียนมหาวิทยาลัย มาร์ค เด็กหนุ่มที่ขยันมาก เขาจะเอาไฮไลท์เตอร์สีเหลืองขีดเส้นใต้ในตำราจนแทบทั้งหน้า อ่านซ้ำไปซ้ำมาจนท่องได้ จดโน้ตเป็นระเบียบสวยงาม แต่พอสอบจริงๆ เขากลับทำได้แย่กว่าเพื่อนที่ดูเหมือนไม่ได้อ่านหนังสือมากนัก

    เรื่องราวของมาร์คไม่ใช่เรื่องแปลก แต่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับนักเรียนนักศึกษานับล้านคนทั่วโลก เราเติบโตมาด้วยความเชื่อที่ผิดพลาดเรื่องการเรียนรู้ คิดว่าการอ่านซ้ำๆ การจดโน้ตเยอะๆ หรือการเรียนมาราธอนก่อนสอบจะทำให้เราเก่งขึ้น

    แต่ความจริงที่นักวิทยาศาสตร์ค้นพบนั้นตรงกันข้ามเสียอีก หนังสือ “Make It Stick: The Science of Successful Learning” ของ ปีเตอร์ ซี. บราวน์ และทีมงาน ได้เปิดเผยความจริงนี้ผ่านการวิจัยที่มีหลักฐานชัดเจน วันนี้เราจะมาเรียนรู้เรื่องราวนี้กัน

    วิทยาศาสตร์ที่อยู่เบื้องหลัง

    ดร.โรเบิร์ต บยอร์ค นักจิตวิทยาจาก UCLA ได้ทำการทดลองที่น่าสนใจ เขาให้กลุมนักเรียนสองกลุ่มเรียนรายการคำศัพท์ภาษาต่างประเทศ

    กลุ่มแรกใช้วิธี “บล็อคกิ้ง” คือเรียนคำศัพท์เรื่องอาหารให้จบก่อน แล้วค่อยเรียนเรื่องสัตว์ ต่อด้วยเรื่องเสื้อผ้า แบบที่เราคุ้นเคย

    กลุ่มที่สองใช้วิธี “อินเตอร์ลีฟวิ่ง” คือสลับเรียนไปมาระหว่างเรื่องอาหาร สัตว์ และเสื้อผ้า อย่างไม่เป็นระเบียบ

    ผลปรากฏว่ากลุ่มที่สองสามารถจำได้ดีกว่าและใช้คำศัพท์ได้ถูกต้องกว่าถึง 40% เหตุผลก็คือสมองต้องทำงานหนักขึ้นในการแยกแยะและเชื่อมโยงความรู้ ทำให้ความจำแน่นกว่า

    การทดสอบตัวเอง (Testing Effect)

    ลองจินตนาการว่าคุณกำลังเรียนประวัติศาสตร์ไทยเรื่องรัชกาลที่ 5 วิธีเดิมๆ คือเปิดหนังสืออ่านเรื่องการปฏิรูปต่างๆ ซ้ำไปซ้ำมา แต่วิธีใหม่คืออ่านหนึ่งรอบแล้วปิดหนังสือ แล้วลองเล่าให้ตัวเองฟังว่า “รัชกาลที่ 5 ทำอะไรบ้างนะ?”

    ตอนแรกคุณอาจนึกไม่ออก หรือจำได้แค่บางเรื่อง แต่นั่นแหละคือจุดสำคัญ การบังคับให้สมอง “ดึง” ความรู้ออกมาจะเสริมสร้างเส้นทางการเชื่อมต่อในสมองให้แข็งแรงขึ้น

    นายแพทย์ศิรินทร์ หมอหนุ่มที่จบเกียรตินิยมจาก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เล่าว่าตอนเรียนเขาไม่เคยอ่านตำราซ้ำๆ แต่จะอ่านหนึ่งรอบแล้วปิดหนังสือ ลองอธิบายให้เพื่อนฟัง หรือเขียนสรุปด้วยคำพูดของตัวเอง

    “ตอนแรกผมอธิบายได้แย่มาก พูดไม่รู้เรื่อง แต่ยิ่งทำบ่อยๆ ยิ่งดีขึ้น และที่สำคัญคือพอไปสอบจริงๆ ความรู้มันติดแน่นในหัว ไม่ใช่แค่จำชั่วคราว”

    การวิจัยพบว่าการทดสอบตัวเองนี้ดีกว่าการอ่านซ้ำถึง 50% และผลยาวนานกว่าด้วย

    การเว้นระยะ (Spaced Practice)

    เคยสงสัยไหมว่าทำไมเราถึงจำเพลงที่ฟังในวิทยุซ้ำๆ ได้นานกว่าเนื้อเพลงที่ฟังมาราธอนก่อนสอบร้องไมค์?

    คำตอบอยู่ที่ “การเว้นระยะ” เมื่อเราฟังเพลงในวิทยุ เราได้ยินทีละหน่อยๆ หลายครั้งตลอดหลายวัน แต่การท่องเนื้อเพลงก่อนสอบร้องไมค์เป็นการยัดเยียดในช่วงเวลาสั้นๆ

    นักเรียนชื่อแป้ง เด็กมัธยมปลายที่เตรียมตัวสอบ PAT คณิต เธอเปลี่ยนจากการนั่งทำโจทย์ยาวๆ วันละ 5-6 ชั่วโมง เป็นทำวันละ 1 ชั่วโมง แต่ทำทุกวัน

    “ตอนแรกผมคิดว่าทำน้อยจังเลย แต่พอผ่านไปสองสัปดาห์ ผมพบว่าโจทย์ที่ทำเมื่อวานยังจำได้ ไม่ใช่แค่โจทย์ที่ทำวันนี้เท่านั้น” แป้งเล่า

    เหตุผลทางวิทยาศาสตร์ก็คือ เมื่อเราเว้นระยะ สมองจะได้เวลา “จัดระเบียบ” ความรู้ ย้ายจากความจำระยะสั้นไปเก็บในความจำระยะยาว และเมื่อเราต้องดึงความรู้นั้นออกมาใหม่ เส้นทางการเชื่อมต่อก็จะแข็งแรงขึ้น

    การเรียนปนๆ กัน (Interleaving)

    ลองนึกภาพนักกีฬาเทนนิส สองคน คนแรกซ้อมแต่ลูกบอลมาทางขวา 100 ลูก แล้วค่อยซ้อมลูกบอลมาทางซ้าย 100 ลูก คนที่สองซ้อมลูกบอลมาทางขวา 10 ลูก แล้วสลับไปทางซ้าย 10 ลูก สลับไปมาแบบนี้

    คนแรกจะซ้อมได้ดูดีกว่า เพราะเขาจะตีได้แม่นยำขึ้นเรื่อยๆ ในแต่ละเซสชั่น แต่คนที่สองจะเล่นได้ดีกว่าในระยะยาว เพราะเขาได้ฝึกการปรับตัวตลอดเวลา

    สิ่งนี้เรียกว่า “อินเตอร์ลีฟวิ่ง” หรือการเรียนปนๆ กัน

    อาจารย์สมชาย ครูคณิตศาสตร์ประสบการณ์ 15 ปี ได้ทดลองสอนแบบนี้กับนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 1 แทนที่จะสอนเรื่องเศษส่วนให้จบก่อนแล้วค่อยสอนทศนิยม เขาสลับไปมาระหว่างสองเรื่องนี้

    “ตอนแรกนักเรียนบ่นว่าวุ่นวาย เพราะทำเศษส่วนได้แล้ว ต้องมาทำทศนิยม แล้วกลับไปทำเศษส่วนอีก แต่พอสอบกลางภาค พบว่านักเรียนที่เรียนแบบนี้ทำได้ดีกว่าชั้นที่เรียนแบบเดิม และที่สำคัญ พอถึงเทอมหลังยังจำได้อีกด้วย”

    เรื่องของนักบิน

    จอห์น ครูฝึกนักบินรบของกองทัพอเมริกา เล่าประสบการณ์ที่น่าสนใจ ในอดีต การฝึกนักบินจะเป็นแบบ “บล็อค” คือฝึกการบินขึ้นลงให้เชี่ยวชาญก่อน แล้วค่อยฝึกการบินในสภาพอากาศเลวร้าย แล้วค่อยฝึกการรบ

    แต่หลังจากเปลี่यนเป็นการฝึกแบบ “อินเตอร์ลีฟ” คือในวันเดียวอาจฝึกการบินขึ้นลงสักพัก แล้วเปลี่ยนไปฝึกในสภาพอากาศเลวร้าย แล้วจบด้วยการฝึกรบเล็กน้อย

    ผลปรากฏว่านักบินที่ฝึกแบบใหม่สามารถปรับตัวในสถานการณ์จริงได้ดีกว่ามาก เพราะพวกเขาคุ้นเคยกับการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ตลอดเวลา

    “ในสงครามจริง ไม่มีใครรู้ว่าจะเจออะไร อาจต้องบินหนีจากการไล่ล่า แล้วในชั่วพริบตาต้องลงจอดฉุกเฉิน แล้วในนาทีต่อมาต้องกลับไปรบอีก นักบินที่ฝึกแบบเก่าจะปรับตัวได้ช้า แต่นักบินที่ฝึกแบบใหม่จะปรับตัวได้เร็วกว่า”

    ความผิดพลาดที่ทุกคนทำ

    ความรู้สึกหลอกลวง

    เรารู้สึกว่าเราเรียนรู้ได้ดีเมื่อเราอ่านหนังสือแล้ว “เข้าใจ” หรือเมื่อครูสอนแล้วเรา “เก็ตได้” แต่ความจริงคือ ความเข้าใจชั่วขณะนี้ไม่เท่ากับความรู้ที่ติดแน่น

    เหมือนกับที่เราดูคนอื่นเล่นกีฬาแล้วคิดว่าเราเล่นได้ แต่พอลงไปเล่นจริงๆ ถึงรู้ว่าไม่ใช่อย่างนั้น

    ความสบายหลอกลวง

    วิธีการเรียนที่มีประสิทธิภาพจริงๆ มักจะทำให้เรารู้สึก “ยาก” และ “ไม่สบาย” ในช่วงแรก เพราะสมองต้องทำงานหนักกว่าเดิม

    นักเรียนหลายคนจึงเลือกวิธีที่ทำให้รู้สึกง่าย เช่น การอ่านซ้ำๆ หรือการดูโน้ตเก่า เพราะมันทำให้รู้สึกว่าเรา “รู้” แล้ว แต่จริงๆ แล้วเป็นเพียงความรู้สึกหลอกลวง

    เรื่องของนักแสดงอาชีพ

    ลิซ่า นักแสดงละครเวทีที่ประสบความสำเร็จ เล่าว่าแต่ก่อนเธอจะท่องบทโดยการอ่านซ้ำๆ จนขึ้นใจ แต่เมื่อขึ้นเวทีจริงๆ มักจะลืมบทในช่วงเวลาสำคัญ

    หลังจากเปลี่ยนวิธี โดยอ่านบทหนึ่งรอบแล้วลองแสดงดู โดยไม่ดูสคริปต์ ถึงแม้จะผิดพลาดบ่อยๆ ในช่วงแรก แต่ในที่สุดเธอสามารถจำบทได้แม่นยำและใช้อารมณ์ได้ดีกว่าเดิมมาก

    “การที่ฉันต้องดิ้นรนหาบทในหัว ทำให้ฉันต้องเข้าใจตัวละครลึกขึ้นด้วย ไม่ใช่แค่ท่องจำแบบเดิมๆ”

    การประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง

    สำหรับนักเรียนนักศึกษา

    แทนที่จะอ่านหนังสือบทเดียวยาวๆ ลองแบ่งเวลาเรียนออกเป็นช่วงๆ และสลับวิชา

    ตัวอย่าง: อ่านฟิสิกส์ 30 นาที หยุด 10 นาที เปลี่ยนไปทำเคมี 30 นาที หยุด 10 นาที เปลี่ยนไปเขียนเรียงความภาษาอังกฤษ 30 นาที

    อย่าลืมปิดหนังสือแล้วลองเล่าสิ่งที่เรียนมาให้ตัวเองฟัง หรือลองอธิบายให้เพื่อนฟัง

    สำหรับคนทำงาน

    ถ้าต้องเรียนรู้ทักษะใหม่ในการทำงาน อย่าฝึกแค่สิ่งเดียวยาวๆ แต่ให้สลับฝึกหลายอย่าง

    ตัวอย่าง: ถ้าเรียน Excel ไม่ต้องเรียน SUM Function ให้เชี่ยวชาญก่อน แต่ลองเรียนหลายๆ Function สลับไปมา เช่น SUM สักพัก แล้วลอง VLOOKUP บ้าง แล้วกลับไปฝึก SUM อีก

    สำหรับครูอาจารย์

    ลองเปลี่ยนการสอนจากแบบเก่าที่สอนเรื่องหนึ่งให้จบก่อน มาเป็นการสอนหลายเรื่องสลับกัน

    และที่สำคัญ ให้นักเรียนได้ฝึกเรียกความรู้ออกมาใช้บ่อยๆ ไม่ใช่แค่รับฟังอย่างเดียว

    อุปสรรคที่ต้องเผชิญ

    ความไม่สบายใจ

    วิธีการใหม่เหล่านี้จะทำให้เรารู้สึกยากขึ้นในช่วงแรก เพราะเราต้องดิ้นรนมากกว่าเดิม แต่นั่นแหละคือสิ่งที่ทำให้เราเก่งขึ้นจริงๆ

    ผลที่มาช้า

    ผลของการเรียนแบบใหม่นี้จะไม่ปรากฏทันที แต่จะเห็นในระยะยาว ต่างจากการอ่านซ้ำๆ ที่ทำให้รู้สึกว่าเก่งขึ้นทันที แต่จริงๆ แล้วเป็นความรู้สึกชั่วคราว

    การต่อต้านจากสิ่งแวดล้อม

    หลายครั้งเพื่อนๆ หรือคนรอบข้างอาจไม่เข้าใจว่าทำไมเราต้องทำให้ตัวเองลำบาก “ทำไมไม่อ่านหนังสือซ้ำๆ แบบเดิม ง่ายกว่าไม่ใช่เหรอ?”

    บทเรียนสำคัญ

    การเรียนรู้ที่แท้จริงไม่ใช่เรื่องง่าย มันต้องการความอดทน ความพยายาม และการยอมรับว่าเราต้องรู้สึกไม่สบายบ้างในช่วงแรก

    แต่เมื่อเราผ่านช่วงยากๆ ไปได้ เราจะพบว่าความรู้ที่เราได้มานั้นแน่นกว่า ลึกกว่า และใช้ได้จริงกว่าความรู้ที่ได้มาแบบง่ายๆ

    เหมือนกับการออกกำลังกาย ถ้าเราออกแค่พอไม่เมื่อย เราก็จะไม่ได้กล้ามเนื้อ แต่ถ้าเราออกจนรู้สึกเมื่อยนิดหน่อย กล้ามเนื้อของเราจะแข็งแรงขึ้น

    สมองก็เหมือนกัน ถ้าเราบังคับให้มันทำงานหนักขึ้นนิดหน่อย มันจะแข็งแรงขึ้น และเราจะเรียนรู้ได้ดีขึ้น

    ลองเริ่มเปลี่ยนวิธีการเรียนดูสักครั้ง แทนที่จะอ่านซ้ำๆ ลองปิดหนังสือแล้วเล่าให้ตัวเองฟัง แทนที่จะเรียนมาราธอน ลองเรียนทีละน้อยแต่ต่อเนื่อง แทนที่จะเรียนทีละเรื่องให้จบ ลองเรียนหลายเรื่องสลับกัน

    อาจจะรู้สึกแปลกๆ หรือยากขึ้นในช่วงแรก แต่เชื่อเถอะ สมองของเราจะขอบคุณเราในภายหลัง

    สรุป

    หนังสือ “Make It Stick” ไม่ได้แค่บอกเราว่าวิธีการเรียนแบบเก่าไม่ดี แต่ยังให้วิธีการใหม่ที่ดีกว่า พร้อมด้วยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจน

    การเรียนรู้ที่แท้จริงต้องอาศัย:

    • การทดสอบตัวเอง แทนการอ่านซ้ำ
    • การเว้นระยะ แทนการเรียนมาราธอน
    • การเรียนปนๆ กัน แทนการเรียนทีละเรื่อง

    และที่สำคัญที่สุด ต้องยอมรับว่าการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพจริงๆ จะรู้สึกยากกว่าเดิม แต่นั่นแหละคือราคาที่เราต้องจ่ายเพื่อความรู้ที่แท้จริง

    อย่าเรียนเพื่อให้รู้สึกดี แต่ให้เรียนเพื่อให้รู้จริง

    #hrรีพอร์ต

  • “ทำไมเพื่อนคนนั้นเรียนไม่เก่งเท่าเรา แต่สอบได้คะแนนดีกว่าเราเสมอ?”

    คำถามนี้คงเคยผุดขึ้นในใจเด็กนักเรียนไทยหลายคน รวมถึงผู้ปกครองที่สงสัยว่าทำไมลูกตัวเองนั่งท่องหนังสือทั้งคืนแต่ผลการเรียนกลับไม่ดีเท่าที่ควร วันนี้เรามาหาคำตอบกันผ่านหนังสือ “Learning How to Learn” ของ ดร.Barbara Oakley ที่จะเปิดเผยความลับการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ

    เมื่อคนเก่งคณิตศาสตร์แต่กลัวตัวเลข

    Barbara Oakley เป็นตัวอย่างที่ดีของการพิสูจน์ว่าใครก็เรียนรู้อะไรได้ตราบใดที่ใช้วิธีที่ถูกต้อง ตอนเด็กเธอเกลียดคณิตศาสตร์มาก หนีไปเรียนภาษาและมนุษยศาสตร์แทน แต่พอโตขึ้นเธอกลับไปเรียนวิศวกรรมศาสตร์และประสบความสำเร็จได้

    “เคล็ดลับไม่ได้อยู่ที่ความฉลาดแต่กำเนิด แต่อยู่ที่วิธีการเรียนรู้” เธอกล่าว

    ประสบการณ์นี้ทำให้เธอเริ่มศึกษาว่าสมองทำงานอย่างไรตอนเรียนรู้ และพบว่าหลายคนใช้วิธีการเรียนที่ผิด ทำให้เสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์

    ทำความเข้าใจว่าสมองทำงานยังไง

    สมองโหมดคู่ – โฟกัสและกระจาย

    สมองเรามี 2 โหมดการทำงาน เหมือนมีสวิตช์เปิด-ปิด:

    โหมดโฟกัส เป็นเหมือนไฟฉายส่องแค่จุดเดียว เมื่อเราตั้งใจทำการบ้าน แก้โจทย์คณิตศาสตร์ หรือท่องคำศัพท์ภาษาอังกฤษ สมองจะเข้าสู่โหมดนี้ ทำให้เราสามารถมีสมาธิกับงานที่อยู่ตรงหน้า

    ตัวอย่าง: นักเรียนมัธยม คือน้อง กมล กำลังทำโจทย์ฟิสิกส์เรื่องการเคลื่อนที่ เธอใช้โหมดโฟกัสในการคำนวณความเร็ว ระยะทาง และเวลา โดยใช้สูตรที่ได้ท่องจำมา

    โหมดกระจาย เป็นเหมือนไฟส่องทั่วห้อง เมื่อเราผ่อนคลาย เดิน อาบน้ำ หรือฟังเพลง สมองดูเหมือนจะหยุดคิดเรื่องเรียน แต่จริงๆ แล้วกำลังเชื่อมโยงความรู้ใหม่กับสิ่งที่เรารู้อยู่แล้ว

    ตัวอย่าง: หลังจากที่กมลทำโจทย์ฟิสิกส์เสร็จ เธอออกไปเดินเล่นในสวน ขณะเดินเธอก็คิดถึงการเล่นฟุตบอล และจู่ๆ ก็เข้าใจว่าตอนเตะบอลแรงๆ บอลจะไปไกล นี่คือการประยุกต์ใช้สูตรความเร็วที่เรียนมาในชีวิตจริง

    การทำงานร่วมกันของทั้งสองโหมด

    ผู้เรียนที่เก่งจะรู้วิธีใช้ทั้งสองโหมดให้เกิดประโยชน์สูงสุด พวกเขาจะไม่นั่งท่องหนังสือแบบต่อเนื่องหลายชั่วโมง แต่จะสลับไปมาระหว่างการตั้งใจเรียนและการพักผ่อน

    ตัวอย่างจากชีวิตจริง: น้องปุ๊ ม.6 ที่เตรียมสอบ PAT ภาษาไทย เธอจะอ่านหนังสือแบบตั้งใจ 25 นาที (โหมดโฟกัส) แล้วลุกขึ้นไปดื่มน้ำ ยืดเส้นยืดสาย 5 นาที (โหมดกระจาย) ขณะที่ยืดตัวสมองจะประมวลผลเรื่องที่เพิ่งอ่านไป เมื่อกลับมานั่งอ่านต่อจะรู้สึกสดใสขึ้น

    เทคนิคพิชิตการเรียน

    Pomodoro Technique

    ชื่อมาจากนาฬิกาจับเวลารูปมะเขือเทศของชาวอิตาลี ทำงาน 25 นาที พัก 5 นาที ทำ 4 รอบแล้วพักยาว 15-30 นาที

    เหตุผลที่ได้ผล: สมองเหมือนกล้ามเนื้อ ใช้งานต่อเนื่องนานจะเหนื่อย การพักสั้นๆ ช่วยให้สมองฟื้นตัวและพร้อมรับข้อมูลใหม่

    ตัวอย่างการใช้งาน: น้องแอม ป.6 ใช้เทคนิคนี้เตรียมสอบ O-NET เธอตั้งเวลา 25 นาที ทำข้อสอบคณิตศาสตร์ เมื่อหมดเวลาจะลุกขึ้นไปกินขนมโปรด 5 นาที แล้วกลับมาทำต่อ ผลคือทำโจทย์ได้เร็วขึ้นและผิดน้อยลง

    การทำซ้ำแบบเว้นระยะ (Spaced Repetition)

    แทนที่จะท่องหนังสือก่อนสอบ 1 คืน ให้กระจายการทบทวนออกไปในช่วงเวลาที่ยาวขึ้น

    ตารางการทบทวนที่แนะนำ:

    • วันที่ 1: เรียนเรื่องใหม่
    • วันที่ 2: ทบทวนครั้งแรก
    • วันที่ 7: ทบทวนครั้งที่สอง
    • วันที่ 30: ทบทวนครั้งที่สาม

    ตัวอย่างจากโรงเรียนไทย: น้องโอ๋ ม.3 ต้องจำสูตรเคมี เธอเขียนสูตรลงในบัตรคำศัพท์ วันแรกดูทุกใบ วันรุ่งขึ้นดูอีกครั้ง อาทิตย์ต่อไปดูอีกที ต่อจากนั้นดูเดือนละครั้ง เมื่อถึงเวลาสอบเธอจำสูตรได้ทุกตัวโดยไม่ต้องกระเสือกกระสนท่องก่อนสอบ

    เทคนิคไฟน์แมน (Feynman Technique)

    ตั้งชื่อตามนักฟิสิกส์เจ้าของรางวัลโนเบล Richard Feynman ที่เชื่อว่า “ถ้าคุณไม่สามารถอธิบายสิ่งที่เรียนให้เด็ก 6 ขวบฟังได้ แสดงว่าคุณยังไม่เข้าใจจริงๆ”

    วิธีการ:

    1. เลือกเรื่องที่ต้องการเรียนรู้
    2. อธิบายให้คนอื่นฟัง (หรือพูดกับตัวเอง)
    3. หาจุดที่อธิบายไม่ได้ กลับไปศึกษาใหม่
    4. ใช้คำง่ายๆ หลีกเลี่ยงศัพท์เฉพาะ

    ตัวอย่างในห้องเรียน: น้องมิ้นต์ ม.1 เรียนเรื่องการหายใจของพืช เธอไม่แน่ใจว่าเข้าใจมั้ย เลยลองอธิบายให้น้องชายฟัง “พืชหายใจด้วยใบ ดูดอากาศเข้าไปทำอาหาร แล้วปล่อยออกซิเจนออกมา” พอพูดไปพูดมาก็พบว่ายังไม่เข้าใจเรื่องสโตมาตา เลยกลับไปอ่านหนังสือใหม่

    การเชื่อมโยงกับชีวิตจริง (Real-world Connection)

    สมองจะจำข้อมูลได้ดีกว่าถ้าเชื่อมโยงกับประสบการณ์ที่เรารู้จัก

    ตัวอย่างการประยุกต์:

    • คณิตศาสตร์: เรียนเรื่องเปอร์เซ็นต์ คิดถึงการลดราคาในห้าง “เสื้อราคา 1,000 บาท ลด 20% เท่ากับลด 200 บาท เหลือ 800 บาท”
    • วิทยาศาสตร์: เรียนเรื่องแรงโน้มถ่วง คิดถึงการตกของลูกมะม่วงจากต้น
    • ประวัติศาสตร์: เรียนเรื่องการค้าโบราณ เชื่อมโยงกับตลาดน้ำที่ยังมีอยู่ทุกวันนี้
    • ภาษาอังกฤษ: เรียนคำศัพท์ใหม่ ลองใช้ในประโยคเกี่ยวกับชีวิตประจำวัน

    น้องพลอย ม.2 เรียนเรื่องระบบหมุนเวียนเลือด เธอเปรียบกับระบบขนส่งในกรุงเทพฯ “หัวใจเป็นเหมือนสถานีกลาง เลือดเป็นรถเมล์ ส่งออกซิเจนไปตามส่วนต่างๆ ของร่างกายเหมือนส่งผู้โดยสารไปตามจุดหมาย”

    ทำไมเราจำไม่ได้?

    ความจำแบ่งเป็น 2 ระบบ

    ความจำระยะสั้น (Working Memory) เหมือนโต๊ะทำงาน เก็บของได้น้อยแต่หยิบใช้ง่าย สามารถเก็บข้อมูลได้แค่ 4-7 รายการในเวลาเดียวกัน

    ความจำระยะยาว (Long-term Memory) เหมือนคลังเก็บของขนาดใหญ่ เก็บได้เกือบไม่จำกัด แต่ต้องใช้เวลาในการจัดเก็บและค้นหา

    ตัวอย่างจากชั้นเรียน: เมื่อครูอ่านเบอร์โทรศัพท์ 089-123-4567 ให้นักเรียนจด ตัวเลขจะอยู่ในความจำระยะสั้นก่อน ถ้าไม่รีบจดหรือทำซ้ำ อาจจะลืมไปก่อนที่จะเขียนเสร็จ แต่ถ้าใช้หลายครั้ง จะย้ายไปอยู่ในความจำระยะยาว

    การย้ายความรู้จากระยะสั้นไปยาวผ่าน Chunking

    Chunking คือการรวมข้อมูลย่อยๆ เป็นก้อนใหญ่ที่จำง่าย

    ตัวอย่าง:

    • เบอร์โทรศัพท์: แทนที่จะจำ 0,8,9,1,2,3,4,5,6,7 จะจำเป็น 089-123-4567 (3 ก้อน)
    • คำศัพท์ภาษาอังกฤษ: รวมคำที่เกี่ยวข้องกัน เช่น ครอบครัว (father, mother, sister, brother)
    • สูตรคณิตศาสตร์: จำเป็นกลุ่ม เช่น สูตรพื้นที่ (สี่เหลี่ยม, สามเหลี่ยม, วงกลม)

    น้องนิค ป.5 ต้องจำจังหวัดทั้ง 77 จังหวัด เธอแบ่งเป็นภาค: ภาคเหนือ 17 จังหวัด, ภาคกลาง 22 จังหวัด, ภาคอีสาน 20 จังหวัด, ภาคใต้ 14 จังหวัด แล้วจำทีละภาค ทำให้จำได้ง่ายกว่าจำทั้ง 77 จังหวัดในคราวเดียว

    การเอาชนะการผลัดวันประกันพรุ่ง

    เหตุผลที่เราชอบผลัดงาน

    สมองมีกลไกป้องกันตัวเอง เมื่อเจอกับงานที่ยากหรือน่าเบื่อ สมองจะส่งสัญญาณไม่สบายใจ เราเลยหนีไปทำอย่างอื่นแทน เหมือนกับเวลาที่แตะของร้อน มือจะดึงกลับมาเองโดยอัตโนมัติ

    เทคนิค Eat That Frog

    ทำงานที่ยากที่สุดก่อน ตอนที่สมองยังสดใส เพราะพลังงานในการตัดสินใจจะลดลงเรื่อยๆ ตลอดวัน

    ตัวอย่าง: น้องบีม ม.5 กลับถึงบ้านตอน 4 โมงเย็น มีการบ้าน 4 วิชา: คณิตศาสตร์ (ยาก), ภาษาไทย (ปานกลาง), ภาษาอังกฤษ (ง่าย), สังคม (ง่าย) เธอจะเริ่มจากคณิตศาสตร์ก่อน แม้จะเหนื่อยจากโรงเรียน เพราะยังคิดได้เร็ว พอทำเสร็จแล้วจะรู้สึกได้ใจ วิชาอื่นๆ ทำได้ง่ายขึ้น

    การแบ่งงานใหญ่เป็นงานเล็กๆ

    งานใหญ่ดูน่ากลัว แต่ถ้าแบ่งเป็นขั้นตอนเล็กๆ จะทำได้ง่ายขึ้น

    ตัวอย่าง: น้องโฟร์ต ม.3 ได้รับมอบหมายให้ทำโครงงานวิทยาศาสตร์เรื่อง “การปลูกผักไร้ดิน” เธอแบ่งออกเป็น:

    • สัปดาห์ที่ 1: หาข้อมูลและอ่านบทความ
    • สัปดาห์ที่ 2: เขียนโครงร่างและหาอุปกรณ์
    • สัปดาห์ที่ 3: ทดลองปลูกและบันทึกผล
    • สัปดาห์ที่ 4: เขียนรายงานและจัดทำบอร์ด

    แต่ละสัปดาห์ดูไม่ยาก ทำให้เธอไม่รู้สึกครอบงำ

    หาสถานที่เรียนที่เหมาะสม

    สภาพแวดล้อมมีผลต่อการเรียนรู้ ต้องหาที่ที่ไม่มีสิ่งรบกวน

    ตัวอย่างการจัดพื้นที่เรียน:

    • โต๊ะเรียน: เก็บให้เรียบร้อย มีแต่ของที่จำเป็น
    • แสงสว่าง: เพียงพอ ไม่สว่างเกินไปหรือมืดเกินไป
    • เสียงรบกวน: เปิดเพลงเบาๆ หรือเสียงธรรมชาติ หลีกเลี่ยงเพลงที่มีเนื้อร้อง
    • อุณหภูมิ: ไม่ร้อนหรือหนาวจนรบกวนสมาธิ

    น้องเก้า ม.1 เรียนในห้องนั่งเล่นที่มีทีวี เธอเลยย้ายไปเรียนในห้องนอน เก็บของเล่นให้หมด เปิดแต่หนังสือและเครื่องเขียน ผลคือทำการบ้านเสร็จเร็วขึ้น 2 เท่า

    การสร้างนิสัยการเรียนรู้ตลอดชีวิต

    การพัฒนา Growth Mindset

    เชื่อว่าความสามารถไม่ได้ตายตัว สามารถพัฒนาได้เสมอ คนที่มี Growth Mindset จะมองความผิดพลาดเป็นโอกาสเรียนรู้

    Fixed Mindset vs Growth Mindset:

    • Fixed: “ฉันไม่เก่งคณิตศาสตร์”
    • Growth: “ฉันยังไม่เก่งคณิตศาสตร์ในตอนนี้”
    • Fixed: “ฉันโง่”
    • Growth: “ฉันต้องใช้วิธีการเรียนที่ต่างออกไป”

    น้องไมค์ ป.4 เขียนตัวอักษรไม่สวย ครูบอกว่า “ลายมือไม่สวย” เขาเข้าใจผิดคิดว่าตัวเองเขียนหนังสือไม่เป็น แต่พ่อแม่ช่วยเปลี่ยนความคิดเป็น “ลายมือของหนูยังไม่สวยในตอนนี้ แต่ถ้าฝึกทุกวันจะสวยขึ้นเรื่อยๆ” ผลคือไมค์เริ่มฝึกเขียนอย่างต่อเนื่อง

    การตั้งเป้าหมายที่สมเหตุสมผล

    เป้าหมายต้องชัดเจน วัดผลได้ และทำได้จริง

    หลัก SMART:

    • Specific (ชัดเจน): “จะเรียนให้เก่ง” เปลี่ยนเป็น “จะทำคะแนนคณิตศาสตร์ให้ได้มากกว่า 80 คะแนน”
    • Measurable (วัดได้): ใช้ตัวเลขหรือเกณฑ์ที่ชัดเจน
    • Achievable (ทำได้): ไม่สูงเกินจริงจนท้อแท้
    • Relevant (เกี่ยวข้อง): เชื่อมโยงกับเป้าหมายใหญ่ในชีวิต
    • Time-bound (มีกำหนดเวลา): ระบุว่าจะทำให้สำเร็จเมื่อไหร่

    ตัวอย่าง: น้องปาล์ม ม.2 ตั้งเป้าว่า “ในเทอมนี้จะท่องคำศัพท์ภาษาอังกฤษ 500 คำ โดยทุกวันจะท่อง 5 คำ ใช้เวลา 100 วัน พร้อมทบทวนคำเก่าทุกสัปดาห์”

    การสร้างความยืดหยุ่นในการเรียนรู้

    ยอมรับว่าวิธีการเรียนที่ใช้ผลกับคนอื่นอาจไม่ได้ผลกับเรา ต้องลองผิดลองถูกจนเจอวิธีที่เหมาะสม

    ตัวอย่างการปรับตัว: น้องเนส ม.6 ใช้วิธีอ่านหนังสือเงียบๆ แต่จำไม่ได้ เลยลองเปลี่ยนมาอ่านออกเสียง พบว่าจำได้ดีขึ้น ต่อมาลองเปลี่ยนมาฟังหนังสือเสียง และค้นพบว่าตัวเองเรียนรู้ผ่านหูได้ดีที่สุด

    เคล็ดลับเพิ่มเติม

    การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี

    แอปช่วยจัดการเวลา: Forest, Pomodone แอปทำ Flashcard: Anki, Quizlet
    เว็บไซต์เรียนออนไลน์: Khan Academy, Coursera

    แต่ระวัง! เทคโนโลยีควรเป็นเครื่องมือ ไม่ใช่สิ่งรบกวน ต้องรู้จักปิดการแจ้งเตือนขณะเรียน

    การเรียนเป็นกลุ่ม

    เรียนกับเพื่อนช่วยให้เห็นมุมมองที่หลากหลาย แต่ต้องเลือกเพื่อนที่จริงจังกับการเรียน

    กิจกรรมกลุ่มที่มีประโยชน์:

    • อธิบายบทเรียนให้เพื่อนฟัง
    • แลกเปลี่ยนเทคนิคการจำ
    • ทำโจทย์ร่วมกันและอภิปรายคำตอบ
    • สร้างเกมทบทวนบทเรียน

    การนอนหลับที่มีคุณภาพ

    การนอนไม่เพียงพอทำให้สมาธิลดลง ความจำแย่ลง วัยรุ่นควรนอน 8-9 ชั่วโมงต่อคืน

    เทคนิคการนอนให้มีคุณภาพ:

    • ไม่เล่นมือถือก่อนนอน 1 ชั่วโมง
    • ห้องนอนมืด เงียบ อุณหภูมิเหมาะสม
    • ไม่กินของหวานหรือคาเฟอีนก่อนนอน
    • นอนตื่นเวลาเดิมทุกวัน

    การออกกำลังกายเพื่อสมอง

    การออกกำลังกายช่วยให้สมองสร้างเซลล์ประสาทใหม่ เพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงสมอง และปล่อยสารเคมีที่ทำให้อารมณ์ดี

    การออกกำลังกายที่เหมาะสำหรับนักเรียน:

    • เดิน-วิ่งเบาๆ 20-30 นาที
    • เล่นกีฬาที่ชอบ เช่น แบดมินตัน บาสเกตบอล ฟุตบอล
    • โยคะหรือการยืดเส้นยืดสาย
    • ปั่นจักรยานไปโรงเรียน

    น้องเบส ม.4 เริ่มวิ่งเก็บก่อนไปโรงเรียนทุกเช้า เขาพบว่าสมาธิในการเรียนดีขึ้น และจำบทเรียนได้เร็วกว่าเดิม

    การรับมือกับความเครียดสอบ

    ความเครียดระดับปานกลางช่วยให้ทำงานได้ดี แต่เครียดมากเกินไปจะทำให้สมองทำงานไม่เต็มที่

    เทคนิคลดความเครียด:

    • การหายใจลึก: หายใจเข้า 4 จังหวะ กลั้น 4 จังหวะ หายใจออก 4 จังหวะ
    • การนึกภาพบวก: จินตนาการว่าสอบผ่านแล้ว รู้สึกยังไง
    • การเตรียมตัวล่วงหน้า: วางแผนการทบทวนให้รอบคอบ ไม่รอถึงคืนสุดท้าย
    • การพูดกับตัวเองในแง่บวก: เปลี่ยนจาก “ต้องไม่ผิด” เป็น “ขอให้ทำให้ดีที่สุด”

    ตัวอย่างการปรับใช้

    กรณีศึกษา: น้องมิน ปรับเปลี่ยนวิธีเรียน

    น้องมิน ม.1 เป็นเด็กที่ขยันมาก นั่งท่องหนังสือทุกคืนจนตี 2 แต่คะแนนสอบยังไม่ดี พ่อแม่เริ่มกังวลและพาไปพบนักจิตวิทยาเด็ก

    ปัญหาของมิน:

    • อ่านหนังสือแบบต่อเนื่อง 4-5 ชั่วโมงโดยไม่พัก
    • ไม่ทบทวนบทเรียนเก่า มัวแต่เรียนบทใหม่
    • ท่องจำโดยไม่เข้าใจ
    • ไม่ได้นอนหลับเพียงพอ

    หลังจากเรียนรู้เทคนิคจากหนังสือ Learning How to Learn:

    การเปลี่ยนแปลง:

    • ใช้เทคนิค Pomodoro: เรียน 25 นาที พัก 5 นาที
    • ทบทวนบทเรียนเก่าทุกสัปดาห์
    • อธิบายสิ่งที่เรียนให้พ่อแม่ฟัง
    • นอนให้ครบ 8 ชั่วโมง

    ผลลัพธ์: ใน 1 เทอม คะแนนของมินเพิ่มขึ้นจากเฉลี่ย 2.3 เป็น 3.2 และที่สำคัญคือเธอมีเวลาไปเล่นกับเพื่อนมากขึ้น

    กรณีศึกษา: น้องเจ นักเรียนที่เกลียดคณิตศาสตร์

    น้องเจ ป.6 เกลียดคณิตศาสตร์มาตั้งแต่เด็ก เพราะคิดว่าตัวเองไม่มีพรสวรรค์ แต่หลังจากได้เรียนรู้แนวคิด Growth Mindset:

    การเปลี่ยนความคิด:

    • จาก “ฉันไม่เก่งคณิต” เป็น “ฉันยังไม่เก่งคณิต”
    • เริ่มมองข้อผิดพลาดเป็นโอกาสเรียนรู้
    • หาตัวอย่างคณิตศาสตร์ในชีวิตประจำวัน

    วิธีการใหม่:

    • เชื่อมโยงโจทย์คณิตกับการซื้อของที่เซเว่น
    • ใช้เกมคณิตศาสตร์แทนการทำแบบฝึกหัด
    • ขอความช่วยเหลือจากครูและเพื่อน

    ผลลัพธ์: คะแนนคณิตศาสตร์ของเจเพิ่มขึ้นจาก 45% เป็น 78% และที่สำคัญคือเขาเริ่มสนุกกับการเรียนคณิตศาสตร์

    ข้อผิดพลาดที่มักทำและวิธีแก้ไข

    ความผิดพลาดข้อที่ 1: เรียนแบบท่องจำอย่างเดียว

    ปัญหา: ท่องจำโดยไม่เข้าใจ จำได้ในระยะสั้น แต่ลืมเร็ว

    วิธีแก้:

    • เชื่อมโยงข้อมูลใหม่กับสิ่งที่รู้อยู่แล้ว
    • หาเหตุผลว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้น
    • สร้างเรื่องราวหรือภาพในใจ

    ตัวอย่าง: แทนที่จะท่องว่า “เมืองหลวงของฝรั่งเศสคือปารีส” ให้นึกภาพหอไอเฟล แล้วเชื่อมโยงว่าปารีสเป็นเมืองแห่งความรัก เหมือนในหนัง

    ความผิดพลาดข้อที่ 2: ไม่ได้วางแผนการเรียน

    ปัญหา: เรียนแบบไป เรื่อย ไม่มีเป้าหมายชัดเจน

    วิธีแก้:

    • เขียนตารางเรียนรายสัปดาห์
    • ตั้งเป้าหมายระยะสั้นและระยะยาว
    • ติดตามความก้าวหน้าเป็นประจำ

    ความผิดพลาดข้อที่ 3: เปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น

    ปัญหา: ท้อแท้เมื่อเห็นเพื่อนเก่งกว่า สูญเสียแรงจูงใจ

    วิธีแก้:

    • เปรียบเทียบกับตัวเองในอดีต
    • ชื่นชมความสำเร็จเล็กๆ ของตัวเอง
    • เรียนรู้จากคนที่เก่งแทนที่จะอิจฉา

    ความผิดพลาดข้อที่ 4: ไม่รู้จักขอความช่วยเหลือ

    ปัญหา: คิดว่าการขอความช่วยเหลือเป็นสิ่งที่น่าอาย

    วิธีแก้:

    • เข้าใจว่าการถามคำถามคือสัญญาณของการเรียนรู้
    • หาเพื่อนหรือพี่เลี้ยงที่พร้อมช่วย
    • ใช้ประโยชน์จากครูและผู้ปกครอง

    การเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากวันนี้

    หนังสือ “Learning How to Learn” ไม่ได้สอนเพียงแค่เทคนิคการเรียน แต่เป็นการเปลี่ยนมุมมองเรื่องการเรียนรู้ทั้งหมด มันบอกเราว่า:

    ความฉลาดไม่ใช่สิ่งที่ตายตัว ทุกคนสามารถพัฒนาได้ถ้าใช้วิธีที่ถูกต้องและอดทน

    การเรียนที่มีประสิทธิภาพไม่ได้ขึ้นอยู่กับเวลา แต่ขึ้นอยู่กับวิธีการ การเรียน 2 ชั่วโมงด้วยเทคนิคที่ถูกต้องอาจได้ผลดีกว่าการนั่งท่องหนังสือ 8 ชั่วโมง

    ความผิดพลาดคือโอกาสเรียนรู้ ไม่ใช่สิ่งที่ต้องกลัวหรือหลีกเลี่ยง

    การพักผ่อนเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ ไม่ใช่การเสียเวลา

    สำหรับเด็กและเยาวชนไทยที่อ่านบทความนี้ จำไว้ว่าการเปลี่ยนแปลงไม่จำเป็นต้องทำทั้งหมดในคราวเดียว เริ่มจากการเลือกเทคนิคหนึ่งเทคนิคมาลอง อาจจะเป็นเทคนิค Pomodoro หรือการทำซ้ำแบบเว้นระยะ ลองใช้ 1-2 สัปดาห์ ดูผล แล้วค่อยเพิ่มเทคนิคอื่นๆ เข้าไป

    การเรียนรู้คือการเดินทางตลอดชีวิต ไม่ใช่การแข่งขันระยะสั้น การมีเทคนิคการเรียนรู้ที่ดีจะเป็นประโยชน์ไม่เพียงแค่ในห้องเรียน แต่ในการทำงานและการดำเนินชีวิตในอนาคตด้วย

    ดังนั้น เริ่มต้นเปลี่ยนแปลงวิธีการเรียนจากวันนี้ เพื่อสร้างรากฐานการเรียนรู้ที่แข็งแกร่งสำหรับอนาคตที่สดใสข้างหน้า


    “การเรียนรู้ไม่ใช่การเติมน้ำใส่ถัง แต่เป็นการจุดไฟ” – W.B. Yeats

    สิ่งที่หนังสือเล่มนี้ต้องการสื่อคือการจุดประกายความอยากรู้อยากเรียนในตัวเด็กๆ เพื่อให้พวกเขาไม่เพียงแค่เรียนรู้ แต่เรียนรู้อย่างมีความสุขและมีประสิทธิภาพ นั่นคือสิ่งที่จะทำให้การศึกษาไทยเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น

    #hrรีพอร์ต

  • อีกา มีนิสัยเก็บของเก่าแก่ไว้ในรังตามกิ่งไม้ต่างๆ เมื่อต้องการใช้ มันจะบินไปหาได้อย่างแม่นยำ แม้จะเก็บไว้หลายสัปดาห์แล้ว นี่คือสิ่งที่ Kam Knight นักเขียนหนังสือ “Mind Mapping” ใช้เปรียบเทียบกับการทำงานของสมองมนุษย์

    แต่เรื่องราวของหนังสือเล่มนี้เริ่มต้นจากปัญหาที่เราทุกคนเคยเจอ ลองนึกภาพดู: อาทิตย์ที่แล้ว น้องแนท นักเรียนมหาวิทยาลัยปีสอง นั่งอ่านหตัวบทความวิชาประวัติศาสตร์ เขาอ่านไปอ่านมา 3 รอบ แต่พอปิดหนังสือ กลับจำอะไรไม่ได้เลย เหมือนน้ำที่เทใส่ตะแกรงใส่แล้วไหลหายไปหมด

    “ทำไมสมองฉันแย่จัง” แนทบ่นกับตัวเอง

    จนกระทั่งวันหนึ่ง เพื่อนแนทแนะนำให้ลอง “Mind Map” หรือแผนที่ความคิด เครื่องมือที่ดูเหมือนจะใช้ยากและแปลกตา แต่กลับเป็นสิ่งที่เปลี่ยนชีวิตการเรียนของแนทไปตลอดกาล

    ความลับของสมอง

    Kam Knight อธิบายว่า ปัญหาของเราไม่ได้อยู่ที่สมองที่ “แย่” แต่อยู่ที่เราใช้วิธีการที่ผิด เหมือนการพยายามขับรถโดยไม่รู้ว่าเบรกอยู่ตรงไหน คันเร่งอยู่ตรงไหน

    สมองมนุษย์มีลักษณะพิเศษ 3 ประการ:

    1. ชอบความเชื่อมโยง สมองเราทำงานเหมือนใยแมงมุม เมื่อสั่นที่จุดหนึ่ง ความสั่นสะเทือนจะส่งผ่านไปทั่วทั้งใย เมื่อคิดถึง “แม่” เราจะนึกถึงความอบอุ่น อาหารอร่อย บ้าน และความรัก ทั้งหมดเชื่อมโยงกัน

    2. รักสีสันและรูปภาพ เวลาเราไปเที่ยว เราถ่ายรูปเก็บไว้ ไม่ใช่เขียนบันทึกยาวๆ เพราะรูปหนึ่งใบสามารถเล่าเรื่องได้มากกว่าข้อความหลายหน้า

    3. ทำงานแบบกิ่งก้าน ลองดูต้นไผ่สิ จากลำต้นหลัก แตกเป็นกิ่ง จากกิ่งแตกเป็นใบ สมองเราก็เช่นกัน จากความคิดหลักหนึ่งเรื่อง จะแตกย่อยออกเป็นหลายแง่มุม

    การเกิดขึ้นของ Mind Map

    เรื่องราวของ Mind Map เริ่มขึ้นในปี 1960 เมื่อ Tony Buzan นักจิตวิทยาชาวอังกฤษ กำลังดิ้นรนกับการจดบันทึกในมหาวิทยาลัย เขาพบว่าการจดแบบเดิม คือเขียนเรียงจากบนลงล่าง ทำให้เขาเบื่อหน่าย และจำได้แย่

    วันหนึ่ง ขณะที่เขานั่งมองต้นไผ่ในสวน ไฟกระแสดวงใหม่วาบขึ้นในหัว “ทำไมเราไม่จดบันทึกให้เหมือนธรรมชาติ?”

    เขาเริ่มทดลองวาดความคิดออกมาเป็นกิ่งไม้ ตรงกลางเป็นหัวข้อหลัก แล้วแตกแขนงออกไปเป็นหัวข้อย่อยๆ ผลที่ได้ทำให้เขาตกตะลึง เขาจำได้ดีขึ้นกว่าเดิม 3 เท่า!

    6 พลังที่จะเปลี่ยนชีวิตคุณ

    1. ความจำที่เหนือธรรมดา

    กลับมาที่เรื่องของน้องแนท หลังจากที่เขาเรียนรู้วิธีทำ Mind Map เขาลองนำมาใช้กับวิชาประวัติศาสตร์

    แทนที่จะจดว่า “สงครามโลกครั้งที่ 2 เริ่มขึ้นปี 1939 เมื่อเยอรมนีรุกรานโปแลนด์ สาเหตุมาจากความขัดแย้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และอุดมการณ์…”

    เขาวาด Mind Map โดยเขียน “สงครามโลกครั้งที่ 2” ไว้กลางกระดาษ ล้อมด้วยวงกลมสีแดง แล้วแตกแขนงออกเป็น:

    • เวลา: 1939-1945 (สีน้ำเงิน)
    • สาเหตุ: เยอรมนีรุกราน, ปัญหาเศรษฐกิจ, ฮิตเลอร์ (สีส้ม)
    • ประเทศหลัก: เยอรมนี, ญี่ปุ่น, สหรัฐ, อังกฤษ (สีเขียว)
    • ผลกระทบ: เสียชีวิต 70 ล้านคน, เกิด UN, เปลี่ยนแผนที่โลก (สีม่วง)

    ผลที่ได้คือ แนทสามารถจำรายละเอียดทั้งหมดได้โดยไม่ต้องท่องจำ เพราะเขาเห็นภาพของ Mind Map ในหัว

    2. สมาธิที่ลึกซึ้ง

    เมื่อแนทวาด Mind Map เขาต้องคิดว่าข้อมูลไหนสำคัญที่สุด ควรใส่สีอะไร ควรวางตำแหน่งไหน กระบวนการนี้ทำให้เขาต้องตั้งใจกับสิ่งที่กำลังเรียนอย่างเต็มที่

    เหมือนเวลาเราทำอาหาร เราต้องจดจ่อกับทุกขั้นตอน ตั้งแต่เตเบียมีวัตถุดิบ การปรุงรส จนอาหารสุกเสร็จ Mind Map ก็เช่นกัน ทำให้เราจดจ่อกับเนื้อหาทุกส่วน

    3. การสื่อสารที่ชัดเจน

    ปีที่แล้ว แนทต้องนำเสนองานโครงการหน้าคลาส หัวข้อ “ปัญหาขยะพลาสติกในมหาสมุทร” แทนที่จะใช้สไลด์เต็มไปด้วยตัวหนังสือ เขาใช้ Mind Map ขนาดใหญ่

    ตรงกลางเขาวาดรูปมหาสมุทรสีน้ำเงิน มีขยะลอยอยู่ แล้วแตกแขนงออกเป็น:

    • สาเหตุ: การทิ้งขยะ, อุตสาหกรรม, ขาดการคัดแยก
    • ผลกระทบ: สัตว์น้ำตาย, มลพิษ, เศรษฐกิจท่องเที่ยวเสียหาย
    • แนวทางแก้ไข: ลดใช้พลาสติก, รีไซเคิล, กฎหมาย, การศึกษา

    ผลคือ เพื่อนๆ ในห้องเข้าใจง่าย จำได้ดี และถามคำถามที่น่าสนใจมากมาย อาจารย์ให้คะแนนเต็ม!

    4. การจัดระเบียบที่เป็นระบบ

    น้องมิ้นต์ เพื่อนของแนท เป็นคนที่ชอบลืมของ วางแล้วหาไม่เจอ วันหนึ่งเธอใช้ Mind Map ในการจัดระเบียบชีวิต

    เธอวาด Mind Map เรื่อง “ของใช้ในห้อง” โดยแบ่งเป็นโซน:

    • โต๊ะเรียน: หนังสือ, ปากกา, คอมพิวเตอร์
    • ตู้เสื้อผ้า: เสื้อผ้า, รองเท้า, กระเป๋า
    • ที่นอน: หมอน, ผ้าห่ม, ตุ๊กตา
    • ชั้นวางของ: ครีม, น้ำหอม, เครื่องประดับ

    แต่ละโซนใช้สีต่างกัน และเธอติด Mind Map ไว้ที่ผนังห้อง ผลที่ได้คือ เธอหาของเจอง่ายขึ้น และห้องดูเป็นระเบียบมากขึ้น

    5. ความคิดสร้างสรรค์ที่ไร้ขีดจำกัด

    แนทและเพื่อนๆ อยากจัดงานวันเกิดให้เพื่อนในหอพัก แต่งบจำกัด พวกเขาใช้ Mind Map ในการระดมสมอง

    เริ่มจาก “งานวันเกิด” ตรงกลาง แล้วให้ทุกคนเพิ่มความคิดเข้าไป:

    • อาหาร: ทำเค้กเอง, สั่งพิซซ่า, ทำส้มตำ, ซื้อขนมจากเซเว่น
    • ของตกแต่ง: ลูกโป่งจากร้านบาท, โปสเตอร์ทำเอง, ผ้าสี, ไฟประดับ
    • กิจกรรม: เล่นเกม, ร้องเพลง, ถ่ายรูป, ดูหนัง
    • ของขวัญ: รูปกรอบจากรูปร่วมกัน, เขียนการ์ด, รวบรวมความทรงจำ

    จากความคิด 4 หัวข้อใหญ่ กลายเป็น 16 ความคิดย่อย และสุดท้ายขยายเป็น 50 กว่าไอเดีย! งานวันเกิดที่จัดขึ้นประสบความสำเร็จอย่างมาก ทั้งประหยัด สนุก และประทับใจ

    6. การบริหารเวลาที่มีประสิทธิภาพ

    ช่วงสอบกลางภาค แนทมีงานเยอะแยะ เขาใช้ Mind Map เพื่อวางแผน

    ตรงกลางเขียน “สัปดาห์สอบ” แล้วแตกแขนงเป็น:

    • จันทร์: ทบทวนคณิตศาสตร์ (3 ชม.) + ซักผ้า (1 ชม.)
    • อังคาร: สอบฟิสิกส์ (เช้า) + เตรียมสอบเคมี (บ่าย)
    • พุธ: สอบเคมี (เช้า) + พักผ่อน (บ่าย)
    • พฤหัสบดี: ทบทวนภาษาอังกฤษ (เต็มวัน)
    • ศุกร์: สอบภาษาอังกฤษ (เช้า) + เฉลิมฉลอง (เย็น)

    แต่ละวันใช้สีต่างกัน งานสำคัญใช้สีแดง งานธรรมดาใช้สีเขียว การดู Mind Map ทำให้แนทเห็นภาพรวมทั้งสัปดาห์ และสามารถปรับแผนได้ทันท่วงที

    การวาด Mind Map ที่ถูกต้อง

    เริ่มต้นง่ายๆ แค่ 5 ขั้นตอน

    ขั้นตอนที่ 1: เตรียมอุปกรณ์

    • กระดาษเปล่า A4 หรือใหญ่กว่า
    • ปากกาสี 3-5 สี
    • ดินสอสำหรับร่าง
    • ยางลบ

    ขั้นตอนที่ 2: เริ่มจากจุดศูนย์กลาง วาดรูปหรือเขียนหัวข้อหลักไว้ตรงกลางกระดาษ เช่น หากทำ Mind Map เรื่อง “การเตรียมตัวสอบ” ให้วาดรูปหนังสือหรือเขียนคำว่า “สอบ” แล้วล้อมด้วยวงกลม

    ขั้นตอนที่ 3: แตกกิ่งใหญ่ จากจุดศูนย์กลาง ลากเส้นออกมา 4-7 เส้น (ไม่ควรเกิน 7 เพราะสมองจำได้ดีที่สุดแค่ 7 รายการ) แต่ละเส้นคือหัวข้อใหญ่ เช่น:

    • วิชาที่ต้องสอบ
    • เวลาที่มี
    • วิธีการเรียน
    • สถานที่เรียน

    ขั้นตอนที่ 4: แตกกิ่งเล็ก จากแต่ละกิ่งใหญ่ ให้แตกเป็นกิ่งเล็กเพิ่มเติม เช่น จากกิ่ง “วิชาที่ต้องสอบ” แตกเป็น:

    • คณิตศาสตร์
    • ฟิสิกส์
    • เคมี
    • ภาษาอังกฤษ

    ขั้นตอนที่ 5: เพิ่มสีสันและรูปภาพ ใช้สีต่างกันสำหรับแต่ละหัวข้อใหญ่ เพิ่มรูปภาพเล็กๆ เพื่อช่วยจำ เช่น วาดรูปเครื่องคิดเลขข้างคำว่า “คณิตศาสตร์”

    7 ข้อที่ควรจำ

    1. หนึ่งกิ่ง หนึ่งคำ อย่าเขียนประโยคยาวๆ ใช้คำเดียวหรือวลีสั้นๆ เช่น แทนที่จะเขียน “การเตรียมตัวก่อนสอบคณิตศาสตร์” ให้เขียนแค่ “เตรียมสอบคณิต”

    2. เขียนตัวพิมพ์ใหญ่ ตัวพิมพ์ใหญ่อ่านง่ายกว่าตัวพิมพ์เล็ก และสมองจดจำได้ดีกว่า

    3. ใช้สีอย่างสม่ำเสมอ กำหนดให้สีแต่ละสีมีความหมาย เช่น สีแดง = สำคัญมาก, สีเขียว = ปกติ, สีน้ำเงิน = ข้อมูล

    4. กิ่งให้โค้งมน เส้นโค้งดูนุ่มตา และสมองชอบรูปทรงโค้งมากกว่าเส้นตรง

    5. เพิ่มรูปภาพ รูปภาพช่วยให้จำได้ดี ไม่ต้องวาดสวย ขีดเขี่ยธรรมดาก็พอ

    6. ใช้ขนาดตัวอักษรต่างกัน หัวข้อสำคัญใช้ตัวใหญ่ หัวข้อรองใช้ตัวเล็กลง

    7. เว้นพื้นที่ว่าง อย่าเบียดเสียดเกินไป ให้มีพื้นที่ว่างพอสมควร จะดูสบายตาและเพิ่มเติมได้ง่าย

    ตัวอย่างการใช้งาน

    สำหรับนักเรียน: เปลี่ยนวิธีเรียนให้เก่งขึ้น

    กรณีที่ 1: จดบันทึกในคลาส น้องปราง นักเรียน ม.6 เคยจดบันทึกแบบเดิม จนมือเมื่อยและไม่ทันอาจารย์ หลังจากใช้ Mind Map เธอสามารถจดได้เร็วขึ้น และครอบคลุมเนื้อหาได้มากกว่าเดิม

    วิธีการ: เตรียม Mind Map โครงหลักก่อนเข้าเรียน เมื่ออาจารย์สอน ให้เติมรายละเอียดลงไป

    กรณีที่ 2: ทบทวนบทเรียน แทนที่จะอ่านหนังสือหน้าแล้วหน้าเล่า น้องปรางใช้ Mind Map สรุปแต่ละบท ทำให้เธอเห็นภาพรวมและจำได้ดีขึ้น

    กรณีที่ 3: เตรียมตัวสอบ ก่อนสอบ น้องปรางจะวาด Mind Map รวบรวมทุกเรื่องที่ต้องสอบไว้ใน 1 ใบ ช่วยให้เธอทบทวนได้อย่างครบถ้วน

    สำหรับคนทำงาน: เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน

    กรณีที่ 1: วางแผนโครงการ คุณสมชาย ผู้จัดการฝ่ายการตลาด ใช้ Mind Map ในการวางแผนการออกสินค้าใหม่

    ตรงกลางเขียน “เปิดตัวสินค้าใหม่” แล้วแตกแขนงเป็น:

    • การตลาด: โฆษณาออนไลน์, พรีเซนต์ลูกค้า, จัดงานเปิดตัว
    • การผลิต: สั่งผลิต, ตรวจคุณภาพ, จัดส่ง
    • ทีมงาน: มอบหมายงาน, ประชุมติดตาม, รายงานผล
    • งบประมาณ: คิดค่าใช้จ่าย, อนุมัติงบ, ควบคุมต้นทุน

    ผลที่ได้คือ โครงการดำเนินไปอย่างราบรื่น ไม่มีงานตกหล่น

    กรณีที่ 2: จดการประชุม แทนที่จะจดเป็นข้อๆ คุณสมชายใช้ Mind Map จดการประชุม ทำให้เขาเห็นความเชื่อมโยงระหว่างปัญหาต่างๆ และสามารถให้ข้อเสนอแนะได้ดีขึ้น

    กรณีที่ 3: แก้ปัญหา เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น คุณสมชายใช้ Mind Map ช่วยในการวิเคราะห์สาเหตุและหาทางแก้ไข โดยแตกแขนงออกเป็น:

    • สาเหตุที่เป็นไปได้
    • ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น
    • วิธีการแก้ไขต่างๆ
    • ทรัพยากรที่ต้องใช้

    สำหรับชีวิตส่วนตัว: จัดระเบียบชีวิตให้เป็นระบบ

    กรณีที่ 1: วางแผนเดินทาง ครอบครัวคุณสมหวัง วางแผนเที่ยวเชียงใหม่ 4 วัน 3 คืน โดยใช้ Mind Map

    ตรงกลางเขียน “เที่ยวเชียงใหม่” แล้วแตกแขนงเป็นแต่ละวัน:

    • วันที่ 1: เดินทาง, เช็คอิน, เที่ยววัดพระสิงห์, ถนนคนเดิน
    • วันที่ 2: ตลาดวโรรส, ดอยสุเทพ, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
    • วันที่ 3: ปางช้าง, ปิ้งย่างกิ๊บ, มาร์เก็ตต่างๆ
    • วันที่ 4: ซื้อของฝาก, เดินทางกลับ

    แต่ละกิ่งยังแตกย่อยเป็นเวลา งบประมาณ และการเตรียมตัว

    กรณีที่ 2: ตั้งเป้าหมายชีวิต คุณนิตยา อายุ 25 ปี ใช้ Mind Map ในการตั้งเป้าหมายชีวิต 5 ปี ข้างหน้า

    ตรงกลางเขียน “ชีวิตในฝัน” แล้วแตกแขนงเป็น:

    • การงาน: เลื่อนตำแหน่ง, เพิ่มทักษะ, เปิดธุรกิจเอง
    • การเงิน: ซื้อบ้าน, ออมเงิน, ลงทุน
    • ความสัมพันธ์: แต่งงาน, มีลูก, ดูแลพ่อแม่
    • สุขภาพ: ออกกำลังกาย, กินอาหารดี, พักผ่อนเพียงพอ
    • การเรียนรู้: เรียนต่อปริญญาโท, เรียนภาษา, อ่านหนังสือ

    Mind Map นี้ช่วยให้คุณนิตยาเห็นภาพรวมชีวิตที่ต้องการ และวางแผนการบรรลุเป้าหมายได้อย่างชัดเจน

    ข้อผิดพลาดที่คนมักทำ และวิธีแก้ไข

    ข้อผิดพลาดที่ 1: ทำให้ซับซ้อนเกินไป

    ปัญหา: หลายคนคิดว่า Mind Map ต้องสวยและสมบูรณ์แบบ จึงใช้เวลามากในการวาดรูป เลือกสี จนลืมจุดประสงค์หลัก

    วิธีแก้: เริ่มจากแบบง่ายๆ ใช้แค่ 2-3 สี ไม่ต้องวาดรูปซับซ้อน เป้าหมายคือการจดจำและเข้าใจ ไม่ใช่ความสวยงาม

    ข้อผิดพลาดที่ 2: ใส่ข้อมูลมากเกินไป

    ปัญหา: บางคนใส่รายละเอียดทุกอย่างลงใน Mind Map จนกลายเป็นแผนที่ที่อ่านไม่รู้เรื่อง

    วิธีแก้: จำหลัก 7±2 (สมองจำได้ดีที่สุดระหว่าง 5-9 รายการ) แต่ละกิ่งใหญ่ไม่ควรมีกิ่งย่อยเกิน 7 อัน

    ข้อผิดพลาดที่ 3: ไม่ทบทวนและปรับปรุง

    ปัญหา: ทำ Mind Map ครั้งเดียวแล้วทิ้งไว้ ไม่กลับมาดูหรือปรับปรุง

    วิธีแก้: กำหนดเวลาทบทวน Mind Map อย่างสม่ำเสมอ เพิ่มเติมข้อมูลใหม่ หรือปรับปรุงให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน

    ข้อผิดพลาดที่ 4: ติดกับรูปแบบเก่า

    ปัญหา: พยายามทำ Mind Map ให้เหมือนการจดบันทึกแบบเดิม คือเขียนประโยคยาวๆ เรียงลำดับ

    วิธีแก้: ฝึกคิดแบบ “คำสำคัญ” แทนประโยค ใช้รูปภาพและสัญลักษณ์แทนคำ ปล่อยให้ความคิดไหลตามธรรมชาติ

    เทคนิคการยกระดับ Mind Map

    เทคนิค 1: Mind Map แบบดิจิทัล

    ในยุคดิจิทัล เราสามารถใช้แอปพลิเคชันช่วยทำ Mind Map เช่น:

    • MindMeister: ใช้งานออนไลน์ แชร์กับทีมได้
    • XMind: ฟีเจอร์เยอะ เหมาะกับงานซับซ้อน
    • SimpleMind: ใช้ง่าย เหมาะกับมือใหม่

    ข้อดี: แก้ไขง่าย แชร์ได้ ใส่รูปภาพและลิงก์ได้ ข้อเสีย: อาจทำให้ขาดการเชื่อมต่อระหว่างมือกับสมอง

    เทคนิค 2: Mind Map แบบทีม

    เมื่อทำงานเป็นทีม สามารถใช้ Mind Map ร่วมกันได้

    ตัวอย่าง: ทีมการตลาดของบริษัทแห่งหนึ่งใช้ Mind Map วางแผนแคมเปญใหม่ โดยให้ทุกคนมาเพิ่มไอเดียลงใน Mind Map ใบเดียวกัน ผลที่ได้คือ ไอเดียที่หลากหลายและสอดคล้องกัน

    เทคนิค 3: Mind Map หลายมิติ

    สำหรับโครงการซับซ้อน สามารถสร้าง Mind Map หลายใบที่เชื่อมโยงกัน

    ตัวอย่าง: การวางแผนเปิดร้านกาแฟ

    • Mind Map หลัก: ภาพรวมทั้งโครงการ
    • Mind Map ย่อย 1: เรื่องสถานที่และการออกแบบ
    • Mind Map ย่อย 2: เรื่องเมนูและวัตถุดิบ
    • Mind Map ย่อย 3: เรื่องการตลาดและลูกค้า
    • Mind Map ย่อย 4: เรื่องการเงินและการลงทุน

    Mind Map ช่วยได้

    เรื่องจริงจากผู้ใช้งาน

    เรื่องที่ 1: นักเรียนที่เปลี่ยนจากตกเป็นได้เกรด A น้องเต้ย นักเรียน ม.4 เคยได้เกรดต่ำในวิชาภาษาอังกฤษ หลังจากใช้ Mind Map ในการเรียนคำศัพท์และแกรมม่าร์ เกรดของเขาพุ่งขึ้นจาก 1.5 เป็น 3.8 ในเทอมเดียว

    เขาใช้วิธีการดังนี้:

    • ศัพท์: จัดกลุมตามหัวข้อ เช่น อาหาร สัตว์ อารมณ์
    • แกรมม่าร์: วาดโครงสร้างประโยคเป็นแผนผัง
    • การอ่าน: สรุปเนื้อหาด้วย Mind Map หลังอ่านจบแต่ละเรื่อง

    เรื่องที่ 2: พนักงานที่ได้เลื่อนตำแหน่ง คุณแก้ว พนักงานบัญชี ใช้ Mind Map ในการนำเสนอผลงานต่อผู้บริหาร ทำให้เธอสามารถอธิบายข้อมูลซับซ้อนได้อย่างเข้าใจง่าย ผู้บริหารประทับใจและเลื่อนตำแหน่งให้เป็นหัวหน้าทีม

    เรื่องที่ 3: แม่บ้านที่กลายเป็นนักเขียน คุณแม่สมใจ แม่บ้านวัย 45 ปี ใช้ Mind Map ในการเขียนนิยาย ช่วยให้เธอวางโครงเรื่อง พัฒนาตัวละคร และติดตามเหตุการณ์ได้อย่างเป็นระบบ สุดท้ายนิยายของเธอได้รับการตีพิมพ์และขายดี

    ประโยชน์

    1. เพิ่มความมั่นใจ การที่เราสามารถจัดระเบียบความคิดได้ดี ทำให้รู้สึกมั่นใจในการพูด การนำเสนอ และการตัดสินใจ

    2. ลดความเครียด เมื่อสมองเราเป็นระเบียบ เราจะรู้สึกผ่อนคลายและควบคุมสถานการณ์ได้ดีขึ้น

    3. เพิ่มความสุข การได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการวาด Mind Map ทำให้เกิดความสุขและความพึงพอใจ

    4. สร้างนิสัยคิดเป็นระบบ การใช้ Mind Map เป็นประจำจะฝึกให้เราคิดอย่างเป็นระบบในทุกเรื่อง

    อนาคตของ Mind Map

    Mind Map กับเทคโนโลยี AI

    ปัจจุบันมีการพัฒนาโปรแกรมที่ใช้ AI ช่วยสร้าง Mind Map อัตโนมัติจากข้อความหรือการบรรยาย ทำให้การทำ Mind Map เร็วและง่ายขึ้น

    Mind Map กับการศึกษา

    หลายโรงเรียนในต่างประเทศเริ่มสอน Mind Map เป็นวิชาพื้นฐาน เพราะเชื่อว่าจะช่วยพัฒนาความสามารถในการคิดของเด็กๆ

    Mind Map กับธุรกิจ

    บริษัทชั้นนำหลายแห่งใช้ Mind Map ในการประชุม การวางแผนกลยุทธ์ และการฝึกอบรมพนักงาน

    เริ่มต้นวันนี้

    แผนการฝึกฝน 7 วัน

    วันที่ 1: ทดลองครั้งแรก เลือกหัวข้อง่ายๆ เช่น “งานที่ต้องทำวันนี้” ลองวาด Mind Map แรกของคุณ ไม่ต้องสวย แค่ทำให้เสร็จ

    วันที่ 2: ฝึกใช้สี วาด Mind Map เรื่องเดิม แต่เพิ่มสีเข้าไป 3 สี ดูว่าความรู้สึกเปลี่ยนไปอย่างไร

    วันที่ 3: เพิ่มรูปภาพ วาดรูปง่ายๆ หรือสัญลักษณ์เข้าไปใน Mind Map สังเกตว่าจำได้ดีขึ้นไหม

    วันที่ 4: ลองใช้กับงานจริง นำ Mind Map ไปใช้ในการทำงานหรือเรียนหนังสือ เปรียบเทียบกับวิธีเดิม

    วันที่ 5: ทดลองแชร์ แชร์ Mind Map ให้เพื่อนหรือครอบครัวดู ขอความคิดเห็น

    วันที่ 6: ฝึกความเร็ว ลองทำ Mind Map ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เป้าหมายคือความรวดเร็ว ไม่ใช่ความสวย

    วันที่ 7: ประเมินผล ทบทวนว่า Mind Map ช่วยอะไรคุณได้บ้าง และจะพัฒนาต่อไปอย่างไร

    อย่าเพิ่งยอมแพ้

    หลายคนลองทำ Mind Map แล้วรู้สึกว่ามันไม่เหมาะกับตัวเอง แต่ Kam Knight เตือนว่า นี่เป็นสิ่งปกติ เหมือนการเรียนขี่จักรยาน ครั้งแรกต้องโซเซ แต่เมื่อชินแล้วจะกลายเป็นธรรมชาติ

    เคล็ดลับการฝึก:

    • ฝึกทุกวัน แม้แค่ 10 นาที
    • เริ่มจากเรื่องง่ายๆ ที่คุณสนใจ
    • อย่าเปรียบเทียบกับคนอื่น
    • มุ่งเน้นประโยชน์ที่ได้รับ ไม่ใช่ความสมบูรณ์แบบ

    สรุป

    Mind Map ไม่ใช่แค่เครื่องมือการจด แต่เป็นกุญแจที่จะไขประตูสู่ศักยภาพที่แท้จริงของสมองเรา เหมือนการค้นพบว่า เราสามารถใช้คอมพิวเตอร์ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ไม่ใช่แค่เปิด-ปิดเครื่องเท่านั้น

    จากเรื่องราวของน้องแนท น้องมิ้นต์ คุณสมชาย คุณนิตยา และอีกมากมาย เราเห็นได้ว่า Mind Map สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตคนได้จริง ไม่ว่าจะเป็นการเรียน การทำงาน หรือการใช้ชีวิตประจำวัน

    ที่สำคัญที่สุดคือ Mind Map ไม่ได้มีมนตร์คาถาอะไรลึกลับ มันเป็นเพียงวิธีการใช้สมองให้ถูกวิธี เหมือนการเรียนรู้ว่าน้ำไหลไปทางที่ต่ำ แล้วใช้กฎธรรมชาตินี้ในการสร้างสิ่งประดิษฐ์ที่เป็นประโยชน์

    Kam Knight กล่าวไว้ในหนังสือว่า “ความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดมักเริ่มต้นจากสิ่งเล็กๆ ที่เรียบง่าย” Mind Map ก็เช่นกัน เริ่มต้นจากการวาดวงกลมเล็กๆ กลางกระดาษ แต่สุดท้ายอาจเปลี่ยนแปลงวิธีคิดของเราไปตลอดกาล

    ดังนั้น หากคุณพร้อมแล้วที่จะเปิดโลกใหม่แห่งการคิด การเรียนรู้ และการใช้ชีวิต ให้หยิบกระดาษขึ้นมา เตรียมปากกาสี และเริ่มวาด Mind Map แรกของคุณวันนี้เลย

    จงจำไว้ว่า การเดินทางไปสู่จุดหมายหลายพันกิโลเมตร เริ่มต้นด้วยก้าวแรกเพียงก้าวเดียว และ Mind Map ใบแรกของคุณ คือก้าวแรกสู่การปลดปล่อยพลังแห่งความคิดที่แท้จริง

    สุดท้ายนี้ ขอให้จำไว้ว่า Mind Map ที่ดีที่สุด คือ Mind Map ที่คุณใช้งานได้จริง ไม่ใช่ Mind Map ที่สวยที่สุด เริ่มต้นวันนี้ ลงมือทำ และให้เวลากับตัวเองในการเรียนรู้ เพราะทุกผู้เชี่ยวชาพที่คุณเห็นวันนี้ ล้วนเคยเป็นมือใหม่เหมือนคุณมาก่อน

    ความสำเร็จไม่ได้มาจากความสมบูรณ์แบบ แต่มาจากการลงมือทำอย่างต่อเนื่อง เริ่มต้น Mind Map แรกของคุณตั้งแต่วันนี้ และเตรียมพบกับการเปลี่ยนแปลงที่น่าทึ่งในชีวิตของคุณเอง

    #hrรีพอร์ต