Category: พัฒนาตัวเอง

  • ลองนึกภาพดูสิ คุณมีไอเดียธุรกิจที่ดูเจ๋งมาก ใช้เวลาหลายเดือนนั่งวางแผน เขียนแผนธุรกิจยาวเหยียด หาเงินทุน พัฒนาสินค้าให้สมบูรณ์แบบ แล้วค่อยเปิดตัวอย่างภาคภูมิใจ แต่แล้ว… ไม่มีใครสนใจซื้อ เรื่องราวแบบนี้เกิดขึ้นกับนักธุรกิจนับไม่ถ้วน รวมถึง Eric Ries ผู้เขียนหนังสือ “The Lean Startup” ด้วย ก่อนที่เขาจะกลายเป็นกูรูด้านสตาร์ทอัพ Eric เคยล้มเหลวมาแล้วหลายครั้ง และจากความล้มเหลวเหล่านั้นเอง ที่ทำให้เขาค้นพบวิธีการใหม่ที่จะเปลี่ยนวงการสตาร์ทอัพไปตลกาล จุดเริ่มต้น ปี 2004 Eric Ries ร่วมก่อตั้งบริษัทชื่อ IMVU พร้อมกับทีมงานที่มีความฝันจะสร้างซอฟต์แวร์แชทที่ดีที่สุดในโลก พวกเขาคิดว่าจะทำ Add-on สำหรับ AOL และ Yahoo Messenger ให้คนสามารถคุยกันในรูปแบบ 3D avatar ได้ ทีม IMVU ใช้เวลาหลายเดือนในการพัฒนาเทคโนโลยีที่ซับซ้อน วิศวกรทุกคนทำงานหนักมาก พวกเขามั่นใจว่าลูกค้าจะต้องชอบสินค้าของตัวเองแน่นอน เพราะมันดูเจ๋งและใช้เทคโนโลยีล้ำสมัย แต่เมื่อนำสินค้าออกไปทดสอบกับลูกค้าจริง ผลลัพธ์ที่ได้กลับทำให้ทุกคนตกใจ ลูกค้าไม่ต้องการ Add-on สำหรับโปรแกรมแชทที่มีอยู่เลย พวกเขาต้องการโปรแกรมแชทใหม่ที่สามารถใช้งานได้เองโดยไม่ต้องผูกกับโปรแกรมเก่า “ช่วงแรกผมคิดว่าลูกค้าไม่เข้าใจสินค้าของเรา”…

  • Peter Thiel คนที่ร่วมก่อตั้ง PayPal และเป็นนักลงทุนตัวจริงในซิลิคอนแวลลีย์ เคยเล่าเรื่องที่น่าสนใจในห้องเรียนมหาวิทยาลัย Stanford ว่า “คนส่วนใหญ่มักจะคิดว่าอนาคตคือการเอาสิ่งที่มีอยู่แล้วมาทำให้เยอะขึ้น แต่จริงๆ แล้ว อนาคตที่แท้จริงเกิดจากการสร้างสิ่งใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน” ประโยคนี้กลายเป็นหัวใจหลักของหนังสือ “Zero to One” ที่ทำให้เราต้องคิดใหม่เรื่องการสร้างธุรกิจและการเปลี่ยนแปลงโลก เรื่องเล่าเริ่มต้น: ทำไมต้องไปจาก Zero ไป One ลองนึกภาพดูสิ ถ้าคุณเป็นคนที่ 1,000,001 ที่เปิดร้านกาแฟ คุณก็แค่เพิ่มจำนวนร้านกาแฟให้โลกมีมากขึ้นเท่านั้น นี่คือการไปจาก “1 ไป n” – เอาสิ่งที่มีอยู่แล้วมาทำซ้ำ แต่คนที่สร้าง Starbucks ครั้งแรก พวกเขาสร้างแนวคิดใหม่เรื่อง “Third Place” – สถานที่ที่ 3 ที่ไม่ใช่บ้าน ไม่ใช่ออฟฟิศ แต่เป็นที่พักผ่อนและทำงาน นี่คือการไปจาก “0 ไป 1” หรือดูตัวอย่าง Larry Page และ Sergey Brin…

  • คุณเคยมีไอเดียดีๆ ในหัวแต่ไม่รู้จะเริ่มยังไงไหม? หรือเคยใช้เวลาหลายเดือนวางแผนโครงการให้สมบูรณ์แบบ แต่พอทำจริงกลับพบว่าทุกอย่างไม่ได้เป็นไปตามที่คิด? ถ้าคุณเป็นแบบนี้ หนังสือ “Click” ของ Jake Knapp อาจจะเป็นคำตอบที่คุณกำลังมองหา Jake Knapp ไม่ใช่คนธรรมดา เขาเป็นนักออกแบบที่ Google ที่ได้ร่วมงานกับทีมพัฒนา Gmail, Google Maps และอีกมากมาย สิ่งที่เขาเรียนรู้จากการทำงานกับโครงการขนาดใหญ่เหล่านี้คือ วิธีการทำงานแบบเก่าที่เราคุ้นเคยอาจจะไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุด เรื่องเล่าจากโลกแห่งความเป็นจริง ลองนึกภาพว่าคุณเป็น Jake Knapp ในวันที่เขายังเป็นนักออกแบบมือใหม่ เขาได้รับมอบหมายให้ออกแบบแอปใหม่สำหรับบริษัท วิธีการทำงานแบบเก่าคือ เขาจะต้องนั่งคิดแนวคิดให้ดี ทำ PowerPoint นำเสนอ ประชุมกับทีม แก้ไข แล้วประชุมอีก วนไปวนมาอย่างนี้หลายเดือน แต่ในครั้งหนึ่ง เขาลองวิธีใหม่ แทนที่จะใช้เวลาสัปดาห์ทำ PowerPoint เขาใช้เวลาแค่ 2 วันทำ prototype ง่ายๆ ด้วยกระดาษและดินสอ แล้วเอาไปให้เพื่อนร่วมงาน 5 คนลองกด ลองใช้ดู ผลลุพธ์? ใน 2…

  • ลองจินตนาการดูสิ คุณกำลังเดินทางด้วยรถไฟใต้ดินในนิวยอร์ก แล้วเห็นหนุ่มหล่อคนหนึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม คุณจะทำยังไง? คนส่วนใหญ่คงจะแอบมอง แล้วก็ลืมไปเมื่อเขาลงรถ แต่ไม่ใช่สำหรับจินนี่ วูด (Jenny Wood) เธอทำสิ่งที่คนอื่นคิดว่า “บ้า” – เธอลุกขึ้นไล่ตามเขาออกจากรถไฟ แล้วยื่นนามบัตรให้! “สวัสดีค่ะ ฉันชื่อจินนี่” เธอพูดกับชายแปลกหน้าคนนั้น วันนี้ ชายคนนั้นเป็นสามีของเธอมา 11 ปีแล้ว และพวกเขามีลูกด้วยกัน 2 คน นี่คือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับจินนี่ วูด อดีตผู้บริหารระดับสูงของ Google ที่ทำงานมา 18 ปี และเป็นผู้เขียนหนังสือ “Wild Courage: Go After What You Want and Get It” ที่ขึ้นอันดับ 1 ในรายการ New York Times Bestseller ทำไมเราถึงต้อง “กล้าแบบป่าเถื่อน”? จินนี่เล่าว่า ตลอดชีวิตที่ผ่านมา เธอเป็นเด็กที่…

  • ลองนึกภาพดูสิ วันหนึ่งคุณตื่นขึ้นมาแล้วรู้สึกว่าชีวิตเหมือนติดอยู่ในกรงล้อหนูที่หมุนไปเรื่อยๆ คุณทำงานหนัก ไล่ตามเป้าหมายที่วางไว้ แต่ลึกๆ แล้วกลับรู้สึกว่าบางอย่างผิดพลาด เหมือนกับที่เกิดขึ้นกับ Anne-Laure Le Cunff นักประสาทวิทยาศาสตร์หนุ่มสาวชาวฝรั่งเศส ที่เคยมีชีวิตที่หลายคนอิจฉา เมื่อความสำเร็จกลายเป็นกับดัก Anne-Laure เคยทำงานที่ Google บริษัทในฝันของคนเทคโนโลยี เงินเดือนดี ได้เดินทางต่างประเทศ งานท้าทาย และมีโอกาสก้าวหน้าไม่รู้จบ แต่แล้ววันหนึ่งเมื่ออายุ 27 ปี เธอกลับตัดสินใจลาออก ทำให้หัวหน้างานของเธอถามอย่างงงๆ ว่า “เธอแน่ใจนะ?” การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่เธอมีปัญหาสุขภาพ เลือดแข็งตัวในแขนที่อาจไหลไปปอด และเมื่อกลับบ้านไปหาครอบครัวในช่วงคริสต์มาส เธอก็ตระหนักว่าตัวเองหลงทางไปจากชีวิตที่แท้จริง ถึงแม้จะได้รับการฝึกฝนให้ปีนบันไดองค์กรอย่างมีระบบ มีตัวชี้วัดความสำเร็จที่ชัดเจน แต่เธอกลับรู้สึกหมดไฟ เบื่อหน่าย และไล่ตามเป้าหมายที่คนอื่นกำหนดให้อย่างงมงาย เรื่องราวของ Anne-Laure กลายเป็นแรงบันดาลใจให้เธอเขียนหนังสือ “Tiny Experiments: How to Live Freely in a Goal-Obsessed World” ซึ่งเสนอแนวทางใหม่ในการใช้ชีวิตที่ไม่ติดกับดักของเป้าหมายแบบเส้นตรง ปัญหาของโลกที่หมกมุ่นกับเป้าหมาย เราถูกสอนมาตั้งแต่เด็กให้มีชีวิตแบบเส้นตรง: เรียนจบ 4…

  • เคยสงสัยมั้ยครับว่าทำไมเพื่อนในออฟฟิศคนหนึ่งถึงเรียนรู้งานใหม่ได้เร็วมาก ในขณะที่เราทำอะไรมาหลายปีแล้วก็ยังไม่ค่อยดีขึ้น? หรือเคยเห็นคนที่เล่นกีตาร์ได้แค่ 6 เดือน แต่เก่งกว่าเราที่เล่นมา 3 ปีมั้ย? คำตอบอยู่ในหนังสือ “Get Better at Anything: 12 Maxims for Mastery” ของ Scott Young นักเขียนที่เขียนหนังสือขายดี “Ultralearning” เขาใช้เวลา 4 ปีเต็มในการวิจัย อ่านหนังสือหลายร้อยเล่ม รวบรวมงานวิจัยหลายร้อยฉบับ และสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญมากมาย เพื่อหาคำตอบของคำถามง่ายๆ ข้อหนึ่ง: ทำยังไงถึงจะเก่งอะไรก็ได้? เรื่องราวของ Tetris และบทเรียน 20 ปี ลองนึกภาพดูครับ เกม Tetris ออกมาตั้งแต่ปี 1984 ดูเหมือนเกมง่ายๆ แค่เรียงบล็อกให้เต็มแถว แต่รู้มั้ยว่าใช้เวลา 20 ปีเต็ม ผู้เล่นถึงจะเริ่มเล่นได้เก่งจริงๆ ทำไมถึงนานขนาดนั้น? คำตอบคือ ในยุคแรกๆ ผู้เล่นไม่มีโอกาสได้เห็นว่าผู้เล่นที่เก่งจริงๆ เขาเล่นกันยังไง พอมีอินเทอร์เน็ตและคลิป YouTube ผู้เล่นถึงได้เห็นเทคนิคขั้นสูง…

  • จากหนังสือ “Optimal Outcomes” เมื่อเช้าวันจันทร์ คุณเปิดอีเมลแล้วเจอข้อความโกรธๆ จากเพื่อนร่วมงาน เรื่องเดิมๆ ที่ทะเลาะกันมาเป็นเดือนแล้ว กลับบ้านก็เจอแม่บ่นเรื่องเดิมๆ ที่คุยกันไม่รู้เรื่อง หรือแม้แต่กับคู่ครองที่มีปัญหาเรื่องเงินที่ไม่มีทางจบ เสียงคุ้นเคยไหมครับ? นี่คือสิ่งที่ ดร.เจนนิเฟอร์ โกลด์แมน-เวทซ์เลอร์ เรียกว่า “วงจรความขัดแย้ง” (Conflict Loop) ในหนังสือ “Optimal Outcomes” ที่จะมาบอกเราว่า ทำไมเราถึงติดอยู่ในปัญหาเดิมๆ และที่สำคัญคือ เราจะหลุดออกมาได้อย่างไร คนติดกับดัก ลองนึกภาพ คุณนายสมชาย ผู้จัดการฝ่ายขาย เขาเก่งมาก ขายได้เยอะ แต่มีปัญหาใหญ่กับเจ้านายเรื่องค่าคอมมิชชั่น เขาคิดว่าเจ้านายโกง เจ้านายคิดว่าเขาโลภ ทั้งคู่คุยกันทุกครั้งจบด้วยการโกรธกัน หรือคุณป้าสมหญิง ที่ทะเลาะกับลูกสาววัยรุ่นเรื่องการเรียน ยิ่งบังคับ ลูกยิ่งดื้อ ยิ่งด้า ลูกยิ่งห่าง จนกลายเป็นวงจรที่ไม่มีวันจบ เหตุการณ์เหล่านี้ฟังดูปกติมาก แต่ที่น่าสนใจคือ ไม่ว่าจะใช้วิธีไหน นั่งคุยกัน หาจุดกึ่งกลาง หรือแม้แต่หาคนมาไกล่เกลี่ย ปัญหาก็ยังคงอยู่ ทำไมถึงเป็นแบบนี้? 4 กับดัก ดร.เจนนิเฟอร์ค้นพบว่า เรามักจะติดอยู่ในวงจรความขัดแย้งเพราะเรามี…

  • เช้าวันจันทร์ของซาร่าห์ เริ่มต้นด้วยการที่เธอรีบส่งลูกชายวัย 8 ขวบให้กับพี่เลี้ยง ก่อนจะขับรถไปทำงาน ระหว่างทางเธอโทรไปหา Personal Shopper ให้ช่วยซื้อของขวัญวันเกิดสามี พอถึงออฟฟิศ เธอก็ได้รับอีเมลจาก Wedding Planner ที่เธอจ้างมาจัดงานแต่งลูกสาว ตอนเย็นเธอมี Zoom Call กับ Life Coach ที่ช่วยวางแผนอนาคต และก่อนนอนเธอก็สั่งอาหารผ่าน App ส่งถึงบ้าน ชีวิตของซาร่าห์ดูสะดวกสบายมาก แต่ถ้าลองหยุดคิดดู เธอกำลังจ้างคนอื่นทำเกือบทุกอย่างในชีวิตแทนเธอ นี่คือสิ่งที่ Arlie Russell Hochschild นักสังคมวิทยาชื่อดังจากมหาวิทยาลัย UC Berkeley เรียกว่า “การจ้างตัวตนออกไป” หรือ “The Outsourced Self” การเดินทางค้นหาความจริง Hochschild ใช้เวลากว่า 10 ปีในการศึกษาปรากฏการณ์นี้ เธอไม่ได้แค่นั่งในห้องทำงานวิเคราะห์ตัวเลข แต่ลงไปใช้ชีวิตจริงกับผู้คน ไปสัมภาษณ์ครอบครัวที่ว่าจ้างคนช่วย ไปคุยกับคนที่ขายบริการเหล่านี้ และแม้แต่ไปสังเกตการณ์ในงานแต่งงานที่จัดโดย Professional Wedding Planner สิ่งที่เธอพบทำให้เธอตกใจ ในอเมริกา…

  • จาก “Enlightening Symbols” ของ Joseph Mazur คุณเคยคิดไหมว่า เครื่องหมาย “+” ที่เราใช้กันทุกวันนี้ มันเกิดขึ้นได้อย่างไร? หรือทำไมเราถึงเขียน “2+3=5” แทนที่จะเขียนว่า “สองบวกสามเท่ากับห้า” ล่ะ? เรื่องราวเหล่านี้ไม่ใช่แค่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ แต่เป็นการปฏิวัติครั้งใหญ่ที่เปลี่ยนแปลงวิธีการคิดของมนุษยชาติไปตลอดกาล Joseph Mazur ในหนังสือ “Enlightening Symbols” พาเราย้อนกลับไปดูว่าสัญลักษณ์คณิตศาสตร์ที่เราคุ้นเคยเหล่านี้ มันมีเรื่องราวอันน่าทึ่งซ่อนอยู่ ยุคมืดของคณิตศาสตร์ ลองนึกภาพดูสิ ถ้าวันนี้เราต้องเขียนโจทย์คณิตศาสตร์แบบนี้: “จำนวนหนึ่งซึ่งเมื่อยกกำลังสอง แล้วบวกกับสามเท่าของจำนวนนั้น จะได้ผลรวมเท่ากับสิบ จงหาจำนวนนั้น” แทนที่จะเขียนแค่ x² + 3x = 10 ในยุคโบราณ นักคณิตศาสตร์ต้องเขียนแบบนั้นจริงๆ นะ! พวกเขาต้องใช้คำพูดทั้งหมด ไม่มีสัญลักษณ์ย่อใดๆ เลย การแก้สมการหนึ่งข้ออาจต้องเขียนเป็นหน้าๆ เพียงเพื่ออธิบายขั้นตอนที่เราทำได้ในไม่กี่บรรทัด นักคณิตศาสตร์ชาวกรีกโบราณอย่าง ยูคลิด เขียนหนังสือ “Elements” ซึ่งเป็นตำราเรขาคณิตที่มีชื่อเสียง แต่ในหนังสือนั้นไม่มีสูตรสั้นๆ แบบที่เรารู้จักเลย ทุกอย่างเขียนเป็นประโยคยาวเหยียด…

  • ฟิลิป เฮนเชอร์ นักเขียนชื่อดังชาวอังกฤษ ยืนอยู่หน้าโต๊ะเซ็นหนังสือในร้านหนังสือแห่งหนึ่งในลอนดอน เขาเพิ่งเปิดปากกาเตรียมเซ็นชื่อให้กับแฟนคนหนึ่ง แต่สิ่งที่เขาเห็นทำให้เขาต้องหยุดคิด หนุ่มสาวคนนั้นเขียนชื่อของตัวเองลงในหนังสือด้วยลายมือที่ดูเหมือนเด็กอายุ 7 ขวบ ตัวอักษรเซเต้อะซไม่เป็นระเบียบ บางตัวเขียนใหญ่ บางตัวเขียนเล็ก แถมยังดูเหมือนเขียนแล้วตัวเองก็อ่านไม่ออกอีกด้วย นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เฮนเชอร์เขียนหนังสือ “The Missing Ink: The Lost Art of Handwriting” ขึ้นมา เพราะเขาเริ่มตระหนักว่ามีบางอย่างสำคัญกำลังหายไปจากชีวิตของเรา ปากกาขนนกคือราชาแห่งการเขียน ย้อนกลับไปเมื่อ 200 ปีก่อน การเขียนหนังสือเป็นงานฝีมือที่ต้องใช้ความพิถีพิถัน คนในสมัยนั้นใช้ปากกาขนนกจุ่มหมึก เขียนบนกระดาษด้วยความระมัดระวัง แต่ละตัวอักษรต้องมีสัดส่วน ความโค้ง และความงามที่พอดี เฮนเชอร์เล่าเรื่องราวของคุณยายของเขาเอง ท่านเป็นคนที่เขียนหนังสือสวยมาก แม้กระทั่งรายการซื้อของใส่กระเป๋าก็เขียนด้วยลายมือที่สวยงาม เหมือนเป็นศิลปะชิ้นหนึ่ง เมื่อเขาเป็นเด็ก เขายังจำได้ว่าการได้รับจดหมายจากคุณยายเป็นเรื่องพิเศษ ไม่ใช่แค่เพราะเนื้อหา แต่เพราะลายมือสวยๆ ที่ทำให้รู้สึกอบอุ่น ในสมัยวิกตอเรียของอังกฤษ มีโรงเรียนสอนการเขียนหนังสือโดยเฉพาะ เรียกว่า “Penmanship School” เด็กๆ ต้องนั่งฝึกเขียนตัวอักษรทีละตัว เริ่มจากการวาดเส้นโค้ง เส้นตั้ง จนกระทั่งสามารถเขียนตัวหนังสือที่สวยงาม การมีลายมือสวยในสมัยนั้นเป็นสัญลักษณ์ของการมีการศึกษาและมีฐานะ นักสืบลายมือกับความลับที่ซ่อนอยู่…