Category: พัฒนาตัวเอง

  • เริ่มต้น มีครั้งหนึ่ง พนักงานธนาคารคนหนึ่งกำลังหงุดหงิดกับระบบฝากเงินที่ยุ่งยากและใช้เวลานาน เขาคิดว่า “ทำไมต้องรอให้เจ้าหน้าที่นับเงินทุกครั้ง ทำไมไม่มีเครื่องที่ทำแทนได้” นั่นคือจุดเริ่มต้นของ ตู้ ATM ที่เราใช้กันทุกวันนี้ เรื่องนี้บอกเราว่า ความคิดสร้างสรรค์ไม่ใช่เรื่องของอัจฉริยะหรือศิลปินเท่านั้น คนธรรมดาอย่างเราๆ ก็สามารถมีไอเดียที่เปลี่ยนโลกได้ คิดแตกต่าง Jeff และ Staney DeGraff นักวิจัยด้านนวัตกรรมที่ทำงานกับบริษัทชั้นนำมากกว่า 250 แห่ง พบว่าความคิดสร้างสรรรค์ที่ยิ่งใหญ่มักมาจากคนธรรมดาที่ มองสิ่งต่างๆ ด้วยมุมมองใหม่ เหมือนกับคนที่คิดค้น Post-it – เขาแค่พยายามทำกาวที่แน่นกว่าเดิม แต่กลับได้กาวที่ติดไม่แน่น แทนที่จะผิดหวัง เขากลับคิดว่า “กาวที่ติดแล้วหลุดง่ายๆ นี่ใช้ทำอะไรได้บ้างนะ?” ผลลัพธ์คือ กระดาษโน้ตเหลืองเล็กๆ ที่กลายเป็นของใช้จำเป็นในออฟฟิศทุกแห่ง CREATE Method ทั้งสองคนได้รวบรวมวิธีการคิดสร้างสรรค์เป็น 6 ขั้นตอนที่จำง่าย ใช้ได้จริง ด้วยคำย่อ CREATE C = Clarify (ทำให้ชัดเจน) – เริ่มจากการถามคำถามที่ถูก ก่อนจะคิดหาคำตอบ เราต้องรู้ก่อนว่า ปัญหาจริงๆ คืออะไร…

  • เดินทางค้นหาความลับ ลองนึกภาพดูสิ สนามเทนนิสเก่าๆ แห่งหนึ่งในมอสโกว์ที่หนาวเหน็บ มีแค่สนามในร่มเพียงสนามเดียว สภาพก็ไม่ได้ดีอะไร แต่สถานที่เล็กๆ แห่งนี้กลับผลิตนักเทนนิสหญิงระดับโลกออกมาได้มากกว่าประเทศอเมริกาทั้งประเทศ! นี่คือจุดเริ่มต้นของการเดินทางสำรวจโลกที่น่าทึ่งของเดเนียล คอยล์ นักข่าวและนักเขียนชื่อดัง ที่ใช้เวลากว่า 14 เดือนเดินทางไปยัง “รังแห่งความสามารถ” ต่างๆ ทั่วโลก ตั้งแต่สนามฟุตบอลในเซาเปาโล บราซิล ไปจนถึงโรงเรียนดนตรีเก่าแก่ในนิวยอร์ก คำถามที่ติดตามเขาไปตลอดการเดินทางคือ “ทำไมบางสถานที่ถึงสามารถผลิตคนเก่งออกมาได้เป็นกอง ในขณะที่บางที่มีทรัพยากรดีกว่า กลับทำไม่ได้?” การดิ้นรนเป็นกุญแจสู่ความสำเร็จ สิ่งแรกที่คอยล์พบในการเดินทางครั้งนี้ทำให้เขาต้องปรับความคิดใหม่ทั้งหมด เขาคาดหวังว่าจะได้เห็นความเร็ว พลัง และความสง่างามระดับโลก และครึ่งหนึ่งของสิ่งที่เขาเห็นก็เป็นอย่างที่คาดไว้จริงๆ แต่อีกครึ่งหนึ่งกลับแปลกมาก เขาเห็นเด็กๆ เหล่านั้นดิ้นรน เคลื่อนไหวช้าๆ ระมัดระวัง หยุดคิด และทำผิดบ่อยๆ แล้วก็แก้ไข มันไม่เหมือนการแสดงของคนเก่งเลย แต่เหมือนกับคนที่กำลังปีนเขาน้ำแข็ง – ทีละก้าว อย่างระมัดระวัง 6 นาทีแห่งการเปลี่ยนแปลง หนึ่งในตัวอย่างที่โดดเด่นที่สุดคือเรื่องของคลาริสซ่า เด็กสาวที่เรียนเปียโน เธอฝึกเพลงท่อนหนึ่งเป็นเวลา 6 นาที แต่ภายในเวลานั้น เธอหยุด เริ่มใหม่ แก้ไข และทำซ้ำนับครั้งไม่ถ้วน…

  • คุณเคยสงสัยไหมว่าทำไมบางทีมงานทำงานกันได้ลื่นไหล ราวกับเป็นหนึ่งเดียว ในขณะที่บางทีมกลับมีแต่ปัญหา แม้จะมีคนเก่งๆ มากมาย? คำตอบอาจจะไม่ซับซ้อนอย่างที่คิด เพียงแต่เราต้องเข้าใจว่า “วัฒนธรรม” คืออะไร และสร้างได้อย่างไร Daniel Coyle นักเขียนขายดีแห่ง New York Times ได้ให้คำตอบผ่านหนังสือ “The Culture Playbook: 60 Highly Effective Actions to Help Your Group Succeed” ซึ่งเกิดจากการศึกษาทีมงานที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลกเป็นเวลากว่า 10 ปี เริ่มจากความสงสัย เรื่องราวเริ่มต้นเมื่อ Daniel เดินทางไปศึกษาองค์กรต่างๆ ที่มีชื่อเสียงในด้านการทำงานเป็นทีม ตั้งแต่ทีมฟุตบอลหญิงทีมชาติสหรัฐอเมริกา, สตูดิโอ Pixar, บริษัทออกแบบ IDEO, ทีมบาสเกตบอล San Antonio Spurs ไปจนถึงหน่วยรบพิเศษ Navy SEAL Team 6 ในระหว่างการศึกษา เขาพบสิ่งที่น่าสนใจ: ทุกครั้งที่เจอเทคนิคดีๆ วิธีการสร้างความเป็นหนึ่งเดียว…

  • จากการศึกษาของ Daniel Coyle ในหนังสือ The Culture Code: The Secrets of Highly Successful Groups การทดลองสปาเก็ตตี้ที่เปลี่ยนมุมมอง ลองนึกภาพดูว่าคุณได้รับภารกิจสนุก ๆ ให้สร้างหอคอยให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยใช้เพียงเส้นสปาเก็ตตี้ดิบ เทปใส เชือก และมาร์ชแมลโลว์ 1 ก้อน เวลาที่ได้แค่ 18 นาที นี่คือการทดลองจริงที่ Peter Skillman นักออกแบบชื่อดัง นำไปทดสอบกับกลุ่มคนต่าง ๆ เพื่อดูว่าใครจะสามารถทำงานร่วมกันได้ดีที่สุด ในมุมหนึ่งของห้อง นักศึกษาบิซิเนสสกูลกำลังประชุมกันอย่างจริงจัง พวกเขาวิเคราะห์ปัญหา แบ่งหน้าที่ วางแผนกลยุทธ์ พูดคุยกันถึงข้อดี-ข้อเสียของแต่ละแนวทาง ดูเป็นมืออาชีพจริง ๆ ขณะที่ในอีกมุมหนึ่ง เด็กอนุบาลกำลังยืนเป็นวงกลมใกล้ ๆ กัน ไม่มีใครเป็นหัวหน้า ไม่มีการวางแผนอะไรเลย แค่เริ่มต้นทำไปเรื่อย ๆ หยิบเส้นสปาเก็ตตี้มาประกอบกัน พูดคุยกันสั้น ๆ “อันนี้ดีไหม?” “ลองอันนี้ดู” แล้วก็ปรับแก้ไปเรื่อย…

  • เมื่อพูดถึงการประสบความสำเร็จในการทำงาน หลายคนมักจะนึกถึงภาพของนักธุรกิจที่แกร่งกล้า มือถือฉลาม ที่พร้อมจะเหยียบย่ำใครก็ตามเพื่อขึ้นไปสู่จุดสูงสุด แต่หากผมบอกว่า ผู้ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลกนี้ กลับเป็นคนที่ชอบ “ให้” มากกว่า “เอา” คุณจะเชื่อไหม? นี่คือสิ่งที่ศาสตราจารย์ Adam Grant จากมหาวิทยาลัย Wharton ค้นพบในงานวิจัยของเขา และเขียนรวมเป็นหนังสือ “Give and Take: Why Helping Others Drives Our Success” ซึ่งเปลี่ยนแปลงมุมมองของคนนับแสนเรื่องความหมายที่แท้จริงของความสำเร็จ การค้นพบ เรื่องทั้งหมดเริ่มต้นจากคำถามง่ายๆ ของ Grant ว่า ทำไมบางคนถึงประสบความสำเร็จ ในขณะที่บางคนไม่เป็นเช่นนั้น เขาทำการวิจัยกับคน 30,000 คนจากหลากหลายอุตสาหกรรม และพบว่า นอกจากปัจจัย 3 อย่างที่เราคุ้นเคย คือ แรงจูงใจ ความสามารถ และโอกาส แล้ว ยังมีปัจจัยที่ 4 ที่สำคัญมาก นั่นคือ วิธีที่เราปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น จากการวิจัย Grant พบว่า…

  • ลองนึกภาพดูว่า ถ้าชีวิตเป็นเกม คุณจะเล่นแบบไหน? เล่นเพื่อชนะ หรือเล่นเพื่อให้เกมดำเนินต่อไป? Simon Sinek ผู้เขียนหนังสือ “The Infinite Game” ได้ตั้งคำถามนี้ขึ้นมา และทำให้เราได้มองโลกในมุมใหม่ที่น่าสนใจมาก ผ่านแนวคิดเรื่อง “เกมจำกัด” และ “เกมไม่จำกัด” ที่จะเปลี่ยนวิธีคิดของเราไปตลกดกาล เกมสองแบบ เมื่อหลายปีก่อน มีบริษัทเทคโนโลยีใหญ่สองแห่งที่มีวิธีการแข่งขันแตกต่างกันมาก บริษัทแรกมุ่งเน้นการทำลายคู่แข่ง พยายามชนะทุกการแข่งขัน และวัดความสำเร็จจากยอดขายในแต่ละไตรมาส พนักงานถูกกดดันให้ทำผลงานระยะสั้น บรรยากาศในบริษัทเต็มไปด้วยความกลัว เพราะใครที่ทำผลงานไม่ดีจะถูกไล่ออก บริษัทที่สองกลับคิดต่าง พวกเขามีเป้าหมายใหญ่คือ “ทำให้โลกเป็นที่ดีกว่าเดิม” แทนที่จะมุ่งทำลายคู่แข่ง พวกเขากลับมองคู่แข่งเป็นแรงบันดาลใจในการพัฒนาตัวเอง พนักงานได้รับการสนับสนุนให้ทดลอง ล้มเหลว และเรียนรู้ บริษัทนี้เติบโตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน อะไรคือความแตกต่าง? บริษัทแรกเล่น “เกมจำกัด” ส่วนบริษัทที่สองเล่น “เกมไม่จำกัด” เกมที่จบ vs เกมที่ไม่มีวันจบ เกมที่จบ (Finite Game) เหมือนการแข่งฟุตบอล มีกฎที่ชัดเจน 90 นาที มีผู้ชนะและผู้แพ้ เมื่อเวลาหมด เกมจบ ทุกคนรู้ว่าใครชนะ…

  • เมื่อชีวิตดูไร้จุดหมาย ลองนึกภาพว่าเราตื่นขึ้นมาทุกเช้า ไปทำงาน กลับบ้าน นอน แล้วทำซ้ำเป็นวงจรเดิม ๆ วันแล้ววันเล่า หลายคนอาจรู้สึกว่าชีวิตของตัวเองเหมือนรถไฟที่วิ่งไปเรื่อย ๆ โดยไม่รู้ว่าจะไปหยุดที่สถานีไหน หรือทำไมถึงต้องขึ้นรถไฟคันนี้ Simon Sinek นักเขียนและนักพูดชื่อดัง เคยผ่านช่วงเวลาแบบนี้มาก่อน เขาเล่าว่าช่วงหนึ่งในชีวิต เขารู้สึกหลงทาง ไม่มีแรงบันดาลใจในการทำงาน แม้จะประสบความสำเร็จในเชิงธุรกิจ แต่ภายในกลับว่างเปล่า จนกระทั่งวันหนึ่ง เขาค้นพบสิ่งที่เขาเรียกว่า “ทำไม” (WHY) ของชีวิต การค้นพบนี้ไม่เพียงเปลี่ยนชีวิตของ Simon เท่านั้น แต่ยังกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้คนทั่วโลกนับล้าน ผ่านการบรรยาย TED Talk ที่มีผู้ชมมากที่สุดอันดับต้น ๆ และหนังสือ “Find Your Why” ที่เขาเขียนร่วมกับ David Mead และ Peter Docker ความหมายที่แท้จริงของ “ทำไม(Why)” “ทำไม” ไม่ใช่คำถามธรรมดา ๆ ที่เราถามเด็ก แต่เป็นแก่นแท้ของการดำรงอยู่ มันคือจุดประสงค์ สาเหตุ หรือความเชื่อพื้นฐานที่เป็นแรงขับเคลื่อนทุกสิ่งที่เราทำ…

  • เรื่องจากค่ายทหารที่เปลี่ยนมุมมองการเป็นผู้นำ หลายปีที่แล้ว Simon Sinek นักเขียนชื่อดังได้เดินทางไปเยี่ยมชมฐานทัพของกองทัพสหรัฐฯ ในอัฟกานิสถาน สิ่งที่เขาพบเห็นทำให้เขาตกใจมาก เมื่อถึงเวลาทานอาหาร แทนที่ผู้บังคับบัญชาจะเดินเข้าไปกินก่อน กลับกลายเป็นว่าทหารยศต่ำที่สุดจะได้กินก่อน ส่วนนายทหารชั้นผู้ใหญ่จะยืนรอจนกว่าลูกน้องทุกคนจะได้กินเสร็จก่อน นี่ไม่ใช่ธรรมเนียมโบราณ แต่เป็นหลักการที่เรียกว่า “Leaders Eat Last” หรือ “ผู้นำกินทีหลัง” เมื่อ Sinek ถามเหตุผล คำตอบที่ได้กลับทำให้เขาซาบซึ้งใจมาก “เพราะพวกเขาเป็นคนที่เราต้องดูแล” นายทหารใหญ่คนหนึ่งตอบ “ถ้าเกิดสงครามขึ้น พวกเขาคือคนที่จะเสียสละเพื่อพวกเรา ดังนั้นตอนสงบๆ แบบนี้ เราควรดูแลพวกเขาก่อน” คำตอบนี้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้ Sinek เขียนหนังสือ “Leaders Eat Last” ขึ้นมา โดยมีคำถามใหญ่ว่า “ทำไมบางทีมถึงเข้มแข็งและช่วยเหลือกัน ในขณะที่บางทีมกลับแตกแยกและแย่งชิงกัน” วิทยาศาสตร์แห่งความร่วมมือ ก่อนจะตอบคำถามนี้ เราต้องเข้าใจก่อนว่าสมองมนุษย์ทำงานอย่างไร ในร่างกายเราทุกคนมีสารเคมี 4 ตัวที่ควบคุมพฤติกรรมและความรู้สึกของเรา แต่ละตัวมีหน้าที่ต่างกัน เอนโดฟิน – พลังงานแห่งความอดทน เอนโดฟินเป็นเหมือนยาแก้ปวดธรรมชาติของร่างกาย เมื่อเราออกกำลังกายหนักๆ หรือทำงานหนัก ร่างกายจะหลั่งเอนโดฟินออกมาทำให้เรารู้สึกดีและทนได้มากขึ้น ลองนึกภาพนักวิ่งมาราธอน ช่วงแรกเขาอาจรู้สึกเหนื่อย…

  • เมื่อหลายปีก่อน มีชายหนุ่มคนหนึ่งชื่อ Simon Sinek ยืนอยู่บนเวที TED และพูดประโยคหนึ่งที่ทำให้ผู้คนทั่วโลกต้องหยุดคิด เขาพูดว่า “คนเราไม่ซื้อในสิ่งที่คุณทำ แต่ซื้อในสิ่งที่คุณเชื่อ” ประโยคง่ายๆ นี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของหนังสือที่เปลี่ยนแปลงวิธีคิดของผู้นำธุรกิจและองค์กรนับล้านคนทั่วโลก หนังสือ “Start with Why” ที่เล่าเรื่องง่ายๆ แต่ลึกซึ้งเกี่ยวกับความลับของผู้นำที่ยิ่งใหญ่ เรื่องเล่าจากคำถามง่ายๆ ที่ไม่ง่ายเลย ทุกเรื่องราวดีๆ มักเริ่มต้นจากคำถาม และคำถามของ Sinek ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น เขาสงสัยว่า ทำไมบางคนหรือบางองค์กรถึงสามารถสร้างแรงบันดาลใจและประสบความสำเร็จได้มากกว่าคนอื่นๆ ที่มีความสามารถ ทรัพยากร และโอกาสไม่ต่างกันมากนัก? เขายกตัวอย่างที่ทำให้คนฟังต้องนึกตาม ทำไม Apple ถึงสามารถขายคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ แท็บเล็ต และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ได้สำเร็จ ในขณะที่บริษัทอื่นๆ ที่มีเทคโนโลยีไม่ต่างกัน กลับไม่สามารถทำได้? ทำไม Wright Brothers สองพี่น้องช่างจักรยานจากเมืองเล็กๆ ถึงบินได้ก่อนทีมที่มีเงินทุน ความรู้ และการสนับสนุนจากรัฐบาลมากกว่า? คำตอบที่ Sinek ค้นพบนั้นทั้งง่ายและซับซ้อนไปในเวลาเดียวกัน ผู้นำที่ยิ่งใหญ่ทุกคน เริ่มต้นด้วยการถาม “ทำไม” ก่อนเสมอ…

  • มีเรื่องเล่าที่น่าสนใจเกิดขึ้นในป่าแมนน์กัลช์ รัฐมอนแทนา เมื่อปี 1949 วันนั้นเป็นวันที่อากาศร้อนแห้ง ลมแรง ไฟป่าลุกลามอย่างรวดเร็ว นักดับเพลิงหนุ่มชื่อ แว็กแมน ดอดจ์ กำลังนำทีมเข้าไปดับไฟ แต่เมื่อเขามองดูสถานการณ์แล้ว เขากลับทำสิ่งที่แปลกประหลาด เขาจุดไฟใหม่! ทีมงานของเขาตกใจ คิดว่าหัวหน้าคลั่ง ทำไมต้องจุดไฟใหม่ในขณะที่กำลังหนีไฟป่าอยู่? แต่ดอดจ์รู้ดีว่าเขาต้องทำอะไร เขาเผาหญ้าข้างหน้าให้หมดก่อน แล้วนอนลงในพื้นที่ที่เผาแล้ว เพื่อหาที่หลบไฟ นี่คือตัวอย่างแรกของการ “คิดใหม่” ที่ Adam Grant นำมาเล่าในหนังสือ Think Again เรื่องราวที่สอนให้เรารู้ว่า บางครั้งการรอดชีวิตไม่ได้อยู่ที่การทำตามกฎเกณฑ์เดิม แต่อยู่ที่ความกล้าที่จะคิดนอกกรอบ ทำไมเราถึงไม่อยากเปลี่ยนความคิด? ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เราต้องเจอกับความจริงที่ว่า สิ่งที่เรารู้เมื่อวานนี้ อาจจะไม่ใช่ความจริงในวันนี้แล้ว แต่ทำไมคนเราถึงไม่อยากเปลี่ยนใจ? Grant อธิบายว่าสมองของเรามีกลไกป้องกันตัวเอง เวลาที่มีข้อมูลใหม่เข้ามาขัดแย้งกับสิ่งที่เราเชื่อ สมองจะพยายาม “ปฏิเสธ” ข้อมูลนั้น เหมือนกับระบบภูมิคุมกันที่ต้านทานเชื้อโรค ลองนึกดูเมื่อคุณอ่านข่าวที่ขัดแย้งกับความคิดการเมืองของคุณ ปฏิกิริยาแรกของคุณคือการคิดว่า “ข่าวนี้ต้องเป็นข่าวปลอม” หรือ “คนเขียนต้องมีอคติ” ใช่ไหม? นี่คือสิ่งที่ Grant เรียกว่า “การเป็นนักเทศน์”…