Category: พัฒนาตัวเอง

  • วันหนึ่งในปี 2008 Julie Zhuo นักออกแบบสาววัย 25 ปีใน Facebook ได้รับข่าวที่เปลี่ยนชีวิตเธอไปตลอดกาล หัวหน้าเรียกเธอเข้าไปในห้องแล้วบอกว่า “เราอยากให้เธอมาเป็นผู้จัดการทีม Design” Julie รู้สึกทั้งดีใจและตกใจปนกัน ดีใจที่ได้รับความไว้วางใจ แต่ตกใจเพราะเธอไม่เคยจัดการใครมาก่อนเลย เธอไม่รู้ว่าผู้จัดการที่ดีต้องทำอะไรบ้าง นอกจากการสั่งงานคน หนังสือ “The Making of a Manager” เกิดขึ้นจากประสบการณ์จริงของ Julie ในการเรียนรู้ที่จะเป็นผู้จัดการที่ดี ตั้งแต่วันแรกที่เธอไม่รู้ว่าต้องทำอะไร จนกลายเป็นหนึ่งในผู้บริหาร Facebook ที่ประสบความสำเร็จ วันแรกที่กลายเป็นผู้จัดการ: ความสับสนที่ทุกคนเคยผ่าน Julie เล่าว่าวันแรกที่เป็นผู้จัดการ เธอคิดว่าแค่เดินไปหาคนในทีมแล้วบอกว่า “ตอนนี้ฉันเป็นหัวหน้าแล้วนะ พวกเธอต้องทำตามที่ฉันบอก” แต่เมื่อเธอทำจริงๆ บรรยากาศในทีมกลับแปลกๆ คนในทีมดูไม่มีความสุข งานที่ออกมาก็ไม่ดีเท่าที่ควร เธอเริ่มสงสัยว่าทำไมการเป็นผู้จัดการถึงยากขนาดนี้ เพื่อนๆ ที่เคยสนิทสนมกันก็เริ่มห่างเหิน เพราะไม่รู้ว่าจะปฏิบัติกับเธอยังไง เธอเองก็ไม่รู้ว่าจะวางตัวกับเพื่อนที่ตอนนี้กลายเป็นลูกน้องอย่างไร วันหนึ่ง Julie ได้คุยกับผู้จัดการคนอื่นๆ ในบริษัท เธอค้นพบว่าทุกคนเคยผ่านความรู้สึกแบบนี้มา การเป็นผู้จัดการไม่ใช่เรื่องธรรมชาติที่เกิดขึ้นเองได้ แต่เป็นทักษะที่ต้องเรียนรู้ ค้นพบความหมายที่แท้จริงของการเป็นผู้จัดการ…

  • เคยไหมครับที่รู้สึกตื่นเต้นปนกังวลในวันแรกของการทำงานใหม่? หัวใจเต้นแรง ไม่รู้ว่าจะต้องเจออะไรบ้าง คนในออฟฟิศเป็นยังไง งานหนักแค่ไหน หรือตัวเองจะทำได้ดีไหม เอาจริงๆ แล้ว ความรู้สึกแบบนี้เป็นเรื่องปกติมาก แม้กระทั่งผู้บริหารระดับสูงที่มีประสบการณ์มากมายก็ยังรู้สึกเช่นเดียวกัน Michael Watkins ผู้เขียนหนังสือ “The First 90 Days” เล่าว่า เขาเคยเจอผู้บริหารคนหนึ่งที่ประสบความสำเร็จมาตลอดชีวิต แต่พอเข้าบริษัทใหม่ กลับล้มเหลวอย่างน่าเศร้า ทำไมถึงเป็นแบบนี้? คำตอบอยู่ที่ว่า ช่วง 90 วันแรกเป็นช่วงเวลาทองคำ ที่จะกำหนดว่าเราจะประสบความสำเร็จหรือล้มเหลวในตำแหน่งใหม่ โลกแห่งความจริง ลองนึกภาพคุณอำนาจ ผู้จัดการฝ่ายขายคนใหม่ที่เพิ่งย้ายมาจากบริษัทคู่แข่ง วันแรกที่เข้ามา เขารู้สึกมั่นใจมาก เพราะมีประสบการณ์ขายมา 10 ปี คิดว่างานนี้คงไม่ยากอะไร สัปดาห์แรก คุณอำนาจเรียกประชุมทีมขายทั้งหมด แล้วประกาศว่า “เราต้องเปลี่ยนกลยุทธ์การขายใหม่หมด เพราะวิธีเก่าไม่ได้ผล” เขาพูดด้วยความมั่นใจ โดยไม่ได้สอบถามความคิดเห็นใครเลย ผลที่ตามมาคือ… ทีมขายเริ่มไม่พอใจ พวกเขารู้สึกว่าถูกดูถูก เพราะวิธีการเก่าที่ใช้อยู่จริงๆ แล้วใช้ได้ผลดี แค่ต้องปรับปรุงเล็กน้อยเท่านั้น ไม่นานพนักงานเก่าเริ่มลาออก ยอดขายตกลง และคุณอำนาจก็ถูกไล่ออกภายใน 6 เดือน อย่าเพิ่งรีบเปลี่ยนแปลง…

  • มีเรื่องเล่าเก่าๆ เรื่องหนึ่งว่า คนตาบอดสามคนเจอช้างตัวหนึ่ง คนแรกจับงาแล้วบอกว่า “ช้างเหมือนเชือก” คนที่สองจับขาแล้วบอกว่า “ช้างเหมือนต้นไผ่” คนสุดท้ายจับลำตัวแล้วบอกว่า “ช้างเหมือนกำแพง” ทั้งสามคนโต้เถียงกันไม่เลิก แต่จริงๆ แล้วพวกเขาต่างก็พูดถูก – เพียงแต่มองแค่ส่วนเดียว Donella H. Meadows นักคิดชาวอเมริกัน ต้องการให้เราเลิกเป็นคนตาบอดสามคนนั้น เธอเขียนหนังสือ “Thinking in Systems” เพื่อสอนให้เราเห็นช้างทั้งตัว – หรือที่เรียกว่า “การคิดแบบระบบ” เริ่มต้นด้วยเรื่องใกล้ตัว: ครอบครัวที่บ้านเรา ลองนึกภาพครอบครัวทั่วไปดูสิ พ่อทำงานหนัก แม่ดูแลบ้าน ลูกเรียนหนังสือ เห็นๆ ก็แค่คนสามคนใช้ชีวิตธรรมดา แต่ถ้ามองแบบระบบ จะเห็นภาพที่ซับซ้อนกว่านั้น เมื่อพ่อเครียดจากงาน เขาอาจหงุดหงิดกับแม่ แม่เครียดก็อาจด่าลูก ลูกเครียดก็อาจเรียนไม่ได้ เรียนไม่ได้ก็เครียดมากขึ้น กลับมาทำให้บรรยากาศบ้านแย่ลง พ่อแม่เครียดมากขึ้น นี่คือสิ่งที่ Meadows เรียกว่า “ห่วงป้อนกลับ” (feedback loop) – การกระทำหนึ่งส่งผลไปเรื่อยๆ แล้วกลับมาส่งผลต่อตัวเองอีกครั้ง ระบบคืออะไรกันแน่? Meadows…

  • เรื่องเล่าจากโรงงานแกรนิตที่เกือบล้มละลาย เมื่อหลายปีก่อน มีโรงงานผลิตหินแกรนิตแห่งหนึ่งที่เกือบจะปิดตัวลง ยอดขายตกลง คนงานลาออกกันเป็นแถว เครื่องจักรเก่าๆ เสียบ่อย ผู้จัดการใหญ่นั่งเศร้าใจอยู่ในออฟฟิศ ไม่รู้จะทำอย่างไร แต่แล้วโรงงานนี้ก็กลับมาเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมภายในเวลาเพียงสามปี เกิดอะไรขึ้น? คำตอบอยู่ในหนังสือ “The Fifth Discipline” ของ ปีเตอร์ เซงเก ที่เปลี่ยนวิธีคิดเรื่องการบริหารองค์กรไปตลอดกาล เซงเกเล่าให้ฟังว่า ผู้จัดการใหญ่คนนั้นไม่ได้ไปจ้างที่ปรึกษาราคาแพง หรือซื้อเครื่องจักรใหม่ เขาทำสิ่งที่ง่ายแต่ทรงพลัง นั่นคือ สร้างองค์กรแห่งการเรียนรู้ การเรียนรู้เร็วกว่าคู่แข่ง = อาวุธลับแห่งอนาคต “ในอนาคต ข้อได้เปรียบเพียงอย่างเดียวที่ยั่งยืนคือ ความสามารถในการเรียนรู้ของเราที่เร็วกว่าคู่แข่ง” เซงเกเขียนไว้ในหนังสือ ลองคิดดูสิครับ Nokia เคยเป็นราชาของโทรศัพท์มือถือ แต่พอ iPhone เข้ามา Nokia ก็ล่มสลาย ไม่ใช่เพราะ Nokia ไม่มีเทคโนโลยี แต่เพราะพวกเขาเรียนรู้ช้าเกินไป ไม่เข้าใจว่าโลกกำลังเปลี่ยน หรือดู Kodak ที่เคยครองตลาดฟิล์มถ่ายรูป พอยุคดิจิทัลมาถึง พวกเขายังคิดว่าคนจะยังใช้ฟิล์มอยู่ ผลสุดท้าย? ล้มละลาย ในทางตรงกันข้าม ดู Toyota…

  • คุณเคยสงสัยไหมว่า ทำไมบางครั้งการสื่อสารกับคนรักหรือคู่ครองถึงยากเหลือเกิน เหมือนกับว่าเราพูดคนละภาษากัน หรือมาจากคนละโลกกัน จอห์น เกรย์ นักจิตวิทยาชื่อดัง ได้เขียนหนังสือ “Men Are from Mars, Women Are from Venus” เพื่อตอบคำถามนี้ โดยเปรียบเทียบว่าผู้ชายกับผู้หญิงนั้นแตกต่างกันราวกับมาจากคนละดาวเคราะห์ วันนี้เราจะมาเล่าเรื่องราวในหนังสือเล่มนี้กัน พร้อมยกตัวอย่างจากชีวิตจริงที่หลายคนอาจจะเจอและรู้สึกคุ้นเคย ความแตกต่าง เกรย์เริ่มต้นหนังสือด้วยนิทานที่น่าสนใจ กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ผู้ชายอาศัยอยู่บนดาวอังคาร ส่วนผู้หญิงอยู่บนดาวศุกร์ ทั้งสองกลุ่มมีความสุขกับวิถีชีวิตของตัวเอง จนกระทั่งวันหนึ่งพวกเขาได้พบกัน และตกหลุมรักกัน จึงตัดสินใจย้ายมาอยู่ร่วมกันบนโลก แต่เมื่อมาอยู่บนโลกแล้ว ทั้งสองกลุ่มกลับลืมไปว่าตัวเองมาจากคนละดาว พวกเขาคาดหวังให้อีกฝ่ายคิดและทำตัวเหมือนตัวเอง เมื่อไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง ปัญหาต่างๆ จึงเกิดขึ้น นิทานนี้สะท้อนให้เห็นว่า ความเข้าใจผิดในความสัมพันธ์มักเกิดจากการที่เราลืมไปว่า ผู้ชายและผู้หญิงมีธรรมชาติที่แตกต่างกัน ชาวดาวอังคาร: ความเป็นผู้ชาย ผู้ชายบนดาวอังคารมีคุณค่าหลักคือ “อำนาจ ความสามารถ ประสิทธิภาพ และความสำเร็จ” พวกเขาทำทุกอย่างเพื่อพิสูจน์ตัวเองและเพิ่มพูนอำนาจของตน ลักษณะเด่นของผู้ชาย: 1. ชอบแก้ปัญหาด้วยตัวเอง เมื่อผู้ชายเจอปัญหา สัญชาตญาณแรกคือการแก้ไขด้วยตัวเอง การขอความช่วยเหลือเป็นทางเลือกสุดท้าย เพราะรู้สึกว่าเป็นการยอมรับความอ่อนแอ ตัวอย่าง: เวลาขับรถหลงทาง…

  • เรื่องเล่าจากห้องประชุม วันหนึ่งในปี 2019 ที่มหาวิทยาลัย Stanford ศาสตราจารย์ Ilya Strebulaev นั่งอยู่ในห้องประชุมกับกลุ่มนักลงทุนเสี่ยง (Venture Capitalists) ระดับโลก เขาตั้งคำถามง่ายๆ ที่ทำให้ทุกคนในห้องหยุดคิด “ทำไมพวกคุณถึงประสบความสำเร็จได้ขนาดนี้ ทั้งที่ 90% ของสตาร์ทอัพที่คุณลงทุนจะล้มเหลว?” คำตอบที่ได้กลับมาทำให้เขาตระหนักว่า ความคิดของนักลงทุนเสี่ยงไม่ใช่แค่เรื่องของการลงทุน แต่เป็นแนวคิดที่สามารถนำมาใช้กับทุกด้านของชีวิต หนังสือ “The Venture Mindset” จึงเกิดขึ้นจากการค้นพบนี้ เป็นหนังสือที่จะพาเราไปรู้จักวิธีคิดที่แตกต่าง วิธีคิดที่จะช่วยให้เราเผชิญกับความไม่แน่นอนของโลกได้อย่างชาญฉลาด ทำไมการล้มเหลวถึงนำไปสู่ความสำเร็จ ลองนึกภาพว่าคุณเป็นนักลงทุน วันนี้คุณต้องตัดสินใจลงทุนในบริษัทสตาร์ทอัพ 10 บริษัท คุณรู้อยู่แล้วว่า 7-8 บริษัทจะล้มเหลว 1-2 บริษัทจะอยู่รอดแต่ไม่โตมาก และมีโอกาสเพียง 1 บริษัทเดียวที่จะประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ คนธรรมดาอาจคิดว่า “นี่มันแย่มาก อัตราการล้มเหลวสูงขนาดนี้” แต่นักลงทุนเสี่ยงกลับคิดว่า “เยี่ยมเลย ถ้าบริษัทหนึ่งบริษัทที่ประสบความสำเร็จให้ผลตอบแทน 100 เท่า มันจะชดเชยความเสียหายจากอีก 9 บริษัทที่ล้มเหลว” ตัวอย่างชัดเจนคือ Peter Thiel…

  • บทนำ: เรื่องราวของคนที่คิดว่าตัวเองไม่เก่ง มีเพื่อนคนหนึ่งชื่อแอน เธอเล่าให้ฟังว่าตอนเรียนมหาวิทยาลัย เธอเคยอิจฉาเพื่อนร่วมห้องมาก เพราะเพื่อนคนนั้นเก่งทุกอย่าง วาดรูปได้สวย เล่นกีตาร์เพราะ เขียนหนังสือได้ แม้แต่ทำอาหารก็อร่อย “ฉันนึกแล้วว่าคนเราต้องเกิดมาพร้อมความสามารถ ถ้าไม่มีก็ไม่มี” แอนเล่า “เลยไม่เคยลองทำอะไรใหม่ๆ เพราะกลัวว่าตัวเองไม่เก่ง” แต่แล้ววันหนึ่ง แอนได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่งที่ชื่อว่า “Suddenly Talented” ของ Sean D’Souza ซึ่งมาบอกเธอว่า ความคิดที่ว่าคนเราต้องเกิดมาเก่ง นั่นเป็นความเข้าใจผิดครับ! ความจริงเรื่องความเก่งที่ไม่มีใครเล่าให้ฟัง Sean D’Souza ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ ไม่ใช่นักวิชาการที่นั่งทำวิจัยในห้องแล็บ แต่เป็นคนที่สอนจริงมาหลายปี ไม่ว่าจะเป็นการวาดการ์ตูน ภาพสีน้ำ การถ่ายภาพ หรือการเขียน ลูกศิษย์ของเขาเป็นคนที่จ่ายเงินเรียนจริง และที่สำคัญคือ สามารถเลิกเรียนได้ตลอดเวลา (เพราะเรียนออนไลน์) แต่กลับเลือกเรียนต่อจนจบ เขาสังเกตเห็นว่า ผู้คนสามารถเก่งขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ถึงขนาดที่ดูเหมือนจะ “เก่งปุบปับ” ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้พวกเขาคิดว่าตัวเองไม่มีพรสวรรค์เลย D’Souza เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “การไปถึงระดับ Doable Greatness” หรือ “ความเก่งที่ทำได้” “Doable Greatness”…

  • เคยสงสัยไหมว่าทำไมบางครั้งเราพยายามขายสินค้าดีๆ ราคาดี แต่ลูกค้ากลับไม่ซื้อ? หรือทำไมบางสินค้าที่ดูธรรมดาๆ กลับขายดีเป็นเทน้ำ เทท่า? คำตอบอยู่ในหนังสือ “The Brain Audit” ของ Sean D’Souza นักการตลาดชาวนิวซีแลนด์ที่ค้นพบ “สูตรลับ” ของสมองลูกค้า เขาพบว่าการตัดสินใจซื้อของคนเราไม่ได้เกิดขึ้นแบบสุ่มสี่สุ่มห้า แต่มีขั้นตอนชัดเจนเหมือนนักบินที่ต้องเช็คลิสต์ก่อนขับเครื่องบิน นักบินและลูกค้า: ความเหมือนที่น่าประหลาดใจ ลองนึกภาพนักบินที่กำลังจะขับเครื่องบิน เขาไม่เคยลุกขึ้นแล้วกดปุ่มบินเลย แต่จะดูในเช็คลิสต์อย่างละเอียด เช็คน้ำมัน เช็คเครื่องยนต์ เช็คระบบต่างๆ ครบทุกข้อก่อน เพราะถ้าขาดข้อใดข้อหนึ่ง อาจเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงได้ สมองของลูกค้าก็ทำงานแบบเดียวกัน มันจะ “เช็ค” 7 จุดสำคัญก่อนตัดสินใจซื้อทุกครั้ง ถ้าข้อใดไม่ผ่าน การขายก็จะล้มเหลว จุดที่ 1: ปัญหา – เมื่อความเจ็บปวดเป็นจุดเริ่มต้น เรื่องเล่า: สมิทเป็นเจ้าของร้านซ่อมคอมพิวเตอร์ เขาพยายามโฆษณาว่า “เราซ่อมเร็วที่สุด ราคาถูกที่สุด” แต่ลูกค้าไม่ค่อยมา จนกระทั่งเขาเปลี่ยนโฆษณาเป็น “คอมเปิดไม่ติด? ไฟไหม้? เราช่วยได้!” ทำไมถึงได้ผล? เพราะสมิทเริ่มพูดถึง “ปัญหา” ก่อนที่จะเสนอโซลูชั่น…

  • ชายลึกลับ ปีพ.ศ. 2541 ที่มหาวิทยาลัยเล็กๆ ในเมืองบีเลเฟลด์ ประเทศเยอรมนี มีอาจารย์คนหนึ่งเก็บตัวอยู่แต่ในห้องทำงาน เขาไม่ค่อยไปงานเลี้ยง ไม่ยุ่งกับการเมืองในมหาวิทยาลัย แต่สิ่งที่เขาทำได้นั้นทำให้เพื่อนร่วมงานอึ้งไปทั้งคณะ ชื่อของเขาคือ Niklas Luhmann (นิคลาส ลูห์มาน) นักสังคมวิทยาที่เขียนผลงานได้มากจนแทบไม่น่าเชื่อ ใน 30 ปีของอาชีพการงาน เขาเขียนหนังสือได้ 70 เล่ม บทความ 400 กว่าชิ้น และที่สำคัญ งานของเขาไม่ได้มีแค่ปริมาณ แต่มีคุณภาพสูงจนได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในนักทฤษฎีทางสังคมที่สำคัญที่สุดของศตวรรษที่ 20 เพื่อนร่วมงานจึงอยากรู้ว่า ทำไมเขาถึงเขียนได้เร็วและเก่งขนาดนี้ เมื่อไปถามเขา คำตอบที่ได้กลับทำให้หลายคนงง เขาบอกว่า “ผมไม่คิดทุกอย่างเอง ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในระบบของผม” ห้องแห่งความลับ วันหนึ่ง มีนักข่าวขอไปสัมภาษณ์ลูห์มานที่บ้าน เมื่อเขาพาไปดูห้องทำงาน สิ่งที่นักข่าวเห็นทำให้เขาตกตะลึง ห้องทำงานนั้นเต็มไปด้วยตู้ไม้สูงใหญ่ ภายในมีการ์ดกระดาษขนาดเล็กเรียงเป็นแถวเป็นหลัก นับได้ประมาณ 90,000 การ์ด แต่ละการ์ดเขียนด้วยลายมือเล็กๆ มีเลขกำกับ และที่แปลกคือ การ์ดเหล่านี้ไม่ได้เรียงตามหัวข้อหรือตามอักษร แต่เรียงตามเลขที่ดูแปลกๆ เช่น 21/3a4b5 “นี่คือเครื่องมือทำงานหลักของผม” ลูห์มานอธิบาย…

  • คุณเคยรู้สึกเหนื่อยหลังจากเข้าสังสรรค์กับเพื่อนๆ ทั้งคืนไหม? หรือเคยถูกถามว่าทำไมเงียบจัง? ถ้าใช่ แสดงว่าคุณอาจเป็นหนึ่งในผู้คนที่ Susan Cain เรียกว่า “Introvert” หรือคนเก็บตัว ซึ่งเธอเชื่อว่าเป็นพลังที่โลกใบนี้ต้องการมากที่สุด เรื่องราวที่เริ่มต้นจากความไม่เข้าใจ Susan Cain เล่าเรื่องราวของตัวเองในหนังสือ “Quiet: The Power of Introverts in a World That Can’t Stop Talking” ว่าเธอเป็นคนเก็บตัวมาตั้งแต่เด็ก ชอบอ่านหนังสือมากกว่าเล่นกับเพื่อน ชอบนั่งคิดคนเดียวมากกว่าไปปาร์ตี้ แต่สังคมรอบตัวมักมองว่าเธอ “ผิดปกติ” เธอเล่าถึงวันแรกที่ไปค่ายฤดูร้อนตอนอายุ 9 ขวบ เธอแอบเอาหนังสือไปด้วย หวังว่าจะได้อ่านในเวลาว่าง แต่กลับถูกหัวหน้าค่ายตักเตือนว่า “ที่นี่เราต้องเป็น ‘ทีมเวิร์ค’ ไม่ใช่มานั่งอ่านหนังสือคนเดียว!” เหตุการณ์นั้นทำให้เธอเริ่มตั้งคำถามว่า ทำไมโลกถึงคิดว่าการอยู่คนเดียวเป็นเรื่องผิด? ทำไมการเงียบจึงถูกมองว่าเป็นข้อบกพร่อง? โลกที่เปลี่ยนไป: จากบุคลิกภาพสู่การขาย Susan ย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์อเมริกา เธอพบว่าในต้นศตวรรษที่ 20 สังคมอเมริกันเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ จาก “Culture of Character”…