HR รีพอร์ต
Everything in hr job.
Category: พัฒนาตัวเอง
-
ในวันที่โลกกำลังเผชิญกับภาวะฉุกเฉินด้านสิ่งแวดล้อม จากภาวะโลกร้อนที่ทวีความรุนแรง ไปจนถึงการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นใหม่ในตลาดแรงงานโลกได้ดึงดูดความสนใจอย่างไม่เคยมีมาก่อน นั่นคือ “Environmental Stewardship” หรือ “ทักษะการดูแลสิ่งแวดล้อม” ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่คำศัพท์ใหม่ในวงการทรัพยากรมนุษย์ แต่กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดอนาคตของการทำงานในศตวรรษที่ 21 จุดเริ่มต้นของปรากฏการณ์ใหม่ ปลายปี 2024 เมื่อองค์การเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม (World Economic Forum) เปิดเผยรายงาน Future of Jobs Report 2025 ที่สำรวจมุมมองของผู้นายงานกว่า 1,000 รายทั่วโลก ผลการวิจัยชิ้นนี้ได้เปิดเผยความจริงที่น่าตื่นตาตื่นใจ: Environmental Stewardship ได้ปรากฏตัวขึ้นมาในรายชื่อ “10 อันดับทักษะที่เติบโตเร็วที่สุด” เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ การที่ทักษะนี้ได้รับการยอมรับในระดับสากลมิใช่เหตุบังเอิญ แต่เป็นผลโดยตรงจากกระแสการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่เรียกว่า “การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว” (Green Transition) ซึ่งคาดการณ์ว่าจะสร้างงานใหม่ถึง 170 ล้านตำแหน่งภายในปี 2030 โดย 34 ล้านตำแหน่งจะเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวโดยเฉพาะ เมื่อเกษตรกรกลายเป็นมหากาพย์แห่งอนาคต หนึ่งในเรื่องราวที่น่าสนใจที่สุดจากรายงานดังกล่าว คือการที่ “เกษตรกร” (Farmworkers) กลับมาอยู่ในอันดับหนึ่งของอาชีพที่เติบโตเร็วที่สุด…
-
ลองคิดดูสิครับ เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ใครจะไปคิดว่าเราจะต้องมาแชทกับ AI เหมือน ChatGPT เพื่อช่วยทำงาน หรือต้องกังวลเรื่องความปลอดภัยไซเบอร์จนต้องมีแผนกเฉพาะในบริษัท? โลกการทำงานเปลี่ยนเร็วมาก และหากเราไม่เตรียมตัว อาจจะตามไม่ทันได้ วันนี้เราจะมาดูกันว่า 15 ทักษะสำคัญแห่งอนาคต ที่จะกำหนดความสำเร็จในโลกการทำงานปี 2025-2030 คืออะไรบ้าง โดยข้อมูลเหล่านี้มาจากการวิจัยของ World Economic Forum, LinkedIn และ McKinsey & Company หน่วยงานชั้นนำระดับโลก เหตุใดทักษะเหล่านี้จึงสำคัญ? ก่อนที่จะไปดูรายละเอียดทักษะแต่ละตัว เรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่าทำไมทักษะพวกนี้ถึงได้มาแรง ซึ่งมีปัจจัยใหญ่ ๆ อยู่ 3 ตัวที่กำลังเปลี่ยนโลกของเรา: 1. ปัญญาประดิษฐ์ (AI) – ตอนนี้ AI ช่วยเขียนโค้ด เขียนอีเมล์ วิเคราะห์ข้อมูล และทำงานที่เป็นรูปแบบได้หมดแล้ว แต่ AI ยังไม่สามารถคิดเชิงกลยุทธ์ หรือสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ ได้ 2. การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว…
-
เริ่มต้นด้วยคำถามง่ายๆ ลองนึกดูสิครับ ถ้าเราย้อนกลับไปเมื่อ 100 ปีที่แล้ว จะเจออะไรบ้าง? ไม่มีสมาร์ทโฟน ไม่มีอินเทอร์เน็ต ไม่มีรถยนต์ไฟฟ้า แม้แต่ทีวีสีก็ยังไม่มี แต่รู้ไหมครับ ถ้าเราไปอ่านหนังสือพิมพ์เมื่อ 100 ปีก่อน จะเจอข่าวที่คุ้นตาจนน่าขนลุก ข่าวการเมืองที่คนโกรธแค้นกัน ข่าวคนรวยที่โกงเงิน ข่าวคนจนที่อิจฉาคนรวย ข่าวหุ้นที่ขึ้นลงแบบบ้าคลั่ง และข่าวคนที่เชื่อว่า “ครั้งนี้แตกต่าง” นี่แหละคือจุดเริ่มต้นของหนังสือ “Same as Ever” ของ Morgan Housel นักเขียนชื่อดังที่เคยเขียนหนังสือ “The Psychology of Money” ที่ขายดีทั่วโลก เรื่องราวที่ Housel อยากเล่าให้ฟัง Housel เล่าว่าเขาเป็นคนที่ชอบอ่านประวัติศาสตร์ วันหนึ่งเขาก็สังเกตเห็นว่า แม้โลกจะเปลี่ยนไปมาก แต่เรื่องราวที่เกิดขึ้นในแต่ละยุคสมัยกลับคล้ายๆ กันเสมอ เขายกตัวอย่างเรื่องการลงทุนในหุ้น เมื่อปี 1929 ตลาดหุ้นอเมริกาพังครั้งใหญ่ คนในยุคนั้นพากันเชื่อว่า “ครั้งนี้แตกต่าง” หุ้นจะขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีวันลง ผลออกมาเป็นยังไง? พังยับ มาถึงปี 1999-2000…
-
ในโลกที่เต็มไปด้วยคำแนะนำการเงินและการใช้ชีวิตนับพันๆ แนว มีชายคนหนึ่งที่คำพูดของเขากลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนนับล้านทั่วโลก นั่นคือ Naval Ravikant นักลงทุนและผู้ประกอบการชาวอเมริกันที่มีมุมมองเฉียบคมเกี่ยวกับการสร้างความมั่งคั่งและความสุข หนังสือ “The Almanack of Naval Ravikant” โดย Eric Jorgenson ได้รวบรวมเอาปรัชญาชีวิตของ Naval ที่กระจัดกระจายอยู่ในทวิตเตอร์ พอดแคสต์ และบทสัมภาษณ์ต่างๆ มาไว้ในเล่มเดียว วันนี้เราจะมาเจาะลึกเรื่องราวและบทเรียนชีวิตที่น่าสนใจจากชายผู้นี้กันครับ จุดเริ่มต้นของนักคิดผู้ไม่ธรรมดา Naval Ravikant เกิดในประเทศอินเดียและย้ายไปอเมริกาตอนเด็ก เขาเติบโตมาในครอบครัวที่ไม่มีฐานะ และต้องเผชิญกับความยากลำบากมากมาย แต่สิ่งที่ทำให้เขาแตกต่างคือความอยากรู้อยากเห็นและการชอบอ่านหนังสือ เขาเล่าว่าตอนเด็กเขาชอบไปที่ห้องสมุดและอ่านหนังสือทุกแขนง ไม่ว่าจะเป็นวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ปรัชญา หรือธุรกิจ ความอยากรู้แบบไม่จำกัดนี้เองที่ทำให้เขากลายเป็นคนที่มีมุมมองกว้างและลึกซึ้งในภายหลัง ต่อมาเขาก่อตั้งบริษัท AngelList ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่เชื่อมต่อสตาร์ทอัพกับนักลงทุน และกลายเป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก เขาลงทุนในบริษัทดังๆ เช่น Twitter, Uber, และ Notion แต่สิ่งที่ทำให้เขามีชื่อเสียงไม่ใช่แค่ความสำเร็จในการลงทุน แต่เป็นปรัชญาชีวิตที่เขาแบ่งปันแบบไม่เก็บงำ ความมั่งคั่งที่แท้จริงคืออะไร? สิ่งแรกที่ Naval สอนเราคือการเปลี่ยนมุมมองเรื่องความรวย เขาบอกว่า “ความมั่งคั่งคือการมีสินทรัพย์ที่สร้างรายได้ให้เราขณะที่เรานอนหลับ” ให้นึกภาพคนสองคน…
-
นักขายไอศกรีมที่กลายเป็นตำนานโฆษณา เรื่องราวเริ่มต้นจากชายหนุ่มชาวสก็อตที่เคยขายเตาทำอาหารแบบเคาะประตูบ้าน เคยทำงานเป็นเชฟในโรงแรมหรู และเคยขายไอศกรีมตามถนน แต่ใครจะคิดว่าชายคนนี้จะกลายเป็น David Ogilvy “ราชาแห่งการโฆษณา” ที่โลกจดจำตลодกาล ปี 1948 Ogilvy อายุ 37 ปี ตัดสินใจเปิดบริษัทโฆษณาขนาดเล็กในนิวยอร์ก ด้วยเงินเพียง 6,000 ดอลลาร์ เขาไม่มีประสบการณ์ในวงการโฆษณามาก่อน แต่สิ่งที่เขามีคือ ความเข้าใจผู้บริโภค จากการเป็นนักขายมาตลอดชีวิต หนังสือ “Ogilvy on Advertising” ที่เขาเขียนในปี 1983 จึงไม่ใช่แค่ตำราทฤษฎี แต่เป็นการเล่าประสบการณ์จริงของคนที่สร้างแคมเปญโฆษณาที่โด่งดังที่สุดในประวัติศาสตร์ กฎข้อแรก: “เราไม่ได้ทำศิลปะ เราขายของ” หลายคนเข้าใจผิดว่าโฆษณาคือการแสดงความคิดสร้างสรรค์ แต่ Ogilvy มองว่า โฆษณาคือการขาย เพียงแค่ใช้กระดาษและหมึกแทนการพูดคุยตัวต่อตัว เขาเล่าว่า “เมื่อฉันเขียนโฆษณา ฉันไม่ต้องการให้คนบอกว่า ‘โฆษณานี้เก่งจัง’ ฉันต้องการให้เขาซื้อสินค้า” นี่คือเหตุผลที่เขาไม่ชอบโฆษณาที่ “เฉลียวฉลาด” เกินไป เพราะบ่อยครั้งที่ผู้คนจำโฆษณาได้ แต่ลืมชื่อสินค้า เขายกตัวอย่างโฆษณาน้ำหอมที่ใช้คำเล่นสนุกสนาน แต่ขายไม่ได้ เพราะคนจำแค่มุกตลก ไม่ได้สนใจตัวสินค้า ความลับของหัวข้อที่ขายได้…
-
จากหนังสือ “Alchemy” โดย Rory Sutherland ถ้าใครเคยสงสัยว่าทำไมเราถึงยอมจ่ายเงิน 50 บาทซื้อน้ำเปล่าในร้านสะดวกซื้อ ทั้งที่น้ำประปาที่บ้านดื่มได้ฟรี หรือทำไมถึงรอลิฟต์อย่างหงุดหงิดแค่ 30 วินาที แต่เล่นเกมมือถือรอโหลดได้ตั้ง 2-3 นาที คำตอบของทุกสิ่งนี้อยู่ในหนังสือ “Alchemy” ของ Rory Sutherland นักการตลาดชื่อดังจากอังกฤษ อัลเคมีในยุคใหม่คืออะไร? ในสมัยโบราณ นักอัลเคมีพยายามเปลี่ยนโลหะธรรมดาให้กลายเป็นทองคำ แต่ในยุคนี้ “อัลเคมี” หมายถึงศิลปะในการเปลี่ยนสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ให้กลายเป็นคุณค่าอันยิ่งใหญ่ ไม่ใช่ด้วยเวทมนตร์ แต่ด้วยการเข้าใจธรรมชาติของจิตใจมนุษย์ Sutherland เล่าว่า เราชอบคิดว่าตัวเองเป็นคนมีเหตุผล ตัดสินใจด้วยข้อมูลและตรรกะ แต่ความจริงแล้ว มนุษย์เราเป็นสัตว์ที่ตัดสินใจด้วยอารมณ์และความรู้สึกเป็นหลัก แล้วค่อยหาเหตุผลมาอธิบายทีหลัง ลองนึกดู เวลาเราไปซื้อกาแฟที่ Starbucks เราไม่ได้จ่าย 150 บาทเพื่อแค่กาแฟ แต่เราจ่ายเพื่อความรู้สึกพิเศษ บรรยากาศสบายๆ และสถานะทางสังคมที่มาพร้อมกับแก้วกาแฟใบนั้น นี่คือพลังของอัลเคมี เรื่องเล่าจากโลกแห่งความเป็นจริง เคสแรก: ปาฏิหาริย์ของกระจกในลิฟต์ เมื่อหลายสิบปีก่อน โรงแรมแห่งหนึ่งในนิวยอร์กประสบปัญหาแปลกๆ แขกเริ่มบ่นว่าลิฟต์ช้ามาก แม้ว่าความเร็วในการขึ้น-ลงจะเท่าเดิม…
-
เมื่อกฎเหล็กของโลกธุรกิจถูกท้าทายด้วยความจริงที่ไม่มีใครอยากเชื่อ จินตนาการดูสิครับ คุณกำลังนั่งอ่านหนังสือธุรกิจเล่มหนึ่ง แล้วเจอประโยคที่ว่า “การวางแผนเป็นการเดาทาย” หรือ “การประชุมคือยาพิษ” คุณคงคิดว่าผู้เขียนบ้าไปแล้วใช่มั้ย? แต่เมื่อคุณอ่านต่อไป คุณจะพบว่าคำพูดเหล่านี้มาจากประสบการณ์จริงของ Jason Fried ผู้ก่อตั้งบริษัท Basecamp ที่มีมูลค่าหลายพันล้านบาท “Rework” ไม่ใช่หนังสือธุรกิจธรรมดา มันเปรียบเสมือนการปฏิวัติความคิดที่บอกเราว่า ทุกสิ่งที่เราเคยเชื่อมาเรื่องการทำงานและทำธุรกิจ อาจจะผิดทั้งหมด ทิ้งแผนการใหญ่โต เริ่มจากวันนี้ เรามักได้ยินคำแนะนำว่า “ต้องมีแผนการ 5 ปี 10 ปี” แต่ Jason Fried กลับบอกว่า การวางแผนระยะยาวเป็นเรื่องไร้สาระ เหตุผลง่ายๆ คือโลกเปลี่ยนไปเร็วมาก ลองคิดดูสิครับ เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ใครจะไปคิดว่า TikTok จะมาแทนที่ Facebook หรือ Netflix จะมาทำลายธุรกิจร้านเช่าแผ่น DVD แบบ Blockbuster ได้? บริษัท Kodak ที่เคยครองตลาดฟิล์มโลก ก็ล้มละลายเพราะไม่ทันโลกดิจิทัล “การวางแผนคือการเดาทาย”…
-
บทเรียนจากหนังสือที่เปลี่ยนโลกการทำงาน เรื่องเล่าที่เริ่มต้นจากคำถามง่ายๆ ถ้าให้คุณเดาว่า อะไรคือสิ่งที่ทำให้คนเราอยากทำงานหนัก คุณคงตอบว่า “เงิน” หรือ “ความกลัวโดนไล่ออก” ใช่ไหม? เป็นเรื่องปกติมาก เพราะเราถูกสอนมาแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก ทำดีได้รางวัล ทำผิดโดนลงโทษ แต่แล้ว Daniel Pink นักเขียนชาวอเมริกัน ได้ค้นพบสิ่งที่น่าแปลกใจมาก เขาเล่าเรื่องหนึ่งที่ทำให้เขาเริ่มสงสัยในสิ่งที่เราเชื่อมานาน เรื่องนั้นเกิดขึ้นที่มหาวิทยาลัย Wisconsin ในปี 1969 นักจิตวิทยาชื่อ Edward Deci ทำการทดลองง่ายๆ เขาให้คนสองกลุ่มมาเล่นปริศนาลูกบาศก์ กลุ่มแรกไม่ได้เงิน กลุ่มที่สองได้เงินค่าตอบแทน ผลที่ออกมาตรงข้ามกับที่คิด กลุ่มที่ได้เงินในช่วงแรกทำได้ดีจริง แต่พอหยุดให้เงิน พวกเขากลับเล่นน้อยลงและเบื่อเร็วขึ้น ในขณะที่กลุ่มที่ไม่เคยได้เงินยังคงเล่นต่อไปด้วยความสนุก นี่คือจุดเริ่มต้นของการค้นพบที่จะเปลี่ยนความเข้าใจเรื่องแรงจูงใจไปตลกกาล นักบินอวกาศที่ไม่ได้เงิน Pink เล่าเรื่องน่าสนใจอีกเรื่องหนึ่ง ในปี 2001 โครงการสารานุกรมออนไลน์ชื่อ Wikipedia เริ่มต้นขึ้น คนที่เขียนบทความให้ Wikipedia ไม่ได้เงินแม้แต่บาทเดียว แต่พวกเขาใช้เวลานับล้านชั่วโมงเขียนและแก้ไขบทความ จนกลายเป็นสารานุกรมที่ใหญ่ที่สุดในโลก ในเวลาเดียวกัน บริษัท Microsoft ที่มีเงินมหาศาล พยายามสร้างสารานุกรมออนไลน์ชื่อ Encarta…
-
เมื่อชีวิตติดหล่ม ได้เวลา “รีเซ็ต” แล้ว มีใครเคยรู้สึกบ้างไหมว่า ชีวิตเหมือนกับรถที่วิ่งไปในถนนสายเดิมทุกวัน ไปทำงาน กลับบ้าน ดูโทรทัศน์ นอน แล้วก็วนซ้ำไปเรื่อยๆ บางทีก็รู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างไม่ถูกต้อง แต่ก็ไม่รู้ว่าจะเปลี่ยนแปลงยังไง Dan Heath นักเขียนชื่อดังเจ้าของหนังสือ “Reset: How to Change What’s Not Working” เข้าใจความรู้สึกนี้ดี เขาเล่าว่าเราทุกคนมีสิ่งในชีวิตที่ “ไม่เวิร์ค” อยู่ บางคนอาจเป็นงานที่ไม่ชอบ บางคนอาจเป็นความสัมพันธ์ที่แย่ หรือบางคนอาจเป็นนิสัยที่อยากเลิกแต่เลิกไม่ได้ เรื่องราวของซาร่า ผู้จัดการที่เหนื่อยกับชีวิต มาเริ่มต้นด้วยเรื่องของซาร่า หญิงสาววัย 35 ปี ที่ทำงานเป็นผู้จัดการฝ่ายการตลาดในบริษัทใหญ่ เธอมีเงินเดือนดี บ้านสวย รถหรู ดูจากภายนอกแล้วชีวิตเธอสมบูรณ์แบบมาก แต่ในความเป็นจริง ซาร่ารู้สึกเหนื่อยหน่ายกับชีวิต เธอตื่นขึ้นมาทุกเช้าด้วยความรู้สึกหนักใจ ไม่อยากไปทำงาน แต่ก็ไปเพราะต้องรับผิดชอบ กลับถึงบ้านก็เหนื่อยเกินกว่าจะทำอะไร วันหยุดก็ใช้เวลานอนเพื่อเก็บพลัง เตรียมเผชิญกับสัปดาห์ใหม่ “ผมรู้สึกเหมือนกำลังมีชีวิตอยู่ในแบบ autopilot” ซาร่าเล่าให้เพื่อนฟัง “ทำทุกอย่างโดยไม่ได้คิด เหมือนหุ่นยนต์” ปัญหาคือเรายอมรับสิ่งที่ไม่ควรยอมรับ…
-
บทเรียนจากการมองข้ามอนาคต ปี 2012 บริษัท Kodak ผู้ผลิตฟิล์มและกล้องชื่อดังที่เคยครองใจคนทั่วโลกมากว่า 130 ปี ประกาศล้มละลาย ใครจะคิดว่าบริษัทที่เคยเป็นเจ้าตลาดฟิล์มถ่ายรูปจะจบลงด้วยวิธีนี้ สิ่งที่น่าสนใจคือ Kodak เป็นบริษัทแรกที่คิดค้นเทคโนโลยีกล้องดิจิทัลขึ้นมาในปี 1975 แต่กลับไม่กล้าลงทุนพัฒนาต่อ เพราะกลัวว่าจะกระทบกับธุรกิจฟิล์มที่กำลังทำเงินได้ดี ผลที่ได้คือ บริษัทอื่นเข้ามาครองตลาดกล้องดิจิทัลแทน และ Kodak ก็ค่อยๆ ตกขอบ เรื่องราวของ Kodak เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า การไม่มีแผนกลยุทธ์ที่มองไกลและปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงของโลกสามารถทำลายธุรกิจได้ถึงขั้นล้มละลาย นี่คือเหตุผลว่าทำไมการวางแผนเชิงกลยุทธ์จึงสำคัญมาก การวางแผนเชิงกลยุทธ์คืออะไร? ทำไมต้องทำ? พูดง่ายๆ การวางแผนเชิงกลยุทธ์คือการหาคำตอบของคำถาม 3 ข้อพื้นฐาน: แต่อย่าเข้าใจผิดว่าการวางแผนเชิงกลยุทธ์เป็นแค่การเขียนเอกสารสวยๆ แล้วเก็บไว้ในตู้ มันต้องเป็นกระบวนการที่มีชีวิต ที่ทุกคนในองค์กรเข้าใจ เข้าร่วม และนำไปปฏิบัติจริง ทำไมองค์กรต้องมีแผนกลยุทธ์? ลองนึกภาพว่าคุณขับรถไปเที่ยวต่างจังหวัดโดยไม่มีแผนที่ ไม่รู้จุดหมาย ไม่รู้เส้นทาง คุณจะรู้สึกอย่างไร? น่าจะหลงทาง เสียเวลา เสียน้ำมัน และอาจไม่ถึงจุดหมายเลย องค์กรที่ไม่มีแผนกลยุทธ์ก็เป็นแบบนี้: ในทางกลับกัน องค์กรที่มีแผนกลยุทธ์ที่ดีจะได้: 4 ขั้นตอนของการวางแผนเชิงกลยุทธ์ ขั้นตอนที่ 1:…