HR รีพอร์ต
Everything in hr job.
Category: พัฒนาตัวเอง
-
ชายผู้เปลี่ยนโลกด้วยชิปเล็กๆ ถ้าพูดถึงคนที่ทรงพลังที่สุดในโลกเทคโนโลยีตอนนี้ หลายคนอาจนึกถึง อีลอน มัสก์ หรือ มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก แต่มีชายคนหนึ่งที่อาจจะมีอิทธิพลต่ออนาคตของมนุษยชาติมากกว่าใครๆ เขาคือ เจนเซ่น หวง ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Nvidia บริษัทที่ทำชิปคอมพิวเตอร์ที่เป็นหัวใจสำคัญของปัญญาประดิษฐ์ในยุคนี้ วันนี้เราจะมาฟังเรื่องราวของชายผู้นี้ ที่เดินทางมาจากเด็กอพยพชาวไต้หวัน จนกลายเป็นหนึ่งในคนทรงอิทธิพลที่สุดของโลก การเริ่มต้นที่ไม่ได้ง่ายนัก เจนเซ่น หวง เกิดในไต้หวันเมื่อปี 1963 ตอนเขาอายุได้ 10 ขวบ ครอบครัวตัดสินใจส่งเขาและพี่ชายไปเรียนหนังสือที่อเมริกา เหตุผลก็เพื่อหาโอกาสที่ดีกว่า แต่การเริ่มต้นชีวิตในต่างแดนของเด็กชายคนเล็กนั่นไม่ง่ายเลย สิ่งแรกที่พวกเขาต้องเผชิญคือโรงเรียนประจำที่เคร่งครัดในรัฐเคนตั๊กกี้ เจนเซ่นเล่าว่า “ตอนนั้นผมไม่รู้ว่าโรงเรียนนี้เป็นโรงเรียนสำหรับเด็กที่มีปัญหา ผมแค่คิดว่าโรงเรียนอเมริกันทุกแห่งเป็นแบบนี้” เขาต้องเรียนรู้ทุกอย่างใหม่หมด ตั้งแต่ภาษาไปจนถึงวัฒนธรรม หลังจากนั้นครอบครัวย้ายไปรัฐออริกอน เจนเซ่นเริ่มแสดงความสามารถพิเศษในวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ เขาเข้าเรียนวิศวกรรมไฟฟ้าที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด และได้ปริญญาโทจาก Stanford ในปี 1992 จุดเปลี่ยน ปี 1993 เป็นปีที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของเจนเซ่น ตอนนั้นเขาอายุ 30 ปี กำลังทำงานที่บริษัทเทคโนโลยี และเห็นว่าตลาดเกมคอมพิวเตอร์กำลังเติบโต แต่การ์ดจอที่มีอยู่นั้นยังไม่ดีพอ วันหนึ่ง เขานัดเพื่อนสองคน คือ…
-
จากหนังสือ “The Anxious Generation” โดย Jonathan Haidt เริ่มต้นในปี 2010 ลองนึกภาพดูสิ ถ้าคุณเป็นนักจิตวิทยาที่ทำงานกับเด็กมานานหลายปี จู่ๆ ตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นมา คุณเริ่มพบว่าเด็กที่มาหาคุณเพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ พวกเขาวิตกกังวล ซึมเศร้า และที่น่าใจหายที่สุด คือเด็กหญิงที่เข้ามาด้วยรอยบาดเจ็บจากการทำร้ายตัวเองเยอะขึ้นเป็นเท่าตัว นี่คือสิ่งที่ Jonathan Haidt นักจิตวิทยาสังคมชื่อดังพบเจอ และเมื่อเขาขุดลึกลงไป เขาค้นพบความจริงที่ชวนขนลุก: เราอาจกำลังเป็นพยานให้กับการทำลายวัยเด็กในยุคนี้ โลกเปลี่ยนไปใน 15 ปี มาย้อนกลับไปดูวัยเด็กในยุค 1990-2000 เด็กในยุคนั้นเลิกเรียนแล้วจะออกไปเล่นข้างนอก วิ่งเล่นกับเพื่อนๆ ใน neighborhood จนมืดค่ำ พ่อแม่ไม่ค่อยกังวลอะไร เด็กปีนป่าย เล่นสะดุ้งสะดิง เล่นจนเสื้อผ้าเปื้อนโคลนก็เป็นเรื่องปกติ แต่เมื่อเข้าสู่ทศวรรษ 2000 โลกเริ่มเปลี่ยน ข่าวเรื่องการลักพาตัวเด็ก (แม้จะเกิดขึ้นน้อยมาก) ถูกเผยแพร่อย่างกว้างขวาง พ่อแม่เริ่มกลัว เริ่มคุมเข้ม เด็กๆ ถูกจำกัดให้อยู่แต่ในบ้าน หรือกิจกรรมที่ผู้ใหญ่คุมดูตลอดเวลา Haidt เรียกช่วงนี้ว่า “โลกจริงที่ปลอดภัยเกินไป”…
-
เมื่อผู้นำ Intel สอนให้เราเป็นผู้จัดการที่ทำให้ทีมงานเก่งขึ้น ปี 1985 Andrew Grove นั่งอยู่ในออฟฟิศที่ Intel เขาเพิ่งเลื่อนขั้นเป็น CEO ของบริษัทผลิตชิปคอมพิวเตอร์ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่เขากลับพบว่าปัญหาใหญ่ที่สุดไม่ใช่เทคโนโลยีหรือการแข่งขัน แต่เป็นเรื่องการจัดการคน Grove สังเกตว่าหลายทีมในบริษัทมีวิศวกรเก่งๆ เต็มไปหมด แต่ผลงานที่ออกมากลับไม่ตรงกับศักยภาพที่ควรจะเป็น บางทีมทำงานหนักมาก แต่ผลิตภาพต่ำ บางทีมมีการประชุมทุกวัน แต่ปัญหาไม่ได้รับการแก้ไข นี่คือจุดเริ่มต้นของหนังสือ “High Output Management” ที่กลายเป็นพระคัมภีร์ด้านการจัดการที่ผู้นำระดับโลกอ่านกันมากว่า 40 ปี อาหารเช้ากับการจัดการ Grove เริ่มต้นหนังสือด้วยการเล่าเรื่องร้านอาหารเช้าเล็กๆ ใกล้บ้านเขา ร้านนี้เสิร์ฟแค่ไข่ต้มสามนาที ขนมปังปิ้ง กาแฟ และน้ำส้มคั้น แต่ลูกค้าแถวยาวทุกวัน เขาสังเกตว่าเจ้าของร้านคิดเหมือนผู้จัดการโรงงาน ไม่ใช่แค่คนทำอาหาร เมื่อลูกค้าสั่งอาหาร เจ้าของร้านจะนำไข่ไปต้มก่อน (ใช้เวลา 3 นาที) จากนั้นจึงปิ้งขนมปัง (ใช้เวลา 1 นาที) ขณะเดียวกันก็เตรียมกาแฟและน้ำส้มคั้น ถ้าทำทีละอย่าง จะใช้เวลา 6-7 นาที แต่ถ้าทำพร้อมกัน…
-
จากความหวังสู่ความจริงที่โหดร้าย เมื่อ 25 ปีที่แล้ว นักเขียนชื่อดัง Malcolm Gladwell เปิดโลกใหม่ให้เราด้วยหนังสือ “The Tipping Point” ที่บอกว่า “การเปลี่ยนแปลงเล็กๆ สามารถสร้างผลกระทบใหญ่ได้” หนังสือเล่มนั้นเต็มไปด้วยความหวัง เล่าเรื่องราวว่าเราสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้สังคมได้ด้วยการกระทำเล็กๆ น้อยๆ แต่โลกในวันนี้ไม่เหมือนเมื่อ 25 ปีก่อนแล้ว เราผ่านวิกฤตโควิด-19 มา เห็นวิกฤตยาเสพติดที่คร่าชีวิตคนอเมริกันหลักหมื่น และเผชิญหน้ากับการจัดการสังคมที่อาจเป็นอันตราย Gladwell จึงกลับมาอีกครั้งด้วยหนังสือ “Revenge of the Tipping Point: Overstories, Superspreaders, and the Rise of Social Engineering” ครั้งนี้ เขาไม่ได้มาเล่าเรื่องราวแสนหวาน แต่มาเปิดเผยด้านมืดของการแพร่กระจายทางสังคม มาบอกว่าเครื่องมือเดียวกันที่เราใช้สร้างโลกที่ดีขึ้น สามารถถูกใช้ทำลายเราได้เช่นกัน เรื่องเล่าจากยาเสพติดที่สอนโลกได้ เริ่มต้นด้วยคำถามง่ายๆ ที่ทำให้เราต้องคิด: ทำไมรัฐอิลลินอยส์ในอเมริกาถึงมีปัญหายาเสพติดน้อยกว่ารัฐอินเดียนาที่อยู่ติดกัน? ทั้งสองรัฐมีสภาพเศรษฐกิจและสังคมคล้ายกัน แต่อัตราการติดยาเสพติดและการเสียชีวิตต่างกันมาก คำตอบคือระบบเล็กๆ ที่ดูไม่สำคัญ รัฐอิลลินอยส์มีกฎหมายให้หมอต้องเขียนใบสั่งยาแบบ “สามฉบับ” เมื่อสั่งยาอันตราย…
-
ถ้าเราย้อนกลับไปเมื่อ 800 ปีที่แล้ว ใครจะคิดว่าเด็กชายที่เกิดในครอบครัวยากจน กลางทุ่งหญ้าใหญ่ของมองโกเลีย จะกลายเป็นผู้ปกครองอาณาจักรที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก และเป็นคนที่เปลี่ยนแปลงโลกให้เป็นอย่างทุกวันนี้ วัยเด็กที่เต็มไปด้วยความทุกข์ยาก ปี 1162 เด็กชายคนหนึ่งเกิดขึ้นมาในเผ่าเล็กๆ ของมองโกเลีย ชื่อเทมูจิน (ต่อมาคือเจงกิสข่าน) เขาเกิดมาพร้อมกับลางร้าย – มือเขาเปื้อนเลือด ซึ่งหมอผีในสมัยนั้นบอกว่าเป็นสัญญาณที่จะเป็นนักรบที่ยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตเขาไม่ได้เริ่มต้นอย่างยิ่งใหญ่เลย ตอนอายุเพียง 9 ขวบ พ่อของเขาก็ถูกชนเผ่าศัตรูวางยาตาย ครอบครัวของเทมูจินถูกเผ่าของตัวเองทอดทิ้ง เพราะคิดว่าไม่มีประโยชน์แล้ว ลองนึกภาพดู แม่ม่าย 4 คน กับลูกชาย 4 คน และลูกสาว 1 คน ต้องอาศัยอยู่ในทุ่งหญ้าใหญ่ที่หนาวเหน็บ ไม่มีใครช่วยเหลือ พวกเขาต้องหาของป่าใส่ปาก บางวันก็กินหนูป่า ปลา และแม้กระทั่งหญ้า ชีวิตอยู่ยาก จนเกือบตายหลายครั้ง เหตุการณ์หนึ่งที่เปลี่ยนเทมูจินไปตลอดชีวิต คือตอนที่พี่ชายต่างมารดากับเขาแย่งปลาที่จับได้ เทมูจินโกรธมากจนฆ่าพี่ชายคนนั้นตาย เหตุการณ์นี้ทำให้เขาเรียนรู้ว่า ในโลกที่โหดร้าย การอ่อนแอคือการตาย การเรียนรู้จากความทุกข์ ความลำบากในวัยเด็กไม่ได้ทำให้เทมูจินท้อแท้ แต่กลับทำให้เขาเรียนรู้บทเรียนสำคัญหลายอย่าง บทเรียนแรก: ความซื่อสัตย์มีค่ามากกว่าความร่ำรวย เมื่อเขาโตขึ้น…
-
บทนำ: คำถามที่หาคำตอบมา 500 ปี ลองนึกภาพดู หากเราย้อนเวลากลับไปเมื่อ 500 ปีก่อน เราจะเจอกับโลกที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ชาวยุโรปกำลังล่าอาณานิคมทั่วโลก ขณะที่ชาวพื้นเมืองในอเมริกา แอฟริกา และออสเตรเลียถูกยึดครองแผ่นดิน ทำไมถึงเป็นแบบนี้? ทำไมไม่ใช่ชาวอินคาที่ไปตีเมืองมาดริด หรือชาวแอฟริกันที่ไปยึดครองลอนดอน? นี่คือคำถามที่ จาเร็ด ไดมอนด์ นักวิทยาศาสตร์ชื่อดัง พยายามตอบในหนังสือ “Guns, Germs, and Steel” หนังสือที่ได้รางวัลพูลิตเซอร์และเปลี่ยนวิธีคิดของคนทั่วโลกเกี่ยวกับประวัติศาสตร์มนุษยชาติ จุดเริ่มต้น: คำถามจากยาลี เรื่องทั้งหมดเริ่มต้นจากการสนทนาธรรมดาๆ ระหว่างไดมอนด์กับ ยาลี นักการเมืองชาวนิวกินี ยาลีถามเขาว่า “ทำไมพวกคุณชาวผิวขาวถึงได้สิ่งของมากมาย (เครื่องใช้ เทคโนโลยี) แต่พวกเราชาวนิวกินีไม่ได้?” คำถามนี้ฟังดูง่าย แต่มันซับซ้อนมาก คำตอบที่หลายคนอาจคิดได้ เช่น “เพราะชาวยุโรปฉลาดกว่า” หรือ “เพราะเป็นเชื้อชาติที่เหนือกว่า” นั้น ไดมอนด์ปฏิเสธเด็ดขาด เขาบอกว่าหากเราดูจากประสบการณ์ตรง ชาวนิวกินีไม่ได้โง่กว่าใครเลย บางคนแม้แต่ฉลาดกว่าเฉลี่ยชาวตะวันตกด้วยซ้ำ งั้นคำตอบที่แท้จริงคืออะไร? ทฤษฎีใหม่: ธรรมชาติเป็นตัวกำหนด ไดมอนด์เสนอทฤษฎีที่ปฏิวัติวงการ เขาบอกว่าความแตกต่างของอารยธรรมไม่ได้เกิดจากความสามารถของคน แต่เกิดจาก…
-
บทนำ: ความฝันที่ไม่เป็นจริง ลองจินตนาการดูว่า ถ้าคุณอยู่ในแคลิฟอร์เนีย และอยากไปซานฟรานซิสโกจากลอสแองเจลิส แทนที่จะขับรถติดรถนาน 6-8 ชั่วโมง คุณสามารถนั่งรถไฟความเร็วสูงไปได้ในเวลาแค่ 2-3 ชั่วโมง เหมือนกับที่คนญี่ปุ่นหรือฝรั่งเศสทำกันอยู่ทุกวันนี้ แต่ความจริงคือ โครงการรถไฟความเร็วสูงของแคลิฟอร์เนียเริ่มวางแผนตั้งแต่ปี 1982 ใช้เงินไปแล้วหลายหมื่นล้านดอลลาร์ แต่หลังจากผ่านไป 40 กว่าปี รางรถไฟยังวางไม่เสร็จ และอาจจะไม่มีวันเสร็จเลย นี่คือเรื่องราวที่ Ezra Klein และ Derek Thompson สองนักข่าวชื่อดังใช้เปิดหนังสือ “Abundance” เพื่อถามคำถามใหญ่ว่า: ทำไมประเทศที่ร่ำรวยและทันสมัยที่สุดในโลกอย่างอเมริกา ถึงสร้างอะไรได้ช้าและยากขนาดนี้? ปัญหาที่แท้จริง: อเมริกาที่ลืมวิธีสร้าง เมื่อการป้องกันกลายเป็นการขัดขวาง Klein และ Thompson อธิบายว่า ในช่วง 40-50 ปีที่ผ่านมา การเมืองแบบเสรีนิยม (Liberal) ของอเมริกาเปลี่ยนไปจากเดิม หากในอดีตเสรีนิยมหมายถึงการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ เพื่อให้ชีวิตคนดีขึ้น เช่น การสร้างระบบประกันสังคม การทำโครงการ New Deal ของประธานาธิบดี Franklin Roosevelt…
-
ลองคิดดูสิ ทำไมบางประเทศเจริญรุ่งเรือง ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ดี ในขณะที่อีกหลายประเทศยังคงดิ้นรนอยู่ในความยากจน? นี่คือคำถามที่ดารอน อะเซโมกลู นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดัง พยายามตอบในหนังสือ “Why Nations Fail” หรือ “ทำไมประเทศจึงล้มเหลว” เรื่องราวที่เริ่มจากความสงสัย หนังสือเล่มนี้เริ่มต้นด้วยเรื่องราวที่น่าสนใจ ในปี 1961 มีกำแพงเบอร์ลินที่แบ่งแยกเมืองเบอร์ลินออกเป็นสองส่วน ฝั่งตะวันตกที่ควบคุมโดยพันธมิตร และฝั่งตะวันออกที่อยู่ภายใต้การปกครองของโซเวียต คนเดียวกัน พื้นที่เดียวกัน แต่ชีวิตความเป็นอยู่ต่างกันราวฟ้ากับเหว ฝั่งตะวันตกมีเสรีภาพ มีโอกาสทำงาน มีสินค้าบริโภคครบครัน ส่วนฝั่งตะวันออกขาดแคลน จำกัดเสรีภาพ และคนต้องแอบหนีไปฝั่งตะวันตก นี่คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผู้เขียนตั้งคำถามว่า ทำไมถึงเป็นเช่นนี้? ทฤษฎีเก่าๆ ที่ผิดพลาด หลายคนเชื่อว่าประเทศรวยเพราะ “โชคดี” มีทรัพยากรธรรมชาติ หรือตั้งอยู่ในแถบภูมิอากาศดี บางคนก็ว่าเป็นเรื่องของวัฒนธรรมที่เหนือกว่า หรือความฉลาดของคนในชาติ แต่อะเซโมกลูบอกว่า ทฤษฎีเหล่านี้ผิด! เพราะมีหลักฐานมากมายที่ขัดแย้ง ลองดูประเทศในแอฟริกา หลายประเทศมีทรัพยากรธรรมชาติมหาศาล แต่กลับยากจน ขณะที่ประเทศอย่างญี่ปุ่นหรือสิงคโปร์ที่ไม่มีทรัพยากรมาก กลับเจริญรุ่งเรือง หรือเรื่องภูมิอากาศ ประเทศเช่นอาร์เจนตินาและชิลี อยู่ในแถบอากาศดี แต่พัฒนาได้ไม่เท่าประเทศที่หนาวเหน็บอย่างฟินแลนด์หรือนอร์เวย์ คำตอบที่แท้จริง: เรื่องของ “สถาบัน” อะเซโมกลูเสนอว่า…
-
ลองนึกภาพดูสิว่า ถ้าเราเป็นนักท่องเวลาและย้อนกลับไป 70,000 ปี เราจะพบมนุษย์กลุ่มเล็กๆ ที่แทบไม่ต่างจากลิงมากนัก กำลังเดินเร่ร่อนในป่าหาอาหารกิน แต่แล้วอะไรทำให้พวกเขาเหล่านั้น กลายมาเป็น “เรา” ในวันนี้ ที่สามารถสร้างตึกระฟ้า ยานอวกาศ และแม้กระทั่งอินเทอร์เน็ตได้? ยูวัล โนอาห์ ฮาราริ นักประวัติศาสตร์ชาวอิสราเอล เล่าเรื่องนี้ผ่านหนังสือ “Sapiens: A Brief History of Humankind” อย่างน่าติดตาม เขาแบ่งเรื่องราวของเราออกเป็น 3 บทใหญ่ที่เปลี่ยนโลกไปตลอดกาล บทที่ 1: เมื่อมนุษย์เริ่ม “จินตนาการ” เมื่อ 70,000 ปีที่แล้ว เกิดสิ่งที่ฮาราริเรียกว่า “การปฏิวัติทางความคิด” (Cognitive Revolution) มนุษย์เราเริ่มมีความสามารถพิเศษที่ไม่มีสัตว์ชนิดไหนเป็น นั่นคือ การจินตนาการและเล่าเรื่องร่วมกัน ฟังดูธรรมดา? ไม่เลย! ความสามารถนี้เป็นจุดเริ่มต้นของทุกอย่างที่เราเห็นวันนี้ ลองคิดดูสิ ผึ้งสามารถสื่อสารกันได้ แต่มันบอกกันได้แค่ว่า “ไปทางโน้นจะมีดอกไม้หวาน” ลิงสามารถเตือนกันได้ว่า “ระวัง! มีเสือ!” แต่มนุษย์ทำได้มากกว่านั้น เราเล่าเรื่องเกี่ยวกับสิ่งที่ไม่มีจริง…
-
วันหนึ่งลูกสาววัย 15 ปีของฮาราริถามเขาว่า “พ่อครับ หนูควรเรียนอะไรดีหล่ะ เพื่อให้อนาคตหนูดีขึ้น?” คำถามง่ายๆ นี้กลับทำให้นักประวัติศาสตร์ชื่อดังต้องคิดหนัก เพราะโลกในยุคนี้เปลี่ยนแปลงเร็วจนแทบไม่มีใครตอบได้แน่ชัด หนังสือ “21 Lessons for the 21st Century” จึงเกิดขึ้นมาเพื่อตอบคำถามนี้ ไม่ใช่แค่สำหรับลูกสาวของเขา แต่สำหรับเราทุกคนที่กำลังอยู่ในยุคที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เมื่อหุ่นยนต์มาแย่งงาน: ปัญหาแรกของยุคใหม่ ลองนึกภาพคุณเป็นคนขับแท็กซี่ที่ทำงานมา 20 ปี รู้จักทุกซอกทุกซอยในกรุงเทพฯ เป็นอย่างดี แต่วันหนึ่งมี Grab มา แล้วก็มีรถยนต์ไร้คนขับตามมา งานที่คุณทำมาทั้งชีวิตอาจหายไปในชั่วข้ามคืน ฮาราริเล่าให้ฟังว่านี่ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ในประวัติศาสตร์ เมื่อ 200 ปีที่แล้วเมื่อเครื่องจักรไอน้ำมา คนทำงานในฟาร์มก็ต้องไปทำงานในโรงงาน เมื่อ 50 ปีที่แล้วเมื่อคอมพิวเตอร์มา คนทำงานในโรงงานก็ต้องไปทำงานในออฟฟิศ แต่ครั้งนี้ต่างออกไป เพราะ AI ไม่ได้แย่งแค่งานใช้แรงงาน แต่รวมถึงงานใช้สมองด้วย นึกดูสิ ตอนนี้ ChatGPT เขียนบทความได้ แพทย์ AI วินิจฉัยโรงได้แม่นกว่าหมอคน แล้วมนุษย์จะทำอะไรได้บ้าง? ฮาราริบอกว่าคำตอบไม่ใช่การต่อต้านเทคโนโลยี แต่เป็นการ…