Category: พัฒนาตัวเอง

  • ชายผู้ถามคำถามแปลกๆ ลองนึกภาพดูสิ คุณเปิดสมุดบันทึกของใครคนหนึ่งแล้วเจอรายการสิ่งที่ต้องทำแบบนี้: “หาคนที่เดินบนน้ำแข็งมาถามว่าน้ำแข็งลื่นแค่ไหน” “ไปดูลิ้นของนกหัวขวานว่าเป็นยังไง” “ทำไมฟ้าถึงเป็นสีฟ้า” “ดวงตาทำงานยังไง” คุณอาจคิดว่าเจ้าของสมุดคนนี้แปลกมาก แต่จริงๆ แล้วเขาคือ เลโอนาร์โด ดา วินชี่ ชายผู้ที่โลกจดจำว่าเป็นอัจฉริยะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของมนุษยชาติ และคำถามแปลกๆ เหล่านี้แหละ ที่ทำให้เขากลายเป็นคนพิเศษ Walter Isaacson นักเขียนชีวประวัติชื่อดังที่เคยเล่าเรื่องราวของ Steve Jobs และ Albert Einstein ได้เขียนหนังสือ “Leonardo da Vinci” ที่เปิดเผยความลับของความอัจฉริยะคนนี้ ผ่านการศึกษาสมุดบันทึกของเขากว่า 7,200 หน้า และสิ่งที่เขาค้นพบนั้นทำให้เราเข้าใจว่า ความอัจฉริยะไม่ได้เกิดจากพรสวรรค์ลึกลับ แต่มาจากทักษะที่เราทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาได้ ตอนที่ 1: เด็กนอกสมรสที่กลายเป็นอัจฉริยะ ปี 1452 ในหมู่บ้านเล็กๆ ชื่อวินชี่ประเทศอิตาลี เด็กชายคนหนึ่งเกิดขึ้นมา เขาเป็นลูกนอกสมรสของเซอร์ ปิเอโร นายทนายกับสาวใช้ชื่อคาเตรินา ชื่อของเขาคือ เลโอนาร์โด ดา วินชี่ (Leonardo da Vinci) ซึ่งแปลว่า…

  • จากหนังสือ “The Innovators” โดย Walter Isaacson ในทุกๆ วัน เราใช้มือถือ เล่นโซเชียลมีเดีย ส่งอีเมล หรือดูหนังใน Netflix โดยไม่ได้คิดว่าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร Walter Isaacson นักเขียนชื่อดัง ได้รวบรวมเรื่องราวของคนที่สร้างโลกดิจิทัลให้เราไว้ในหนังสือ “The Innovators” ที่จะพาเราย้อนเวลาไปดูว่าโลกที่เราอาศัยอยู่ทุกวันนี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร จุดเริ่มต้น: ผู้หญิงคนแรกของโลกโปรแกรมมิ่ง เรื่องราวเริ่มต้นที่ Ada Lovelace ในช่วงปี 1840s ลูกสาวของ Lord Byron นักกวีชื่อดังแห่งอังกฤษ Ada เป็นผู้หญิงที่มีความสามารถทางคณิตศาสตร์สูงมาก เธอได้ร่วมงานกับ Charles Babbage นักประดิษฐ์ที่ออกแบบ “Analytical Engine” เครื่องคำนวณกลไกที่ซับซอนมาก สิ่งที่ทำให้ Ada พิเศษคือเธอไม่ได้มองเครื่องนี้แค่เป็นเครื่องคิดเลขธรรมดา เธอเขียนว่า “เครื่องนี้สามารถทำอะไรได้มากกว่าแค่คำนวณตัวเลข มันอาจจะแต่งดนตรี วาดรูป หรือทำศิลปะได้ด้วย” นี่คือการมองการณ์ไกลที่สุดยอด เพราะ 100 ปีต่อมา คอมพิวเตอร์จริงๆ ก็ทำสิ่งเหล่านี้ได้จริง…

  • คนที่อยู่เบื้องหลัง Microsoft เมื่อพูดถึง Microsoft คนส่วนใหญ่จะนึกถึงบิล เกตส์ ชายผู้ร่ำรวยที่สุดในโลก แต่มีชายคนหนึ่งที่ถูกประวัติศาสตร์ลืม นั่นคือ พอล อัลเลน (Paul Allen) ผู้ร่วมก่อตั้ง Microsoft ที่มีส่วนสำคัญไม่แพ้ใครในการสร้างจักรวรรดิซอฟต์แวร์ยักษ์ใหญ่แห่งนี้ หนังสือ “Idea Man: A Memoir by the Cofounder of Microsoft” เป็นการเล่าเรื่องราวชีวิตของพอล อัลเลน ด้วยตัวเขาเอง ตั้งแต่วัยเด็กที่หลงใหลเทคโนโลยี จนกลายเป็นเศรษฐีพันล้านที่ใช้ชีวิตตามความฝัน แต่ที่สำคัญที่สุดคือเรื่องราวความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างเขากับบิล เกตส์ เพื่อนเก่าที่กลายมาเป็นคู่หูทางธุรกิจ และในที่สุดก็กลายเป็นคนแปลกหน้า วัยเด็กและการพบกับเทคโนโลยี พอล อัลเลน เกิดเมื่อปี 1953 ที่ซีแอตเทิล ตั้งแต่เด็กเขาก็แสดงความสนใจในวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พ่อของเขาทำงานเป็นบรรณารักษ์ในมหาวิทยาลัย วอชิงตัน ทำให้พอลได้เข้าถึงหนังสือและความรู้ได้ง่าย “ตอนเด็ก ผมชอบแกะของเล่นออกมาดูว่าข้างในมีอะไร” พอลเล่าในหนังสือ “ผมอยากรู้ว่าทุกอย่างทำงานยังไง ตั้งแต่วิทยุ ตู้เย็น ไปจนถึงรถยนต์” จุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตของพอลเกิดขึ้นเมื่อเขาได้เข้าเรียนที่โรงเรียน Lakeside School…

  • เมื่อยักษ์ใหญ่เริ่มสะดุด ในปี 2014 Microsoft กำลังเผชิญกับวิกฤตครั้งใหญ่ บริษัทที่เคยครองโลกเทคโนโลยีมานานหลายทศวรรษ กลับพบว่าตัวเองกำลังตกขบวนอย่างรวดเร็ว iPhone ของ Apple กำลังเปลี่ยนโลก Google ก็เติบโตแบบก้าวกระโดด ส่วน Amazon เริ่มครองตลาด cloud computing แต่ Microsoft ยังคงยึดติดกับ Windows และ Office แบบเก่าๆ ราวกับว่ายังคิดว่าโลกไม่เปลี่ยนแปลง ผู้คนในวงการเทคโนโลยีเริ่มพูดถึง Microsoft ในแง่ลบ บางคนเรียกว่า “ไดโนเสาร์แห่งวงการเทคโนโลยี” บริษัทที่เคยเป็นผู้นำกลายเป็นผู้ตาม และที่แย่กว่านั้นคือยังตามไม่ทัน แล้วในเดือนกุมภาพันธ์ 2014 ชายคนหนึ่งที่ชื่อ Satya Nadella ก็ได้รับแต่งตั้งให้เป็น CEO คนใหม่ของ Microsoft เขาเป็นคนแรกที่ไม่ใช่คนอเมริกันเชื้อสายยุโรปที่ได้นั่งตำแหน่งนี้ และเขาก็มีภารกิจที่หนักหน่วง: ทำให้ Microsoft กลับมาเป็นบริษัทที่น่าสนใจอีกครั้ง การเดินทางของ Satya Nadella เรื่องราวของ Satya เริ่มต้นที่อินเดีย เขาเกิดในครอบครัวชนชั้นกลางที่เมืองไฮเดอราบาด พ่อของเขาเป็นข้าราชการ…

  • มีเด็กหญิงคนหนึ่งที่เกลียดคณิตศาสตร์มากจนเธอเลี่ยงเรียนวิชาคณิตและวิทยาศาสตร์มาตลอดชีวิต แทนที่จะเรียนตัวเลข เธอเลือกไปเรียนภาษา จนในที่สุดเป็นนักแปลภาษาให้กองทัพ แต่เมื่ออายุ 26 ปี ชีวิตของเธอเปลี่ยนไป เธอคิดได้ว่าถ้าจะเป็นคนสำคัญในโลกยุคใหม่ เธอต้องเข้าใจเทคโนโลยี เธอจึงเริ่มเรียนคณิตศาสตร์ใหม่ตั้งแต่เลขคูณ 9×6 และวันนี้ เธอกลายเป็นศาสตราจารย์ด้านวิศวกรรมศาสตร์ที่มีชื่อเสียง นี่คือเรื่องราวของ Barbara Oakley ผู้เขียนหนังสือ “A Mind For Numbers” ที่เปลี่ยนแปลงชีวิตคนนับล้านทั่วโลก สมองเรามี 2 โหมดการทำงาน Barbara ค้นพบว่าปัญหาของคนที่เรียนคณิตไม่ได้ ไม่ได้อยู่ที่ไอคิว แต่อยู่ที่การไม่รู้จักใช้สมองให้ถูกวิธี สมองเรามีการทำงาน 2 แบบ: โหมดจดจ่อ (Focused Mode) – เหมือนไฟฉายที่ส่องแสงแรงๆ ไปจุดเดียว ใช้เวลาที่เราคิดหนัก เช่น เวลาทำโจทย์คณิตที่เคยฝึกมาแล้ว หรือจำสูตรต่างๆ โหมดกระจาย (Diffuse Mode) – เหมือนโคมไฟที่ส่องแสงกระจายไปทั่ว เกิดขึ้นเวลาที่เราผ่อนคลาย เดิน อาบน้ำ หรือทำอะไรที่ไม่ต้องคิดหนัก สมองจะเชื่อมโยงความคิดใหม่ๆ ได้ ลองนึกภาพเด็กคนหนึ่งทำโจทย์คณิตติดอยู่…

  • เรื่องราวที่จะเปลี่ยนวิธีคิดของคุณเรื่องการเรียน ความเชื่อที่ผิด เมื่อสมัยเรียนมหาวิทยาลัย มาร์ค เด็กหนุ่มที่ขยันมาก เขาจะเอาไฮไลท์เตอร์สีเหลืองขีดเส้นใต้ในตำราจนแทบทั้งหน้า อ่านซ้ำไปซ้ำมาจนท่องได้ จดโน้ตเป็นระเบียบสวยงาม แต่พอสอบจริงๆ เขากลับทำได้แย่กว่าเพื่อนที่ดูเหมือนไม่ได้อ่านหนังสือมากนัก เรื่องราวของมาร์คไม่ใช่เรื่องแปลก แต่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับนักเรียนนักศึกษานับล้านคนทั่วโลก เราเติบโตมาด้วยความเชื่อที่ผิดพลาดเรื่องการเรียนรู้ คิดว่าการอ่านซ้ำๆ การจดโน้ตเยอะๆ หรือการเรียนมาราธอนก่อนสอบจะทำให้เราเก่งขึ้น แต่ความจริงที่นักวิทยาศาสตร์ค้นพบนั้นตรงกันข้ามเสียอีก หนังสือ “Make It Stick: The Science of Successful Learning” ของ ปีเตอร์ ซี. บราวน์ และทีมงาน ได้เปิดเผยความจริงนี้ผ่านการวิจัยที่มีหลักฐานชัดเจน วันนี้เราจะมาเรียนรู้เรื่องราวนี้กัน วิทยาศาสตร์ที่อยู่เบื้องหลัง ดร.โรเบิร์ต บยอร์ค นักจิตวิทยาจาก UCLA ได้ทำการทดลองที่น่าสนใจ เขาให้กลุมนักเรียนสองกลุ่มเรียนรายการคำศัพท์ภาษาต่างประเทศ กลุ่มแรกใช้วิธี “บล็อคกิ้ง” คือเรียนคำศัพท์เรื่องอาหารให้จบก่อน แล้วค่อยเรียนเรื่องสัตว์ ต่อด้วยเรื่องเสื้อผ้า แบบที่เราคุ้นเคย กลุ่มที่สองใช้วิธี “อินเตอร์ลีฟวิ่ง” คือสลับเรียนไปมาระหว่างเรื่องอาหาร สัตว์ และเสื้อผ้า อย่างไม่เป็นระเบียบ ผลปรากฏว่ากลุ่มที่สองสามารถจำได้ดีกว่าและใช้คำศัพท์ได้ถูกต้องกว่าถึง 40% เหตุผลก็คือสมองต้องทำงานหนักขึ้นในการแยกแยะและเชื่อมโยงความรู้…

  • “ทำไมเพื่อนคนนั้นเรียนไม่เก่งเท่าเรา แต่สอบได้คะแนนดีกว่าเราเสมอ?” คำถามนี้คงเคยผุดขึ้นในใจเด็กนักเรียนไทยหลายคน รวมถึงผู้ปกครองที่สงสัยว่าทำไมลูกตัวเองนั่งท่องหนังสือทั้งคืนแต่ผลการเรียนกลับไม่ดีเท่าที่ควร วันนี้เรามาหาคำตอบกันผ่านหนังสือ “Learning How to Learn” ของ ดร.Barbara Oakley ที่จะเปิดเผยความลับการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อคนเก่งคณิตศาสตร์แต่กลัวตัวเลข Barbara Oakley เป็นตัวอย่างที่ดีของการพิสูจน์ว่าใครก็เรียนรู้อะไรได้ตราบใดที่ใช้วิธีที่ถูกต้อง ตอนเด็กเธอเกลียดคณิตศาสตร์มาก หนีไปเรียนภาษาและมนุษยศาสตร์แทน แต่พอโตขึ้นเธอกลับไปเรียนวิศวกรรมศาสตร์และประสบความสำเร็จได้ “เคล็ดลับไม่ได้อยู่ที่ความฉลาดแต่กำเนิด แต่อยู่ที่วิธีการเรียนรู้” เธอกล่าว ประสบการณ์นี้ทำให้เธอเริ่มศึกษาว่าสมองทำงานอย่างไรตอนเรียนรู้ และพบว่าหลายคนใช้วิธีการเรียนที่ผิด ทำให้เสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ ทำความเข้าใจว่าสมองทำงานยังไง สมองโหมดคู่ – โฟกัสและกระจาย สมองเรามี 2 โหมดการทำงาน เหมือนมีสวิตช์เปิด-ปิด: โหมดโฟกัส เป็นเหมือนไฟฉายส่องแค่จุดเดียว เมื่อเราตั้งใจทำการบ้าน แก้โจทย์คณิตศาสตร์ หรือท่องคำศัพท์ภาษาอังกฤษ สมองจะเข้าสู่โหมดนี้ ทำให้เราสามารถมีสมาธิกับงานที่อยู่ตรงหน้า ตัวอย่าง: นักเรียนมัธยม คือน้อง กมล กำลังทำโจทย์ฟิสิกส์เรื่องการเคลื่อนที่ เธอใช้โหมดโฟกัสในการคำนวณความเร็ว ระยะทาง และเวลา โดยใช้สูตรที่ได้ท่องจำมา โหมดกระจาย เป็นเหมือนไฟส่องทั่วห้อง เมื่อเราผ่อนคลาย เดิน อาบน้ำ…

  • อีกา มีนิสัยเก็บของเก่าแก่ไว้ในรังตามกิ่งไม้ต่างๆ เมื่อต้องการใช้ มันจะบินไปหาได้อย่างแม่นยำ แม้จะเก็บไว้หลายสัปดาห์แล้ว นี่คือสิ่งที่ Kam Knight นักเขียนหนังสือ “Mind Mapping” ใช้เปรียบเทียบกับการทำงานของสมองมนุษย์ แต่เรื่องราวของหนังสือเล่มนี้เริ่มต้นจากปัญหาที่เราทุกคนเคยเจอ ลองนึกภาพดู: อาทิตย์ที่แล้ว น้องแนท นักเรียนมหาวิทยาลัยปีสอง นั่งอ่านหตัวบทความวิชาประวัติศาสตร์ เขาอ่านไปอ่านมา 3 รอบ แต่พอปิดหนังสือ กลับจำอะไรไม่ได้เลย เหมือนน้ำที่เทใส่ตะแกรงใส่แล้วไหลหายไปหมด “ทำไมสมองฉันแย่จัง” แนทบ่นกับตัวเอง จนกระทั่งวันหนึ่ง เพื่อนแนทแนะนำให้ลอง “Mind Map” หรือแผนที่ความคิด เครื่องมือที่ดูเหมือนจะใช้ยากและแปลกตา แต่กลับเป็นสิ่งที่เปลี่ยนชีวิตการเรียนของแนทไปตลอดกาล ความลับของสมอง Kam Knight อธิบายว่า ปัญหาของเราไม่ได้อยู่ที่สมองที่ “แย่” แต่อยู่ที่เราใช้วิธีการที่ผิด เหมือนการพยายามขับรถโดยไม่รู้ว่าเบรกอยู่ตรงไหน คันเร่งอยู่ตรงไหน สมองมนุษย์มีลักษณะพิเศษ 3 ประการ: 1. ชอบความเชื่อมโยง สมองเราทำงานเหมือนใยแมงมุม เมื่อสั่นที่จุดหนึ่ง ความสั่นสะเทือนจะส่งผ่านไปทั่วทั้งใย เมื่อคิดถึง “แม่” เราจะนึกถึงความอบอุ่น อาหารอร่อย บ้าน…

  • หลายคนคงเคยมีประสบการณ์แบบนี้ ตื่นเช้ามาวางแผนว่าวันนี้จะเขียนรายงาน จะคิดแคมเปญใหม่ หรือจะออกแบบโลโก้ให้เสร็จ แต่พอนั่งหน้าคอมแล้ว กลับนั่งจ้องหน้าจอเปล่าๆ ไปเป็นชั่วโมง ความคิดมันไม่มา แรงบันดาลใจหายไปไหน สุดท้ายก็เสียเวลาไปเปล่าๆ แล้วก็โทษตัวเองว่าขี้เกียจ David Kadavy ผู้เขียนหนังสือ “Mind Management, Not Time Management” เล่าว่า เขาเองก็เคยเป็นแบบนี้ เขาเป็นนักออกแบบที่พยายามใช้ระบบการจัดการเวลาแบบต่างๆ มากมาย ตั้งแต่การทำรายการสิ่งที่ต้องทำ (To-Do List) ไปจนถึงเทคนิค Pomodoro แต่สิ่งเหล่านั้นกลับทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดมากกว่าที่จะช่วยให้เขาทำงานได้ดีขึ้น จนกระทั่งวันหนึ่ง เขาค้นพบความจริงข้อหนึ่งที่เปลี่ยนแปลงชีวิตการทำงานของเขาไปตลอดกาล เวลากับจิตใจ “ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เวลา แต่อยู่ที่จิตใจ” Kadavy กล่าว เขาเล่าเรื่องราวของตัวเองว่า ช่วงเช้าๆ เขามักจะมีแรงบันดาลใจในการเขียน สมองใสแจ๋ว ความคิดไหลลื่น แต่ถ้าเขาบังคับตัวเองให้ทำงานเอกสาร ตอบอีเมล หรืองานประจำอื่นๆ ในช่วงนั้น เมื่อเขาต้องการกลับมาเขียนในภายหลัง พลังงานสร้างสรรค์นั้นก็หายไปแล้ว ในทางตรงกันข้าม ช่วงบ่ายๆ ที่เขารู้สึกเหนื่อยและไม่อยากคิดอะไรมาก กลับเป็นช่วงที่เหมาะกับการทำงานประจำ เช่น จัดไฟล์ ตอบอีเมล หรือทำบัญชี…

  • เมื่อรู้สึกว่าเหมือนมีงานล้นหัว ลองนึกภาพดูสิครับ วันหนึ่งคุณตื่นมาแล้วรู้สึกเหมือนโลกใบนี้จะทับถม คุณต้องส่งรายงานงานวันนี้ นัดประชุมกับลูกค้าตอนบ่าย ต้องไปซื้อของใช้ในบ้าน โทรหาช่างแอร์ที่เสียมา 3 วันแล้ว อีกทั้งยังต้องไปงานวันเกิดเพื่อนเย็นนี้ด้วย ในหัวของคุณมันเป็นแบบนี้: “อ๊ะ! รายงาน… แล้วก็ต้องโทรหาช่าง… อ๊ะ! ลืมซื้อของแล้ว… เฮ้ย! ประชุมกี่โมงนะ…” สมองคุณเหมือนคอมพิวเตอร์ที่เปิดโปรแกรมไว้เป็นร้อยๆ หน้าต่าง ช้าและค้าง พร้อมจะขึ้นหน้าจอสีน้ำเงินเมื่อไหร่ก็ได้ นี่แหละคือปัญหาที่เดวิด อัลเลน (David Allen) ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารเวลา เห็นว่าเป็นต้นเหตุของความเครียดในชีวิตคนทำงาน เขาจึงคิดค้นระบบ “Getting Things Done” หรือ GTD ขึ้นมา เพื่อช่วยให้เราหลุดพ้นจากวังวนแห่งความยุ่งเหยิงนี้ สิ่งที่ทำให้สมองเราเหนื่อย อัลเลนอธิบายว่า สมองของเราไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อจดจำงานเล็กๆ น้อยๆ มากมาย สมองเราเหมาะกับการคิด การวิเคราะห์ และการสร้างสรรค์ แต่เมื่อเราบังคับให้มันจำว่า “ต้องซื้อน้ำยาล้างจาน” หรือ “ต้องโทรหาคุณแม่” มันก็จะใช้พลังงานส่วนหนึ่งไปกับการจดจำเรื่องพวกนี้ตลอดเวลา ลองคิดดู เวลาคุณกำลังอาบน้ำแล้วนึกขึ้นมาได้ว่า “อ๊ะ! ลืมโทรหาคุณหมอ” ทันทีที่คุณคิดแบบนั้น สมองจะเก็บเรื่องนี้ไว้…