HR รีพอร์ต
Everything in hr job.
Category: พัฒนาตัวเอง
-
จินตนาการภาพนี้ดูสิครับ คุณกำลังนั่งประชุมอย่างสบายๆ เป็นแค่ผู้ฟัง ดื่มกาแฟไปเรื่อยๆ แล้วทันใดนั้น เสียงของผู้จัดการก็ดังขึ้น “คุณสมชาย ช่วยอธิบายให้ทีมฟังหน่อยสิ ว่าโปรเจคนี้จะส่งผลกระทบต่อแผนกเราอย่างไร” เฮ้ย! หัวใจเต้นแรง ฝ่ามือเปียก ปากแห้ง หาคำพูดไม่เจอ คิดอะไรไม่ออก แล้วก็พูดออกมาแบบ “เอ่อ… ก็… คือ… ผมว่า… อาจจะ…” จนทั้งห้องมองด้วยสายตาเหม่อลอย ถ้าคุณเคยเจอสถานการณ์แบบนี้ ขอบอกเลยว่าคุณไม่ได้โดดเดี่ยว คนส่วนใหญ่ทั่วโลกมีปัญหาเดียวกัน นั่นคือ “กลัวพูดแบบไม่ได้เตรียมตัว” แต่มีคนคนหนึ่งที่ตัดสินใจจะแก้ปัญหานี้ให้เราทุกคน เขาชื่อ Matt Abrahams อาจารย์จากมหาวิทยาลัย Stanford ที่เขียนหนังสือ “Think Faster, Talk Smarter” คนที่โชคร้ายจนกลายเป็นโชคดี Matt Abrahams เป็นคนโชคร้าย… เป็นต้น เพราะนามสกุลของเขาขึ้นต้นด้วย A ทำให้ตอนเรียนเขามักถูกเรียกให้ตอบคำถามหรือนำเสนอเป็นคนแรกเสมอ นึกภาพดูสิครับ ตั้งแต่เด็กจนโต ทุกครั้งที่อาจารย์เรียกชื่อตามตัวอักษร เขาต้องเป็นคนแรกเสมอ “Abrahams! พูดหน่อยสิ คิดยังไงกับเรื่องนี้” ปกติคนอื่นยังได้เวลาคิด ได้เวลาเตรียมใจ…
-
จุดเริ่มต้น เอ็คฮาร์ต โทลเล่ เคยเป็นชายหนุ่มที่มีชีวิตเหมือนคนส่วนใหญ่ในยุคปัจจุบัน วิ่งไล่ตามความสำเร็จ กังวลเรื่องอนาคต เสียใจกับอดีต และรู้สึกว่าไม่เคยมีความสุขที่แท้จริง จนกระทั่งความทุกข์ในใจเขาเข้มข้นมากจนคิดจะฆ่าตัวตาย แต่แล้ววันหนึ่ง ในขณะที่เขานอนเศร้าโศกอยู่บนเตียง ประโยคหนึ่งก็ผุดขึ้นในหัว “ฉันไม่สามารถอยู่กับตัวเองได้อีกแล้ว” ทันใดนั้นเขาก็ตั้งคำถามกับตัวเอง “ใครกันแน่ที่ไม่สามารถอยู่กับใคร? ฉันคือคนเดียวกันหรือสองคน?” คำถามนั้นทำให้เขาตระหนักว่า มี “สองตัว” อยู่ในใจเขา หนึ่งคือ “ตัวที่คิด” และอีกตัวคือ “ตัวที่รู้ว่าตัวเองคิด” การตระหนักรู้นี้กลายเป็นจุดเปลี่ยนชีวิตของเขา และเป็นที่มาของหนังสือ “The Power of Now” ที่เปลี่ยนชีวิตผู้คนนับล้านทั่วโลก กับดักแห่งความคิด ลองจินตนาการดูครับ สมศรีเป็นพนักงานออฟฟิศคนหนึ่ง เธอตื่นขึ้นมาตอนเช้าแล้วคิดทันที “วันนี้มีมีตติ้งสำคัญ เจ้านายอาจจะไม่ชอบงานที่ฉันทำ ถ้าเขาไม่ชอบ ฉันอาจจะถูกไล่ออก แล้วฉันจะเอาเงินไปจ่ายบ้านยังไง” ในขณะที่กำลังแต่งตัว เธอก็คิดต่อ “เมื่อวานฉันพูดกับเพื่อนร่วมงานไปแบบนั้น เขาอาจจะไม่ชอบใจ ฉันควรจะไปขออภัยมั้ย หรือเขาจะคิดว่าฉันอ่อนแอ” ระหว่างทางไปทำงาน เธอก็ยังคิดอยู่เรื่อยเปื่อย “ชีวิตฉันมันซ้ำซากจำเจจัง ทำงานเดิมๆ ทุกวัน คนอื่นเขาดูมีความสุขกว่า เงินเดือนน้อย อนาคตไม่รู้จะเป็นยังไง” สิ่งที่เกิดขึ้นกับสมศรีคือสิ่งที่เอ็คฮาร์ต…
-
จากคนธรรมดา นึกภาพดูสิครับ ถ้าคุณถูกหมอบอกว่า “อาจจะเดินไม่ได้อีกแล้ว” หลังจากเกิดอุบัติเหตุรถชนอย่างรุนแรง คุณจะทำยังไง? นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับ ฮัล เอลร็อด ผู้เขียนหนังสือ “The Miracle Morning” ตอนอายุ 20 ปี ฮัลเป็นแค่เซลล์แมนธรรมดาๆ ที่ขายรถใช้ ชีวิตเขาเรียบง่าย ไม่มีอะไรโดดเด่น แต่แล้วในคืนวันหนึ่ง ขณะขับรถกลับบ้าน เขาก็พุ่งชนรถบรรทุกด้วยความเร็ว 70 ไมล์ต่อชั่วโมง “ตื่นมาก็เห็นหน้าหมอที่กำลังส่ายหน้า บอกว่าขาข้างซ้ายอาจจะใช้การไม่ได้อีกแล้ว” ฮัลเล่าในหนังสือ แต่นั่นไม่ใช่จุดจบ หลังจากที่พอฟื้นตัวได้บ้าง เศรษฐกิจอเมริกาก็เกิดวิกฤต ฮัลต้องเจ๊งทางการเงิน บ้านถูกยึด เหมือนชีวิตกำลังพังทลาย การค้นพบ แทนที่จะนั่งเศร้า ฮัลกลับทำสิ่งที่หลายคนไม่คิดจะทำ – เขาไปศึกษาดูว่า “คนสำเร็จเขาทำอะไรกันตอนเช้า” “ผมเริ่มสังเกตว่า โอปราห์ ตื่นตี 4 โดนัลด์ ทรัมป์ ตื่นตี 5 ทิม คุก ตื่นตี 4.30 นักกีฬาโอลิมปิก นักธุรกิจมหาเศรษฐี ล้วนมีนิสัยเดียวกัน…
-
เรื่องเล่าจากสมัยโบราณที่ยังคงมีค่า ลองนึกภาพว่าเราย้อนเวลากลับไปเมื่อ 2,500 ปีที่แล้ว ในดินแดนจีนโบราณ มีชายคนหนึ่งชื่อ “ขงจื๊อ” หรือที่เรียกกันว่า “Confucius” ในภาษาอังกฤษ ท่านเป็นครูผู้ยิ่งใหญ่ที่มีศิษย์มากมายตามเรียนรู้ สิ่งที่น่าสนใจคือ ท่านขงจื๊อไม่ได้เขียนหนังสือไว้เอง แต่เป็นพวกลูกศิษย์ที่รักและเคารพท่านมาก จึงช่วยกันจดบันทึกคำสอน บทสนทนา และเรื่องราวต่างๆ ของครูไว้ หนังสือ “บทสนทนาของขงจื๊อ” หรือ “Analects” จึงเกิดขึ้นมา เหมือนกับสมัยนี้ที่นักเรียนชอบจดสิ่งที่ครูพูดในห้องเรียน แต่ในกรณีนี้ สิ่งที่จดไว้กลายเป็นปรัชญาชีวิตที่คนทั่วโลกศึกษากันมาหลายพันปี ครูของโลก ท่านขงจื๊อไม่ได้เกิดมาเป็นเจ้าชาย หรือคนรวยใหญ่ ท่านเป็นแค่ชายธรรมดาที่มีความใฝ่รู้และรักการสอน สิ่งที่ทำให้ท่านพิเศษคือความเชื่อมั่นว่า “การศึกษาและความดีงาม” สามารถเปลี่ยนแปลงสังคมได้ ในสมัยนั้น จีนกำลังเผชิญปัญหาสังคมมากมาย เหมือนกับปัจจุบันที่เรามีปัญหาการทุจริต ความเห็นแก่ตัว และความขัดแย้งในสังคม ท่านขงจื๊อเชื่อว่าทางออกไม่ได้อยู่ที่การใช้อำนาจหรือความรุนแรง แต่อยู่ที่การปลูกฝังคุณธรรมในใจคน ท่านเปรียบว่า “ถ้าผู้นำมีคุณธรรม ประชาชนก็จะเลียนแบบ เหมือนกับแรงลมที่พัดผ่านทุ่งข้าว ข้าวจะโน้มตามทิศทางลม” สี่เสาหลักแห่งปรัชญาขงจื๊อ เสาที่ 1: ความเมตตา (仁 – เหริน) “เมตตา” ในปรัชญาขงจื๊อไม่ได้หมายถึงแค่ความกรุณา แต่หมายถึงความรักที่แท้จริงต่อเพื่อนมนุষย์…
-
เมื่อปราชญ์ชาวจีนเขียนหนังสือเล่มเล็ก แต่เปลี่ยนโลกใบใหญ่ เมื่อกว่า 2,500 ปีที่แล้ว ในประเทศจีนสมัยโบราณ มีชายชราคนหนึ่งนั่งอยู่ริมแม่น้ำ เขาเขียนข้อความสั้นๆ ลงไปบนผืนผ้าไหม ด้วยลายมือที่งดงาม ไม่มีใครรู้ว่าสิ่งที่เขาเขียนในวันนั้น จะกลายเป็นหนังสือปรัชญาที่มีผู้อ่านมากที่สุดในโลกรองจากพระคัมภีร์ไบเบิล ชายชราคนนั้นชื่อ เหลาจื่อ และหนังสือที่เขาเขียนคือ “เต๋าเต๋อจิง” หรือ “คัมภีร์แห่งเต๋า” หนังสือเล่มเล็กที่มีเพียง 81 บท แต่เต็มไปด้วยภูมิปัญญาอันล้ำลึกที่ยังคงใช้ได้ในยุคปัจจุบัน เรื่องเล่าของนักปราชญ์ผู้ลึกลับ ตำนานเล่าว่า เหลาจื่อเป็นนักปราชญ์ที่เงียบขรึม ไม่ชอบความวุ่นวายของเมืองใหญ่ เขามักจะใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย ไม่แสวงหาชื่อเสียง เมื่อเขาเห็นว่าสังคมเต็มไปด้วยความโลภ ความโกรธ และการแข่งขันที่ไร้ความหมาย เขาจึงตัดสินใจออกจากราชสำนักแล้วเดินทางไปยังดินแดนห่างไกล ขณะที่เขากำลังข้ามด่านชายแดน นายทหารรักษาประตูเมืองได้ขอร้องให้เขาเขียนบันทึกปรัชญาของเขาไว้ก่อนจากไป เหลาจื่อจึงนั่งลงเขียนหนังสือเล่มเล็กนี้ในคืนเดียว แล้วจากไปโดยไม่มีใครเห็นอีกเลย บางคนเชื่อว่าเขากลายเป็นเซียน บางคนก็ว่าเขาไปใช้ชีวิตอย่างสงบในป่าลึก “เต๋า” คืออะไร และทำไมเราต้องเข้าใจ คำว่า “เต๋า” ในภาษาจีนแปลได้หลายความหมาย แต่ง่ายที่สุดคือ “หนทาง” หรือ “วิธีการ” แต่เหลาจื่อใช้คำนี้หมายถึงสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นมาก นั่นคือ “หลักการพื้นฐานของจักรวาล” หรือ “ธรรมชาติที่แท้จริงของทุกสิ่ง” ลองนึกภาพว่าคุณยืนอยู่ริมทะเล ดูคลื่นซัดฝั่ง…
-
จากเด็กดื้อในฮ่องกงสู่ซูเปอร์สตาร์โลกที่มีชีวิตสั้นแต่เปลี่ยนโลกไปตลกกาล หากคุณเอ่ยชื่อ “บรูซ ลี” ใครๆ ก็รู้จัก แม้คนที่ไม่เคยดูหนังกังฟูเลยก็ยังรู้จักเสียงแปลกๆ “วาต้า!” ของเขา แต่เบื้องหลังความดังนี้ มีเรื่องราวที่น่าสนใจมากกว่าที่เราคิด หนังสือ “Bruce Lee: A Life” โดย Matthew Polly ได้เปิดเผยเรื่องราวชีวิตจริงของตำนานคนนี้ แบบไม่ปิดบังอะไรเลย จุดเริ่มต้น: เด็กดื้อที่ไม่มีใครควบคุมได้ เรื่องราวเริ่มต้นในปี 1940 เมื่อบรูซ ลี (ชื่อจริง หลี จุน ฟาน) เกิดในซานฟรานซิสโก ขณะที่พ่อแม่กำลังเดินทางไปแสดงละครในอเมริกา แต่เขาเติบโตในฮ่องกงท่ามกลางความวุ่นวายของสงครามโลกครั้งที่สอง บรูซเป็นเด็กที่ “ยากเหลือเกิน” ตามคำพูดของแม่ เขาชอบก่อเรื่อง ชกต่อยกับเด็กอื่น และไม่ยอมใครง่ายๆ ครอบครัวต้องย้ายบ้านหลายครั้งเพราะเขาไปก่อเรื่องกับเพื่อนบ้าน ครูที่โรงเรียนก็บ่นเรื่องพฤติกรรมของเขาตลอดเวลา ตัวอย่างความดื้อของเขาตอนเด็ก: วันหนึ่งเขาไปขโมยลูกอม จนเจ้าของร้านโกรธมาก พอพ่อมารู้ก็ให้เขาไปขอโทษ แต่บรูซกลับไปบอกเจ้าของร้านว่า “ผมขอโทษที่โดนจับได้ ไม่ใช่ขอโทษที่ขโมย” วัยรุ่นกับโลกแห่งการต่อสู้ เมื่อโตเป็นวัยรุ่น บรูซเข้าไปยุ่งกับแก๊งเด็กในฮ่องกง เขาต้องเรียนศิลปะการต่อสู้เพื่อป้องกันตัวเอง โดยเริ่มจากกังฟูวิงชุน กับอาจารย์ยิปมัน…
-
เมื่อพูดถึงศิลปะการต่อสู้จีน หลายคนคงนึกถึงภาพยนตร์แอ็คชั่นที่มีการบินกระโดดข้ามหลังคา หรือนักสู้ที่ใช้พลังลึกลับทำลายก้อนหิน แต่มีศิลปะการต่อสู้หนึ่งที่ไม่ได้อวดโฉมด้วยท่าทางหวือหวา กลับกลายเป็นที่นิยมมากที่สุดในโลก นั่นคือ “วิงชุน” ศิลปะการต่อสู้ที่มีผู้ฝึกกว่า 4 ล้านคนทั่วโลก ความลับที่ซ่อนมากว่า 300 ปี นักเขียนชื่อ John Little และ Danny Xuan ซึ่งเป็นอาจารย์วิงชุนที่มีประสบการณ์กว่า 40 ปี ได้ร่วมกันเขียนหนังสือ “The Tao of Wing Chun” เพื่อเปิดเผยความลับที่ซ่อนอยู่ในศิลปะนี้มานานนับศตวรรษ “เป็นเวลากว่า 300 ปีแล้วที่วิงชุนถูกถ่ายทอดจากครูสู่ศิษย์” Xuan อธิบาย “แต่ไม่เคยมีใครย้อนกลับไปมองว่าทำไมเทคนิคต่างๆ ถึงถูกสร้างมาแบบนั้น” หนังสือเล่มนี้เปรียบเหมือนการใช้กล้องจุลทรรศน์ส่องดูเซลล์ของสิ่งมีชีวิต เพื่อทำความเข้าใจว่าทำไมมันถึงทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อศิลปะการต่อสู้พบกับวิทยาศาสตร์ สิ่งที่ทำให้วิงชุนแตกต่างจากศิลปะการต่อสู้อื่นๆ คือการใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์อย่างแท้จริง แทนที่จะพยายามทำให้นักฝึกมีร่างกายใหญ่โต แข็งแรง หรือคล่องแคล่วแบบสัตว์ วิงชุนเน้นการใช้โครงสร้างของร่างกายมนุษย์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ลองนึกภาพการเปิดขวดด้วยที่เปิดขวด แทนที่จะใช้แรงมือบิดฝาขวดจนเมื่อย เราใช้หลักการคานงัดทำให้เปิดได้อย่างง่ายดาย วิงชุนก็ใช้หลักการเดียวกัน แต่ใช้กับร่างกายมนุษย์ ตัวอย่างหลักการฟิสิกส์ในวิงชุน 1. หลักการส่งแรง ใน Boxing…
-
ถ้าเรามองรอบตัวเราตอนนี้ ไฟฟ้าที่ส่องสว่างในบ้าน พัดลมที่หมุนเย็นสบาย หรือแม้แต่มือถือที่เราถือในมือ ทุกสิ่งนี้ล้วนมีร่องรอยของชายคนหนึ่งที่ชีวิตของเขาเปี่ยมไปด้วยจินตนาการล้ำยุค ความฝันใหญ่ และการค้นพบที่เปลี่ยนโลก เขาคือ “นิโคลา เทสลา” นักประดิษฐ์อัจฉริยะที่หลายคนเรียกว่าเป็นคนที่อยู่เหนือยุคสมัยไปเป็นร้อยปี จุดเริ่มต้นของอัจฉริยะแปลก เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 1856 ในหมู่บ้านเล็กๆ ที่เซอร์เบีย เด็กชายนิโคลา เทสลาเกิดมาพร้อมกับพายุฟ้าผ่า นางพยาบาลที่มาช่วยคลอดบอกกับแม่ของเขาว่า “เด็กคนนี้จะเป็นลูกของความมืด” แต่แม่ของเทสลากลับตอบว่า “ไม่ เขาจะเป็นลูกของแสงสว่าง” คำพูดของแม่เทสลากลายเป็นจริงเหนือกว่าที่ใครจะคาดคิด เพราะเทสลาจะกลายเป็นคนที่นำแสงสว่างในรูปแบบของไฟฟ้ามาสู่โลกใบนี้ ตั้งแต่เด็ก เทสลาก็แสดงออกถึงความแปลกแตกต่าง เขาเล่าในอัตชีวประวัติว่าตัวเองมีความสามารถพิเศษที่แปลกประหลาด เขาสามารถมองเห็นสิ่งต่างๆ ในจินตนาการได้ชัดเจนเหมือนของจริง เหมือนกับว่ามีโรงภาพยนตร์ส่วนตัวอยู่ในหัวของเขา “ผมสามารถสร้างเครื่องจักรขึ้นมาในใจ ปรับปรุงมัน ทดสอบมัน และแม้กระทั่งหาจุดที่สึกหรอได้โดยไม่ต้องสัมผัสของจริงเลย” เทสลาเขียนไว้ในอัตชีวประวัติ ความสามารถนี้ทำให้เขาสามารถประดิษฐ์สิ่งต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ เพราะเขาทดลองทุกอย่างในหัวจนสมบูรณ์แล้วจึงค่อยนำมาสร้างของจริง วัยเรียนที่เต็มไปด้วยความท้าทาย ตอนเรียนมัธยม เทสลามีความสามารถทางคณิตศาสตร์ที่น่าทึ่ง เขาสามารถคิดเลขซับซ้อนในใจได้เร็วมาก จนครูสงสัยว่าเขาโกงสอบ วันหนึ่งครูให้เขาแก้โจทย์คณิตศาสตร์ยากๆ หน้าชั้นเรียน เทสลาแก้ได้อย่างรวดเร็วและถูกต้อง จนครูต้องยอมรับความสามารถของเขา แต่ชีวิတของเทสลาก็ไม่ได้ราบรื่นเสมอไป เขามีอาการแปลกๆ หลายอย่าง เช่น เขาเกลียดมุกและสิ่งที่กลมๆ…
-
เด็กชายที่เห็นแสงแฟลช ในคืนหนึ่งของปี 1856 ที่หมู่บ้านสมิลยานในเซอร์เบีย ฟ้าผ่าดังสนั่นหวั่นไหว และในคืนนั้นเองเด็กทารกคนหนึ่งได้เกิดขึ้นมา นางผดุงครรภ์เล่าขำๆ ว่า “เด็กคนนี้จะเป็นลูกแห่งความมืด” แต่มารดาของเด็กกลับตอบว่า “ไม่ ลูกของฉันจะเป็นลูกแห่งแสงสว่าง” คำทำนายของมารดาผู้นั้นกลายเป็นจริง เด็กชายคนนี้คือ นิโคลา เทสลา ผู้ที่จะมาเปลี่ยนโลกด้วยแสงสว่างแห่งไฟฟ้า ตั้งแต่เด็ก เทสลาก็แปลกไปจากเด็คนอื่นๆ เขาเล่าว่าเขาเห็น “แสงแฟลช” อยู่เสมอ และในหัวของเขามีภาพเครื่องจักรต่างๆ ผุดขึ้นมา เขาสามารถสร้างเครื่องจักรในจิตใจ ทดสอบมัน ปรับปรุงมัน และเมื่อเขาคิดว่าสมบูรณ์แล้วจึงค่อยสร้างของจริงขึ้นมา วิธีคิดแบบนี้ทำให้เทสลาประหยัดเวลาและเงินได้มาก เขาไม่ต้องทำการทดลองผิดพลาดหลายครั้งแบบนักประดิษฐ์คนอื่น แต่สร้างขึ้นมาครั้งเดียวก็สำเร็จเลย การเดินทางสู่อเมริกา เมื่อโตขึ้น เทสลาไปทำงานในปารีสกับบริษัทของเอดิสัน แต่เขารู้สึกว่าความคิดของเขาล้ำหน้าเกินไป จึงตัดสินใจเดินทางไปอเมริกาในปี 1884 ด้วยเงินเพียง 4 เซนต์ในกระเป๋า และจดหมายแนะนำตัวที่เขียนว่า “ผมรู้จักคนสองคนที่ยิ่งใหญ่ คนหนึ่งคือคุณ อีกคนคือชายคนนี้” เมื่อไปถึงนิวยอร์ก เทสลาไปทำงานให้กับ โธมัส เอดิสัน ผู้ประดิษฐ์หลอดไฟฟ้า ตอนแรกเอดิสันก็ประทับใจในความสามารถของเทสลา แต่ไม่นานความขัดแย้งก็เกิดขึ้น เหตุผลง่ายๆ คือทั้งคู่มีความคิดเรื่องไฟฟ้าที่แตกต่างกัน เอดิสันเชื่อในระบบกระแสตรง (DC)…
-
“My Inventions: An Autobiography” ในยุคที่โลกยังใช้แสงเทียนและตะเกียงน้ำมัน มีชายคนหนึ่งที่เห็นอนาคตแห่งไฟฟ้าและเทคโนโลยีไร้สายอย่างชัดเจน เขาคือ นิโคลา เทสลา นักประดิษฐ์อัจฉริยะผู้วางรากฐานของโลกสมัยใหม่ที่เราอาศัยอยู่ในวันนี้ วัยเด็กแห่งจินตนาการ นิโคลา เทสลา เกิดเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 1856 ในหมู่บ้านเล็กๆ ของเซอร์เบีย ตอนเด็กเขาไม่เหมือนใครเลย แม่ของเขาเป็นคนฉลาดที่สามารถจำบทกวียาวๆ ได้ทั้งเล่ม และดูเหมือนความสามารถนี้จะถ่ายทอดมาให้ลูกชาย สิ่งที่แปลกที่สุดคือเทสลาเล่าว่าเขามักเห็นแสงวาบๆ และภาพประหลาดๆ ในหัว บางครั้งเขาเห็นสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง เหมือนกับที่เราเรียกว่า “ประสาทหลอน” ในทางการแพทย์สมัยนี้ แต่แทนที่จะกลายเป็นปัญหา สิ่งเหล่านี้กลับกลายเป็นพรสวรรค์ที่ทำให้เขาสามารถจินตนาการและออกแบบเครื่องจักรที่ซับซ้อนได้ เทสลาเล่าว่าตอนเด็ก เขาสามารถ “สร้าง” เครื่องจักรขึ้นมาในจินตนาการ แล้วให้มันทำงานอยู่ในหัว หลังจากนั้นสักระยะ เขาจะกลับมาตรวจดูว่าชิ้นส่วนไหนสึกหรอบ้าง นี่คือวิธีที่เขาใช้ทดสอบสิ่งประดิษฐ์โดยไม่ต้องสร้างของจริงเลย ฟังดูแปลกใช่ไหม? แต่วิธีนี้ทำให้เขาประหยัดเวลาและเงินทองมากมาย การศึกษาและการค้นพบตัวเอง เมื่อโตขึ้น เทสลาเข้าเรียนวิศวกรรมศาสตร์ เขาเป็นนักเรียนที่เก่ง แต่ก็เป็นคนประหลาด เขาทำการบ้านได้เร็วจนอาจารย์ไม่เชื่อว่าเขาทำเอง และที่สำคัญคือเขาไม่ค่อยนอนหลับ กิจกรรมหลักของเขาคือการคิด คิด และคิด ช่วงเรียนมหาวิทยาลัย เทสลาเริ่มสนใจเรื่องกระแสไฟฟ้า สมัยนั้นทุกคนใช้กระแสตรง…