Author: Panuwat Kaemchaiyaphum

  • คุณเคยนั่งจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์เปล่าๆ เป็นชั่วโมงไหม? เคยรู้สึกว่าตัวเองไม่เก่งพอที่จะเป็นนักเขียนไหม? หรือเคยมีไอเดียดีๆ แต่กลับไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง? ถ้าคำตอบคือ “ใช่” แสดงว่าคุณไม่ได้เป็นคนเดียว เพราะนี่คือสิ่งที่นักเขียนทุกคนผ่านมาแล้ว รวมถึง Mur Lafferty ผู้เขียนหนังสือ “I Should Be Writing: A Writer’s Workshop” ที่เราจะมาเล่าให้ฟังวันนี้ Mur เคยเป็นนักเขียนมือใหม่เหมือนเราทุกคน เธอเคยกังวลว่าตัวเองเขียนไม่เก่ง เคยติดปากกา และเคยรู้สึกว่าการเป็นนักเขียนเป็นเรื่องที่เอื้อมไม่ถึง แต่วันนี้เธอกลายเป็นนักเขียนมืออาชีพที่ได้รับรางวัล John W. Campbell Award และเป็นพอดแคสเตอร์ชื่อดังที่ช่วยเหลือนักเขียนมือใหม่มากว่า 15 ปี เสียงในหัว ลองนึกภาพดูสิ คุณกำลังจะเริ่มเขียนเรื่องสั้น แล้วก็มีเสียงในหัวบอกว่า: “เอ๊ะ! คุณจะเขียนทำไม? คุณไม่ใช่นักเขียนหรอกนะ ดูสิ คนอื่นเขาเขียนได้ดีกว่าคุณเยอะแยะ คุณคิดว่าจะมีใครอ่านงานคุณเหรอ? เลิกเถอะ ไปดู Netflix ยังดีกว่า” Mur เรียกเสียงนี้ว่า “The Bully” หรือ “ตัวกดดัน” –…

  • มีเรื่องเล่าอยู่เรื่องหนึ่ง เกี่ยวกับหญิงสาวคนหนึ่งชื่อ Sarah ที่เคยฝันอยากเป็นนักเขียน แต่ทุกครั้งที่นั่งหน้าคอมพิวเตอร์ กลับพบว่าตัวเองจ้องหน้าจอเปล่าไปเป็นชั่วโมง จนในที่สุดก็ยอมแพ้และหันไปทำงานธนาคารแทน เรื่องราวของ Sarah และคนอีกนับแสนที่มีปัญหาเดียวกัน เป็นแรงบันดาลใจให้ Tarn Wilson นักเขียนผู้มากประสบการณ์ สร้างหนังสือเล่มหนึ่งขึ้นมา ชื่อว่า “Minute Daily Writing Prompts: 501 Prompts to Unleash Creativity and Spark Inspiration” หรือแปลเป็นไทยได้ว่า “คำถามกระตุ้นการเขียนรายวัน: 501 คำถามเพื่อปลดปล่อยความคิดสร้างสรรค์และจุดประกายแรงบันดาลใจ” ปัญหาเก่าแก่ Wilson เล่าว่า เธอเคยเป็นอาจารย์สอนการเขียนมานานหลายปี และพบว่านักเรียนส่วนใหญ่มีปัญหาเดียวกัน นั่นคือ “ไม่รู้จะเขียนเรื่องอะไร” หรือที่เรียกกันว่า Writer’s Block นั่นเอง “ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าพวกเขาไม่มีเรื่องราวในชีวิต” Wilson อธิบาย “แต่อยู่ที่ว่าพวกเขาไม่รู้วิธีหาจุดเริ่มต้น เหมือนกับการมีกุญแจในมือแต่ไม่รู้ว่าประตูอยู่ที่ไหน” จากประสบการณ์นี้ เธอจึงคิดค้นวิธีการใหม่ที่เรียบง่ายแต่ได้ผล นั่นคือการให้คำถามสั้นๆ ที่ช่วยเปิดประตูบานนั้นให้นักเขียนมือใหม่ ปรัชญาแห่งหนึ่งนาที หัวใจสำคัญของหนังสือเล่มนี้อยู่ที่คำว่า “หนึ่งนาที”…

  • เมื่อคุณครูสอนเขียนที่เก่งที่สุดในอเมริกาค้นพบวิธีการอ่านที่จะเปลี่ยนชีวิตของนักเขียนและผู้อ่าo การอ่านหนังสือไม่ใช่แค่การอ่าน ลองนึกภาพดูสิ เวลาเราไปหาหมอแล้วหมอเอาเครื่องเอ็กซเรย์ส่องดูข้างในตัวเรา เราจะเห็นกระดูก เห็นอวัยวะต่างๆ ที่ตาเปล่ามองไม่เห็น แล้วถ้าเราสามารถทำแบบนี้กับหนังสือได้ล่ะ? ถ้าเราสามารถส่องดูข้างในงานเขียนชิ้นเอก เห็นโครงสร้าง เห็นเทคนิค เห็นความลับที่ซ่อนอยู่ข้างใต้คำพูดเหล่านั้น? นี่แหละคือสิ่งที่ Roy Peter Clark ครูสอนการเขียนชื่อดังจากสถาบัน Poynter ได้ค้นพบและนำมาเล่าสู่กันฟังในหนังสือ “The Art of X-Ray Reading” เล่มที่จะเปลี่ยนวิธีการมองหนังสือของคุณไปตลอดกาล Clark เป็นคนที่สอนการเขียนมากว่า 40 ปี ตั้งแต่เด็กวัยเรียนไปจนถึงนักเขียนที่ได้รางวัล Pulitzer ท่านเคยเป็นกรรมการตัดสินรางวัลชื่อดังมาหลายครั้ง และถูกขนานนามว่าเป็น “โค้ชการเขียนของอเมริกา” ด้วยภารกิจที่ต้องการสร้าง “ประเทศแห่งนักเขียน” แต่วันหนึ่ง เขาตั้งคำถามกับตัวเองว่า “นักเขียนเก่งๆ เขาเรียนรู้ท่าไม้ตายของเขาได้จากไหนกัน?” คำตอบที่เขาค้นพบนั้นกลายเป็นหนังสือเล่มนี้ การเกิดขึ้นของ “การอ่านแบบเอ็กซเรย์” “การอ่านแบบเอ็กซเรย์” หรือ X-ray reading คือการอ่านที่ลึกกว่าผิวเผิน เป็นการอ่านที่ทำให้เราเจาะทะลุผ่านพื้นผิวของข้อความไปดูว่าความหมายถูกสร้างขึ้นได้อย่างไร แทนที่จะอ่านเพื่อรู้เรื่องราวเท่านั้น เราจะอ่านเพื่อเข้าใจศิลปะแห่งการเล่าเรื่อง ในยุคที่ทุกอย่างเร่งรีบ ที่เราอ่านหนังสือเหมือนกับดื่มยาที่ต้องกลืนไปให้เร็วที่สุด Clark เชิญชวนให้เราหยุด…

  • เคยไหมที่นั่งจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ เปิดโปรแกรมเอาไว้ แต่ไม่รู้จะเขียนอะไร หรือเขียนไปแล้วรู้สึกว่าไม่น่าอ่าน น่าเบื่อ ไม่มีใครอยากอ่านต่อ ถ้าเป็นแบบนั้น คุณไม่ได้เป็นคนเดียว Roy Peter Clark นักเขียนและครูสอนการเขียนชื่อดังชาวอเมริกัน เขาเองก็เคยผ่านปัญหานี้มา จนกระทั่งเขาค้นพบว่า การเขียนที่ดีนั้นไม่ใช่พรสวรรค์ แต่เป็น “ทักษะ” ที่เรียนรู้และฝึกฝนได้ หนังสือ “Writing Tools: 55 Essential Strategies for Every Writer” ของเขาจึงเกิดขึ้นมา ไม่ใช่หนังสือทฤษฎีแห้งๆ แต่เป็นชุดเครื่องมือจริงๆ ที่นักเขียนทุกคนใช้ได้ ตั้งแต่คนที่เพิ่งหัดเขียนไปจนถึงมืออาชีพ ทำไมต้องมีเครื่องมือ? Clark เล่าว่า เขาสังเกตพฤติกรรมของช่างไม้ คนงานก่อสร้าง หรือแม้แต่พ่อครัว พวกเขาทุกคนมีกล่องเครื่องมือของตัวเอง รู้ว่าเครื่องมือไหนใช้เมื่อไหร่ และใช้อย่างไร “การเขียนก็เหมือนกัน” เขาบอก “เราต้องมีเครื่องมือ และรู้จักใช้มันให้เหมาะสม” หนังสือเล่มนี้จึงแบ่งออกเป็น 4 หมวดใหญ่ เหมือนกับจัดระเบียบกล่องเครื่องมือ: เครื่องมือพื้นฐาน (Nuts and Bolts) ให้คำสำคัญอยู่ท้ายประโยค Clark…

  • คุณเคยสงสัยไหมว่าทำไมเราถึงนั่งดูหนังได้ 2-3 ชั่วโมง หรือทำไมถึงอ่านนิยายจนลืมเวลา แล้วทำไมบางเรื่องถึงจับใจเราได้ แต่บางเรื่องดูแล้วง่วงนอน? Will Storr นักเขียนชาวอังกฤษที่ได้รับรางวัลมากมาย ได้หาคำตอบของคำถามเหล่านี้ในหนังสือ “The Science of Storytelling” โดยใช้วิทยาศาสตร์มาอธิบายศิลปะการเล่าเรื่อง การเล่าเรื่องคือ DNA ของมนุษย์ ลองนึกภาพดูสิ เมื่อ 100,000 ปีก่อน บรรพบุรุษของเราไม่มี Facebook ไม่มี Line แต่พวกเขาก็ต้องการแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน วิธีที่ดีที่สุดคือการเล่าเรื่อง “เมื่อคืนฉันเห็นเสือโคร่งตัวใหญ่ที่ลำธารข้างโน้น มันมีเขี้ยวยาวแหลมคม และดวงตาที่แวววาวในความมืด พวกเราไม่ควรไปทางนั้นคนเดียว” การเล่าเรื่องแบบนี้ไม่ได้แค่ให้ข้อมูล แต่ยังสอนบทเรียนชีวิต สร้างกฎเกณฑ์ในสังคม และเชื่อมโยงคนในกลุ่มให้แน่นแฟ้นขึ้น Storr อธิบายว่าการเล่าเรื่องเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้มนุษย์รอดมาได้จนถึงทุกวันนี้ สมองเราหิวการเปลี่ยนแปลง คุณเคยสังเกตไหมว่าเราชอบข่าวที่มีคำว่า “ด่วน” “เฉียบ” หรือ “พลิกโผ” เพราะสมองเราหิวการเปลี่ยนแปลง Storr อธิบายว่าสมองมนุษย์วิวัฒนาการมาเพื่อการอยู่รอด ดังนั้นเราจึงตื่นตัวอัตโนมัติเมื่อมีอะไรเปลี่ยนแปลง เพราะมันอาจหมายถึงอันตรายหรือโอกาส ลองดูตัวอย่างการเปิดเรื่องที่ดีสิ: “หมาน้อยสปอตหายไปแล้ว!” (จากหนังสือเด็กชื่อดัง Where’s Spot?) “เมื่อฉันตื่นขึ้น…

  • เมื่อเรื่องราวธรรมดาๆ กลายเป็นความทรงจำที่ไม่มีวันลืม มีคืนหนึ่งในนิวยอร์ก ผู้หญิงคนหนึ่งเดินขึ้นเวทีเล็กๆ ในร้านกาแฟ ใต้แสงไฟส้มๆ เธอเริ่มเล่าเรื่องง่ายๆ เรื่องหนึ่ง: วันที่เธอพาแม่ไปซื้อของที่ซูเปอร์มาร์เก็ต แล้วแม่หลงทางในร้าน “ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมแม่ถึงไปหาฉันไม่เจอ ทั้งๆ ที่ร้านไม่ใหญ่มาก จนกระทั่งฉันเดินไปหาแม่ที่แผนกผัก แล้วเห็นเธอยืนงุนงงอยู่ ตอนนั้นฉันถึงรู้ว่า… แม่ของฉันเริ่มลืมแล้ว” เพียงแค่นี้ ทั้งร้านเงียบกริบ ทุกคนจับใจ เพราะเรื่องเล็กๆ เรื่องหนึ่งกลายเป็นเรื่องใหญ่ที่สะเทือนใจ นี่คือพลังของการเล่าเรื่องที่ดี – การเปลี่ยนชีวิตธรรมดาให้กลายเป็นสิ่งที่น่าจดจำ และนี่คือสิ่งที่หนังสือ “How to Tell a Story” ของ The Moth มาสอนเรา กำเนิดของ คนธรรมดามีเรื่องไม่ธรรมดาเล่า The Moth เกิดขึ้นเมื่อปี 1997 จากความคิดง่ายๆ ของจอร์จ ดอว์ส เกรีน ที่อยากสร้างพื้นที่ให้คนธรรมดามาเล่าเรื่องจริงจากชีวิตของตัวเอง ไม่ใช่เรื่องแต่ง ไม่ใช่เรื่องตลก แต่เป็นเรื่องจริงที่มีความหมาย ชื่อ “The Moth” มาจากนิสัยของแมลงเม่าที่บินไปหาแสงไฟ เหมือนกับคนที่ถูกดึงดูดมาฟังเรื่องราวดีๆ ใต้แสงไฟเวที…

  • วิชาที่เปลี่ยนชีวิตนักเรียน Stanford เมื่อนักเรียน MBA ที่ Stanford พูดถึงวิชาหนึ่งในหลักสูตร พวกเขามักจะบอกว่า “วิชานี้คุ้มค่ากับค่าเล่าเรียนทั้งหมดเลย” วิชาที่ว่านี้มีชื่อเรียกเล่นว่า “Touchy Feely” แต่ชื่อจริงคือ “Interpersonal Dynamics” หรือ “พลวัตของความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล” หลังจากสอนวิชานี้มารวมกัน 75 ปี อาจารย์ Carole Robin และ David Bradford ตัดสินใจเขียนหนังสือ “Connect: Building Exceptional Relationships” ขึ้นมา เพื่อแบ่งปันความรู้อันล้ำค่านี้ให้คนทั่วโลกได้เรียนรู้ วิชาแห่งการเปลี่ยนชีวิต “ผมเรียนวิชานี้ตอนเป็นนักเรียน MBA” เล่าให้ฟังโดยผู้จัดการคนหนึ่ง “ตอนแรกคิดว่าจะเป็นวิชาง่ายๆ เกี่ยวกับการสื่อสาร แต่กลับกลายเป็นวิชาที่เปลี่ยนชีวิตผมมากที่สุด” “ก่อนเรียนวิชานี้ ผมเป็นคนที่ไม่ค่อยเปิดใจกับใคร ทำงานเก่งแต่เพื่อนร่วมงานรู้สึกเข้าถึงตัวผมยาก หลังจากเรียนจบ ผมเริ่มเข้าใจว่าการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นทักษะที่เรียนรู้ได้” นี่คือเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับนักเรียนหลายพันคนที่ผ่านวิชานี้มา พวกเขาได้เรียนรู้ว่าความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งและมีความหมายนั้นสร้างได้ ด้วยการเข้าใจหลักการง่ายๆ แต่ทรงพลัง การเดินทางสู่ “ความสัมพันธ์พิเศษ” ผู้เขียนอธิบายความสัมพันธ์ของคนเราเหมือนกับการปีนเขา มีเส้นทางที่ชัดเจนจากจุดเริ่มต้นไปสู่จุดหมาย ชั้นที่…

  • มีเวลาอยู่สักครู่ไหม? ผมอยากเล่าเรื่องหนึ่งให้ฟัง… เมื่อ 10 ปีที่แล้ว มีผู้หญิงคนหนึ่งชื่อ Sarah นักวิเคราะห์ข้อมูลในบริษัทใหญ่ เธอมีข้อมูลสำคัญที่อาจช่วยบริษัทประหยัดได้หลายล้านบาท แต่เมื่อเธอนำเสนอต่อผู้บริหารด้วยกราฟและตัวเลขมากมาย… ไม่มีใครสนใจ ประชุมจบลง โครงการถูกยกเลิก สามเดือนต่อมา บริษัทเสียเงินไปกับปัญหาที่ Sarah เคยเตือนไว้ พอดีตรงนั้น Sarah ได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่ง “The Perfect Story” ของ Karen Eber นักวิจัยด้านสมอง เธอเรียนรู้เรื่องพลังของการเล่าเรื่อง ครั้งต่อไปที่ Sarah ต้องนำเสนอ เธอไม่ได้เริ่มด้วยกราฟ แต่เริ่มด้วยเรื่องเล่า: “เมื่อปีที่แล้ว ลูกค้ารายใหญ่ของเราโทรมาร้องเรียนตอน 2 ทุ่ม ระบบล่มพอดีช่วงที่พวกเขาต้องส่งรายงานสำคัญ…” แค่นั้นแหละ ห้องประชุมเงียบ ทุกคนจ้องฟัง โครงการได้รับการอนุมัติในวันเดียวกัน นี่คือพลังของการเล่าเรื่องที่ Karen Eber พูดถึงใน “The Perfect Story” ทำไมสมองเราถึงหลงรักเรื่องเล่า? Karen Eber อธิบายว่า เมื่อเราฟังข้อมูลธรรมดา เฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับภาษาในสมองเท่านั้นที่ทำงาน…

  • จาก “The Six Disciplines of Strategic Thinking” ของ Michael D. Watkins เมื่อปี 2007 Steve Jobs ขึ้นเวทีแนะนำ iPhone ครั้งแรก หลายคนไม่เข้าใจว่าทำไมต้องรวมโทรศัพท์ เครื่องเล่นเพลง และอินเทอร์เน็ตไว้ในเครื่องเดียว แต่ Jobs เห็นอนาคตที่คนอื่นยังไม่เห็น นั่นคือพลังของการคิดเชิงกลยุทธ์ Michael D. Watkins ผู้เชี่ยวชาญด้านความเป็นผู้นำจาก Harvard Business School เล่าให้เราฟังในหนังสือ “The Six Disciplines of Strategic Thinking” ว่า การเป็นผู้นำที่ดีในยุคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนี้ ต้องอาศัยทักษะหกข้อที่สำคัญยิ่ง เรื่องเล่าจากสนามรบธุรกิจ ลองนึกภาพว่าคุณเป็นผู้จัดการร้านอาหารเล็กๆ ในย่านธุรกิจ วันหนึ่งโควิด-19 บุกเข้ามา ลูกค้าหายไปเกือบหมด คุณจะทำอย่างไร? คนส่วนใหญ่อาจจะตื่นตระหนก ลดราคา หรือรอให้วิกฤตผ่านไป แต่ผู้นำที่มีการคิดเชิงกลยุทธ์จะเห็นภาพที่ต่างออกไป เขาจะสังเกตเห็นว่าคนเริ่มสั่งอาหารออนไลน์มากขึ้น จึงรีบปรับตัวไปทำ…

  • จากหนังสือ “The Art of Explanation” โดย รอส แอทคินส์ เมื่อการอธิบายกลายเป็นไวรัล ลองนึกภาพดูสิครับ คุณกำลังนั่งเลื่อนดูข่าวบน Facebook แล้วเจอคลิปสั้นๆ ของผู้ชายคนหนึ่งยืนอยู่หน้ากล้อง พูดด้วยน้ำเสียงสงบ อธิบายเรื่องซับซ้อนอย่างสงครามในยูเครน หรือปัญหาเศรษฐกิจโลก ในเวลาแค่ 5-10 นาที แล้วคุณก็เข้าใจทันที แม้ว่าเมื่อกี้จะงงมาก นั่นคือ “เวทมนตร์” ของรอส แอทคินส์ นักข่าว BBC ที่สร้างคลิป “Ros Atkins on…” จนมีคนดูนับล้านคน และกลายเป็นปรากฏการณ์ในโลกออนไลน์ แต่รอสไม่ได้เกิดมาพร้อมความสามารถนี้ เขาทำงานในห้องข่าวมากว่า 20 ปี ผ่านความผิดพลาด ความล้มเหลว และการเรียนรู้มากมาย จนมาเขียนหนังสือ “The Art of Explanation” เพื่อเล่าให้ฟังว่า การอธิบายที่ดีนั้นทำได้อย่างไร ทำไมคนถึงไม่ฟัง? รอสเล่าว่า เขาเริ่มสังเกตเห็นปัญหาใหญ่ในยุคที่ทุกคนมีมือถือ คนดูข่าวไม่ได้ต้องการแค่ข้อมูลใหม่ เพราะพวกเขาสามารถหาได้เองจากมือถือแล้ว สิ่งที่พวกเขาต้องการคือ “บริบท”…