HR รีพอร์ต
Everything in hr job.
Author: Panuwat Kaemchaiyaphum
-
จากหนังสือ Hidden Potential: The Science of Achieving Greater Things โดย Adam Grant มีเรื่องราวหนึ่งที่น่าสนใจมาก ในปี 1968 มีครูคนหนึ่งชื่อ Jane Elliott ที่โรงเรียนประถมในไอโอวา เธอทำการทดลองที่เปลี่ยนความคิดของเด็กนักเรียนไปตลอดกาล เธอแบ่งเด็กในห้องออกเป็นสองกลุ่ม ตามสีตา กลุ่มตาน้ำเงินกับกลุ่มตาน้ำตาล วันแรก เธอบอกว่าเด็กตาน้ำเงินฉลาดกว่า ได้รับสิทธิพิเศษมากมาย ส่วนเด็กตาน้ำตาลต้องใส่ผ้าพันคอเป็นเครื่องหมาย และถูกปฏิบัติแย่กว่า ผลลัพธ์คือเด็กตาน้ำเงินทำคะแนนสอบดีขึ้น ส่วนเด็กตาน้ำตาลทำได้แย่ลง วันต่อมา เธอสลับบทบาท บอกว่าจริง ๆ แล้วเด็กตาน้ำตาลต่างหากที่ฉลาดกว่า ผลลัพธ์กลับตาลปัตร เด็กตาน้ำตาลทำได้ดีขึ้น ส่วนเด็กตาน้ำเงินทำได้แย่ลง เรื่องราวนี้สอนเราว่า สิ่งที่เราเชื่อเกี่ยวกับตัวเองมีพลังมหาศาล มันสามารถปลดล็อคศักยภาพ หรือจำกัดศักยภาพของเราได้ ความเข้าใจผิดที่เราต้องเลิกเชื่อ Adam Grant นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัย Wharton เล่าในหนังสือ “Hidden Potential” ว่า เรามีความเข้าใจผิดใหญ่หลวงเกี่ยวกับความสำเร็จ เรามักคิดว่า: “คนเก่งต้องเกิดมาเก่ง”“ถ้าไม่มีพรสวรรค์ ก็ไปไม่ไกล”“คนฉลาดจะประสบความสำเร็จทันที”…
-
การเปลี่ยนแปลงชีวิตด้วยคำพูดง่ายๆ ที่เราพูดกับตัวเอง มีเรื่องจริงที่น่าสนใจมากเกิดขึ้นในชีวิตของคนหนึ่ง เธอชื่อแอน เป็นพนักงานออฟฟิศธรรมดาๆ ที่เคยคิดว่าตัวเองไม่มีความสามารถอะไรเลย ทุกเช้าเมื่อตื่นขึ้นมา เธอมักพูดกับตัวเองว่า “อีกวันที่น่าเบื่อแล้ว” “ฉันคงทำอะไรไม่ได้อีกแล้ว” หรือ “วันนี้คงจะมีปัญหาอีกแน่ๆ” แต่แล้ววันหนึ่ง แอนได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่งที่เปลี่ยนแปลงชีวิตเธอไปตลกกาล นั่นคือ “365 Days of Positive Self-Talk” โดย Shad Helmstetter หนังสือที่สอนให้เราเปลี่ยนวิธีพูดกับตัวเองจากแง่ลบมาเป็นแง่บวก การค้นพบที่น่าตกใจ Shad Helmstetter เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาที่ค้นพบสิ่งที่น่าตกใจ เขาพบว่าคนเราโดยเฉลี่ยจะพูดกับตัวเองประมาณ 50,000 ครั้งต่อวัน และที่น่ากลัวคือ 80% ของสิ่งที่เราพูดกับตัวเองเป็นเรื่องลบ ลองนึกภาพดูสิ ถ้าเรามีเพื่อนคนหนึ่งที่คอยมาพูดกับเราแบบลบๆ ทุกวัน เช่น “นายทำไม่ได้หรอก” “นายโง่มาก” “นายไม่มีความสามารถ” เราคงไม่อยากเป็นเพื่อนกับคนแบบนั้น แต่เราก็กำลังทำสิ่งเดียวกันนี้กับตัวเองอยู่ทุกวัน วิทยาศาสตร์เบื้องหลังการพูดกับตัวเอง ผู้เขียนอธิบายด้วยภาษาง่ายๆ ว่า สมองของเราทำงานเหมือนเครื่องคอมพิวเตอร์ที่รับคำสั่งจากสิ่งที่เราพูดกับตัวเอง ถ้าเราป้อนข้อมูลเป็น “ฉันทำไม่ได้” สมองจะหาหลักฐานมาสนับสนุนความคิดนั้น แต่ถ้าเราพูดว่า “ฉันสามารถเรียนรู้และพัฒนาได้” สมองก็จะหาทางช่วยให้เราทำสิ่งนั้นได้จริง นักวิจัยพบว่า เมื่อเราพูดประโยคเดิมซ้ำๆ…
-
ชายผู้เปลี่ยนโลกด้วยความคิด ในปี ค.ศ. 1908 มีหนุ่มน้อยวัย 25 ปีชื่อ นโปเลียน ฮิลล์ ได้รับมอบหมายให้ไปสัมภาษณ์มหาเศรษฐี แอนดรูว์ คาร์เนกี หนึ่งในคนรวยที่สุดในโลกในขณะนั้น การสัมภาษณ์ครั้งนั้นควรจะจบภายใน 3 ชั่วโมง แต่กลายเป็น 3 วัน และเปลี่ยนเส้นทางชีวิตของฮิลล์ไปตลอดกาล คาร์เนกีท้าทายฮิลล์ให้ไปศึกษาเคล็ดลับความสำเร็จจากเศรษฐีกว่า 500 คน โดยใช้เวลา 20 ปี โดยไม่ได้รับค่าตอบแทนใดๆ หากเขายอมรับ ฮิลล์ตอบรับโดยไม่ลังเล และจากจุดนั้น ก็เกิดเป็นหนังสือ “Think and Grow Rich” ที่มีคนอ่านไปแล้วกว่า 100 ล้านเล่มทั่วโลก หลายสิบปีต่อมา ภูมิปัญญาของฮิลล์ถูกนำมารวบรวมเป็นหนังสือ “Napoleon Hill’s Positive Action Plan: 365 Meditations For Making Each Day a Success” หนังสือที่จะพาเราไปเรียนรู้เคล็ดลับความสำเร็จแบบทีละวัน ทีละก้าว…
-
คุณเคยรู้สึกไหมว่า ทำไมบางคนดูเหมือนจะมี “เสน่ห์” ในการทำให้คนอื่นอยากตามไป อยากร่วมงานด้วย ขณะที่บางคนแม้จะมีความรู้เก่ง มีตำแหน่งสูง แต่กลับไม่มีใครอยากฟัง? John C. Maxwell ผู้เชี่ยวชาญด้านความเป็นผู้นำระดับโลก มีคำตอบให้เราในหนังสือ “The Maxwell Daily Reader” ที่จะพาเราไปค้นพบเคล็ดลับการเป็นผู้นำที่แท้จริง เบื้องหลังของหนังสือ John Maxwell ไม่ใช่คนที่เกิดมาเป็นผู้นำตั้งแต่เด็ก เขาเล่าว่า สมัยเรียนมหาวิทยาลัย เขาเป็นแค่เด็กธรรมดาๆ คนหนึ่ง จนกระทั่งวันหนึ่งได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับการเป็นผู้นำ ทำให้เขาตระหนักว่า “ความเป็นผู้นำไม่ใช่สิ่งที่เราเกิดมาพร้อม แต่เป็นสิ่งที่เราสามารถเรียนรู้และพัฒนาได้” หลังจากนั้น Maxwell ใช้เวลากว่า 40 ปี ศึกษา สอน และฝึกอบรมผู้คนนับล้านคนทั่วโลก เขาค้นพบว่า การพัฒนาความเป็นผู้นำไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน แต่เกิดจากการเรียนรู้และฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอทุกวัน “The Maxwell Daily Reader” จึงเกิดขึ้นจากแนวคิดนี้ โดยเขาแบ่งองค์ความรู้ออกเป็น 365 บทเรียนเล็กๆ หนึ่งวันหนึ่งบทเรียน เพื่อให้เราค่อยๆ พัฒนาตัวเองไปทีละนิด แต่มั่นคงและยั่งยืน บทเรียนที่ 1:…
-
มีหนังสือเล่มหนึ่งที่หลายคนเรียกว่า “ไบเบิลของผู้จัดการ” นั่นคือ “The Daily Drucker” ของ Peter F. Drucker ชายผู้ที่โลกยกย่องว่าเป็น “พ่อแห่งการจัดการสมัยใหม่” หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่แค่ตำราธุรกิจธรรมดา แต่เป็นเหมือนคู่มือชีวิทที่สอนเราให้รู้จักทำ “สิ่งที่ถูกต้อง” แทนที่จะวุ่นวายกับ “การทำให้ถูกต้อง” เรื่องเล่าของคนธรรมดา ลองนึกภาพคุณณัฐ พนักงานออฟฟิศคนหนึ่ง ที่ทำงานหนักทุกวัน ตื่นเช้ามาก็เปิดอีเมล์ ตอบข้อความ เข้าประชุม ทำรายงาน จนกลับถึงบ้านตอนดึก แต่กลับรู้สึกว่าไม่ได้ทำอะไรสำคัญเลย เหมือนวิ่งอยู่กับที่ หรือคุณสมชาย ผู้จัดการขายที่มีผลงานดี แต่ทีมงานมีปัญหากันเรื่อย เพราะเขาชอบสั่งงานแบบ “ทำตามที่บอก อย่าถามมาก” จนคนในทีมไม่กล้าเสนอความคิดเห็น หรือคุณมาลี เจ้าของร้านอาหารเล็กๆ ที่วิ่งไปวิ่งมาทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ตั้งแต่จ่ายตลาด ทำอาหาร คิดเงิน จนไม่มีเวลาคิดว่าจะขยายธุรกิจหรือปรับปรุงคุณภาพอย่างไร เหล่านี้คือตัวอย่างของคนที่ “ทำสิ่งต่างๆ ให้ถูกต้อง” แต่ไม่ได้ “ทำสิ่งที่ถูกต้อง” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ Drucker ต้องการสอนเราผ่านหนังสือเล่มนี้ จุดเปลี่ยนมุมมอง 1. การจัดการตนเองมาก่อนจัดการคนอื่น Drucker เริ่มต้นด้วยการบอกว่า…
-
Peter F. Drucker เป็นเหมือนเซนเซย์แห่งโลกการจัดการ คนที่หลายคนเรียกว่า “บิดาแห่งการจัดการสมัยใหม่” เมื่อปี 1964 เขาได้เขียนหนังสือเล่มหนึ่งที่เปลี่ยนแปลงแนวคิดการทำธุรกิจไปตลอดกาล นั่นคือ “Managing for Results” หรือ “การจัดการเพื่อผลลัพธ์” หนังสือเล่มนี้เกิดขึ้นจากประสบการณ์ที่ Drucker สังเกตเห็นผู้บริหารจำนวนมากที่ทำงานหนักมากแต่กลับไม่ได้ผลลัพธ์ที่คาดหวัง เขาเปรียบเทียบว่าหลายคนเหมือนนักวิ่งที่วิ่งไปมาในสนามแต่ไม่รู้ว่าเส้นชัยอยู่ที่ไหน วิ่งเร็วแค่ไหนก็ไม่มีวันถึงเป้าหมาย จุดเริ่มต้นของแนวคิดใหม่ Drucker เล่าเรื่องราวของ บริษัทผลิตเครื่องจักรแห่งหนึ่งในอเมริกา ที่มีพนักงานมากกว่า 10,000 คน มียอดขายหลายร้อยล้านดอลลาร์ แต่กำไรกลับน้อยมาก เมื่อเขาไปศึกษาพบว่า บริษัทนี้ผลิตสินค้ามากกว่า 3,000 รายการ แต่เพียง 20% ของสินค้าเท่านั้นที่สร้างกำไรให้บริษัท ส่วนที่เหลือ 80% ไม่ได้สร้างกำไรเลย บางรายการขาดทุนด้วยซ้ำ แต่บริษัทยังคงผลิตต่อไปเพราะ “เคยทำมาแล้ว” หรือ “ลูกค้าเก่าต้องการ” “นี่เหมือนเกษตรกรที่ปลูกข้าว 100 แปลง แต่มีเพียง 20 แปลงเท่านั้นที่ให้ผลผลิตดี ส่วนอีก 80 แปลงให้ผลผลิตแย่หรือไม่ได้เก็บเกี่ยวเลย แต่เขายังคงดูแลทุกแปลงเท่าๆ กัน”…
-
เมื่อโลกธุรกิจยังไม่มี “หลักการ” ลองนึกภาพว่าคุณเดินเข้าไปในออฟฟิศใหญ่ในยุค 1950 คุณจะเห็นภาพที่แตกต่างจากทุกวันนี้มาก ผู้จัดการส่วนใหญ่ทำงานตามสัญชาตญาณและประสบการณ์ ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าการ “จัดการ” ที่ดีควรเป็นอย่างไร แต่ละแผนกทำงานแยกกัน เหมือนดนตรีที่แต่ละคนเล่นเพลงคนละเพลง นั่นคือโลกที่ Peter Drucker เจอเมื่อปี 1954 เขาเป็นชายหนุ่มชาวออสเตรียที่หนีออกมาจากนาซี และกลายเป็นคนที่จะเปลี่ยนแปลงวิธีคิดเรื่องการจัดการตลอดกาล จุดเริ่มการปฏิวัติ เรื่องราวเริ่มต้นเมื่อ Drucker ไปที่ห้องสมุดของบริษัท General Electric ในนิวยอร์ก เขาพยายามหาหนังสือเกี่ยวกับการจัดการธุรกิจ แต่กลับพบว่ามีหนังสือเช่นนั้นน้อยมาก ส่วนใหญ่เป็นเรื่องเทคนิคเฉพาะด้าน เช่น การบัญชี การผลิต หรือการขาย แต่ไม่มีใครมองการจัดการเป็น “ศาสตร์” ที่สมบูรณ์ นั่นทำให้เขาตัดสินใจเขียนหนังสือ “The Practice of Management” ซึ่งกลายเป็นหนังสือเล่มแรกที่มองการจัดการเป็นวิชาชีพแยกต่างหาก และสร้างรากฐานให้กับการจัดการสมัยใหม่ 5 แนวคิดที่เปลี่ยนโลก 1. การจัดการตามวัตถุประสงค์ (Management by Objectives – MBO) เรื่องเล่า: ลองนึกถึงบริษัทขายรถยนต์แห่งหนึ่ง ในอดีต เจ้านายอาจจะบอกพนักงานขายว่า…
-
มีเรื่องเล่าว่า ในช่วงทศวรรษที่ 1960 Peter Drucker นักวิชาการด้านการจัดการชื่อดังได้รับการติดต่อจากบริษัทใหญ่หลายแห่งให้เป็นที่ปรึกษา เขาสังเกตเห็นปรากฏการณ์แปลกๆ อย่างหนึ่ง คือผู้บริหารที่ประสบความสำเร็จไม่ได้เป็นคนที่ฉลาดที่สุด หล่อที่สุด หรือมีคาริสม่าที่สุดในองค์กร แต่กลับเป็นคนที่ดูธรรมดา บางคนพูดไม่เก่ง บางคนไม่ได้เรียนจบจากมหาวิทยาลัยชื่อดัง นี่ทำให้ Drucker สงสัยว่า “แล้วอะไรคือสิ่งที่ทำให้คนเหล่านั้นประสบความสำเร็จ?” หลังจากศึกษาและสังเกตผู้บริหารเป็นพันๆ คนเป็นเวลาหลายสิบปี เขาก็ค้นพบคำตอบ และเขียนเป็นหนังสือ “The Effective Executive” ที่กลายเป็นตำราคลาสสิกด้านการจัดการมาจนถึงทุกวันนี้ บทที่ 1: ความจริงที่หลายคนไม่รู้ Drucker เล่าว่า ผู้บริหารที่มีประสิทธิผลไม่ได้เกิดมาพร้อมพรสวรรค์พิเศษ พวกเขาเป็นคนธรรมดาๆ ที่ฝึกฝนนิสัยบางอย่างจนกลายเป็นคนพิเศษ เหมือนกับนักกีฬาที่ฝึกซ้อมจนเก่งขึ้น เขายกตัวอย่าง Harry Truman ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนที่ 33 ที่ไม่ได้จบมหาวิทยาลัย ไม่ได้เป็นนักการเมืองมืออาชีพ แต่กลับกลายเป็นประธานาธิบดีที่ประสบความสำเร็จ เพราะเขามีนิสัย 5 อย่างที่ผู้บริหารที่ดีต้องมี บทที่ 2: นิสัยแรก – รู้ว่าเวลาไปไหน “เวลาคือสิ่งที่ทุกคนมีเท่ากัน แต่ทำไมผลลัพธ์ถึงต่างกัน?” Drucker…
-
ในโลกของการทำงานและการบริหารจัดการ มีชื่อหนึ่งที่ทุกคนควรรู้จัก นั่นคือ ปีเตอร์ เอฟ. ดรักเกอร์ (Peter F. Drucker) ชายผู้ถูกขนานนามว่าเป็น “บิดาแห่งการจัดการสมัยใหม่” เขาเป็นคนที่สร้างแนวคิดเรื่องการจัดการให้กลายเป็นศาสตร์ที่เป็นระบบ และหนังสือเล่มหนึ่งที่รวบรวมภูมิปญญาของเขาไว้อย่างครบถ้วน คือ “Management: Revised Edition” ที่เผยแพร่ในปี 2008 ดรักเกอร์เกิดในเวียนนา ประเทศออสเตรีย ในปี 1909 และใช้ชีวิตเขียนหนังสือกว่า 30 เล่ม ก่อนจากไปในปี 2005 หนังสือ “Management: Revised Edition” เล่มนี้เป็นการปรับปรุงจากหนังสือต้นฉบับที่เขียนในปี 1973 โดยได้รับความช่วยเหลือจากศาสตราจารย์โจเซฟ มาเซียริเอลโล เพื่อนรักและผู้สืบทอดแนวคิดของดรักเกอร์ สิ่งที่น่าทึ่งคือ แม้หนังสือจะหนาถึง 558 หน้า แต่เนื้อหาในนั้นไม่เคยล้าสมัย เพราะดรักเกอร์ไม่ได้เขียนแค่เทคนิคการจัดการ แต่เขาเขียนเรื่อง “หลักคิด” ที่เป็นรากฐานของการจัดการที่ดี การจัดการคืออะไร? มากกว่าแค่การสั่งงาน หลายคนคิดว่าการจัดการคือการสั่งงานคนใต้บังคับบัญชา หรือการควบคุมธุรกิจให้ได้กำไร แต่ดรักเกอร์มองเรื่องนี้ลึกกว่านั้น เขาบอกว่า การจัดการคือ “ศิลปศาสตร์อิสระ” หมายความว่าอะไร?…
-
เมื่อ “ทำงานเก่ง” ไม่เท่ากับ “เป็นผู้นำ” วันแรกที่นายอนุชา เข้าสู่ตำแหน่งผู้จัดการใหม่ของทีมขายในบริษัทเทคโนโลยี เขาเข้าใจผิดว่าการเป็นผู้จัดการคือการทำงานเก่งที่สุดในทีม วันแรก เขาเห็นน้องจิราพรหน้าใหม่กำลังลำบากกับลูกค้าเก่าที่เขาเคยดูแล นายอนุชาจึงเข้าไปแทรกทันที “เอ๊ะ น้องจิรา วิธีนี้ไม่ใช่นะ ให้พี่มาแสดงให้ดู” เขาฉวยโทรศัพท์จากมือน้องจิรา แล้วใช้เทคนิคการขายที่เขาใช้มา 5 ปี ภายใน 10 นาที เขาปิดดีลได้สำเร็จ “เห็นมั้ย ต้องทำแบบนี้” นายอนุชาพูดด้วยความภูมิใจ แต่ที่น้องจิราได้รับไม่ใช่แรงบันดาลใจ แต่เป็นความรู้สึกว่าตัวเองไม่มีความสามารถ ความมั่นใจของเธอถูกทำลาย และเธอกลายเป็นคนพึ่งพาพี่อนุชาในทุกเรื่อง หนังสือ Harvard Business Review Manager’s Handbook ได้เล่าเรื่องราวคล้ายๆ กันนี้ไว้ และชี้ให้เห็นว่า ผู้จัดการที่ดีไม่ใช่คนที่ทำงานเก่งที่สุด แต่เป็นคนที่ทำให้คนอื่นเก่งขึ้นได้ การเปลี่ยนผ่าานจากงานเป็นเรื่องของคน สามเดือนต่อมา นายอนุชาเริ่มรู้สึกเหนื่อยหน่าย ทุกอย่างต้องผ่านเขา ทีมงานไม่กล้าตัดสินใจอะไรเอง เขาต้องทำงานถึงดึก ขณะที่คนอื่นในทีมกลับบ้านตรงเวลา “ทำไมทุกคนถึงไม่รับผิดชอบเลย?” เขาบ่นกับเมียที่บ้าน จนกระทั่งวันหนึ่ง หัวหn้าใหญ่เรียกพบ “อนุชา ผลงานของทีมเธอไม่ค่อยดีนะ คนอื่นบอกว่าทีมเธอไม่มีความคิดสร้างสรรค์ ทำแต่สิ่งที่เธอสอน”…