HR รีพอร์ต
Everything in hr job.
Author: Panuwat Kaemchaiyaphum
-
ข้อคิดจากคดี: การจ่ายค่าครองชีพในลักษณะต่อเนื่องและคงที่ โดยมีลักษณะตอบแทนการทำงาน อาจถือเป็นค่าจ้างตามกฎหมายแรงงาน แม้ว่าจะเริ่มต้นจากสวัสดิการ ดังนั้นนายจ้างควรระมัดระวังในการกำหนดเงื่อนไขหรือรายละเอียดการจ่ายเงินในสัญญาจ้างงาน. อ้างอิงจาก คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๙๘๗ – ๔๓๒๙/๒๕๕๓ #hrรีพอร์ต
-
สรุปเนื้อหา: บทเรียนจากคดี: นายจ้างต้องปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงและกฎหมายแรงงานที่ระบุให้ค่าเงินครองชีพเป็นส่วนหนึ่งของค่าจ้าง ทั้งนี้เพื่อปกป้องสิทธิของลูกจ้างในการได้รับค่าตอบแทนที่เป็นธรรมตามกฎหมาย. อ้างอิงจาก คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๙๕๐๒-๑๙๙๖๖/๒๕๕๖ #hrรีพอร์ต
-
สรุปเนื้อหา: ในกรณีนี้ โจทก์ (ลูกจ้าง) ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานหลังถูกเลิกจ้างจากตำแหน่งผู้จัดการอาวุโส โดยพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า แต่โจทก์ไม่พอใจคำสั่งดังกล่าวและยื่นฟ้องนายจ้างอีกครั้งต่อศาลแรงงาน โดยอ้างสิทธิเดิมเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายที่สูงกว่าเดิม รวมถึงค่าเสียหายอื่นๆ เช่น ค่าชดเชยจนถึงเกษียณ โบนัส และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ศาลฎีกาพิจารณาแล้วชี้ว่า ตามมาตรา 123-125 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ลูกจ้างมีสิทธิเลือกดำเนินการเพียง “ทางใดทางหนึ่ง” คือ ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน หรือ ฟ้องศาลแรงงาน แต่ไม่สามารถใช้สิทธิซ้ำซ้อนทั้งสองทางได้ เมื่อโจทก์เลือกยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานแล้ว จึงไม่มีสิทธิฟ้องศาลแรงงานอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากไม่พอใจคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน ต้องฟ้องเพื่อเพิกถอนคำสั่งนั้นภายใน 30 วัน ไม่ใช่ยื่นฟ้องซ้ำในสิทธิเดิม นอกจากนี้ ศาลแรงงานภาค 2 ยังวินิจฉัยว่านายจ้างมีเหตุเลิกจ้างที่ชอบธรรม เนื่องจากโจทก์ประมาทเลินเล่อในการจัดหารถรับส่งพนักงาน ทำให้นายจ้างต้องจ่ายค่าใช้จ่ายเกินจริงไปหลายสิบล้านบาท ซึ่งถือเป็นความเสียหายร้ายแรง ศาลฎีกาเห็นพ้องและพิพากษายืนคำตัดสินของศาลแรงงานภาค 2 ว่าการเลิกจ้างครั้งนี้เป็นการชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ข้อสรุปสำคัญ: เมื่อลูกจ้างเลือกใช้สิทธิยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานแล้ว จะไม่สามารถฟ้องนายจ้างโดยอาศัยสิทธิเดิมซ้ำได้ หากไม่พอใจคำสั่ง ต้องฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งนั้นภายในกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนด. อ้างอิงจาก คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๘๗๑/๒๕๖๑ (คดีเกี่ยวกับพนักงานตรวจแรงงาน) #hrรีพอร์ต
-
สรุปเนื้อหา: กรณีนี้เกี่ยวข้องกับข้อพิพาทระหว่างนายจ้างและลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้าง นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้าง 14 คน และจ่ายเงินสิทธิประโยชน์ตอบแทนการเลิกจ้างครบถ้วน อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์มีคำสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างทั้ง 14 คนกลับเข้าทำงานตามตำแหน่งเดิม และให้นับอายุงานต่อเนื่องเหมือนไม่เคยมีการเลิกจ้าง ศาลแรงงานภาค 2 ตัดสินว่า เมื่อการรับกลับเข้าทำงานนับอายุงานต่อเนื่องแล้ว ถือว่าไม่เคยมีการเลิกจ้างเกิดขึ้น ดังนั้น ลูกจ้างต้องคืนเงินสิทธิประโยชน์ตอบแทนการเลิกจ้างทั้งหมดให้แก่นายจ้าง นายจ้างมีสิทธิหักกลบลบหนี้เงินที่ลูกจ้างต้องคืนกับค่าเสียหายที่ต้องจ่ายตามคำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ ศาลฎีกายืนยันว่า การเลิกจ้างในกรณีนี้เป็นการกระทำที่ไม่เป็นธรรม (ฝ่าฝืนมาตรา 121 ของพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518) เมื่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์สั่งให้นับอายุงานต่อเนื่อง จึงถือว่าไม่เคยมีการเลิกจ้าง ดังนั้น ลูกจ้างไม่มีสิทธิถือเงินสิทธิประโยชน์ที่ได้รับไปก่อนหน้า นายจ้างสามารถเรียกเงินคืนหรือหักกลบลบหนี้ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 341 คำพิพากษาสุดท้าย: ลูกจ้างต้องคืนเงินสิทธิประโยชน์ตอบแทนการเลิกจ้างทั้งหมดให้นายจ้าง และนายจ้างมีสิทธิหักเงินดังกล่าวกับค่าเสียหายที่ต้องจ่ายตามคำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ได้ อ้างอิงจาก คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๖๒๘ – ๒๖๓๗/๒๕๖๑ (กำรกระทำอันไม่เป็นธรรม มาตรา ๑๒๑ (๑)) #hrรีพอร์ต
-
ข้อเท็จจริงของคดี คำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลาง คำวินิจฉัยของศาลฎีกา สรุปคำพิพากษา การกระทำของโจทก์เป็นความผิดร้ายแรง มีเจตนาทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย นายจ้างจึงมีสิทธิเลิกจ้างโดยไม่ต้องจ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงาน คำอุทธรณ์ของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนตามศาลแรงงานกลาง อ้างอิงจาก คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๙๕๓/๒๕๖๑ (คดีฟ้องเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน) #hrรีพอร์ต
-
ประเด็นหลัก นายจ้างประกาศกำหนดวันหยุดอื่นแทนวันหยุดตามประเพณี เช่น วันหยุดราชการประจำปี วันหยุดทางศาสนา หรือวันหยุดตามขนบธรรมเนียมประเพณีท้องถิ่น ซึ่งมีข้อสรุปดังนี้: ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง หลักปฏิบัติที่ถูกต้องสำหรับนายจ้าง ข้อสรุปสำคัญ: นายจ้างต้องปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานอย่างเคร่งครัด โดยให้ลูกจ้างหยุดงานในวันหยุดตามประเพณี และจ่ายค่าตอบแทนการทำงานในวันหยุดตามที่กฎหมายกำหนด หากฝ่าฝืนอาจถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย. อ้างอิงจาก คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๑๑๘๒/๒๕๕๓ #hrรีพอร์ต
-
ความแตกต่างหลักระหว่าง Personal Improvement Plan (PIP) และ Individual Development Plan (IDP) อยู่ที่วัตถุประสงค์ ขอบเขต และวิธีการนำไปใช้ ซึ่งสามารถเปรียบเทียบได้ดังนี้: 1. Personal Improvement Plan (PIP) วัตถุประสงค์:PIP มักถูกใช้เพื่อแก้ไข ปัญหาด้านผลการปฏิบัติงาน หรือ จุดอ่อนที่เฉพาะเจาะจง โดยจะพบได้บ่อยในบริบทของการทำงาน เพื่อช่วยให้บุคคลพัฒนาการทำงานให้ได้ตามมาตรฐานที่คาดหวัง คุณลักษณะสำคัญ: ตัวอย่าง:ผู้จัดการสร้าง PIP ให้กับพนักงานที่ส่งงานล่าช้า โดยในแผนระบุงานเฉพาะเจาะจง วันที่ครบกำหนด และการฝึกอบรมที่ต้องทำ เพื่อพัฒนาทักษะการจัดการเวลาและการส่งงานให้ตรงเวลาใน 60 วัน 2. Individual Development Plan (IDP) วัตถุประสงค์:IDP เป็นเครื่องมือเชิงรุกที่ออกแบบมาเพื่อ การเติบโตในสายอาชีพและพัฒนาศักยภาพ โดยเน้นการเสริมทักษะ ความสามารถ และเตรียมความพร้อมสำหรับโอกาสในอนาคต คุณลักษณะสำคัญ: ตัวอย่าง:พนักงานที่สนใจเป็นผู้นำในอนาคต ทำงานร่วมกับผู้จัดการเพื่อสร้าง IDP ซึ่งรวมถึงการเข้าร่วมการฝึกอบรมด้านการเป็นผู้นำ การเฝ้าดูงานของผู้บริหาร และการลงทะเบียนเรียนหลักสูตรการบริหารจัดการ ความแตกต่างสำคัญระหว่าง…
-
Career Path และ Succession Plan เป็นกลยุทธ์ด้านทรัพยากรบุคคลที่แตกต่างกัน ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนการพัฒนาพนักงานและตอบสนองความต้องการในอนาคตขององค์กร รายละเอียดของทั้งสองมีดังนี้: 1. Career Path (เส้นทางอาชีพ) นิยามCareer Path คือ แผนที่ส่วนบุคคล ที่แสดงขั้นตอนหรือเส้นทางที่พนักงานสามารถใช้เพื่อบรรลุเป้าหมายในอาชีพของตนภายในองค์กร โดยเน้นไปที่การพัฒนาระยะยาวของพนักงาน ลักษณะสำคัญ วัตถุประสงค์ ขอบเขต ตัวอย่างพนักงานตำแหน่งนักพัฒนาซอฟต์แวร์ (Software Developer) ตั้งเป้าหมายที่จะเป็นหัวหน้าทีม (Team Lead) ต่อด้วยผู้จัดการฝ่ายวิศวกรรม (Engineering Manager) และในที่สุดคือ CTO (Chief Technology Officer) เส้นทางอาชีพนี้จะรวมถึงการพัฒนาทักษะทางเทคนิค การเสริมสร้างภาวะผู้นำ และการรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้น 2. Succession Plan (แผนสืบทอดตำแหน่ง) นิยามSuccession Plan คือ กลยุทธ์เชิงรุกขององค์กร ที่มุ่งเน้นการระบุและพัฒนาพนักงานที่มีศักยภาพสูง (High Potential) เพื่อให้พร้อมสำหรับการเข้ารับตำแหน่งสำคัญในกรณีที่ตำแหน่งนั้นว่างลง ไม่ว่าจะจากการเกษียณ การเลื่อนตำแหน่ง หรือเหตุผลอื่น ๆ ลักษณะสำคัญ…
-
Retention Rate และ Employee Engagement Score เป็นสองตัวชี้วัดในงาน HR และการบริหารองค์กรที่ใช้เพื่อประเมินด้านต่าง ๆ ของแรงงาน ซึ่งแตกต่างกันในวัตถุประสงค์และการใช้งาน ดังนี้: 1. Retention Rate (อัตราการรักษาพนักงาน) นิยาม:Retention Rate หมายถึง เปอร์เซ็นต์ของพนักงานที่ยังคงอยู่กับบริษัทในช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งสะท้อนถึงความสามารถขององค์กรในการรักษาพนักงาน สูตรการคำนวณ วัตถุประสงค์: จุดเน้น ปัจจัยที่ส่งผลต่อ Retention ตัวอย่างหากพนักงาน 90 คนจาก 100 คนยังคงอยู่กับบริษัทในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา อัตราการรักษาพนักงานจะเท่ากับ 90% 2. Employee Engagement Score (คะแนนการมีส่วนร่วมของพนักงาน) นิยาม:Employee Engagement Score หมายถึง ระดับความมุ่งมั่น ความพึงพอใจ และแรงจูงใจของพนักงาน ที่มีต่องาน ทีม และองค์กร การวัดผล:คะแนนมักมาจาก แบบสำรวจการมีส่วนร่วม (Engagement Surveys)…
-
ในคดีนี้ โจทก์ ซึ่งเป็นลูกจ้างตำแหน่งหัวหน้าแผนกเอกสาร ได้รับค่าจ้างเดือนละ 52,800 บาท ยื่นฟ้อง จำเลย (นายจ้าง) กรณีถูกเลิกจ้างโดยอ้างเหตุผลว่าเป็นการปรับโครงสร้างองค์กรเพื่อลดต้นทุนและความอยู่รอดทางธุรกิจ แต่โจทก์มองว่าเหตุผลดังกล่าวไม่เป็นความจริง และการเลิกจ้างเป็นการกระทำที่ไม่เป็นธรรม โจทก์ระบุว่าหัวหน้างานผู้ประเมินผลการทำงานมีความขัดแย้งส่วนตัวกับตน และหลังการเลิกจ้าง นายจ้างยังรับบุคคลอื่น (นาย ก.) เข้าทำงานแทนในตำแหน่งเดียวกัน ข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานพิจารณา ศาลแรงงานพิจารณาแล้วเห็นว่าการเลิกจ้างดังกล่าว ไม่มีเหตุผลและความจำเป็นเพียงพอ อีกทั้งไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่เหมาะสม จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม และสั่งให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายแก่โจทก์ 158,400 บาท พร้อมดอกเบี้ย การอุทธรณ์ของจำเลย จำเลยอุทธรณ์ว่าศาลแรงงานกลางไม่มีสิทธิสั่งจ่ายค่าเสียหายเพิ่มเติม 158,400 บาท เนื่องจากจำเลยได้จ่ายเงินตามกฎหมายไปแล้ว 823,680 บาท คำพิพากษาของศาลฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า ประเด็นสำคัญจากคดีนี้ เรื่องนี้เน้นให้เห็นถึงความสำคัญของการเลิกจ้างที่ต้องเป็นธรรมและมีเหตุผลเพียงพอ พร้อมปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานอย่างครบถ้วน. อ้างอิงจาก คำพิพำกษาศาลฎีกาที่ 4861/2560 #hrรีพอร์ต