HR รีพอร์ต
Everything in hr job.
Author: Panuwat Kaemchaiyaphum
-
เคยสงสัยไหมว่าทำไมบางครั้งเราพยายามขายสินค้าดีๆ ราคาดี แต่ลูกค้ากลับไม่ซื้อ? หรือทำไมบางสินค้าที่ดูธรรมดาๆ กลับขายดีเป็นเทน้ำ เทท่า? คำตอบอยู่ในหนังสือ “The Brain Audit” ของ Sean D’Souza นักการตลาดชาวนิวซีแลนด์ที่ค้นพบ “สูตรลับ” ของสมองลูกค้า เขาพบว่าการตัดสินใจซื้อของคนเราไม่ได้เกิดขึ้นแบบสุ่มสี่สุ่มห้า แต่มีขั้นตอนชัดเจนเหมือนนักบินที่ต้องเช็คลิสต์ก่อนขับเครื่องบิน นักบินและลูกค้า: ความเหมือนที่น่าประหลาดใจ ลองนึกภาพนักบินที่กำลังจะขับเครื่องบิน เขาไม่เคยลุกขึ้นแล้วกดปุ่มบินเลย แต่จะดูในเช็คลิสต์อย่างละเอียด เช็คน้ำมัน เช็คเครื่องยนต์ เช็คระบบต่างๆ ครบทุกข้อก่อน เพราะถ้าขาดข้อใดข้อหนึ่ง อาจเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงได้ สมองของลูกค้าก็ทำงานแบบเดียวกัน มันจะ “เช็ค” 7 จุดสำคัญก่อนตัดสินใจซื้อทุกครั้ง ถ้าข้อใดไม่ผ่าน การขายก็จะล้มเหลว จุดที่ 1: ปัญหา – เมื่อความเจ็บปวดเป็นจุดเริ่มต้น เรื่องเล่า: สมิทเป็นเจ้าของร้านซ่อมคอมพิวเตอร์ เขาพยายามโฆษณาว่า “เราซ่อมเร็วที่สุด ราคาถูกที่สุด” แต่ลูกค้าไม่ค่อยมา จนกระทั่งเขาเปลี่ยนโฆษณาเป็น “คอมเปิดไม่ติด? ไฟไหม้? เราช่วยได้!” ทำไมถึงได้ผล? เพราะสมิทเริ่มพูดถึง “ปัญหา” ก่อนที่จะเสนอโซลูชั่น…
-
ชายลึกลับ ปีพ.ศ. 2541 ที่มหาวิทยาลัยเล็กๆ ในเมืองบีเลเฟลด์ ประเทศเยอรมนี มีอาจารย์คนหนึ่งเก็บตัวอยู่แต่ในห้องทำงาน เขาไม่ค่อยไปงานเลี้ยง ไม่ยุ่งกับการเมืองในมหาวิทยาลัย แต่สิ่งที่เขาทำได้นั้นทำให้เพื่อนร่วมงานอึ้งไปทั้งคณะ ชื่อของเขาคือ Niklas Luhmann (นิคลาส ลูห์มาน) นักสังคมวิทยาที่เขียนผลงานได้มากจนแทบไม่น่าเชื่อ ใน 30 ปีของอาชีพการงาน เขาเขียนหนังสือได้ 70 เล่ม บทความ 400 กว่าชิ้น และที่สำคัญ งานของเขาไม่ได้มีแค่ปริมาณ แต่มีคุณภาพสูงจนได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในนักทฤษฎีทางสังคมที่สำคัญที่สุดของศตวรรษที่ 20 เพื่อนร่วมงานจึงอยากรู้ว่า ทำไมเขาถึงเขียนได้เร็วและเก่งขนาดนี้ เมื่อไปถามเขา คำตอบที่ได้กลับทำให้หลายคนงง เขาบอกว่า “ผมไม่คิดทุกอย่างเอง ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในระบบของผม” ห้องแห่งความลับ วันหนึ่ง มีนักข่าวขอไปสัมภาษณ์ลูห์มานที่บ้าน เมื่อเขาพาไปดูห้องทำงาน สิ่งที่นักข่าวเห็นทำให้เขาตกตะลึง ห้องทำงานนั้นเต็มไปด้วยตู้ไม้สูงใหญ่ ภายในมีการ์ดกระดาษขนาดเล็กเรียงเป็นแถวเป็นหลัก นับได้ประมาณ 90,000 การ์ด แต่ละการ์ดเขียนด้วยลายมือเล็กๆ มีเลขกำกับ และที่แปลกคือ การ์ดเหล่านี้ไม่ได้เรียงตามหัวข้อหรือตามอักษร แต่เรียงตามเลขที่ดูแปลกๆ เช่น 21/3a4b5 “นี่คือเครื่องมือทำงานหลักของผม” ลูห์มานอธิบาย…
-
คุณเคยรู้สึกเหนื่อยหลังจากเข้าสังสรรค์กับเพื่อนๆ ทั้งคืนไหม? หรือเคยถูกถามว่าทำไมเงียบจัง? ถ้าใช่ แสดงว่าคุณอาจเป็นหนึ่งในผู้คนที่ Susan Cain เรียกว่า “Introvert” หรือคนเก็บตัว ซึ่งเธอเชื่อว่าเป็นพลังที่โลกใบนี้ต้องการมากที่สุด เรื่องราวที่เริ่มต้นจากความไม่เข้าใจ Susan Cain เล่าเรื่องราวของตัวเองในหนังสือ “Quiet: The Power of Introverts in a World That Can’t Stop Talking” ว่าเธอเป็นคนเก็บตัวมาตั้งแต่เด็ก ชอบอ่านหนังสือมากกว่าเล่นกับเพื่อน ชอบนั่งคิดคนเดียวมากกว่าไปปาร์ตี้ แต่สังคมรอบตัวมักมองว่าเธอ “ผิดปกติ” เธอเล่าถึงวันแรกที่ไปค่ายฤดูร้อนตอนอายุ 9 ขวบ เธอแอบเอาหนังสือไปด้วย หวังว่าจะได้อ่านในเวลาว่าง แต่กลับถูกหัวหน้าค่ายตักเตือนว่า “ที่นี่เราต้องเป็น ‘ทีมเวิร์ค’ ไม่ใช่มานั่งอ่านหนังสือคนเดียว!” เหตุการณ์นั้นทำให้เธอเริ่มตั้งคำถามว่า ทำไมโลกถึงคิดว่าการอยู่คนเดียวเป็นเรื่องผิด? ทำไมการเงียบจึงถูกมองว่าเป็นข้อบกพร่อง? โลกที่เปลี่ยนไป: จากบุคลิกภาพสู่การขาย Susan ย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์อเมริกา เธอพบว่าในต้นศตวรรษที่ 20 สังคมอเมริกันเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ จาก “Culture of Character”…
-
เริ่มต้นจากเด็กชายที่สมาธิสั้น ลองนึกภาพเด็กชายคนหนึ่งที่นั่งอยู่ในห้องเรียน แต่สมองกลับวิ่งไปทั่วโลก วันนี้เขาลืมการบ้านคณิตศาสตร์ เมื่อวานลืมเอาหนังสือมา พรุ่งนี้อาจจะลืมสอบอีก เด็กคนนี้ชื่อ ไรเดอร์ แครอลล์ คนที่โตมาแล้วกลับกลายเป็นผู้สร้าง “Bullet Journal” วิธีการจดบันทึกที่เปลี่ยนชีวิตคนหลายล้านคนทั่วโลก “ผมเป็นเด็กที่มีปัญหา ADHD ตั้งแต่เล็ก” ไรเดอร์เล่าในหนังสือ “ในยุคที่ยังไม่มีสมาร์ทโฟน ไม่มีแอปฯ จัดตารางงาน ผมต้องหาวิธีของผมเอง” ความล้มเหลวที่นำไปสู่ความสำเร็จ หลังจากเรียนจบ ไรเดอร์ก็เข้าทำงานในบริษัทโฆษณาแห่งหนึ่งในนิวยอร์ก แต่ปัญหาเดิมยังตามมา เขาลืมประชุม ลืมส่งงาน ลืมโทรกลับลูกค้า จนถึงจุดหนึ่งที่เขารู้สึกว่าชีวิตเหมือนเรือที่ไร้หางเสือ “ผมลองใช้วิธีการจัดระเบียบต่างๆ มากมาย” เขาเล่า “ปฏิทินแบบดั้งเดิม สมุดโน้ต แฟ้มเอกสาร แต่ไม่มีอะไรที่ใช้ได้ผลจริงๆ เพราะมันไม่เข้ากับสมองที่ชอบกระโดดโลดเต้นแบบผม” จนกระทั่งวันหนึ่ง เขาเอาสมุดเล่มหนึ่งมาลองทดลอง เขาวาดจุดเล็กๆ ข้างหน้างานที่ต้องทำ วาดวงกลมข้างหน้านัดหมาย วาดขีดข้างหน้าข้อมูลที่สำคัญ เมื่อทำงานเสร็จ เขาก็ขีดฆ่าจุดนั้นทิ้ง ดูง่ายมากใช่ไหม? แต่นี่แหละคือจุดเริ่มต้นของ Bullet Journal วิธีการที่เรียบง่าย แต่ทรงพลัง สัญลักษณ์พื้นฐาน: ภาษาที่สมองเข้าใจ ลองดูตัวอย่างหน้า Daily…
-
ลองนึกภาพว่าคุณเป็นเจ้าของร้านขายของออนไลน์เล็กๆ เริ่มแรกมีลูกค้าแค่วันละ 10 คน ใช้สมุดบันทึกเล่มเดียวก็พอ แต่แล้ววันหนึ่งร้านคุณดังขึ้น มีลูกค้า 1,000 คน 10,000 คน แล้วก็ 1 ล้านคนต่อวัน สมุดเล่มเดียวไม่พอแล้ว คุณต้องทำยังไง? นี่คือปัญหาที่ Martin Kleppmann ผู้เขียนหนังสือ “Designing Data-Intensive Applications” ต้องการตอบ หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่แค่คู่มือเทคนิค แต่เป็นเหมือนเรื่องเล่าของคนที่เจอปัญหาจริงๆ และหาทางออกมาได้ 1. เมื่อความเรียบง่ายกลายเป็นความซับซ้อน เรื่องเล่าจากโลกจริง: กรณี Netflix ย้อนกลับไปปี 2007 Netflix ยังเป็นบริษัทส่งแผ่น DVD ทางไปรษณีย์ ระบบฐานข้อมูลของพวกเขาก็เรียบง่าย เก็บรายชื่อหนัง รายชื่อลูกค้า และใครยืมอะไรไป แต่พอเปลี่ยนมาเป็น Streaming ทุกอย่างเปลี่ยน ตอนนี้ Netflix ต้องจัดการกับ: Kleppmann อธิบายว่านี่คือสิ่งที่เขาเรียกว่า “Data-Intensive Applications” – แอปพลิเคชันที่ปัญหาหลักไม่ใช่การคำนวณที่ซับซ้อน แต่เป็นการจัดการข้อมูลจำนวนมหาศาล…
-
คุณเคยกลัวตัวเลขไหม? เคยรู้สึกปวดหัวทุกครั้งที่เห็นกราฟ สถิติ หรือการวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ? ถ้าใช่ คุณไม่ใช่คนเดียว Charles Wheelan ผู้เขียนหนังสือ “Naked Statistics: Stripping the Dread from the Data” เข้าใจความรู้สึกนี้ดี เพราะเขาเคยเป็นแบบนั้นมาก่อน การเดินทางจากความกลัวสู่ความเข้าใจ Wheelan เล่าว่าสมัยเรียนมหาวิทยาลัย เขากลัววิชาสถิติมาก จนเลี่ยงเรียนไปนานหลายปี แต่เมื่อเขาต้องเจอกับตัวเลขและข้อมูลในการทำงานจริง เขาค้นพบว่าสถิติไม่ใช่ปีศาจร้ายอย่างที่คิด แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เราเข้าใจโลกได้ดีขึ้น เขายกตัวอย่างเรื่องการเลือกที่อยู่ ถ้าคุณได้รับงานใหม่ที่เมืองไม่คุ้นเคย คุณจะเลือกบ้านอย่างไร? ส่วนใหญ่เราจะดูราคา ดูทำเลที่ตั้ง ดูความปลอดภัย แต่สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็น “สถิติ” ทั้งสิ้น ราคาบ้านเฉลี่ยในย่านนั้น อัตราอาชญากรรม คะแนนโรงเรียนในพื้นที่ ล้วนเป็นตัวเลขที่ช่วยให้เราตัดสินใจได้ดีขึ้น เมื่อค่าเฉลี่ยหลอกเรา หนึ่งในบทเรียนสำคัญที่ Wheelan เล่าคือ เรื่องของ “ค่าเฉลี่ยที่หลอกลวง” เขายกตัวอย่างเรื่องราวของนักกอล์ฟสองคน คนแรกเล่นได้ 4 สโตรค ในทุกหลุม (รวม 18 หลุม =…
-
เรื่องเล่าจากนักคณิตศาสตร์หนุ่มที่เปลี่ยนวิธีมองโลก หากคุณเคยรู้สึกสับสนกับทฤษฎีทางจิตวิทยาที่ดูซับซ้อน หรือเคยอ่านหนังสือพัฒนาตนเองแล้วจำไม่ได้ว่าอ่านอะไรมา คุณไม่ได้เป็นคนเดียว Dolev Erez นักคณิตศาสตร์หนุ่มจากอิสราเอล ก็เคยมีปัยหาเดียวกัน จนกระทั่งเขาค้นพบสิ่งที่เปลี่ยนทุกอย่าง “ทำไมเราต้องท่องจำทฤษฎีที่ยากจนปวดหัว ในขณะที่ภาพเดียวสามารถอธิบายได้ชัดเจนกว่า?” คำถามนี้นำพาเขาไปสู่การเขียนหนังสือ “The Art of Thinking in Graphs” ที่จะเปลี่ยนวิธีคิดของคุณไปตลอดกาล เมื่อกราฟกลายเป็นกุรูสอนชีวิต ลองนึกภาพว่าคุณกำลังเรียนคณิตศาสตร์ แต่แทนที่จะท่องสูตรที่น่าเบื่อ ครูของคุณใช้ภาพการ์ตูนและกราฟสวยงามมาอธิบาย ความรู้สึกนั้นคงไม่ต่างจากสิ่งที่ Erez ต้องการส่งมอบให้ผู้อ่าน หนังสือเล่มนี้รวบรวม 52 หลักการสำคัญที่ส่งผลต่อการใช้ชีวิตของเราทุกวัน ตั้งแต่เรื่องง่ายๆ อย่างทำไมเราถึงผัดวันประกันพรุ่ง ไปจนถึงเรื่องซับซ้อนอย่างการตัดสินใจลงทุน แต่สิ่งที่พิเศษคือ Erez ไม่ได้บรรยายด้วยตัวอักษรหนาๆ เขาใช้กราฟที่ออกแบบมาอย่างสวยงามและเข้าใจง่าย ตัวอย่างที่จับต้องได้: เมื่อความมั่นใจกลับกลายเป็นศัตรู มาเริ่มด้วยเรื่องที่หลายคนเจอในชีวิตจริง คุณเคยสังเกตไหมว่า เมื่อเราเพิ่งเริ่มเรียนรู้อะไรใหม่ๆ เรามักจะรู้สึกมั่นใจมาก? แต่พอเรียนไปเรียนมา กลับเริ่มสงสัยตัวเองว่าเราจริงๆ แล้วรู้อะไรบ้าง? นี่คือสิ่งที่เรียกว่า “Dunning-Kruger Effect” หรือ “ผลกระทบดันนิง-ครูเกอร์” ในหนังสือ Erez เขียนกราฟแสดงให้เห็นว่า ความมั่นใจของเราจะสูงมากตอนเริ่มต้น (เพราะเราไม่รู้ว่าเราไม่รู้)…
-
คุณเคยไหมครับ… นั่งอ่านอีเมลยาวเหยียดจากเจ้านาย แล้วอ่านจบก็ยังไม่รู้ว่าเขาต้องการอะไรกันแน่? หรือเคยเข้าประชุม 2 ชั่วโมง แต่สรุปได้แค่ 5 นาที? ถ้าเคย ผมว่าคุณน้าจะชอบหนังสือเล่มนี้แน่ๆ “Smart Brevity: The Power of Saying More with Less” เขียนโดย Jim VandeHei ผู้ร่วมก่อตั้ง Axios สื่อออนไลน์ที่มีสไตล์การเขียนข่าวแบบกระชับเป็นเอกลักษณ์ หนังสือเล่มนี้เหมือนคู่มือสอนเราว่า ในโลกที่ทุกคนมีเวลาน้อยลงทุกวัน เราจะสื่อสารยังไงให้คนอื่นอ่านจบ เข้าใจ และลงมือทำตามที่เราต้องการ เริ่มต้นจากความหงุดหงิด Jim VandeHei เล่าว่า เขาเริ่มคิดเรื่อง Smart Brevity จากความหงุดหงิดของตัวเอง ตอนที่ยังทำงานเป็นนักข่าวอยู่ เขามักได้รับอีเมลจากแหล่งข่าวที่ยาวมากๆ บางฉบับยาวเป็น 10 หน้า A4 แต่ประเด็นสำคัญที่เป็นข่าวจริงๆ มีแค่ 2-3 บรรทัด “ผมเสียเวลาไปกับการอ่านหาเข็มในมหาสมุทร” Jim บอก “และผมก็คิดว่า ถ้าผมที่อ่านเร็วขนาดนี้ยังรู้สึกเสียเวลา แล้วคนทั่วไปล่ะ?”…
-
เมื่อความสำเร็จกลายเป็นกับดัก เจมส์เป็นเจ้าของบริษัทเทคโนโลยีขนาดกลาง มีพนักงาน 50 คน รายได้ปีละหลายสิบล้าน แต่เขากลับรู้สึกเหมือนเป็นนักโทษในคุกที่ตัวเองสร้างขึ้น ทุกเช้าตื่นมาต้องตอบอีเมล 200 ฉบับ เข้าประชุม 8 ชั่วโมง กลับบ้านตอน 3 ทุ่ม แล้วยังต้องเปิดแล็ปท็อปทำงานต่อจนดึก “ทำไมยิ่งประสบความสำเร็จ ชีวิตถึงยิ่งวุ่นวาย?” เจมส์ถามตัวเองทุกคืนก่อนนอน เขาไม่ใช่คนเดียวที่เจอปัญหานี้ หลายคนที่ประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจ กลับพบว่าตัวเองติดอยู่ในวงจรของความยุ่งเหยิง ยิ่งธุรกิจเติบโต ยิ่งมีงานเพิ่มขึ้น ยิ่งมีคนต้องการความสนใจ จนในที่สุดกลายเป็นคนที่ทำงานหนักที่สุดในบริษัทตัวเอง การตื่นรู้ครั้งสำคัญ วันหนึ่ง เจมส์ได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่งที่เปลี่ยนมุมมองของเขาไปตลกกาล นั่นคือ “Buy Back Your Time” ของ Dan Martell ผู้เขียนเล่าเรื่องราวของตัวเองที่เคยเป็นผู้ประกอบการที่ทำงานวันละ 16 ชั่วโมง จนกระทั่งวันหนึ่งลูกชายถามว่า “ทำไมพ่อไม่เคยอยู่บ้าน?” คำถามนี้ทำให้ Dan ตระหนักว่า เขาได้สร้างธุรกิจที่ประสบความสำเร็จแต่กลับสูญเสียสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต – เวลา “ปัญหาไม่ใช่การจัดการเวลา แต่คือการซื้อเวลาคืนมา” Dan เขียนไว้ในหนังสือ ความแตกต่างคืออะไร? การจัดการเวลาคือการพยายามยัดเยียดงานมากขึ้นเข้าไปในเวลาเดิม…
-
ถ้าคุณเคยฝันที่จะมีธุรกิจของตัวเอง แต่กลัวว่าจะต้องจ้างพนักงานเป็นร้อยคน เช่าออฟฟิศใหญ่โต หรือระดมทุนนับล้าน วันนี้เราจะมาเล่าให้ฟังเรื่องราวที่อาจจะเปลี่ยนมุมมองของคุณ เรื่องเล่าจากคนที่เลือกอยู่เล็ก เจสัน (Jason Fried) ผู้ก่อตั้ง Basecamp บริษัทซอฟต์แวร์ดังจากชิคาโก เคยบอกไว้ว่า “เราไม่อยากเป็นบริษัทใหญ่ เราอยากเป็นบริษัทที่ดี” เขามีทีมงานแค่ 50 กว่าคน แต่มีลูกค้าหลายล้านคน รายได้ปีละหลายร้อยล้านบาท และที่สำคัญคือ ทุกคนในทีมมีความสุขกับงาน ไม่ต้องทำงานล่วงเวลา มีเวลาให้ครอบครัว หรือเอาตัวอย่างใกล้ตัวหน่อย อาจจะเป็นเพื่อนของคุณที่เปิดร้านกาแฟเล็กๆ ในซอย แค่ 2-3 โต๊ะ แต่กลับมีลูกค้าประจำที่ยอมขับรถมาไกลเพื่อมาดื่มกาแฟที่นี่ เพราะเขารู้จักลูกค้าทุกคนในนาม รู้ว่าใครชอบดื่มอะไร เวลาไหน นี่คือสิ่งที่ Paul Jarvis เรียกว่า “Company of One” – ธุรกิจที่เลือกอยู่เล็ก แต่ทำให้ดี ทำไมเราถึงคิดว่าใหญ่ = ดี? ในสังคมเรา เวลาได้ยินคำว่า “ธุรกิจ” ส่วนใหญ่จะนึกถึงบริษัทใหญ่ๆ เช่น CP, True, PTT…