HR รีพอร์ต
Everything in hr job.
Author: Panuwat Kaemchaiyaphum
-
หลายคนคงเคยมีประสบการณ์แบบนี้ ตื่นเช้ามาวางแผนว่าวันนี้จะเขียนรายงาน จะคิดแคมเปญใหม่ หรือจะออกแบบโลโก้ให้เสร็จ แต่พอนั่งหน้าคอมแล้ว กลับนั่งจ้องหน้าจอเปล่าๆ ไปเป็นชั่วโมง ความคิดมันไม่มา แรงบันดาลใจหายไปไหน สุดท้ายก็เสียเวลาไปเปล่าๆ แล้วก็โทษตัวเองว่าขี้เกียจ David Kadavy ผู้เขียนหนังสือ “Mind Management, Not Time Management” เล่าว่า เขาเองก็เคยเป็นแบบนี้ เขาเป็นนักออกแบบที่พยายามใช้ระบบการจัดการเวลาแบบต่างๆ มากมาย ตั้งแต่การทำรายการสิ่งที่ต้องทำ (To-Do List) ไปจนถึงเทคนิค Pomodoro แต่สิ่งเหล่านั้นกลับทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดมากกว่าที่จะช่วยให้เขาทำงานได้ดีขึ้น จนกระทั่งวันหนึ่ง เขาค้นพบความจริงข้อหนึ่งที่เปลี่ยนแปลงชีวิตการทำงานของเขาไปตลอดกาล เวลากับจิตใจ “ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เวลา แต่อยู่ที่จิตใจ” Kadavy กล่าว เขาเล่าเรื่องราวของตัวเองว่า ช่วงเช้าๆ เขามักจะมีแรงบันดาลใจในการเขียน สมองใสแจ๋ว ความคิดไหลลื่น แต่ถ้าเขาบังคับตัวเองให้ทำงานเอกสาร ตอบอีเมล หรืองานประจำอื่นๆ ในช่วงนั้น เมื่อเขาต้องการกลับมาเขียนในภายหลัง พลังงานสร้างสรรค์นั้นก็หายไปแล้ว ในทางตรงกันข้าม ช่วงบ่ายๆ ที่เขารู้สึกเหนื่อยและไม่อยากคิดอะไรมาก กลับเป็นช่วงที่เหมาะกับการทำงานประจำ เช่น จัดไฟล์ ตอบอีเมล หรือทำบัญชี…
-
เมื่อรู้สึกว่าเหมือนมีงานล้นหัว ลองนึกภาพดูสิครับ วันหนึ่งคุณตื่นมาแล้วรู้สึกเหมือนโลกใบนี้จะทับถม คุณต้องส่งรายงานงานวันนี้ นัดประชุมกับลูกค้าตอนบ่าย ต้องไปซื้อของใช้ในบ้าน โทรหาช่างแอร์ที่เสียมา 3 วันแล้ว อีกทั้งยังต้องไปงานวันเกิดเพื่อนเย็นนี้ด้วย ในหัวของคุณมันเป็นแบบนี้: “อ๊ะ! รายงาน… แล้วก็ต้องโทรหาช่าง… อ๊ะ! ลืมซื้อของแล้ว… เฮ้ย! ประชุมกี่โมงนะ…” สมองคุณเหมือนคอมพิวเตอร์ที่เปิดโปรแกรมไว้เป็นร้อยๆ หน้าต่าง ช้าและค้าง พร้อมจะขึ้นหน้าจอสีน้ำเงินเมื่อไหร่ก็ได้ นี่แหละคือปัญหาที่เดวิด อัลเลน (David Allen) ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารเวลา เห็นว่าเป็นต้นเหตุของความเครียดในชีวิตคนทำงาน เขาจึงคิดค้นระบบ “Getting Things Done” หรือ GTD ขึ้นมา เพื่อช่วยให้เราหลุดพ้นจากวังวนแห่งความยุ่งเหยิงนี้ สิ่งที่ทำให้สมองเราเหนื่อย อัลเลนอธิบายว่า สมองของเราไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อจดจำงานเล็กๆ น้อยๆ มากมาย สมองเราเหมาะกับการคิด การวิเคราะห์ และการสร้างสรรค์ แต่เมื่อเราบังคับให้มันจำว่า “ต้องซื้อน้ำยาล้างจาน” หรือ “ต้องโทรหาคุณแม่” มันก็จะใช้พลังงานส่วนหนึ่งไปกับการจดจำเรื่องพวกนี้ตลอดเวลา ลองคิดดู เวลาคุณกำลังอาบน้ำแล้วนึกขึ้นมาได้ว่า “อ๊ะ! ลืมโทรหาคุณหมอ” ทันทีที่คุณคิดแบบนั้น สมองจะเก็บเรื่องนี้ไว้…
-
ถ้าใครเคยดูหนังแอ็กชั่นเรื่องทหารพิเศษ คงจะรู้จักหน่วย Navy SEALs กองทัพเรือสหรัฐ ที่เป็นหน่วยรบพิเศษที่เก่งและโหดที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แต่ใครจะคิดว่าผู้บัญชาการของหน่วยนี้จะมาสอนเราเรื่องการเก็บเตียง? พลเรือเอก วิลเลียม เอช. แม็ครเวน อดีตหัวหน้าหน่วยซีล ได้เขียนหนังสือเล่มหนึ่งชื่อว่า “Make Your Bed” หรือ “เก็บเตียงของคุณ” ซึ่งกลายเป็นหนังสือขายดีและสร้างแรงบันดาลใจให้คนทั่วโลกนับล้าน เริ่มต้น เรื่องราวเริ่มต้นจากวันหนึ่งในปี 2014 ที่มหาวิทยาลัยเท็กซัส ออสติน ในพิธีรับปริญญาบัตร พลเรือเอกแม็ครเวนได้กล่าวสุนทรพจน์ให้กับบัณฑิตใหม่กว่า 8,000 คน คำพูดของเขาไม่ใช่คำแนะนำแบบปกติทั่วไป แต่เป็นบทเรียนชีวิตจากประสบการณ์การฝึกหน่วยซีลที่โหดร้าย “ถ้าคุณต้องการเปลี่ยนแปลงโลก ให้เริ่มจากการเก็บเตียงของคุณ” คำพูดนี้ดังก้องไปทั่วโลก วิดีโอคลิปนั้นมีคนดูนับล้านครั้ง และกลายเป็นแรงบันดาลใจให้เขาเขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา เริ่มต้นวันด้วยการเก็บเตียง ในค่ายฝึกซีล ทุกวันเวลา 6 โมงเช้า ทหารใหม่ต้องเก็บเตียงให้เป็นระเบียบ ผ้าปูที่นอนต้งตึง มุมต้องพับแหลม ไม่มีรอยยับแม้แต่นิดเดียว เจ้าหน้าที่ฝึกจะมาตรวจด้วยไม้บรรทัด ถ้าไม่เรียบร้อยพอ ต้องทำใหม่ทั้งหมด แม็ครเวนเล่าว่า ตอนแรกเขาก็คิดว่า “เป็นเรื่องเล็กน่ะ ทำไมต้องจริงจังขนาดนี้” แต่พอเวลาผ่านไป เขาเริ่มเข้าใจ การเก็บเตียงไม่ใช่แค่การเก็บเตียง แต่เป็นการฝึกจิตใจให้เริ่มต้นวันด้วยความสำเร็จ…
-
บทความสรุปจากหนังสือ “The 5AM Club: Own Your Morning. Elevate Your Life.” โดย Robin Sharma จุดเริ่มต้น ลองนึกภาพว่าคุณเป็นผู้หญิงที่มีบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ทำงานตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ตอบอีเมลถึงดึกดื่น ตื่นมาทุกเช้าก็รีบเปิดโทรศัพท์ดูข่าวสารก่อนอื่น แล้วก็วิ่งไปทำงาน ชีวิตเร่งรีบ แต่ไม่แน่ใจว่ากำลังไปไหน หรือลองคิดว่าคุณเป็นศิลปินหนุ่มที่มีความฝันใหญ่ แต่ก็ยังติดอยู่กับชีวิตประจำวันที่น่าเบื่อ ตื่นมาสาย เสียเวลาเช้าไปกับการปวดหัวจากคืนก่อน ทำงานไม่มีแรงจูงใจ รู้สึกเหมือนชีวิตไม่ได้ไปไหน นี่คือเรื่องราวของตัวละครหลักสองคนในหนังสือ “The 5AM Club” ที่ Robin Sharma นำเสนออย่างลงตัว ผ่านการผสมผสานระหว่างนิยายกับหนังสือพัฒนาตนเอง การเปลี่ยนแปลงเริ่มจากเจอใครบางคน วันหนึ่ง ทั้งสองคนนี้ไปฟังบรรยายของนักเขียนมหาเศรษฐีที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ในงานบรรยายนั้น เขาพูดถึงความสำคัญของการตื่นเช้า และวิธีที่มันเปลี่ยนแปลงชีวิตของเขา แต่แล้วเกิดเหตุการณ์แปลกๆ นักเขียนคนนี้หายตัวไปอย่างลึกลับ! พอทั้งคู่กำลังงงๆ กับสถานการณ์ ก็มีชายแก่ผิวดำอายุ 70 กว่า สวมเสื้อยืดติดคำว่า “Spellbinder” เดินเข้ามาหา เขาแนะนำตัวเองว่าเป็นคนเดียวกับนักเขียนที่เพิ่งหายไป และเขามีข้อเสนอพิเศษ “ถ้าพวกคุณอยากเรียนรู้ความลับของ…
-
ถ้าใครเคยสงสัยว่าทำไมเราถึงทำอะไรบางอย่างโดยไม่รู้ตัว ทำไมบางคนเปลี่ยนชีวิตได้ง่ายๆ ในขณะที่เราพยายามแล้วแต่ยังไม่สำเร็จ คำตอบอาจจะอยู่ในหนังสือเล่มหนึ่งที่ชื่อ “The Power of Habit” โดย Charles Duhigg นักข่าวจากนิวยอร์กไทมส์ ที่เล่าเรื่องราวน่าทึ่งเกี่ยวกับพลังของนิสัยให้เราฟัง ลิซ่า: จากสาวสูบบุหรี่สู่เศรษฐินี ลิซ่าเป็นสาวธรรมดาที่มีชีวิตระเบียบแบบคนทั่วไป จนกระทั่งสามีขอหย่า เธอเริ่มสูบบุหรี่ กินจุกจิก นอนดึก ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย จนหนี้สินท่วมหัว เมื่อนั่งมองตัวเองในกระจก เธอรู้ว่าต้องเปลี่ยน “ฉันอยากเดินทางไปอียิปต์” ลิซ่าพูดกับตัวเองวันหนึ่ง ดูเหมือนความฝันที่เป็นไปไม่ได้สำหรับคนที่มีหนี้สิน แต่เธอตัดสินใจเลิกสูบบุหรี่เพื่อเก็บเงินไปเที่ยว สิ่งมหัศจรรย์เกิดขึ้น เมื่อลิซ่าเลิกสูบบุหรี่ได้ เธอเริ่มออกกำลังกายเพื่อไม่ให้น้ำหนักขึ้น การออกกำลังกายทำให้เธอนอนหลับง่ายขึ้น นอนหลับดีทำให้เธอมีสมาธิในการทำงานมากขึ้น เธอเริ่มเก็บเงิน ชำระหนี้ และสุดท้ายก็ได้เดินทางไปอียิปต์จริงๆ ไม่แค่นั้น เธอยังได้เลื่อนตำแหน่ง หาคู่ใหม่ และกลายเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิต ทุกอย่างเริ่มจากการเปลี่ยนนิสัยเดียว คือการเลิกสูบบุหรี่ วงจรแห่งการทำซ้ำ ดูฮิกก์อธิบายว่าในสมองของเราเมื่อเราเรียนรู้การทำอะไรใหม่ๆ สมองจะทำงานหนักมาก แต่เมื่อเราทำซ้ำๆ จนเป็นนิสัย สมองจะ “ปิดระบบ” ส่วนที่ใช้ตัดสินใจ และให้ส่วนที่เก็บนิสัยเข้ามาควบคุมแทน นี่คือเหตุผลว่าทำไมเราถึงขับรถกลับบ้านได้โดยไม่ต้องคิด หรือแปรงฟันได้โดยไม่รู้ตัว นิสัยทุกอย่างมี 3…
-
เคยไหมที่รู้สึกเหมือนอารมณ์เป็นคนขับรถแทนเรา? วันหนึ่งเราตื่นมาก็อารมณ์ดี แต่พอมีเหตุการณ์เล็กน้อยเกิดขึ้น อารมณ์ก็พุ่งลงไปที่ใต้ดิน หรือบางทีเราโกรธจัดกับใครซักคน แล้วอารมณ์นั้นก็ติดค้างไปทั้งวัน ส่งผลให้เรื่องอื่นๆ ในชีวิตพังไปหมด หากคุณเคยรู้สึกแบบนี้ หนังสือ “Shift: Managing Your Emotions–So They Don’t Manage You” ของ Ethan Kross อาจจะเป็นคำตอบที่คุณตามหามานาน เรื่องเล่าของนักจิตวิทยาผู้ค้นพบความลับของอารมณ์ Ethan Kross เป็นนักจิตวิทยาที่มหาวิทยาลัยมิชิแกน เขาใช้เวลาหลายปีในการศึกษาว่าทำไมบางคนถึงจัดการอารมณ์ได้ดี ขณะที่บางคนดูเหมือนจะถูกอารมณ์ลากไปมา เหมือนใบไม้ที่ปลิวไปตามลม สิ่งที่เขาค้นพบนั้นน่าสนใจมาก: ความสามารถในการควบคุมอารมณ์ไม่ใช่เรื่องของพรสวรรค์ หรือการ “เข้มแข็ง” แต่เป็นเรื่องของเทคนิค เป็นทักษะที่เรียนรู้ได้ การค้นพบนี้เริ่มต้นจากการสังเกตเด็กๆ ในห้องทดลอง เมื่อเด็กเหล่านั้นต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่น่าเครียด บางคนสามารถควบคุมตัวเองได้ดี ขณะที่บางคนสลายไปทันที ความแตกต่างอยู่ตรงไหน? คำตอบคือ “การเปลี่ยนมุมมอง” หรือที่เขาเรียกว่า “Shift” ศิลปะแห่งการ “Shift” คืออะไร? ลองนึกภาพว่าคุณกำลังถ่ายรูปด้วยกล้อง เวลาที่เราซูมเข้าใกล้ เราจะเห็นแต่รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ แต่พอเราซูมออก ก็จะเห็นภาพรวมที่กว้างขึ้น การ…
-
ลองนึกภาพดูครับ คุณกำลังเล่นเกมที่ชื่นชอบ เวลาผ่านไปโดยไม่รู้ตัว คุณเรียนรู้กฎใหม่ๆ พัฒนาทักษะ และรู้สึกตื่นเต้นทุกครั้งที่ผ่านด่านไปได้ แล้วถ้าเราสามารถนำความรู้สึกนี้มาใช้ในห้องเรียน ห้องประชุมฝึกอบรม หรือแม้แต่การเรียนรู้ออนไลน์ล่ะ? นี่คือสิ่งที่ Karl M. Kapp ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการศึกษาจากมหาวิทยาลัย Bloomsburg ต้องการสื่อสารผ่านหนังสือ “The Gamification of Learning and Instruction Fieldbook: Ideas into Practice” เล่มนี้ไม่ใช่แค่หนังสือทฤษฎีธรรมดา แต่เป็นคู่มือปฏิบัติการที่จะพาเราไปสู่โลกแห่งการเรียนรู้ที่สนุกและมีประสิทธิภาพ ทฤษฎีสู่การปฏิบัติ เรื่องราวของหนังสือเล่มนี้เริ่มต้นจากความสำเร็จของหนังสือเล่มแรก “The Gamification of Learning and Instruction” ที่ Kapp เขียนขึ้น หนังสือเล่มแรกนั้นเป็นเหมือนการวางรากฐานทางทฤษฎี อธิบายว่าทำไมการใช้เกมในการเรียนรู้ถึงมีประสิทธิภาพ แต่หลายคนที่อ่านแล้วยังรู้สึกว่า “รู้แล้วว่าดี แต่จะเอาไปใช้ยังไง?” Kapp จึงตัดสินใจเขียนเล่มที่สองขึ้นมา โดยร่วมมือกับ Rich Mesch และ Lucas Blair ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบเกมและการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ เพื่อสร้างสะพานเชื่อมระหว่างทฤษฎีกับการปฏิบัติจริง อะไรคือ…
-
ห้องเรียนที่เปลี่ยนไป ลองนึกภาพดูสิครับ เด็กนักเรียนคนหนึ่งนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์ ตาแป๋วเป็นประกาย นิ้วมือเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่วบนแป้นพิมพ์ เขาเล่นเกมมาแล้ว 3 ชั่วโมงโดยไม่รู้สึกเหนื่อย ไม่ต้องการพักผ่อน แต่พอถึงเวลาเรียน เขากลับงีบหลับในชั้นเรียน เบื่อหน่าย ไม่อยากฟัง นี่คือปรากฏการณ์ที่ Karl M. Kapp ผู้เขียนหนังสือ “The Gamification of Learning and Instruction” สังเกตเห็นและตัดสินใจค้นหาคำตอบ เขาถามตัวเองว่า “ทำไมเกมถึงดึงดูดใจคนได้ขนาดนี้ และเราจะเอาสิ่งนั้นมาใช้ในการศึกษาได้อย่างไร?” ความลับของเกมที่ทำให้คนติดใจ ก่อนที่จะไปต่อ เรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่า Gamification คืออะไร มันไม่ใช่การทำให้ทุกอย่างกลายเป็นเกม แต่คือการนำองค์ประกอบที่ทำให้เกมน่าเล่นมาประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ที่ไม่ใช่เกม เช่น การเรียนการสอน การทำงาน หรือการฝึกอบรม คิดดูสิครับ ทำไมคนเราถึงเล่นเกม Candy Crush ได้นานหลายชั่วโมง? หรือทำไมถึงยอมตื่นเช้ามืดเพื่อเล่น Pokemon GO? คำตอบอยู่ที่โครงสร้างและกลไกของเกมเหล่านี้ เป้าหมายที่ชัดเจน – ในเกม Mario เราก็รู้ว่าต้องไปช่วยเจ้าหญิง ใน Tetris…
-
คุณเคยสงสัยไหมว่า ทำไมเราถึงยอมนั่งเล่นเกมได้หลายชั่วโมงติดต่อกัน ทั้งที่รู้ว่าเหนื่อย ทั้งที่ตาแสบ แต่พอให้ทำงานหรือเรียนหนังสือ กลับรู้สึกง่วงนอน เบื่อหน่าย และอยากหนีไปทำอย่างอื่น คำถามนี้แหละที่ทำให้ Kevin Werbach และ Dan Hunter สองอาจารย์จากมหาวิทยาลัยชื่งดัง ตั้งใจศึกษาและเขียนหนังสือ “For the Win” ขึ้นมา พวกเขาค้นพบสิ่งที่น่าทึ่งมาก คือพลังแห่งเกมที่สามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้จริงๆ การค้นพบที่เปลี่ยนทุกอย่าง เรื่องราวเริ่มต้นจากการสังเกตพฤติกรรมของคนในยุคดิจิทัล ในปี 2010 มีคนเล่นเกม World of Warcraft รวมกันมากกว่า 6 พันล้านชั่วโมง ซึ่งเทียบได้กับเวลาที่มนุษย์ใช้วิวัฒนาการจากลิงมาเป็นคนเลยทีเดียว สิ่งที่น่าแปลกใจคือ คนเหล่านี้ไม่ได้ถูกบังคับ พวกเขาเล่นด้วยความสมัครใจ ยิ่งไปกว่านั้น ยังยอมจ่ายเงินเพื่อเล่นด้วย ทำงานหนักในเกม มากกว่าที่พวกเขาทำงานจริงในชีวิตประจำวัน Werbach และ Hunter เลยเริ่มคิดว่า “ถ้าเราสามารถนำสิ่งที่ทำให้เกมน่าติดตาม น่าสนใจ มาใช้ในชีวิตจริงได้ จะเป็นยังไง?” และนี่คือจุดเริ่มต้นของ “Gamification” หรือการนำหลักการเกมมาใช้ในกิจกรรมที่ไม่ใช่เกม เปิดเฉลยสูตรลับที่ทำให้เกมติดใจ หนังสือเล่มนี้เผยให้เห็นว่า เกมที่ดีจะมีองค์ประกอบสำคัญ…
-
วันหนึ่ง Tom นั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ในออฟฟิศ กำลังดิ้นรนกับงานที่น่าเบื่อหน่าย เขามองไปที่นาฬิกา พบว่ายังไม่ถึงเที่ยงด้วยซ้ำ แต่พอเลิกงานกลับถึงบ้าน Tom กลับสามารถนั่งเล่นเกมได้ 5-6 ชั่วโมงติดๆ โดยไม่รู้สึกเบื่อเลย เหตุการณ์แบบนี้คุ้นหูไหมครับ? Brian Burke นักวิจัยจากบริษัท Gartner เขาก็สงสัยเรื่องเดียวกันนี่แหละ ทำไมเกมถึงทำให้คนติดได้ขนาดนี้ ในขณะที่งานหรือการเรียนกลับทำให้เราเบื่อหน่าย จากคำถามนี้เอง Burke จึงเขียนหนังสือ “Gamify: How Gamification Motivates People to Do Extraordinary Things” เพื่อไขความลับของพลังแห่งเกม และวิธีนำหลักการนี้มาใช้ในชีวิตจริง การเดินทางสู่การค้นพบ Burke เริ่มต้นการเดินทางของเขาด้วยการสังเกตพฤติกรรมของคนในองค์กรต่างๆ เขาพบว่าคนส่วนใหญ่ทำงานด้วยแรงจูงใจภายนอก เช่น เงินเดือน โบนัส หรือความกลัวถูกไล่ออก แต่เมื่อไหร่ที่แรงจูงใจเหล่านี้หมดไป ประสิทธิภาพในการทำงานก็จะลดลงทันที ในทางตรงกันข้าม เขาสังเกตเห็นว่าเกมสามารถทำให้คนอุทิศเวลาและความพยายามอย่างมหาศาล โดยไม่ได้รับสิ่งตอบแทนที่จับต้องได้ในโลกแห่งความจริง “นี่แหละคือกุญแจสำคัญ” Burke กล่าว “เกมไม่ได้ใช้แรงจูงใจภายนอก แต่ใช้แรงจูงใจภายใน” ความลับ 3 ข้อของแรงจูงใจมนุษย์…