เคยไหมครับที่เราตื่นขึ้นมาในตอนเช้า แล้วรู้สึกหนักใจโดยไม่รู้สาเหตุ?

หรือมีบางวันที่เราโกรธคนอื่นจนหลับไม่หลับ?

หรือบางครั้งที่เรากังวลใจเรื่องเล็กๆ น้อยๆ จนกลายเป็นเรื่องใหญ่?

ถ้าเราเคยมีความรู้สึกแบบนี้ แสดงว่าเราเป็นคนธรรมดาคนหนึ่งที่กำลังติดอยู่ในกรงเหล็กที่ตัวเองสร้างขึ้น กรงที่มีชื่อว่า “ความทุกข์ในใจ”

วันนี้ผมจะมาเล่าเรื่องของหนังสือเล่มหนึ่งที่อาจจะช่วยให้เราหาลูกกุญแจสู่อิสรภาพได้ นั่นคือ “ข้อตกลงทั้งสี่” ของ ดอน มิเกล รูยซ์

เรื่องเล่าจากดินแดนโบราณ

ก่อนที่จะไปถึงข้อตกลงทั้งสี่ เรามาฟังเรื่องเล่าจากดินแดนเม็กซิโกโบราณกันก่อนครับ

นานมาแล้ว ในดินแดนที่เรียกว่าเตโนชติตลาน มีชาวโทลเท็คที่มีภูมิปัญญาลึกซึ้งเกี่ยวกับการใช้ชีวิต พวกเขาเชื่อว่า การที่มนุษย์เราทุกข์ใจนั้น ไม่ใช่เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นกับเรา แต่เป็นเพราะ “ข้อตกลง” ที่เราทำไว้กับตัวเองและโลกรอบตัว

ข้อตกลงเหล่านี้เป็นเหมือนกฎเกณฑ์ที่เราตั้งขึ้นมาในใจ แล้วเอามาใช้ตัดสินทุกสิ่งทุกอย่าง ปัญหาคือ ข้อตกลงส่วนใหญ่ที่เรามีนั้น มันทำให้เราทุกข์มากกว่าที่จะทำให้เรามีความสุข

ลองนึกดูครับ ตั้งแต่เราเป็นเด็ก เราถูก “ฝึก” ให้คิดในแบบต่างๆ เช่น:

  • “ถ้าไม่ได้เกรดดี แสดงว่าเป็นเด็กไม่ดี”
  • “ถ้าคนอื่นไม่ชอบเรา แสดงว่าเรามีปัญหา”
  • “ต้องทำทุกอย่างให้สมบูรณ์แบบ ไม่งั้นจะล้มเหลว”

ข้อตกลงเหล่านี้ฝังลึกเข้าไปในใจจนเราไม่รู้ตัว และมันก็ควบคุมการคิด การรู้สึก และการกระทำของเราทุกวัน

ข้อตกลงข้อที่ 1: ใช้คำพูดอย่างไร้ที่ติ

คำพูดมีพลังมหาศาล มันสามารถสร้างสวรรค์หรือนรกได้ในพริบตา

จินดามีเพื่อนสนิทคนหนึ่งชื่อนิด วันหนึ่งนิดใส่เสื้อตัวใหม่มาโรงเรียน แต่จินดากลับพูดขึ้นมาว่า “เฮ้ย เสื้อนี้ดูแปลกๆ นะ ไม่เข้ากับตัวเลย”

จินดาคิดว่าเป็นแค่คำพูดเล่นๆ แต่สำหรับนิด คำพูดนี้ทำให้เธอรู้สึกแย่มาทั้งวัน กลับไปบ้านแล้วก็เก็บเสื้อตัวนั้นไว้ในตู้ ไม่เอามาใส่อีกเลย

นี่คือพลังของคำพูด คำเดียวสามารถทำลายความมั่นใจของคนได้

แต่ในทางกลับกัน คำพูดดีๆ ก็สามารถให้กำลังใจคนได้เหมือนกัน

เมื่อเล็กยังเป็นเด็ก เขาเขียนหนังสือไม่ค่อยสวย คุณครูคนหนึ่งเลยพูดว่า “ลายมือของเล็กนี่ห่วยแตกจริงๆ นะ” คำพูดนี้ทำให้เล็กเกลียดการเขียน จนโตขึ้นก็ยังเขียนหนังสืออย่างไม่มั่นใจ

แต่ครูอีกคนหนึ่งมองดูงานเขียนของเล็ก แล้วพูดว่า “ลายมือเล็กอาจจะยังไม่เรียบร้อย แต่ความคิดในการเขียนดีมากนะ ค่อยๆ ฝึกลายมือไปเรื่อยๆ จะสวยขึ้นเอง”

คำพูดนี้ทำให้เล็กกลับมาหาความมั่นใจในการเขียนได้

การใช้คำพูดอย่างไร้ที่ติ ไม่ได้หมายความว่าต้องพูดแต่สิ่งดีๆ เท่านั้น แต่หมายถึงการพูดด้วยความรับผิดชอบ ไม่พูดเพื่อทำลาย ไม่พูดใส่ร้าย และที่สำคัญคือ ไม่พูดกับตัวเองในแบบที่ทำร้ายจิตใจตัวเอง

หลายคนชอบพูดกับตัวเองว่า “โง่จัง” “ทำไมถึงทำไม่ได้เหมือนคนอื่นเลย” “ตัวเองมันใช้ไม่ได้จริงๆ” คำพูดเหล่านี้เป็นพิษร้ายที่เราป้อนให้ตัวเองทุกวัน

ลองเปลี่ยนมาพูดกับตัวเองในแบบใหม่ดูครับ “ครั้งนี้ยังไม่สำเร็จ แต่ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ” “ยังทำไม่ได้เหมือนคนอื่น แต่กำลังพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ”

ข้อตกลงข้อที่ 2: อย่าเอาอะไรมาใส่ใจส่วนตัว

นี่เป็นข้อตกลงที่ยากที่สุดสำหรับคนไทยหลายคน เพราะเราถูกสอนมาให้เป็น “คนอ่อนไหว” ให้ใส่ใจกับสิ่งที่คนอื่นพูดหรือทำ

แต่จริงๆ แล้ว สิ่งที่คนอื่นพูดหรือทำกับเรา มันไม่ได้เกี่ยวกับเราเลย มันเกี่ยวกับเขาเอง

นึกภาพว่าคุณกำลังเดินอยู่ในสวนสาธารณะ มีคนคนหนึ่งเมาเหล้าเดินมาด่าคุณว่า “แกน่ะ ขี้เหร่! หน้าตาก็แย่!”

คุณจะไปเสียใจกับคำพูดของคนเมาคนนี้ไหม? คงไม่หรอก เพราะคุณรู้ว่าเขาเมา เขาไม่รู้ว่าเขาพูดอะไร

แล้วทำไมเวลาที่คนที่ “ไม่เมา” พูดจาไม่ดีกับเรา เราถึงไปเสียใจ?

ความจริงก็คือ คนที่พูดจาไม่ดีกับเราก็เหมือนคนเมา เพียงแต่เขาเมาด้วยความโกรธ ความหึงหวง ความกลัว หรือความเจ็บปวดในใจของเขาเอง

มานีอายุ 25 ปี ทำงานบริษัทใหญ่แห่งหนึ่ง เธอขยันทำงาน ทำดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่หัวหน้าคนใหม่ที่มาทำงานชอบต่อว่าเธอตลอดเวลา พูดจาหยาบคาย และดูถูกการทำงานของเธอ

ตอนแรกมานีเสียใจมาก คิดว่าตัวเองทำผิดอะไร พยายามทำงานให้ดีกว่าเดิม แต่หัวหน้าก็ยังต่อว่าเหมือนเดิม

จนกระทั่งวันหนึ่ง เพื่อนร่วมงานเล่าให้ฟังว่า หัวหน้าคนนี้กำลังมีปัญหาครอบครัว ภรรยากำลังจะหย่า ลูกไม่ยอมคุยด้วย และเขากำลังติดหนี้มากมาย

มานีเลยเข้าใจว่า การที่หัวหน้าต่อว่าเธอ ไม่ใช่เพราะเธอทำงานไม่ดี แต่เพราะเขากำลังมีความเครียดและเจ็บปวดในใจ แล้วระบายออกมาทางที่ผิด

ตั้งแต่นั้นมา เธอก็ไม่ได้เอาคำพูดของหัวหน้ามาใส่ใจอีก แถมยังรู้สึกสงสารเขาด้วย

นี่คือความหมายของ “อย่าเอาอะไรมาใส่ใจส่วนตัว” เมื่อเราเข้าใจว่าการกระทำของคนอื่นเป็นเรื่องของเขา ไม่ใช่เรื่องของเรา เราก็จะไม่ถูกกระทบ

ข้อตกลงข้อที่ 3: อย่าคิดไปเอง

สมองของเราชอบสร้างเรื่องราวขึ้นมาเองโดยที่เราไม่รู้ตัว มันเหมือนกับผู้กำกับหนังที่ชอบแต่งเรื่องแล้วเชื่อเรื่องที่ตัวเองแต่งขึ้นมา

ป้อมกับนิดเป็นคู่รักมา 2 ปี วันหนึ่งนิดดูเงียบๆ ไม่ค่อยคุยกับป้อมเหมือนเดิม ตอนโทรหานิด เธอก็พูดจาสั้นๆ บอกว่ายุ่ง

ป้อมเลยเริ่มคิดไปเอง “ทำไมนิดถึงเปลี่ยนไป? เธอเบื่อฉันแล้วหรือเปล่า? หรือว่าเธอมีคนใหม่? ใช่แล้ว ช่วงนี้เธอมักจะไม่รับสาย บางทีอาจจะไปเดทกับคนอื่น”

ยิ่งคิด ป้อมก็ยิ่งมั่นใจในเรื่องที่ตัวเองแต่งขึ้นมา จนสุดท้ายทนไม่ไหว เลยไปทะเลาะกับนิด ถามเธอว่ามีใครมั้ย

ปรากฏว่านิดกำลังเครียดเรื่องสอบปลายภาค บวกกับแม่ป่วยหนัก เธอเลยไม่มีแรงจะคุยจะเล่น ไม่ได้มีเรื่องอะไรกับใครเลย

เหตุการณ์นี้เกือบจะทำให้ทั้งคู่เลิกกัน เพียงเพราะป้อมคิดไปเอง

การคิดไปเองเป็นนิสัยที่อันตราย เพราะเราจะเอาความคิดที่แต่งขึ้นมาเองไปเป็นความจริง แล้วตอบสนองกับมันเหมือนกับว่ามันเกิดขึ้นจริงๆ

วิธีที่ดีที่สุดในการหยุดความคิดไปเอง คือ การถาม

เมื่อเราไม่แน่ใจในบางสิ่ง แทนที่จะเดาเอา ให้ถามตรงๆ ดีกว่า อย่างในกรณีของป้อม ถ้าเขาถามนิดตรงๆ ว่า “ช่วงนี้เธอดูเหนื่อยๆ มีอะไรให้ช่วยมั้ย?” แทนที่จะคิดไปเองว่าเธอมีคนใหม่ เรื่องราวคงจะไม่มาถึงจุดทะเลาะกัน

ในชีวิตประจำวัน เราคิดไปเองเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เยอะมาก เช่น:

  • “เพื่อนไม่ทักทาย แสดงว่าโกรธฉัน” (จริงๆ เขาอาจจะไม่เห็น หรือกำลังคิดเรื่องอื่นอยู่)
  • “เจ้านายเรียกประชุมด่วน แสดงว่าเรามีปัญหา” (จริงๆ อาจจะมีโปรเจ็คใหม่ที่น่าตื่นเต้น)
  • “มือถือดับ แสดงว่าเกิดเรื่องร้ายแน่” (จริงๆ แค่แบตหมด)

การฝึกหยุดคิดไปเอง ทำให้เราประหยัดพลังงานทางใจได้มาก

ข้อตกลงข้อที่ 4: ทำให้ดีที่สุดเสมอ

ข้อตกลงข้อสุดท้ายนี้ ฟังดูเหมือนจะง่าย แต่จริงๆ แล้วมันลึกซึ้งมาก

“ทำให้ดีที่สุด” ไม่ได้หมายความว่าต้องทำทุกอย่างให้สมบูรณ์แบบ หรือต้องเป็นเลิศในทุกเรื่อง มันหมายถึงการทำให้ดีที่สุดเท่าที่ตัวเราจะทำได้ในแต่ละวัน แต่ละสถานการณ์

สมพงเป็นชาวนาในจังหวัดสุรินทร์ บางวันฝนไม่ตก ข้าวในนาแห้งแล้ง เขาทำได้แค่รดน้ำให้ข้าว แต่เขาทำด้วยความตั้งใจเต็มที่

บางวันฝนตกหนัก น้ำใสข้าวไม่ได้ เขาก็นั่งซ่อมเครื่องมือการเกษตร หรือวางแผนการทำงานช่วงหน้าแล้ง เขาทำสิ่งที่ทำได้ในวันนั้นให้ดีที่สุด

บางวันไข้เป็นหวัด แรงไม่มี เขาก็พักผ่อน กินยา ดูแลตัวเองให้หายไว ไม่ฝืนไปทำงานหนัก เพราะในวันนั้น การดูแลตัวเองให้หายป่วยคือสิ่งที่ “ดีที่สุด” ที่เขาควรทำ

นี่คือความหมายที่แท้จริงของ “ทำให้ดีที่สุดเสมอ”

ปฏิมาเป็นพยาบาลในโรงพยาบาล วันหนึ่งเธอผิดพลาดเรื่องเล็กๆ ทำให้คนไข้รอนาน แทนที่จะไปโทษตัวเองหรือหาข้อแก้ตัว เธอขอโทษคนไข้อย่างจริงใจ แล้วรีบแก้ไขปัญหา

หลังจากนั้นเธอก็วิเคราะห์ว่าทำไมถึงผิดพลาด แล้วหาวิธีป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก นี่คือการ “ทำให้ดีที่สุด” ในสถานการณ์ที่เราทำผิดพลาด

ข้อตกลงข้อนี้ช่วยให้เราหลุดพ้นจากกับดัก 2 อย่างที่สำคัญ:

กับดักที่ 1: ความสมบูรณ์แบบ หลายคนคิดว่าต้องทำทุกอย่างให้สมบูรณ์แบบ ถ้าไม่งั้นแสดงว่าล้มเหลว แต่ความจริงคือ ความสมบูรณ์แบบไม่มีจริง มีแต่ “ทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้”

กับดักที่ 2: การเปรียบเทียบ หลายคนทำให้ดีแค่ไหนก็ไม่พอ เพราะยังมีคนอื่นที่ทำได้ดีกว่า แต่จริงๆ แล้ว เราแค่ต้องเทียบกับตัวเราเมื่อวานนี้ ไม่ต้องเทียบกับใคร

เมื่อข้อตกลงทั้งสี่มารวมกัน

เมื่อเราฝึกฝนข้อตกลงทั้งสี่อย่างสม่ำเสมอ สิ่งมหัศจรรย์จะเกิดขึ้น

ชีวิตเราจะเริ่มเปลี่ยน ไม่ใช่เพราะสิ่งรอบๆ ตัวเปลี่ยน แต่เพราะเราเปลี่ยน ปัญหาเดิมๆ อาจจะยังอยู่ แต่เราไม่ได้รู้สึกทุกข์กับมันเหมือนเดิม

แหม่มเป็นแม่บ้านธรรมดา มีลูก 2 คน สามีทำงานหนัก กลับมาบ้านก็เหนื่อย ไม่ค่อยช่วยงานบ้าน

ก่อนที่จะรู้จักข้อตกลงทั้งสี่ แหม่มมักจะบ่น โกรธสามี รู้สึกว่าตัวเองเหนื่อยคนเดียว ไม่มีใครเข้าใจ

หลังจากที่เริ่มฝึกฝนข้อตกลงทั้งสี่:

  • เธอเลิกบ่นใส่สามี (ใช้คำพูดอย่างไร้ที่ติ)
  • เมื่อสามีไม่ช่วยงานบ้าน เธอไม่ได้คิดว่าเขาไม่รักเธอ แต่เข้าใจว่าเขาเหนื่อยจากการทำงาน (อย่าเอาอะไรมาใส่ใจส่วนตัว)
  • เมื่อเขาดูเงียบๆ เธอถามตรงๆ ว่ามีเรื่องอะไร แทนที่จะคิดไปเองว่าเขาเบื่อเธอ (อย่าคิดไปเอง)
  • เธอทำงานบ้านด้วยความตั้งใจ ไม่ได้คาดหวังว่าต้องทำให้บ้านสะอาดแบบในนิตยสาร แต่ทำให้ดีที่สุดเท่าที่เวลาและแรงจะอำนวย (ทำให้ดีที่สุดเสมอ)

ผลลัพธ์คือ บ้านของแหม่มเต็มไปด้วยความอบอุ่น สามีเริ่มสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงของเธอ และเริ่มช่วยงานบ้านมากขึ้น ลูกๆ ก็มีความสุขมากขึ้น เพราะแม่ไม่ได้หงุดหงิดอยู่ตลอดเวลา

ข้อดีของการใช้ชีวิตตามข้อตกลงทั้งสี่

ลดความเครียด: เมื่อเราไม่ได้คิดไปเอง ไม่เอาอะไรมาใส่ใจส่วนตัว ความเครียดลดลงไปมาก

ความสัมพันธ์ดีขึ้น: เมื่อเราใช้คำพูดอย่างไร้ที่ติ และไม่คิดไปเอง คนรอบข้างจะอยู่กับเราได้สบายใจมากขึ้น

ความมั่นใจเพิ่มขึ้น: เมื่อเราทำให้ดีที่สุดเสมอ และไม่ได้ตัดสินตัวเองอย่างโหดร้าย ความมั่นใจก็เพิ่มขึ้นตามธรรมชาติ

หลับสบาย: เมื่อใจไม่ปั่นป่วนกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ การนอนหลับก็ดีขึ้น

มีความสุขมากขึ้น: เมื่อไม่ต้องแบกภาระทางใจที่ไม่จำเป็น ความสุขแท้จริงก็มีโอกาสผุดขึ้นมาได้

การเริ่มต้นฝึกฝน

การฝึกฝนข้อตกลงทั้งสี่ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ในข้ามคืน มันต้องใช้เวลาและความอดทน เหมือนกับการออกกำลังกาย เราต้องฝึกซ้อมๆ จนกลายเป็นนิสัยธรรมชาติ

สัปดาห์แรก: ลองสังเกตตัวเองว่า ใช้คำพูดอย่างไรบ้าง พูดกับตัวเองและคนอื่นแบบไหน มีคำพูดไหนที่ทำลายหรือสร้างสรรค์

สัปดาห์ที่สอง: เมื่อมีคนพูดหรือทำอะไรที่ทำให้เราไม่พอใจ ลองหยุดคิดก่อนว่า “นี่เป็นเรื่องของเขา ไม่ใช่เรื่องของเรา”

สัปดาห์ที่สาม: เมื่อเริ่มจะคิดไปเอง ให้หยุดแล้วถามตัวเองว่า “เรารู้จริงหรือเปล่า หรือแค่เดา?” ถ้าเป็นการเดา ก็ไปหาข้อมูลจริงมาดีกว่า

สัปดาห์ที่สี่: ในทุกสิ่งที่ทำ ให้ถามตัวเองว่า “วันนี้เราทำให้ดีที่สุดแล้วหรือยัง?” ไม่ต้องสมบูรณ์แบบ แค่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

อย่าผิดหวังถ้าทำไม่ได้ในครั้งแรก หรือถ้าบางทีลืมตัวไปทำผิด การฝึกฝนข้อตกลงทั้งสี่ก็เหมือนกับการเรียนขี่จักรยาน ต้องล้มบ้าง เซไฟบ้าง แต่ถ้าฝึกต่อไป สักวันก็จะขี่ได้คล่อง

เรื่องเล่าจากคนที่เปลี่ยนแปลง

รุ้งอายุ 32 ปี เป็นคุณแม่ลูกคนเดียว หย่าร้างมา 3 ปี ตอนแรกหลังจากหย่า เธอโกรธสามีเก่ามาก โทษตัวเองที่แต่งงานผิดคน กังวลเรื่องอนาคตของลูก และรู้สึกว่าคนอื่นมองเธอด้วยความสงสาร

ชีวิตของเธอเต็มไปด้วยความขมขื่น จนกระทั่งเพื่อนแนะนำให้อ่านหนังสือเล่มนี้

หลังจากอ่านและเริ่มฝึกฝน:

เรื่องคำพูด: เธอเลิกด่าสามีเก่าต่อหน้าลูก เลิกพูดเสียดสีตัวเอง และเริ่มพูดกับลูกด้วยความอ่อนโยนมากขึ้น

เรื่องไม่เอาใส่ใจ: เมื่อมีคนถามเรื่องการหย่า หรือพูดในลักษณะสงสาร เธอไม่ได้รู้สึกโกรธหรือเจ็บใจอีกต่อไป เธอเข้าใจว่าคนเหล่านั้นพูดเพราะความไม่รู้ หรือความอยากรู้อยากเห็น ไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายเธอ

เรื่องไม่คิดไปเอง: เมื่อลูกดูเงียบๆ เธอไม่ได้คิดทันทีว่าลูกคิดถึงพ่อ หรือเสียใจที่พ่อแม่หย่า แต่จะถามลูกตรงๆ ว่ามีเรื่องอะไร

เรื่องทำให้ดีที่สุด: เธอทำงานเลี้ยงลูกอย่างตั้งใจ ดูแลลูกให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยไม่ไปเปรียบเทียบว่าครอบครัวอื่นมีพ่อแม่ครบ ลูกเลยได้รับการดูแลดีกว่า

ผลลัพธ์คือ รุ้งมีความสุขมากขึ้น ลูกก็เริ่มเป็นเด็กที่ร่าเริงขึ้น และที่น่าแปลกใจคือ สามีเก่าที่เคยมีปัญหากับเธอ ตอนนี้สามารถคุยกันได้ในฐานะพ่อแม่ของลูกอย่างปกติ

อุปสรรคในการฝึกฝน

อุปสรรคที่ 1: คนรอบข้างไม่เข้าใจ

เมื่อเราเริ่มเปลี่ยนแปลง คนรอบข้างอาจจะไม่เข้าใจ บางคนอาจจะคิดว่าเราเพิกเฉย หรือไม่สนใจเขา

เช่น ถ้าเราเลิกซุบซิบนินทา เพื่อนบางคนอาจจะว่าเราเหินห่าง หรือถ้าเราไม่โกรธเมื่อใครมาพูดไม่ดี เขาอาจจะคิดว่าเราอ่อนแอ

สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจว่า เราเปลี่ยนไปเพื่อความสุขของตัวเอง ไม่ใช่เพื่อให้คนอื่นเข้าใจหรือชอบ

อุปสรรคที่ 2: ความชิน

นิสัยเก่าๆ จะดึงเราให้กลับไปทำแบบเดิม เวลาเจอปัญหา เราอาจจะกลับไปโกรธ กลับไปคิดไปเอง หรือกลับไปด่าตัวเองแบบเดิม

นี่เป็นเรื่องปกติ อย่าไปโทษตัวเอง แค่สังเกตเห็น แล้วค่อยๆ ปรับกลับมาใหม่

อุปสรรคที่ 3: ความคาดหวังสูง

บางคนอ่านหนังสือแล้วคาดหวังว่าชีวิตจะเปลี่ยนแปลงทันที แต่จริงๆ แล้วการเปลี่ยนแปลงเป็นกระบวนการที่ใช้เวลา

อย่าเร่งรีบ ให้เวลากับตัวเอง และชื่นชมกับความก้าวหน้าเล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดขึ้น

ข้อตกลงทั้งสี่ในชีวิตประจำวัน

ที่ทำงาน:

  • ใช้คำพูดสร้างสรรค์กับเพื่อนร่วมงาน ไม่นินทาหรือพูดเสียดสี
  • เมื่อถูกตำหนิ ไม่เอาใส่ใจว่าเขาไม่ชอบเรา แต่มองว่าเป็นข้อมูลป้อนกลับ
  • ไม่คิดไปเองว่าหัวหน้าเรียกประชุมเพราะเรามีปัญหา
  • ทำงานให้ดีที่สุดในวันนั้นๆ ไม่เปรียบเทียบกับคนอื่น

ในครอบครัว:

  • พูดจากับคนในครอบครัวด้วยความรัก ไม่ใช้คำพูดที่ทำร้าย
  • เมื่อลูกหรือสามี/ภรรยาทำอะไรที่ไม่พอใจ ไม่เอาใส่ใจส่วนตัวว่าเขาจงใจกวนใจ
  • เมื่อเห็นคนในครอบครัวดูเงียบๆ ถามตรงๆ แทนที่จะคิดไปเอง
  • ทำหน้าที่ในครอบครัวให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

ในความสัมพันธ์:

  • พูดจากับคู่ครองด้วยความจริงใจ ไม่พูดเสียดสีหรือเสียบแทง
  • เมื่อคู่ครองมีพฤติกรรมที่ไม่พอใจ มองว่าเป็นเรื่องของเขา ไม่ใช่การที่เขาไม่รักเรา
  • เมื่อมีข้อสงสัย ถามตรงๆ แทนที่จะเดาใจ
  • รักและดูแลกันให้ดีที่สุดในแต่ละวัน

สรุป

“ข้อตกลงทั้งสี่” ไม่ใช่แค่หนังสือธรรมดา แต่เป็นคู่มือการใช้ชีวิตที่สามารถเปลี่ยนแปลงเราได้จริง

สิ่งสำคัญที่สุดคือการฝึกฝน ไม่ใช่การรู้ เราอาจจะเข้าใจข้อตกลงทั้งสี่ในทางทฤษฎี แต่ถ้าไม่นำไปปฏิบัติ มันก็จะเป็นแค่ความรู้ที่เก็บไว้ในหัว

การเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดขึ้นในข้ามคืน แต่ถ้าเราอดทนและมุ่งมั่น เราจะค่อยๆ เห็นความแตกต่าง เราจะรู้สึกเบาใจขึ้น มีความสุขมากขึ้น และสามารถรับมือกับปัญหาต่างๆ ได้ดีขึ้น

ที่สำคัญที่สุด เราจะได้เป็นตัวของตัวเอง ไม่ต้องเป็นทาสของความคิดเชิงลบ ความกลัว หรือความคาดหวังของคนอื่น

เส้นทางสู่อิสรภาพของจิตใจเริ่มต้นจากการตัดสินใจที่จะเปลี่ยนแปลง และข้อตกลงทั้งสี่คือเครื่องมือที่จะช่วยพาเราไปถึงจุดหมายนั้น

วันนี้ลองเริ่มต้นกับข้อตกลงข้อใดข้อหนึ่งดูครับ แค่ข้อเดียว แล้วคุณจะเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงในชีวิตของตัวเอง

จำไว้ว่า เราทุกคนสมควรได้รับความสุขและความสงบสุข และข้อตกลงทั้งสี่คือหนทางหนึ่งที่จะพาเราไปถึงจุดนั้นได้

ถ้าชาวโทลเท็คในสมัยโบราณทำได้ เราในยุคปัจจุบันก็ทำได้เหมือนกัน เพียงแค่เริ่มต้นและไม่ยอมแพ้

ความเป็นอิสระกำลังรอเราอยู่ เพียงแค่เราต้องการที่จะเดินไปหามันเท่านั้น

#hrรีพอร์ต

Posted in

Leave a comment