จากหนังสือที่เปลี่ยนชีวิต “The Mountain Is You”
มีเรื่องเล่าเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจ เกี่ยวกับคนหนึ่งที่ฝันอยากเป็นนักเขียน เขาพูดกับตัวเองทุกวันว่า “วันนี้ต้องเขียนให้ได้” แต่พอนั่งลงที่โต๊ะเขียน กลับไปเปิด Facebook, ดู YouTube, หรือหาธุระอื่นทำจนหมดวัน แล้วก็บ่นว่า “ทำไมเวลามันไม่พอเสียที”
เรื่องราวแบบนี้คุ้นตาไหม? หรือบางทีคุณอาจจะเป็น…
- คนที่ใกล้จะได้งานดี แต่กลับไปขาดสัมภาษณ์งาน
- คนที่กำลังจีบใครสักคน แต่พอเขาเริ่มใส่ใจ กลับผลักเขาออกไป
- คนที่เริ่มออกกำลังกายได้สม่ำเสมอ แต่พอเห็นผลดีๆ กลับหยุดทำทันที
หนังสือ “The Mountain Is You: Transforming Self-Sabotage Into Self-Mastery” ของ Brianna Wiest บอกเราว่า สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ความบังเอิญ หรือเรื่องไม่มีเหตุผล แต่มันคือสิ่งที่เรียกว่า “การทำลายตัวเอง” หรือ Self-Sabotage
ภูเขาที่อยู่ในใจเรา
ผู้เขียนเปรียบเทียบปัญหาในใจเราเหมือนภูเขาใหญ่ที่กีดขวางทาง ซึ่งภูเขาลูกนี้ไม่ใช่สิ่งที่อยู่ข้างนอก แต่มันอยู่ในตัวเราเอง มันถูกสร้างขึ้นมาจากความกลัว ความเจ็บปวด และความเชื่อผิดๆ ที่เราสะสมมาตลอดชีวิต
เหมือนเด็กคนหนึ่งที่เคยถูกครูด่าว่า “เขียนหนังสือไม่เป็น” เมื่อโตขึ้นก็จะกลัวการเขียน แม้ว่าความสามารถจริงๆ อาจจะดีมากก็ตาม หรือคนที่เคยโดนแฟนเก่าทิ้ง ก็จะกลัวความรักใหม่ แม้ว่าคนใหม่จะดีจริงๆ ก็ตาม
เมื่อตัวเราเองกลายเป็นศัตรู
Brianna Wiest อธิบายว่า การทำลายตัวเองมีหลายรูปแบบ บางครั้งเราไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเรากำลังทำลายตัวเอง
1. การเลื่อนเวลา (Procrastination)
เอาเรื่องการเขียนมาเป็นตัวอย่าง หลายคนบอกว่า “รอให้มีแรงบันดาลใจก่อน” หรือ “รอให้อารมณ์ดีก่อน” แต่ความจริงแล้ว เราแค่กลัวที่จะเริ่ม กลัวว่าสิ่งที่เขียนออกมาจะไม่ดี
มีนักเขียนคนหนึ่งเล่าว่า เขาเคยใช้เวลา 3 ชั่วโมงในการจัดโต๊ะทำงานให้เรียบร้อย ก่อนจะเริ่มเขียน แล้วพอจัดเสร็จ เหลือเวลาเพียง 30 นาที ก็บอกตัวเองว่า “เวลาไม่พอแล้ว พรุ่งนี้ค่อยเขียน”
2. การหนีจากโอกาสดี
มีคนหนึ่งได้รับเชิญให้ไปสัมภาษณ์งานที่ฝันมาตลอด แต่คืนก่อนหน้า กลับไปดื่มเหล้าจนเมาหนัก ตื่นมาสายและพลาดการสัมภาษณ์ เขาไม่ได้ทำเพราะไม่อยากได้งานนั้น แต่เพราะกลัวว่า ถ้าไปแล้วไม่ผ่าน จะเสียใจมาก ดังนั้นการไม่ไปเลย จึงดูเป็นทางเลือกที่ “ปลอดภัย” กว่า
3. การผลักคนดีออกไป
เรื่องนี้เจอบ่อยในเรื่องความรัก หลายคนที่เคยถูกทำร้าย จะมีความเชื่อว่า “คนดีๆ ไม่มีทางรักเราจริงๆ หรอก” เลยจะทำให้คนที่ดีจริงๆ ห่างออกไป โดยการ
- หาเรื่องทะเลาะเรื่องเล็กๆ น้อยๆ
- เก็บตัว ไม่ติดต่อกลับ
- ไปสนใจคนอื่นให้เขาเห็น
- บอกว่าอยากเป็นเพื่อนดีกว่า
ทำไมเราถึงทำลายตัวเอง?
หนังสืออธิบายว่า มีสาเหตุหลักอยู่ 4 ข้อ:
1. ความกลัวการเปลี่ยนแปลง
แม้ว่าชีวิตปัจจุบันจะไม่ดี แต่มันคุ้นเคย เราก็เลยไม่กล้าเสี่ยงที่จะเปลี่ยน เหมือนคนที่อยู่ในงานที่เกลียด แต่ไม่กล้าลาออก เพราะกลัวว่าจะหางานใหม่ไม่ได้
2. ความกลัวความสำเร็จ
ฟังแล้วอาจจะแปลก แต่หลายคนกลัวความสำเร็จจริงๆ เพราะ:
- กลัวว่าถ้าสำเร็จแล้ว จะต้องรับผิดชอบมากขึ้น
- กลัวว่าคนรอบข้างจะคาดหวังมากเกินไป
- กลัวว่าจะรักษาระดับความสำเร็จไม่ได้
มีนักธุรกิจคนหนึ่งเล่าว่า ทุกครั้งที่ธุรกิจเริ่มดี เขากลับจะทำสิ่งที่ทำลายมันทิ้ง เช่น ไปกู้เงินมาลงทุนในเรื่องที่เสี่ยงเกินไป หรือไปทะเลาะกับลูกค้าสำคัญ
3. ความเชื่อว่าตัวเองไม่สมควร
หลายคนถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กว่า “เราไม่ดีพอ” “เราไม่สมควรได้รับสิ่งดีๆ” ทำให้เมื่อมีสิ่งดีๆ เข้ามาในชีวิต จิตใต้สำนึกจะขับไล่มันออกไป
4. การติดอยู่กับอดีต
บางคนใช้เวลาทั้งชีวิตในการพิสูจน์ว่า โลกมันร้าย คนมันไม่ดี หรือชีวิตมันไม่ยุติธรรม เพื่อให้สอดคล้องกับประสบการณ์เจ็บปวดในอดีต
การเปลี่ยนภูเขาให้เป็นบันได
แล้วเราจะเอาชนะตัวเองได้อย่างไร? หนังสือให้วิธีที่เรียบง่าย แต่ต้องใช้ความอดทน
ขั้นที่ 1: รู้จักตัวเอง
เริ่มจากการสังเกตพฤติกรรมตัวเอง เวลาที่เราทำลายตัวเอง มักจะเกิดขึ้นในสถานการณ์แบบไหน? เช่น
- ก่อนจะมีโอกาสดีๆ เกิดขึ้น
- เมื่อใครสักคนเริ่มเข้ามาใกล้ชิด
- ตอนที่กำลังจะประสบความสำเร็จ
ลองเขียนบันทึกดูสิ ว่าเมื่อไหร่ที่เราทำสิ่งที่ไม่ดีต่อตัวเอง
ขั้นที่ 2: เข้าใจเหตุผล
หาสาเหตุที่แท้จริงว่า ทำไมเราถึงทำแบบนั้น อย่าตอบแบบผิวเผิน เช่น “เพราะขี้เกียจ” หรือ “เพราะไม่มีเวลา”
ให้ขุดลึกไปหาความรู้สึกที่แท้จริง เช่น:
- “ฉันกลัวว่าถ้าทำแล้วไม่สำเร็จ จะผิดหวัง”
- “ฉันกลัวว่าถ้าสำเร็จแล้ว เพื่อนๆ จะอิจฉา”
- “ฉันเชื่อว่าตัวเองไม่สมควรได้รับสิ่งดีๆ”
ขั้นที่ 3: ท้าทายความเชื่อเก่า
เมื่อรู้แล้วว่าเราเชื่ออะไร ให้ลองถามตัวเองว่า ความเชื่อนี้จริงหรือเปล่า?
- “จริงหรอว่า ถ้าเราสำเร็จ เพื่อนจะอิจฉา? แล้วถ้าอิจฉาจริง เขายังนับเป็นเพื่อนที่ดีไหม?”
- “จริงหรอว่า เราไม่สมควรได้รับสิ่งดีๆ? ทำไมคนอื่นสมควร แต่เราไม่สมควร?”
- “จริงหรอว่า การไม่ลองจะดีกว่าการลองแล้วผิดหวัง?”
ขั้นที่ 4: สร้างความเชื่อใหม่
แทนที่ความคิดเก่าด้วยความคิดใหม่ที่สร้างสรรค์มากกว่า เช่น:
- “ฉันสมควรได้รับสิ่งดีๆ เหมือนคนอื่น”
- “ความผิดหวังเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้”
- “คนที่รักเราจริงจะดีใจกับความสำเร็จของเรา”
ขั้นที่ 5: ลงมือทำทีละน้อย
อย่าพยายามเปลี่ยนแปลงทั้งชีวิตในวันเดียว เริ่มจากสิ่งเล็กๆ เช่น:
- ถ้าเคยเลื่อนการทำงาน ลองตั้งเวลา 15 นาทีในการทำงานสำคัญก่อนทำอะไรอื่น
- ถ้าเคยหนีจากโอกาส ลองรับโอกาสเล็กๆ ที่ไม่เสี่ยงมาก
- ถ้าเคยผลักคนดีออกไป ลองพูดขอบคุณเมื่อมีคนทำดีกับเรา
เรื่องจริงของการเปลี่ยนแปลง
มีผู้หญิงคนหนึ่งเล่าเรื่องตัวเองว่า เธอเคยเป็นคนที่ทำลายความสัมพันธ์ทุกครั้งที่เริ่มจริงจัง เธอจะหาข้ออ้างต่างๆ เช่น “เขาน่าเบื่อ” “เราไม่เหมาะกัน” หรือไม่ก็ไปสนใจคนอื่น
จนวันหนึ่ง เธอพบว่า ทุกครั้งที่เธอทำแบบนี้ มันจะเกิดขึ้นหลังจากที่แฟนพูดว่า “รักเธอ” หรือเริ่มวางแผนอนาคตด้วยกัน
เธอเริ่มเข้าใจว่า เหตุผลที่แท้จริงคือ เธอกลัวการถูกทิ้ง เพราะพ่อของเธอทิ้งแม่ไปตอนเธออายุ 8 ขวบ เธอเลยคิดว่า “แทนที่จะรอให้เขาทิ้งเรา ทิ้งเขาก่อนดีกว่า”
เมื่อเข้าใจแล้ว เธอเริ่มต่อสู้กับความรู้สึกนี้ ทุกครั้งที่อยากหนี เธอจะบอกตัวเองว่า “นี่คือความกลัว ไม่ใช่ความจริง” และให้โอกาสความสัมพันธ์อีกครั้ง
ผลลัพธ์? เธอแต่งงานกับคนๆ นั้นแล้ว และมีความสุขมาก
เมื่อภูเขากลายเป็นบันได
หนังสือบอกว่า เมื่อเราเริ่มเข้าใจและเปลี่ยนแปลงตัวเอง สิ่งที่เคยเป็นอุปสรรค จะกลายเป็นจุดแข็งของเรา
คนที่เคยกลัวการถูกปฏิเสธ อาจจะกลายเป็นคนที่กล้าเสนอไอเดียใหม่ๆ เพราะเข้าใจว่าการถูกปฏิเสธไม่ได้หมายความว่าเราไม่ดี
คนที่เคยกลัวความสำเร็จ อาจจะกลายเป็นคนที่ใช้ความสำเร็จเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่น
คนที่เคยทำลายความสัมพันธ์ อาจจะกลายเป็นคนที่เข้าใจในการสร้างความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง
ข้อจำกัดและความท้าทาย
แน่นอนว่า การเปลี่ยนแปลงไม่ใช่เรื่องง่าย หนังสือยอมรับว่า:
- ใช้เวลา: การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่ฝังลึกใช้เวลานานกว่าที่คิด บางทีต้องหลายเดือน หรือหลายปี
- มีขึ้นลง: จะมีวันที่เราทำได้ดี และวันที่ถอยกลับไปทำผิดเหมือนเดิม นี่เป็นเรื่องปกติ
- ต้องการการสนับสนุน: บางครั้งเราต้องการคนที่เข้าใจ หรือผู้เชี่ยวชาญช่วย
แต่สิ่งสำคัญคือ อย่าเลิกพยายาม เพราะทุกครั้งที่เราลองใหม่ เราได้เรียนรู้สิ่งใหม่เกี่ยวกับตัวเอง
บทเรียนสำคัญ
จากการอ่านหนังสือเล่มนี้ เราได้เรียนรู้ว่า:
- ตัวเราเองคือทั้งปัญหาและคำตอบ – เราสร้างภูเขาขึ้นมาเอง แต่เราก็สามารถปรับมันให้เป็นบันไดได้เช่นกัน
- การทำลายตัวเองเป็นกลไกป้องกัน – แม้ว่ามันจะดูไม่สมเหตุสมผล แต่จิตใต้สำนึกเชื่อว่ามันช่วยป้องกันเราจากความเจ็บปวด
- การเปลี่ยนแปลงเริ่มจากการตระหนักรู้ – เมื่อเรารู้ว่าเรากำลังทำอะไร ทำไมเราถึงทำ เราก็จะควบคุมมันได้
- ความอดทนคือกุญแจสำคัญ – อย่าคาดหวังว่าจะเปลี่ยนแปลงได้ทันที การเจริญเติบโตต้องใช้เวลา
- ความรักตัวเองเป็นพื้นฐาน – เราต้องเชื่อว่าตัวเองสมควรได้รับสิ่งดีๆ ก่อนที่จะยอมให้สิ่งดีๆ เข้ามาในชีวิต
เส้นทางสู่การเป็นเจ้านายตัวเอง
“The Mountain Is You” ไม่ใช่แค่หนังสือ แต่เป็นคู่มือการเปลี่ยนแปลงชีวิต มันบอกเราว่า ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตไม่ใช่สิ่งที่อยู่ข้างนอก แต่เป็นสิ่งที่อยู่ข้างใน
แต่เมื่อเราเอาชนะภูเขาในใจได้ เราก็จะกลายเป็นคนที่แข็งแกร่งขึ้น มั่นใจขึ้น และมีความสุขมากขึ้น
การเปลี่ยนแปลงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่มันเป็นไปได้ และมันคุ้มค่า เพราะท้ายที่สุดแล้ว เราจะได้เป็นเจ้านายของชีวิตตัวเอง แทนที่จะเป็นเหยื่อของความกลัวและความเจ็บปวดในอดีต
ดังนั้น ถ้าวันนี้คุณรู้สึกว่ามีสิ่งอะไรกีดขวางความสำเร็จหรือความสุขของคุณ ลองหยุดแป่วสงสัยว่า บางทีสิ่งนั้นอาจจะไม่ใช่สิ่งที่อยู่ข้างนอก แต่เป็นภูเขาที่อยู่ในใจของคุณเอง
และจำไว้ว่า คุณคือคนเดียวที่สามารถปีนภูเขาลูกนั้นขึ้นไปได้ เพื่อเปลี่ยนมันให้กลายเป็นจุดชมวิวที่สวยงามของชีวิตคุณเอง
#hrรีพอร์ต
Leave a comment