ชายผู้ท้าทายกติกา
นับตั้งแต่เด็กๆ เราถูกสอนให้เดินตามเส้นทางที่สังคมวางไว้ให้: “เรียนจบ หางาน แต่งงาน แล้วก็ทำงานไปจนเกษียณ” แต่ถ้าบอกว่าเส้นทางนี้ไม่ใช่คำตอบสำหรับทุกคนล่ะ? ถ้าบอกว่าความสำเร็จที่แท้จริงมาจากการสร้างเส้นทางของตัวเอง?
Jack M. Cohen เป็นคนหนึ่งที่พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การเป็น “iconoclast” หรือคนที่ท้าทายกติกาเก่า สามารถนำไปสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืนได้จริง หลังจากผ่านประสบการณ์มากกว่า 43 ปีในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ เขาได้รวบรวมประสบการณ์และบทเรียนเหล่านั้นมาเป็นหนังสือ “The Freedom Frameworks: Infinite Possibilities to Achieve Career Independence On Your Own Terms”
หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่แค่เรื่องเล่าของความสำเร็จ แต่เป็นแผนที่นำทางสำหรับคนที่ต้องการสร้างอาชีพและชีวิตที่มีอิสรภาพอย่างแท้จริง
ไม่มีสูตรสำเร็จ
Jack เริ่มต้นด้วยการทำลายภาพลวงตาที่หลายคนเชื่อ นั่นคือ การมีอยู่ของ “สูตรสำเร็จวิเศษ” เขากล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า “ไม่มีสูตรสำเร็จ แค่การผสมผสานของการทำงานหนัก การตัดสินใจที่ดี และการเคารพตัวเองและคนรอบข้าง”
แต่สิ่งที่ทำให้ Jack โดดเด่นคือ เขาไม่ได้หยุดอยู่แค่คำพูดสวยๆ เขาแบ่งปันมากกว่า 60 “Freedom Frameworks” หรือกรอบการคิดที่เขาใช้ในการตัดสินใจตลอดอาชีพการงานของเขา
ลองนึกภาพดู เมื่อ Jack เริ่มต้นอาชีพ บริษัทของเขาผลิตสินเชื่อเพียง 200 ล้านดอลลาร์ แต่ด้วยการใช้กรอบการคิดเหล่านี้ เขาสามารถพาบริษัทเติบโตไปจนถึง 6 พันล้านดอลลาร์ในการออกสินเชื่อ และ 35 พันล้านดอลลาร์ในการบริหารสินเชื่อ
หลักการ “Be. Do. Have.”
หนึ่งในกรอบการคิดที่สำคัญที่สุดที่ Jack แบ่งปันคือหลักการ “Be. Do. Have.” ซึ่งเป็นปรัชญาชีวิตที่เรียบง่าย แต่ทรงพลัง:
BE (เป็น): เป็นตัวเองให้เต็มที่ อย่าพยายามเป็นคนอื่น เพราะความเป็นเอกลักษณ์ของคุณคือจุดเด่นที่ใครไม่มี
DO (ทำ): ทำสิ่งที่คุณถนัดหรือสนใจจริงๆ เพราะเมื่อคุณรักในสิ่งที่ทำ การทำงานจะกลายเป็นความหลงใหลมากกว่าภาระ
HAVE (มี): มีความสุขในการดำเนินชีวิตทั้งด้านงานและส่วนตัว ความสำเร็จที่แท้จริงคือการสร้างสมดุลที่ทำให้คุณมีชีวิตที่สมบูรณ์
ตัวอย่างเช่น หากคุณเป็นคนที่ชอบเขียน (BE) แทนที่จะบังคับตัวเองทำงานขายที่ไม่ชอบ คุณควรหาทางทำงานที่เกี่ยวข้องกับการเขียน (DO) ไม่ว่าจะเป็นนักเขียนเนื้อหา นักเขียนโฆษณา หรือแม้แต่การเขียนบล็อก เพื่อให้คุณได้ความสุขและรายได้ในเวลาเดียวกัน (HAVE)
ความสำเร็จไม่ได้เป็นเส้นตรง
หนึ่งในข้อความสำคัญที่ Jack ต้องการสื่อคือ “เส้นทางสู่ความสำเร็จในการทำงานไม่จำเป็นต้องเป็นเส้นตรง บางครั้งมันเป็นเส้นทางซิกแซก!”
เขายกตัวอย่างจากประสบการณ์ตัวเองว่า ตลอด 43 ปีของการทำงาน เขาไม่ได้เดินหน้าไปข้างหน้าแบบตรงไปตรงมาเสมอ บางครั้งต้องถอยหลัง บางครั้งต้องเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวา แต่สิ่งสำคัญคือเขารู้ว่าตัวเองจะไปที่ไหน
นี่คือสิ่งที่หลายคนมองข้าม พวกเราถูกสอนให้คิดว่าการเปลี่ยนงาน การเปลี่ยนสาขา หรือการเริ่มต้นใหม่คือสิ่งไม่ดี แต่ Jack บอกว่าการปรับเปลี่ยนเส้นทางเมื่อจำเป็นคือสิ่งที่คนฉลาดทำ
ตัวอย่างในชีวิตจริง: นักแสดงดังหลายคนไม่ได้เริ่มต้นเป็นนักแสดงตั้งแต่แรก มีคนที่เคยเป็นครู เคยเป็นพนักงานธนาคาร หรือเคยทำงานอื่นๆ แต่เมื่อพวกเขาค้นพบว่าสิ่งที่ตัวเองรักจริงๆ คือการแสดง พวกเขาก็กล้าเปลี่ยนเส้นทาง
3 กุญแจ
Jack แบ่งปัน “3 keys to success” ที่เขาค้นพบตลอดการทำงาน แม้ว่าเขาจะไม่เปิดเผยรายละเอียดทั้งหมดในข้อมูลที่มี แต่เขาเน้นว่ากุญแจเหล่านี้จะช่วยให้คุณ:
- เพิ่มมูลค่าตัวเอง ทั้งในแง่ของความรู้ความสามารถ (self-worth) และมูลค่าทางการเงิน (net worth)
- สร้างเอกลักษณ์ทางวิชาชีพ ที่ใช้จุดแข็งและจุดอ่อนของคุณเองเป็นพื้นฐาน
- ลงทุนในตัวเอง เพื่อสร้างการพึ่งพาตนเองที่แท้จริง
ตัวอย่างการประยุกต์ใช้: หากคุณเป็นคนที่เก่งคณิตศาสตร์แต่ไม่ชอบพูด (จุดแข็งและจุดอ่อน) แทนที่จะบังคับตัวเองทำงานขาย คุณอาจจะเลือกเป็นนักวิเคราะห์ข้อมูล หรือนักวิจัย ที่ใช้จุดแข็งของคุณเต็มที่โดยไม่ต้องพึ่งพาการสื่อสารมากนัก
การสร้างเครือข่ายที่ทำมากกว่าการแลกนามบัตร
หนึ่งใน Framework ที่ Jack เน้นคือการสร้างเครือข่าย (Networking) แต่เขาไม่ได้พูดถึงการสร้างเครือข่ายแบบผิวเผิน เขาพูดถึงการสร้างความสัมพันธ์ที่มีความหมาย
Jack เล่าผ่านเรื่องราวจริงของเขาเองว่า ตลอด 43 ปี เขาได้เรียนรู้ว่าการสร้างเครือข่ายที่แข็งแกร่งไม่ได้มาจากการรู้จักคนมากที่สุด แต่มาจากการสร้างความไว้วางใจและการให้ความช่วยเหลือแก่กัน
ตัวอย่าง: แทนที่จะเข้างานสังสรรค์แล้วแจกนามบัตรให้ใครเจอ ลองใช้เวลาคุยกับคน 2-3 คนอย่างลึกซึ้ง ฟังปัญหาของพวกเขา และหาทางช่วยเหลือ แม้ว่าตอนนั้นคุณจะไม่ได้ประโยชน์อะไร แต่เมื่อไหร่ที่คุณต้องการความช่วยเหลือ คนเหล่านั้นจะจำคุณได้
เวลาคือสินทรัพย์ที่มีค่าที่สุด
Jack มองว่าการบริหารเวลาเป็นทักษะสำคัญที่จะแยกคนที่ประสบความสำเร็จออกจากคนทั่วไป เขาแบ่งปันกรอบการคิดที่ช่วยให้เขาบริหารเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
หลักการของเขาคือ การแบ่งแยกงานออกเป็น 4 ประเภท:
- สำคัญและเร่งด่วน: ต้องทำทันที
- สำคัญแต่ไม่เร่งด่วน: ต้องวางแผนทำ (นี่คือสิ่งที่คนส่วนใหญ่มองข้าม)
- ไม่สำคัญแต่เร่งด่วน: ควรมอบหมายให้คนอื่นทำ
- ไม่สำคัญและไม่เร่งด่วน: ไม่ควรทำเลย
ตัวอย่าง: การเรียนรู้ทักษะใหม่เป็นเรื่อง “สำคัญแต่ไม่เร่งด่วน” หากคุณไม่วางแผนเวลาให้ มันจะไม่มีวันเกิดขึ้น แต่หากคุณใช้เวลาวันละ 30 นาทีในการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ในหนึ่งปีคุณจะได้ทักษะใหม่ที่สามารถเพิ่มมูลค่าให้กับตัวคุณได้มาก
วิธีคิดแบบ Iconoclast
Jack สอนให้คิดแบบ “iconoclast” หรือคนที่ท้าทายความคิดเดิมๆ ในการแก้ไขปัญหา เมื่อเจอปัญหา อย่าคิดตามคนอื่น ให้ลองมองมุมใหม่ๆ
เขายกตัวอย่างว่า ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ในช่วงที่ตลาดเศรษฐกิจไม่ดี คนส่วนใหญ่จะหยุดการลงทุน แต่เขากลับมองว่าเป็นโอกาสที่ดีในการซื้อสินทรัพย์ในราคาถูก
ในชีวิตการทำงาน คุณสามารถประยุกต์ใช้แนวคิดนี้ได้ ตัวอย่าง:
- เมื่อบริษัทลดคนงาน แทนที่จะกลัว ลองมองว่าเป็นโอกาสที่จะแสดงความสามารถและรับผิดชอบงานใหม่ๆ
- เมื่อถูกปฏิเสธจากงานที่สมัคร แทนที่จะท้อ ลองใช้เป็นโอกาสในการปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้น
การลงทุนในตัวเอง คือสินทรัพย์ที่มีค่ามากที่สุด
Jack เน้นย้ำว่า “การเพิ่มค่าของสินทรัพย์ที่มีค่าที่สุดของคุณ คือ คุณ” เขาแบ่งปันหลายวิธีในการลงทุนในตัวเอง:
1. การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะผ่านการอ่านหนังสือ การเข้าคอร์สออนไลน์ หรือการหาพี่เลี้ยง (Mentor) ให้กับตัวเอง
2. การสร้างทักษะที่หลากหลาย ในยุคปัจจุบัน การมีทักษะเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ คุณต้องเป็น “T-shaped person” คือมีความเชี่ยวชาญลึกในสาขาหนึ่ง และมีความรู้กว้างในหลายสาขา
3. การดูแลสุขภาพ ร่างกายและจิตใจที่แข็งแรงเป็นพื้นฐานของการทำงานที่มีประสิทธิภาพ
ตัวอย่างการประยุกต์: หากคุณเป็นโปรแกรมเมอร์ (ทักษะหลัก) ลองเรียนรู้เรื่องการตลาดดิจิทัล การออกแบบ UX/UI หรือการบริหารโครงการ (ทักษะรอง) เพื่อให้คุณสามารถเข้าใจภาพรวมของโปรเจ็กต์และสื่อสารกับทีมอื่นๆ ได้ดีขึ้น
ความล้มเหลวให้เป็นบทเรียน
สิ่งที่ทำให้หนังสือนี้น่าเชื่อถือคือ Jack ไม่ได้เล่าแต่เรื่องความสำเร็จ เขาแบ่งปันทั้งความล้มเหลวและบทเรียนที่ได้จากมัน เขาเล่าผ่านเรื่องราวจริงที่ทำให้ผู้อ่านรู้สึกเหมือนได้นั่งฟังเรื่องเล่าจากเพื่อนที่มีประสบการณ์
การมองความล้มเหลวในแง่บวก:
- ความล้มเหลวคือข้อมูล ที่บอกให้รู้ว่าสิ่งใดใช้ไม่ได้ เพื่อไม่ให้ทำผิดซ้ำ
- ความล้มเหลวสร้างความยืดหยุ่น ทำให้คุณรู้จักปรับตัวและฟื้นตัวจากปัญหา
- ความล้มเหลวเป็นประสบการณ์ ที่ทำให้คุณเข้าใจธุรกิจและชีวิตมากขึ้น
เมื่อโลกเปลี่ยนเร็วกว่าเดิม
แม้ว่า Framework เหล่านี้จะมาจากประสบการณ์ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ แต่หลักการสำคัญสามารถประยุกต์ใช้กับทุกอุตสาหกรรมได้
สำหรับ Freelancer หรือ Digital Nomad:
- ใช้หลักการ Be. Do. Have. ในการเลือกงานที่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ที่ต้องการ
- สร้างเครือข่ายออนไลน์ที่มีคุณภาพ
- ลงทุนในทักษะดิจิทัลที่สามารถทำงานได้ทุกที่
สำหรับพนักงานองค์กรใหญ่:
- หาช่องทางสร้างความโดดเด่นภายในองค์กร
- สร้างโครงการข้ามแผนกเพื่อเพิ่มความรู้และเครือข่าย
- เตรียมตัวสำหรับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม
สำหรับผู้ประกอบการรุ่นใหม่:
- ใช้แนวคิดการแก้ไขปัญหาแบบ Iconoclast ในการหาโอกาสทางธุรกิจ
- สร้างธุรกิจที่สอดคล้องกับค่านิยมส่วนตัว
- เรียนรู้จากความล้มเหลวและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง
สรุป
หนังสือ “The Freedom Frameworks” ไม่ใช่แค่การให้สูตรสำเร็จ แต่เป็นการให้เครื่องมือในการคิดและตัดสินใจ เพื่อให้คุณสร้างเส้นทางของตัวเองได้
Jack ต้องการให้ผู้อ่านเข้าใจว่า “อิสรภาพในการทำงานไม่ได้หมายถึงการไม่ต้องทำงาน แต่หมายถึงการมีตัวเลือกในการทำงานที่เราต้องการ ในลักษณะที่เราต้องการ”
เมื่อคุณมี Framework ที่ชัดเจนในการตัดสินใจ คุณจะไม่ต้องพึ่งพาโชคชะตาหรือการคาดเดา คุณจะมีความมั่นใจในการก้าวเดินต่อไป แม้ว่าเส้นทางจะไม่ใช่เส้นตรง
สำหรับใครที่กำลังรู้สึกติดอยู่ในงานที่ไม่ชอบ ใครที่กำลังคิดจะเปลี่ยนสาขา หรือใครที่ต้องการสร้างธุรกิจของตัวเอง หนังสือเล่มนี้เป็นเหมือนแผนที่และเข็มทิศที่จะช่วยนำทางให้คุณได้
จำไว้ว่า “คุณต้องรู้ว่าตัวเองจะไปที่ไหน” และ Freedom Frameworks จะเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้คุณไปถึงจุดหมายนั้นได้
การเปลี่ยนแปลงอาจจะไม่ง่าย แต่ด้วย Framework ที่ถูกต้อง ความมุ่งมั่น และการกล้าที่จะเป็นตัวของตัวเอง คุณสามารถสร้างอาชีพที่ให้ทั้งความสุขและความมั่นคงทางการเงินได้จริง
เพราะในท้ายที่สุดแล้ว ชีวิตนี้เป็นของคุณ และคุณมีสิทธิ์ที่จะออกแบบมันให้เป็นไปตามที่คุณต้องการ
#hrรีพอร์ต
Leave a comment