จากหนังสือ “Creativity: Flow and the Psychology of Discovery and Invention”

คุณเคยสงสัยไหมว่า ไอน์สไตน์คิดสูตร E=mc² ได้อย่างไร หรือ โมซาร์ทแต่งเพลงบทเพราะได้อย่างไร วันนี้เราจะพาคุณไปเดินทางสำรวจโลกแห่งความคิดสร้างสรรค์ผ่านมุมมองของ มิฮาย ซิกเซนต์มิฮาย นักจิตวิทยาชื่อดังที่ใช้เวลากว่า 30 ปี ในการศึกษาความคิดสร้างสรรค์

ค้นหาคำตอบ

ซิกเซนต์มิฮายเริ่มต้นการเดินทางของเขาด้วยคำถามง่ายๆ แต่ลึกซึ้ง: “ความคิดสร้างสรรค์คืออะไร และเกิดขึ้นได้อย่างไร?”

เพื่อหาคำตอบ เขาได้เดินทางไปทั่วโลกเพื่อสัมภาษณ์คนเก่งๆ มากกว่า 100 คน ตั้งแต่นักวิทยาศาสตร์ผู้ได้รับรางวัลโนเบล อย่าง ไลนัส พอลลิ่ง ไปจนถึงศิลปินระดับโลกอย่าง เบต้า เดวิส และนักเขียนชื่อดังอย่าง โรเบิร์ตสัน เดวีส์

จากการสัมภาษณ์เหล่านั้น เขาค้นพบว่าความคิดสร้างสรรค์ไม่ใช่เรื่องลึกลับหรือของขวัญพิเศษที่มีเฉพาะคนบางคน แต่เป็นกระบวนการที่เข้าใจได้และสามารถเรียนรู้ได้

ทำลายความเชื่อผิดๆ

ก่อนที่เราจะไปต่อ มาทำลายความเข้าใจผิดเกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์กันก่อน

ความเชื่อผิดข้อที่ 1: ความคิดสร้างสรรค์เป็นของขวัญจากสวรรค์ที่มีแค่คนบางคนเท่านั้น

ความจริง: ทุกคนมีศักยภาพในการคิดสร้างสรรค์ แค่บางคนได้รับการพัฒนาและฝึกฝนมากกว่า

ความเชื่อผิดข้อที่ 2: ไอเดียดีๆ เกิดขึ้นแบบกะทันหัน เหมือนฟ้าแลบ

ความจริง: ความคิดสร้างสรรค์เป็นผลมาจากการเตรียมตัว การทำงานหนัก และการสะสมประสบการณ์อย่างยาวนาน

ความเชื่อผิดข้อที่ 3: คนที่คิดสร้างสรรค์จะเป็นคนแปลกๆ ไม่เป็นระเบียบ

ความจริง: คนที่คิดสร้างสรรค์จริงๆ มักจะมีระเบียบวินัยและความมุ่งมั่นสูงมาก

3 เหลี่ยมแห่งความคิดสร้างสรรค์

ซิกเซนต์มิฮายค้นพบว่า ความคิดสร้างสรรค์เกิดจากการมาบรรจบกันของ 3 องค์ประกอบสำคัญ เหมือนเป็นสามเหลี่ยมที่ขาดด้านใดด้านหนึ่งไม่ได้:

1. ตัวบุคคล (Individual)

นี่คือคุณ ฉัน หรือใครก็ตามที่มีความอยากรู้อยากเห็น และพร้อมที่จะใช้ความพยายาม

ตัวอย่าง: สตีฟ จอบส์ ตั้งแต่เด็กก็เป็นคนที่ชอบถอดของเล่นมาดู ชอบถามคำถาม และไม่ยอมรับสิ่งที่มีอยู่เดิม เขาเป็นคนที่มีความอยากรู้อยากเห็นสูง และกล้าที่จะคิดต่าง

2. สาขาวิชา (Domain)

นี่คือความรู้ ทักษะ และเครื่องมือในสาขานั้นๆ ไม่มีใครคิดสร้างสรรค์อะไรได้โดยไม่รู้อะไรเลย

ตัวอย่าง: ไอน์สไตน์ก่อนที่จะคิดทฤษดีสัมพัทธภาพได้ เขาต้องเรียนรู้คณิตศาสตร์และฟิสิกส์มาอย่างดี เขาใช้เวลาหลายปีในการศึกษางานของนิวตัน แมกซ์เวลล์ และนักฟิสิกส์คนอื่นๆ

3. สังคม (Field)

นี่คือกลุ่มคนที่จะตัดสินว่าสิ่งที่เราสร้างขึ้นมีค่าหรือไม่ เป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขานั้นๆ

ตัวอย่าง: เพลงของ วู้ดดี้ กัทรี ต้องได้รับการยอมรับจากวงการดนตรีโฟล์ค ก่อนที่จะกลายเป็นเพลงที่มีอิทธิพลต่อคนรุ่นหลัง

5 ขั้นตอนสู่ความคิดสร้างสรรค์

การคิดสร้างสรรค์ไม่ใช่เหตุการณ์แบบกะทันหัน แต่เป็นกระบวนการที่มี 5 ขั้นตอนชัดเจน:

1. การเตรียมตัว (Preparation)

นี่คือขั้นตอนที่เราเก็บสะสมความรู้ ประสบการณ์ และทักษะต่างๆ เหมือนการเก็บวัตถุดิบไว้ในโกดัง

ตัวอย่าง: ชาร์ลส์ ดาร์วิน ก่อนที่จะคิดทฤษดีวิวัฒนาการได้ เขาต้องใช้เวลา 20 ปี ในการสะสมข้อมูล ท่องเที่ยวรอบโลก สังเกตสิ่งมีชีวิตต่างๆ อ่านหนังสือ และคิดวิเคราะห์

2. การบ่มเพาะ (Incubation)

หลังจากเก็บข้อมูลเยอะแล้ว เราต้องปล่อยให้สมองได้พักผ่อน ในช่วงนี้สมองจะทำงานแบบใต้สำนึก จัดระเบียบข้อมูลและหาความเชื่อมโยง

ตัวอย่าง: โคเคอ เคคูเล นักเคมีชื่อดัง ค้นพบโครงสร้างของเบนซินได้ขณะที่กำลังงีบหลับบนรถม้า เขาฝันเห็นงูกัดหางตัวเอง ซึ่งทำให้เขานึกถึงโครงสร้างแบบวงแหวนของเบนซิน

เทสลา มักจะได้ไอเดียสำคัญๆ ขณะที่กำลังเดินเล่นในสวนสาธารณะ ไม่ใช่ตอนที่นั่งทำงานในห้องแล็บ

3. การแรงบันดาลใจ (Illumination)

นี่คือช่วงเวลา “ยูเรก้า!” ที่คำตอบผุดขึ้นมา แต่อย่าคิดว่าเป็นเวทมนตร์ เพราะมันเกิดจากการเตรียมตัวและบ่มเพาะมาก่อนหน้านี้

ตัวอย่าง: อาร์คิมีดีส นักคณิตศาสตร์กรีกโบราณ ค้นพบหลักการแรงพยุ้ง (Buoyancy) ขณะที่กำลังแช่ตัวในอ่างอาบน้ำ เขาสังเกตเห็นว่าน้ำในอ่างล้นออกมา และก็เกิดการตระหนักรู้ทันทีว่านี่คือคำตอบที่เขาหามานาน

4. การประเมินผล (Evaluation)

หลังจากได้ไอเดียแล้ว เราต้องมาดูว่ามันใช้ได้จริงไหม มีปัญหาอะไรบ้าง ต้องปรับปรุงตรงไหน

ตัวอย่าง: เมื่อไรท์ บราเดอร์ส คิดว่าเครื่องบินของพวกเขาจะบินได้แล้ว พวกเขาไม่ได้รีบไปทดสอบทันที แต่นั่งมาคิดวิเคราะห์ใหม่ คำนวณน้ำหนัก แรงลม และปัจจัยต่างๆ อีกหลายเดือน

5. การพัฒนา (Elaboration)

นี่คือขั้นตอนที่หนักที่สุด ต้องทำให้ไอเดียกลายเป็นจริง ต้องใช้ความพยายาม ความอดทน และการทำงานหนัก

ตัวอย่าง: เอดิสัน หลังจากคิดหลอดไฟฟ้าได้แล้ว เขาต้องทำการทดลองกว่า 1,000 ครั้ง เพื่อหาวัสดุที่เหมาะสมทำเป็นเส้นใส เขาเคยพูดว่า “อัจฉริยภาพคือ 1% แรงบันดาลใจ และ 99% การทำงานหนัก”

บุคลิกภาพของคนที่คิดสร้างสรรค์

จากการศึกษาของซิกเซนต์มิฮาย พบว่าคนที่คิดสร้างสรรค์มีลักษณะพิเศษ พวกเขาสามารถเป็นทั้งสองด้านของเหรียญได้:

ความซับซ้อน (Complexity)

คนที่คิดสร้างสรรค์มักจะมีบุคลิกภาพที่ซับซ้อน:

พลังงานสูง แต่ก็ชอบเงียบ – พวกเขาทำงานได้นานและหนัก แต่ก็รู้จักการพักผ่อนและใคร่ครวญ

ตัวอย่าง: ไอน์สไตน์ สามารถคิดงานได้นานหลายชั่วโมง แต่ก็ชอบเดินเล่นคนเดียวเป็นเวลานานๆ

เล่นได้ แต่ก็มีระเบียบวินัย – พวกเขาสนุกกับการทดลองและเล่นกับไอเดีย แต่เมื่อต้องทำงานจริงจังก็มีความมุ่งมั่นสูง

ตัวอย่าง: ฟายน์แมน นักฟิสิกส์ระดับโลก ชอบเล่นบองโก้ และวาดรูป แต่เวลาทำวิจัยก็จริงจังมาก

จินตนาการสูง แต่ก็ยึดมั่นในความเป็นจริง – พวกเขาฝันได้ไกล แต่ก็รู้ว่าอะไรเป็นไปได้ในโลกจริง

อุปสรรคของความคิดสร้างสรรค์

การเป็นคนที่คิดสร้างสรรค์ไม่ใช่เส้นทางที่ง่าย:

1. การต่อต้านจากสังคม

สังคมมักไม่ชอบสิ่งใหม่ เพราะมันเปลี่ยนแปลงสภาวะที่มีอยู่เดิม

ตัวอย่าง: เมื่อ แวน โก๊ะ วาดภาพแบบใหม่ นักวิจารณ์ศิลปะในสมัยนั้นต่างวิจารณ์ว่าแปลกประหลาด และเขาขายภาพได้แค่ 1 ภาพในตลอดชีวิต

2. การลงทุนที่สูง

ต้องใช้เวลา เงิน และความพยายามมาก โดยไม่รู้ว่าจะประสบความสำเร็จหรือไม่

ตัวอย่าง: เจมส์ ไดสัน ใช้เวลา 15 ปี และทำแบบจำลองกว่า 5,000 ครั้ง ก่อนที่จะทำเครื่องดูดฝุ่นที่ประสบความสำเร็จได้

3. ความเหงา

คนที่คิดสร้างสรรค์มักรู้สึกโดดเดี่ยว เพราะความคิดของพวกเขาอาจจะก้าวหน้าเกินยุคเกินสมัย

วิธีพัฒนาความคิดสร้างสรรค์

แล้วเราจะพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ได้อย่างไร?

1. เพิ่มความอยากรู้อยากเห็น

  • ถามคำถาม – อย่ายอมรับสิ่งที่เห็นเป็นเรื่องปกติ
  • สำรวจสิ่งใหม่ – ลองทำสิ่งที่ไม่เคยทำ
  • สังเกต – มองสิ่งรอบตัวด้วยสายตาที่สดใส

ตัวอย่าง: เลโอนาร์โด ดา วินชี มักจะถือสมุดบันทึกติดตัวไปทุกที่ เพื่อสเก็ตช์และจดสิ่งที่น่าสนใจที่เจอ

2. อ่านหนังสืออย่างหลากหลาย

อย่าอ่านแค่ในสาขาของเราเอง เพราะไอเดียดีๆ มักเกิดจากการผสมผสานความรู้จากหลายสาขา

ตัวอย่าง: สตีฟ จอบส์ เรียนคลาสคาลลิกราฟี (การเขียนตัวหนังสือ) ซึ่งดูเหมือนไม่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ แต่ต่อมากลายเป็นแรงบันดาลใจให้เขาทำ font ที่สวยงามใน Mac

3. สร้างนิสัยการคิดวิเคราะห์

  • หาสาเหตุ – เมื่อเห็นปัญหา ลองหาว่าเกิดจากอะไร
  • หาทางเลือก – อย่าติดกับวิธีแก้ปัญหาแค่วิธีเดียว
  • เชื่อมโยง – หาความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งต่างๆ ที่ดูไม่เกี่ยวข้องกัน

4. ให้เวลากับตัวเอง

ความคิดดีๆ มักเกิดตอนที่เราผ่อนคลาย ไม่ใช่ตอนที่เราเครียด

กิจกรรมที่ช่วย:

  • เดินเล่น
  • ฟังเพลง
  • อาบน้ำ
  • นั่งสมาธิ

5. อย่ากลัวที่จะล้มเหลว

ความล้มเหลวเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ คนที่คิดสร้างสรรค์มักจะล้มเหลวหลายครั้งก่อนประสบความสำเร็จ

ตัวอย่าง: โคโค่ ชาแนล ถูกปฏิเสธจากนักลงทุนหลายคนก่อนที่จะสร้างแบรนด์แฟชั่นระดับโลกได้

6. หาเพื่อนคุย

การแลกเปลี่ยนความคิดกับคนอื่นจะช่วยขยายมุมมองของเรา

ตัวอย่าง: กลุม Inklings ที่รวมตัวกันที่ Oxford มี J.R.R. Tolkien และ C.S. Lewis ที่ช่วยกันแลกเปลี่ยนไอเดียและวิพากษ์งานกัน

ผลดีของการมีความคิดสร้างสรรค์

คนที่พัฒนาความคิดสร้างสรรค์จะได้อะไร?

1. ความสุขและความพึงพอใจ

การสร้างสรรค์ทำให้เราเข้าสู่สภาวะ “Flow” ที่เวลาราวกับหยุดนิ่ง และเรารู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับงาน

2. การแก้ปัญหาได้ดีขึ้น

คนที่คิดสร้างสรรค์จะมองเห็นทางออกที่คนอื่นไม่เห็น

3. ชีวิทที่มีความหมาย

การสร้างสิ่งใหม่ๆ ทำให้เรารู้สึกว่าชีวิตมีคุณค่า

4. การปรับตัวได้ดี

ในโลกที่เปลี่ยนแปลงเร็ว คนที่คิดสร้างสรรค์จะปรับตัวได้ดีกว่า

สรุป

ความคิดสร้างสรรค์ไม่ใช่ของลึกลับที่มีเฉพาะคนพิเศษ แต่เป็นทักษะที่ทุกคนสามารถพัฒนาได้ ที่สำคัญคือ:

  1. มีใจรัก – รักในสิ่งที่ทำ
  2. ใฝ่เรียนรู้ – อยากรู้อยากเห็นสิ่งใหม่ๆ
  3. มีความอดทน – ยอมใช้เวลาในการเรียนรู้และพัฒนา
  4. กล้าแตกต่าง – ไม่กลัวที่จะคิดนอกกรอบ
  5. ทำงานหนัก – แค่ไอเดียไม่พอ ต้องลงมือทำ

จำไว้ว่า ทุกการประดิษฐ์คิดค้นที่ยิ่งใหญ่ล้วนเริ่มต้นจากความอยากรู้อยากเห็นของคนธรรมดา เพียงแต่พวกเขาไม่ยอมแพ้ และเชื่อว่าสิ่งที่ดูเป็นไปไม่ได้วันนี้ อาจกลายเป็นจริงได้ในอนาคต

เริ่มต้นวันนี้เลย – ถามคำถาม สังเกตสิ่งรอบตัว และอย่ากลัวที่จะทดลองสิ่งใหม่ เพราะความคิดสร้างสรรค์ของคุณอาจจะเป็นสิ่งที่โลกใบนี้กำลังรอคอยอยู่

#hrรีพอร์ต

Posted in

Leave a comment