เริ่มต้น
มีครั้งหนึ่ง พนักงานธนาคารคนหนึ่งกำลังหงุดหงิดกับระบบฝากเงินที่ยุ่งยากและใช้เวลานาน เขาคิดว่า “ทำไมต้องรอให้เจ้าหน้าที่นับเงินทุกครั้ง ทำไมไม่มีเครื่องที่ทำแทนได้”
นั่นคือจุดเริ่มต้นของ ตู้ ATM ที่เราใช้กันทุกวันนี้
เรื่องนี้บอกเราว่า ความคิดสร้างสรรค์ไม่ใช่เรื่องของอัจฉริยะหรือศิลปินเท่านั้น คนธรรมดาอย่างเราๆ ก็สามารถมีไอเดียที่เปลี่ยนโลกได้
คิดแตกต่าง
Jeff และ Staney DeGraff นักวิจัยด้านนวัตกรรมที่ทำงานกับบริษัทชั้นนำมากกว่า 250 แห่ง พบว่าความคิดสร้างสรรรค์ที่ยิ่งใหญ่มักมาจากคนธรรมดาที่ มองสิ่งต่างๆ ด้วยมุมมองใหม่
เหมือนกับคนที่คิดค้น Post-it – เขาแค่พยายามทำกาวที่แน่นกว่าเดิม แต่กลับได้กาวที่ติดไม่แน่น แทนที่จะผิดหวัง เขากลับคิดว่า “กาวที่ติดแล้วหลุดง่ายๆ นี่ใช้ทำอะไรได้บ้างนะ?”
ผลลัพธ์คือ กระดาษโน้ตเหลืองเล็กๆ ที่กลายเป็นของใช้จำเป็นในออฟฟิศทุกแห่ง
CREATE Method
ทั้งสองคนได้รวบรวมวิธีการคิดสร้างสรรค์เป็น 6 ขั้นตอนที่จำง่าย ใช้ได้จริง ด้วยคำย่อ CREATE
C = Clarify (ทำให้ชัดเจน) – เริ่มจากการถามคำถามที่ถูก
ก่อนจะคิดหาคำตอบ เราต้องรู้ก่อนว่า ปัญหาจริงๆ คืออะไร
ตัวอย่าง: บริษัท Netflix ไม่ได้เริ่มต้นด้วยการคิดว่า “เราจะทำแอปดูหนังออนไลน์” แต่พวกเขาถามว่า “ทำไมคนต้องขับรถไปเช่าแผ่นหนังที่ร้าน แล้วต้องคืนให้ทัน กลับมาช้าแค่วันเดียวก็โดนค่าปรับ?”
เมื่อกำหนดปัญหาได้ชัดเจนแล้ว การหาทางแก้ก็ง่ายขึ้น
R = Replicate (เลียนแบบอย่างชาญฉลาด) – ไม่ต้องคิดใหม่ทั้งหมด
ความคิดสร้างสรรค์ไม่ได้หมายถึงการคิดจากศูนย์ บ่อยครั้งคำตอบที่ดีที่สุดคือการเอาสิ่งที่ดีจากที่อื่นมาปรับใช้
ตัวอย่าง: ร้าน Starbucks ไม่ได้คิดค้นกาแฟ แต่พวกเขาเอาแนวคิด “บาร์” มาใช้กับร้านกาแฟ เปลี่ยนจาก “ซื้อกาแฟกลับบ้านดื่ม” เป็น “มานั่งดื่มกาแฟพร้อมผ่อนคลายเหมือนในบาร์”
หรือแอป Uber ก็เอาแนวคิดแท็กซี่มาผสมกับเทคโนโลยี สมาร์ทโฟน
E = Elaborate (ต่อยอดให้มากกว่าเดิม) – จากแนวคิดเดียวสู่หลายความเป็นไป
เมื่อมีไอเดียแล้ว ขั้นตอนนี้คือการ ขยายความคิดให้กว้างและลึกขึ้น
ตัวอย่าง: เริ่มจากไอเดีย “แชร์รถ”
- ขยายเป็น “แชร์จักรยาน”
- ต่อยอดเป็น “แชร์สกู๊ตเตอร์”
- พัฒนาเป็น “แชร์อะไรก็ได้” (ไม่ว่าจะเป็นบ้าน, เครื่องมือ, หรือแม้กระทั่งสัตว์เลี้ยง)
บริษัท Airbnb เริ่มจากการแชร์ที่พักในบ้านตัวเอง กลายเป็นแพลตฟอร์มที่คนทั่วโลกสามารถหาที่พักพิเศษได้ทุกที่
A = Associate (เชื่อมโยงสิ่งที่ไม่เกี่ยวกัน) – ศิลปะแห่งการคิดเปรียบเทียบ
ไอเดียใหม่ๆ มักเกิดจากการเอาสิ่งที่ไม่เกี่ยวกันมาเชื่อมต่อกัน
ตัวอย่าง: นักประดิษฐ์คิดค้น Velcro (เทปกาว) หลังจากไปเดินป่าแล้วเห็นเมล็ดพืชติดกับขนสุนัข เขาเอาหลักการ “ติดแล้วหลุดง่าย” ของธรรมชาติมาใช้
หรือ iPhone ที่เกิดจากการรวม “โทรศัพท์ + iPod + คอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก” เข้าด้วยกัน
แม้กระทั่งร้านอาหารที่เอาแนวคิด “ห้องสมุด” (เงียบ สงบ) มาผสมกับ “ร้านกาแฟ” กลายเป็นคาเฟ่สำหรับคนอ่านหนังสือและทำงาน
T = Translate (แปลความคิดให้คนอื่นเข้าใจ) – จากความคิดสู่การปฏิบัติ
ไอเดียดีแค่ไหนก็ไร้ประโยชน์ถ้าคนอื่นไม่เข้าใจ ขั้นตอนนี้คือการทำให้คนอื่นมองเห็นภาพเดียวกับเรา
ตัวอย่าง: เมื่อ Steve Jobs อยากอธิบาย iPad เขาไม่ได้พูดว่า “นี่คือแท็บเล็ตคอมพิวเตอร์ที่มีหน้าจอสัมผัส” แต่เขาพูดว่า “นี่คือหนังสือที่ไม่มีวันหมด เป็นเครื่องเล่นเกม เป็นโรงภาพยนตร์ส่วนตัว และเป็นโต๊ะทำงานในเครื่องเดียว”
การใช้ คำเปรียบเทียบ เล่าเรื่อง หรือให้ลองใช้จริง จะช่วยให้คนอื่นเข้าใจไอเดียเราได้ง่ายขึ้น
E = Evaluate (เลือกไอเดียที่ดีที่สุด) – ไม่ใช่ทุกความคิดที่คุ้มค่าลงทุน
ขั้นตอนสุดท้ายคือการ คัดกรองและเลือกไอเดียที่ดีที่สุด เพื่อนำไปปฏิบัติจริง
ตัวอย่าง: Google มีโปรเจกต์ทดลองมากมาย บางอย่างสำเร็จเป็น Gmail, Google Maps แต่บางอย่างเช่น Google Glass หรือ Google+ ก็ไม่ประสบความสำเร็จ
การประเมินต้องดู 3 เรื่อง:
- ทำได้จริงไหม? (มีเทคโนโลยี ทีมงาน งบประมาณ)
- คนต้องการจริงไหม? (มีตลาด มีคนจ่ายเงิน)
- คุ้มค่าไหม? (เทียบกับเวลาและทรัพยากรที่ลงทุนไป)
นำ CREATE ไปใช้
ร้านก๋วยเตี๋ยวป้าแป้ง
ป้าแป้งเจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวในตลาดย่านธนบุรี เห็นลูกค้าส่วนใหญ่เป็นคนทำงานออฟฟิศที่กิน เสร็จแล้วต้องรีบกลับไปทำงาน
C = Clarify: ป้าแป้งสังเกตว่า ปัญหาคือ “ลูกค้าต้องการอาหารเร็ว สะดวก แต่ยังอร่อยและสะอาด”
R = Replicate: เธอเห็น McDonald’s ใช้ระบบสั่งล่วงหน้า เลยคิดว่า เอามาใช้กับก๋วยเตี๋ยวได้ไหม
E = Elaborate: ขยายความคิดเป็น “ระบบสั่งออนไลน์ + จัดส่ง + ห่อใส่กล่องพิเศษที่ไม่หกไม่เปื่อย”
A = Associate: เชื่อมโยงแนวคิด “บริการส่งพิซซ่า” กับ “ก๋วยเตี๋ยว”
T = Translate: อธิบายให้ลูกค้าเข้าใจว่า “สั่งก่อน รับเร็ว ไม่ต้องรอ อร่อยเหมือนเดิม”
E = Evaluate: ทดลองใช้กับลูกค้าประจำก่อน ดูผลตอบรับ แล้วค่อยขยายเต็มรูปแบบ
ผลลัพธ์: รายได้ป้าแป้งเพิ่มขึ้น 300% ภายใน 6 เดือน
การประยุกต์ใช้ในการทำงาน
สำหรับคนขาย: แทนที่จะขายแค่ “ประกันชีวิต” ลองคิดว่าเรากำลังขาย “ความอุ่นใจของครอบครัว” หรือ “แผนการเงินสำหรับอนาคต”
สำหรับครู: แทนที่จะสอนแค่ “คณิตศาสตร์” ลองเอาเกม หรือเรื่องราวในชีวิตจริงมาประกอบการสอน เช่น สอนเรื่องเปอร์เซ็นต์ผ่านการคำนวณส่วนลดของสินค้า
สำหรับพนักงานบริษัท: เมื่อเจอปัญหาเดิมๆ แทนที่จะแก้แบบเดิม ลองถามว่า “ถ้าเป็นบริษัทอื่นจะแก้ยังไง” หรือ “ถ้าเราไม่มีข้อจำกัดนี้ เราจะทำยังไง”
ข้อผิดพลาดที่ควรหลีกเลี่ยง
1. คิดว่าต้องเป็นความคิดใหม่ 100%
ความจริง: ความคิดส่วนใหญ่เป็นการนำเอาสิ่งที่มีอยู่แล้วมาปรับใช้ใหม่
2. กลัวความผิดพลาด
ความจริง: ความล้มเหลวคือส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ Google ยกเลิกโปรเจกต์ไปแล้วมากมาย แต่ก็ยังเป็นบริษัทที่ประสบความสำเร็จที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
3. ทำคนเดียว
ความจริง: ไอเดียดีๆ มักเกิดจากการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคนอื่น
4. คิดแต่ไม่ลงมือทำ
ความจริง: ไอเดียที่ดีที่สุดคือไอเดียที่ถูกนำไปใช้จริง
การฝึกฝน CREATE
สำหรับมือใหม่:
- ตั้งเวลา 10 นาทีทุกเช้า คิดว่าวันนี้จะทำอะไรแตกต่างจากเมื่อวาน
- สังเกตปัญหาเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน แล้วคิดทางแก้
- ถามคำถาม “จะเป็นยังไงถ้า…” เช่น จะเป็นยังไงถ้าไม่มีโทรศัพท์ จะเป็นยังไงถ้าทุกคนทำงานจากบ้าน
สำหรับผู้ที่มีประสบการณ์:
- สร้างกลุ่มแลกเปลี่ยนความคิด กับเพื่อนร่วมงานหรือคนที่สนใจเรื่องเดียวกัน
- ศึกษาธุรกิจในอุตสาหกรรมอื่น แล้วคิดว่าจะเอามาปรับใช้ในงานเราได้อย่างไร
- จดบันทึกไอเดีย ที่เกิดขึ้นตลอดเวลา เพราะไอเดียดีมักหาย ไปง่าย
ใครๆ ก็เป็นนักคิดได้
หนังสือ “The Creative Mindset” สอนเราว่า ความคิดสร้างสรรค์ไม่ใช่พรสวรรค์ แต่เป็นทักษะที่ฝึกฝนได้
ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร ทำงานอะไร มีการศึกษาระดับไหน คุณสามารถใช้ CREATE Method เพื่อ:
- แก้ปัญหาในการทำงานได้ดีขึ้น
- สร้างโอกาสใหม่ให้ตัวเอง
- ทำให้ชีวิตน่าสนใจมากขึ้น
เริ่มจากสิ่งเล็กๆ สังเกตปัญหารอบตัว แล้วใช้ CREATE Method คิดหาทางแก้ ใครรู้บ้าง… ไอเดียเล็กๆ ของคุณอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ก็ได้
อย่างที่ Jeff และ Staney DeGraff พูดไว้ว่า “คนธรรมดาสามารถทำสิ่งพิเศษได้ หากเขามองเห็นโอกาสที่อยู่ตรงหน้า”
วันนี้… คุณพร้อมมองหาโอกาสนั้นแล้วหรือยัง?
#hrรีพอร์ต
Leave a comment