จากการศึกษาของ Daniel Coyle ในหนังสือ The Culture Code: The Secrets of Highly Successful Groups

การทดลองสปาเก็ตตี้ที่เปลี่ยนมุมมอง

ลองนึกภาพดูว่าคุณได้รับภารกิจสนุก ๆ ให้สร้างหอคอยให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยใช้เพียงเส้นสปาเก็ตตี้ดิบ เทปใส เชือก และมาร์ชแมลโลว์ 1 ก้อน เวลาที่ได้แค่ 18 นาที

นี่คือการทดลองจริงที่ Peter Skillman นักออกแบบชื่อดัง นำไปทดสอบกับกลุ่มคนต่าง ๆ เพื่อดูว่าใครจะสามารถทำงานร่วมกันได้ดีที่สุด

ในมุมหนึ่งของห้อง นักศึกษาบิซิเนสสกูลกำลังประชุมกันอย่างจริงจัง พวกเขาวิเคราะห์ปัญหา แบ่งหน้าที่ วางแผนกลยุทธ์ พูดคุยกันถึงข้อดี-ข้อเสียของแต่ละแนวทาง ดูเป็นมืออาชีพจริง ๆ

ขณะที่ในอีกมุมหนึ่ง เด็กอนุบาลกำลังยืนเป็นวงกลมใกล้ ๆ กัน ไม่มีใครเป็นหัวหน้า ไม่มีการวางแผนอะไรเลย แค่เริ่มต้นทำไปเรื่อย ๆ หยิบเส้นสปาเก็ตตี้มาประกอบกัน พูดคุยกันสั้น ๆ “อันนี้ดีไหม?” “ลองอันนี้ดู” แล้วก็ปรับแก้ไปเรื่อย ๆ

แล้วผลลัพธ์ล่ะ?

เด็กอนุบาลชนะ!

หอคอยของพวกเขาสูงกว่านักศึกษาบิซิเนสเกือบ 2 เท่า และนี่ไม่ใช่ครั้งเดียว เมื่อทำการทดลองซ้ำหลาย ๆ ครั้ง ผลลัพธ์ยังเหมือนเดิม

การค้นพบที่เปลี่ยนความเข้าใจเรื่องทีมงาน

Daniel Coyle นักเขียนหนังสือขายดี เมื่อได้ยินเรื่องนี้ก็รู้สึกอยากรู้อยากเห็นมาก ทำไมผลลัพธ์ถึงออกมาแบบนี้? ทำไมเด็ก ๆ ที่ไม่มีความรู้ทางธุรกิจ ไม่มีประสบการณ์การทำงาน กลับทำได้ดีกว่านักศึกษาที่เก่งกาจ?

คำถามนี้ทำให้เขาเริ่มต้นการเดินทางค้นหาความจริงที่ใช้เวลาถึง 4 ปีเต็ม เขาไปศึกษาทีมที่ประสบความสำเร็จอย่างโดดเด่นจากทั่วโลก ตั้งแต่:

  • หน่วย Navy SEAL Team Six – หน่วยรบพิเศษที่มีชื่อเสียงโด่งดังจากภารกิจสำคัญต่าง ๆ
  • สตูดิโอ Pixar – ที่สร้างหนังการ์ตูนระดับตำนานอย่าง Toy Story, Finding Nemo
  • San Antonio Spurs – ทีมบาสเกตบอลที่ชนะแชมป์ได้หลายสมัย
  • Zappos – บริษัทขายรองเท้าออนไลน์ที่มีชื่อเสียงเรื่องวัฒนธรรมองค์กร
  • The Upright Citizens Brigade – กลุ่มตลกที่ได้รับความนิยมมาก
  • แม้กระทั่งแก๊งขโมยเพชรที่ประสบความสำเร็จในการปล้น!

หลังจากศึกษาเสร็จ Coyle ค้นพบสิ่งที่น่าทึ่ง: ทีมที่ประสบความสำเร็จทั้งหมดมีสิ่งเหมือนกัน 3 อย่าง ไม่ใช่เพราะสมาชิกเก่งกว่า แต่เพราะพวกเขาทำอะไรบางอย่างที่แตกต่าง

3 ความลับที่เปลี่ยนทีมธรรมดาให้กลายเป็นทีมเทพ

ความลับที่ 1: สร้างความปลอดภัย (Build Safety)

ลองนึกถึงความรู้สึกเวลาที่คุณอยู่กับครอบครัว คุณรู้สึกผ่อนคลาย ไม่ต้องแกล้งทำตัว พูดจาได้ตามสบาย ไม่กลัวว่าจะถูกตัดสิน นี่คือ “ความปลอดภัยทางจิตใจ” ที่ทีมที่ดีต้องมี

Coach Pop และเคล็ดลับการสร้างความปลอดภัย

Gregg Popovich โค้ชทีม San Antonio Spurs มีสูตรลับง่าย ๆ ที่ทำให้ทีมของเขาแข็งแกร่ง: “บอกความจริงแบบไม่อ้อมค้อม แล้วรักพวกเขาให้มาก ๆ”

เขาจะพูดตรง ๆ กับนักกีฬาว่าเล่นไม่ดีตรงไหน แต่พร้อมกับนั้นก็แสดงให้เห็นว่าเขาใส่ใจพวกเขามาก ๆ อยากให้พวกเขาดีขึ้น นี่คือการสร้างสมดุลระหว่างความจริงใจกับความรักใคร่

สัญญาณของการ “เป็นครอบครัวเดียวกัน”

เมื่อ Coyle ไปสัมภาษณ์คนในทีมที่ประสบความสำเร็จ เขาพบว่าทุกคนใช้คำเดียวกันในการอธิบายความรู้สึกที่มีต่อเพื่อนร่วมงาน ไม่ใช่คำว่า “เพื่อน” “ทีม” หรือ “เพื่อนร่วมงาน” แต่เป็นคำว่า “ครอบครัว”

สัญญาณเล็ก ๆ ที่สร้างความรู้สึก “เราเป็นครอบครัวเดียวกัน”:

  • การมองตากัน – เวลาคุยกัน จ้องตามองอย่างตั้งใจ
  • การฟังแบบเอาใจใส่ – ก้มหน้า เอียงตัวไปข้างหน้า ยกคิ้วขึ้น
  • การอยู่ใกล้กัน – นั่งใกล้กัน เดินไปมาในพื้นที่เดียวกัน
  • การพูดขอบคุณบ่อย ๆ – “ขอบคุณ” เป็นคำเวทมนตร์ที่สร้างความอบอุ่น

ความลับที่ 2: แบ่งปันจุดอ่อน (Share Vulnerability)

นี่คือสิ่งที่ขัดกับสามัญสำนึกของเรามาก ๆ เราคิดกันว่า ต้องมีความไว้ใจก่อน ถึงจะกล้าเปิดเผยจุดอ่อนได้ แต่วิทยาศาสตร์บอกว่ามันกลับกัน!

การกระโดดลงไปพร้อมกัน สร้างพื้นดินแข็งแกร่ง

Coyle อธิบายว่า ความไว้วางใจเหมือนกับพื้นดินแข็งแกร่งที่เกิดขึ้นใต้เท้าเรา เมื่อเรา “กระโดด” ลงสู่สิ่งที่ไม่รู้ (เปิดเผยจุดอ่อน) พร้อมกับคนอื่น ๆ

เรื่องจริงจาก Navy SEALs

หน่วยซีลมีกิจกรรมที่เรียกว่า “After Action Review” (AAR) หลังจบภารกิจทุกครั้ง พวกเขาจะนั่งคุยกันอย่างละเอียดว่า:

  • อะไรที่ทำได้ดี
  • อะไรที่ทำผิดพลาด
  • ใครทำอะไรผิด ทำไมถึงผิด
  • จะปรับปรุงอย่างไรครั้งหน้า

ฟังดูเหมือนจะเจ็บปวด แต่นี่คือที่มาของความแข็งแกร่ง เมื่อทุกคนยอมรับผิดพลาดของตัวเองต่อหน้าเพื่อนร่วมทีม มันสร้าง “วงจรของการเปิดใจ”

เมื่อคนหนึ่งพูดว่า “ผมทำผิด” คนอื่น ๆ ก็จะรู้สึกปลอดภัยที่จะพูดว่า “ผมก็ทำผิดเหมือนกัน” และเมื่อทุกคนเปิดใจกัน ความไว้ใจก็เกิดขึ้น

ตัวอย่างจากโลกธุรกิจ

Ray Dalio ผู้ก่อตั้ง Bridgewater Associates (กองทุนที่ใหญ่ที่สุดในโลก) มีหลักการว่า “Radical Transparency” – ความโปร่งใสแบบสุดขั้ว

ในบริษัทของเขา พนักงานสามารถวิพากษ์วิจารณ์หัวหน้า (หรือแม้กระทั่ง CEO) ได้ต่อหน้าทุกคน ถ้าเห็นว่าทำผิด ฟังดูน่ากลัว แต่มันทำให้องค์กรเรียนรู้และปรับปรุงได้เร็วมาก ๆ

เทคนิคง่าย ๆ ในการแบ่งปันจุดอ่อน:

  • ผู้นำต้องเริ่มก่อน – พูดว่า “ผมทำผิด” บ่อย ๆ
  • ขอความช่วยเหลือเมื่อไม่รู้ – “ช่วยผมหน่อยได้ไหม?”
  • ยอมรับเมื่อไม่รู้คำตอบ – “ผมไม่รู้เรื่องนี้ ใครพอจะช่วยอธิบายได้ไหม?”

ความลับที่ 3: กำหนดจุดประสงค์ที่ชัดเจน (Establish Purpose)

ชัดเหมือนหมัดเข้าใส่หน้า

Coyle ค้นพบว่า ทีมที่ประสบความสำเร็จจะมีจุดประสงค์ที่ “ชัดเหมือนหมัดเข้าใส่หน้า” ไม่ใช่แค่รู้ในใจ แต่พูดออกมา เตือนกัน และทำซ้ำ ๆ จนติดปาก

ตัวอย่างคำขวัญที่มีพลัง:

All Blacks (ทีมรักบี้นิวซีแลนด์ที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก): “Leave the jersey in a better place” (ทิ้งเสื้อแข่งไว้ในสภาพที่ดีกว่าเดิม)

ทุกครั้งที่มีคนเก่าออกจากทีม หรือคนใหม่เข้ามา พวกเขาจะเตือนกันว่า “เราต้องทำให้ทีมนี้ดีขึ้นกว่าเดิม” ไม่ใช่แค่การรักษาความเป็นเลิศ แต่ต้องทำให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ

Johnson & Johnson บริษัทยาใหญ่ของโลก: “เราจะใส่ใจลูกค้าก่อนใครในโลก”

เมื่อเกิดเหตุการณ์ยา Tylenol ถูกใส่สารพิษ พวกเขาเรียกยาคืนทันทีทั่วประเทศ แม้จะขาดทุนมหาศาล เพราะจุดประสงค์ของพวกเขาชัดเจน – ลูกค้าสำคัญกว่าทุกอย่าง

Apple: “Think Different” (คิดต่าง) Air Force Pararescue: “That Others May Live” (เพื่อให้คนอื่นมีชีวิต)

เทคนิคการสร้างจุดประสงค์:

  • ใช้ประโยคสั้น ๆ จดจำง่าย
  • เล่าเรื่องราวที่เชื่อมโยงกับจุดประสงค์
  • ทำซ้ำ ๆ จนกว่าทุกคนจะท่องจำได้
  • ใช้เป็นเกณฑ์ในการตัดสินใจ

ทำไม 3 ความลับนี้ถึงได้ผลจริง?

เหมือนฝูงนกที่บินเป็นรูปแบบสวยงาม

คุณเคยเห็นนกเป็นพัน ๆ ตัวบินเป็นฝูงใหญ่ แต่เปลี่ยนทิศทาง หมุนเวียน สร้างลวดลายสวยงามได้อย่างสุดยอดไหม? ทำไมพวกมันไม่ชนกัน? ทำไมถึงเคลื่อนไหวได้เป็นหนึ่งเดียว?

คำตอบคือ พวกมันรู้กฎง่าย ๆ 3 ข้อ:

  1. อยู่ใกล้เพื่อนบ้าง แต่ไม่ใกล้จนเกินไป
  2. เคลื่อนไหวไปทิศทางเดียวกับฝูง
  3. หลีกเลี่ยงการชน

ทีมที่ดีก็เหมือนกัน เมื่อมี 3 ความลับ:

  1. ความปลอดภัย = ทุกคนรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของฝูง
  2. การแบ่งปันจุดอ่อน = ไม่กลัวที่จะขอความช่วยเหลือ ปรับตัวไปกับสถานการณ์
  3. จุดประสงค์ชัดเจน = ทุกคนรู้ว่าต้องเคลื่อนไหวไปทิศทางไหน

เมื่อทีมขาดความลับทั้ง 3

เรื่องเศร้าของ Minuteman Missileers

ทหารอากาศที่ดูแลขีปนาวุธนิวเคลียร์ที่มีพลังมากกว่าระเบิดฮิโรชิมา 20 เท่า แต่กลับเกิดอุบัติเหตุและความผิดพลาดบ่อย ๆ

ปัญหาคืออะไร?

  • ไม่มีความปลอดภัย: นั่งเวรใน bunker แคบ ๆ 24 ชั่วโมง ไม่มีการเชื่อมโยงกับคนอื่น
  • ไม่มีการแบ่งปันจุดอ่อน: ข้อผิดพลาดเล็ก ๆ ถูกลงโทษหนัก ทำให้ทุกคนกลัวที่จะยอมรับผิด
  • ไม่มีจุดประสงค์ชัดเจน: หลังสงครามเย็นจบ พวกเขาไม่รู้ว่าทำงานเพื่ออะไร

ผลลัพธ์: ทีมที่ควรจะแข็งแกร่งที่สุด กลับกลายเป็นทีมที่มีปัญหามากที่สุด

ชีวิตประจำวัน

ในที่ทำงาน:

สำหรับผู้นำ:

  • เริ่มประชุมด้วยการยอมรับข้อผิดพลาดของตัวเอง
  • ใช้คำพูดที่แสดงความเปิดกว้าง “ผมไม่รู้เรื่องนี้ ใครช่วยอธิบายได้ไหม?”
  • ขอบคุณบ่อย ๆ โดยเฉพาะเมื่อมีคนแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง

สำหรับสมาชิกทีม:

  • ช่วยเหลือเพื่อนร่วมงานโดยไม่คิดผลประโยชน์
  • พูดความจริงแม้จะไม่ใช่สิ่งที่หัวหน้าอยากได้ยิน
  • แสดงความสนใจในความก้าวหน้าของเพื่อนร่วมงาน

ในครอบครัว:

สร้างความปลอดภัย:

  • ฟังลูกพูดโดยไม่รีบตัดสิน
  • แสดงให้เห็นว่าบ้านเป็นที่ที่ปลอดภัยสำหรับการผิดพลาด

แบ่งปันจุดอ่อน:

  • พ่อแม่ยอมรับเมื่อทำผิด และขอโทษลูก
  • เล่าให้ฟังว่าเราเคยผิดพลาดมาแล้วเรียนรู้อะไรบ้าง

จุดประสงค์ชัดเจน:

  • พูดคุยกันเป็นประจำว่าครอบครัวเราต้องการอะไร
  • สร้างกิจกรรมที่ทำให้ทุกคนรู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายเดียวกัน

วัฒนธรรมไม่ใช่สิ่งที่เรา “เป็น” แต่เป็นสิ่งที่เรา “ทำ”

การทดลองสปาเก็ตตี้ที่เล่าในตอนต้น เด็กอนุบาลชนะเพราะพวกเขาทำ 3 อย่างนี้โดยธรรมชาติ:

  1. พวกเขาอยู่ใกล้กัน (สร้างความปลอดภัย)
  2. พวกเขาลองผิดลองถูกไปด้วยกัน ไม่กลัวที่จะผิดพลาด (แบ่งปันจุดอ่อน)
  3. พวกเขารู้เป้าหมายชัดเจน – สร้างหอคอยให้สูงที่สุด (จุดประสงค์ชัดเจน)

ในขณะที่นักศึกษาติดอยู่กับการวางแผน การแข่งขันกัน และการกลัวว่าจะดูโง่

ข้อความสำคัญจากหนังสือนี้คือ: วัฒนธรรมที่แข็งแกร่งไม่ได้เกิดจากคนเก่ง ๆ มารวมตัวกัน แต่เกิดจากการกระทำเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ทำอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นวิธีการดำเนินชีวิตและการทำงานร่วมกัน

ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้นำหรือสมาชิกทีม ไม่ว่าจะอยู่ในองค์กรใหญ่หรือครอบครัวเล็ก ๆ คุณสามารถเริ่มต้นสร้างวัฒนธรรมที่แข็งแกร่งได้ตั้งแต่วันนี้ เพียงแค่เริ่มจาก 3 ความลับนี้:

สร้างความปลอดภัย แบ่งปันจุดอ่อน และกำหนดจุดประสงค์ที่ชัดเจน

เพราะเมื่อ 2 บวก 2 อาจเท่ากับ 10 ได้จริง ถ้าเรารู้วิธีทำงานร่วมกันอย่างแท้จริง

#hrรีพอร์ต

Posted in

Leave a comment