เมื่อพูดถึงการประสบความสำเร็จในการทำงาน หลายคนมักจะนึกถึงภาพของนักธุรกิจที่แกร่งกล้า มือถือฉลาม ที่พร้อมจะเหยียบย่ำใครก็ตามเพื่อขึ้นไปสู่จุดสูงสุด แต่หากผมบอกว่า ผู้ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลกนี้ กลับเป็นคนที่ชอบ “ให้” มากกว่า “เอา” คุณจะเชื่อไหม?
นี่คือสิ่งที่ศาสตราจารย์ Adam Grant จากมหาวิทยาลัย Wharton ค้นพบในงานวิจัยของเขา และเขียนรวมเป็นหนังสือ “Give and Take: Why Helping Others Drives Our Success” ซึ่งเปลี่ยนแปลงมุมมองของคนนับแสนเรื่องความหมายที่แท้จริงของความสำเร็จ
การค้นพบ
เรื่องทั้งหมดเริ่มต้นจากคำถามง่ายๆ ของ Grant ว่า ทำไมบางคนถึงประสบความสำเร็จ ในขณะที่บางคนไม่เป็นเช่นนั้น เขาทำการวิจัยกับคน 30,000 คนจากหลากหลายอุตสาหกรรม และพบว่า นอกจากปัจจัย 3 อย่างที่เราคุ้นเคย คือ แรงจูงใจ ความสามารถ และโอกาส แล้ว ยังมีปัจจัยที่ 4 ที่สำคัญมาก นั่นคือ วิธีที่เราปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น
จากการวิจัย Grant พบว่า คนในโลกการทำงานแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก:
1. Takers – ผู้รับ
คิดถึงเพื่อนร่วมงานคนหนึ่งที่เราทุกคนเคยเจอ ที่เวลาประชุมจะพยายามแย่งเครดิต เวลาที่มีงานหนักจะหาทางหลีกเลี่ยง แต่เวลาที่มีผลประโยชน์จะเป็นคนแรกที่วิ่งเข้าไป คนกลุ่มนี้มองโลกเป็นเกมที่มีผู้ชนะผู้แพ้ พวกเขาจะถามตัวเองเสมอว่า “คนนี้ทำอะไรให้ฉันได้บ้าง?”
ตัวอย่างที่เด่นชัดคือ Kenneth Lay อดีต CEO ของบริษัท Enron ที่มีชื่อเสียงในด้านการฉ้อโกง เขาเป็นคนที่เก่งในการสร้างเครือข่าย แต่เครือข่ายเหล่านั้นมีจุดประสงค์เพื่อผลประโยชน์ของเขาเพียงอย่างเดียว เมื่อบริษัทล้มละลาย เครือข่ายเหล่านั้นก็พังทลายไปด้วย
2. Matchers – ผู้แลกเปลี่ยน
กลุ่มคนที่ใหญ่ที่สุด คิดเป็น 56% ของผู้ที่เข้าร่วมการวิจัย พวกเขาเป็นคนที่ทำตามหลัก “ให้และรับ” อย่างเท่าๆ กัน หากคุณช่วยเขา เขาจะจำไว้และช่วยคุณตอบ หากคุณทำร้ายเขา เขาก็จะจำคิดแก้แค้น
ลองนึกถึงเพื่อนร่วมงานที่เวลาคุณช่วยเขาทำโปรเจ็กต์ เขาจะจำไว้และช่วยคุณกลับเมื่อคุณต้องการ หรือเวลาที่มีคนมาขอความช่วยเหลือ เขาจะคิดก่อนว่า “คนนี้เคยช่วยฉันมั้ย?” แล้วจึงตัดสินใจ
3. Givers – ผู้ให้
กลุ่มที่น้อยที่สุด เพียง 25% แต่กลับเป็นกลุ่มที่น่าสนใจที่สุด พวกเขาจะถามตัวเองว่า “ฉันช่วยอะไรคุณได้บ้าง?” โดยไม่คิดถึงผลตอบแทน คิดถึงครูที่สอนเราด้วยใจรัก หรือเพื่อนที่เอาใจใส่ช่วยเหลือเราเสมอ
David Hornik นักลงทุนระดับโลก เป็นตัวอย่างที่ดีของคนให้ แม้ว่าเขาจะไม่ได้ลงทุนในบริษัทบางแห่ง แต่เขาก็ยังให้คำแนะนำและแนะนำนักลงทุนรายอื่นให้ ทำให้เขากลายเป็นคนที่ทุกคนในวงการเชื่อใจและเคารพ
ผลลัพธ์จากการค้นพบ
เมื่อ Grant วิเคราะห์ผลงานของคน 3 กลุ่มนี้ เขาพบสิ่งที่ไม่คาดคิด: คนให้เป็นทั้งคนที่ประสบความสำเร็จน้อยที่สุด และมากที่สุดในเวลาเดียวกัน!
ใช่แล้ว คุณไม่ได้อ่านผิด คนให้มีทั้งในกลุ่มล่างสุดและบนสุดของบันไดความสำเร็จ ในขณะที่คนเอาและคนแลกเปลี่ยนส่วนใหญ่อยู่ตรงกลาง
ทำไมคนให้ถึงล้มเหลว?
คนให้บางคนล้มเหลวเพราะ:
1. ถูกเอาเปรียบ – เหมือนเรื่องของ Peter Audet นักขายประกันที่ใจดีมาก เขาช่วยลูกค้าทำเคลมประกันแม้จะไม่ได้ค่าคอมมิชชั่นเพิ่ม แต่เวลาลูกค้าเหล่านั้นต้องการซื้อประกันใหม่ กลับไปหาตัวแทนคนอื่นที่ให้ราคาถูกกว่า ผลคือ Peter ทำงานหนักแต่ได้เงินน้อย
2. ไม่รู้จักปฏิเสธ – พวกเขายอมรับงานทุกอย่างที่คนอื่นมอบหมาย จนไม่มีเวลาทำงานสำคัญของตัวเอง
3. เสียสละตัวเองมากเกินไป – จนไม่เหลือแรงใจและทรัพยากรให้ตัวเองพัฒนา
แล้วทำไมคนให้บางคนถึงประสบความสำเร็จมากที่สุด?
คำตอบคือ คนให้ที่ประสบความสำเร็จเป็น “คนให้แบบฉลาด” (Otherish Givers) ไม่ใช่ “คนให้แบบเสียสละ” (Selfless Givers)
คนให้แบบฉลาดมีคุณสมบัติพิเศษ:
1. สร้างเครือข่ายที่แข็งแกร่ง – เมื่อคุณช่วยเหลือคนอื่นโดยไม่คาดหวังผลตอบแทน คนเหล่านั้นจะจำคุณไว้ และเมื่อมีโอกาสดีๆ พวกเขาจะนึกถึงคุณก่อนใคร
2. มีชื่อเสียงที่ดี – คนให้จะมีชื่อเสียงว่าเป็นคนที่เชื่อถือได้ ทำให้ได้โอกาสมากกว่า
3. เก่งการสื่อสาร – พวกเขาใช้เทคนิค “การสื่อสารแบบไร้อำนาจ” คือแทนที่จะโอ้อวดหรือสั่งการ จะถามคำถามและขอคำแนะนำ ทำให้คนอื่นรู้สึกสำคัญและต้องการช่วยเหลือ
ตัวอย่างคนให้ที่ประสบความสำเร็จ
Abraham Lincoln – ประธานาธิบดีผู้ให้อภัย
Lincoln เป็นตัวอย่างคลาสสิกของคนให้ แม้ว่าคู่แข่งทางการเมืองจะโจมตีเขาอย่างรุนแรง แต่เมื่อเขาได้เป็นประธานาธิบดี กลับแต่งตั้งคู่แข่งเหล่านั้นเข้าไปอยู่ในคณะรัฐมนตรี เขาเชื่อว่าการให้อภัยและการรวมพลังคนเก่งจะทำให้ประเทศเข้มแข็งขึ้น
Adam Rifkin – ราชาแห่งการเชื่อมต่อ
Rifkin ถูก Forbes ยกย่องว่าเป็น “คนที่มีการเชื่อมต่อมากที่สุดในซิลิคอนแวลลีย์” ไม่ใช่เพราะเขาร่ำรวย แต่เพราะเขาช่วยเหลือคนอื่นมานาน เขามีหลักการง่ายๆ คือใช้เวลา 5 นาทีต่อวันช่วยเหลือคนอื่นโดยไม่คาดหวังผลตอบแทน
ตัวอย่างเช่น เมื่อมีนักศึกษาส่งอีเมลมาขอคำแนะนำ เขาจะตอบทุกฉบับ หรือเมื่อเพื่อนต้องการหางาน เขาจะแนะนำให้โดยไม่หวังค่าตอบแทน เวลาผ่านไป คนที่เขาเคยช่วยเหลือกลายเป็น CEO, นักลงทุน และผู้บริหารระดับสูง พวกเขาจึงส่งโอกาสดีๆ กลับมาให้เขาอย่างต่อเนื่อง
ข้าราชการไฟฟ้าฟ้าผ่า
ในภาครัฐที่โครงสร้างราชการค่อนข้างแข็ง มีข้าราชการคนหนึ่งที่ถูกโยกย้ายไปทำงานต่างจังหวัด เธอกังวลเรื่องการปรับตัว แต่แทนที่จะเอาแต่ใจ เธอกลับอาสาช่วยเหลืองานต่างๆ ที่เพื่อนร่วมงานใหม่ต้องการ
ไม่นาน เธอได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าแผนก แม้จะอายุน้อยกว่าคนอื่น เพราะทุกคนเห็นถึงการทุ่มเทและความเอาใจใส่ของเธอ เธอไม่ได้เรียกร้องตำแหน่ง แต่ตำแหน่งกลับมาหาเธอเอง
เทคนิคการเป็น “ผู้ให้แบบฉลาด”
1. กฎ 5 นาที
เริ่มต้นง่ายๆ ด้วยการใช้เวลา 5 นาทีต่อวันช่วยเหลือคนอื่น อาจเป็นการตอบคำถามในกลุ่มไลน์ออฟฟิศ การแนะนำคนให้รู้จักกัน หรือการแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์
2. การสื่อสารแบบไร้อำนาจ
แทนที่จะพูดแบบ “ผมคิดว่า…” ลองเปลี่ยนเป็น “คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้?” หรือ “ผมอยากขอคำแนะนำครับ” การให้อำนาจแก่คนอื่นในการสนทนาจะทำให้พวกเขารู้สึกสำคัญและต้องการช่วยเหลือเรา
ตัวอย่าง: ผู้หญิงคนหนึ่งในบริษัท Fortune 500 ต้องย้ายไปทำงานเมืองอื่น และกำลังจะเลิกเรียน MBA แต่เธอไปขอคำแนะนำจากหัวหน้าแผนกแทน ผลคือ บริษัทจัดให้เธอเรียนต่อแบบออนไลน์ได้
3. การให้แบบมีกลยุทธ์
ไม่ใช่ให้ทุกคนทุกอย่าง แต่เลือกให้คนที่:
- มีการตอบสนองที่ดี
- ไม่เอาเปรียบความดีของเรา
- มีศักยภาพที่จะเติบโต
4. การป้องกันการหมดไฟ
ความจริงแล้ว คนให้ไม่หมดไฟเพราะให้มากเกินไป แต่หมดไฟเพราะ ให้แล้วไม่เห็นผลลัพธ์ ดังนั้นให้เลือกช่วยในเรื่องที่เราเก่งจริง และติดตามผลว่าการช่วยเหลือของเรามีประโยชน์หรือไม่
5. หากฎ 100 ชั่วโมง
การวิจัยพบว่า การอาสาสมัคร 2 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ (ประมาณ 100 ชั่วโมงต่อปี) จะเพิ่มความสุขในชีวิต แต่ถ้าทำเกิน 100 ชั่วโมงต่อปี กลับจะลดความสุข
อุปสรรคที่คนให้ต้องเจอ และวิธีแก้ไข
ปัญหา: ถูก Taker เอาเปรียบ
วิธีแก้: เรียนรู้วิธีการรับมือ Taker
- สังเกตว่าเขาปฏิบัติกับคนที่มีอำนาจน้อยกว่าอย่างไร
- ดูว่าเขาใช้คำสรรพนามแบบไหน คนเอามักใช้ “ฉัน” “ผม” มากกว่า “เรา” “พวกเรา”
- สังเกตการแสดงออกทางสีหน้า คนเอามักจะแสดงอารมณ์ปลอม
ปัญหา: ไม่รู้จักปฏิเสธ
วิธีแก้: เรียนรู้การตั้งขอบเขต
- กำหนดเวลาที่จะช่วยเหลือคนอื่นให้ชัดเจน เช่น วันจันทร์-พุธ เท่านั้น
- บอกว่า “ช่วงนี้งานเยอะ ไว้สัปดาหน์หน้าคุยกันใหม่นะ”
- เสนอทางเลือกอื่น เช่น “ผมช่วยไม่ได้ แต่คุณลองถามคุณ A ดูนะ”
ปัญหา: รู้สึกว่าไม่ได้ผลตอบแทน
วิธีแก้: มองให้เห็นผลในระยะยาว
- เก็บบันทึกการช่วยเหลือและผลลัพธ์
- เชื่อมต่อกับคนที่เคยช่วยเหลืออย่างสม่ำเสมอ
- อย่าคาดหวังผลตอบแทนทันที
การสร้างวัฒนธรรม “การให้” ในองค์กร
สำหรับผู้บริหาร มีหลายวิธีในการส่งเสริมให้คนในองค์กรเป็นคนให้:
1. ระบบการให้รางวัล
ไม่ใช่แค่ยกย่องคนที่ทำผลงานเด่นเท่านั้น แต่ยกย่องคนที่ช่วยเหลือคนอื่นด้วย เช่น รางวัล “Helping Hand of the Month”
2. การสร้างแพลตฟอร์มแชร์ความรู้
สร้างระบบที่คนสามารถขอความช่วยเหลือและให้ความช่วยเหลือได้ง่าย เช่น Slack channel สำหรับถาม-ตอบ
3. โปรแกรม Mentoring
จับคู่คนเก่ากับคนใหม่ ให้คนเก่าได้ถ่ายทอดความรู้และได้ความสุขจากการช่วยเหลือ
บทเรียนสำคัญ
การเป็นผู้ให้ในโลกปัจจุบันไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องเป็นไปไม่ได้ ตัวอย่างจากโซเชียลมีเดียที่เราเห็นกัน:
ผู้ให้: ครีเอเตอร์ที่แชร์ความรู้ฟรีๆ สอนทักษะต่างๆ โดยไม่คิดเงิน ในระยะยาวพวกเขาสร้าง personal brand ที่แข็งแกร่ง มีผู้ติดตามที่ภักดี และมีโอกาสทำเงินจากการให้คำปรึกษา หรือขายคอร์สออนไลน์
คนเอา: ครีเอเตอร์ที่คิดแต่จะหาเงิน โฆษณาเยอะ เก็บเนื้อหาดีๆ ไว้ขาย ผู้ติดตามมักจะหนีไป เพราะรู้สึกว่าถูกเอาเปรียบ
ความแตกต่างชัดเจนมาก คนให้สร้างความเชื่อใจก่อน ความสำเร็จตามมาทีหลัง คนเอาต้องการความสำเร็จทันที แต่กลับไม่มีรากฐานที่มั่นคง
การให้คือการลงทุนระยะยาว
หนังสือ “Give and Take” ไม่ได้สอนให้เราเป็นคนใจดีแบบโง่เขลา แต่สอนให้เราเป็น “คนให้แบบฉลาด” ที่รู้จักช่วยเหลือผู้อื่นอย่างมีกลยุทธ์
การให้ไม่ใช่การแสดงความอ่อนแอ แต่เป็นการลงทุนในอนาคตของตัวเอง เพราะในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว คนที่มีเครือข่ายแข็งแกร่งและชื่อเสียงดี จะยืนหยัดได้นานกว่าคนที่มีแค่ความสามารถเพียงอย่างเดียว
ดังที่ Adam Grant กล่าวไว้: “การสำเร็จไม่ได้มาจากการปีนบันไดให้เร็วที่สุด แต่มาจากการช่วยให้คนอื่นปีนขึ้นไปด้วยกัน”
เริ่มต้นง่ายๆ วันนี้ ใช้เวลา 5 นาทีช่วยเหลือคนรอบตัว ไม่ต้องคาดหวังผลตอบแทน แค่นั้นเอง คุณอาจจะประหลาดใจว่า ในระยะยาว การช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ จะกลายเป็นกุญแจสำคัญที่เปิดประตูแห่งความสำเร็จให้กับคุณได้อย่างไร
จำไว้ว่า: ในโลกที่เต็มไปด้วยคนเอา คนให้ที่ฉลาดจะโดดเด่นและประสบความสำเร็จกว่าใครๆ เพราะความหายากของความดีในโลกนี้ ทำให้คนดีมีค่ามากขึ้นเรื่อยๆ
#hrรีพอร์ต
Leave a comment