ลองนึกภาพดูว่า ถ้าชีวิตเป็นเกม คุณจะเล่นแบบไหน? เล่นเพื่อชนะ หรือเล่นเพื่อให้เกมดำเนินต่อไป?

Simon Sinek ผู้เขียนหนังสือ “The Infinite Game” ได้ตั้งคำถามนี้ขึ้นมา และทำให้เราได้มองโลกในมุมใหม่ที่น่าสนใจมาก ผ่านแนวคิดเรื่อง “เกมจำกัด” และ “เกมไม่จำกัด” ที่จะเปลี่ยนวิธีคิดของเราไปตลกดกาล

เกมสองแบบ

เมื่อหลายปีก่อน มีบริษัทเทคโนโลยีใหญ่สองแห่งที่มีวิธีการแข่งขันแตกต่างกันมาก

บริษัทแรกมุ่งเน้นการทำลายคู่แข่ง พยายามชนะทุกการแข่งขัน และวัดความสำเร็จจากยอดขายในแต่ละไตรมาส พนักงานถูกกดดันให้ทำผลงานระยะสั้น บรรยากาศในบริษัทเต็มไปด้วยความกลัว เพราะใครที่ทำผลงานไม่ดีจะถูกไล่ออก

บริษัทที่สองกลับคิดต่าง พวกเขามีเป้าหมายใหญ่คือ “ทำให้โลกเป็นที่ดีกว่าเดิม” แทนที่จะมุ่งทำลายคู่แข่ง พวกเขากลับมองคู่แข่งเป็นแรงบันดาลใจในการพัฒนาตัวเอง พนักงานได้รับการสนับสนุนให้ทดลอง ล้มเหลว และเรียนรู้ บริษัทนี้เติบโตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

อะไรคือความแตกต่าง? บริษัทแรกเล่น “เกมจำกัด” ส่วนบริษัทที่สองเล่น “เกมไม่จำกัด”

เกมที่จบ vs เกมที่ไม่มีวันจบ

เกมที่จบ (Finite Game) เหมือนการแข่งฟุตบอล มีกฎที่ชัดเจน 90 นาที มีผู้ชนะและผู้แพ้ เมื่อเวลาหมด เกมจบ ทุกคนรู้ว่าใครชนะ

ตัวอย่างของเกมที่จบ:

  • การสอบเข้ามหาวิทยาลัย (มีวันสอบที่แน่นอน มีคนสอบผ่านและตก)
  • การแข่งขันกีฬาโอลิมปิก (มีวันเริ่ม-จบ มีเหรียญทอง ทองแดง)
  • การเลือกตั้ง (มีวันเลือกตั้ง มีผู้ชนะและผู้แพ้)

เกมไม่จำกัด (Infinite Game) เหมือนการเลี้ยงดูลูก ไม่มีจุดจบที่แน่นอน ไม่มีผู้ชนะผู้แพ้ เป้าหมายคือทำให้ “เกม” ดำเนินต่อไป

ตัวอย่างของเกมที่ไม่มีวันจบ:

  • การดำเนินธุรกิจ (ไม่มีวันจบที่แน่นอน เป้าหมายคือดำรงอยู่และเติบโตต่อไป)
  • การเลี้ยงลูก (เป้าหมายคือให้ลูกเติบโตเป็นคนดี ไม่ใช่ “ชนะ” ลูค)
  • การศึกษา (เรียนเพื่อความรู้ ไม่ใช่เพื่อจบการศึกษาแล้วหยุด)
  • การแต่งงาน (เป้าหมายคือมีความสุขร่วมกันไปตลอดชีวิต)

เอากฎเกมที่จบมาใช้กับเกมที่ไม่มีวันจบ

Sinek เล่าเรื่องของบริษัทรถยนต์ขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง ที่เคยเป็นผู้นำตลาดมายาวนาน แต่เมื่อเจอวิกฤต พวกเขาตัดสินใจไล่พนักงานออกหลักหมื่นคน เพื่อรักษาผลกำไรระยะสั้น

ในขณะเดียวกัน มีบริษัทรถยนต์อีกแห่งที่เจอปัญหาเดียวกัน แต่พวกเขาเลือกที่จะลดเงินเดือนผู้บริหาร ใช้เงินสำรองช่วยเหลือพนักงาน และใช้ช่วงนี้เป็นโอกาสในการพัฒนาทักษะให้พนักงาน

ผลลัพธ์? บริษัทแรกแม้จะรอดพ้นวิกฤตได้ แต่สูญเสียความไว้วางใจจากพนักงาน ส่วนบริษัทที่สองกลับมาแข็งแกร่งกว่าเดิม เพราะพนักงานรู้สึกว่าบริษัทห่วงใยพวกเขาจริงๆ

นี่คือตัวอย่างของการใช้ “ความคิดแบบเกมจำกัด” กับสถานการณ์ที่เป็น “เกมไม่จำกัด”

5 เสาหลักของ Infinite Mindset

1. Just Cause – เป้าหมายยิ่งใหญ่ที่ไม่มีวันจบ

Walt Disney ไม่ได้แค่สร้างหนังการ์ตูน แต่เขามีเป้าหมายใหญ่คือ “สร้างความสุขให้ผู้คน” เป้าหมายนี้ไม่มีวันจบ ไม่มีวันที่เราจะพูดได้ว่า “เอาล่ะ เราสร้างความสุขให้คนเพียงพอแล้ว”

Steve Jobs ของ Apple ก็เช่นกัน เขาไม่ได้แค่ขายคอมพิวเตอร์ แต่เขามีเป้าหมายที่จะ “ทำให้เทคโนโลยีใช้งานง่ายและสวยงามสำหรับทุกคน” นี่คือเหตุผลที่ Apple ยังคงสร้างสรรค์และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

Just Cause ที่ดีต้อง:

  • ใหญ่กว่าตัวเราและองค์กรเรา
  • เป็นสิ่งที่ทำให้คนอยากมีส่วนร่วม
  • ไม่มีวันจบสิ้น
  • เป็นประโยชน์ต่อสังคม

2. Trusting Teams – ทีมที่ไว้ใจกัน

ลองนึกภาพทีมงานที่ทุกคนกลัวจะทำผิด กลัวจะถูกตำหนิ กลัวจะแสดงความคิดเห็น ทีมแบบนี้จะทำงานได้ดีไหม?

ตรงข้ามกับทีมที่ทุกคนรู้สึกปลอดภัย กล้าพูดความจริง กล้าทดลองสิ่งใหม่ๆ กล้าล้มเหลวแล้วลุกขึ้นมาใหม่ ทีมแบบไหนจะสร้างสรรค์และประสบความสำเร็จมากกว่า?

Google มีนโยบาย “20% time” ที่ให้พนักงานใช้เวลา 20% ทำโปรเจ็กต์ส่วนตัวที่สนใจ แม้มันจะล้มเหลวก็ไม่เป็นไร Gmail, Google News และ AdSense เกิดขึ้นจากนโยบายนี้

การสร้าง Trusting Teams ต้อง:

  • สร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย
  • ยอมรับความผิดพลาดเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้
  • เปิดใจรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง
  • สนับสนุนการทดลองและการสร้างสรรค์

3. Worthy Rival – คู่แข่งที่น่าเคารพ

ในกีฬา Rafael Nadal และ Roger Federer เป็นคู่แข่งกันมายาวนาน แต่พวกเขาเคารพซึ่งกันและกัน การที่มี Nadal ทำให้ Federer เล่นได้ดีขึ้น และในทางกลับกัน

ในโลกธุรกิจ McDonald’s และ Burger King แข่งขันกันแต่ก็ช่วยกันพัฒนาอุตสาหกรรมฟาสต์ฟู้ด Apple และ Samsung แม้จะเป็นคู่แข่ง แต่ก็ผลักดันให้เทคโนโลยีสมาร์ทโฟนพัฒนาไปข้างหน้า

คู่แข่งที่ดีไม่ใช่ศัตรูที่ต้องกำจัด แต่เป็น:

  • แรงบันดาลใจให้เราพัฒนาตัวเอง
  • กระจกที่ส่องให้เห็นจุดอ่อนของเรา
  • เป้าหมายที่ทำให้เรามีแรงจูงใจพัฒนา

4. Existential Flexibility – ความยืดหยุ่นในการดำรงอยู่

Netflix เริ่มต้นเป็นบริษัทให้เช่า DVD ทางไปรษณีย์ แต่เมื่อเทคโนโลยี streaming เข้ามา พวกเขากล้าทิ้งธุรกิจเดิมที่ยังทำกำไรได้ เพื่อก้าวไปสู่อนาคต วันนี้ Netflix เป็นผู้นำ streaming ทั่วโลก

Amazon เริ่มขายหนังสือออนไลน์ แต่วันนี้พวกเขาขายทุกอย่าง มีบริการ cloud computing และแม้แต่ผลิตซีรีส์

Nokia เคยเป็นผู้นำมือถือ แต่เมื่อ smartphone เข้ามา พวกเขาไม่ยอมเปลี่ยน ผลคือถูกแซงหน้าจนตกออกจากตลาด

Existential Flexibility หมายถึง:

  • กล้าเปลี่ยนแปลงวิธีการเมื่อจำเป็น
  • ยึดติดกับเป้าหมายใหญ่ แต่ยืดหยุ่นในวิธีการ
  • มองอนาคตและเตรียมความพร้อม
  • ไม่หลงใหลกับความสำเร็จในอดีต

5. Courage to Lead – ความกล้าในการเป็นผู้นำ

ปี 2008 เมื่อโลกเจอวิกฤตการเงิน Southwest Airlines ตัดสินใจไม่ไล่พนักงานออก แม้จะสูญเสียกำไร ผู้บริหารลดเงินเดือนตัวเอง แต่รักษาพนักงานไว้ครบ เมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัว Southwest กลับมาแข็งแกร่งกว่าเดิม เพราะมีทีมงานที่ซื่อสัตย์

ความกล้าในการเป็นผู้นำ ต้อง:

  • กล้าทำสิ่งที่ถูกต้อง แม้จะไม่ได้รับความนิยม
  • กล้าเสียสละในระยะสั้นเพื่อประโยชน์ระยะยาว
  • กล้าตัดสินใจที่ยาก
  • ใส่ใจคนมากกว่าผลกำไร

ตัวอย่าง

ในครอบครัว

พ่อแม่ที่คิดแบบ Finite จะเลี้ยงลูกเพื่อ “ชนะ” ลูกคนอื่น ให้ลูกเรียนพิเศษเยอะๆ เพื่อได้เกรดดี แข่งขันกับเพื่อน

พ่อแม่ที่คิดแบบ Infinite จะเลี้ยงลูกเพื่อให้ลูกเติบโตเป็นคนดี มีความสุข และเตรียมพร้อมสำหรับชีวิตข้างหน้า แม้จะต้องเสียเวลาและความอดทนมากกว่า

ในการศึกษา

นักเรียนที่คิดแบบ Finite เรียนเพื่อสอบผ่าน เอาคะแนนดี เมื่อสอบเสร็จก็ลืมไปหมด

นักเรียนที่คิดแบบ Infinite เรียนเพื่อความรู้ เพื่อพัฒนาตัวเอง การเรียนไม่จบเมื่อจบการศึกษา แต่เรียนรู้ตลอดชีวิต

ในการทำงาน

พนักงานที่คิดแบบ Finite ทำงานเพื่อเงินเดือน เพื่อตำแหน่ง เพื่อชนะเพื่อนร่วมงาน

พนักงานที่คิดแบบ Infinite ทำงานเพื่อพัฒนาตัวเอง เพื่อสร้างคุณค่าให้องค์กร เพื่อเป้าหมายใหญ่ที่ตัวเองเชื่อมั่น

อุปสรรคในการเปลี่ยนมุมมอง

1. แรงกดดันจากสังคม

สังคมเราให้รางวัลคนที่ “ชนะ” การแข่งขัน คะแนนสอบสูง เงินเดือนเยอะ ตำแหน่งสูง การเปลี่ยนไปคิดแบบ Infinite ต้องใช้ความกล้าไปขัดกระแส

2. ความไม่แน่นอน

เกม Finite มีเป้าหมายชัดเจน วัดผลได้ง่าย ส่วนเกม Infinite ต้องอาศัยความอดทนและศรัทธาในระยะยาว

3. การเปลี่ยนแปลงนิสัย

คนเรามักติดกับวิธีคิดเดิม การเปลี่ยนไปคิดแบบ Infinite ต้องใช้เวลาและการฝึกฝน

จุดเริ่มต้น

สำหรับตัวเรา

  1. หา Just Cause ของตัวเอง – เราอยากทำอะไรที่ใหญ่กว่าตัวเรา?
  2. มองคู่แข่งเป็นแรงบันดาลใจ – เขาทำอะไรดีที่เราเรียนรู้ได้?
  3. พัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง – ไม่หยุดเรียนรู้
  4. สร้างความสัมพันธ์ที่ไว้วางใจได้

สำหรับองค์กร

  1. กำหนดเป้าหมายใหญ่ที่ทุกคนเชื่อมั่น
  2. สร้างวัฒนธรรมที่ปลอดภัยสำหรับการทดลอง
  3. ลงทุนกับคนระยะยาว ไม่ใช่แค่ผลกำไรระยะสั้น
  4. เตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลง

สรุป

หนังสือ “The Infinite Game” ไม่ได้สอนเราให้เลิกแข่งขัน แต่สอนให้เราเข้าใจว่าการแข่งขันที่แท้จริงคือการแข่งขันกับตัวเราเมื่อวาน

เมื่อเราเปลี่ยนมาคิดแบบ Infinite Mindset เราจะพบว่า:

  • เราได้รับความสุขจากกระบวนการ ไม่ใช่แค่ผลลัพธ์
  • เราพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง
  • เราสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน
  • เราสร้างคุณค่าให้สังคมในระยะยาว

Simon Sinek ปิดท้ายหนังสือด้วยข้อความที่น่าคิด: “ในเกมจำกัด เราเล่นเพื่อชนะ ในเกมไม่จำกัด เราเล่นเพื่อให้เกมดำเนินต่อไป”

ชีวิตเรา ครอบครัวเรา งานของเรา สังคมของเรา ล้วนเป็น “เกมไม่จำกัด” ทั้งสิ้น คำถามคือ เราจะเล่นเกมนี้อย่างไร?

เมื่อเราเข้าใจและนำหลักการนี้ไปใช้ เราจะพบว่าชีวิตมีความหมายมากขึ้น เราไม่ได้เพียงแค่ “รอดชีวิต” หรือ “ชนะ” ในแต่ละวัน แต่เราได้ “เติบโต” และ “สร้างคุณค่า” ไปพร้อมๆ กับการใช้ชีวิต

และนั่นคือ เกมที่ไม่มีวันจบ ที่เราทุกคนได้เป็นผู้เล่น

#hrรีพอร์ต

Posted in

Leave a comment