เมื่อชีวิตดูไร้จุดหมาย
ลองนึกภาพว่าเราตื่นขึ้นมาทุกเช้า ไปทำงาน กลับบ้าน นอน แล้วทำซ้ำเป็นวงจรเดิม ๆ วันแล้ววันเล่า หลายคนอาจรู้สึกว่าชีวิตของตัวเองเหมือนรถไฟที่วิ่งไปเรื่อย ๆ โดยไม่รู้ว่าจะไปหยุดที่สถานีไหน หรือทำไมถึงต้องขึ้นรถไฟคันนี้
Simon Sinek นักเขียนและนักพูดชื่อดัง เคยผ่านช่วงเวลาแบบนี้มาก่อน เขาเล่าว่าช่วงหนึ่งในชีวิต เขารู้สึกหลงทาง ไม่มีแรงบันดาลใจในการทำงาน แม้จะประสบความสำเร็จในเชิงธุรกิจ แต่ภายในกลับว่างเปล่า จนกระทั่งวันหนึ่ง เขาค้นพบสิ่งที่เขาเรียกว่า “ทำไม” (WHY) ของชีวิต
การค้นพบนี้ไม่เพียงเปลี่ยนชีวิตของ Simon เท่านั้น แต่ยังกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้คนทั่วโลกนับล้าน ผ่านการบรรยาย TED Talk ที่มีผู้ชมมากที่สุดอันดับต้น ๆ และหนังสือ “Find Your Why” ที่เขาเขียนร่วมกับ David Mead และ Peter Docker
ความหมายที่แท้จริงของ “ทำไม(Why)”
“ทำไม” ไม่ใช่คำถามธรรมดา ๆ ที่เราถามเด็ก แต่เป็นแก่นแท้ของการดำรงอยู่ มันคือจุดประสงค์ สาเหตุ หรือความเชื่อพื้นฐานที่เป็นแรงขับเคลื่อนทุกสิ่งที่เราทำ
Simon อธิบายว่า “ทำไม” มีลักษณะสำคัญ 3 ประการ:
- เกี่ยวข้องกับทั้งชีวิตส่วนตัวและการทำงาน – มันไม่ใช่สิ่งที่แยกออกจากกัน
- ไม่เปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา – เป็นสิ่งที่ติดตัวเรามาตั้งแต่เกิด
- เกี่ยวข้องกับการเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ใหญ่กว่าตัวเรา – ไม่ใช่เพื่อตัวเราคนเดียว
ตัวอย่างของ Simon เอง: “เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้คนอื่นทำสิ่งที่สร้างแรงบันดาลใจให้พวกเขา เพื่อที่เราจะร่วมมือกันเปลี่ยนโลกได้”
วงกลมทองคำ: เครื่องมือเข้าใจตัวเอง
Simon นำเสนอแนวคิด “วงกลมทองคำ” (Golden Circle) ที่ประกอบด้วย 3 วงซ้อนกัน:
วงนอกสุด – “อะไร” (WHAT): สิ่งที่เราทำ เช่น งานที่ทำ ผลิตภัณฑ์ที่ขาย บริการที่ให้ วงกลาง – “อย่างไร” (HOW): วิธีการทำ กระบวนการ วิธีคิดที่ทำให้เราแตกต่าง วงใน – “ทำไม” (WHY): จุดประสงค์ ความเชื่อ เหตุผลที่เราลุกขึ้นมาทำทุกเช้า
คนทั่วไปมักเริ่มคิดจากภายนอกเข้าข้างใน พวกเขาจะบอกว่า “เราทำอะไร อย่างไร และทำไม” แต่ผู้นำที่ยิ่งใหญ่จะคิดจากภายในออกข้างนอก “ทำไม อย่างไร และอะไร”
ตัวอย่างจากโลกจริง: Apple กับวงกลมทองคำ
ลองดูตัวอย่าง Apple:
- แบบคนทั่วไป: “เราทำคอมพิวเตอร์ที่ดีที่สุด มีดีไซน์สวย ใช้งานง่าย คุณอยากซื้อมั้ย?”
- แบบ Apple: “เราเชื่อว่าทุกสิ่งที่เราทำควรท้าทายสิ่งเดิม ๆ (ทำไม) เราท้าทายด้วยการคิดแตกต่าง ออกแบบสวยงาม ใช้งานง่าย (อย่างไร) และเผอิญว่าเราทำคอมพิวเตอร์ (อะไร) คุณอยากซื้อมั้ย?”
เห็นความแตกต่างมั้ย? Apple ไม่ได้ขายแค่คอมพิวเตอร์ พวกเขาขายความเชื่อ ขายการเป็นคนที่คิดแตกต่าง นี่คือเหตุผลที่ผู้คนยอมซื้อไอโฟนแพง ๆ ทั้งที่มีมือถือตัวอื่นที่ถูกกว่าและมีคุณสมบัติครบครันไม่แพ้กัน
การเดินทางสู่การค้นหา “ทำไม”
หนังสือ “Find Your Why” ไม่ใช่แค่ทฤษฎี แต่เป็นคู่มือปฏิบัติที่นำเราไปสู่การค้นพบจุดประสงค์ของตัวเอง กระบวนการนี้ประกอบด้วย 4 ขั้นตอนหลัก:
ขั้นตอนที่ 1: การเตรียมตัวและหาคู่หู
สิ่งแรกที่ต้องเข้าใจคือ เราไม่สามารถหา “ทำไม” ของตัวเองได้คนเดียว นี่เป็นข้อค้นพบสำคัญที่ Simon เน้นย้ำ เพราะเมื่อเราอยู่ในสถานการณ์ เรามักมองไม่เห็นภาพรวม
คู่หูที่เหมาะสมควรเป็น:
- เพื่อนที่เราไว้ใจและรู้จักกันมานาน
- คนที่พร้อมฟังและถามคำถามลึก ๆ
- ไม่ใช่คู่สมรส พ่อแม่ หรือคนในครอบครัว (เพราะอาจใกล้ชิดเกินไป)
- คนที่ไม่ตัดสินและให้กำลังใจ
ขั้นตอนที่ 2: การเล่าเรื่องราวจากอดีต
นี่คือหัวใจของกระบวนการ เราต้องขุดคุ้ยความทรงจำที่มีอารมณ์เข้มข้น โดยเฉพาะเรื่องราวที่ทำให้เรารู้สึกว่า “นี่แหละคือตัวจริงของเรา”
คำถามที่ช่วยกระตุ้นความทรงจำ:
1. ช่วงเวลาแห่งการให้: “มีเวลาไหนที่คุณช่วยคนอื่น แล้วรู้สึกดีจนอธิบายไม่ได้ รู้สึกว่าทำสิ่งที่มีความหมาย?”
ตัวอย่าง: นึกถึงอาจารยฺ์คนหนึ่งที่เล่าว่า เขาจำได้เสมอเมื่อตอนเป็นนักเรียน เขาชอบไปสอนเพื่อนที่เรียนไม่เก่ง เห็นเพื่อนเข้าใจแล้วยิ้มได้ เขามีความสุขมาก
2. วันที่ดีที่สุดในการทำงาน: “วันไหนที่คุณทำงานจนลืมเวลา และคิดว่า ‘จะทำฟรีก็ยอม’?”
ตัวอย่าง: โปรแกรมเมอร์คนหนึ่งเล่าว่า เขาจำได้วันที่ได้ช่วยทำระบบการเงินให้วิสาหกิจชุมชน ทำให้คุณยายขายผลไม้เก็บเงินได้ง่ายขึ้น เขานั่งเขียนโค้ดทั้งคืนโดยไม่รู้สึกเหนื่อย
3. ความสำเร็จที่ภูมิใจ: “อะไรคือความสำเร็จที่คุณภูมิใจที่สุด? และใครบ้างที่อยู่ข้าง ๆ คุณตอนนั้น?”
4. คนสำคัญในชีวิต: “ใครบ้างที่ช่วยสร้างคุณให้เป็นคนวันนี้? ครูบา อาจารย์ เพื่อน หรือคนในครอบครัว?”
ขั้นตอนที่ 3: การหาธีมและรูปแบบ
หลังจากเล่าเรื่องราวไปแล้วหลายเรื่อง คู่หูจะช่วยฟังและจดบันทึก แล้วช่วยหาสิ่งที่เหมือนกันในแต่ละเรื่อง อาจเป็น:
- ความรู้สึก: เช่น ความปลื้มปีติเมื่อเห็นคนอื่นประสบความสำเร็จ
- พฤติกรรม: เช่น ชอบรวบรวมคนมาทำงานร่วมกัน
- ค่านิยม: เช่น เชื่อว่าทุกคนมีศักยภาพที่ซ่อนอยู่
- ผลกระทบ: เช่น ทำให้คนอื่นมั่นใจในตัวเองมากขึ้น
ตัวอย่าง: หญิงสาวคนหนึ่งเล่าเรื่องราวหลายเรื่อง ตั้งแต่การช่วยเพื่อนแก้ปัญหาความรัก การประสานงานจัดงานเลี้ยงชั้นเรียน ไปจนถึงการเป็นคนกลางช่วยแก้ปัญหาในที่ทำงาน
คู่หูช่วยสังเกตว่า เธอมีความสุขที่สุดเมื่อเห็นคนอื่น “เชื่อมต่อ” กันได้ ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมต่อระหว่างคน ความคิด หรือโอกาส ธีมของเธอคือ “การสร้างสะพานเชื่อมต่อ”
ขั้นตอนที่ 4: การเขียนประโยค “ทำไม”
สุดท้าย เราต้องนำธีมที่ค้นพบมาเขียนเป็นประโยค “ทำไม” ตามรูปแบบนี้:
“เพื่อ _____________ เพื่อที่ _____________”
- ช่องว่างแรก: สิ่งที่เราให้กับโลก (Contribution)
- ช่องว่างที่สอง: ผลกระทบที่เกิดขึ้น (Impact)
ตัวอย่าง:
- หญิงสาวที่ชอบเชื่อมโยงกับคน: “เพื่อสร้างสะพานเชื่อมต่อผู้คน เพื่อที่ทุกคนจะได้พบโอกาสและความสัมพันธ์ที่ดี”
- อาจารย์: “เพื่อปลุกศักยภาพที่ซ่อนอยู่ในทุกคน เพื่อที่พวกเขาจะได้เติบโตและเปล่งประกายได้”
- โปรแกรมเมอร์: “เพื่อใช้เทคโนโลยีช่วยชีวิตคนธรรมดา เพื่อที่ทุกคนจะได้มีชีวิตที่สะดวกและมีคุณภาพมากขึ้น”
วิธีง่าย ๆ ที่ลองได้ที่บ้าน
หากยังไม่พร้อมทำกระบวนการเต็มรูปแบบ Simon แนะนำวิธีง่าย ๆ ที่เรียกว่า “Friend Exercise”
วิธีทำ:
- นั่งคุยกับเพื่อนสนิทที่ไว้ใจได้
- ถามเขาว่า “ทำไมเราถึงเป็นเพื่อนกัน?”
- อย่าปล่อยให้เขาตอบแค่ “เชื่อใจได้” หรือ “อยู่ด้วยกันสบาย”
- ให้เขาคิดลึกกว่านั้น “อะไรเฉพาะตัวฉันที่ทำให้เธอรู้สึกดี?”
- อดทนฟัง ให้เขาดิ้นรนหาคำตอบ
- จดบันทึกสิ่งที่เขาพูด
- ทำซ้ำกับเพื่อนคนอื่น ๆ
- เปรียบเทียบคำตอบที่ได้รับ จะเห็นรูปแบบที่คล้ายกัน
ตัวอย่างจริง: ชายหนุ่มคนหนึ่งได้รับคำตอบจากเพื่อนหลายคนว่า “คุณทำให้ฉันกล้าลองสิ่งใหม่” “คุณเป็นคนที่ผลักดันให้ฉันก้าวออกจาก comfort zone” “คุณเชื่อในศักยภาพของฉันมากกว่าตัวฉันเอง”
จากนั้นเขาเข้าใจว่า ทำไมของเขาคือ “เพื่อปลุกความกล้าหาญในคนอื่น เพื่อที่พวกเขาจะได้ไขความสามารถที่แท้จริงของตัวเอง”
เมื่อองค์กรมี “ทำไม” ที่ชัดเจน
หนังสือยังพูดถึงการหา “ทำไม” ระดับทีมและองค์กร ซึ่งต้องใช้กระบวนการ Workshop ที่เรียกว่า “Tribe WHY Discovery”
เรื่องของบริษัทเหล็ก
Simon เล่าประสบการณ์ที่เขานั่งข้างชายคนหนึ่งบนเครื่องบิน ชายคนนั้นทำธุรกิจผลิตเหล็กมานานกว่า 20 ปี ซึ่งฟังแล้วดูเป็นธุรกิจที่น่าเบื่อ
แต่เมื่อคุยลึกลงไป ปรากฏว่าชายคนนั้นมี “ทำไม” ที่ชัดเจน: “เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมให้คนรุ่นหลัง เพื่อที่เด็กหลานจะได้มีโลกที่ดีกว่านี้”
เขาจึงมุ่งเน้นผลิตเหล็กที่:
- ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ
- รีไซเคิลได้ง่าย
- ใช้พลังงานสะอาด
- มีกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
ด้วย “ทำไม” นี้ ธุรกิจเหล็กที่ดูธรรมดา ๆ กลายเป็นพันธกิจเพื่อโลก พนักงานมีแรงบันดาลใจ ลูกค้าเต็มใจจ่ายเงินมากกว่า และธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน
บริษัทที่สูญเสีย “ทำไม”
ในทางกลับกัน หลายบริษัทที่เติบโตขึ้นแล้วกลับหลง “ทำไม” ของตัวเอง พวกเขาเริ่มมุ่งเน้นที่ผลกำไร ส่วนแบ่งตลาด หรือการเป็นหมายเลขหนึ่ง แต่ลุ้มสิ่งที่ทำให้พวกเขาพิเศษตั้งแต่แรก
ผลลัพธ์คือ:
- พนักงานขาดแรงบันดาลใจ
- ลูกค้าเปลี่ยนไปใช้คู่แข่ง
- นวัตกรรมลดลง
- วัฒนธรรมองค์กรเสื่อมโทรม
ชีวิตหลังจากรู้จัก “ทำไม”
เมื่อเรารู้ “ทำไม” ของตัวเองแล้ว ชีวิตจะเปลี่ยนไปอย่างไร?
1. ความชัดเจนในการตัดสินใจ
“ทำไม” กลายเป็นเข็มทิศชี้ทาง ทุกครั้งที่ต้องเลือก เราจะถามตัวเองว่า “ทางเลือกนี้สอดคล้องกับ ทำไม ของเรามั้ย?”
ตัวอย่าง: หญิงสาวที่มี “ทำไม” เกี่ยวกับการเชื่อมต่อคน เมื่อมีข้อเสนองานสองตัวเลือก หนึ่งเป็น analyst ที่นั่งวิเคราะห์ตัวเลขคนเดียว อีกตัวเลือกเป็น coordinator ที่ต้องประสานงานหลายฝ่าย เธอเลือกงานหลังทันที เพราะมันสอดคล้องกับ “ทำไม” ของเธอ
2. พลังในการเผชิญความยากลำบาก
“ทำไม” เป็นแหล่งพลังงานไม่รู้จบ เมื่อเราเหนื่อยหรือท้อแท้ การนึกถึง “ทำไม” จะทำให้เรามีกำลังใจต่อสู้ต่อ
3. ความสามารถในการสร้างแรงบันดาลใจ
คนที่รู้ “ทำไม” ของตัวเองจะสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้คนอื่นได้ พวกเขาไม่ได้ขายสินค้าหรือบริการ แต่ขายความเชื่อ ขายวิสัยทัศน์
4. ความสุขและความพึงพอใจที่แท้จริง
Simon กล่าวไว้อย่างสวยงาม: “ความสุขมาจากสิ่งที่เราทำ แต่ความพึงพอใจลึกซึ้งมาจากเหตุผลที่เราทำมัน”
ความสุขเป็นความรู้สึกชั่วครั่าว แต่ความพึงพอใจคือสิ่งที่คงทน มันคือความแตกต่างระหว่างการ “ชอบ” กับการ “รัก”
อุปสรรคและข้อควรระวัง
1. ความไม่อดทน
หลายคนคิดว่าจะหา “ทำไม” ได้ในบ่ายเดียว แต่ความเป็นจริงคือ มันอาจต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์ หรือหลายเดือนในการขุดคุ้ย ไตร่ตรอง และปรับแต่ง
2. การทำคนเดียว
อย่าพยายามหา “ทำไม” ด้วยตัวเองคนเดียว เราต้องการมุมมองจากภายนอก คนอื่นมองเห็นสิ่งที่เราอาจมองข้าม
3. การคาดหวังคำตอบที่ “ยิ่งใหญ่”
“ทำไม” ไม่จำเป็นต้องฟังดูยิ่งใหญ่หรือเปลี่ยนแปลงโลก มันอาจเรียบง่าย เช่น “ทำให้คนยิ้มได้” หรือ “ช่วยให้คนอื่นรู้สึกปลอดภัย” สิ่งสำคัญคือมันต้องเป็นสิ่งที่เราเป็นจริง ๆ
4. ความกลัวว่าจะเหมือนคนอื่น
หลายคนกังวลว่า “ทำไม” ของตนจะฟังดูเหมือนคนอื่น แต่จริง ๆ แล้ว แม้คำพูดจะเหมือนกัน แต่วิธีการแสดงออกของแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน
สรุป
การค้นหา “ทำไม” ไม่ใช่จุดหมาย แต่เป็นการเดินทาง มันเป็นกระบวนการเรียนรู้ตัวเองอย่างต่อเนื่อง และการนำสิ่งที่ค้นพบมาใช้ในชีวิตประจำวัน
ใน “Find Your Why” Simon และทีมงานไม่ได้สัญญาว่าจะทำให้เราพบกับความสำเร็จในข้ามคืน แต่พวกเขาให้เครื่องมือที่จะช่วยให้เราเดินในเส้นทางที่มีความหมาย เส้นทางที่ทำให้เราตื่นขึ้นมาด้วยแรงบันดาลใจ ทำงานด้วยความมีจุดหมาย และนอนหลับด้วยความพึงพอใจ
สุดท้าย การรู้ “ทำไม” ไม่ใช่เพียงเพื่อตัวเราคนเดียว แต่เป็นของขวัญที่เราให้กับโลก เมื่อเราทำงานจาก “ทำไม” เราจะสร้างแรงบันดาลใจให้คนรอบข้าง พวกเขาจะเห็นแสงสว่างในดวงตาเรา ความกระตือรือร้นในการทำงาน และความรักที่มีต่อสิ่งที่ทำ
และใครรู้ บางทีแสงสว่างนั้นอาจจุดประกายให้คนอื่นค้นหา “ทำไม” ของพวกเขา
เรื่องราวที่สร้างแรงบันดาลใจ
กรณีที่ 1: จากวิศวกรเหงา ๆ สู่ผู้สร้างชุมชน
มาร์ค เป็นวิศวกรซอฟต์แวร์ที่ทำงานกับหน้าจอคอมพิวเตอร์มาหลายปี เขารู้สึกเหงาและขาดการเชื่อมต่อกับคนอื่น วันหนึ่งเขาตัดสินใจใช้กระบวนการหา “ทำไม” กับเพื่อนสนิท
ผ่านการเล่าเรื่องราวต่าง ๆ เขาค้นพบว่า เขามีความสุขที่สุดเมื่อได้ช่วยผู้คนแก้ปัญหาทางเทคนิค ไม่ใช่เพราะปัญหายากหรือซับซ้อน แต่เพราะเขาชอบที่เห็นคนอื่นจากสับสนกลายเป็นเข้าใจ จากติดขัดกลายเป็นก้าวหน้า
“ทำไม” ของเขา: “เพื่อช่วยให้ผู้คนเข้าใจเทคโนโลยี เพื่อที่พวกเขาจะได้ใช้มันสร้างสิ่งดี ๆ ในชีวิต”
หลังจากรู้ “ทำไม” แล้ว มาร์คเริ่มเปลี่ยนวิธีการทำงาน เขาเริ่มจัดกิจกรรม “Tech Talk” ในออฟฟิส เขียนบล็อกอธิบายเทคโนโลยีด้วยภาษาง่าย ๆ และเปิด workshop สอนโปรแกรมมิ่งให้เด็ก ๆ
วันนี้เขาเป็นหัวหน้าทีมที่ได้รับการยกย่องว่าสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ที่ดีที่สุดในบริษัท และเขายังเป็นผู้ก่อตั้ง coding bootcamp ที่ช่วยคนเปลี่ยนสายอาชีพมาเป็นโปรแกรมเมอร์
กรณีที่ 2: จากนักขายที่เครียด สู่ผู้สร้างความไว้วางใจ
ลิซ่า ทำงานขายประกันมา 5 ปี เธอประสบความสำเร็จในเชิงตัวเลข แต่รู้สึกไม่มีความสุข เธอเบื่อกับการต้อง “หลอก” ลูกค้าให้ซื้อสินค้าที่อาจไม่เหมาะกับพวกเขา
เมื่อทำกระบวนการหา “ทำไม” เธอนึกถึงช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุดในการทำงาน คือตอนที่ลูกค้าโทรมาขอบคุณหลังจากได้รับเงินจากประกัน เพราะมันช่วยชีวิตครอบครัวไว้ได้จริง ๆ
หรือตอนที่เธอแนะนำให้ลูกค้าคนหนึ่งไม่ซื้อประกันแพง ๆ เพราะไม่เหมาะกับฐานะการเงิน แต่ซื้อแบบที่ถูกกว่าแทน ลูกค้าคนนั้นกลับกลายเป็นคนที่แนะนำเพื่อนมาใช้บริการเธอมากที่สุด
“ทำไม” ของเธอ: “เพื่อปกป้องความฝันของผู้คน เพื่อที่พวกเขาจะได้มั่นใจว่าอนาคตจะปลอดภัย”
หลังจากนั้น ลิซ่าเปลี่ยนแนวทางการขาย เธอใช้เวลามากขึ้นในการฟังและเข้าใจความต้องการจริงของลูกค้า แม้จะหมายความว่ายอดขายอาจลดลงในระยะสั้น
แต่สิ่งน่าอัศจรรย์เกิดขึ้น ลูกค้าเริ่มไว้วางใจเธอมากขึ้น พวกเขาแนะนำเพื่อนญาติมาใช้บริการ ยอดขายของเธอกลับเพิ่มขึ้น และที่สำคัญกว่า เธอนอนหลับสบายทุกคืน
กรณีที่ 3: จากคุณหมอที่เหนื่อยล้า สู่ผู้รักษาจิตใจ
ดร.อมร เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่โรงพยาบาลใหญ่ เขาประสบความสำเร็จในอาชีพ แต่รู้สึกเหมือนเป็นแค่เครื่องจักรที่รักษาคนไข้ วันหนึ่งเขาเกือบจะลาออกเพราะ burnout
เมื่อทำกระบวนการหา “ทำไม” เขานึกถึงเรื่องราวหลายเรื่องที่ทำให้เขาเข้าใจว่า สิ่งที่เขาชอบที่สุดไม่ใช่การรักษาโรค แต่เป็นการเห็นความหวังกลับมาสู่ดวงตาของคนไข้และครอบครัว
เขาจำได้ตอนที่ผู้ป่วยมะเร็งร้ายร้องไห้ขอบคุณ ไม่ใช่เพราะหายป่วย แต่เพราะเขาใช้เวลาฟังและให้กำลังใจ ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกว่าไม่ได้ต่อสู้คนเดียว
“ทำไม” ของเขา: “เพื่อเป็นแสงสว่างในความมืดมิดของผู้คน เพื่อที่พวกเขาจะได้มีกำลังใจสู้ต่อไป”
ดร.อมรเริ่มเปลี่ยนแนวทางการรักษา เขาใช้เวลามากขึ้นกับผู้ป่วยแต่ละคน อธิบายอาการด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย ให้กำลังใจ และเปิดคลินิกให้คำปรึกษาจิตใจแก่ผู้ป่วยโรครื้นรัง
วันนี้เขาเป็นแพทย์ที่ได้รับความรักจากผู้ป่วยมากที่สุด และยังเป็นผู้เขียนหนังสือ “การรักษาด้วยหัวใจ” ที่ช่วยแพทย์คนอื่น ๆ ไม่ให้ burnout
การทำให้ “ทำไม” เป็นจริง
การหา “ทำไม” เป็นแค่จุดเริ่มต้น สิ่งสำคัญคือต้องนำมันมาปฏิบัติในชีวิตจริง
1. การเขียนทุกวัน (Daily Reflection)
ทุกเย็นก่อนนอน ให้ถามตัวเองสามคำถาม:
- วันนี้ฉันทำอะไรที่สอดคล้องกับ “ทำไม” ของฉันบ้าง?
- อะไรที่ทำให้ฉันรู้สึกผิดหวังหรือไม่สอดคล้องกับ “ทำไม”?
- พรุ่งนี้ฉันจะทำอย่างไรให้สอดคล้องกับ “ทำไม” มากขึ้น?
2. การตัดสินใจด้วย “ทำไม”
เมื่อต้องตัดสินใจเรื่องสำคัญ ให้ใช้ “ทำไม” เป็นเกณฑ์:
- งานใหม่นี้ช่วยให้ฉันทำตาม “ทำไม” ได้ดีขึ้นมั้ย?
- โปรเจคนี้สอดคล้องกับจุดประสงค์ของฉันมั้ย?
- การใช้เวลาแบบนี้คุ้มค่ากับ “ทำไม” ของฉันมั้ย?
3. การแบ่งปันกับคนอื่น
เล่า “ทำไม” ให้เพื่อน ครอบครัว หรือเพื่อนร่วมงานฟัง คุณจะแปลกใจว่าหลายคนจะให้กำลังใจและช่วยสร้างโอกาสให้คุณทำตาม “ทำไม” นั้น
4. การปรับแต่งและพัฒนา
“ทำไม” อาจไม่เปลี่ยน แต่วิธีการแสดงออกอาจเปลี่ยนไปตามประสบการณ์และการเรียนรู้ อย่ากลัวที่จะปรับแต่งถ้อยคำให้ตรงกับความรู้สึกมากขึ้น
ผลที่เกินคาด
สิ่งน่าอัศจรรย์ของการรู้ “ทำไม” คือ มันไม่เพียงเปลี่ยนตัวเราเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อคนรอบข้าง
การสร้างวัฒนธรรมใหม่
เมื่อผู้นำในองค์กรรู้ “ทำไม” ของตัวเองและองค์กร พวกเขาจะสร้างวัฒนธรรมการทำงานที่แตกต่าง พนักงานจะรู้สึกว่าการทำงานมีความหมาย ไม่ใช่แค่เพื่อเงินเดือน
การดึงดูดคนที่ใช่
คนที่มี “ทำไม” ชัดเจนจะดึงดูดคนที่มีค่านิยมใกล้เคียงกัน ทำให้ได้ทีมงาน เพื่อน หรือแม้แต่คู่ชีวิตที่เข้ากันได้จริง ๆ
การสร้างการเปลี่ยนแปลงที่กว้างขึ้น
หลายคนที่รู้ “ทำไม” แล้วกลายเป็นผู้เปลี่ยนแปลงในชุมชน พวกเขาไม่เพียงทำงานเพื่อตัวเอง แต่ทำเพื่อสิ่งที่ใหญ่กว่า
คำเชิญให้เริ่มต้น
หนังสือ “Find Your Why” ไม่ใช่แค่ทฤษฎี แต่เป็นคำเชิญให้เราเริ่มต้นการเดินทางสำคัญที่สุดในชีวิต: การค้นหาตัวเอง
Simon Sinek กล่าวไว้ว่า “เราทุกคนมีสิทธิ์ที่จะตื่นขึ้นมาด้วยแรงบันดาลใจ ปลอดภัยในที่ทำงาน และกลับบ้านด้วยความพึงพอใจ” นี่ไม่ใช่ความฝัน แต่เป็นสิ่งที่เป็นไปได้จริง
การเริ่มต้นง่าย ๆ:
- หาเพื่อนที่ไว้วางใจ
- กำหนดเวลาสักสองสามชั่วโมง
- เล่าเรื่องราวที่มีความหมายกับคุณ
- ฟังด้วยใจเปิด
- จดบันทึกสิ่งที่ค้นพบ
อย่าคาดหวังว่าจะได้คำตอบในครั้งแรก กระบวนการนี้เป็นเหมือนการขุดหาทองคำ บางทีต้องขุดลึก และอาจต้องขุดหลายที่ แต่เมื่อได้แล้ว มันจะเปลี่ยนทุกสิ่งในชีวิต
เพราะที่สุดแล้ว ชีวิตที่มีความหมายไม่ได้มาจากการมีเงินเยอะ มีตำแหน่งสูง หรือมีชื่อเสียง แต่มาจากการรู้ว่าทำไมเราถึงอยู่ที่นี่ และเราจะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่นี้ทำอะไรให้มีคุณค่า
การเดินทางสู่การค้นหา “ทำไม” เริ่มต้นได้ตั้งแต่วันนี้ คำถามคือ คุณพร้อมจะเริ่มแล้วหรือยัง?
#hrรีพอร์ต
Leave a comment