เมื่อหลายปีก่อน มีชายหนุ่มคนหนึ่งชื่อ Simon Sinek ยืนอยู่บนเวที TED และพูดประโยคหนึ่งที่ทำให้ผู้คนทั่วโลกต้องหยุดคิด เขาพูดว่า “คนเราไม่ซื้อในสิ่งที่คุณทำ แต่ซื้อในสิ่งที่คุณเชื่อ”
ประโยคง่ายๆ นี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของหนังสือที่เปลี่ยนแปลงวิธีคิดของผู้นำธุรกิจและองค์กรนับล้านคนทั่วโลก หนังสือ “Start with Why” ที่เล่าเรื่องง่ายๆ แต่ลึกซึ้งเกี่ยวกับความลับของผู้นำที่ยิ่งใหญ่
เรื่องเล่าจากคำถามง่ายๆ ที่ไม่ง่ายเลย
ทุกเรื่องราวดีๆ มักเริ่มต้นจากคำถาม และคำถามของ Sinek ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น เขาสงสัยว่า ทำไมบางคนหรือบางองค์กรถึงสามารถสร้างแรงบันดาลใจและประสบความสำเร็จได้มากกว่าคนอื่นๆ ที่มีความสามารถ ทรัพยากร และโอกาสไม่ต่างกันมากนัก?
เขายกตัวอย่างที่ทำให้คนฟังต้องนึกตาม ทำไม Apple ถึงสามารถขายคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ แท็บเล็ต และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ได้สำเร็จ ในขณะที่บริษัทอื่นๆ ที่มีเทคโนโลยีไม่ต่างกัน กลับไม่สามารถทำได้? ทำไม Wright Brothers สองพี่น้องช่างจักรยานจากเมืองเล็กๆ ถึงบินได้ก่อนทีมที่มีเงินทุน ความรู้ และการสนับสนุนจากรัฐบาลมากกว่า?
คำตอบที่ Sinek ค้นพบนั้นทั้งง่ายและซับซ้อนไปในเวลาเดียวกัน ผู้นำที่ยิ่งใหญ่ทุกคน เริ่มต้นด้วยการถาม “ทำไม” ก่อนเสมอ
แผนที่นำทางสู่ความสำเร็จ
Sinek เล่าต้นกำเนิดของ “Golden Circle” หรือวงกลมทองที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของหนังสือเล่มนี้ มันเป็นแค่สามวงกลมซ้อนกัน แต่ความหมายที่อยู่ข้างในลึกซึ้งมาก
วงในสุด คือ “WHY” (ทำไม) – นี่คือจุดประสงค์ ความเชื่อ หรือเหตุผลที่แท้จริงว่าทำไมองค์กรของเราถึงมีอยู่ มันไม่ใช่การทำกำไร เพราะกำไรคือผลลัพธ์ แต่ WHY คือสาเหตุ
วงกลาง คือ “HOW” (อย่างไร) – นี่คือวิธีการ กระบวนการ หรือสิ่งที่ทำให้ความเชื่อของเราเป็นจริง บางครั้งเรียกว่า “ข้อได้เปรียบเหนือคู่แข่ง” หรือ “คุณลักษณะเด่น”
วงนอกสุด คือ “WHAT” (อะไร) – นี่คือผลิตภัณฑ์หรือบริการที่เราขาย ทุกองค์กรรู้ว่าตัวเองขายอะไร แต่ไม่ใช่ทุกองค์กรที่รู้ว่าตัวเองมีอยู่เพื่ออะไร
สิ่งที่น่าสนใจคือ คนส่วนใหญ่จะสื่อสารจากนอกเข้าใน (What → How → Why) แต่ผู้นำที่สร้างแรงบันดาลใจได้จะทำตรงกันข้าม พวกเขาเริ่มจากใน (Why → How → What)
เรื่องเล่าของ Apple – บทเรียนจากการเริ่มต้นด้วย “ทำไม”
มาดูตัวอย่างที่เด็ดที่สุดของ Sinek นั่นคือ Apple ถ้า Apple สื่อสารแบบบริษัททั่วไป พวกเขาคงจะพูดว่า:
“เราทำคอมพิวเตอร์ที่ยอดเยี่ยมที่สุด ออกแบบได้สวยงาม ใช้งานง่าย และเป็นมิตรกับผู้ใช้ คุณอยากซื้อไหม?”
ฟังดูธรรมดาใช่ไหม? และน่าเบื่อด้วย แต่ Apple ไม่ได้พูดแบบนั้น พวกเขาพูดว่า:
“ทุกสิ่งที่เราทำ เราเชื่อในการท้าทายสิ่งเดิมๆ เราเชื่อในการคิดแตกต่าง วิธีที่เราท้าทายสิ่งเดิมๆ คือการทำผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบได้สวยงาม ใช้งานง่าย และเป็นมิตรกับผู้ใช้ และสิ่งที่เราทำคือคอมพิวเตอร์ คุณอยากซื้อไหม?”
รู้สึกแตกต่างไหม? ประโยคแรกพูดถึงคุณสมบัติ ประโยคที่สองพูดถึงความเชื่อ และนั่นทำให้ Apple ขายได้ไม่เพียงแค่คอมพิวเตอร์ แต่ยังขายโทรศัพท์ แท็บเล็ต และอุปกรณ์อื่นๆ ได้สำเร็จ
เพราะลูกค้าของ Apple ไม่ได้ซื้อคอมพิวเตอร์ พวกเขาซื้อ “ความเป็นคนที่คิดแตกต่าง” ซื้อ “การเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิวัติ” ซื้อ “อัตลักษณ์ของตัวเอง”
เรื่องของพี่น้อง Wright
อีกเรื่องที่ Sinek เล่าสนุกมากคือเรื่องของพี่น้อง Wright Brothers ในยุคต้นศตวรรษที่ 20 มีหลายทีมพยายามสร้างเครื่องบินคันแรกของโลก
ทีมที่ได้รับความสนใจมากที่สุดคือทีมของ Samuel Langley เขาได้รับทุนจากกระทรวงกลาโหมสหรัฐ 50,000 ดอลลาร์ (ในสมัยนั้นถือว่าเงินมหาศาล) เขามีทีมงานที่เก่งกาจ มีทรัพยากรสุดยอด และสื่อมวลชนติดตาม
ในขณะที่พี่น้อง Wright ไม่มีใครรู้จัก ไม่มีเงินทุน ไม่มีคนในทีม มีแค่ความกระตือรือร้นและความเชื่อหนึ่งข้อ พวกเขาเชื่อว่า ถ้าพวกเขาสามารถแก้ปัญหาการบินได้ มันจะเปลี่ยนโลก
Langley ต่างหาก เขาอยากรวย อยากดัง อยากมีชื่อเสียง เมื่อพี่น้อง Wright บินสำเร็จเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 1903 Langley ก็เลิกโปรเจคทันที เพราะเขาไม่ได้ทำเพื่อการบิน เขาทำเพื่อการชนะ
นี่คือความแตกต่างระหว่างการทำเพื่อ “อะไร” กับการทำเพื่อ “ทำไม”
วิทยาศาสตร์ของการตัดสินใจ – ทำไมเราถึงซื้อด้วยอารมณ์
Sinek ไม่ได้แค่เล่าเรื่อง เขายังอธิบายด้วยวิทยาศาสตร์ด้วย เขาเชื่อมโยงวงกลมทองกับโครงสร้างของสมองมนุษย์
สมองส่วน Neocortex (วงนอกสุด) เป็นส่วนที่คิดเชิงเหตุผล วิเคราะห์ข้อมูล และจัดการกับภาษา – นี่คือส่วนที่จัดการกับ “WHAT”
สมองส่วน Limbic (วงใน) เป็นส่วนที่จัดการกับความรู้สึก อารมณ์ และการตัดสินใจ แต่ไม่มีความสามารถในการใช้ภาษา – นี่คือส่วนที่จัดการกับ “WHY” และ “HOW”
เมื่อเราสื่อสารโดยเริ่มจาก “ทำไม” เราจะไปกระตุ้นสมองส่วนที่ควบคุมการตัดสินใจโดยตรง นั่นทำให้คนรู้สึกว่า “ใช่แล้ว นี่แหละสิ่งที่ฉันต้องการ” แม้ว่าพวกเขาจะอธิบายไม่ได้ว่าทำไม
นี่คือเหตุผลที่คนมักพูดว่า “ฉันตัดสินใจด้วยใจ” หรือ “สัญชาตญาณบอก” เพราะการตัดสินใจนั้นเกิดขึ้นในส่วนของสมองที่ไม่สามารถอธิบายด้วยคำพูดได้
กฎแห่งการแพร่กระจาย – ใครคือ 16% แรกที่สำคัญที่สุด
เรื่องที่น่าสนใจอีกเรื่องหนึ่งที่ Sinek เล่าคือเรื่องของ “Law of Diffusion of Innovation” หรือกฎแห่งการแพร่กระจายของนวัตกรรม
ในสังคมใดๆ ผู้คนจะแบ่งออกเป็น:
- Innovators (นักสร้างสรรค์) 2.5% – คนที่ชอบลองสิ่งใหม่ๆ เสมอ
- Early Adopters (ผู้ใช้งานต้นๆ) 13.5% – คนที่ยอมรับนวัตกรรมเร็ว
- Early Majority (กลุ่มแรกของคนส่วนใหญ่) 34% – คนที่จะซื้อถ้าคนอื่นซื้อแล้ว
- Late Majority (กลุ่มหลังของคนส่วนใหญ่) 34% – คนที่ซื้อเมื่อจำเป็น
- Laggards (คนที่ตามหลัง) 16% – คนที่ต่อต้านการเปลี่ยนแปลง
จุดเปลี่ยน (Tipping Point) เกิดขึ้นที่ประมาณ 15-18% ของตลาด กลุ่ม Innovators และ Early Adopters จะซื้อเพราะพวกเขาเชื่อในสิ่งที่คุณเชื่อ ส่วนกลุ่มอื่นๆ จะซื้อเพราะผลิตภัณฑ์มีประโยชน์
Martin Luther King Jr. ไม่ได้พูดว่า “ผมมีแผน” เขาพูดว่า “I Have a Dream” และในวันที่เขาให้สุนทรพจน์ 250,000 คนมาฟัง พวกเขาไม่ได้มาเพื่อเขา พวกเขามาเพื่อตัวเขาเอง เพื่อความเชื่อที่พวกเขามีร่วมกัน
เรื่องเล่าจากไทย – Central Group
มาดูตัวอย่างใกล้บ้านบ้าง Central Group เริ่มต้นจากร้านขายผ้าเล็กๆ ในย่านสำเพ็ง แต่วันนี้กลายเป็นกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่
Central ไม่ได้ขายแค่สินค้า พวกเขาขาย “วิถีชีวิตที่ดีกว่า” พวกเขาเชื่อว่าการซื้อสินค้าควรเป็นประสบการณ์ที่สนุกสนาน ห้างสรรพสินค้าควรเป็นพื้นที่แห่งความสุข ไม่ใช่แค่สถานที่ซื้อของ
นั่นทำให้พวกเขาสร้างได้ไม่เพียงแค่ห้างสรรพสินค้า แต่ยังสร้างโรงแรม ร้านอาหาร ซูเปอร์มาร์เก็ต และธุรกิจอื่นๆ เพราะลูกค้าซื้อ “วิถีชีวิต” ไม่ใช่ซื้อ “สินค้า”
เรื่องที่เศร้าของการสูญเสีย “ทำไม”
Sinek เล่าเรื่องเศร้าๆ ด้วยเรื่องของบริษัทที่เคยยิ่งใหญ่แต่ลืม “ทำไม” ของตัวเอง
Walmart เริ่มต้นด้วยความเชื่อ “ให้คนทั่วไปเข้าถึงสินค้าคุณภาพได้ในราคาที่ถูก” แต่วันนี้หลายคนมองว่า Walmart เป็นแค่ร้านขายของราคาถูก ที่ไม่ใส่ใจพนักงานและชุมชน
Microsoft เริ่มต้นด้วยความเชื่อ “คอมพิวเตอร์ควรอยู่บนโต๊ะทำงานทุกคน ในบ้านทุกหลัง” แต่วันนี้หลายคนมองว่า Microsoft เป็นแค่บริษัทซอฟต์แวร์ขนาดใหญ่
เมื่อองค์กรลืม “ทำไม” พวกเขาจะเริ่มแข่งขันด้วยราคา คุณสมบัติ หรือสิ่งจูงใจอื่นๆ แทนที่จะสร้างแรงบันดาลใจ นั่นทำให้ลูกค้าเปลี่ยนไปใช้คู่แข่ง พนักงานขาดแรงจูงใจ และองค์กรค่อยๆ เสื่อมลง
การจ้างงานด้วย “ทำไม”
Sinek บอกว่าการจ้างงานก็เหมือนกัน อย่าจ้างคนที่ต้องการงาน จ้างคนที่เชื่อในสิ่งที่เราเชื่อ เพราะคนที่เชื่อจะทำงานด้วยหัวใจ ไม่ใช่แค่เงินเดือน
Southwest Airlines ไม่ได้จ้าง “คนที่มีประสบการณ์สายการบิน” พวกเขาจ้าง “คนที่เชื่อว่าการบินควรสนุกและเข้าถึงได้ง่าย” นั่นทำให้พนักงาน Southwest มีความสุขกับงาน และถ่ายทอดความสุขนั้นไปให้ลูกค้า
ข้อจำกัดของ “ทำไม” – เมื่อผู้ก่อตั้งไม่อยู่แล้ว
สิ่งหนึ่งที่ Sinek ยอมรับคือ การรักษา “ทำไม” ให้คงอยู่นั้นยากมาก โดยเฉพาะเมื่อผู้ก่อตั้งที่เป็นแหล่งกำเนิดของ “ทำไม” จากไปแล้ว
Apple หลัง Steve Jobs ต้องดิ้นรนมากเพื่อรักษาจิตวิญญาณของการ “คิดแตกต่าง” McDonald’s หลัง Ray Kroc เปลี่ยนจาก “ร้านอาหารที่ให้บริการรวดเร็วและสม่ำเสมอ” เป็น “ร้านอาหารฟาสต์ฟูด”
นั่นเป็นเหตุผลที่องค์กรต้องปลูกฝัง “ทำไม” ลงในวัฒนธรรมองค์กร ในระบบ ในกระบวนการ ไม่ใช่แค่ในตัวบุคคล
บทเรียนสำหรับเรา – เริ่มต้นจาก “ทำไม” ของตัวเอง
หนังสือ Start with Why ไม่ได้พูดถึงแค่องค์กรหรือธุรกิจ มันพูดถึงแต่ละคนด้วย Sinek ชวนให้เราถามตัวเองว่า “เราตื่นขึ้นมาทำงานเพื่ออะไร?”
ถ้าคำตอบคือ “เพื่อเงิน” “เพื่อความปลอดภัย” หรือ “เพื่อใครบางคน” นั่นยังไม่ใช่ “ทำไม” ที่แท้จริง เพราะนั่นคือ “อะไร” หรือ “เพื่อใคร”
“ทำไม” ที่แท้จริงคือความเชื่อ คือสิ่งที่เราอยากเห็นมันเปลี่ยนแปลงในโลกนี้ คือสิ่งที่ทำให้เราลุกขึ้นมาทำงานด้วยความกระตือรือร้น ไม่ใช่ด้วยความจำเป็น
เรื่องจริงของคนธรรมดา – อาจารย์ประถมกับ “ทำไม” ของเธอ
มีเรื่องเล่าเล็กๆ ของอาจารย์ประถมคนหนึ่ง เธอไม่ได้สอนเพื่อเงินเดือน (เพราะเงินเดือนครูไม่สูง) เธอไม่ได้สอนเพื่อวันหยุดยาว (เพราะเธอยังไปอบรมหาความรู้ในวันหยุด)
เธอสอนเพราะเธอเชื่อว่า “เด็กทุกคนมีศักยภาพที่รอการปลุกปั่น” ความเชื่อนี้ทำให้เธอสอนด้วยหัวใจ ทำให้เธอหาวิธีสร้างแรงบันดาลใจให้นักเรียน ทำให้เธอไม่ยอมแพ้กับเด็กที่เรียนช้า
ผลลัพธ์คือ นักเรียนของเธอไม่เพียงแต่เรียนเก่ง แต่ยังมีความมั่นใจ มีความคิดสร้างสรรค์ และที่สำคัญที่สุดคือ รักการเรียนรู้
นั่นคือพลังของการเริ่มต้นด้วย “ทำไม”
สรุป
เมื่ออ่านจบ Start with Why เราจะเข้าใจว่าทำไมหนังสือเล่มนี้ถึงกลายเป็นปรากฏการณ์ มันไม่ได้แค่สอนเทคนิคการเป็นผู้นำ มันสอนวิธีคิด สอนวิธีมองโลก
Sinek ไม่ได้อยากให้เราเป็นเซลส์แมนที่เก่ง เขาอยากให้เราเป็นผู้นำที่สร้างแรงบันดาลใจ เขาไม่ได้อยากให้เราขายสินค้า เขาอยากให้เราขายความเชื่อ
ความจริงแล้ว Start with Why เองก็เป็นตัวอย่างของการเริ่มต้นด้วย “ทำไม” Sinek ไม่ได้เขียนหนังสือเพื่อขายหนังสือ เขาเขียนเพราะเขาเชื่อว่า “ถ้าเราเริ่มต้นด้วยความเชื่อ เราจะสร้างโลกที่ผู้คนทำงานด้วยแรงบันดาลใจ ไม่ใช่ด้วยความกลัว”
นั่นทำให้หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่แค่หนังสือธุรกิจอีกเล่มหนึ่ง แต่เป็นแนวคิดที่เปลี่ยนแปลงวิธีคิดของผู้คนนับล้าน และที่สำคัญที่สุดคือ มันเริ่มต้นจากคำถามง่ายๆ ที่ทุกคนสามารถถามตัวเองได้
“คุณตื่นขึ้นมาเพื่ออะไร?”
เมื่อคุณตอบคำถามนี้ได้แล้ว คุณจะเข้าใจว่าทำไมการเริ่มต้นด้วย “ทำไม” ถึงมีพลังในการเปลี่ยนแปลงโลก เพราะมันเริ่มต้นจากการเปลี่ยนแปลงตัวเราเองก่อน
และนั่นคือเรื่องเล่าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของหนังสือ Start with Why – เรื่องเล่าของการค้นหา “ทำไม” ที่อยู่ในตัวเราทุกคน
#hrรีพอร์ต
Leave a comment