มีเรื่องเล่าที่น่าสนใจเกิดขึ้นในป่าแมนน์กัลช์ รัฐมอนแทนา เมื่อปี 1949 วันนั้นเป็นวันที่อากาศร้อนแห้ง ลมแรง ไฟป่าลุกลามอย่างรวดเร็ว นักดับเพลิงหนุ่มชื่อ แว็กแมน ดอดจ์ กำลังนำทีมเข้าไปดับไฟ แต่เมื่อเขามองดูสถานการณ์แล้ว เขากลับทำสิ่งที่แปลกประหลาด

เขาจุดไฟใหม่!

ทีมงานของเขาตกใจ คิดว่าหัวหน้าคลั่ง ทำไมต้องจุดไฟใหม่ในขณะที่กำลังหนีไฟป่าอยู่? แต่ดอดจ์รู้ดีว่าเขาต้องทำอะไร เขาเผาหญ้าข้างหน้าให้หมดก่อน แล้วนอนลงในพื้นที่ที่เผาแล้ว เพื่อหาที่หลบไฟ

นี่คือตัวอย่างแรกของการ “คิดใหม่” ที่ Adam Grant นำมาเล่าในหนังสือ Think Again เรื่องราวที่สอนให้เรารู้ว่า บางครั้งการรอดชีวิตไม่ได้อยู่ที่การทำตามกฎเกณฑ์เดิม แต่อยู่ที่ความกล้าที่จะคิดนอกกรอบ

ทำไมเราถึงไม่อยากเปลี่ยนความคิด?

ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เราต้องเจอกับความจริงที่ว่า สิ่งที่เรารู้เมื่อวานนี้ อาจจะไม่ใช่ความจริงในวันนี้แล้ว แต่ทำไมคนเราถึงไม่อยากเปลี่ยนใจ?

Grant อธิบายว่าสมองของเรามีกลไกป้องกันตัวเอง เวลาที่มีข้อมูลใหม่เข้ามาขัดแย้งกับสิ่งที่เราเชื่อ สมองจะพยายาม “ปฏิเสธ” ข้อมูลนั้น เหมือนกับระบบภูมิคุมกันที่ต้านทานเชื้อโรค

ลองนึกดูเมื่อคุณอ่านข่าวที่ขัดแย้งกับความคิดการเมืองของคุณ ปฏิกิริยาแรกของคุณคือการคิดว่า “ข่าวนี้ต้องเป็นข่าวปลอม” หรือ “คนเขียนต้องมีอคติ” ใช่ไหม? นี่คือสิ่งที่ Grant เรียกว่า “การเป็นนักเทศน์” เราพยายามหาเหตุผลมาสนับสนุนความเชื่อของเราให้ได้

3 persona ในการคิด: นักเทศน์ อัยการ และนักวิทยาศาสตร์

Grant เปรียบเทียบว่าเราใช้ความคิดในสามรูปแบบ เหมือนกับการสวมบทบาทคนละชนิด:

1. นักเทศน์ (Preacher Mode)

เมื่อเราเป็นนักเทศน์ เราจะปกป้องความเชื่อของเราอย่างแข็งกร้าว เราหาเหตุผลมาสนับสนุนสิ่งที่เราเชื่ออยู่แล้ว และมองว่าคนที่คิดต่างจากเราคือคนที่ผิด

ตัวอย่าง: พ่อค้าคนหนึ่งเชื่อมาตลอดว่า “ลูกค้าต้องมาร้านถึงจะซื้อของได้” เมื่อมีคนมาแนะนำให้ทำร้านออนไลน์ เขากลับตอบว่า “คนไทยไม่ชอบซื้อของออนไลน์หรอก” โดยไม่ยอมลองดู

2. อัยการ (Prosecutor Mode)

เมื่อเราเป็นอัยการ เราจะมองหาข้อผิดพลาดของคนอื่น พยายามพิสูจน์ว่าเขาผิด เพื่อให้เรารู้สึกถูกต้อง เราเปลี่ยนจากการปกป้องความเชื่อของเรา มาเป็นการโจมตีความเชื่อของคนอื่น

ตัวอย่าง: ในที่ประชุม เมื่อเพื่อนร่วมงานเสนอไอเดียใหม่ เราจะพยายามหาจุดอ่อนของไอเดียนั้น มากกว่าที่จะหาจุดดี เพราะเราอยากให้ไอเดียของเราถูกเลือกแทน

3. นักวิทยาศาสตร์ (Scientist Mode)

แต่เมื่อเราเป็นนักวิทยาศาสตร์ เราจะอยากรู้ความจริง เราตั้งสมมติฐาน ทดสอบ และพร้อมที่จะเปลี่ยนใจถ้าหลักฐานชี้ไปในทางตรงข้าม

ตัวอย่าง: ผู้จัดการคนหนึ่งสงสัยว่าทำไมยอดขายถึงลดลง แทนที่จะโทษเศรษฐกิจหรือคู่แข่ง เขาไปเก็บข้อมูลลูกค้า สัมภาษณ์พนักงานขาย และพบว่าปัญหาอยู่ที่กระบวนการส่งของที่ช้าเกินไป

เรื่องเล่าจากโลกธุรกิจ: เมื่อ BlackBerry ไม่ยอมคิดใหม่

มีเรื่องเล่าที่น่าเศร้าจากโลกธุรกิจ เกี่ยวกับ BlackBerry โทรศัพท์มือถือที่เคยครองตลาดในยุค 2000

ปี 2007 เมื่อ Steve Jobs เปิดตัว iPhone ผู้บริหาร BlackBerry กลับมองว่า “iPhone เป็นแค่ของเล่น คนทำงานไม่สนใจหรอก เพราะไม่มีคีย์บอร์ดจริง” พวกเขาติดอยู่กับความเชื่อว่า “คนใช้สมาร์ทโฟนต้องการคีย์บอร์ดเพื่อพิมพ์อีเมล”

แต่ความจริงกลับตรงข้าม ผู้คนเริ่มใช้โทรศัพท์เพื่อถ่ายรูป เล่นเกม ดูหนัง มากกว่าเพียงแค่ส่งอีเมล ภายใน 5 ปี BlackBerry ก็หายไปจากตลาดเกือบหมด

หาก BlackBerry คิดแบบนักวิทยาศาสตร์ พวกเขาอาจจะไปศึกษาพฤติกรรมผู้ใช้ใหม่ ทดสอบทำสมาร์ทโฟนแบบทัชสกรีน และปรับตัวทันเวลา

ศิลปะแห่งการเปลี่ยนใจคนอื่น

Grant ไม่ได้แค่พูดถึงการเปลี่ยนใจตัวเอง แต่ยังสอนวิธีการเปลี่ยนใจคนอื่นด้วย โดยไม่ใช้การบังคับหรือการเถียงกัน

เทคนิค: การถามคำถาม มากกว่าการให้คำตอบ

แทนที่จะบอกว่า “คุณคิดผิด” ลองใช้คำถามแทน เช่น:

  • “อะไรทำให้คุณคิดแบบนั้น?”
  • “มีหลักฐานอะไรที่จะทำให้คุณเปลี่ยนใจบ้าง?”
  • “ถ้าสมมติว่าคุณผิด คุณจะรู้ได้อย่างไร?”

มีการศึกษาแสดงให้เห็นว่า เมื่อเราถามคำถามแบบนี้ คนอื่นจะเริ่มสงสัยในความเชื่อของตัวเอง และเปิดใจรับฟังมุมมองใหม่มากขึ้น

ตัวอย่างจากชีวิตจริง: เรื่องของแพทย์ที่เปลี่ยนแปลงจากการถูกถาม

มีแพทย์คนหนึ่งที่เชื่อมั่นว่า “ยาปฏิชีวนะต้องกินให้หมดแผง” เมื่อมีผู้ป่วยถามว่า “หมอครับ ถ้าผมหายป่วยแล้ว ทำไมต้องกินยาต่อด้วย?”

แทนที่จะตอบแบบเดิมๆ ว่า “เพื่อป้องกันการดื้อยา” หมอคนนี้กลับไปค้นคว้าข้อมูลใหม่ และพบว่างานวิจัยล่าสุดบอกว่า การกินยาปฏิชีวนะเกินความจำเป็น อาจจะทำให้เกิดการดื้อยามากขึ้น

คำถามง่ายๆ ของผู้ป่วยทำให้หมอเปลี่ยนแนวทางการรักษาทั้งคลินิก

เรื่องเล่าจากด้านการศึกษา: เมื่อครูยอมเรียนรู้จากนักเรียน

ในโรงเรียนแห่งหนึ่ง มีครูคณิตศาสตร์ที่สอนมาแบบเดิมๆ นานกว่า 20 ปี เขาเชื่อว่า “นักเรียนต้องท่องสูตรให้ได้ แล้วแทนค่าตัวเลข”

วันหนึ่ง มีนักเรียนยกมือถามว่า “ครูครับ ทำไมเราไม่ใช้แอปคำนวณในโทรศัพท์ช่วยล่ะครับ? แล้วเอาเวลาไปโฟกัสกับการแก้ปัญหาแทน?”

แรกๆ ครูคิดว่านักเรียนขี้เกียจ แต่เมื่อเขาไปศึกษาเพิ่มเติม เขาพบว่าประเทศที่พัฒนาแล้วหลายแห่ง ไม่ได้เน้นให้นักเรียนท่องสูตร แต่เน้นให้เข้าใจแนวคิดและประยุกต์ใช้

เขาจึงเปลี่ยนวิธีสอน จากการท่องสูตร มาเป็นการแก้ปัญหาในชีวิตจริง ผลคือ นักเรียนเข้าใจคณิตศาสตร์มากขึ้น และคะแนนสอบก็ดีขึ้นด้วย

เทคนิคการปรับ Mindset เพื่อการคิดใหม่

1. ยอมรับว่า “ไม่รู้”

แทนที่จะแกล้งทำเป็นรู้ ลองพูดว่า “เรื่องนี้ผมไม่แน่ใจ ช่วยอธิบายให้ฟังหน่อยได้ไหม?” คำพูดแบบนี้จะทำให้เราได้เรียนรู้สิ่งใหม่

2. หาหลักฐานที่ขัดแย้งกับความคิดเรา

ถ้าเราเชื่อว่า A ถูก ลองไปหาข้อมูลที่บอกว่า A อาจจะผิด อ่านมุมมองของคนที่คิดต่างจากเรา

3. แยกตัวตนออกจากความคิดเห็น

เมื่อคนอื่นวิจารณ์ไอเดียของเรา อย่าไปรู้สึกว่าเขาโจมตีตัวเรา ให้มองว่าเขากำลังช่วยเราปรับปรุงไอเดีย

4. สร้างวัฒนธรรมแห่งการตั้งคำถาม

ในครอบครัวหรือที่ทำงาน สร้างบรรยากาศที่ทุกคนกล้าถามคำถาม กล้าท้าทายความคิดเดิม โดยไม่ต้องกลัวโดนดุ

เรื่องเล่าจากสังคมออนไลน์: กับดักของ Echo Chamber

ในยุคโซเชียลมีเดีย เราต้องระวัง “กับดักของ Echo Chamber” คือการที่เราได้รับข้อมูลแต่เฉพาะสิ่งที่เห็นด้วยกับเราเท่านั้น

ตัวอย่าง: คนที่ชอบฟังเพลงป๊อป อัลกอริทึมจะแนะนำเพลงป๊อปให้ฟังเรื่อยๆ คนที่ชอบอ่านข่าวการเมืองฝ่ายหนึ่ง ก็จะเจอแต่ข่าวที่สนับสนุนฝ่ายนั้น

วิธีแก้:

  • ตั้งใจไปหาข้อมูลจากแหล่งที่หลากหลาย
  • ฟังมุมมองของคนที่คิดต่างจากเรา
  • ถามตัวเองว่า “ถ้าเราผิด จะมีสัญญาณอะไรบอกเรา?”

การประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน

ในการทำงาน:

  • ก่อนตัดสินใจใหญ่ๆ ให้หาคนที่คิดต่างจากเรามาให้คำแนะนำ
  • สร้าง “Devil’s Advocate” คือคนที่หน้าที่คือหาข้อผิดพลาดในแผนงาน
  • ทำ “Pre-mortem” คือนึกภาพว่าโปรเจกต์ล้มเหลวแล้ว แล้วคิดว่าเกิดจากสาเหตุอะไร

ในครอบครัว:

  • สอนลูกให้ถามคำถาม มากกว่าให้คำตอบ
  • ยอมรับเมื่อเราผิด และขอโทษลูก
  • ให้ลูกได้แสดงความคิดเห็นที่ต่างจากพ่อแม่

ในการเรียนรู้:

  • อ่านหนังสือที่ขัดแย้งกับความเชื่อของเรา
  • หาเพื่อนคุยที่ฉลาดกว่าเรา และคิดต่างจากเรา
  • ทดลองทำสิ่งใหม่ๆ เป็นประจำ

พลังแห่งการรู้ว่าเราไม่รู้

เรื่องเล่าของ Think Again สอนให้เรารู้ว่า ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความฉลาดไม่ได้อยู่ที่การรู้มาก แต่อยู่ที่การรู้ว่าเราไม่รู้อะไรบ้าง และพร้อมที่จะเรียนรู้

คนที่ประสบความสำเร็จในศตวรรษที่ 21 ไม่ใช่คนที่รู้ทุกอย่าง แต่เป็นคนที่ปรับตัวได้เร็ว เรียนรู้ได้เร็ว และกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงเมื่อจำเป็น

เหมือนกับแว็กแมน ดอดจ์ นักดับเพลิงในเรื่องเล่าตอนต้น เขาไม่ได้รอดเพราะเขารู้มาก แต่เขารอดเพราะเขากล้าคิดใหม่ในช่วงเวลาสำคัญ

การ “คิดใหม่” ไม่ใช่การเปลี่ยนใจบ่อยๆ โดยไม่มีเหตุผล แต่เป็นการเปิดใจรับข้อมูลใหม่ พิจารณาอย่างถี่ถ้วน และพร้อมปรับเปลี่ยนเมื่อหลักฐานชี้ไปในทางที่ดีกว่า

ในท้ายที่สุด สิ่งที่ทำให้เราเจริญเติบโต ไม่ใช่การยึดติดกับสิ่งที่เรารู้ แต่เป็นการกล้าที่จะปล่อยวางสิ่งที่เรารู้ เพื่อเปิดใจรับสิ่งที่ดีกว่า

นี่คือบทเรียนสำคัญจาก Think Again ที่จะช่วยให้เราใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข และประสบความสำเร็จในโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่หยุดยั้ง

#hrรีพอร์ต

Posted in

Leave a comment