จากหนังสือ Hidden Potential: The Science of Achieving Greater Things โดย Adam Grant
มีเรื่องราวหนึ่งที่น่าสนใจมาก ในปี 1968 มีครูคนหนึ่งชื่อ Jane Elliott ที่โรงเรียนประถมในไอโอวา เธอทำการทดลองที่เปลี่ยนความคิดของเด็กนักเรียนไปตลอดกาล เธอแบ่งเด็กในห้องออกเป็นสองกลุ่ม ตามสีตา กลุ่มตาน้ำเงินกับกลุ่มตาน้ำตาล
วันแรก เธอบอกว่าเด็กตาน้ำเงินฉลาดกว่า ได้รับสิทธิพิเศษมากมาย ส่วนเด็กตาน้ำตาลต้องใส่ผ้าพันคอเป็นเครื่องหมาย และถูกปฏิบัติแย่กว่า ผลลัพธ์คือเด็กตาน้ำเงินทำคะแนนสอบดีขึ้น ส่วนเด็กตาน้ำตาลทำได้แย่ลง
วันต่อมา เธอสลับบทบาท บอกว่าจริง ๆ แล้วเด็กตาน้ำตาลต่างหากที่ฉลาดกว่า ผลลัพธ์กลับตาลปัตร เด็กตาน้ำตาลทำได้ดีขึ้น ส่วนเด็กตาน้ำเงินทำได้แย่ลง
เรื่องราวนี้สอนเราว่า สิ่งที่เราเชื่อเกี่ยวกับตัวเองมีพลังมหาศาล มันสามารถปลดล็อคศักยภาพ หรือจำกัดศักยภาพของเราได้
ความเข้าใจผิดที่เราต้องเลิกเชื่อ
Adam Grant นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัย Wharton เล่าในหนังสือ “Hidden Potential” ว่า เรามีความเข้าใจผิดใหญ่หลวงเกี่ยวกับความสำเร็จ เรามักคิดว่า:
“คนเก่งต้องเกิดมาเก่ง”
“ถ้าไม่มีพรสวรรค์ ก็ไปไม่ไกล”
“คนฉลาดจะประสบความสำเร็จทันที”
แต่จริง ๆ แล้ว การวิจัยพบว่าสิ่งเหล่านี้ไม่จริง
ลองดูตัวอย่าง Michael Jordan นักบาสเกตบอลในตำนาน ตอนอยู่มัธยมปลาย เขาถูกตัดออกจากทีมบาสเกตบอลของโรงเรียน เพราะโค้ชคิดว่าเขาเตี้ยเกินไป ไม่มีความสามารถพอ
หรือ Oprah Winfrey ราชินีสื่อของอเมริกา เธอเกิดในครอบครัวยากจน ถูกล่วงละเมิดตอนเด็ก เรียนหนังสือไม่เก่ง งานแรกเป็นผู้ประกาศข่าวทีวี เธอถูกไล่ออกเพราะ “ไม่เหมาะกับการออกทีวี”
หรือแม้แต่ Albert Einstein นักฟิสิกส์อัจฉริยะ เขาพูดช้ากว่าเด็กคนอื่น คุณครูเคยบอกพ่อแม่ว่า “ลูกคุณจะไม่ประสบความสำเร็จในชีวิต”
คนเหล่านี้ไม่ได้เริ่มต้นเก่ง แต่พวกเขาเรียนรู้ที่จะ ปลดล็อคศักยภาพที่ซ่อนอยู่ในตัว
สูตรลับของการเติบโต: Growth Mindset
Grant อธิบายว่า สิ่งแรกที่ต้องเปลี่ยนคือ ความคิด คนที่ประสบความสำเร็จมักจะมี “Growth Mindset” หรือความคิดแบบเติบโต คือเชื่อว่าความสามารถพัฒนาได้
เปรียบเทียบกับ “Fixed Mindset” หรือความคิดแบบตายตัว ที่เชื่อว่าความสามารถเป็นสิ่งที่เกิดมาพร้อม ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้
ตัวอย่างในชีวิตจริง:
เด็กที่มี Fixed Mindset เมื่อสอบได้คะแนนไม่ดี จะคิดว่า “ฉันไม่เก่งเรื่องคณิตศาสตร์” และเลิกพยายาม
เด็กที่มี Growth Mindset เมื่อสอบได้คะแนนไม่ดี จะคิดว่า “ฉันยังไม่เก่งเรื่องคณิตศาสตร์” และพยายามหาวิธีทำให้ดีขึ้น
คำเดียวที่เพิ่มเข้าไป “ยัง” มีพลังมหาศาล เพราะมันเปิดประตูแห่งความเป็นไปได้
ศิลปะแห่งการฝึกฝนที่ถูกต้อง
Grant เล่าเรื่องของ Anders Ericsson นักวิจัยที่ค้นพบความลับของ “การฝึกฝนแบบมีวัตถุประสงค์” หรือ Deliberate Practice
มีการวิจัยนักไวโอลินที่โรงเรียนดนตรีชื่อดังในเบอร์ลิน แบ่งนักเรียนออกเป็น 3 กลุ่ม:
- กลุ่มที่ 1: นักเรียนดีเด่น ที่มีแนวโน้มเป็นนักไวโอลินอาชีพระดับโลก
- กลุ่มที่ 2: นักเรียนดี ที่น่าจะเป็นนักไวโอลินระดับประเทศ
- กลุ่มที่ 3: นักเรียนธรรมดา ที่น่าจะเป็นครูสอนดนตรี
สิ่งที่พบคือ ทุกกลุ่มฝึกซ้อมปริมาณเท่า ๆ กัน แต่มีสิ่งหนึ่งที่ต่าง นั่นคือ คุณภาพของการฝึกฝน
นักเรียนกลุ่มที่ 1 จะ:
- มุ่งเน้นที่จุดอ่อน ไม่ใช่เล่นเพลงที่ชอบหรือที่เล่นได้ดีแล้ว
- ตั้งเป้าหมายเฉพาะเจาะจง เช่น ฝึกการเคลื่อนนิ้วในช่วงที่ยากที่สุด
- ขอคำแนะนำอย่างสม่ำเสมอ จากอาจารย์และเพื่อน ๆ
- วิเคราะห์ความผิดพลาด หาสาเหตุและแก้ไข
ส่วนกลุ่มอื่น ๆ ฝึกแบบผ่าน ๆ เล่นเพลงที่ถนัด ไม่ท้าทายตัวเอง
พลังของการมีที่ปรึกษาและระบบสนับสนุน
มีเรื่องราวหนึ่งที่น่าสนใจ ในปี 1960s มีโครงการวิจัยที่เรียกว่า “Perry Preschool Project” ในมิชิแกน เขาเอาเด็กจากครอบครัวยากจน มาเข้าโปรแกรมการศึกษาพิเศษ
สิ่งที่พิเศษไม่ใช่การสอนที่ยาก แต่เป็นการ ให้ความสนใจเป็นรายบุคคล และ สร้างสภาพแวดล้อมที่สนับสนุน
40 ปีต่อมา เมื่อติดตามเด็กเหล่านี้ พบว่าพวกเขา:
- จบการศึกษาสูงกว่าเด็กในกลุ่มควบคุม 65%
- มีรายได้สูงกว่า 40%
- เข้าคุกน้อยกว่า 70%
ข้อสำคัญคือ พวกเขาไม่ได้ฉลาดกว่า แต่มีคนที่เชื่อในศักยภาพของพวกเขา และให้การสนับสนุนที่เหมาะสม
Grant เรียกสิ่งนี้ว่า “Character Skills” หรือทักษะด้านบุคลิกภาพ ซึ่งประกอบด้วย:
- ความอยากรู้อยากเห็น
- ความกล้าหาญ
- ความอุตสาหะ
- การทำงานเป็นทีม
ทักษะเหล่านี้สำคัญกว่า IQ ในการประสบความสำเร็จระยะยาว
เรื่องราวของการกลับตัว: จากจุดต่ำสุดสู่จุดสูงสุด
Grant เล่าเรื่องของ Spanx บริษัททำกางเกงในกระชับสัดส่วนของผู้หญิง ที่ก่อตั้งโดย Sara Blakely
Sara ไม่มีพื้นฐานธุรกิจ ไม่เคยทำแฟชั่น ทำงานขายแฟกซ์มาก่อน เธอคิดไอเดียขณะใส่ถุงน่องกับกางเกงขาวที่บ้าน
เธอใช้เงินออม 5,000 เหรียญ ไปหาโรงงานผลิตถุงน่อง เสนอไอเดีย แต่ถูกปฏิเสธ แล้วปฏิเสธ เป็นสิบครั้ง กว่าจะมีโรงงานหนึ่งยอมทำให้
สิ่งที่น่าสนใจคือ Sara ไม่เคยมองว่าการถูกปฏิเสธคือความล้มเหลว เธอมองว่าเป็น “ข้อมูลป้อนกลับ” (Feedback) เพื่อปรับปรุงไอเดีย
เธอเล่าว่า “พ่อของฉันสอนตั้งแต่เด็กว่า ความล้มเหลวไม่ใช่การไม่ประสบความสำเร็จ แต่เป็นการไม่ลองเลย”
วันนี้ Spanx มีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ และ Sara กลายเป็นหนึ่งในผู้หญิงที่ร่ำรวยที่สุดในโลก
วิทยาศาสตร์แห่งการล้มลุก
การวิจัยพบว่า คนที่ประสบความสำเร็จมักจะ ล้มเหลวบ่อยกว่า คนธรรมดา ฟังดูขัดใจ แต่จริง
เหตุผลคือ พวกเขา กล้าลอง กล้าเสี่ยง และกล้าออกจาก Comfort Zone มากกว่า ดังนั้นโอกาสล้มเหลวจึงสูงกว่า แต่พวกเขาเรียนรู้จากความล้มเหลวได้เร็วกว่า และกลับมาแข็งแกร่งกว่าเดิม
Grant เรียกสิ่งนี้ว่า “Failure Tolerance” หรือความสามารถในการรับมือกับความล้มเหลว
ตัวอย่างจากโลกธุรกิจ:
- James Dyson คิดค้นเครื่องดูดฝุ่น ล้มเหลว 5,126 ครั้ง ก่อนจะสำเร็จในครั้งที่ 5,127
- Colonel Sanders ของ KFC ถูกปฏิเสธสูตรไก่ทอด 1,009 ครั้ง ก่อนจะมีร้านอาหารแห่งหนึ่งยอมรับ
- Walt Disney ถูกไล่ออกจากหนังสือพิมพ์เพราะ “ขาดความคิดสร้างสรรค์”
สิ่งที่พวกเขาทำได้คือ ไม่ยอมแพ้ และ เรียนรู้จากทุกความผิดพลาด
การสร้างนิสัยแห่งการเติบโต
Grant แนะนำวิธีปฏิบัติง่าย ๆ ที่เราสามารถทำได้ในชีวิตประจำวัน:
1. ตั้งคำถาม “จะเรียนรู้อะไรได้บ้าง?”
แทนที่จะถามว่า “ทำไมฉันถึงทำไม่ได้?” ให้ถามว่า “จะทำยังไงให้ดีขึ้น?”
2. หาความท้าทายใหม่ๆ อย่างสม่ำเสมอ
ถ้าเรารู้สึกสบาย ๆ กับสิ่งที่ทำ แสดงว่าเราไม่ได้เติบโต ลองหาอะไรที่ยากกว่าเดิมหน่อย
3. ขอความเห็นจากคนอื่น
หาคนที่ซื่อสัตย์ กล้าบอกความจริง ให้ช่วยชี้จุดที่ต้องปรับปรุง
4. บันทึกการเรียนรู้
จดบันทึกสิ่งที่เรียนรู้ใหม่ทุกวัน แม้แต่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ
5. เฉลิมฉลองความก้าวหน้า
ไม่ต้องรอให้สำเร็จใหญ่ ให้ชื่นชมตัวเองทุกครั้งที่ทำได้ดีกว่าเมื่อก่อน
บทเรียนจากบริษัทที่เกือบล้มแต่กลับมาแข็งแกร่ง
มีบริษัทหนึ่งที่ Grant ยกมาเป็นตัวอย่าง คือ Netflix
ในปี 2007 Netflix เป็นแค่บริษัทให้เช่า DVD ทางไปรษณีย์ ตอนนั้นบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Blockbuster ครองตลาด
แต่ Reed Hastings CEO ของ Netflix มองเห็นว่าอนาคตคือการรับชมออนไลน์ เขาตัดสินใจเปลี่ยนโมเดลธุรกิจทั้งหมด แม้จะรู้ว่าเสี่ยงมาก
ผลคือ หุ้น Netflix ร่วงลง 80% นักลงทุนโกรธ ลูกค้าหลายคนยกเลิกบริการ สื่อต่างๆ วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก
แต่ Hastings ยืนหยัดในวิสัยทัศน์ของเขา เขามองว่าการวิพากษ์วิจารณ์เป็น สัญญาณว่าเขากำลังทำสิ่งที่ใหม่และแตกต่าง
วันนี้ Netflix มีมูลค่าตลาดเกือบ 200,000 ล้านดอลลาร์ ส่วน Blockbuster ล้มละลายไปแล้ว
การปลูกฝังทัศนคติการเติบโตให้คนรอบข้าง
Grant เล่าเรื่องของ John Wooden โค้ชบาสเกตบอลในตำนาน ที่นำทีม UCLA คว้าแชมป์เอ็นซีเอเอ 10 ครั้งใน 12 ปี
สิ่งที่พิเศษของ Wooden ไม่ใช่กลยุทธ์การเล่น แต่เป็น วิธีคิดที่เขาปลูกฝังให้นักกีฬา
เขาไม่เน้นการชนะแพ้ แต่เน้น “การเป็นเวอร์ชั่นที่ดีที่สุดของตัวเอง”
เขาสอนนักกีฬาว่า:
- “ความสำเร็จคือความสงบใจที่เกิดจากความรู้ว่าเราได้พยายามอย่างเต็มที่แล้ว”
- “ไม่เปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น แต่เปรียบเทียบกับตัวเองเมื่อวาน”
- “ความผิดพลาดเป็นครู คนขยันเป็นนักเรียน”
ผลคือ นักกีฬาของเขาไม่เพียงชนะในสนาม แต่ยังประสบความสำเร็จในชีวิตหลังเกษียณ
สรุป
Adam Grant สรุปในท้ายหนังสือว่า ศักยภาพไม่ใช่สิ่งที่เราเกิดมาพร้อม แต่เป็นสิ่งที่เราเลือกที่จะพัฒนา
คนที่ประสบความสำเร็จไม่ได้พิเศษตรงที่เขาฉลาดกว่า แต่พิเศษตรงที่เขา:
- เชื่อในการเปลี่ยนแปลง
- กล้าที่จะเรียนรู้
- ยอมรับความผิดพลาด
- หาคนที่สนับสนุน
- ไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ
เรื่องราวในหนังสือเล่มนี้สอนเราว่า ไม่ว่าเราจะเริ่มต้นจากจุดไหน ไม่ว่าเราจะมีพื้นฐานอย่างไร เราทุกคนมี ศักยภาพที่ซ่อนอยู่ รอให้เราปลดล็อค
สิ่งเดียวที่ต้องทำคือ เริ่มต้น เดินหน้า และไม่เคยหยุดเรียนรู้
เพราะท้ายที่สุด การเติบโตไม่ใช่เป้าหมาย แต่เป็นการเดินทางที่ไม่มีจุดจบ
#hrรีพอร์ต
Leave a comment